บานประตูสีม่วงลาเวนเดอร์และกรอบสีทองรอบตาแมวของประตู อาจทำให้ใครหลายๆ คนคิดถึงเสียงหัวเราะ และความฮาของเหล่าเพื่อนร่วมห้องที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์จากซีรีส์ซิตคอมสุดคลาสสิกยุค 90 เรื่อง FRIENDS 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน ใน ค.ศ. 1994 วันที่ซีรีส์เรื่องนี้ออนแอร์บนจอแก้วเป็นครั้งแรก และฉายต่อเนื่องหลังจากนั้นมาตลอดทศวรรษ รวมทั้งหมด 236 ตอน การรับชมในสมัยนั้นผ่านสัญญาณโทรทัศน์แบบแอนะล็อก ไม่เหมือนการรับชมทีวีในยุคดิจิทัลและการสตรีมผ่านอินเทอร์เน็ต ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ซึ่งในสมัยนั้น FRIENDS คือซิตคอมสุดฮิตที่มีผู้ชมกว่า 25 – 30 ล้านคนต่อสัปดาห์ 

หากคุณเคยมีรูมเมตหรือแชร์ห้องอยู่กับเพื่อนในช่วงเวลาหนึ่ง เชื่อว่าซิตคอมเรื่องนี้จะทำให้คุณหวนคิดถึงวีรกรรมเก่าๆ เสียงหัวเราะ ความทุกข์ ความสุข ที่พวกคุณเคยแบ่งปันให้กันและกัน ทำให้คุณอดคิดถึงสภาพหน้าตาหรือบรรยากาศในห้องชุด อพาร์ตเมนต์ บ้านเช่า หรือโต๊ะในร้านประจำ ที่จะถูกเว้นไว้เสมอราวกับว่ามีป้ายจองวางเอาไว้ 

เพลงไตเติ้ลของซีรีส์ FRIENDS ร้องไว้ว่า “I’ll be there for you” บอกเล่ามิตรภาพและเรื่องราวของเพื่อน 6 คนในวัย 20 กลางๆ ที่โชคชะตาและเหตุผลต่างแตกต่างกัน พาพวกเขาให้มาใช้ชีวิตร่วมกัน

ความน่าสนใจของแนวคิดแบ่งปันที่อยู่อาศัยหรือที่เรียกกันว่า Co-living และ Collective Housing ในสมัยนั้นเกิดขึ้นจากสภาวะที่อาจเรียกได้ว่าจำยอม ตามบริบทของสังคมที่ผู้คนต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ สภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเช่าห้องและค่าแรงวิ่งสวนทางกัน จากสถาปัตยกรรมห้องชุดเดี่ยวสำหรับหนึ่งครอบครัว กลายเป็นห้องเช่าสำหรับคนสองคนที่มีพื้นที่ส่วนกลางไว้แบ่งปันกัน การเสียสละความเป็นส่วนตัวในการใช้พื้นที่ แลกมากับทำเลที่ตั้งของที่อยู่อาศัย เพื่อการเข้าถึงความสะดวกสบายและสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ป้ายรถเมล์ใหม่ สวนสาธารณะ คลอง และอื่นๆ 

เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากวันหนึ่งเราสามารถลดเวลาในการเดินทางกลับบ้านเพียงวันละแค่เพียง 15 นาที ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะรู้สึกถึงคุณภาพชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ภายนอกอาคารนั้นถ่ายทำจากสถานที่จริง อยู่บนถนนเลขที่ 90 Bedford ในย่าน West Village เมืองนิวยอร์ก และความพิเศษของย่านนี้ คือการที่กริดเส้นแบ่งผังเมืองไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนย่านอื่น แต่มีการตัดเอียงเป็นเส้นทแยงมุม โดยแต่ละบล็อกมีความออร์แกนิกเหมือนเมืองขนาดย่อมๆ ในยุโรป ส่วนฉากภายในของห้องพักทั้งสองเป็นฉากสมมติสร้างขึ้นและถ่ายทำในสตูดิโอของ Warner Bros ในเมืองแคลิฟอร์เนีย โดย จอห์น แชฟเนอร์ (John Shaffner) คือหนึ่งในผู้ออกแบบและวางแปลนฉากห้องพักรวมถึงการตกแต่งภายใน และเป็นผู้นําเทรนด์ผนังเฉดสีม่วงในห้องของมอนิกา ซึ่งยังเป็นที่จดจำของผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

แปลนของอพาร์ตเมนต์ทั้งสอง แบ่งแยกโซนพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ส่วนรวมของแต่ละห้องอย่างชัดเจน ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องน้ำ คือจุดศูนย์กลางตรงด้านหน้าของตัวบ้าน ที่รูมเมตทุกคนจะเดินผ่านก่อนเข้าไปยังส่วนพื้นที่ส่วนตัวบริเวณด้านหลังของตัวห้อง และมี 2 ห้องนอนสำหรับการอยู่อาศัย 2 คน 

