20 สิงหาคม 2564
4 K

“ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า งานอาสาสมัครเป็นยังไง ภาพที่ผมมักจะนึกถึงคือ การขึ้นดอยไปแจกของ สร้างฝาย พอได้เห็นโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT) เปิดรับอาสาสมัครครูสอนดนตรีที่ลาว ผมก็เลยสนใจครับ” แม็กนั่ม-นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์ บัณฑิตสาขากีตาร์คลาสสิก คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เดินทางตามไปสมทบกับเพื่อนอีกคนเพื่อทำหน้าที่อาสาสมัครที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์-วิชัยยันต์ จันทะเอียด เป็นอาสาสมัครที่ประจำการมาก่อนแม็กนั่ม เนื่องจากเบียร์เรียนจบด้านดนตรีพื้นบ้าน จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เขาจึงเชี่ยวชาญเรื่องดนตรีพื้นบ้านและคุ้นเคยกับอาจารย์ที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ผ่านโครงการพัฒนาวิทยาลัยศิลปศึกษา สปป.ลาว หนึ่งในโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ลาว ในสาขาการศึกษา ที่ TICA เข้าไปสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร และส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทยไปช่วย เขาจึงได้รับการชักชวนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ให้มาเป็นอาสาสมััครเพื่อนไทย

ทั้งคู่เตรียมตัวเดินทางแบบสบายๆ เบียร์คุ้นเคยกับ สปป.ลาว อยู่แล้ว ต่างจากแม็กนั่มที่ไปลาวเป็นครั้งแรกจึงกังวลเรื่องภาษา ถึงเขาจะเข้าใจภาษาอีสานอยู่บ้างเพราะพ่อเป็นคนอีสาน

แต่พอเริ่มใช้ภาษาลาวจริงๆ ก็พบความแตกต่าง จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

อาสาสอนดนตรี

เบียร์และแม็กนั่มไปทำงานที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นวิทยาลัยที่ผลิตครูสอนด้านดนตรีและศิลปะแห่งเดียวใน สปป.ลาว ที่รัฐบาลไทยโดย TICA เข้าไปช่วยพัฒนาการเรียนการสอน

แต่ละวันชีวิตอาสาสมัครสอนดนตรีของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการใช้เวลา 5 นาที เดินจากบ้านพักไปที่วิทยาลัย

“พอถึงชั่วโมงสอนก็เข้าสอน ระบบการสอนที่นั่นไม่เหมือนที่ไทย พวกเราทำงานเหมือนอาจารย์ปกติ เพียงแต่ไม่ต้องทำเรื่องเอกสารการสอนแบบครูที่ไทย” แม็กนั่มเล่า

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์รับหน้าที่สอนดนตรีพื้นบ้าน ทั้งระนาด ซอ ขิม แคน และเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากเครื่องดนตรีของไทย ส่วนแม็กนั่มสอนดนตรีสากล เน้นเปียโนกับกีตาร์ รวมทั้งสอนไวโอลิน แซกโซโฟน และทรัมเป็ตบ้าง ตามความต้องการของอาจารย์ที่มาเรียนด้วย

ทั้งคู่ต้องสอนทั้งนักศึกษาและอาจารย์ สอนนักศึกษาวันละประมาณ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละประมาณ 3 – 4 วิชา ส่วนอาจารย์จะสอนทุกวันช่วงเย็น วันละประมาณ 2 ชั่วโมง

เซินม่วน นอกห้องเรียน

นอกจากงานสอนในวิทยาลัย เบียร์และแม็กนั่มมักได้รับเชิญให้ไปร่วมเล่นดนตรีนอกรั้ววิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเบียร์ที่ได้ไปเล่นดนตรีพื้นบ้านตามงานเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และงานแต่งงาน

นอกเวลางาน แม็กนั่มชอบไปเดินเล่นทั่วนครหลวงเวียงจันทน์ บางทีก็ออกไปปั่นจักรยาน ดูวัดวาอาราม สัมผัสบรรยากาศของเมือง โดยต้องมีสติตลอดเวลา เพราะถนนของลาวขับรถสลับฝั่งกับไทย ส่วนเบียร์ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลที่เพื่อนอาจารย์ชาวลาวชื่นชอบ และมักชวนทั้งสองคนไปเตะฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอ

