การทำงานเป็นอาสาสมัครในภูฏาน ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงาม เหมือนจะเป็นงานในฝันของใครหลายคน รวมถึง จิ๊บ-มัชฌิมาพร ส่องแสง เธอตั้งใจไปภูฏานด้วยเหตุผลนี้ แต่พอไปทำงานจริง โชคชะตากลับพาให้เธอไปพบกับความท้าทายที่ไม่คาดฝัน คำว่างานในฝันของเธอจึงมีความหมายที่เปลี่ยนไป

จิ๊บเห็นประกาศรับอาสาสมัครไปทำงานในต่างประเทศ ภายใต้ ‘โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)’ ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ จากโพสต์ในเฟซบุ๊กที่เพื่อนแชร์มา เธอส่งใบสมัครไปเมื่อ พ.ศ. 2559

ซึ่งเธอผ่านการคัดเลือก แต่ว่าในขณะนั้นยังไม่พร้อมที่จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ เธอจึงขอสละสิทธิ์ ด้วยความที่สนใจงานนี้จริงๆ เธอจึงติดตามโครงการเรื่อยมา จนกระทั่ง พ.ศ. 2562 โครงการเปิดรับอาสาสมัครตรงกับสาขาที่เธอเรียนจบมาพอดี เธอจึงรีบส่งใบสมัคร และผ่านการคัดเลือกได้เป็นอาสาสมัครในปีนั้น

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

จิ๊บเรียนจบจากสาขาวิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เธอเป็นอาสาสมัครตำแหน่งนักเทคนิคห้องปฏิบัติการ (Laboratory Technologist) ที่กรุงทิมพู เมืองหลวงของภูฏาน ทำงานในแล็บของโครงการวิจัยสำรวจไข้หวัดใหญ่ทั่วประเทศ ทำงานวิจัยร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในภูฏาน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังและดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากคนภูฏานที่ยังไม่ได้รับวัคซีน มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 10 – 20 และภูฏานเพิ่งมีการฉีดวัคซีนป้องกันเมื่อ พ.ศ. 2562 ที่จิ๊บเดินทางไปนี่เอง

“เราเอาความรู้ที่เรียนมาไปสนับสนุนให้แล็บเขาแข็งแรงขึ้น เขาต้องการพัฒนาเทคโนโลยีในการตรวจ ต้องการความรู้ใหม่ๆ จิ๊บมองว่าเราไปทำงาน เราต้องทำให้ดีที่สุดไปเลย คนในแล็บเขาก็ไม่คิดว่าเราเป็นแค่อาสาสมัคร แต่เราเป็นหนึ่งในทีมของเขา” จิ๊บเล่าถึงโจทย์ที่เธอได้รับ

แต่เมื่อเข้าสู่ พ.ศ. 2563 ทั่วโลกล้วนได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 รวมถึงภูฏาน การทำงานในแล็บผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ของจิ๊บจึงเปลี่ยนไป

เธอกลายเป็นทีมด่านหน้าของภูฏานอย่างเต็มตัว

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

ออกเดินทางสู่ภูฏาน

ก่อนที่จิ๊บจะออกเดินทาง เธอต้องไปเข้าค่ายอบรมเตรียมความพร้อม ซึ่งจัดโดย TICA และวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีรุ่นพี่อาสาสมัครตั้งแต่รุ่นแรกมาให้คำแนะนำ และแบ่งปันประสบการณ์อาสาสมัครที่หลากหลายอรรถรสให้ฟัง

ภาพที่เธอนึกในหัวตอนนั้นคือ “ภูฏานเป็นประเทศที่อยู่บนเทือกเขา โดยธรรมชาติของคนภูฏานจะทำงานช้าๆ สบายๆ ไม่รีบร้อน พี่ๆ บอกว่า วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พวกพี่ว่างจนไม่รู้จะทำอะไรกันเลย ก็เอาโต๊ะไปนั่งจิบชากัน”

