20 สิงหาคม 2564
5 K

“ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่า งานอาสาสมัครเป็นยังไง ภาพที่ผมมักจะนึกถึงคือ การขึ้นดอยไปแจกของ สร้างฝาย พอได้เห็นโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT) เปิดรับอาสาสมัครครูสอนดนตรีที่ลาว ผมก็เลยสนใจครับ” แม็กนั่ม-นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์ บัณฑิตสาขากีตาร์คลาสสิก คณะดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เดินทางตามไปสมทบกับเพื่อนอีกคนเพื่อทำหน้าที่อาสาสมัครที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์-วิชัยยันต์ จันทะเอียด เป็นอาสาสมัครที่ประจำการมาก่อนแม็กนั่ม เนื่องจากเบียร์เรียนจบด้านดนตรีพื้นบ้าน จากวิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด เขาจึงเชี่ยวชาญเรื่องดนตรีพื้นบ้านและคุ้นเคยกับอาจารย์ที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ผ่านโครงการพัฒนาวิทยาลัยศิลปศึกษา สปป.ลาว หนึ่งในโครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย-ลาว ในสาขาการศึกษา ที่ TICA เข้าไปสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาบุคลากร และส่งอาสาสมัครจากโครงการอาสาสมัครเพื่อนไทยไปช่วย เขาจึงได้รับการชักชวนจากกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ ให้มาเป็นอาสาสมััครเพื่อนไทย

ทั้งคู่เตรียมตัวเดินทางแบบสบายๆ เบียร์คุ้นเคยกับ สปป.ลาว อยู่แล้ว ต่างจากแม็กนั่มที่ไปลาวเป็นครั้งแรกจึงกังวลเรื่องภาษา ถึงเขาจะเข้าใจภาษาอีสานอยู่บ้างเพราะพ่อเป็นคนอีสาน

แต่พอเริ่มใช้ภาษาลาวจริงๆ ก็พบความแตกต่าง จึงต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอยู่ดี

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

อาสาสอนดนตรี

เบียร์และแม็กนั่มไปทำงานที่วิทยาลัยศิลปศึกษา ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เป็นวิทยาลัยที่ผลิตครูสอนด้านดนตรีและศิลปะแห่งเดียวใน สปป.ลาว ที่รัฐบาลไทยโดย TICA เข้าไปช่วยพัฒนาการเรียนการสอน

แต่ละวันชีวิตอาสาสมัครสอนดนตรีของทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการใช้เวลา 5 นาที เดินจากบ้านพักไปที่วิทยาลัย

“พอถึงชั่วโมงสอนก็เข้าสอน ระบบการสอนที่นั่นไม่เหมือนที่ไทย พวกเราทำงานเหมือนอาจารย์ปกติ เพียงแต่ไม่ต้องทำเรื่องเอกสารการสอนแบบครูที่ไทย” แม็กนั่มเล่า

ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว
ชีวิตสองอาสาสมัครที่เดินทางไปสอนดนตรีไทยและสากลในวิทยาลัยที่ สปป.ลาว

เบียร์รับหน้าที่สอนดนตรีพื้นบ้าน ทั้งระนาด ซอ ขิม แคน และเครื่องประกอบจังหวะ ซึ่งแทบไม่แตกต่างจากเครื่องดนตรีของไทย ส่วนแม็กนั่มสอนดนตรีสากล เน้นเปียโนกับกีตาร์ รวมทั้งสอนไวโอลิน แซกโซโฟน และทรัมเป็ตบ้าง ตามความต้องการของอาจารย์ที่มาเรียนด้วย

ทั้งคู่ต้องสอนทั้งนักศึกษาและอาจารย์ สอนนักศึกษาวันละประมาณ 4 ชั่วโมง สัปดาห์ละประมาณ 3 – 4 วิชา ส่วนอาจารย์จะสอนทุกวันช่วงเย็น วันละประมาณ 2 ชั่วโมง

