20 สิงหาคม 2564
5 K

“ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า งานอาสาสมัครเป็นยังไง ภาพที่ผมมักจะนึกถึงคือ การขึ้นดอยไปแจกของ สร้างฝาย พอได้เห็นโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT) เปิดรับอาสาสมัครครูสอนดนตรีที่ลาว ผมก็เลยสนใจครับ” แม็กนั่ม-นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์ บัณฑิตสาขากีตาร์คลาสสิก คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เดินทางตามไปสมทบกับเพื่อนอีกคนเพื่อทำหน้าที่อาสาสมัครที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์-วิชัยยันต์ จันทะเอียด เป็นอาสาสมัครที่ประจำการมาก่อนแม็กนั่ม เนื่องจากเบียร์เรียนจบด้านดนตรีพื้นบ้าน จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เขาจึงเชี่ยวชาญเรื่องดนตรีพื้นบ้านและคุ้นเคยกับอาจารย์ที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ผ่านโครงการพัฒนาวิทยาลัยศิลปศึกษา สปป.ลาว หนึ่งในโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ลาว ในสาขาการศึกษา ที่ TICA เข้าไปสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร และส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทยไปช่วย เขาจึงได้รับการชักชวนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ให้มาเป็นอาสาสมััครเพื่อนไทย

ทั้งคู่เตรียมตัวเดินทางแบบสบายๆ เบียร์คุ้นเคยกับ สปป.ลาว อยู่แล้ว ต่างจากแม็กนั่มที่ไปลาวเป็นครั้งแรกจึงกังวลเรื่องภาษา ถึงเขาจะเข้าใจภาษาอีสานอยู่บ้างเพราะพ่อเป็นคนอีสาน

แต่พอเริ่มใช้ภาษาลาวจริงๆ ก็พบความแตกต่าง จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

อาสาสอนดนตรี

เบียร์และแม็กนั่มไปทำงานที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นวิทยาลัยที่ผลิตครูสอนด้านดนตรีและศิลปะแห่งเดียวใน สปป.ลาว ที่รัฐบาลไทยโดย TICA เข้าไปช่วยพัฒนาการเรียนการสอน

แต่ละวันชีวิตอาสาสมัครสอนดนตรีของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการใช้เวลา 5 นาที เดินจากบ้านพักไปที่วิทยาลัย

“พอถึงชั่วโมงสอนก็เข้าสอน ระบบการสอนที่นั่นไม่เหมือนที่ไทย พวกเราทำงานเหมือนอาจารย์ปกติ เพียงแต่ไม่ต้องทำเรื่องเอกสารการสอนแบบครูที่ไทย” แม็กนั่มเล่า

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์รับหน้าที่สอนดนตรีพื้นบ้าน ทั้งระนาด ซอ ขิม แคน และเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากเครื่องดนตรีของไทย ส่วนแม็กนั่มสอนดนตรีสากล เน้นเปียโนกับกีตาร์ รวมทั้งสอนไวโอลิน แซกโซโฟน และทรัมเป็ตบ้าง ตามความต้องการของอาจารย์ที่มาเรียนด้วย

ทั้งคู่ต้องสอนทั้งนักศึกษาและอาจารย์ สอนนักศึกษาวันละประมาณ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละประมาณ 3 – 4 วิชา ส่วนอาจารย์จะสอนทุกวันช่วงเย็น วันละประมาณ 2 ชั่วโมง

เซินม่วน นอกห้องเรียน

นอกจากงานสอนในวิทยาลัย เบียร์และแม็กนั่มมักได้รับเชิญให้ไปร่วมเล่นดนตรีนอกรั้ววิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเบียร์ที่ได้ไปเล่นดนตรีพื้นบ้านตามงานเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และงานแต่งงาน

นอกเวลางาน แม็กนั่มชอบไปเดินเล่นทั่วนครหลวงเวียงจันทน์ บางทีก็ออกไปปั่นจักรยาน ดูวัดวาอาราม สัมผัสบรรยากาศของเมือง โดยต้องมีสติตลอดเวลา เพราะถนนของลาวขับรถสลับฝั่งกับไทย ส่วนเบียร์ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลที่เพื่อนอาจารย์ชาวลาวชื่นชอบ และมักชวนทั้งสองคนไปเตะฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอ

เรื่องอาหารการกิน หลายคนเข้าใจว่าคงคล้ายคลึงกับชาวไทยอีสาน แต่เบียร์ปฏิเสธ เพราะรสชาติอาหารของสองฝั่งโขงแตกต่างกัน รวมถึงวิธีการปรุงด้วย

“ผมเคยไปซื้อลาบที่ร้านอาหารในตลาดเย็นแถวบึงธาตุหลวงครับ พอไปซื้อก็ตกใจ เพราะเขาใส่ถั่วงอกด้วย ถ้าอยากกินลาบเหมือนบ้านเรา ต้องสั่งลาบมะนาว บางร้านก็ปรุงรสลาบด้วยพริกขี้หนูแทนที่จะใช้พริกป่นเหมือนฝั่งไทย พวกเฝอหรือข้าวเปียก มีคนบอกผมว่าเหมือนกวยจั๊บญวน แต่ผมว่าไม่เหมือนนะ แค่คล้าย” แม็กนั่มอธิบายรายละเอียดความแตกต่างของอาหารให้เราฟังเพิ่มเติม

ทั้งคู่เพลิดเพลินกับการลิ้มรสอาหารลาว แม็กนั่มชอบกินข้าวเปียกปลาปากเซเจ้าดังหน้าวิทยาลัยฯ ส่วนเบียร์ชอบกินสารพัดตำ ไม่ว่าจะเป็นตำมาม่า ตำก๋วยเตี๋ยว และตำต่อนที่เต็มไปด้วยสารพัดวัตถุดิบ ผักลวก ลูกชิ้น มักกะโรนี ตามใจคนปรุง

มักหลาย เสี่ยวคนลาว

การใช้ชีวิตที่รอบตัวเต็มไปด้วยเพื่อน ไม่ได้สร้างความอึดอัดใจให้อาสาสมัครชาวไทยทั้งสอง กลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม

“บางครั้งผมกับนักศึกษาจะมาร้องเพลง ฟ้อนรำ ตั้งวงนั่งเล่นดนตรีหน้าห้องเรียน บางทีมีเด็กที่เขามีความสามารถด้านร้องเพลงท้องถิ่น ออกมาร้องขับลำซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละแขวง ทำให้ผมได้ฟังสำเนียงการร้องที่หลากหลาย พอมีคนเริ่ม ผมก็จะเป่าแคน มีคนตีกลองและเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบตามมา เป็นอีกกิจกรรมผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ ครับ” เบียร์บอกเล่าความประทับใจในเสน่ห์ของการร้องขับลำ

“เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เพื่อนที่ดีที่สุดคือเพื่อนตอนเรียนมัธยม คนที่นี่จะเป็นเพื่อนคล้ายๆ กันแบบนั้น คนลาวใจดีมาก เวลาเขามีอะไรเขาก็จะเอามาแบ่งปันตลอด ผมจำได้ว่ามีวันหนึ่งนักศึกษากลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วเอาหมี่จีนมาให้ อาจารย์ทุกคนก็ไปรวมตัวทำหมี่กินกัน หรือเวลามีงานที่วิทยาลัยฯ เขาจะเชิญผู้อำนวยการวิทยาลัยมานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่มีการแยกโต๊ะผู้บริหารออกไป เขามานั่งกินข้าวกับทุกคน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” แม็กนั่มบอกเล่าด้วยความประทับใจที่มีต่อคนรอบตัวที่วิทยาลัย

“ที่นี่เขาเรียกการนั่งกินข้าวแบบนี้ว่า ข้าวสามัคคี” เบียร์เสริม

ทั้งคู่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนลาวเป็นกันเองและให้เกียรติคนอื่นมากๆ การใช้ชีวิตอาสาสมัครของพวกเขาจึงไม่ค่อยมีคำว่าเหงาสักเท่าไหร่

กลับก่อนกำหนด

เมื่อทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง อาสาสมัครทั้งสองคนเริ่มวางแผนจะทำโครงการหลายๆ อย่างเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้ไปไกลกว่าเดิม