แต่ละห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว ทำให้ทุกครั้งที่จะเข้าห้องน้ำ ตัวละครต้องเดินผ่านฉากของพื้นที่ส่วนร่วมทั้งหมด มากไปว่านั้น ประตูทุกบานถูกจัดวางให้เปิดมาเจอกันที่ห้องนั่งเล่นตรงกลาง ซึ่งการออกแบบในลักษณะนี้ เพิ่มโอกาสที่ผู้อยู่อาศัยนั้นจะพบปะและพูดคุยกัน เป็นส่วนในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในการอยู่อาศัยร่วมกัน

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้องมอนิกา-เรเชล

ห้องเลขที่ 20 ทางด้านขวาคือห้องของผู้หญิง เรเชลและมอนิกา เพื่อนสมัยเรียนที่กลายมาเป็นเพื่อนร่วมห้อง อพาร์ตเมนต์นี้มอนิการับช่วงต่อสัญญาเช่ามาจากคุณยาย ซึ่งมีการควบคุมค่าเช่า Landlord จึงไม่สามารถขึ้นค่าเช่าตามราคาตลาดที่แพงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ตราบใดที่สัญญาเช่ายังไม่หมด นั่นเป็นเหตุผลที่มอนิกา เชฟที่เคยตกงานมาก่อน และราเชล ที่เคยเป็นพนักงานร้านกาแฟอยู่พักใหญ่ สามารถเช่าอพาร์ตเมนต์ใน West Village นี้ได้

จุดเด่นสำคัญของห้องนี้ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือรายละเอียดการตกแต่งภายในที่เผยให้เห็นถึงเสน่ห์ของยุค 90 อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแนวผสมผสานของสไตล์ทั้งหลายเข้าด้วยกัน หรือในวงการสถาปัตยกรรมเรียกว่า ยุคแห่ง Eclecticism (คตินิยมสรรผสาน) 

ในห้องของมอนิก้าและเรเชล คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถึงความมิกซ์และความแมตช์บ้างไม่แมตช์บ้างของเฟอร์นิเจอร์กับสีที่เลือกใช้ การบิลด์อินผนังแบบยุโรปคลาสสิกแล้วทาด้วยสีม่วงลาเวนเดอร์ รวมเข้ากับความดิบของอิฐ เหล็กกล้า กระจก กับตึกในยุคอุตสาหกรรมของเมืองนิวยอร์ก โคมไฟเวนิสสไตล์อิตาเลียนที่วางคู่กับโซฟานวมสีครีมออกแนวโมเดิร์นหน่อยๆ บนพรมลายดอกไม้ขนาดใหญ่ที่วางอยู่บนพื้นไม้ปาเก้ซึ่งเล่นแพตเทิร์นไปมา เคาน์เตอร์ไม้สีฟ้าอมเขียวโซนห้องครัว พร้อมกับเหล่าผลิตภัณฑ์โฆษณาจากยุคโมเดิร์นที่แอบจัดวางไว้อย่างเนียนๆ โต๊ะทานข้าวกับเก้าอี้ไม้พร้อมเบาะรองนั่งลายดอกไม้ที่แต่ละตัวไม่เหมือนกัน แอบให้ความรู้สึกถึงบ้านตากอากาศในชนบท ผ้าม่านลายดอกไม้สีเหลือง ให้กลิ่นอายของความเป็นยุโรปที่สร้างเฟรมให้กับหน้าต่างบานใหญ่ในห้องนั่งเล่น

เหล่านี้เองที่เป็นลักษณะพิเศษของฉากซิตคอมเรื่องนี้ และเมื่อมาคิดดีๆ แล้ว ก็ไม่แปลกเลยที่ในสมัยนั้น ของต่างๆ จะผสมกันเข้ามาในบ้านหนึ่งหลัง หากเรามองย้อนกลับไปในยุคที่ร้านค้าและผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์หลายใหญ่ยังไม่ถือกำเนิด เราอาจต้องเดินทางไปหลายร้าน เพื่อตามหาของให้ครบทุกรายการ ลองจินตนาการถึงตลาดนัดของมือสอง (Flea Market) ของฝรั่ง หรือในประเทศไทยอาจจะคล้ายตลาดนัดจตุจักร แต่ละร้านขายของเป็นประเภทๆ ไป ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนทุกวันนี้ ที่อุปกรณ์ตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ผ่านการคัดสรรมาจัดวางในที่เดียวกันอย่างเป็นระบบแบบแผนจากบริษัทเจ้าใหญ่ๆ เรียกได้ว่าไปที่เดียวได้ออกมาครบทุกอย่าง