เซินม่วน นอกห้องเรียน

นอกจากงานสอนในวิทยาลัย เบียร์และแม็กนั่มมักได้รับเชิญให้ไปร่วมเล่นดนตรีนอกรั้ววิทยาลัยอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเบียร์ที่ได้ไปเล่นดนตรีพื้นบ้านตามงานเทศกาลเข้าพรรษา-ออกพรรษา งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ และงานแต่งงาน

นอกเวลางาน แม็กนั่มชอบไปเดินเล่นทั่วนครหลวงเวียงจันทน์ บางทีก็ออกไปปั่นจักรยาน ดูวัดวาอาราม สัมผัสบรรยากาศของเมือง โดยต้องมีสติตลอดเวลา เพราะถนนของลาวขับรถสลับฝั่งกับไทย ส่วนเบียร์ใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลที่เพื่อนอาจารย์ชาวลาวชื่นชอบ และมักชวนทั้งสองคนไปเตะฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอ

เรื่องอาหารการกิน หลายคนเข้าใจว่าคงคล้ายคลึงกับชาวไทยอีสาน แต่เบียร์ปฏิเสธ เพราะรสชาติอาหารของสองฝั่งโขงแตกต่างกัน รวมถึงวิธีการปรุงด้วย

“ผมเคยไปซื้อลาบที่ร้านอาหารในตลาดเย็นแถวบึงธาตุหลวงครับ พอไปซื้อก็ตกใจ เพราะเขาใส่ถั่วงอกด้วย ถ้าอยากกินลาบเหมือนบ้านเรา ต้องสั่งลาบมะนาว บางร้านก็ปรุงรสลาบด้วยพริกขี้หนูแทนที่จะใช้พริกป่นเหมือนฝั่งไทย พวกเฝอหรือข้าวเปียก มีคนบอกผมว่าเหมือนกวยจั๊บญวน แต่ผมว่าไม่เหมือนนะ แค่คล้าย” แม็กนั่มอธิบายรายละเอียดความแตกต่างของอาหารให้เราฟังเพิ่มเติม

ทั้งคู่เพลิดเพลินกับการลิ้มรสอาหารลาว แม็กนั่มชอบกินข้าวเปียกปลาปากเซเจ้าดังหน้าวิทยาลัยฯ ส่วนเบียร์ชอบกินสารพัดตำ ไม่ว่าจะเป็นตำมาม่า ตำก๋วยเตี๋ยว และตำต่อนที่เต็มไปด้วยสารพัดวัตถุดิบ ผักลวก ลูกชิ้น มักกะโรนี ตามใจคนปรุง

มักหลาย เสี่ยวคนลาว

การใช้ชีวิตที่รอบตัวเต็มไปด้วยเพื่อน ไม่ได้สร้างความอึดอัดใจให้อาสาสมัครชาวไทยทั้งสอง กลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาสนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิม

“บางครั้งผมกับนักศึกษาจะมาร้องเพลง ฟ้อนรำ ตั้งวงนั่งเล่นดนตรีหน้าห้องเรียน บางทีมีเด็กที่เขามีความสามารถด้านร้องเพลงท้องถิ่น ออกมาร้องขับลำซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละแขวง ทำให้ผมได้ฟังสำเนียงการร้องที่หลากหลาย พอมีคนเริ่ม ผมก็จะเป่าแคน มีคนตีกลองและเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ ประกอบตามมา เป็นอีกกิจกรรมผ่อนคลายเล็กๆ น้อยๆ ครับ” เบียร์บอกเล่าความประทับใจในเสน่ห์ของการร้องขับลำ

“เราเคยได้ยินคำพูดที่ว่า เพื่อนที่ดีที่สุดคือเพื่อนตอนเรียนมัธยม คนที่นี่จะเป็นเพื่อนคล้ายๆ กันแบบนั้น คนลาวใจดีมาก เวลาเขามีอะไรเขาก็จะเอามาแบ่งปันตลอด ผมจำได้ว่ามีวันหนึ่งนักศึกษากลับบ้านที่ต่างจังหวัดแล้วเอาหมี่จีนมาให้ อาจารย์ทุกคนก็ไปรวมตัวทำหมี่กินกัน หรือเวลามีงานที่วิทยาลัยฯ เขาจะเชิญผู้อำนวยการวิทยาลัยมานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่มีการแยกโต๊ะผู้บริหารออกไป เขามานั่งกินข้าวกับทุกคน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนเราเป็นครอบครัวเดียวกัน” แม็กนั่มบอกเล่าด้วยความประทับใจที่มีต่อคนรอบตัวที่วิทยาลัย