แม็กนั่มตั้งใจอยากสร้างวงขับร้องประสานเสียงขึ้น เป็นการเล่นดนตรีโดยใช้แค่เสียงของแต่ละคน ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออะไร เพื่อฝึกทักษะการอ่านโน้ต ทักษะการฟังเสียง (Ear Training) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของเหล่านักดนตรี

ส่วนเบียร์อยากผลิตเครื่องดนตรี โดยเฉพาะแคน ซึ่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ยกให้ ‘เสียงแคน’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ สปป.ลาว

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ถูกพับเก็บเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทาง TICA เป็นห่วงอาสาสมัครไทยที่ไปทำงานในแต่ละประเทศ จึงให้อาสาสมัครกลับไทยทันที เบียร์กับแม็กนั่มจึงไม่ได้อยู่ครบจบตามแผนของโครงการฯ

ถึงแม้พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีที่ได้พาตัวเองออกไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านในครั้งนี้

บทเรียนชีวิต ‘อาสาสมัคร

ชีวิตอาสาสมัครเพื่อนไทย 1 ปี 6 เดือนของเบียร์ และ 6 เดือนของแม็กนั่ม ทำให้ทั้งคู่ได้รับมุมมองและมิตรภาพใหม่ๆ อยู่เสมอ แม็กนั่มเล่าว่าตัวเขาเองและเพื่อนๆ ที่ไปเป็นอาสาสมัครในประเทศอื่นต่างอยากกลับไปที่ประเทศนั้น พวกเขาเฝ้าคิดถึงมิตรภาพดีๆ ที่หาได้น้อยลงจากการทำงานในไทย

“สิ่งที่ผมได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือมิตรภาพ ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจเหล่านั้น เพื่อนที่ลาว ถ้าเขารักใคร สนิทกับใคร เขาจะให้เกียรติเสมอ มีอะไรก็พูดคุยกันได้ตลอด” เบียร์ยังคงติดต่อคนที่ สปป.ลาว เพื่อสานต่องานทำเครื่องดนตรีในอนาคต

“การเป็นอาสาสมัครทำให้เราอยากเป็นผู้ให้มากกว่าเดิม มุมมองการใช้ชีวิต การมองประเทศอื่น การมองคนด้วยกันเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือเรื่องอะไรเลย แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ผมได้มองหลายมุม คนที่ลาวมองเรายังไง เรามองเขายังไง มันเปลี่ยนไปเยอะครับ อย่างน้องเจ้าของบ้านพักที่ผมไปเช่าอยู่ เขาก็บอกว่าเขาเคยมองเรายังไง มาเจอเราแล้วเขามองเปลี่ยนไปยังไง” แม็กนั่มเสริมสิ่งที่เขาได้ตกตะกอนหลังจากที่กลับไทยมาแล้ว

งานอาสาสมัครเป็นงานที่ทำให้คนมากมายได้ออกไปสำรวจ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เพียงแต่ได้ลองทำงานตามความถนัดของตัวเอง แต่พวกเขายังได้รับบทเรียนบทพิเศษที่อาจจะไม่ได้เจอในการทำงานรูปแบบปกติ ทั้งได้พบเจอมิตรภาพที่ดี มุมมองความคิดที่กว้างขึ้น ตามโลกใบใหม่ที่พวกเขาได้ออกไปผจญ

เบียร์ แม็กนั่ม และเราทุกคนต่างหวังว่า อาสาสมัครรุ่นต่อไปจะได้ออกไปเจอคนใหม่ๆ และได้เล่นดนตรี แบ่งปันเสียงเพลงให้กันและกันได้เหมือนอย่างที่เคย และพวกเขาจะได้เปิดประสบการณ์ ทั้งการสำรวจตัวเอง และสำรวจโลกใบใหม่ในไม่ช้านี้

ภาพ : วิชัยยันต์ จันทะเอียด และ นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน

ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือคลิกที่นี่

Writer

Avatar

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

3 กุมภาพันธ์ 2566
98

คงต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเป็นเด็กกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลากว่า 1,131 วัน ท่องเที่ยวไปมาหลายแห่ง บุกป่าฝ่าดง หอบข้าวของขึ้นไปกางเต็นท์ก็หลายจุด เพียงแต่ปลายทางในครั้งนี้เห็นจะเป็นสถานที่อีกแห่งที่ผมยังไม่เคยมีโอกาสได้ไป แต่เมื่อแบรนด์กาแฟอย่าง ‘อินทนิล’ ทำกาแฟดริปแบบ Single Origin ออกมาวางจำหน่ายเมื่อช่วงปีใหม่ ผมจึงอยากรู้ว่า 3 แหล่งที่อินทนิลเลือกมามีความพิเศษยังไง