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
ห้อง แชนด์เลอร์-โจอี

ต่อมาห้องหมายเลข 19 ทางด้านซ้ายคือห้องผู้ชาย โจอี นักแสดงตกอับผู้มีใจรักในงานของตัวเอง และแชนด์เลอร์ นักธุรกิจที่เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขามีอาชีพอะไรกันแน่ รู้เพียงแต่ว่าพวกเขาทั้งสองสามารถดูทีวีอยู่บนโซฟาเลซีบอย โซฟานวมที่ปรับระดับการเอนถึง 3 ระดับได้ทั้งวัน 

ห้องของผู้ชายแตกต่างจากห้องของผู้หญิงโดยสิ้นเชิง ด้วยโทนสีที่เข้าและกลมกลืนกันจนไม่มีอะไรโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นสีของพื้นไม้ ตู้ และเคาน์เตอร์ครัวสีครีม กับเครื่องใช้ไฟฟ้า ตู้เย็นสีขาว เหมือนแทบไม่ได้ตกแต่งอะไรเพิ่มเติม

ในตอนที่มอนิก้าและเรเชลแพ้เดิมพันจากการเล่นเกมวัดความรู้ใจ ทำให้ทั้งคู่ต้องสลับอพาร์ตเมนต์กับแชนด์เลอร์และโจอี ฝ่ายมอนิก้าเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ชอบทำอาหารเช้าให้ทุกคนกิน และยังจัดปาร์ตี้เชิญเพื่อนๆ มาเสมอ ด้วยเหตุนี้ เธอพยายามจัดห้องเดิมของผู้ชาย ให้เป็นสไตล์เหมือนกับห้องเก่าของเธอ ด้วยสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ที่เธอมี ในทางกลับกัน แชนด์เลอร์กับโจอีไม่ได้ย้ายอะไรมาก มีเพียงโต๊ะฟุตบอลมือหมุนแทนโต๊ะทานข้าว และโซฟาปรับเอนเลซีบอยทั้งสองอันไปวางในห้อง ในฉากนี้สะท้อนความสำคัญของการแสดงความเป็นตัวของตัวเองออกมาผ่านการตกแต่งภายใน ในบางครั้งการเลือกในสิ่งที่เราชอบ ที่บ่งบอกเอกลักษณ์ส่วนตัวนั้น ก็อาจจะสำคัญกว่าการเลือกไปตามกระแสหรือสไตล์การตกแต่งที่กำลังอยู่ในสมัยนิยม

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่
อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ปัญหาของอพาร์ตเมนต์เก่าถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างน่ารักในหลายๆ ซีน อย่างฉากที่รอสส์ขนโซฟาขึ้นห้อง ต้องคอยตะโกนว่า “Pivot Pivot Pivot” สั่งให้เพื่อนค่อยยกและหมุนโซฟาเพื่อให้พ้นช่วงหักสอกของตัวบันได แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถ รวมถึงปัญหาเรื่องเสียงของผู้อยู่อาศัยชั้นบน ซึ่งเราก็ต้องไปถาม Mr.Hackles ผู้ล่วงลับถึงความน่ารำคาญนี้ ในหลายๆ ซีนเขาใช้ไม้กวาดกระทุ้งเพดาน หรือเดินขึ้นมาเคาะห้องของมอนิกา เพื่อบอกให้เธอและเพื่อนๆ ลดเสียงลง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัว เพื่อแลกกับแสงแดดและวิว หน้าต่างของห้องพักจำเป็นต้องเปิดไว้ จึงทำให้บ่อยครั้งที่เพื่อนๆ ทั้งหก เผลอไปเห็นหรือตั้งใจสอดแนมเพื่อนบ้านที่ชอบแก้ผ้าล่อนจ้อนในบ้านว่าเขาทำอะไรอยู่

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ในช่วงปลายของซิตคอมเรื่องนี้ ก่อนทีวีซีรีส์เรื่องนี้จะลาจอไปใน ค.ศ. 2004 แชนด์เลอร์และมอนิกาตัดสินใจหันหลังให้การใช้ชีวิตในนิวยอกซิตี้ ละทิ้งห้องอพาร์ตเมนต์ที่พวกเขาอยู่ และมุ่งสู่เมืองเวสต์เชสเตอร์ เมืองชนบทที่อยู่ห่างจากแมนแฮตตันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เพราะต้องการให้ลูกเติบโตในชนบทห่างจากความวุ่นวาย ในบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน สนามหญ้าสีเขียว และชุดชิงช้า

ในต่างประเทศ เมื่อผู้คนย้ายออกไปแล้ว ก็มักที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนในละแวกใกล้ๆ มากกว่าจะขับรถไปกลับเป็นชั่วโมงเพื่อมาทำกิจกรรมในเมือง เพื่อนในกลุ่มพยายามหว่านล้อมไม่ให้พวกเขาย้ายออก และเรเชลพูดขึ้นมาว่า “เลี้ยงลูกในเมือง มันผิดตรงไหน” 