“ที่นี่เขาเรียกการนั่งกินข้าวแบบนี้ว่า ข้าวสามัคคี” เบียร์เสริม

ทั้งคู่ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า คนลาวเป็นกันเองและให้เกียรติคนอื่นมากๆ การใช้ชีวิตอาสาสมัครของพวกเขาจึงไม่ค่อยมีคำว่าเหงาสักเท่าไหร่

กลับก่อนกำหนด

เมื่อทุกอย่างกำลังเข้าที่เข้าทาง อาสาสมัครทั้งสองคนเริ่มวางแผนจะทำโครงการหลายๆ อย่างเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้ไปไกลกว่าเดิม

แม็กนั่มตั้งใจอยากสร้างวงขับร้องประสานเสียงขึ้น เป็นการเล่นดนตรีโดยใช้แค่เสียงของแต่ละคน ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมืออะไร เพื่อฝึกทักษะการอ่านโน้ต ทักษะการฟังเสียง (Ear Training) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของเหล่านักดนตรี

ส่วนเบียร์อยากผลิตเครื่องดนตรี โดยเฉพาะแคน ซึ่งองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ยกให้ ‘เสียงแคน’ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของ สปป.ลาว

แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ถูกพับเก็บเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทาง TICA เป็นห่วงอาสาสมัครไทยที่ไปทำงานในแต่ละประเทศ จึงให้อาสาสมัครกลับไทยทันที เบียร์กับแม็กนั่มจึงไม่ได้อยู่ครบจบตามแผนของโครงการฯ

ถึงแม้พวกเขายังไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ แต่ทั้งคู่ก็รู้สึกดีที่ได้พาตัวเองออกไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ประเทศเพื่อนบ้านในครั้งนี้

บทเรียนชีวิต ‘อาสาสมัคร

ชีวิตอาสาสมัครเพื่อนไทย 1 ปี 6 เดือนของเบียร์ และ 6 เดือนของแม็กนั่ม ทำให้ทั้งคู่ได้รับมุมมองและมิตรภาพใหม่ๆ อยู่เสมอ แม็กนั่มเล่าว่าตัวเขาเองและเพื่อนๆ ที่ไปเป็นอาสาสมัครในประเทศอื่นต่างอยากกลับไปที่ประเทศนั้น พวกเขาเฝ้าคิดถึงมิตรภาพดีๆ ที่หาได้น้อยลงจากการทำงานในไทย

“สิ่งที่ผมได้รับกลับมาส่วนใหญ่คือมิตรภาพ ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจเหล่านั้น เพื่อนที่ลาว ถ้าเขารักใคร สนิทกับใคร เขาจะให้เกียรติเสมอ มีอะไรก็พูดคุยกันได้ตลอด” เบียร์ยังคงติดต่อคนที่ สปป.ลาว เพื่อสานต่องานทำเครื่องดนตรีในอนาคต

“การเป็นอาสาสมัครทำให้เราอยากเป็นผู้ให้มากกว่าเดิม มุมมองการใช้ชีวิต การมองประเทศอื่น การมองคนด้วยกันเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อก่อนผมไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนหรือเรื่องอะไรเลย แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ผมได้มองหลายมุม คนที่ลาวมองเรายังไง เรามองเขายังไง มันเปลี่ยนไปเยอะครับ อย่างน้องเจ้าของบ้านพักที่ผมไปเช่าอยู่ เขาก็บอกว่าเขาเคยมองเรายังไง มาเจอเราแล้วเขามองเปลี่ยนไปยังไง” แม็กนั่มเสริมสิ่งที่เขาได้ตกตะกอนหลังจากที่กลับไทยมาแล้ว