Single Origin ของอินทนิลคราวนี้ประกอบด้วย กาแฟแม่แจ๋ม (Fruity Taste) จากจังหวัดลำปาง กาแฟป่าแป๋ (Nutty Taste) และกาแฟเทพเสด็จ (Special Taste) จากจังหวัดเชียงใหม่ ย้อนไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา อินทนิลเคยออกกาแฟออร์แกนิกดริปมาแล้ว เป็นเมล็ดออร์แกนิกอาราบิก้าแบบเดียวกับที่ใช้ในร้าน ซึ่งมาจาก 2 แหล่งเพาะปลูกหลัก คือ ป่าแป๋และแม่แจ๋ม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ทำไมอินทนิลถึงเลือก กาแฟเทพเสด็จ มาใช้กับ Single Origin ในครั้งนี้ และดูเหมือนว่าจะเป็นตัวไฮไลต์เสียด้วย

แม้ว่าการเดินทางไปยังดอยสะเก็ด เพื่อขึ้นไปดูไร่กาแฟ 2 แห่งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านปางบงและหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ อําเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ จะไม่ได้อยู่ในแผนการชีวิตใกล้เรียนจบของผมแม้แต่น้อย แต่การเดินทางครั้งนี้ก็ทำให้ผมได้รู้จักกับหมู่บ้านกาแฟ รวมไปถึงเรื่องราวหลังบ้านของเกษตรกรเจ้าของไร่กาแฟที่น้อยคนจะรู้มาก่อน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#01

หมู่บ้านปางบง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 เมตร

เอาเข้าจริงแล้ว การเยือนไร่กาแฟในครั้งนี้ไม่ค่อยยากลำบากอย่างที่เด็กกรุงเทพฯ ผู้ใช้ชีวิตรอบล้อมไปด้วยต้นไม้คอนกรีตหรือเสาไฟฟ้าอย่างผมคาดการณ์ไว้ 

การเดินทางไปหมู่บ้านปางบงไม่ถึงกับต้องขึ้นเขาลงห้วย (ถ้าไม่นับการนั่งรถขึ้นดอยนะ) หรือเดินทางไกลอะไรมากมาย แถมยังได้นั่งจิบกาแฟดริป ชิมบรรยากาศรับลมหนาว พักสายตาด้วยสายธารด้านล่าง และรับกลิ่นโชยของป่าเขา ณ ร้านดอยปางบง กาแฟ & ฟาร์มสเตย์ ของ คุณนนท์-อานนท์ พวงเสน เจ้าของไร่กาแฟในหมู่บ้าน ก็นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสบายและผ่อนกายคลายใจได้พอสมควร

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ คุณนนท์เจ้าของไร่แห่งนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ชนะการประกวดสุดยอดกาแฟไทย (Thai Coffee Excellence) ด้วยกระบวนการ Wet Process ในปี 2021 และ Honey Process ในปี 2022 อีกด้วย

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

คุณนนท์อธิบายความหมายของ Honey Process ให้ผมผู้มีความรู้เรื่องนี้เป็นศูนย์เข้าใจอย่างง่ายว่า ในกระบวนการแปรรูปผลกาแฟสดจาก ‘กะลา’ ให้กลายเป็น ‘เมล็ดกาแฟ’ (สารกาแฟ) นั้น มี 3 กรรมวิธีที่คนนิยมกัน ได้แก่ 

1. Wet / Washed Process คือการนำผลกาแฟที่สุกจากต้นมากะเทาะเปลือก แล้วจึงนำตัวกะลาไปแช่น้ำกำจัดเมือกแล้วตากให้แห้ง ซึ่งหากเปรียบกับข้าว กะลาเหมือนเปลือกข้าวที่ยังไม่ได้สี จึงต้องผ่านกระบวนการทำให้พร้อมเป็นเมล็ดกาแฟสำหรับคั่ว