ความตลกร้ายอยู่ที่ครั้งหนึ่งผู้คนต่างแห่กันเข้ามาในเมืองเพื่อทำงานหาเงิน ใช้ชีวิตเร่งรีบ สู้กับมลพิษ โดยหวังจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่พอเริ่มมีเงินและตั้งตัวได้ กลับอยากออกไปมีบ้านนอกเมือง และกลับเข้ามาในตัวเมืองเป็นครั้งคราว ซึ่งนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะยุโรปทางตอนเหนือหรือในเมืองนิวยอร์กเอง 

แน่นอนว่าภาพในหัวของคำว่า ชานเมือง หรือ ชนบท ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน บางคนนึกถึงภาพของหมู่บ้านจัดสรรและคอมมูนิตี้มอล บางคนคิดถึงภาพความกันดาร การกลับสู่ธรรมชาติ ที่ที่ไฟฟ้าและน้ำประปาเข้าถึงยาก บางคนนึกภาพเทคโนโลยีสุดล้ำในงานเกษตรกรรมที่เกิดขึ้นในชนบท แต่หากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น โดยเริ่มตั้งคำถามว่า ชนบทคืออะไร อะไรคือชนบท ชนบทต้องเป็นเมืองที่ไม่เจริญเสมอไปหรือไม่ ชนบทต้องเป็นเมืองที่รอคอยการพัฒนาให้เจริญหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วชนบทคือพื้นที่ที่ไม่มีเมือง ไม่มีผู้คน มีแต่ธรรมชาติ แล้วถ้าเมืองชนบทนั้นค่อยๆ เจริญขึ้น ผู้คนต่างต้องการที่จะเข้ามาอยู่อาศัย มีรถไฟฟ้าและถนนหนทางค่อยกระจายตัว ถึงตอนนั้นเรายังจะเรียกเมืองนั้นว่าเป็นชนบทได้อีกไหม 

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

คำถามเหล่านี้ต่อยอดมาจากงานนิทรรศการของ Rem Koolhaas และ Samir Bantal สถาปนิกและนักวิจัย เจ้าของบริษัทสถาปนิก OMA และ บริษัทวิจัย AMO ที่พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2020 เพื่อสะท้อนให้ผู้คนเห็นความสำคัญของชนบทที่ค่อยป้อนทรัพยากรให้กับตัวเมือง

ด้วยผลพวงของมาตรการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคลในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ทำให้คนในนิวยอร์กต้องเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต การทำงานจากบ้านกลายเป็นกิจวัตรที่เคยชิน การหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น สิ่งเหล่านี้ช่วยกระตุ้นให้นิวยอร์กเกอร์เริ่มทยอยขายบ้าน และย้ายออกจากตัวเมืองไปอยู่อาศัยแถบชานเมืองแทน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นที่ที่กว้างขวางมากพอสำหรับการทำงานและอยู่อาศัย ซึ่งหลายๆ สำนักข่าว รวมทั้งสำนักข่าว The New York Times รายงานถึงจำนวนประชากรที่ลดลงในตัวเมือง และจำนวนความต้องการบ้านชานเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สวนทางกับรายงานขององค์การสหประชาชาติที่คาดการณ์ไว้เมื่อ ค.ศ. 2018 ก่อนช่วงการระบาดของโรคว่า จำนวนประชากร 68 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลกจะย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมือง 

อนาคตและคำนิยามของคำว่า ‘ตัวเมือง’ กับ ‘ชนบท’ นั้นจะเป็นอย่างไร เมื่อผู้คนเริ่มมีตัวเลือกและอิสระในการเลือกที่อยู่อาศัยกับสภาพแวดล้อมที่เขาอยากใช้ชีวิตและทำงาน

แม้ว่าการแยกจากกันจะเหมือนเป็นจุดจบของบางอย่าง แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่ยั่งยืน ดังซีรีส์ซิตคอมเรื่อง FRIENDS ที่กำลังจะกลับมารียูเนียนให้เหล่าแฟนๆ ให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ต้องรออย่างยาวนานมาถึง 17 ปี กับตอนพิเศษที่มีกำหนดฉายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ในชื่อตอน “The One Where They Got Back Together” ซึ่งต้องมาลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะได้เห็นมอนิก้าจะกลับไปอยู่ที่ห้องอพาร์ตเมนต์หลังเก่า หรือฉากบ้านใหม่ในชนบทของซิตคอมเรื่องนี้กันแน่

*ขอบคุณข้อมูลจากน้องสาวของข้าพเจ้า กรกนก แซ่แต้ แฟนคลับผู้ดูซิตคอมเรื่องนี้วนไปวนมา และไม่รู้ว่าจะหยุดดูได้เมื่อไร