งานอาสาสมัครเป็นงานที่ทำให้คนมากมายได้ออกไปสำรวจ เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เพียงแต่ได้ลองทำงานตามความถนัดของตัวเอง แต่พวกเขายังได้รับบทเรียนบทพิเศษที่อาจจะไม่ได้เจอในการทำงานรูปแบบปกติ ทั้งได้พบเจอมิตรภาพที่ดี มุมมองความคิดที่กว้างขึ้น ตามโลกใบใหม่ที่พวกเขาได้ออกไปผจญ

เบียร์ แม็กนั่ม และเราทุกคนต่างหวังว่า อาสาสมัครรุ่นต่อไปจะได้ออกไปเจอคนใหม่ๆ และได้เล่นดนตรี แบ่งปันเสียงเพลงให้กันและกันได้เหมือนอย่างที่เคย และพวกเขาจะได้เปิดประสบการณ์ ทั้งการสำรวจตัวเอง และสำรวจโลกใบใหม่ในไม่ช้านี้

ภาพ : วิชัยยันต์ จันทะเอียด และ นิติศาสตร์ คล้ายสมจิตร์

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน

ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือคลิกที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

สุโขทัย นามจังหวัดนี้คนไทยที่ได้ร่ำเรียนวิชาสังคมศึกษาคงจดจำในฐานะราชธานีเก่า ควบคู่กับพระพุทธรูป สถูป เจดีย์สมัยนั้น ที่บัดนี้ได้หักทลายกลายสภาพเป็นวัตถุโบราณในเขตอุทยานประวัติศาสตร์ พลอยให้หลายคนเข้าใจว่า จังหวัดนี้คงเหลือแต่ร่องรอยวัฒนธรรมในอดีตที่ไม่อาจหวนคืน

ทว่าความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแม้ว่าสุโขทัยจะสิ้นสถานะเมืองหลวงมานานกว่า 500 ปี หากวิถีชีวิต จิตวิญญาณหลายด้านของอาณาจักรสุโขทัยกลับได้รับการสืบสานมาจนถึงปัจจุบัน

ที่เห็นได้ชัดคือการสร้างสรรค์ศิลปะจากก้อนดินอย่างเช่นเครื่องปั้นดินเผา สังคโลก พระพิมพ์ ซึ่งล้วนเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวสุโขทัยทำขึ้นเพื่อใช้เอง และส่งขายเป็นรายได้สำคัญของหลาย ๆ ครัวเรือน

ปลายเดือนสิงหาคม 2565 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ได้ชักชวนสื่อท่องเที่ยวไปเปิดโลกของดินเมืองพระร่วง อันเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Toursim) ซึ่ง อพท. กำลังผลักดันอยู่ในตอนนี้

นี่จึงไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวชมเมืองหลวงเก่าธรรมดา แต่เป็นทริปเปิดโอกาสให้ชาวเมืองหลวงใหม่อีกหลายชีวิตได้เล่าเรียนวิชาภูมิปัญญาชาวบ้านโดยการทำงานศิลป์จากดินเหนียว ทั้งยังสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นตามแนวความคิดของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อีกด้วย

ปั้นและเขียนลายสังคโลกร่วมสมัย

ใต้ร่มไม้ใบบังของบ้านสวนอันร่มรื่นที่อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย ‘โมทนาเซรามิก’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความรักของหนุ่มสุโขทัยกับสาวลำปางเมื่อ พ.ศ. 2542

ทั้ง อู๊ด-เฉลิมเกียรติ บุญคง และ ไก่-อณุรักษ์ บุญคง ต่างก็ไม่ใช่ศิลปินมืออาชีพ เมื่อครั้งยังศึกษาในมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ก็เลือกเรียนสาขาที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างศิลป์อย่างนิติศาสตร์ แต่เพราะความสนใจในศิลปะมาแต่เดิม บวกกับการได้เล่นปั้นดินน้ำมันกับลูกสาวในวัยเยาว์ สองสามีภรรยาจึงเริ่มลงมือทำงานปั้น ลองผิดลองถูกอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้เซรามิกกลางสวน