2. Dry Process คือการนำผลกาแฟไปตากให้แห้งทั้งเปลือก แล้วค่อยนำไปสีเอาเปลือกออก

3. Honey Process วิธีนี้ไม่ได้มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบแต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นการนำกะลาไปตากทันทีหลังจากกะเทาะเปลือกแล้ว โดยข้ามขั้นตอนแช่น้ำขจัดเมือก กาแฟที่ผ่านกรรมวิธีนี้จะมีความเปรี้ยวต่ำ (Lower Acidity) และติดรสละมุนจากความหวานซึ่งจางอ่อนตามธรรมชาติมากกว่าเมล็ดทั่วไป

วกกลับมาที่การเดินทาง หลังจากเสพบรรยากาศจนอิ่มหนำสำราญ กินกาแฟคั่วกลางและอ่อนพอให้ได้สัมผัสรสชาติ จากนั้นผมก็กลับขึ้นรถเพื่อไปยังที่พัก แต่ระหว่างทางลงดอย เมื่อร่างกายกระทบกับเบาะนิ่ม ๆ ก็เหมือนระลึกได้และเลิกหลอกตัวเองในทันทีว่า มันก็เหนื่อยใช้ได้เลยเหมือนกัน

ไหนจะทางลาดชันอันขรุขระ ที่หากรองเท้าไม่พร้อม คงมีลำบากกันไปข้างสองข้าง หรือจะเป็นการต้องมุดดงพงไพรตามคุณนนท์เข้าไปในไร่ เดินไป คุยไป ทั้งกรรมวิธีการปลูก เก็บ และการต่ออายุต้นกาแฟ เรียกได้ว่าแกขยันเดินให้เราตามไปทุกหนแห่งที่พอจะไปได้จริง ๆ

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

“ที่นี่เดินง่ายกว่าสวนอื่นอีกนะ” คุณนนท์ว่า ส่วนผมนั้นได้แต่คิดว่า ไม่อยากจินตนาการถึงสวนอื่นเลยครับ

ระหว่างทางเป็นที่ร่มและโล่งแจ้งสลับกันไปตามความสูงใหญ่ของต้นไม้ในพื้นที่ คุณนนท์บอกว่า การปล่อยให้ต้นกาแฟสูงขึ้นเรื่อย ๆ มีแต่จะส่งผลเสีย เพราะสารอาหารจะน้อยลง และผลผลิตก็จะน้อยลงตาม ด้วยเหตุนี้ เหล่าคนทำไร่กาแฟจึงจำเป็นต้องทำสาวหรือตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ออกมาเป็นกิ่งใหม่และไม่สูงจนเกินไป แต่การทำอย่างนั้นก็ส่งผลให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตในช่วง 1 – 2 ปีแรก ก่อนที่จะกลับมามีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวอีกครั้งในปีที่ 3 – 4

“ข้อดีกับข้อเสียมันบาลานซ์กันครับ” คุณนนท์ว่า

พูดถึงที่ร่มกับที่โล่งแจ้ง ตรงส่วนนี้ก็มีผลกับกาแฟนะครับ คุณนนท์บอกว่าที่โล่งแจ้งมีโอกาสจะได้ผลผลิตมากกว่า เพราะผลกาแฟจะสุกไว ในทางกลับกัน ต้นไม้ก็มีโอกาสที่จะติดโรคตามธรรมชาติได้มากกว่า

ในขณะที่การปลูกในพื้นที่ร่ม คุณภาพของผลผลิตย่อมดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยปริมาณน้อยลงจากระยะเวลาที่แต่ละผลจะสุกช้าลงเช่นกัน 

ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั้นไม่ใช่โรค แมลง หรือสภาพอากาศ หากแต่เป็นสิ่งที่ผมเองก็เพิ่งทราบ มันนับเป็นปัญหาที่หากเกิดแล้วจะแก้ไขได้ยาก และจะส่งผลกระทบต่อไร่กาแฟไม่มากก็น้อย 

