27 กรกฎาคม 2563
2 K

ภาพผู้หญิงใบหน้าเข้ม คิ้วดำยาวที่หัวคิ้วเชื่อมติดกันเป็นเส้นเดียวนั้น ไม่ว่าใครเห็นเพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืม ตาที่จ้องมองมาประหนึ่งจะทะลุเข้าไปในหัวใจ ดอกไม้ยักษ์ที่ประดับบนผมเกล้าเด่นจนไม่อาจถอนสายตา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านหลากสีหลากชิ้นซ้อนทับกัน กระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม ผ้าผวยห่มไหล่ เครื่องประดับชิ้นเป้งๆ ปะวะหล่ำกำไลเต็มแขนเต็มนิ้ว เป็นภาพที่ชวนให้สงสัยอยากรู้จักอย่างมากว่าเธอคือใคร และนั่นคือครั้งแรกเมื่อหลายปีมากๆ มาแล้ว ที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคือจิตรกรหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเม็กซิโก นอกจากผลงานมากมายอันเป็นที่ยอมรับแล้ว เธอยังมีเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นจริงๆ ฟรีดาเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน ยังไม่เท่านั้น พออายุ 18 ก็ประสบอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารกลับจากโรงเรียน ราวเหล็กของรถเมล์ที่พิงนั่งทะลุช่องท้องเธอ ผ่านมดลูก เธอจึงมีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต กระดูกสันหลังหัก ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเดือนๆ นึกว่าจะพิการทั้งตัวเดินไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แต่เธอไม่ท้อ ตอนที่นอนขยับไม่ได้อยู่บนเตียงนั่นเองที่เธอเริ่มวาดรูป จนค้นพบพรสวรรค์ที่ไม่เคยรู้ และเธอได้ใช้การวาดรูปเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ แทนการเคลื่อนไหวด้วยขา จนกลายมาเป็นศิลปินผลงานดีๆ มากมายตั้งแต่อายุ 20 นิดๆ ต่อมาเธอแต่งงานกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Viera) ศิลปินชื่อดังที่เป็นเสือผู้หญิง เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เข้มข้น รักมากแต่ก็ยุ่งยากมาก ตามประสาศิลปินสุดโต่งสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน

 ในที่สุดเธอหย่ากับดิเอโกเมื่อจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์กับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ปีถัดมาก็กลับมาแต่งงานกันอีก ฟรีดาเองก็ใช่จะซื่อสัตย์ต่อดิเอโก ต่อมาภายหลังทั้งคู่หย่ากันอีก และแยกกันอยู่โดยคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน จนเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ 50 ศิลปินดังคู่นี้มีชีวิตที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางสังคมและการเมืองของเม็กซิโกในช่วงนั้นอย่างมาก แต่ถึงแม้ดูเผินๆ จะเหมือนว่าฟรีดามีทั้งชื่อเสียง เงินทอง สังคม คู่แท้ (ที่แม้จะทำให้เธอปวดร้าวเรื่อยๆ) แต่ข้างในเธอน่าจะอ่อนล้าและไม่มั่นคงอยู่พอสมควร อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอมาตลอด เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามลำตัวให้ตรง ใช้ไม้เท้า นั่งรถเข็น เธอเคยพูดว่ามีความเจ็บปวดเป็นเพื่อนตลอดเวลา สุดท้ายถึงกับต้องตัดเท้าออกข้างหนึ่งก่อนเสียชีวิต 1 ปี 

สำหรับฉัน ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ในร่างกายที่แหลกร้าวและเปราะบางนั้น ฉันว่าเธอเป็นนักสู้ เก่ง ติสต์แตก และแกร่งมาก ดังนั้นเมื่อวางแผนไปเยือน เม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสำคัญของฉันจึงเป็นการไปเยี่ยมชมบ้าน สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ของฟรีดา คาห์โล นั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