นานกว่า 23 ปีที่โมทนาเซรามิกได้แจ้งเกิดมา บ้านอิฐหลายหลังได้รับการสร้างขึ้นเป็นแหล่งผลิตควบคู่กับแหล่งเรียนรู้ มอบโอกาสแก่คนนอกให้มาเห็นเครื่องปั้น และลองทำงานปั้นดูกับมือตัวเอง ไล่มาตั้งแต่ศาลาทำดิน ห้องปั้น ห้องเขียนลาย ศาลาเคลือบ เตาเผา ไปจนกระทั่งพิพิธภัณฑ์และร้านค้า

เมื่อคณะของเราไปถึง พี่อู๊ดและพี่ไก่ยืนรอต้อนรับอยู่หน้าบ้านอิฐที่ผนังฝังเครื่องถ้วยชามสังคโลกหลากขนาด ลวดลาย และรูปร่าง ซึ่งเกิดขึ้นจากหัวศิลป์และการลงแรงของทั้งคู่ 

เรือนอิฐหลังนี้คือพิพิธภัณฑ์โมทนาที่ภายในลายตาไปด้วยเครื่องปั้นสารพัดประเภท ถ้วย โถ โอ ชาม แก้วน้ำ ถาดรอง และอีกหลายชิ้นที่ยากจะเฟ้นหาคำมาเรียก กระจายอยู่ทั่วทุกมุมห้องอย่างเป็นหมวดหมู่ ทั้งของโบราณและของเก่าคลุกเคล้ารวมกันอย่างงดงามลงตัว

ทั้งสองคนได้ให้ความรู้กับเราว่า ชื่อ ‘สังคโลก’ มาจากชื่อสวรรคโลกหรือศรีสัชนาลัย เดิมเคยเป็นเมืองลูกหลวงของอาณาจักรสุโขทัยและเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นชนิดนี้ ภายหลังชื่อนี้ได้เพี้ยนเป็นสังคโลก และถูกใช้เรียกเครื่องปั้นดินเผาของสุโขทัย ในขณะที่เครื่องปั้นดินเผาคืองานปั้นที่ผ่านการเผาไฟ ตรงกับคำว่า Ceramic ในภาษาอังกฤษ

ได้รู้จักเครื่องปั้นชนิดต่าง ๆ กันไปแล้ว พี่อู๊ดมอบหมายให้กรุ๊ปทัวร์ของเราแยกกลุ่มเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งให้ลองทำงานเขียนลาย อีกกลุ่มให้ลองทำงานปั้น

ในห้องเขียนลายที่เย็นสบายด้วยเครื่องปรับอากาศ โต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็กถูกจัดวางไว้บนพื้น พร้อมด้วยดินสอ กระดาษ หมึก พู่กันหลากขนาด เหนืออื่นใดคือจานเซรามิกที่ให้ผู้คนได้ทดลองทำเวิร์กชอป

พร้อมกับเสียงน้ำไหลที่เปิดคลอไว้ให้เกิดสมาธิ พี่ไก่ซึ่งรับหน้าที่ผู้สอนได้ให้คำแนะนำว่า ควรใช้ดินสอร่างลายลงไปในกระดาษก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงนำลวดลายที่ร่างไว้ไปเขียนบนจาน ตบท้ายด้วยการใช้พู่กันที่เธอตระเตรียมไว้ให้ วาดทับลงไปบนลายเส้นดินสอนั้น

ขั้นตอนการทำเวิร์กชอปเขียนลายนี้ พี่ไก่มักจะให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนลายตามเครื่องสังคโลก แต่หากอยากเขียนลวดลายตามใจชอบก็ย่อมได้เช่นกัน เมื่อเขียนเสร็จแล้ว เธอจะให้เจ้าของผลงานเขียนชื่อพร้อมที่อยู่ เพื่อที่เธอจะได้ส่งคืนเจ้าของได้ถูกที่ถูกคนหลังนำไปเคลือบและเผาไฟแล้ว