เรื่องอาหารการกิน หลายคนเข้าใจว่าคงคล้ายคลึงกับชาวไทยอีสาน แต่เบียร์ปฏิเสธ เพราะรสชาติอาหารของสองฝั่งโขงแตกต่างกัน รวมถึงวิธีการปรุงด้วย

“ผมเคยไปซื้อลาบที่ร้านอาหารในตลาดเย็นแถวบึงธาตุหลวงครับ พอไปซื้อก็ตกใจ เพราะเขาใส่ถั่วงอกด้วย ถ้าอยากกินลาบเหมือนบ้านเรา ต้องสั่งลาบมะนาว บางร้านก็ปรุงรสลาบด้วยพริกขี้หนูแทนที่จะใช้พริกป่นเหมือนฝั่งไทย พวกเฝอหรือข้าวเปียก มีคนบอกผมว่าเหมือนกวยจั๊บญวน แต่ผมว่าไม่เหมือนนะ แค่คล้าย” แม็กนั่มอธิบายรายละเอียดความแตกต่างของอาหารให้เราฟังเพิ่มเติม

ทั้งคู่เพลิดเพลินกับการลิ้มรสอาหารลาว แม็กนั่มชอบกินข้าวเปียกปลาปากเซเจ้าดังหน้าวิทยาลัยฯ ส่วนเบียร์ชอบกินสารพัดตำ ไม่ว่าจะเป็นตำมาม่า ตำก๋วยเตี๋ยว และตำต่อนที่เต็มไปด้วยสารพัดวัตถุดิบ ผักลวก ลูกชิ้น มักกะโรนี ตามใจคนปรุง

มักหลาย เสี่ยวคนลาว

การใช้ชีวิตที่รอบตัวเต็มไปด้วยเพื่อน ไม่ได้สร้างความอึดอัดใจให้อาสาสมัครชาวไทยทั้งสอง กลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม

“บางครั้งผมกับนักศึกษาจะมาร้องเพลง ฟ้อนรำ ตั้งวงนั่งเล่นดนตรีหน้าห้องเรียน บางทีมีเด็กที่เขามีความสามารถด้านร้องเพลงท้องถิ่น ออกมาร้องขับลำซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละแขวง ทำให้ผมได้ฟังสำเนียงการร้องที่หลากหลาย พอมีคนเริ่ม ผมก็จะเป่าแคน มีคนตีกลองและเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบตามมา เป็นอีกกิจกรรมผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ ครับ” เบียร์บอกเล่าความประทับใจในเสน่ห์ของการร้องขับลำ

“เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เพื่อนที่ดีที่สุดคือเพื่อนตอนเรียนมัธยม คนที่นี่จะเป็นเพื่อนคล้ายๆ กันแบบนั้น คนลาวใจดีมาก เวลาเขามีอะไรเขาก็จะเอามาแบ่งปันตลอด ผมจำได้ว่ามีวันหนึ่งนักศึกษากลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วเอาหมี่จีนมาให้ อาจารย์ทุกคนก็ไปรวมตัวทำหมี่กินกัน หรือเวลามีงานที่วิทยาลัยฯ เขาจะเชิญผู้อำนวยการวิทยาลัยมานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่มีการแยกโต๊ะผู้บริหารออกไป เขามานั่งกินข้าวกับทุกคน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” แม็กนั่มบอกเล่าด้วยความประทับใจที่มีต่อคนรอบตัวที่วิทยาลัย

“ที่นี่เขาเรียกการนั่งกินข้าวแบบนี้ว่า ข้าวสามัคคี” เบียร์เสริม

ทั้งคู่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนลาวเป็นกันเองและให้เกียรติคนอื่นมากๆ การใช้ชีวิตอาสาสมัครของพวกเขาจึงไม่ค่อยมีคำว่าเหงาสักเท่าไหร่