The Blue House เป็นบ้านที่ฟรีดาและดิเอโกเคยอยู่ด้วยกัน และเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองด้วย เห็นแล้วต้องบอกเลยว่าดีไซน์ล้ำมากถ้าคิดย้อนไปในสมัยนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านศิลปินแน่ๆ เพราะมันมีความเรขาคณิตและความแปลกไม่เหมือนบ้านอื่นในยุคนั้น น่าอยู่มาก เป็นอาคาร 2 หลังซึ่งเชื่อมกันด้วยสะพานที่ชั้นดาดฟ้า หลังหนึ่งของเขา หลังหนึ่งของเธอ ชั้นบนเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองคน สะพานเล็กแคบที่เชื่อมทั้งสองตึกนั้นคือทางที่ฟรีดาเดินนำอาหารที่เธอทำมาเสิร์ฟให้ดิเอโกในสตูดิโอเขาทุกวัน ในบ้านจัดให้เห็นห้องหับแบบที่ทั้งคู่เคยอยู่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ครัว ฯลฯ และห้องที่เด็ดสุด ก็คือสตูดิโอที่ดิเอโกใช้วาดรูปนั่นเอง ด้วยหลังคาสูง หน้าต่างกระจกโล่งรับแสงธรรมชาติ จัดวางอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ เหมือนเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ดังเดิม ในบริเวณยังมีบ้านอีกหลัง เป็นตึกที่พ่อของฟรีดาใช้เป็นสตูดิโอถ่ายรูปของเขา ทุกตึกซื้อตั๋วเข้าไปชมได้ แนะนำให้เข้าไปชมทุกส่วน อย่าพลาดทีเดียว

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ส่วน Frida Museum นั้น เป็นบ้านเดิมที่เธออยู่และโตมาตอนเด็ก และในบั้นปลายก็ยังย้ายกลับมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตอีกด้วย เป็นสถานที่ที่น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของฟรีดาได้ดีที่สุด ทั้งบ้านทาสีจัดจ้านเข้มข้นไม่แพ้ชีวิตและตัวตนของฟรีดาเอง ตัวบ้านสวยงามน่าสนใจ มีสวนร่มรื่นกว้างขวางมาก เข้าไปแล้วได้เดินชมรูปถ่ายเก่าๆ สมัยฟรีดาเป็นเด็ก ทำให้จินตนาการได้ว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะใช้ได้ทีเดียว เห็นห้องหับที่ครอบครัวอยู่อาศัย และได้เห็นเตียงนอนที่เธอนอนรักษาตัวตอนรถชนอยู่เป็นปี เตียงที่เธอเริ่มวาดภาพโดยที่ขยับตัวไม่ได้ ทำให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ต่อลมหายใจให้เธอ และเปลี่ยนชีวิตเธอในเวลาต่อมานั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ตอนหลังฟรีดาปรับปรุงบ้านและย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ มีครัวสีเหลืองแสบสดที่สลักชื่อ Frida Diego ไว้บนผนัง มีห้องวาดรูปที่จัดวางทุกอย่างราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ เช่น รถเข็นที่จอดอยู่หน้าผืนผ้าใบวาดรูป บนระเบียงด้านนอกติดสวนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยบ่อน้ำและต้นไม้นั้นมีการจัดนิทรรศการศิลปะ จัดวางโดยศิลปินปัจจุบันเพื่อระลึกถึงฟรีดาอีกด้วย

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ยังไม่หมด อาคารในสวนก่อนทางออกยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับแฟชั่นของฟรีดา ที่นอกจากจัดแสดงเสื้อผ้าของเธออันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเล่าเรื่องต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางภายใต้ความแข็งแกร่งของเธอ เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า การที่ฟรีดาใส่กระโปรงสุ่มเสมอ และใส่สายสร้อยกำไลโตๆ พร้อมมีดอกไม้ยักษ์ประดับผม ดูเยอะเว่อร์มากมาย สะดุดตาทุกคนจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่นำเสนอความเพียงแตกต่าง แต่จริงๆ เป็นเพราะฟรีดาต้องการดึงความสนใจของคนให้ไกลออกไปจากความพิการของขาและเท้าที่ไม่เท่ากัน โดยให้สายตาคนจ้องตะลึงไปที่ท่อนบนของเธอแทนท่อนล่างต่างหาก

