ภาพผู้หญิงใบหน้าเข้ม คิ้วดำยาวที่หัวคิ้วเชื่อมติดกันเป็นเส้นเดียวนั้น ไม่ว่าใครเห็นเพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืม ตาที่จ้องมองมาประหนึ่งจะทะลุเข้าไปในหัวใจ ดอกไม้ยักษ์ที่ประดับบนผมเกล้าเด่นจนไม่อาจถอนสายตา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านหลากสีหลากชิ้นซ้อนทับกัน กระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม ผ้าผวยห่มไหล่ เครื่องประดับชิ้นเป้งๆ ปะวะหล่ำกำไลเต็มแขนเต็มนิ้ว เป็นภาพที่ชวนให้สงสัยอยากรู้จักอย่างมากว่าเธอคือใคร และนั่นคือครั้งแรกเมื่อหลายปีมากๆ มาแล้ว ที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคือจิตรกรหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเม็กซิโก นอกจากผลงานมากมายอันเป็นที่ยอมรับแล้ว เธอยังมีเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นจริงๆ ฟรีดาเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน ยังไม่เท่านั้น พออายุ 18 ก็ประสบอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารกลับจากโรงเรียน ราวเหล็กของรถเมล์ที่พิงนั่งทะลุช่องท้องเธอ ผ่านมดลูก เธอจึงมีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต กระดูกสันหลังหัก ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเดือนๆ นึกว่าจะพิการทั้งตัวเดินไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แต่เธอไม่ท้อ ตอนที่นอนขยับไม่ได้อยู่บนเตียงนั่นเองที่เธอเริ่มวาดรูป จนค้นพบพรสวรรค์ที่ไม่เคยรู้ และเธอได้ใช้การวาดรูปเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ แทนการเคลื่อนไหวด้วยขา จนกลายมาเป็นศิลปินผลงานดีๆ มากมายตั้งแต่อายุ 20 นิดๆ ต่อมาเธอแต่งงานกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Viera) ศิลปินชื่อดังที่เป็นเสือผู้หญิง เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เข้มข้น รักมากแต่ก็ยุ่งยากมาก ตามประสาศิลปินสุดโต่งสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน

 ในที่สุดเธอหย่ากับดิเอโกเมื่อจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์กับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ปีถัดมาก็กลับมาแต่งงานกันอีก ฟรีดาเองก็ใช่จะซื่อสัตย์ต่อดิเอโก ต่อมาภายหลังทั้งคู่หย่ากันอีก และแยกกันอยู่โดยคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน จนเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ 50 ศิลปินดังคู่นี้มีชีวิตที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางสังคมและการเมืองของเม็กซิโกในช่วงนั้นอย่างมาก แต่ถึงแม้ดูเผินๆ จะเหมือนว่าฟรีดามีทั้งชื่อเสียง เงินทอง สังคม คู่แท้ (ที่แม้จะทำให้เธอปวดร้าวเรื่อยๆ) แต่ข้างในเธอน่าจะอ่อนล้าและไม่มั่นคงอยู่พอสมควร อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอมาตลอด เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามลำตัวให้ตรง ใช้ไม้เท้า นั่งรถเข็น เธอเคยพูดว่ามีความเจ็บปวดเป็นเพื่อนตลอดเวลา สุดท้ายถึงกับต้องตัดเท้าออกข้างหนึ่งก่อนเสียชีวิต 1 ปี 

สำหรับฉัน ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ในร่างกายที่แหลกร้าวและเปราะบางนั้น ฉันว่าเธอเป็นนักสู้ เก่ง ติสต์แตก และแกร่งมาก ดังนั้นเมื่อวางแผนไปเยือน เม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสำคัญของฉันจึงเป็นการไปเยี่ยมชมบ้าน สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ของฟรีดา คาห์โล นั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