อพาร์ตเมนต์ซีรีส์ FRIENDS ความเป็นอยู่คนหนุ่มสาวยุค 90 ที่เข้ามาตามหาฝันในเมืองใหญ่

ข้อมูลอ้างอิง

www.refinery29.com

www.nytimes.com

www.nytimes.com

www.guggenheim.org

www.cnbc.com

www.un.org

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

Set Design

ทฤษฎีสถาปัตยกรรมในภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องสังคม ความเชื่อ และยุคสมัย

การผสมผสานระหว่างสภาพแวดล้อม ตัวละคร และสถาปัตยกรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของสถานที่ สร้างบริบท กำหนดยุคสมัยและช่วงเวลาในภาพยนตร์ ฉากหลังในแต่ละซีนช่วยเราประติดประต่อจุดเชื่อมโยง จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง จากโลกแห่งความเป็นจริงสู่โลกแฟนตาซีนแบบ Hyperreality โลกที่อะไร ๆ ก็เป็นไปได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว กว้างใหญ่ตราบเท่าที่ขอบเขตความคิดสร้างสรรค์ของคนคนหนึ่งจะนำไป 

ทุกวันนี้พวกเราคุ้นชินกับโลกแฟนตาซี พลังเหนือธรรมชาติ และเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุดล้ำในวงการภาพยนตร์ โดยเฉพาะในหนังไซไฟและอนิเมะ ความเหนือจริงของฉากในหนังแนวนี้มักริเริ่มสร้างบริบททางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างสุดล้ำ ซึ่งในบางครั้งเฟรมหนึ่งเฟรมก็สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวและแนวคิดใหม่ ๆ ทางสถาปัตยกรรมได้

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ฮะยะโอะ มิยะซะกิ (Hayao Miyazaki) เป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน นักเขียน นักวาดการ์ตูน ระดับตำนานของญี่ปุ่น และผู้ร่วมก่อตั้ง Studio Ghibli ใน ค.ศ. 1985 บริษัทนี้เป็นรู้จักดีที่สุดจากผลงานภาพยนตร์แอนิเมชัน ด้วยลายเส้นกราฟิกวาดมือที่อบอุ่น การวางองค์ประกอบภาพสุขุม สีสันของต้นไม้ใบหญ้าที่ชักชวนพวกเราให้ออกไปสำรวจความงดงามของธรรมชาติ ความใส่ใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนในรายละเอียดที่เล็กที่สุดของฉากสถาปัตยกรรมอย่างฝุ่นบนเสาและคานนั้น ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความเก่า 

มากไปกว่านั้น ภาพยนตร์ที่กำกับโดย Miyazaki มักถ่ายทอดวิวัฒนาการของสังคมญี่ปุ่น ระหว่างวิถีชีวิตของมนุษย์ในเมืองและธรรมชาติที่กว้างใหญ่ไพศาล โลกสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนจากเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงการปลีกตัวออกจากระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ 

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

‘Spirited Away’ ผลงานภาพยนตร์ใน ค.ศ. 2001 ของเขาก็เช่นกัน เรื่องราวของ ชิฮิโระ (Chihiro) เด็กหญิงวัย 10 ขวบและพ่อแม่ของเธอที่หลงเข้าไปในมิติวิญญาณมหัศจรรย์ระหว่างเดินทางย้ายบ้านใหม่ การก้าวผ่านวัยของชิฮิโระในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิต การจากลา และการเติบโตจากทำงานที่โรงอาบน้ำของเหล่าทวยเทพในโลกวิญญาณ ระหว่างที่เธอกำลังหาหนทางช่วยพ่อแม่ที่ถูกสาปให้กลายเป็นหมู หลังจากไปกินอาหารของเหล่าทวยเทพและหาทางกลับสู่โลกของมนุษย์

Miyazaki ถ่ายทอดฉากเมืองในมิติวิญญาณแห่งนี้ตามรากฐานความเชื่อของศาสนาชินโต (Shinto / 神道) ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นแก่นรากฐานของวิถีความเป็นญี่ปุ่น คำว่าชินโต แปลว่า วิถีแห่งจิตวิญญาณ (Way of the Spirits) โดยมีความเชื่อในการบูชาเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนานความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืด สิ่งต่าง ๆ ที่มีความบริสุทธิ์ล้วนเป็นที่สถิตของเทพเจ้าได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภูเขา ทะเล แม่น้ำ ลำธาร สายลม บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง หรือสรรพสิ่งต่าง ๆ 

ในนัยยะหนึ่ง การหลงเข้าไปในโลกวิญญาณในภาพยนตร์เรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขาดการเชื่อมต่อกันระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเราดำรงอยู่ด้วยกันอย่างสมดุลและปรองดอง