ฟรีดาเสียชีวิตก่อนดิเอโก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตตามไป บ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้ก็ได้มอบเป็นสมบัติของชาติเม็กซิโกตามพินัยกรรมของดิเอโก้ โดยเขาระบุความประสงค์ให้ปิดตายห้องหลายห้องเอาไว้อยู่สิบกว่าปี ภายหลังเมื่อครบเวลาและเปิดห้องเหล่านี้ออกมา จึงได้พบของส่วนตัวของฟรีดาที่เก็บไว้อีกหลายอย่าง เช่น คอร์เซ็ตที่สวมรัดตัวเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงตลอดชีวิตเธอ เสื้อผ้า จดหมาย เอกสารสำคัญ นับเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและมีความสำคัญกับเม็กซิโก ปัจจุบันนี้ฟรีดาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกซิตี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไปไหนๆ ก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟรีดาเต็มไปหมด

แม้จะได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟรีดาทั้งสองแห่งแล้ว ฉันก็ยังได้ชมผลงานของฟรีดาไม่มาก คนที่เม็กซิโกบอกฉันว่า รูปวาดส่วนมากของเธอกลับไปจัดแสดงอยู่ที่ Museo Dolores Olmedo พิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดย โดโลเรส โอลเมโด (Dolores Olmedo) นักธุรกิจเพื่อนสนิทของฟรีดา ผู้ที่สะสมภาพวาดและงานศิลปะเอาไว้มากมาย รวมทั้งงานส่วนมากของฟรีดาและดิเอโก้ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ไกลออกไปนอกตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้ ด้วยเวลาไม่พอ ฉันจึงต้องตัดใจตัดรายการนี้ออกไปก่อน บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรฉันก็จะได้ไปชมภาพวาดชิ้นหนึ่งของฟรีดา ที่ฉันอยากเห็นมากๆ ยิ่งกว่าชิ้นอื่นใดอยู่แล้ว 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

นั่นก็คือรูป The Two Fridas ที่วาดเมื่อเธอเพิ่งหย่าขาดจากดิเอโก เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวจริงของตัวฟรีดาเอง 2 คนใน 2 ภาค คือภาคยุโรปและภาคเม็กซิกันนั่งอยู่คู่กัน จับมือกัน โดยมีเส้นเลือดเชื่อมหัวใจของฟรีดาทั้งสองอยู่ด้วยกัน ในมือของฟรีดาเม็กซิกันมีรูปดิเอโก้อยู่ ส่วนในมือของฟรีดายุโรปมีกรรไกรที่ตัดเส้นเลือดขาด กระโปรงขาวของภาคยุโรปมีเลือดหยดเปื้อน มีการตีความภาพนี้ต่างกันไป บ้างว่ามันคือการสะท้อนตัวตน 2 ภาคของเธอ จากทางพ่อที่เป็นชาวเยอรมนีและแม่ที่เป็นชาวเม็กซิกัน บ้างก็ว่าภาคยุโรปคือฟรีดาที่ดิเอโก้ไม่รัก แต่ภาคเม็กซิกันคือภาคที่เขารัก 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ที่เห็นได้ชัดก็คือความเจ็บปวดของฟรีดาในรูปนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาภาคใด หรือไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ย้อนแย้ง เข้มข้น ระหว่างฟรีดาและดิเอโก้ ภาพ The Two Fridas นี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo de Arte Moderno ใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี้ คนไม่เยอะ ไปสะดวก เป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ที่ทำให้การไปย้อนอดีตเยือนชีวิตของฟรีดาในครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่ว่าใครจะชอบฟรีดาหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสเรียนรู้ความเข้มข้นของชีวิตฟรีดาแล้ว จะต้องจากเม็กซิโกซิตี้มาอย่างไม่อาจลืมเธอได้เลย