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

หน้าที่หลักที่จิ๊บต้องทำคือ การเก็บตัวอย่างเพาะเลี้ยงเซลล์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพื่อศึกษาวิจัยเพิ่มเติมที่กรมควบคุมโรคของภูฏาน ที่นั่นมีเครือข่ายโรงพยาบาลทั่วประเทศคอยเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยที่เข้าข่ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แล้วก็ส่งตัวอย่างมาที่แล็บ เธอทดสอบตัวอย่าง สแกนหาไวรัสโดยนำเข้าไปในแล็บสกัด RNA แล้วใช้วิธีทางพันธุโมเลกุลวิทยาหรือ RT-PCR สแกนหาไวรัสไข้หวัดใหญ่ เมื่อพบเชื้อไข้หวัดใหญ่ ทางทีมก็มาสแกนอีกรอบว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ไหน

บางครั้งจิ๊บก็ลงพื้นที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด ให้ความรู้กับทีมเครือข่ายเรื่องการเก็บและส่งตัวอย่างให้แล็บ ข้อมูลจากการตรวจทั้งหมดจะถูกส่งรายเดือนให้องค์การอนามัยโลกและสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของไทย (สังกัดกรมการแพทย์ทหารบก) เพื่อขอทุนสำหรับทำวิจัยต่อไป

แต่เมื่อทำงานได้เพียง 4 เดือน การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 ทำให้จิ๊บต้องย้ายจากแล็บไข้หวัดใหญ่ สู่แล็บด่านหน้าที่สำคัญที่สุดของประเทศทันที

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน

อาสาด่านหน้าโควิด-19

เมื่อเข้าสู่เดือนมกราคม พ.ศ. 2563 โควิด-19 เริ่มแพร่กระจายเป็นวงกว้างในหลายประเทศ TICA รีบติดต่ออาสาสมัครเพื่อนไทยในภูฏานให้กลับมาทันที เนื่องจากไม่มีใครคาดเดาสถานการณ์ได้ แต่ช่วงนั้นสถานการณ์ในภูฏานยังไม่รุนแรง ทุกคนจึงตัดสินใจอยู่ทำงานต่อ เพราะงานที่แต่ละคนรับผิดชอบเป็นประโยชน์อย่างมากกับชาวภูฏาน

ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่นนี้ ทาง TICA เป็นห่วงอาสาสมัครทุกคนมาก จึงประเมินผลกระทบของสถานการณ์ต่อสวัสดิภาพ จิตใจ และข้อจำกัดในการทำงานของอาสาสมัคร โดยขอให้สถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศที่ดูแลอาสาสมัครประเมินสถานการณ์ เพื่อประกอบการพิจารณาความจำเป็นในการส่งอาสาสมัครกลับประเทศไทย 

การทำงานที่ภูฏานนั้น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงธากา เป็นผูู้ประเมิน ประกอบกับรัฐบาลภูฏานมีหนังสือขอให้อาสาสมัครอยู่ปฏิบัติงานต่อ โดยรัฐบาลภูฏานจะดูแลอาสาสมัครไทยเป็นอย่างดี ดังนั้น จิ๊บและเพื่อนอาสาสมัครไทยอีก 2 คนที่ปฏิบัติงานในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นบุคลากรด่านหน้าที่มีส่วนสำคัญในการร่วมต่อสู้กับโรคระบาด จึงได้รับการอนุมัติจากทาง TICA ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และถือเป็นอาสาสมัครเพื่อนไทยกลุ่มเดียวที่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศเมื่อเกิดโควิด-19

“ที่แล็บรู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าโควิด-19 เข้ามาในภูฏานเมื่อไหร่ พวกเราต้องรับบทหนักแน่นอน เพราะทั้งประเทศมีแค่แล็บเราแห่งเดียวที่ตรวจโควิดได้” จิ๊บเล่าถึงความท้าทายใหม่ที่ทำให้เธออยู่ต่อ

ระบบสาธารณสุขของภูฏานมีขนาดเล็ก ทั่วประเทศมีโรงพยาบาลใหญ่แค่ 3 แห่ง มีหมอประมาณ 370 คน จากประชากรกว่า 700,000 คน และที่สำคัญที่สุดคือ มีเครื่อง RT-PCR สำหรับใช้สแกนหาไวรัสเพียงที่เดียว คือที่ตึกที่จิ๊บทำงานอยู่นั่นเอง