กลับก่อนกำหนด

เมื่อทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง อาสาสมัครทั้งสองคนเริ่มวางแผนจะทำโครงการหลายๆ อย่างเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้ไปไกลกว่าเดิม

แม็กนั่มตั้งใจอยากสร้างวงขับร้องประสานเสียงขึ้น เป็นการเล่นดนตรีโดยใช้แค่เสียงของแต่ละคน ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออะไร เพื่อฝึกทักษะการอ่านโน้ต ทักษะการฟังเสียง (Ear Training) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของเหล่านักดนตรี

ส่วนเบียร์อยากผลิตเครื่องดนตรี โดยเฉพาะแคน ซึ่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ยกให้ ‘เสียงแคน’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ สปป.ลาว

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ถูกพับเก็บเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทาง TICA เป็นห่วงอาสาสมัครไทยที่ไปทำงานในแต่ละประเทศ จึงให้อาสาสมัครกลับไทยทันที เบียร์กับแม็กนั่มจึงไม่ได้อยู่ครบจบตามแผนของโครงการฯ

ถึงแม้พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีที่ได้พาตัวเองออกไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านในครั้งนี้

บทเรียนชีวิต ‘อาสาสมัคร

ชีวิตอาสาสมัครเพื่อนไทย 1 ปี 6 เดือนของเบียร์ และ 6 เดือนของแม็กนั่ม ทำให้ทั้งคู่ได้รับมุมมองและมิตรภาพใหม่ๆ อยู่เสมอ แม็กนั่มเล่าว่าตัวเขาเองและเพื่อนๆ ที่ไปเป็นอาสาสมัครในประเทศอื่นต่างอยากกลับไปที่ประเทศนั้น พวกเขาเฝ้าคิดถึงมิตรภาพดีๆ ที่หาได้น้อยลงจากการทำงานในไทย

“สิ่งที่ผมได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือมิตรภาพ ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจเหล่านั้น เพื่อนที่ลาว ถ้าเขารักใคร สนิทกับใคร เขาจะให้เกียรติเสมอ มีอะไรก็พูดคุยกันได้ตลอด” เบียร์ยังคงติดต่อคนที่ สปป.ลาว เพื่อสานต่องานทำเครื่องดนตรีในอนาคต

“การเป็นอาสาสมัครทำให้เราอยากเป็นผู้ให้มากกว่าเดิม มุมมองการใช้ชีวิต การมองประเทศอื่น การมองคนด้วยกันเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือเรื่องอะไรเลย แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ผมได้มองหลายมุม คนที่ลาวมองเรายังไง เรามองเขายังไง มันเปลี่ยนไปเยอะครับ อย่างน้องเจ้าของบ้านพักที่ผมไปเช่าอยู่ เขาก็บอกว่าเขาเคยมองเรายังไง มาเจอเราแล้วเขามองเปลี่ยนไปยังไง” แม็กนั่มเสริมสิ่งที่เขาได้ตกตะกอนหลังจากที่กลับไทยมาแล้ว

งานอาสาสมัครเป็นงานที่ทำให้คนมากมายได้ออกไปสำรวจ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เพียงแต่ได้ลองทำงานตามความถนัดของตัวเอง แต่พวกเขายังได้รับบทเรียนบทพิเศษที่อาจจะไม่ได้เจอในการทำงานรูปแบบปกติ ทั้งได้พบเจอมิตรภาพที่ดี มุมมองความคิดที่กว้างขึ้น ตามโลกใบใหม่ที่พวกเขาได้ออกไปผจญ

เบียร์ แม็กนั่ม และเราทุกคนต่างหวังว่า อาสาสมัครรุ่นต่อไปจะได้ออกไปเจอคนใหม่ๆ และได้เล่นดนตรี แบ่งปันเสียงเพลงให้กันและกันได้เหมือนอย่างที่เคย และพวกเขาจะได้เปิดประสบการณ์ ทั้งการสำรวจตัวเอง และสำรวจโลกใบใหม่ในไม่ช้านี้

ภาพ : วิชัยยันต์ จันทะเอียด และ นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน

ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือคลิกที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