ฟัง The Cloud Podcast ศิลปะการต่อสู้ EP. 05 : Frida Kahlo ศิลปินหญิงที่ยอมเจ็บปวดมาตลอดชีวิต ที่นี่

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

Avatar

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลกว่า 20 ชั่วโมงจากเมืองไทยมาที่เกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อตามหาท่านหัวหน้าเผ่าที่ว่ากันว่ามีเขี้ยวหมูป่าที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในโลก

ไม่ใช่เพียงเท่านั้น ผมอยากมีโอกาสชม ‘ระบำรอม’ อันศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนนี้ให้เห็นเป็นบุญตาด้วย

คนที่ช่วยสานฝันให้เป็นจริงครั้งนี้คือคุณพี่เฟรดดี้ ชายชาวนิวานูอาตู วัย 45 ปี ความพิเศษก็คือพี่เฟรดดี้นั้นเป็นชาวหมู่บ้านฟันลาแท้ๆ แต่กำเนิด และหมู่บ้านฟันลา (Fanla) นี้คือหมู่บ้านที่ท่านหัวหน้าเผ่าอาศัยอยู่ และเป็นหมู่บ้านที่มีระบำรอมที่ยิ่งใหญ่สวยงามที่สุดของเกาะ การได้พี่เฟรดดี้มาเป็นคนนำทางคือความโชคดี

ตามธรรมเนียมวานูอาตูนั้น เราไม่สามารถเดินดุ่มๆ ไปเข้าหมู่บ้านนู้นออกหมู่บ้านนี้กันได้เล่นๆ นะครับ เราจำเป็นต้องให้คนท้องถิ่นเขาเจรจากันก่อนว่าจะมีแขกมา และขออนุญาตพาเราเข้าไปในพื้นที่ คนที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือคนจากพื้นที่นั้นนั่นเอง

เกาะแอมบริมเป็นเกาะที่ไม่มีถนน วิธีที่จะเดินทางไปหมู่บ้านฟันลาคือการเดินเท้าเท่านั้น และจากบังกะโลที่ผมพักอยู่นั้น ผมต้องเดินขึ้นเขา บุกป่า ฝ่าดง ไป 2 ชั่วโมงจึงจะถึง ที่สำคัญคือผมต้องจำทางกลับให้ได้ เพราะผมต้องเดินกลับมาเอง…คนเดียว ดังนั้น ผมจึงใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพต้นไม้ดอกไม้หรือจุดสังเกตต่างๆ ทุกแยกพร้อมจดบันทึกใน note อยู่รัวๆ

หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีกระท่อมหลายหลังที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาสานเป็นฝากระท่อม หลังคานั้นส่วนมากมุงด้วยจาก และก็มีบ้างประปรายที่เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนมุงหลังคากระเบื้องสีพื้นๆ อย่างสีน้ำตาล โชคดีที่ไม่ใช่สีแจ๊ดๆ ทะลุทะลวงตา

“รอตรงนี้ก่อนนะ” พี่เฟรดดี้บอกให้ผมรอใต้ต้นมะม่วงใหญ่ อากาศยามบ่ายอบอ้าว เด็กๆ ในหมู่บ้านออกมาดูผมกันใหญ่ความที่ผมดูแปลกกว่าพวกเขามากๆ

พี่เฟรดดี้เข้าไปพบท่านหัวหน้าในกระท่อมเพื่อขออนุญาตให้ผมเข้าพื้นที่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพี่เฟรดดี้จึงพาผมไปยังลานศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้าน บริเวณที่สงวนไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น