1
มิติวิญญาณมหัศจรรย์

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ครอบครัวชิฮิโระทะลุไปในโลกแห่ง Spirited Away ผ่านอุโมงค์ซุ้มประตูสีแดงที่ดูคล้ายป้อมปราการร้าง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ในโลกของความเป็นจริง แม้ภายนอกจะมีเค้าโครงสถาปัตยกรรมญี่ปุ่น ภายในอุโมงค์กลับเผยให้เห็นถึงโครงสร้างซุ้มเสาโค้งแบบโบสถ์สไตล์ยุโรป ลานภายในมีม้านั่งเก้าอี้จัดวางเรียงรายตามผนังและพื้นที่ระหว่างเสา เมื่อเดินมาถึงทางออกของอีกฝั่งหนึ่ง จะพบหอนาฬิกาขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนป้อมปราการ บ่งบอกถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของสถานีรถไฟ ซึ่งนำมาใช้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสอง 

นอกจากนี้ เรายังสังเกตได้ถึงจุดเชื่อมต่อเชิงสัญลักษณ์ ในขณะพวกเขากำลังขับรถผ่านซุ้มประตูโทริอิ (Torii) กั้นอาณาเขตของเทพเจ้า และรูปปั้นโดโซจิง (Dōsojin) เทพารักษ์ประจำถนนหนทางที่คอยปกป้องและอวยพรเหล่านักเดินทาง 

การสิ้นสุดลงของทางถนนลาดยาง ตัดเข้าทางถนนลูกรัง ก็สะท้อนสภาพของสังคมที่เปลี่ยนแปลงตนเองอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีนัยยะ สถาปัตยกรรมเป็นส่วนสำคัญของหนังเรื่องนี้ ในขณะที่ภาพยนตร์ของสตูดิโอจิบลิได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ ความท้าทายคือการรักษาและตีความแนวคิดดั้งเดิมของญี่ปุ่นในรูปแบบใหม่ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ประจำชาติไว้

พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนวิญญาณปกคลุมด้วยน้ำปริมาณมหาศาล เหล่าภูตและวิญญาณเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่ได้ด้วยการขึ้นรถไฟทะเล (เที่ยวเดียว) ซึ่งรถไฟจะหยุดพักเมื่อวิ่งไปได้ 6 สถานี อีกวิธีหนึ่งคือการนั่งเรือโดยสารข้ามฟาก ใจกลางเมืองมีย่านร้านอาหารสุดประหลาดตั้งอยู่ ขนาดและสัดส่วนของอาหารใหญ่กว่าในโลกความเป็นจริง เมืองจะคึกคักมากในช่วงเวลากลางคืน ราวกับมีงานมหรสพจัดขึ้นทุกคืน ในทางกลับกัน ผู้คนจะพักผ่อนในตอนกลางวัน ทำให้เมืองเงียบสนิท เหมือนไม่มีใครอยู่เลยสักคน

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

2
โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋)

โรงอาบน้ำ Aburaya (油屋) ฉากสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสถานที่ชำระความเหนื่อยล้าของเหล่าเทพเจ้า ดูแลและควบคุมโดยแม่มดมนุษย์แม่ Yubaba ตั้งสูงเด่นตระหง่านอยู่ถัดออกมาจากย่านร้านอาหารในตัวเมือง ตัวอาคารสร้างลอยสูงอยู่เหนือบึงน้ำที่แห้งเหือด มองไปเบื้องล่างจะมีรางรถไฟวิ่งตัดเข้าในอุโมงค์ใต้โรงอาบน้ำเพื่อขนส่งถ่านหิน ส่งเสียงคำรามกึกก้องสั่นไหวไปทั่วพื้นที่ขณะวิ่งเข้าออก สะพานสีแดงชาดเชื่อมตัวอาคารกับพื้นดิน เป็นทางเข้าทางออกหลักของโรงอาบน้ำแห่งนี้ ด้านหน้าโรงอาบน้ำมีน้ำตกอยู่ทางด้านขวา ด้านซ้ายมีปล่องควันขนาดใหญ่สูงเท่าตัวอาคาร เชื่อมมาจากห้องหม้อไอน้ำที่ปล่อยควันดำโขม่งไปทั่วบริเวณ

โรงอาบน้ำสูงประมาณตึก 5 – 7 ชั้น ภายนอกออกแบบด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมสไตล์ญี่ปุ่นอันงดงาม แต่แฝงไปด้วยวิธีก่อสร้างและโครงสร้างแบบชาวตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นฐานคอนกรีตของตัวอาคาร หรือโครงสร้างเหล็กของสะพานทางเชื่อม ซึ่งเป็นสิ่งผู้กำกับ Miyazaki เรียกว่า ‘Pseudo-Western Architecture’ หรือ อาคารญี่ปุ่นปลอม เขามักเน้นย้ำถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ความเป็นญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในผลงานของเขา

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

ตัวสถาปัตยกรรมและฟังก์ชันของอาคารออกแบบของตามลำดับชั้นของอาคาร หมายเลขและตัวอักษรกำกับตามระดับความสูง ชั้นบนสุดคือ 天 แปลว่า สวรรค์ และ ชั้นล่างคือ 地 แปลว่า พื้นดิน การแบ่งพื้นที่และการตกแต่งเปลี่ยนไปตามลำดับความสำคัญของผู้ใช้ นับเป็นกระจกเงาที่สะท้อนสภาพการทำงานในสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด

พื้นที่ทั้งหมดของโรงอาบน้ำแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ หนึ่ง คือพื้นที่หน้าบ้านที่เป็นโถงรับแขก ห้องอาบน้ำออนเซ็น จากชั้น 1 – 4 เชื่อมต่อด้วยโถงรับแขก ระเบียงบันได และลิฟต์แบบสับคันโยก เมื่อข้ามสะพานเข้ามาในอาคารก็พบกับโถงรับแขกที่นำไปสู่ห้องอาบน้ำแบบเปิดของเหล่าเทพเจ้า อยู่บนพื้นยกระดับกลางโถงกลาง

และหากมองขึ้นไปในส่วน 二天 ของสวรรค์ชั้น 2 ซึ่งนั่นก็คือชั้น 3 และ 4 ของอาคาร จะพบกับโถงทางเดินยาวพร้อมกับห้องรับประทานอาหาร ห้องพักของแขกปูด้วยเสื่อทาทามิ และกั้นห้องด้วยประตูไม้กระดาษสาแบบดั้งเดิม เรียงตัวไปตามรูปทรงของโถงอาคาร ล้อมไปด้วยชานระเบียง 

ในฉากที่ปีศาจไร้หน้า (Kaonashi) แฝงตัวเข้ามาก่อความวุ่นวายในโรงอาบน้ำและห้องอาหาร เราได้เห็นภายในห้องที่ตกแต่งด้วยรูปวาดของเทพเจ้าหลากสีสัน และในเวลาเดียวกัน เราก็ได้รับรู้ถึงจำนวนอาหารเหลือทิ้งมากมายที่กองเรียงรายอยู่ ผีไร้หน้าคือผีเร่ร่อนบนสะพานแดง ความหมายแฝงของตัวละครที่เตือนสติเราไม่ให้หลงไปกับสภาพสังคมที่ชักจูง การไม่มีบุคลิกของตัวเอง การปรับเปลี่ยนตนเองเพียงเพื่อตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบ การเสกสิ่งที่คนอื่นต้องการเพื่อเอาใจเขา แต่แท้ที่จริงแล้วเรากลับไม่รู้ว่าจริง ๆ ตัวเองต้องการอะไร

อุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ สถาปัตยกรรมใน Spirited Away มิติวิญญาณที่ออกแบบให้เล่าเรื่องดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตามความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ออนเซนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงระหว่างคนกับธรรมชาติ น้ำร้อนที่มาจากภูเขาไฟเต็มไปด้วยแร่ธาตุ มีพลังในการชำระล้างและผ่อนคลายความเครียด และแม้แต่เหล่าเทพเจ้ายังต้องมาใช้บริการโรงอาบน้ำแห่งนี้ 

ในฉากหนึ่ง เทพเจ้าแม่น้ำเข้ามาใช้บริการด้วยเนื้อตัวสกปรกโสโครก ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วโรงอาบน้ำ หลังจากที่ชำระล้างเสร็จ ขยะจำนวนมากทะลักออกมาจากตัวเทพเจ้า ก่อนจะกลายเป็นมังกรบินออกไปจากโรงอาบน้ำ ข้อคิดที่สอดแทรกอยู่นั้นคือการที่มนุษย์เบียดเบียนธรรมชาติ ก่อมลพิษ และทิ้งขยะจำนวนมากลงแม่น้ำ หรือในกรณีของฮาคุ (Haku) ผู้ที่ช่วยเหลือชิฮิโระในโลกแห่งวิญญาณก็เช่นกัน แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในเทพแห่งแม่น้ำโคฮาคุ แต่ต่อมาเมื่อแม่น้ำถูกถมเพื่อสร้างอะพาร์ตเมนต์ ทำให้เขากลายเป็นเทพเจ้าไร้บ้าน จนในที่สุดมาอาศัยอยู่ดินแดนวิญญาณรับใช้ยูบาบา

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่หลังบ้าน ซึ่งเป็นเสมือนกับกลไกและฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนโรงอาบน้ำแห่งนี้ คือห้องหม้อไอน้ำสมุนไพรของ Kamajī ผู้ที่ทำงานและพักผ่อนบนแท่นควบคุมของเขาโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ซึ่งอยู่ในส่วนล่างสุดของฐานอาคาร ผนังภายในห้องบุด้วยลิ้นชักใส่สมุนไพรสูงขึ้นไปจนติดเพดาน ความร้อนจากเครื่องต้มไอน้ำแผ่กระจายไปทั่วห้อง ถัดออกไปยังมีห้องเก็บเสบียงและห้องครัว เผยให้เราเห็นไส้ในของตัวอาคาร 