สาธารณสุขภูฏานจัดทัพทีมแล็บโควิด (National Covid Testing Team) ใหม่ แบ่งเป็น 2 ทีม คือ ทีมตรวจและทีมข้อมูล จิ๊บได้อยู่ในทีมตรวจ เธอต้องนั่งทำงานในห้องแล็บตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนเกือบทุกวัน

โควิด-19 เคสแรกของภูฏานพบเมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เป็นนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน การตรวจครั้งแรกๆ ทุกคนกดดันมาก ทางรัฐบาลก็รอผลอย่างใจจดใจจ่อ เพราะต้องการผลตรวจไปประเมินสถานการณ์และวางแผนมาตรการในประเทศ

“ทุกคนรอสายจากหัวหน้าแล็บเราว่าสรุปเขาติดเชื้อหรือเปล่า ตอนนั้นปล่อยผลประมาณตีสี่ ยังไม่ได้นอน ทำงานกันหามรุ่งหามค่ำกันมาก”

อาสาสมัครสาวไทยกับงานด่านหน้าในแล็บตรวจโควิด-19 แห่งเดียวของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 จะเป็นเรื่องที่ใหม่มาก แต่ทีมบริหารก็จัดการระบบสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เธอไว้ใจได้ว่า ตัวเองจะอยู่ช่วยคนที่นั่นอย่างปลอดภัย และพวกเขาก็ช่วยเหลือเธอด้วยเช่นกัน

“เขารู้ตัวว่าระบบสาธารณสุขของเขาเล็ก ถ้าเกิดการระบาดหรือคนติดเชื้อเยอะขึ้นมา เอาไม่อยู่แน่นอน เครื่องช่วยหายใจไม่พอ บุคลากรทางการแพทย์ก็ไม่พอ กลยุทธ์หลักของรัฐบาลภูฏานในการสู้กับโควิดคือ กันไว้ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ปล่อยให้หลุดเข้ามาแล้วจัดการทีหลัง” จิ๊บเล่านโยบายการจัดการในภาพรวมของประเทศ

ชายแดนทางตอนใต้ของภูฏานติดต่อกับอินเดีย ไม่มีด่านตรวจคนเข้า-ออกประเทศ ทุกคนจึงเดินข้ามไป-มาระหว่างประเทศได้อย่างง่ายดาย แต่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลจำเป็นต้องปิดพื้นที่ไว้ก่อน

นอกจากนี้ แต่ละเมืองตั้งคลินิกตามสถานที่สาธารณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา โรงเรียนใกล้โรงพยาบาล ให้ชาวภูฏานเข้าไปปรึกษาหมอ เพื่อประเมินอาการโดยไม่ต้องเข้าไปที่โรงพยาบาล ลดความแออัด คนที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลต้องเป็นผู้ป่วยสีแดงเท่านั้น ส่วนผู้ป่วยสีเหลืองและสีเขียวจะมีโรงแรมหรือที่พักที่จัดหาให้โดยรัฐบาล

“จิ๊บคิดว่าเราอยู่ด่านหน้า เขาไม่ทิ้งเราแน่นอน แม้กระทั่งประชาชนที่เดินตามท้องถนน เขาก็ยังเข้าถึงการตรวจ เข้าถึงการรักษาได้ เราก็ต้องได้รับสิ่งนั้นแน่นอน ก็เลยมั่นใจในระดับหนึ่ง”

ชีวิตส่วนใหญ่ของจิ๊บจึงเป็นการทำงานอยู่ในแล็บ และทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระยะแรกที่ยังไม่มีการจัดหาบุคลากรเพิ่มเติม ทีมของเธอมี 6 คน ต้องทำงานวันละ 16 – 18 ชั่วโมง ถือว่ายาวนานและหนักมาก

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ความเหนื่อยยากในแล็บตรวจ

เมื่อเวลาผ่านไป จิ๊บปฏิบัติภารกิจอาสาสมัครจนครบระยะเวลาตามสัญญา แต่ยังไม่มีทีท่าว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง เธอจึงขอต่อสัญญาอีก 6 เดือน เพื่ออยู่ช่วยชาวภูฏานในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และจัดการงานหลักที่ได้รับมอบหมายในตอนแรกให้เรียบร้อย