ลานศักดิ์สิทธิ์นี้เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า ‘นากามาล’ (Nakamal) เป็นลานดินเกลี่ยเรียบจนสะอาด ทั้งเตียนทั้งโล่งและกว้างพอประมาณ ที่รายล้อมลานดินนี้คือต้นไม้ใหญ่ๆ หลายต้นที่ช่วยบังแดดให้ร่มเงาครึ้ม และมี ‘แทมแทม’ (Tam Tam) กลองพื้นเมืองตั้งอยู่หลายต้น ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง จนมีที่สูงหลายเมตร

กลองแทมแทม เป็นกลองที่สกัดจากไม้เพียงท่อนเดียวเพื่อให้เกิดเป็นร่องกลวงอยู่ตรงกลาง โดยที่ปลายข้างหนึ่งจะตัดเรียบเพื่อใช้วางตั้งไปบนพื้น ส่วนปลายอีกด้านสลักเสลาเป็นเหมือนรูปหน้าเทพเจ้า ชาวบ้านทุกหมู่บ้านบนเกาะแอมบริมใช้การเคาะกลองแทมแทม เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เช่นการเคาะเพื่อเรียกลูกบ้านให้มาประชุม การเคาะเพื่อแจ้งเรื่องด่วนจากหัวหน้าเผ่าหนึ่งไปอีกเผ่าหนึ่ง ท่อนไม้ที่ขนาดต่างกันทำให้เสียงออกมาแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือได้เข้ามาทำหน้าที่แทนแทมแทมไปแล้วเรียบร้อย…ฮือ ฮือ ฮือ

ที่ลานศักดิ์สิทธิ์มีเรือนพักของท่านหัวหน้าเผ่าตั้งอยู่ เป็นเรือนไม้หลังใหญ่ชั้นเดียวหลังคามุงจาก ไม้ที่นำมาประกอบเป็นเรือนนั้นสลักเสลาเป็นรูปเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ดูสวยงามมากๆ ผมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตบ้านของท่านซึ่งล้อมรั้วด้วยดงต้นเข็มออกดอกสีแดงสด ผมทำได้แต่เพียงยืนรอท่านเงียบๆ อยู่บนลาน

ตอนนั้นผมก็เริ่มเกร็งนะครับ ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำตัวอย่างไร? ท่านหัวหน้าเผ่าจะดุไหม? ผมจะทำอะไรที่ผิดจารีตหรือเปล่า?

ความกังวลของผมจบสิ้นลงทันทีเมื่อท่านปรากฏตัวขึ้น

อย่างแรกคือคอสตูมของท่านนั้นโดนใจผมมากๆ ที่คอของท่านใส่สร้อยเขี้ยวหมูป่า 2 เขี้ยวที่คล้องไขว้กันอยู่ และนั่นสมเป็นเขี้ยวหมูป่าที่งดงามและสมบูรณ์สมคำร่ำลือ ข้อมือทั้งสองของท่านนั้นก็ใส่กำไลที่ทำจากเขี้ยวหมูป่า เขี้ยวสีขาวของมันตัดฉับกับผิวคล้ำของท่าน ท่านหัวหน้านุ่งเพียงใบไม้เพื่อปกปิดร่างกายท่องล่างเท่านั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า ผมสีขาวปนเทาของท่านทัดดอกไม้สีแดงสด

ผมอยากจะหยิบกล้องมาถ่ายท่านรัวๆ เลยนะครับ แต่ผมก็เกรงใจท่านมาก ผมคงดูเป็นแขกที่ไม่มีมารยาทมากๆ หากผมทำเช่นนั้น

อย่างที่สองคือท่านไม่ดุเลย ใจดีมากๆ ด้วยซ้ำ และเมื่อผมขออนุญาตถ่ายภาพท่าน ท่านบอกว่า “โอเค” ทันทีเลย

เมื่อการแนะนำตัวเสร็จสิ้นลง ระบำรอมก็เริ่มต้นขึ้น ณ ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