จากตัวเมืองเชียงใหม่-อำเภอเชียงดาว จากถนนคอนกรีตเริ่มกลายเป็นถนนลูกรัง ภูเขาน้อยใหญ่สองข้างทาง กับฝนที่โปรยลงมาพอให้ชื่นใจ และ ‘ดอยหลวงเชียงดาว’ สูงตระหง่านอยู่สุดสายตาหลังจากยานพาหนะพาเรามาถึงจุดหมาย ชายวัยกลางคนผมยาวดกดำเดินออกมาต้อนรับ พร้อมเชื้อเชิญเราเข้าไปยังที่พัก

“สำหรับเรา พระอาทิตย์ขึ้น เหมือนการเริ่มต้นวันใหม่ในชีวิตของคนและธรรมชาติ เป็นการตื่นนอนและเดินทางในทุกวันเหมือนดวงอาทิตย์” เนย์-สุริยาวุธ อภิวงค์ เล่าถึงที่มาและการเดินทางของเขา จากจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ‘ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์’

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

พบตะวัน

ตะวันตื่น เริ่มขึ้นจากการเดินทางจากเชียงใหม่ มาดูที่ดินตรงนี้ครั้งแรกกับเพื่อน เราเห็นภูเขาและพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก จากจุดนี้ทำให้เรานึกถึงภาพวาดสมัยเป็นเด็ก” เจ้าบ้านเล่าพร้อมพาเดินชมโดยรอบ

เนย์ตัดสินใจเข้ามาลองใช้ชีวิตอยู่บนที่ดินผืนนี้รวมทั้งหมด 31 ไร่ ที่มีต้นน้ำ (แม่น้ำปิง) ขนาบข้าง พร้อมกับป่าไผ่และป่าเบญจพรรณโอบล้อม ในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

“เราเริ่มเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ เรียนรู้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนก่อน เราคิดว่าต้องเป็นคนที่นี่ให้ได้ก่อนเพื่อที่จะเข้าใจว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เพราะเราใช้ชีวิตคลุกคลีกับชาวบ้าน เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในชุมชน จากคนแปลกหน้าเริ่มกลายเป็นครอบครัว พออยู่ที่นี่ครบสามฤดูกาล เราตัดสินใจกับเพื่อนๆ ว่า ควรทำแคมป์กราวนด์ที่มีฟาร์มไก่และร้านกาแฟเล็กๆ” เนย์เล่าด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

ระหว่างบทสนทนา เสียงลมเอื่อยๆ กระทบต้นไม้ใหญ่ริมน้ำ ประกอบกับฝนที่โปรยลงมาเป็นระยะราวกับเสียงดนตรีจากธรรมชาติ และฝนสงบลงตอนเที่ยงวันพอดิบพอดี หลังจากเรากางเต็นท์และเก็บสัมภาระเรียบร้อย เนย์ตะโกนมาจากในครัวที่ทำมาจากไม้ไผ่ทั้งหลัง 

“มื้อเที่ยงวันนี้ผมจะทำ ‘คั่วแฮ่มไก่’ ให้กินนะ” 

หลังพูดจบประโยค เนย์ชักชวนเราเข้ามาในครัว ซึ่งเขากำลังเตรียมวัตถุดิบเพื่อปรุงอาหาร

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้
นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

“เมนูคั่วแฮ่มไก่ (คั่วแห้งไก่) เป็นอาหารท้องถิ่นของภาคเหนือ แต่ความพิเศษของคั่วแห้งไก่ที่เรากำลังจะทำคือ วัตถุดิบทั้งหมดหามาจากธรรมชาติ พืชผักท้องถิ่นที่ขึ้นเองริมน้ำ เก็บมาปลูกในแปลงที่ทำไว้ในฟาร์มสเตย์ ส่วนไก่ เป็นไก่พื้นเมืองที่เราเลี้ยงไว้เอง” เนย์เล่าปนยิ้มพร้อมทำอาหารต่ออย่างสนุกมือ