ปลาย พ.ศ. 2563 ภูฏานล็อกดาวน์รอบสอง ยาวนานถึง 45 วัน จิ๊บย้ายจากทีมตรวจหาเชื้อในแล็บ ไปทำงานทีมข้อมูล ที่เพิ่งเปลี่ยนระบบจากการบันทึกรายชื่อวันละพันกว่ารายชื่อด้วยปากกากระดาษ มาสู่การใช้แท็บเล็ต ทีมงานที่ไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยีจึงต้องใช้เวลาเรียนรู้ระบบการทำงานรูปแบบใหม่อยูู่พักใหญ่

การทำงานในห้องแล็บยังคงดำเนินต่อไป ส่วนห้องแล็บอื่นๆ ในตึก ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บมาลาเรีย แล็บน้ำเหลือง แล็บภูมิคุ้มกันวิทยา ถูกเปลี่ยนเป็นห้องนอนให้ทีมงานได้พักผ่อน ทุกคนไม่ควรกลับบ้านเพราะมีความเสี่ยงที่จะนำเชื้อออกไปจากห้องแล็บ การใช้ชีวิตกินและนอนที่นั่นจึงเป็นทางเลือกที่รัดกุมมากกว่า พอตื่นขึ้นมาก็ทำงานต่อทันที นอนง่ายๆ กินง่ายๆ พร้อมทำงานตลอดเวลา จิ๊บเล่าว่า เธอได้กลับไปที่พักเพื่อไปหยิบข้าวของที่จำเป็นเพียงแค่ 2 ครั้งเท่านั้นในรอบ 45 วัน

“จิ๊บก็ไม่รู้ว่าตัวเองผ่านช่วงนั้นมาได้ยังไงเหมือนกัน มันเหนื่อยมากจริงๆ”

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

กำลังใจระหว่างทาง

ถึงแม้การทำงานจะเหนื่อยยากแค่ไหน แต่จิ๊บไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวเลยสักครั้ง ทุกคนรู้ว่าจิ๊บไม่คุ้นกับอาหารภูฏาน เมื่อทำงานอย่างหนักหน่วง น้ำหนักของเธอก็ลดลงถึง 6 กิโลกรัมในระยะเวลาสั้นๆ คนรอบข้างเลยช่วยดูแลเรื่องอาหารให้เธออย่างดี ราวกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว

“หลังกินข้าว เรามีช่วงเวลาพัก ห้านาที สิบนาที ทีมเราก็จะมานั่งคุยกัน หัวเราะกัน เล่นกีตาร์ ร้องเพลง เปิดเพลงเต้นกัน แล้วก็กลับเข้าไปทำแล็บต่อแบบนี้ทุกวัน เลยยังมีแรง มีกำลังใจทำต่อไป เรารู้สึกว่า เราไม่ได้สู้คนเดียว แต่สู้ไปด้วยกัน” จิ๊บเล่าถึงช่วงเวลาของความเหนื่อยยากด้วยรอยยิ้ม

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ช่วงที่จิ๊บทำงานในทีมข้อมูล เธอต้องพูดคุยกับคนหลายฝ่าย เธอไม่เคยเจอหน้าคนที่ต้องสื่อสารด้วยเลย โดยเฉพาะหมอบางคนที่อยู่ตามหน่วยเล็กๆ ในต่างจังหวัด แต่พอติดต่อกันทุกวัน ก็เริ่มสนิทกับหลายคน จนช่วงก่อนจิ๊บกลับไทยก็มีการนัดกินข้าวเลี้ยงส่งกัน

สิ่งที่จิ๊บประทับใจคือ ช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มดีขึ้น และเป็นช่วงที่จิ๊บใกล้จะกลับไทย เธอได้ไปพักผ่อนที่โรงแรมหนึ่ง เจ้าของโรงแรมจำได้ว่า เธอคืออาสาสมัครคนไทยที่มาช่วยภูฏาน เพราะได้อ่านบทสัมภาษณ์ของเธอในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในช่วงล็อกดาวน์ 45 วัน เจ้าของจึงขอตอบแทนเธอด้วยการไม่คิดค่าที่พัก 