The Blue House เป็นบ้านที่ฟรีดาและดิเอโกเคยอยู่ด้วยกัน และเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองด้วย เห็นแล้วต้องบอกเลยว่าดีไซน์ล้ำมากถ้าคิดย้อนไปในสมัยนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านศิลปินแน่ๆ เพราะมันมีความเรขาคณิตและความแปลกไม่เหมือนบ้านอื่นในยุคนั้น น่าอยู่มาก เป็นอาคาร 2 หลังซึ่งเชื่อมกันด้วยสะพานที่ชั้นดาดฟ้า หลังหนึ่งของเขา หลังหนึ่งของเธอ ชั้นบนเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองคน สะพานเล็กแคบที่เชื่อมทั้งสองตึกนั้นคือทางที่ฟรีดาเดินนำอาหารที่เธอทำมาเสิร์ฟให้ดิเอโกในสตูดิโอเขาทุกวัน ในบ้านจัดให้เห็นห้องหับแบบที่ทั้งคู่เคยอยู่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ครัว ฯลฯ และห้องที่เด็ดสุด ก็คือสตูดิโอที่ดิเอโกใช้วาดรูปนั่นเอง ด้วยหลังคาสูง หน้าต่างกระจกโล่งรับแสงธรรมชาติ จัดวางอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ เหมือนเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ดังเดิม ในบริเวณยังมีบ้านอีกหลัง เป็นตึกที่พ่อของฟรีดาใช้เป็นสตูดิโอถ่ายรูปของเขา ทุกตึกซื้อตั๋วเข้าไปชมได้ แนะนำให้เข้าไปชมทุกส่วน อย่าพลาดทีเดียว

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ส่วน Frida Museum นั้น เป็นบ้านเดิมที่เธออยู่และโตมาตอนเด็ก และในบั้นปลายก็ยังย้ายกลับมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตอีกด้วย เป็นสถานที่ที่น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของฟรีดาได้ดีที่สุด ทั้งบ้านทาสีจัดจ้านเข้มข้นไม่แพ้ชีวิตและตัวตนของฟรีดาเอง ตัวบ้านสวยงามน่าสนใจ มีสวนร่มรื่นกว้างขวางมาก เข้าไปแล้วได้เดินชมรูปถ่ายเก่าๆ สมัยฟรีดาเป็นเด็ก ทำให้จินตนาการได้ว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะใช้ได้ทีเดียว เห็นห้องหับที่ครอบครัวอยู่อาศัย และได้เห็นเตียงนอนที่เธอนอนรักษาตัวตอนรถชนอยู่เป็นปี เตียงที่เธอเริ่มวาดภาพโดยที่ขยับตัวไม่ได้ ทำให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ต่อลมหายใจให้เธอ และเปลี่ยนชีวิตเธอในเวลาต่อมานั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ตอนหลังฟรีดาปรับปรุงบ้านและย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ มีครัวสีเหลืองแสบสดที่สลักชื่อ Frida Diego ไว้บนผนัง มีห้องวาดรูปที่จัดวางทุกอย่างราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ เช่น รถเข็นที่จอดอยู่หน้าผืนผ้าใบวาดรูป บนระเบียงด้านนอกติดสวนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยบ่อน้ำและต้นไม้นั้นมีการจัดนิทรรศการศิลปะ จัดวางโดยศิลปินปัจจุบันเพื่อระลึกถึงฟรีดาอีกด้วย

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ยังไม่หมด อาคารในสวนก่อนทางออกยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับแฟชั่นของฟรีดา ที่นอกจากจัดแสดงเสื้อผ้าของเธออันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเล่าเรื่องต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางภายใต้ความแข็งแกร่งของเธอ เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า การที่ฟรีดาใส่กระโปรงสุ่มเสมอ และใส่สายสร้อยกำไลโตๆ พร้อมมีดอกไม้ยักษ์ประดับผม ดูเยอะเว่อร์มากมาย สะดุดตาทุกคนจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่นำเสนอความเพียงแตกต่าง แต่จริงๆ เป็นเพราะฟรีดาต้องการดึงความสนใจของคนให้ไกลออกไปจากความพิการของขาและเท้าที่ไม่เท่ากัน โดยให้สายตาคนจ้องตะลึงไปที่ท่อนบนของเธอแทนท่อนล่างต่างหาก

ฟรีดาเสียชีวิตก่อนดิเอโก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตตามไป บ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้ก็ได้มอบเป็นสมบัติของชาติเม็กซิโกตามพินัยกรรมของดิเอโก้ โดยเขาระบุความประสงค์ให้ปิดตายห้องหลายห้องเอาไว้อยู่สิบกว่าปี ภายหลังเมื่อครบเวลาและเปิดห้องเหล่านี้ออกมา จึงได้พบของส่วนตัวของฟรีดาที่เก็บไว้อีกหลายอย่าง เช่น คอร์เซ็ตที่สวมรัดตัวเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงตลอดชีวิตเธอ เสื้อผ้า จดหมาย เอกสารสำคัญ นับเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและมีความสำคัญกับเม็กซิโก ปัจจุบันนี้ฟรีดาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกซิตี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไปไหนๆ ก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟรีดาเต็มไปหมด