สิ่งนั้นคือ ปัญหาแรงงาน

คุณนนท์ยืนยันว่า ‘เป็นปัญหาที่น่ากลัวที่สุด’ เนื่องจากถ้าในหมู่บ้านไม่มีแรงงาน เมื่อถึงช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็ต้องไปจ้างคนจากข้างล่างขึ้นมา แต่ปัญหาคืออย่างในปีนี้ แรงงานไม่ค่อยขึ้นมากันแล้ว เนื่องจากหากเก็บผลผลิตได้ไม่มากพอ พวกเขาว่าไม่คุ้มค่าแรง แถมการเก็บผลกาแฟจำเป็นต้องทำอย่างละเอียด เก็บกันทีละลูก ค่อย ๆ คัด ค่อย ๆ หาลูกที่สุกสมบูรณ์

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ที่สำคัญ ฤดูเก็บเกี่ยวของกาแฟดันไม่เหมือนใครเพื่อนในวงการพืชผลทางการเกษตรอื่น ๆ และไม่ได้จบในการเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียว

โดยแบ่งออกได้ 4 ช่วง

ช่วงที่ 1 : พฤศจิกายน เป็นช่วงที่ผลกาแฟเพิ่งสุกใหม่ และเป็นช่วงสำหรับคัดอันที่เป็นโรคทิ้ง

ช่วง 2 และ 3 : ธันวาคม-มกราคม เป็นช่วงที่ผลกาแฟสุกสมบูรณ์ที่สุด

ช่วงที่ 4 : กุมภาพันธ์ เรียกกันว่า ช่วงรูด นั่นคือการเก็บทั้งผลที่สุกและไม่สุกออกจากต้นให้หมด เพื่อไม่ให้ทับกับดอกของกาแฟที่กำลังจะบาน

“กาแฟเป็นพืชที่เอาใจยาก (หัวเราะ)” ผมเห็นด้วยกับคุณนนท์ทุกประการ บนเส้นทางที่เดินลำบากแล้ว พืชผลระหว่างทางกลับเอาใจและดูแลยากกว่าอีกครับ 

แต่ในความยากลำบากของกาแฟ คุณนนท์ก็พยายามตามใจพวกมันอย่างสุดความสามารถ ไม่อย่างนั้นแล้วเขาคงไม่คว้ารางวัลจากการประกวดสุดยอดกาแฟไทยมาได้ ซึ่งสำหรับผมที่ยังไม่ใช่คอกาแฟ (อนาคตก็ไม่แน่) ตอนที่ได้ลิ้มรสกาแฟดริปของคุณนนท์ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ชวนให้รู้สึกละมุนลิ้น รับรู้ได้ถึงรสเปรี้ยว และเมื่อกินน้ำเปล่าตามก็ยังมีความหวานค้างอยู่ในปาก

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
#02

หมู่บ้านแม่ตอนหลวง

ความสูงอยู่ที่ประมาณ 1,300 – 1,500 เมตร

สำหรับวันที่ 2 ณ หมู่บ้านแม่ตอนหลวง ตำบลเทพเสด็จ และจังหวัดเชียงใหม่เช่นเคย มันคือความลำบากอย่างที่จินตนาการไว้แล้วครับ เรียกได้ว่าก้าวพลาดหนึ่งก้าว โน้มตัวผิดองศา ขาพันกันแม้เพียง 1 ม้วน ก็มีโอกาสกลิ้งหลายตลบม้วนลงทางลาด ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้ม เขียนบทความนี้อยู่ในโรงพยาบาลแน่นอน

เพราะที่นี่คือไร่กาแฟของ ลุงเทียม-บุญเทียม ขันเป็ง ซึ่งมีขนาด 38 ไร่ ส่วนบน 28 กับส่วนล่างอีก 10 ไร่ ซึ่งแน่นอนว่าผมได้ขึ้นไปข้างบน

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

บันไดธรรมชาติสูงชันและน่ากลัว นั่นคือคำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากเห็นทางขึ้นไปยังไร่ส่วนบน เอาเข้าจริงไม่ใช่บันไดด้วยซ้ำ มันคือทางดินลาดชันที่สึกกร่อนตามธรรมชาติจนมีลักษณะคล้ายบันได ส่วนความสมประกอบคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ เพราะสภาพเหมือนจงใจให้เราก้าวพลาดได้โดยไม่ยากเย็น