และที่เธอรู้สึกภูมิใจอย่างมากคือ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขภูฏาน ก็ให้จิ๊บกับเพื่อนๆ คนไทยเข้าไปพบเพื่อแสดงความขอบคุณ และมอบของขวัญให้พวกเราที่ช่วยอยู่ปฏิบัติงานมาตลอด ของขวัญที่ได้รับคือ กระเช้าที่บรรจุผลิตภัณฑ์ชุมชน ซึ่งเป็นผลผลิตจากโครงการ One Gewog One Product หรือ OGOP โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่าง TICA กับสำนักงานโครงการสมเด็จพระราชินีเจตชุน เพมา วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของภูฏาน โดยนำประสบการณ์ของไทยที่พัฒนาสินค้า OTOP ไปประยุกต์ใช้ จนทำให้ภูฏานสามารถผลิตสินค้า OGOP จากชุมชนต่างๆ ได้มากกว่า 100 ชนิด และมีร้านค้าจำหน่ายสินค้า OGOP ในภูฏาน ถึง 3 แห่งด้วยกัน

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

บทเรียนจากห้องแล็บที่ภูฏาน

ระยะเวลา 18 เดือนของการเป็นอาสาสมัครในภูฏาน จิ๊บได้เปลี่ยนแปลงตัวเองในหลายเรื่อง วันหนึ่ง มีรายชื่อจากการเก็บตัวอย่างตกหล่น เธอจึงบ่นคนที่ดูแลงานส่วนนี้ เขาก็ขอโทษและบอกว่า ตัวเองต้องวิ่งรวบรวมรายชื่อจากหลายพื้นที่และยังไม่ได้กินข้าวเลย

“มันทำให้เราคิดได้ว่า เราจะมองแค่มุมของเราไม่ได้ คนอื่นเขาก็ทำงานหนักเหมือนกัน เมื่อก่อน ถ้ามีอะไรผิดพลาด เราจะมุ่งหาต้นเหตุทันที โดยอาจจะไม่ได้มองว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้งานผิดพลาดได้”

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

นอกจากความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น นิสัยการกินของเธอก็เปลี่ยนไปด้วย

“เรื่องกินกลายเป็นเรื่องรองลงมาเลย คือกินแค่ให้อิ่มท้อง ไม่จำเป็นต้องกินทุกอย่างที่อยากกินก็ได้ ชีวิตเรียบง่ายขึ้นเยอะ ไม่จำเป็นต้องหวือหวา ไม่จำเป็นต้องไปห้าง ตื่นเช้ามานั่งดูภูเขา ดูหมอก จิบกาแฟหน้าบ้านก็พอแล้ว ชีวิตมันช้าลงมากๆ แล้วก็ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากขึ้นด้วย” จิ๊บหยุดทบทวนว่ามีอะไรที่เธอเปลี่ยนไปอีก

“เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย เรามองโลกกว้างขึ้น ใจเย็นลง ไม่รู้ว่าเพราะเราต้องไปจัดการงานที่มันยุ่งเหยิงมากๆ หรือเปล่า”

เมื่อถามว่างานอาสาสมัครแบบนี้เหมาะกับใคร จิ๊บมองว่าทุกคน ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเรียนจบ เริ่มทำงาน ต้องการค้นหาตัวเอง หรือกำลังหมดไฟในชีวิต การได้เปลี่ยนบรรยากาศมาทำงานอาสาสมัครในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย จะมอบประสบการณ์แสนพิเศษให้คุณแน่นอน และถ้าสมัคร โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย แล้วไม่ผ่านการคัดเลือกก็อย่าเพิ่งท้อ ถ้ายังไม่เลิกล้มความตั้งใจ ยังไงวันหนึ่งโอกาสก็จะมาถึงแบบเดียวกับเธอ

มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน
มัชฌิมาพร ส่องแสง อาสาสมัครเพื่อนไทย จากนักเทคนิคแล็บไวรัสไข้หวัดใหญ่ สู่ทีมด่านหน้าสู้โควิด-19 ของภูฏาน