แม้จะได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟรีดาทั้งสองแห่งแล้ว ฉันก็ยังได้ชมผลงานของฟรีดาไม่มาก คนที่เม็กซิโกบอกฉันว่า รูปวาดส่วนมากของเธอกลับไปจัดแสดงอยู่ที่ Museo Dolores Olmedo พิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดย โดโลเรส โอลเมโด (Dolores Olmedo) นักธุรกิจเพื่อนสนิทของฟรีดา ผู้ที่สะสมภาพวาดและงานศิลปะเอาไว้มากมาย รวมทั้งงานส่วนมากของฟรีดาและดิเอโก้ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ไกลออกไปนอกตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้ ด้วยเวลาไม่พอ ฉันจึงต้องตัดใจตัดรายการนี้ออกไปก่อน บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรฉันก็จะได้ไปชมภาพวาดชิ้นหนึ่งของฟรีดา ที่ฉันอยากเห็นมากๆ ยิ่งกว่าชิ้นอื่นใดอยู่แล้ว 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

นั่นก็คือรูป The Two Fridas ที่วาดเมื่อเธอเพิ่งหย่าขาดจากดิเอโก เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวจริงของตัวฟรีดาเอง 2 คนใน 2 ภาค คือภาคยุโรปและภาคเม็กซิกันนั่งอยู่คู่กัน จับมือกัน โดยมีเส้นเลือดเชื่อมหัวใจของฟรีดาทั้งสองอยู่ด้วยกัน ในมือของฟรีดาเม็กซิกันมีรูปดิเอโก้อยู่ ส่วนในมือของฟรีดายุโรปมีกรรไกรที่ตัดเส้นเลือดขาด กระโปรงขาวของภาคยุโรปมีเลือดหยดเปื้อน มีการตีความภาพนี้ต่างกันไป บ้างว่ามันคือการสะท้อนตัวตน 2 ภาคของเธอ จากทางพ่อที่เป็นชาวเยอรมนีและแม่ที่เป็นชาวเม็กซิกัน บ้างก็ว่าภาคยุโรปคือฟรีดาที่ดิเอโก้ไม่รัก แต่ภาคเม็กซิกันคือภาคที่เขารัก 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ที่เห็นได้ชัดก็คือความเจ็บปวดของฟรีดาในรูปนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาภาคใด หรือไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ย้อนแย้ง เข้มข้น ระหว่างฟรีดาและดิเอโก้ ภาพ The Two Fridas นี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo de Arte Moderno ใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี้ คนไม่เยอะ ไปสะดวก เป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ที่ทำให้การไปย้อนอดีตเยือนชีวิตของฟรีดาในครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่ว่าใครจะชอบฟรีดาหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสเรียนรู้ความเข้มข้นของชีวิตฟรีดาแล้ว จะต้องจากเม็กซิโกซิตี้มาอย่างไม่อาจลืมเธอได้เลย

ฟัง The Cloud Podcast ศิลปะการต่อสู้ EP. 05 : Frida Kahlo ศิลปินหญิงที่ยอมเจ็บปวดมาตลอดชีวิต ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

‘บันจี้จัมพ์’ (Bungee Jump) กีฬาเอ็กซ์ตรีมชื่อก้องโลกที่เชื่อกันว่าเริ่มเล่นครั้งแรกในประเทศนิวซีแลนด์นั้น ความจริงแล้วกีฬาชนิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพิธีนาโกล (Nagol) บนเกาะเพนเทอคอสต์ (Pentecost) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ต่างหาก

นาโกลของจริงเด็ดสะระตี่กว่าบันจี้จัมพ์มากมายหลายเท่า และผู้เล่นไม่ได้อาศัยเพียงความกล้า แต่ต้องมีศรัทธาอย่างเต็มหัวใจ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เช้าตรู่วันเสาร์ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เครื่องบินเล็กขนาด 10 ที่นั่ง ติดเครื่องกระหึ่มก่อนทะยานสู่ท้องฟ้าพร้อมพาผู้โดยสารทั้งสิบชีวิตออกเดินทางจากพอร์ต วิลา (Port Vila) เมืองหลวงของวานูอาตู สู่เกาะเพนเทอคอสต์ โดยมีผมเป็นคนไทยเพียงหนึ่งเดียว