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

เมื่อขึ้นมาถึงข้างบน ผมได้พบกับไร่ขนาดใหญ่ของลุงเทียมที่ก็ลาดชันเหมือนเดิม เป็นไร่กาแฟขนาดใหญ่ที่หากดูไกล ๆ คงเหมือนเนินเขาสีเขียวทั่วไป แถมยังไม่มีทางเดินไว้รองรับรอยเท้าของมนุษย์แม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ต้องทำสำหรับผู้มาเยือนอย่างเรา คือทำใจและระมัดระวังทุกฝีก้าว เพราะถึงคุณลุงจะบอกว่าเดินขึ้นลงตรงไหนก็ได้ แต่พอพินิจพิเคราะห์ด้วยสายตาตัวเอง ผมว่ามันก็ลื่นไถลตรงไหนก็ได้เหมือนกัน

ระหว่างทางลุงเทียมให้ทั้งข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการทำไร่กาแฟ ซึ่งประเด็นต่างไปจากไร่ของคุณนนท์ตรงอายุของต้นกาแฟ เพราะต้นกาแฟของคุณลุงเทียมมีอายุน้อยกว่า ผลที่ได้รับจึงมีขนาดใหญ่กว่าแบบสังเกตเห็นได้

เวลาส่วนใหญ่ที่เราใช้ไปในวันนี้คือการปีนป่ายให้ทันตามคุณลุง ทั้งจับพื้น ตะกุยดิน คว้ารากต้นไม้ข้างทาง เพื่อเดินขึ้นไปเรื่อย ๆๆๆ ให้ทันลุงเทียมที่เดินขึ้นไปอย่างง่ายดายเหมือนขึ้นสะพานลอย

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

และมีคำเตือนมาฝาก หากมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวในไร่กาแฟที่มีสภาพภูมิศาสตร์เช่นเดียวกับผม อย่าจับหรือคว้าต้นกาแฟเพื่อดึงตัวเองขึ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะผลกาแฟนั้นร่วงจากต้นง่ายมาก ซึ่งลูกที่ร่วงจะถูกนับเป็นคนละเกรดกับลูกที่เก็บสด ๆ จากต้น ฉะนั้น ถ้าไม่อันตรายถึงชีวิตจริง ๆ อย่าไปทำพืชผลเขาเสียหายนะครับ

อีกสิ่งที่แตกต่างระหว่างไร่ของคุณนน์กับลุงเทียมคือเรื่องแรงงาน ลุงเทียมยังคงหาแรงงานขึ้นมาช่วยเก็บกาแฟได้ แต่เป็นค่าแรงในราคากิโลกรัมละ 12 บาท ซึ่งปรับขึ้นมาจากแต่ก่อนที่ราคากิโลกรัมละ 7 – 8 บาท

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

เมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ราคาการรับซื้อกาแฟเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เราได้ข้อมูลจากสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนามาว่า ผลกาแฟ 5 กิโลกรัม ได้กะลา 1 กิโลกรัม ตอนนี้ราคารับซื้อผลกาแฟขึ้นมาประมาณ 15% ส่วนราคากะลาขึ้นมาประมาณ 40% และยังคงมีวี่แววจะสูงขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ในปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ราคาคงเพิ่มขึ้นอีกแน่นอน เพราะด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะฝนหลงฤดูที่ทำให้ผลกาแฟหล่นลงพื้น จนปริมาณเก็บเกี่ยวลดลง อย่างที่บอกไปครับว่า กาแฟที่ดีต้องเด็ดสด ๆ จากต้น

หลังจากที่ลุงเทียมอธิบายและพาผมเดินไปยังทางลง ความสงสัยก็ผุดขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย จนเกิดเป็นคำถามที่ว่า “เคยมีคนไหลตกลงไปบ้างไหมครับ”

ลุงเทียมหัวเราะ และคำตอบของลุงก็ชวนให้ผมเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว

และแล้วก็มาถึงทางลงที่ดูจะปลอดภัยกับผู้มาเยือนมากขึ้น แล้วลุงเทียมก็พูดขึ้นว่า “จริง ๆ ขึ้นทางนี้ก็ได้ มันง่ายกว่า” พูดไม่ออก บอกไม่ถูก เอาเป็นว่าอย่างน้อยผมก็ได้มีเรื่องราวความลำบากมาเขียนแล้วกัน