ภาพ : มัชฌิมาพร ส่องแสง

โครงการอาสาสมัครเพื่อนไทย (Friends From Thailand – FFT)

โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของไทย มีภารกิจส่งเยาวชนไทยไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศ เพื่อทำงานด้านสาธารณสุข การเกษตร การศึกษา การพัฒนาฝีมือแรงงานและการพัฒนาชนบท เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพคนหนุ่มสาวในระดับนานาชาติ ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อ พ.ศ. 2546 ถึงปัจจุบัน ส่งอาสาสมัครไปทั้งสิ้น 163 คน ในหลายประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ภูฏาน ศรีลังกา ติมอร์-เลสเต และประเทศในแอฟริกา เช่น เลโซโท โมซัมบิก เบนิน ตอนนี้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการรุ่นต่อไป ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 20 สิงหาคม 2564 16.30 น. อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) หรือ คลิกที่นี่

Writer

ชลณิชา ทะภูมินทร์

นักเล่าเรื่องฝึกหัดกำลังตามหาความฝันที่หล่นหาย คนน่าน-เชียงใหม่ที่รักบ้านเกิดแต่ก็หลงรักการเดินทาง

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ขอแนะนำให้รู้จัก “ชายชุดขาว”แห่งแซง-แชร์แมง-เด-เพร กรุงปารีส ผู้กล่าวว่า “โลกคือบทกวี”

ณ กรุงปารีส ย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพร (Saint-Germain-des-Prés) เป็นย่านหรูหราที่เต็มไปด้วยร้านแฟชั่นบูติกต่างๆและมีร้านคาเฟ่ชื่อดังอย่าง Café de Flore และ Les Deux Magots ที่ศิลปินและนักเขียนชื่อดังของฝรั่งเศสในอดีตเคยไปนั่ง คงมีไม่กี่คนที่คิดจะเดินเข้าโบสถ์อันแสนเงียบสงบของย่านแซง-แชร์แมง-เด-เพรที่อยู่ตรงกันข้ามกับร้าน Les Deux Magots และคงมีคนน้อยยิ่งกว่านั้น ที่ผ่านด้านหน้าโบสถ์แล้วโชคดีมีโอกาสได้เห็นชายชาวอินเดียร่างผอมในสูทชุดขาวเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น

เพราะเขามักจะใส่ชุดสูทขาวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ คนจึงพากันเรียกเขาว่า “ชายชุดขาว” (Homme blanc)

นี่ไม่ใช่เรื่องสยองขวัญ ชายชุดขาวเป็นบุคคลลึกลับที่มีตัวตนจริง แม้จะโผล่มาแบบไม่บอกกล่าว คาดเดาเวลาไม่ได้ แต่ถึงไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร เพราะตรงแถวลูกกรงเหล็กที่ล้อมสวนข้างตัวโบสถ์แซง-แชร์แมงนั้นมีทั้งรูปวาดและบทกวีต่างๆ ที่วันดีคืนดีชายชุดขาวก็เอามาติดไว้ทีละเล็กทีละน้อยเอาไว้ให้อ่านต่างหน้า แถมเป็นการเอามาติดเองแบบตามใจชอบตามวิสัยศิลปินเสียด้วย

Saint-Germain-des-Prés

ผู้เขียนเดินไปเจอผลงานของชายชุดขาวโดยบังเอิญเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว (2016) แต่ผลงานของชายชุดขาวมีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หนึ่งปีก่อนหน้า (2015) บทกวีภาษาฝรั่งเศสที่นำมานั้น มีทั้งวรรคต่างๆ จากกลอนของกวีหลายคน เช่น กวีฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง ปอล แวร์แลน (Paul Verlaine) หรือ กวีอินเดียอย่างรพินทรนาถ ฐากุร โดยชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมอย่างสวยงาม บางทีก็มีภาพถ่าย / ภาพสีน้ำ / ภาพลายเส้นประกอบกลอนที่ชายชุดขาวแต่งขึ้นเอง หนึ่งในนั้นคือคำพูดที่เหมือนจะอธิบายทุกอย่างไปในตัวว่า “โลกคือบทกวี” (Le monde est une poésie.) 