ตัดมาที่ห้องปั้นของพี่อู๊ด ลูกศิษย์รุ่นใหม่ต่างกำลังหน้าดำคร่ำเครียดกับการฝึกหัดขึ้นรูปภาชนะอยู่ แก้วน้ำเป็นภาชนะอย่างง่ายที่เขาชอบใช้เป็นแบบให้ลองทำ อาศัยนิ้วมือในการกดดุนทรง และไม้เป็นอุปกรณ์เสริม ก็จะได้รูปทรงของแก้วออกมาอย่างไม่ยากเย็นนัก

เสร็จจากเวิร์กชอปที่กินเวลานานกว่าชั่วโมง คณะทัวร์หลายคนเริ่มผุดเครื่องหมายปรัศนีบนหัว ว่าผลงานฝีมือพวกเราที่ทำเสร็จแล้วจะเดินทางไปไหนต่อ สองผู้ก่อตั้งโมทนาเซรามิกเลยอาสาพาพวกเราตรงดิ่งไปยังหลังบ้าน ซึ่งเป็นที่หมายปลายทางของงานปั้นทุกชิ้น

เตาเผาโมทนาเซรามิกคือคำตอบของคำถามเมื่อครู่ รวมถึงฉายา ‘สังคโลกร่วมสมัย’ ซึ่งที่นี่นิยามตนเอง เพราะแทนที่จะใช้เตาโบราณอย่างเตาทุเรียง พี่อู๊ดกับพี่ไก่เลือกที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเตาไฟฟ้าที่ให้ความร้อนสูงแตะหลัก 1,000 องศาเซลเซียส

เมื่อเราไปถึง ก็ได้เวลาที่จะต้องเปิดเตาพอดิบพอดี พี่อู๊ดจึงนำผลงานที่เผาเสร็จแล้วออกมาอวดแก่สายตาผู้มาเยือนทุกคู่ ก่อนที่เครื่องปั้นทั้งหมดนี้จะถูกส่งไปให้ลูกค้าซึ่งเป็นรีสอร์ตแห่งหนึ่งในทะเลอ่าวไทย

ผู้ใดชื่นชอบงานเซรามิกรวมถึงเครื่องปั้นใด ๆ ของยี่ห้อโมทนา ที่นี่มีร้านค้าสำหรับจัดจำหน่าย หรือหากจะมาทดลองทำเวิร์กชอปทั้งปั้นดิน เขียนลาย ขึ้นรูป หรือเคลือบก็ย่อมได้ โดยมีค่าใช้จ่ายคนละ 750 – 1,000 บาท และต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ให้พี่ไก่กับพี่อู๊ดได้มีเวลาในการจัดเตรียมอุปกรณ์

กดลายพระพิมพ์ดินเผา

พระเครื่องซึ่งเป็นวัตถุมงคลในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากพระพิมพ์ ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดเล็กรูปพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดจากการนำวัสดุต่าง ๆ เช่น ดินเหนียวและผงว่านมงคลมากดลงในพิมพ์ 

อาณาจักรโบราณในดินแดนไทยล้วนมีคติการปั้นพระพิมพ์ไว้เพื่อสืบทอดพุทธศาสนาไว้ทั้งสิ้น คติความเชื่อนี้ตกทอดมาสู่อาณาจักรสุโขทัยที่ได้ประจุพระพิมพ์ดินเหนียวฝังไว้ในสถูปเจดีย์ ด้วยความเชื่อแบบพุทธว่าทุกสรรพสิ่งไม่จีรัง เจดีย์ที่สูงใหญ่ก็อาจพังทลายลงมาได้ในวันหนึ่ง เมื่อวันนั้นมาถึง พระพิมพ์ที่ซ่อนองค์อยู่ในกรุของซากปรักหักพังเจดีย์เหล่านั้นก็จะทำหน้าที่บอกเล่าพุทธประวัติผ่านอิริยาบถของพระพุทธเจ้าในพระพิมพ์เหล่านั้นต่อไป