วานูอาตู ประกอบไปด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 87 เกาะที่เรียงรายดูคล้ายตัวอักษร Y บนมหาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ การเดินทางด้วยเครื่องบินเล็กจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษเพราะเครื่องบินต้องบินต่ำใต้เมฆ ทำให้เราได้ทักทายเกาะต่างๆ ไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่บิน น้ำทะเลเป็นสีครามสวยสดใสหลากหลายเฉดในวันอากาศดี และถ้าเราโชคดีพอ เราอาจมองลงไปเห็นฝูงวาฬพันธุ์หายากว่ายโชว์อยู่เบื้องล่าง

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เพียง 1 ชั่วโมงต่อมา เครื่องบินลำจิ๋วก็เริ่มลดระดับเพดานบินลงสู่เกาะเพนเทอคอสต์ที่เขียวชอุ่มและแน่นทึบไปด้วยป่ารกชัฏเบื้องล่าง มีเพียงลานหญ้าที่ไถโล่งไว้เป็นรันเวย์สำหรับให้เครื่องบินลงจอด

ที่สนามบินลานอรอร์ (Lanoror) ชาวเกาะมารอดูเครื่องบินขึ้นลงกันมากมาย ผู้คนดูตื่นเต้นที่วันนี้มีแขกจากทั่วทุกมุมโลกแห่แหนกันมาเยือนเกาะสวยของพวกเขา ถึงกับมีวงดนตรีเล็กๆ เล่นกีตาร์ เคาะจังหวะ และร้องเพลงพื้นเมืองรอต้อนรับพวกเราอยู่ด้วย

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

ก่อนจะชมพิธีนาโกล ผมว่าเรามารู้จักที่มาของนาโกลกันก่อนนะครับ ตำนานของนาโกลนั้นมีอยู่ 2 เรื่องที่เล่าขานกันมาจนถึงทุกวันนี้

ตำนานแรกกล่าวถึงสาวน้อยนางหนึ่งเป็นสตรีโชคร้ายเพราะได้แต่งงานกับสามีที่มักมากในกามกิจ ไม่ว่านางจะสนองเขาอย่างไรก็ไม่สามารถถมความต้องการของเขาได้เสียที นางเลยคิดว่าอย่าทนเลยผัวแบบนี้ ชิ่งหนีดีกว่า

วันร้ายคืนร้ายนางจึงวิ่งหนีสามีออกจากบ้านเข้าป่าใหญ่ โดยมีสามีไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด นางเห็นต้นไทรใหญ่อยู่เบื้องหน้าจึงรีบปีนป่ายขึ้นไปเรื่อยๆ ขณะที่สามีจอมหื่นก็ไม่คิดที่จะลดละและยังปีนไล่ตามต่อไปเรื่อยๆ จนนางปีนขึ้นมาถึงยอดไทร ละลนละลานหนีไปจนสุดปลายกิ่ง และแล้วเขาก็ตามมาจนเกือบจะทัน

‘ฮ่า ฮ่า ฮ่า… หนีไม่รอดแน่นังหนู’ เขาคิด

นางเหลือบไปเห็นเถาวัลย์ที่ห้อยอยู่บนนั้นจึงรีบคว้ามาผูกที่ข้อเท้า และในเสี้ยววินาทีที่เขาเกือบจะคว้าตัวนางไว้ได้ นางก็รีบชิงกระโดดหนี พร้อมกับที่สามีกระโดดตาม

‘ตุ้บ’ เสียงร่างของสามีร่วงหล่นแหลกเหลวเละอยู่บนพื้นดิน ขณะที่นางรอดตายได้ด้วยเถาวัลย์เส้นนั้นที่เกี่ยวกระตุกร่างให้กระดอนขึ้นในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ผู้ชายชาวเกาะเพนเทอคอสต์จึงดำริว่าเหตุการณ์นี้มันแสบสันยิ่งนัก พวกเราจงมาโดดด้วยการเอาเถาวัลย์ผูกข้อเท้าไว้เพื่อเตือนลูกหลานเพศชายทั้งหลายไว้ว่าอย่าปล่อยให้เพศหญิงหลอกลวงพวกเราจนถึงแก่ชีวิตอีกต่อไป