Saint-Germain-des-Prés

(ภาพถ่ายของชายชุดขาว พร้อมคำบรรยายใต้ภาพสั้นๆ ว่า “ฉันเคยรักเธอ สูญเสีย และได้ใช้ชีวิตส่วนตัว”)

Saint-Germain-des-Prés

On risque de pleurer un peu si on s’est laissé apprivoiser.”
(เราต้องเสี่ยงกับการหลั่งน้ำตาบ้าง ถ้าเราปล่อยให้ความผูกพันก่อตัวขึ้น)

หนึ่งในวรรคกินใจจากนิยายเรื่อง เจ้าชายน้อย ถูกชายชุดขาววาดภาพประกอบเพิ่มเติมเป็นแมว (Le chat) ที่มีไหมพรมพันตัวจนยุ่ง

ชายชุดขาวโผล่มาแวบๆ เพื่อเอางานมาแสดงแบบเงียบๆ คล้ายเพื่อนที่แบ่งปันบทกวีที่ชอบและเอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง กระนั้นคนทั่วไปก็ให้ความสนใจถึงขั้นเขียนจดหมายขอบคุณชายลึกลับคนนี้

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายจาก “นิรนาม” ที่เขียนขอบคุณ “ชายนิรนามริมทางในชุดขาว” ด้วยสำนวนสละสลวยและแสดงอารมณ์สุนทรีย์ราวกับเป็นกลอนอีกบทหนึ่ง

นิตยสารต่างๆ ก็ไม่น้อยหน้า ติดต่อขอสัมภาษณ์จนในที่สุดเราจึงได้รู้จักตัวจริงของชายชุดขาว แท้จริงแล้วนาย ยาซีน ข่าน เป็นศิลปินชาวอินเดียอายุ 70 ปีที่พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และฮินดี และอยู่ในปารีสมาแล้วถึง 37 ปี นอกจากนี้เขายังเป็นดารารับเชิญในภาพยนตร์เรื่อง L’intouchable (The Untouchable) ในปี 2006 อีกด้วย

แม้ชายชุดขาวจะริเริ่มโปรเจกต์นี้อย่างเงียบๆ แต่งานศิลปะและบทกวีที่มีค่าย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะถูกนำเสนอแล้วเงียบหายไป โดยเฉพาะเมื่อเป็นผลงานจากศิลปินผู้มีปณิธาน ชายชุดขาวส่งจดหมายไปถึงนางอานน์ อิดาลโก (Anne Hidalgo) นายกเทศมนตรีของกรุงปารีส เชื้อเชิญให้นางอิดาลโกมาพิสูจน์ผลงานของเขาด้วยตาตนเอง  

ต่อมา บทกวีริมรั้วของชายชุดขาวไม่ได้ถูกดึงออก นางอิดาลโกออกจดหมายชื่นชมในผลงานและแสดงความเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เจอศิลปินที่หาตัวจับยากคนนี้ เนื้อความในจดหมายทั้งกล่าวขอบคุณชายชุดขาวจากใจจริงในนามของชาวเมืองปารีส ที่เขาได้สร้างผลงานอันจับใจคนเป็นอย่างยิ่งและขอฝากฝังชายชุดขาวและศิลปินต่างๆให้ช่วยให้สังคมกลับมายืนหยัดอย่างเข้มแข็งตามหลักเสรีภาพและภราดรภาพหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น  

Saint-Germain-des-Prés

จดหมายแสดงความชื่นชมจากนางอิดาลโก

หากโลกคือบทกวี เราแต่ละคนคงอ่านบทกวีนี้ต่างกันไป มีทั้งความรู้สึกและการตีความ สร้างความหมายไปตามประสบการณ์ส่วนตน กวีเองก็คงเกิดจากการเป็นคนที่ได้ยิน มอง รับรู้โลก แล้วปล่อยความรู้สึกออกมาเป็นบทกวีตอบโต้ คนที่ได้อ่านผลงานของกวีเหล่านี้ก็มีทั้งที่รับรู้ เพิกเฉย และส่งต่อความเคลื่อนไหวนี้ ชายชุดขาวเริ่มจากการอ่าน อ่านทั้งโลกและบทกวีของผู้อื่น เพื่อที่จะเขียนบทกวีและภาพเพื่อสะท้อนทุกอย่างในใจออกมาอีกต่อหนึ่ง คนที่ได้อ่านและได้ดูภาพก็มีทั้งที่เก็บความรู้สึกนั้นไว้ในใจ และมีที่เขียนโต้ตอบอย่างเช่น “นิรนาม” และนางอิดาลโก