“บริเวณรอบๆ ไม่ได้มีแค่พืชผักอย่างเดียว แม่น้ำปิงที่นี่ใสมาก ในฤดูร้อนกับฤดูหนาวใสจนเห็นปลาเลย อยู่ที่นี่ได้กินปลาจนเบื่อ มันว่ายทวนน้ำขึ้นมาตลอด บางทีมันมากันเป็นโขยง ในแต่ละฤดูกาลจะมีปลาแตกต่างกัน อย่างช่วงนี้จะเป็นปลากด เพราะปลากดมากับน้ำขุ่น” เขาเล่าพร้อมตักอาหารใส่จาน และกินอาหารร่วมกันกับพวกเรา

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

หากสังเกตจะพบว่าสิ่งปลูกสร้างที่นี่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเอกลักณ์เฉพาะ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของชนพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ และ แปลงผัก ล้วนทำมาจากไม้หลากหลายชนิดที่มีรูปร่างแตกต่างกันไป

“เราไม่ใช่นายทุนที่มีเงินมากมาย ก่อนที่จะมาทำฟาร์มสเตย์ เราเรียนจบทางด้านศิลปะ สาขาจิตรกรรมมาก่อน เลยมีความรัก ความชอบงานศิลปะอยู่แล้ว เลยเริ่มสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตอนนั้นในความคิดของเรา คิดแต่ว่าจะทำยังไงให้ชาวบ้านได้ผลประโยชน์ มีรายได้ และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เลยเก็บวัสดุรอบตัวมาสร้างที่นี่เองทั้งหมด อย่างพวกกิ่งไม้ ต้นไม้ เป็นกิ่งไม้ที่ชาวบ้านตัดทิ้งบ้าง เก็บที่ไหลมาตามแม่น้ำบ้าง เก็บจากต้นไม้ที่โค้นล้มในป่าบ้าง

“มันอยู่ที่มุมมองและอยู่ที่คนที่จะไปจับ แล้วเอามาคิด เอามาทำ เราเคยคิดว่าต้องมีเงินเท่านั้น เท่านี้ ถึงจะสร้างบางสิ่งได้ แต่พอคิดดูดีๆ ขอแค่มีความคิด มีแรงกาย มีแรงใจ บางทีสร้างผลงานที่เรียกว่า Nature Art ขึ้นมาได้ จนหลังๆ เริ่มลดต้นทุนอะไรหลายๆ อย่าง เริ่มมีไอเดียใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้อยู่กับธรรมชาติ ยิ่งทำให้ความคิดแล่น”

นอนเคียงธรรมชาติเชียงดาว ณ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ที่พักซึ่งคิดเงินตามแต่แขกจะให้

แล้วชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง-เราถาม

“ตอนนี้เราเริ่มจากจุดเล็กๆ ชุมชนเรามีต้นน้ำกับป่าไผ่ ชาวบ้านเลยคิดกันว่าอยากทำล่องแพ เลยลองตัดไม้ไผ่มาทำแพกับชาวบ้าน พานักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักไปล่องแพเป็นกิจกรรม แล้วรายได้จากล่องแพก็ให้ชาวบ้าน

“ตอนนี้ก็กำลังเริ่มทำอีกโครงการ เป็นโครงการปลูกไผ่ซางหม่น กำลังเริ่มเพาะกันอยู่เลย ปกติชุมชนแถวนี้จะตัดไม่ไผ่ขาย แต่ถ้าเราตัดมันไปเรื่อยๆ มันก็จะออกไม่ทัน ด้วยความที่เขตป่าของชุมชนนี้มีเกือบ สองพันไร่ ถ้าเราแบ่งออกเป็นสี่โซน ถ้าตัดโซนที่หนึ่ง ปีหน้าก็ตักโซนที่สอง หมุนเวียนกันไป ก็จะมีผลผลิตให้เราตลอดทุกปี และพอที่จะส่งออกได้เลยนะ ยิ่งผลิตภัณฑ์ไม้ไผ่ตอนนี้กำลังมาแรง ชาวบ้านเขาก็จะมีรายได้ตลอด” เจ้าบ้านเล่าอย่างภูมิใจ