ตามประเพณีนั้น ระบำรอมจะเล่นกันในเดือนสิงหาคมของทุกๆ ปี ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางเกษตรกรรมจากฤดูที่แล้วและกำลังจะหว่านไถเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูถัดไป และเชื่อว่าการบูชาเทพเจ้าด้วยระบำนี้จะดลบันดาลให้การไถหว่านครั้งนี้นำผลผลิตมามากๆ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวเผ่า

การแสดงจะเริ่มด้วยเสียงกลองและเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ ตามด้วยเสียงขับเพลงด้วยภาษาถิ่นที่ไพเราะ สอดประสานกับจังหวะการเคาะท่อนไม้ไปเรื่อยๆ ผู้เต้นระบำจะใส่หน้ากากรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยมแหลมสูง เปิดเฉพาะตรงดวงตา

บนยอดแหลมประดับขนนกและใบไม้ หน้ากากนั้นแต้มสีแดงสดและเขียวสดเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีผลิตจากใบไม้และดอกไม้ในท้องถิ่น ส่วนชุดที่สวมใส่นั้น เป็นชุดคลุมยาวจากคอถึงเท้าที่ทำจากใบตอง

ผู้ร้องจะร้องและเคาะจังหวะไปเรื่อยๆ ผู้เต้นจะโยกตัวไปตามจังหวะและร้องรับเป็นช่วงๆ ระบำรอมใช้เวลาแสดงเกือบ 20 นาทีจึงเสร็จสิ้น และตามประเพณีนั้น เมื่อการแสดงระบำรอมจบลง ผู้แสดงจะนำชุดคลุมที่สวมใส่อยู่นั้นไปทำลายทิ้งทันทีเพื่อป้องกันโชคร้ายและการก่อกวนของภูตผี ผู้ที่จะแสดงระบำรอมได้นั้นคือท่านหัวหน้าเผ่าเองและผู้ที่ท่านคัดเลือกและฝึกฝนมาเท่านั้น

ผมตื่นเต้นกับระบำรอมมากๆ เพราะผมไม่เคยดูการแสดงเช่นนี้มาก่อน ตอนแรกๆ ผมก็นั่งระวังมากๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือแม้แต่จะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพไว้ จนผมต้องแอบกระซิบถามพี่เฟรดดี้ แกถึงกับหัวเราะพรวดออกมาเลยครับเมื่อเห็นผมนั่งระวังตรงราวกับอยู่ในพิธีสงฆ์

“ถ่ายรูปได้เลย เดินไปถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ แต่อย่าเข้าไปที่ผู้เล่นระบำ และห้ามโดนเสื้อคลุมที่ทำจากใบตองนั้นเด็ดขาด” พี่เฟรดดี้บอก

จากนั้นผมเดินพล่านทั่วลานเลยครับ ทั้งถ่ายภาพ ถ่ายคลิป จนการแสดงสิ้นสุดลงด้วยความประทับใจ

เมื่อระบำรอมจบลง ผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัสมือกับท่านหัวหน้าเผ่าและผู้เล่นทุกคน สิ่งที่สังเกตได้ชัดมากคือเขี้ยวโง้งใหญ่ที่ทำเป็นสร้อยคอประดับอยู่บนหน้าอกเปลือเปล่าและตัดสีผิวของผู้สวมใส่อย่างเห็นได้ชัด

มันคือ ‘เขี้ยวหมูป่า’ ที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจตามวัฒนธรรมเมลานีเซียน

เด็กชายเมื่อก้าวสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ต้องหัดเข้าป่าล่าสัตว์ การล่าหมูป่าเป็นหนึ่งในทักษะเบื้องต้น หมูป่าดุร้ายเพศผู้ที่เด็กหนุ่มสามารถล่าได้และนำกลับมาที่หมู่บ้านจะถูกนำมาเลี้ยง และเขี้ยวหมูป่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าชายหนุ่มผู้นั้นกล้า แกร่ง และเก่ง เพียงไหน