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

Saint-Germain-des-Prés

ล่าสุดผู้เขียนเองได้กลับไปยังที่หน้าโบสถ์อีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 นี้ ตรงริมรั้วไม่มีบทกวีของชายชุดขาวอีกแล้ว แต่มีตู้เก็บอุปกรณ์สีเขียวสดของทางโบสถ์ และถัดไปคือภาพถ่ายพอร์เทรตขนาดใหญ่ 6 ภาพของดาราดังระดับโลก เช่น Amanda Seyfreid, Charlize Theron, Penelope Cruzฯ ลฯ ที่ถ่ายโดยช่างภาพชาวเยอรมัน Vincent Peters จัดแสดงอย่างสวยงามและเป็นความร่วมมือระหว่าง La Hune ร้านหนังสือและแกลเลอรี่งานศิลปะกับทางโบสถ์แซง-แชร์แมง ถนนฝั่งตรงข้ามก็มีประติมากรรมโลหะไม่ทราบชื่อขนาดใหญ่มาตั้งและยังมีงานศิลปะทรงลูกบาศก์ขนาดใหญ่ไม่แพ้กันอยู่ถัดไป ลูกบาศก์นั้นน่าสนใจมากเพราะทำจากโครงโลหะสีดำขนาดใหญ่แล้วใช้ยางเส้นสีดำสนิทพาดไปตามจุดต่างๆ ยามลมพัด ยางก็จะสั่นสะเทือนตามชื่อผลงานว่า “Vibration” (การสั่นสะเทือน) โดยศิลปิน Pauline Guerrier ลึกเข้าไปยังมีเส้นสีขาวที่ทำจากผ้าใบขึงจนเป็นรูปทรง ตรงส่วนนี้แม้ไม่เคลื่อนไหว แต่ยามกลางคืนที่มีไฟส่องก็จะเสมือนกลุ่มดาวที่ลอยอยู่ เพราะเส้นยางสีดำนั้นกลมกลืนไปกับบรรยากาศภายนอก งานศิลปะชิ้นนี้สร้างความฉงนสงสัยให้กับกลุ่มเด็กประถม 3 – 4 คนที่เดินมาไม่น้อย แม่หนูคนหนึ่งสงสัยจัดว่าผลงานทำจากวัสดุอะไร เลยมุดเข้าไปในในลูกบาศก์ เคราะห์ดี (?) ที่เพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มพูดเตือนสติว่าไม่ควรเข้าไปในงานศิลปะแบบนี้ แต่ขณะที่พูดก็มุดเข้าไปในลูกบาศก์เพื่อจูงมือเพื่อนออกมาด้วยกัน…

Saint-Germain-des-Prés Saint-Germain-des-Prés

สุดท้ายแล้วผู้เขียนก็ไม่ได้เห็นบทกวีและภาพเขียนของชายชุดขาวอีก ทว่าการแลกเปลี่ยนทางศิลปะได้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วในพื้นที่หน้าโบสถ์แซง-แชร์แมงแห่งนี้ และคงเกิดต่อไปไม่รู้จบ ยังไม่นับบทความอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเล่าเรื่องชายชุดขาวให้คนในอีกซีกโลกหนึ่งได้อ่านในขณะนี้

“ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

รุจีลักษณ์ สีลาเขต

นักเรียนวรรณคดีขี้สงสัย ที่กำลังเรียนรู้ตัวเองและโลก รักการอ่านหนังสือ การเขียน การเล่าเรื่อง การทำอาหาร การดูหนัง การถ่ายภาพ และการแต่งหน้า

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load