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

ทิศตะวันตก

หลังตะวันค่อยๆ ลับฟ้าไปไม่นาน เจ้าบ้านเริ่มก่อกองไฟริมลานไม้ไผ่ให้พวกเรา ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอีกมื้อที่เรียบง่าย หลังจากทานอาหารร่วมกันกับเจ้าบ้าน บทสนทนายามดึกของเรายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับแสงของกองไฟดวงเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเป็นกอง

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว
ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ท้องฟ้าตรงที่พวกเรานั่งคุยกันอยู่ ถ้ามองขึ้นไปในฤดูล่าทางช้างเผือก ที่นี่มองเห็นทางช้างเผือกด้วยตาเปล่าได้

เลย ปกติทางช้างเผือกจะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ แล้วลับของฟ้าในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ” เจ้าบ้านชี้มือไปบนท้องฟ้าประกอบกับเปิดโทรศัพท์มือถือ และอวดรูปภาพทางช้างเผือกที่เขาเคยถ่ายไว้

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

“ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์ ตอนนี้ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่คนตามกันเข้ามาเยอะพอสมควร จนเราประหลาดใจอยู่เหมือนกัน น่าจะบอกปากต่อปากกันไปเรื่อยๆ จนธุรกิจแถวนี้เข้ามาถามตลอดว่า ทำการตลาดยังไง ฐานลูกค้า กลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน เราให้คำตอบเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย แต่นักท่องเที่ยวมาเข้าพักอยู่ตลอด 

“เลยตอบเขาไปว่าเราไม่ได้ขายการบริการ เราขายเรื่องราวกับวิถีชีวิต อยู่ที่นี่เราเป็นตัวเอง คนสมัยนี้จะเสาะหาอะไรที่มันมีเรื่องราวและเรียบง่าย คนที่เข้ามาพักมักถามเราเสมอว่า คิดค่าบริการยังไง เพราะเราไม่ได้แจ้งไว้ในช่องทางไหนเลย เราตอบลูกค้าไปว่า ‘แล้วแต่จะให้’ เราเป็นศิลปิน เราคิดว่าในเมื่อเราสร้างผลงานชิ้นหนึ่ง แล้วมันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เราไม่สามารถประเมินค่ามันได้ เลยบอกลูกค้าไปแบบนั้น” เขาเว้นจังหวะก่อนอธิบายเสริม

“ลูกค้าที่มาเข้าพักที่นี่จะให้มากให้น้อย เราไม่เคยคิดว่าขาดทุนสักครั้ง มันเป็นกำไรชีวิตทั้งนั้น เราคิดซะว่าได้รู้จักผู้คนมากขึ้น มาแบ่งปันเรื่องราว แบ่งปันประสบการณ์กันที่นี่ เราคิดว่านั้นเป็นกำไรของเราแล้วล่ะ” 

เนย์พูดทิ้งท้าย ก่อนพวกเราจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน และเดินทางกลับเชียงใหม่ในตอนเช้าตรู่

ใช้ชีวิตและพูดคุยกับ สุริยาวุธ อภิวงค์ ชายผู้ปลูกทุนความคิดและจินตนาการ สรรสร้างเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติที่เชียงดาว

เดินทางตามตะวันกันต่อที่ ตะวันตื่นฟาร์มสเตย์

ที่ตั้ง : ตำบลเมืองงาย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ 50170 (แผนที่

โทรศัพท์ : 09 1810 5009

Facebook : Tawan Tune Farm Stay ตะวันตื่น ฟาร์มสเตย์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

นภัสรพี ศรีบุญปวน

นักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มีความฝันอยากท่องโลกกว้าง รักการเดินทาง กาแฟอเมริกาโน่ และการพบเจอเรื่องดีๆ ระหว่างการผจญภัยของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น ผู้คน สถานที่ หรือความรู้สึก

Photographer

จารุเดช ไชยเลิศ

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ สาขาถ่ายภาพ หนุ่มเชียงใหม่ ผู้หลงรัก ต้นไม้ กาแฟ และเสียงดนตรี ใช้กล้องเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และเป็นข้ออ้างให้ตัวเองออกไปเจอโลก ผู้คน และธรรมชาติ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load