นั่นเป็นที่มาของพิธีนาโกลตามตำนานที่ 1

ส่วนตำนานที่ 2 นั้นกล่าวว่าในช่วงเวลาที่จะมีพิธีนาโกลเป็นช่วงเวลาเดียวกับการเก็บเกี่ยว ‘แยม’ (Yam) พืชมีหัวคล้ายเผือก แยมจัดเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลักของชาววานูอาตู และในช่วงเดือนเมษายนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวแยมครั้งแรกพร้อมๆ กับการเตรียมดินเพื่อเพาะปลูกแยมครั้งที่ 2 ของปี

เพื่อเป็นการแสดงคารวะต่อผืนดินและขอพรให้การเพาะปลูกครั้งที่ 2 ได้ผลสำเร็จดีกว่าครั้งแรก ชาวเผ่าจึงดำริให้มีพิธีนาโกลขึ้นเพื่อแสดงความคารวะต่อผืนดินดังกล่าว

ไม่ว่าตำนานจะเป็นอย่างไร สิ่งที่ผมทึ่งมากที่สุดคือเรื่อง ‘ภูมิปัญญาท้องถิ่น’

เดือนเมษายนที่จัดพิธีนาโกลเป็นช่วงฤดูฝนชุก ดังนั้น หอโดดที่สร้างขึ้นด้วยไม้จึงไม่เปราะร้าว ผู้โดดสามารถปีนขึ้นไปยืนเตรียมกระโดดได้ย่างสบายใจ ส่วนเถาวัลย์ ผู้โดดแต่ละคนต้องเข้าป่าไปเลือกขนาดตามความสูงและน้ำหนักตัวของตน และไปตัดกลับมาใช้ในพิธีนาโกลด้วยตัวเอง เมื่อเป็นช่วงฤดูฝน เถาวัลย์ก็จะอยู่ในสภาพอุ้มน้ำ มีความเหนียวหนืดกำลังดี ไม่เปราะแตกง่ายเช่นกัน

ที่สำคัญคือ พื้นดินบริเวณที่จัดพิธีนั้นก็จะอยู่ในสภาพกึ่งดินกึ่งโคลน มีความหยุ่นและนุ่ม ไม่ใช่ดินแห้งแตกระแหงแบบหน้าร้อน หากจะมีความผิดพลาดจากการโดดบ้าง ผู้โดดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บมาก

ผมว่าพิธีนี้ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ทำให้ไม่เคยมีผู้ใดเสียชีวิตจากพิธีนี้เลย แม้จะโดดกันมานานเป็นร้อยปีแล้วก็ตาม

ปะรำโดดบนหอนั้นจะมีหลายระดับความสูงตั้งแต่ไม่กี่เมตรเหนือพื้นดินขึ้นไปเรื่อยๆ จนสูงลิบไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ผู้โดดจะเป็นเพียงผู้ชายที่ผ่านการขลิบอวัยวะเพศมาแล้วเท่านั้น คือต้องมีอายุประมาณ 8 – 10 ปี ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนหัวหน้าเผ่าซึ่งมักเป็นผู้ที่มีอาวุโสสูงสุด ผู้ที่อายุน้อยก็โดดในระดับใกล้พื้น ส่วนผู้อาวุโสสูงสุดก็โดดจากยอด และการโดดก็จะเริ่มจากผู้น้อยก่อน

 

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อไปถึง ผมพบชาวเกาะจำนวนมากทั้งหญิงและชายในชุดพื้นเมืองยืนกันอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้ชายจะถือพลองที่ทำจากไม้ ส่วนผู้หญิงจะถือพู่ที่ทำจากใบไม้ ผู้ชายอยู่ทางขวา ผู้หญิงอยู่ทางซ้าย มีหอโดดเป็นเส้นแบ่งชายหญิงออกจากกัน ทั้งชายและหญิงจะพากันร้อง เต้น และเดินไปมาตามจังหวะกันอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เสียงก้องกระหึ่ม

ผมไม่แน่ใจว่าความหมายของเพลงคืออะไร แต่ผมรู้สึกว่าเป็นการส่งพลังใจให้ผู้โดดที่ดีเยี่ยม พิธีนี้เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะผู้โดดเท่านั้น เพราะการเต้นและร้องเพลงพื้นเมืองเช่นนี้มีขึ้นนับเป็นชั่วโมงๆ ตลอดตั้งแต่ต้นจนจบพิธี