เรื่องราวของพระพิมพ์โบราณผ่านหูผ่านตา กบ-ณรงค์ชัย โตอินทร์ มาแต่เยาว์วัย ด้วยชาติตระกูลเป็นถึงลูกหลานควาญช้างของเจ้าเมืองสุโขทัยร้อยกว่าปีก่อน เขาจึงซึมซับประวัติความเป็นมาของสุโขทัยตลอดทั้งชีวิต ก่อนเลือกเอาดีด้านงานพิมพ์พระเมื่อเติบใหญ่

ท่ามกลางผืนไม้ที่ขึ้นรกเป็นทุ่ง รถของทัวร์สื่อมวลชนบุกป่าฝ่าดงมาถึง ‘บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์’ ไม่ไกลจากอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย หลานชายหญิงตัวน้อยของ ‘ลุงกบ’ ยิ้มร่าหน้าบานเมื่อพบกับคณะของเรา น้อง ๆ ทั้งสองเชื้อเชิญเราทั้งผองไปฟังบรรยายของผู้เป็นลุงที่เรือนไม้หลังเล็กที่แวดล้อมไปด้วยภาพวาดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและแผนที่เมืองเก่าของสุโขทัย

ด้านหน้าของพวกเราคือตัวอย่างพระพิมพ์ฝีมือพี่กบแห่งบ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ ซึ่งมีถึง 850 พิมพ์ ทั้งหมดทำโดยนายช่างแห่งดินแดนพระร่วงผู้นี้

หลังจากให้ความรู้ด้านพุทธประวัติ ความเชื่อเรื่องไตรภูมิ รูปแบบเจดีย์ และพระพิมพ์พอหอมปากหอมคอแล้ว หนุ่มใหญ่ชาวสุโขทัยผู้ยังรักษาสำเนียงเหน่อแบบไทยกลางปนเหนือก็ถือไม้เท้าประคองร่างตนเองไปนั่งหน้าชั้นเรียน โดยมีหลาน ๆ พากันเชื้อเชิญให้แขกเหรื่อไปนั่งตามเก้าอี้ว่าง

ห้องทำเวิร์กชอปของพี่กบอยู่ใต้หลังคามุงจาก โต๊ะเรียนเป็นโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งทอดเรียงเป็นแถว ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่ละคนจะได้รับพิมพ์อย่างน้อยคนละ 2 ชิ้น 2 ลาย กระปุกแป้ง และก้อนดินที่ใช้พิมพ์ ทั้งหมดจัดเรียงอย่างสวยงาม ประดับดอกลีลาวดี รวมทั้งมีผลไม้ตามฤดูกาล เช่น กล้วย เงาะ ที่พี่กบตั้งรอไว้ให้คนทำกิจกรรมได้เลือกกินได้ตามใจต้องการ

การสาธิตวิธีทำพระพิมพ์ของพี่กบเริ่มตั้งแต่นำดินเหนียวมาตำคลุกกับผงว่านมงคลและส่วนผสมทั้งหลายในครกให้ได้เนื้อดินตามคุณสมบัติ ก่อนนำดินที่ตำเสร็จแล้วไปกดลงกับพิมพ์ที่เตรียมไว้ ลบลายนิ้วมือที่ติดอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมาถึงขั้นตอนสำคัญที่เขามักเน้นย้ำให้เจ้าของพระพิมพ์องค์นั้นหลับตาลง ตั้งจิตอธิษฐาน รำลึกถึงพุทธคุณและบุคคลที่พึงได้รับพระพิมพ์องค์นั้น

แม้ในระยะหลังอาการเจ็บป่วยในตัวพี่กบจะไม่ยินยอมให้เขาใช้ร่างกายซีกหนึ่งของตนเองได้ แต่ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต เขาก็ยังใช้ร่างกายอีกครึ่งที่เหลือในการตำดินและพิมพ์พระอย่างชำนิชำนาญเหมือนเคย

แกะดินออกจากพิมพ์ พระพิมพ์ที่เพิ่งพิมพ์ลายเสร็จใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ยังต้องนำไปตากแดดให้ดินแห้งแข็ง เท่านี้ก็ได้พระพิมพ์เป็นอันสมบูรณ์