ก่อนที่จะเดินทางกลับ ผมได้นั่งท้ายรถกระบะมาเยี่ยมเยียนบ้านคุณลุงในหมู่บ้านแม่ตอนหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ลุงเทียมทั้งโม่ (กะเทาะเปลือก) แช่ และตากกาแฟทั้งหมดจากไร่ของตัวเอง

ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล
ทริปเรียนรู้เรื่องราวเข้มข้นของคนปลูกกาแฟจากตำบลเทพเสด็จ กว่าจะได้เป็น Single Origin กาแฟดริปซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

น่าเสียดายที่ลุงเทียมส่งกาแฟทั้งหมดไปขายแล้ว เราจึงไม่มีโอกาสได้ชิม แต่จากการปลูก ณ จุดสูงสุดของตำบลเทพเสด็จที่ผนวกรวมเข้ากับธรรมชาติรอบข้าง ไม่ได้โล่งแจ้งจนชวนให้กังวลว่าผลผลิตจะติดโรค และไม่ได้ร่มรื่นจนยากที่จะสุกทันฤดูเก็บเกี่ยว เรียกได้ว่าไร่ของลุงเทียมเพียบพร้อมไปด้วยปัจจัยมากมายที่จะทำให้ผลกาแฟนั้นออกมาดีมากถึงมากที่สุด  

ใครจะไปคิดครับว่า แม้ราคารับซื้อผลกาแฟจะมากขึ้น แต่ชาวไร่กาแฟกลับต้องประสบทั้งปัญหาขาดแคลนแรงงาน จำนวนผลผลิตที่ลดลงจากฝนหลงฤดูในช่วงปลายปีก่อน และอีกหลายปัญหาที่อาจส่งผลต่อทั้งวงการในระยะยาว

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม คุณภาพกาแฟของทั้ง 2 หมู่บ้านเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่า ‘ยิ่งสูงยิ่งดี’ หมายถึงยิ่งปลูกกาแฟในที่สูง คุณภาพก็จะออกมาดีตามได้ ซึ่งในฐานะที่ผมได้ไปเห็นกระบวนการและปัญหาตั้งแต่ต้นเปลือกยันปลายกะลา การันตีได้เลยครับว่า คุณภาพและธรรมชาติที่อยู่อย่างเป็นมิตรกับผู้ดื่ม ทำให้กาแฟจากทั้ง 2 หมู่บ้านมีคุณค่าและทุกคนควรได้ลิ้มลองสักครั้งจริง ๆ สำหรับใครที่สนใจกาแฟของคุณนนท์และคุณลุงเทียม รวมถึงผลผลิตจากหมู่บ้านต่าง ๆ ของตำบลเทพเสด็จ โดยกลุ่มสมาชิกสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา ที่ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาผลผลิตกาแฟ จากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ไปลิ้มรสชาติ Single Origin Drip Coffee Special Series กาแฟดริปใหม่ล่าสุดจากอินทนิลกันได้แล้ววันนี้ และไม่ว่าในอนาคต เราอาจได้ชิมกาแฟจากเทพเสด็จที่ร้านอินทนิลในรูปแบบเมล็ดกาแฟชงสด ๆ ก็เป็นได้

ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่
ขึ้นดอยสะเก็ด เดินลุยไร่กาแฟ พักหมู่บ้านต้นกำเนิดกาแฟดริปเทพเสด็จ จ.เชียงใหม่

ทำความรู้จักกับรสชาติของ Single Originดริปคอฟฟี่ซีรีส์ใหม่จากอินทนิล

  • Mae Jaem กาแฟออร์แกนิกดริป แม่แจ๋ม จากหมู่บ้านแม่แจ๋ม ต.แจ้ซ้อน อ.แม่ปาน จ.ลำปาง
  • Pa Pae กาแฟออร์แกนิกดริป ป่าแป๋ จาก ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
  • Thep Sadet กาแฟดริปเทพเสด็จ จากเขตโครงการหลวงป่าเมี่ยง ต.เทพเสด็จ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยสหกรณ์การเกษตรดอยสะเก็ดพัฒนา

พบกับ Single Origin ทั้ง 3 แหล่งได้แล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 เป็นต้นไปที่ร้านอินทนิล

Writer

Avatar

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

Avatar

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load