ปกติหมูป่าตัวผู้จะมีเขี้ยวงอกตามธรรมชาติ แต่มันไม่ได้โค้งงอเป็นวง มันยาวตรงโดยธรรมชาติ ดังนั้นการดัดเขี้ยวหมูป่าจนโค้งงอได้รูปสวยจึงเป็นฝีมือมนุษย์ล้วนๆ ชายหนุ่มต้องเอาชนะหมูป่าที่ดุร้ายให้เชื่องต่อเขาให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เอามือบิดเขี้ยวทีละนิดๆ ทุกวัน แล้วต้องค่อยๆ ป้อนอาหารหมูป่าตัวนั้นด้วยมะละกอ กล้วย มะม่วงสุก หรือผักหญ้าต่างๆ เป็นอาหารด้วยมือของเขาเอง

เขี้ยวหมูป่าที่เริ่มงอกยาวขึ้นๆ จะได้รับการดัดให้โค้งงอขึ้นจนเป็นวง และใช้เวลาเป็นปีๆ โดยชายหนุ่มจะปล่อยให้หมูป่าหากินเองไม่ได้ เพราะนั่นอาจทำให้เขี้ยวที่อุตส่าห์ดัดมานานต้องหัก บิ่น หรือเสียรูปทรง เขาจึงต้องป้อนอาหารและดูแลมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ยิ่งเขี้ยวที่โค้งงอได้รูปเป็นวง มีสีขาวสะอาด และปราศจากรอยขูดขีดเพียงใด ก็ยิ่งแปลว่าชายหนุ่มผู้นั้นสามารถพิชิตหมูป่าได้สำเร็จและดูแลมันได้อย่างดีเท่านั้น เขี้ยวหมูป่าจึงเป็นหมือนสถานะทางสังคมอย่างหนึ่ง

ในกรณีท่านหัวหน้าเผ่า เขี้ยวหมูป่าคู่ที่เห็นนี้ใช้เวลาดัดและดูแลมานานกว่า 15 ปี จึงสมบูรณ์สวยงามอย่างที่เห็นอยู่ ผมมีโอกาสไปดูเขี้ยวหมูที่ได้รับการดัดมา 2 ปีด้วยครับ มันเพิ่งโค้งขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่ายังต้องดูแลกันไปอีกนานมาก เสียดายที่วัฒนธรรมนี้กำลังสูญสลายไปจากวานูอาตูและกลุ่มประเทศเมลานีเซียไปเรื่อย ๆ

ก่อนกลับเมืองไทย ผมเห็นเขี้ยวหมูป่าขายที่ตลาดกลางเมืองพอร์ตวิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู เขี้ยวเล็กกว่านี้มากและโค้งขึ้นมานิดๆ วางขายชิ้นละ 10,000 วาตู (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ของท่านหัวหน้าต้องมีมูลค่ามากกว่านั้นแน่ แต่คงไม่มีค่าเทียบเท่าความพยายามในการสร้างสรรค์เครื่องประดับเกียรติยศชิ้นนี้มานานกว่า 15 ปี ด้วยมือและใจของท่านหัวหน้าเอง

เย็นนั้นผมลาท่านหัวหน้าเผ่าเดินกลับบังกะโลริมหาด ท่านบอกผมว่า

“ขอบคุณที่มาเยี่ยม และขอบคุณที่สนใจเรื่องราวของเรา”

ผมบอกท่านว่า ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่เปิดหูเปิดตาผม เรื่องราวที่ผมได้รับรู้ในวันนี้ทำให้ผมมองชาวเผ่าบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ในอีกมิติหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ที่สำคัญ…เขี้ยวหมูป่านั้นไม่ใช่เพียงเครื่องประดับกาย แต่มันคือเครื่องประดับเกียรติของผู้สวมใส่เลยทีเดียว

ขอบคุณครับ ท่านหัวหน้าเผ่า

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’

ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load