การสาธิตลุล่วงไปด้วยดี ทุกคนจึงแยกย้ายไปพิมพ์พระบนที่นั่งของตัวเอง ในรอบนี้พี่กบมอบหมายให้แต่ละคนพิมพ์พระองค์ใหญ่ขึ้น และพิมพ์ไปจนกว่าดินเหนียวในสำรับของตนจะหมด

คราวนี้อุปกรณ์ 2 สิ่งที่ทุกคนจะต้องหัดใช้เองคือแป้ง ซึ่งช่วยโรยให้เนื้อดินไม่ยึดกับพิมพ์ ทำให้แกะออกได้ง่ายขึ้น กับมีดคัตเตอร์ซึ่งกรีดลงบนดินตามจุดที่เห็นว่าบิ่น ล้ำ หรือไม่ได้ขอบรูปทรงที่สวยงาม

แล้วระหว่างรอการตากแดดอันนานโข เพื่อไม่ให้ผู้มาทำเวิร์กชอปเบื่อหน่าย พี่กบก็พาเราทุกคนมาเล่นกิจกรรมสนุก ๆ อีกอย่างหนึ่ง อย่างเกมยิงธนู ลูกธนูที่พี่กบกับหลานใช้ยิงเป็นแบบไม่มีหัว และใช้วิธีการยิงแบบล้านนาซึ่งมีการตั้งมือ เหนี่ยวคันธนูไม่เหมือนกับแถบยุโรป

ทั้งลุงและหลานผลัดกันสอนมือใหม่หัดยิงธนูไม่นาน ทุกคนก็เกิดความคุ้นชินและเพลิดเพลินกับการเล็งเป้า หลายคนยิงจนลืมเลยทีเดียวว่ากำลังรอให้พระพิมพ์ของตนแห้งอยู่

พี่กบเล่าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเป็นนิจ หากน้ำเสียงเผยความภูมิใจว่า ลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่มาเรียนทำพระพิมพ์กับเขา สามารถพิมพ์พระขาย สร้างรายได้กับตัวเองมากมาย คนที่มาฝึกเรียนวิชาพิมพ์พระกับเขาก็ไม่ได้มีเฉพาะคนไทย แต่ยังอุดมด้วยชาวต่างชาติมากมายหลายสัญชาติ ซึ่งช่วยให้พี่กบได้หัดพูดภาษาอังกฤษจนคล่อง และขณะนี้กำลังฝึกภาษาจีนอยู่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชุดใหม่ที่กำลังจะหลั่งไหลมาจากแผ่นดินมังกรในเร็ววัน

เช่นเดียวกับโมทนาเซรามิก บ้านพระพิมพ์ลักษมณศิลป์ของพี่กบเปิดรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็เข้าชมและทำพระพิมพ์ฝีมือตนเองได้ แต่ต้องนัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน พร้อมกับค่าใช้จ่ายอีกคนละ 300 บาทเท่านั้น

ทริปนี้ให้แง่คิดกับเราหลายอย่าง และทำให้เรามองจังหวัดนี้ในมุมแปลกไปจากเดิม

ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรสุโขทัยสมัยพ่อขุนอาจเหลือเพียงแค่อดีต แต่พื้นความรู้ความสามารถของผู้คนยังสืบต่อมาถึงปัจจุบัน และจะเชิดหน้าชูตาให้แดนรุ่งอรุณแห่งความสุขนี้ต่อไปในอนาคต

ภาพ : อำนาจ เพ็งเอี่ยม

Writer

พัทธดนย์ กิจชัยนุกูล

ชอบอ่านเขียนตั้งแต่จำความได้ สนใจวิชาสังคมศึกษาตั้งแต่จบอนุบาล ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์ตั้งแต่อยู่ประถม หัดแต่งนวนิยายตั้งแต่เรียนมัธยม เขียนงานสารพัดด้วยนามปากกา “แพทริก เหล่า” ตั้งแต่เข้ามหา’ลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load