พื้นที่ส่วนหลังของโรงอาบน้ำคือที่พักผ่อนของคนงาน โดยแบ่งชั้นกันระหว่างห้องพักชายและหญิง พื้นที่ใช้สอยค่อนข้างคับแคบและจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนคนและพื้นที่ของบ้านพักและห้องทำงานของยูบาบาที่อยู่ชั้นบน โดยเหล่าคนงานนอนแออัดกันในห้องเสื่อทาทามิที่ฟูกนอนนั้นปูติดกันจนไม่มีทางเดิน อาจจะเป็นไปได้ว่าเมื่อตำแหน่งหน้าที่การงานสูงขึ้น ก็จะมีห้องพักส่วนตัวเป็นของตนเอง

สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด
สถาปัตยกรรมใน Spirited Away รายละเอียดของอุโมงค์ ถนน โรงอาบน้ำ ที่ออกแบบเพื่อเล่าเรื่องราวให้ดีที่สุด

ตั้งแต่ชั้น 5 เป็นต้นไปของโรงอาบน้ำ คือเพนต์เฮาส์และห้องทำงานของยูบาบา แต่ละห้องตกแต่งอย่างหรูหราโอ่อ่าดังสรวงสวรรค์ เรียงรายไปด้วยของสะสม แจกันเซรามิกยักษ์ โคมไฟระย้า พื้นหินอ่อนไล่สีและลวดลาย เตาผิง และเครื่องเรือนมากมาย ห้องทั้งหมดตกแต่งในรูปแบบผสมระหว่างตะวันตกกับตะวันออก แม้ว่ายูบาบาจะดูเป็นคนที่โลภมากและโมโหร้าย แต่เธอก็รักลูกของเธอมาก ๆ เธอสร้างห้องเด็กเล่นขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหมอนและของเล่นจำนวนมาก พื้น ขอบเสา และผนังทั้งหมดในห้องหุ้มด้วยวัสดุนุ่มนิ่มเหมือนเบาะของเก้าอี้ เพื่อปกป้องลูกสุดที่รักของเธอประหนึ่งไข่ในหิน 

ฉากสถาปัตยกรรมในผลงานของ Miyazaki มีส่วนสำคัญอย่างมากในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและบรรยากาศช่วงหนึ่งของสังคมญี่ปุ่น รายละเอียดที่เขาใส่ในผลงานมีนัยยะในการขับเคลื่อนวงการแอนิเมชันญี่ปุ่น ด้วยการสร้างเอกลักษณ์ที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ถึงความคิดของตัวละคร บริบทสภาพสังคม ประเพณีความเชื่อ และในขณะเดียวกันผู้ชมก็ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กับตัวละครด้วย

ฉากในโลกของ Spirited Away บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริง ซึ่งทางทีมผู้สร้างได้เคยไปพักผ่อนที่ Dogo Onsen ซึ่งเป็นโรงอาบน้ำเก่าแก่มากกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ในเมือง Matsuyama บนเกาะ Shikoku และอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นต้นแบบให้กับย่านร้านอาหารและห้องหม้อต้มไอน้ำ คือพิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมกลางแจ้ง Edo-Tokyo ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีชินจูกุเพียง 45 นาที และในขณะนั้นยังอยู่ใกล้ที่ทำงานของ Studio Ghibli

แต่หากยังดื่มด่ำไม่พอ ทุกคนไปเยี่ยมชมมนต์คลั่งจากโลกวิญญาณได้ที่สวนสนุก Ghibli Park ที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2022 ที่ผ่านมาในจังหวัด Nagoya ห่างออกจากเมือง Tokyo ไป 3 ชั่วโมง ที่นั่น เหล่าแฟน ๆ จะได้เข้าไปในห้องทำงานของยูบาบา นั่งรถไฟทะเลกับผีไร้หน้า มากไปกว่านั้น ยังมีฉากอีกมากมายที่สร้างจากผลงานภาพยนตร์ของ Studio Ghibli เรื่องอื่น ๆ

ข้อมูลอ้างอิง  

Miyazaki, Hayao, director. Spirited Away. Studio Ghibli, 2001

Sutajio Jiburi. (2001). The art of spirited away

www.archdaily.com

https://note.com/otaking/n/n7d92ff6f0951

https://blog.govoyagin.com/spirited-away-bathhouse/

Writer

วีรสุ แซ่แต้

เนิร์ดสถาปนิกสัญชาติไทยที่จบการศึกษาและทำงานอยู่ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลงใหลในสถาปัตยกรรมและแสวงหาความหมายของสถาปัตยกรรมที่มีจิตวิญญาณ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load