คนแรกที่โดดเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ โดยพ่อเป็นผู้รัดเถาวัลย์ที่ข้อเท้าให้แน่น แล้วดูลูกชายโดดลงมาท่ามกลางความหวาดเสียวมากๆ ของผู้ดู เพราะเถาวัลย์จะกระตุกในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนหัวถึงพื้นจริงๆ

สำหรับผู้ใหญ่จะปีนขึ้นไปโดดด้วยตัวเอง โดยบนปะรำจะมีเพื่อนชาวเผ่าอีก 2 – 3 คนคอยช่วยนำเถาวัลย์มารัดที่ข้อเท้าให้เรียบร้อย จากนั้นผู้โดดจึงเดินมาปลายสุดของปะรำ ในมือจะถือช่อดอกไม้และหญ้าแห้งพร้อมโยกตัวไปมาเล็กน้อย ก่อนจะยืดตัว โปรยดอกไม้ แล้วโดดลงมา

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

การโดดเป็นการโดดแบบทิ้งดิ่งเลยนะครับ ทิ้งตัวปักหัวลงมาเลย เล่นเอาคุณป้าฝรั่งเศสกรีดร้องออกมาแทบจะทุกครั้งที่มีการกระโดด บางครั้งคุณป้าถึงกับเรียกหาพระเจ้า หรือ Mon Dieu กันให้วุ่น

ขอสารภาพว่าผมแอบลุ้นจนกำมือแน่นไปหลายครั้ง ยิ่งการกระโดดเขยิบสูงขึ้นไปเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ทวีคูณขึ้นไปเท่านั้น เวลาเถาวัลย์กระตุกในวินาทีสุดท้ายเป็นสิ่งที่ลุ้นมากที่สุด ผมเห็นผู้โดดกางมือออกตะปบพื้นดินในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเถาวัลย์จะดีดร่างของพวกเขาขึ้นจากพื้นดินและความตายเพียงไม่กี่เซนติเมตร

หลังเวลาผ่านไปนานนับชั่วโมง มีผู้โดดหอหลายสิบคน คนสุดท้ายคือท่านผู้อาวุโสสูงสุดของเผ่าที่โดดจากยอดหอลงมาอยางสวยงาม พร้อมกันนั้น การเต้นและร้องเพลงท้องถิ่นของกองเชียร์ชายหญิงด้านล่างก็จบลงด้วย

นาโกลคือพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเผ่าอนุญาตให้เราเข้าไปร่วมชมได้ แต่เราต้องประพฤติอย่างผู้ที่มาชื่นชมพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของเขา คือดูด้วยความเคารพ สงบ และไม่เพ่นพ่านวุ่นวาย แม้แต่จะเข้าใกล้หอโดด ผมยังได้รับคำแนะนำว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในวันนั้นผมคิดว่านักท่องเที่ยวปฏิบัติตัวได้ดีมาก เพราะเสียงที่ได้ยินตลอดพิธีคือเสียงเพลงพื้นเมืองที่ชาวเกาะร้องเท่านั้น ไม่มีเสียงโห่ฮาเป่าปากใดๆ

นาโกล : พิธีโดดหอสุดระทึกของชาววานูอาตู

เมื่อพิธีโดดในวันเสาร์นี้เสร็จสิ้นลง หอไม้ทั้งหอจะถูกคลุมด้วยใบตองเพื่อรักษาความชุ่มน้ำไว้ในเนื้อไม้ และจะเลิกใบตองที่คลุมอยู่อีกทีเมื่อถึงเวลาโดดในเสาร์ต่อไป เมื่อครบกำหนดการโดด 5 – 6 สัปดาห์ติดกันแล้ว ชาวเกาะก็จะรื้อหอโดดลง และจะสร้างใหม่อีกทีเมื่อถึงพิธีนาโกลปีหน้า

ภาพของชายชาวพื้นเมืองหลากวัยหลากรุ่นที่ค่อย ๆ ปีนขึ้นหอโดดด้วยอาการมุ่งมั่น ก่อนยืดอกตั้งตัวตรง และพุ่งหัวเหินทิ้งดิ่งไปลงมาแบบไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้นยังติดอยู่ในความทรงจำของผม ที่เท้าของพวกเขามีเพียงเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัดเอาไว้เท่านั้น

พวกเขาทำได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่ศรัทธาที่แรงกล้าต่อพิธีนาโกลอันน่าทึ่งนี้

 

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่ค่อยมีใครอยากไป เลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker Instagram : LODE_OAK

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load