27 กรกฎาคม 2563
1 K

ภาพผู้หญิงใบหน้าเข้ม คิ้วดำยาวที่หัวคิ้วเชื่อมติดกันเป็นเส้นเดียวนั้น ไม่ว่าใครเห็นเพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืม ตาที่จ้องมองมาประหนึ่งจะทะลุเข้าไปในหัวใจ ดอกไม้ยักษ์ที่ประดับบนผมเกล้าเด่นจนไม่อาจถอนสายตา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านหลากสีหลากชิ้นซ้อนทับกัน กระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม ผ้าผวยห่มไหล่ เครื่องประดับชิ้นเป้งๆ ปะวะหล่ำกำไลเต็มแขนเต็มนิ้ว เป็นภาพที่ชวนให้สงสัยอยากรู้จักอย่างมากว่าเธอคือใคร และนั่นคือครั้งแรกเมื่อหลายปีมากๆ มาแล้ว ที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคือจิตรกรหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเม็กซิโก นอกจากผลงานมากมายอันเป็นที่ยอมรับแล้ว เธอยังมีเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นจริงๆ ฟรีดาเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน ยังไม่เท่านั้น พออายุ 18 ก็ประสบอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารกลับจากโรงเรียน ราวเหล็กของรถเมล์ที่พิงนั่งทะลุช่องท้องเธอ ผ่านมดลูก เธอจึงมีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต กระดูกสันหลังหัก ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเดือนๆ นึกว่าจะพิการทั้งตัวเดินไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แต่เธอไม่ท้อ ตอนที่นอนขยับไม่ได้อยู่บนเตียงนั่นเองที่เธอเริ่มวาดรูป จนค้นพบพรสวรรค์ที่ไม่เคยรู้ และเธอได้ใช้การวาดรูปเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ แทนการเคลื่อนไหวด้วยขา จนกลายมาเป็นศิลปินผลงานดีๆ มากมายตั้งแต่อายุ 20 นิดๆ ต่อมาเธอแต่งงานกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Viera) ศิลปินชื่อดังที่เป็นเสือผู้หญิง เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เข้มข้น รักมากแต่ก็ยุ่งยากมาก ตามประสาศิลปินสุดโต่งสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน

 ในที่สุดเธอหย่ากับดิเอโกเมื่อจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์กับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ปีถัดมาก็กลับมาแต่งงานกันอีก ฟรีดาเองก็ใช่จะซื่อสัตย์ต่อดิเอโก ต่อมาภายหลังทั้งคู่หย่ากันอีก และแยกกันอยู่โดยคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน จนเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ 50 ศิลปินดังคู่นี้มีชีวิตที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางสังคมและการเมืองของเม็กซิโกในช่วงนั้นอย่างมาก แต่ถึงแม้ดูเผินๆ จะเหมือนว่าฟรีดามีทั้งชื่อเสียง เงินทอง สังคม คู่แท้ (ที่แม้จะทำให้เธอปวดร้าวเรื่อยๆ) แต่ข้างในเธอน่าจะอ่อนล้าและไม่มั่นคงอยู่พอสมควร อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอมาตลอด เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามลำตัวให้ตรง ใช้ไม้เท้า นั่งรถเข็น เธอเคยพูดว่ามีความเจ็บปวดเป็นเพื่อนตลอดเวลา สุดท้ายถึงกับต้องตัดเท้าออกข้างหนึ่งก่อนเสียชีวิต 1 ปี 

สำหรับฉัน ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ในร่างกายที่แหลกร้าวและเปราะบางนั้น ฉันว่าเธอเป็นนักสู้ เก่ง ติสต์แตก และแกร่งมาก ดังนั้นเมื่อวางแผนไปเยือน เม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสำคัญของฉันจึงเป็นการไปเยี่ยมชมบ้าน สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ของฟรีดา คาห์โล นั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

The Blue House เป็นบ้านที่ฟรีดาและดิเอโกเคยอยู่ด้วยกัน และเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองด้วย เห็นแล้วต้องบอกเลยว่าดีไซน์ล้ำมากถ้าคิดย้อนไปในสมัยนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านศิลปินแน่ๆ เพราะมันมีความเรขาคณิตและความแปลกไม่เหมือนบ้านอื่นในยุคนั้น น่าอยู่มาก เป็นอาคาร 2 หลังซึ่งเชื่อมกันด้วยสะพานที่ชั้นดาดฟ้า หลังหนึ่งของเขา หลังหนึ่งของเธอ ชั้นบนเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองคน สะพานเล็กแคบที่เชื่อมทั้งสองตึกนั้นคือทางที่ฟรีดาเดินนำอาหารที่เธอทำมาเสิร์ฟให้ดิเอโกในสตูดิโอเขาทุกวัน ในบ้านจัดให้เห็นห้องหับแบบที่ทั้งคู่เคยอยู่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ครัว ฯลฯ และห้องที่เด็ดสุด ก็คือสตูดิโอที่ดิเอโกใช้วาดรูปนั่นเอง ด้วยหลังคาสูง หน้าต่างกระจกโล่งรับแสงธรรมชาติ จัดวางอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ เหมือนเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ดังเดิม ในบริเวณยังมีบ้านอีกหลัง เป็นตึกที่พ่อของฟรีดาใช้เป็นสตูดิโอถ่ายรูปของเขา ทุกตึกซื้อตั๋วเข้าไปชมได้ แนะนำให้เข้าไปชมทุกส่วน อย่าพลาดทีเดียว

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ส่วน Frida Museum นั้น เป็นบ้านเดิมที่เธออยู่และโตมาตอนเด็ก และในบั้นปลายก็ยังย้ายกลับมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตอีกด้วย เป็นสถานที่ที่น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของฟรีดาได้ดีที่สุด ทั้งบ้านทาสีจัดจ้านเข้มข้นไม่แพ้ชีวิตและตัวตนของฟรีดาเอง ตัวบ้านสวยงามน่าสนใจ มีสวนร่มรื่นกว้างขวางมาก เข้าไปแล้วได้เดินชมรูปถ่ายเก่าๆ สมัยฟรีดาเป็นเด็ก ทำให้จินตนาการได้ว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะใช้ได้ทีเดียว เห็นห้องหับที่ครอบครัวอยู่อาศัย และได้เห็นเตียงนอนที่เธอนอนรักษาตัวตอนรถชนอยู่เป็นปี เตียงที่เธอเริ่มวาดภาพโดยที่ขยับตัวไม่ได้ ทำให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ต่อลมหายใจให้เธอ และเปลี่ยนชีวิตเธอในเวลาต่อมานั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ตอนหลังฟรีดาปรับปรุงบ้านและย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ มีครัวสีเหลืองแสบสดที่สลักชื่อ Frida Diego ไว้บนผนัง มีห้องวาดรูปที่จัดวางทุกอย่างราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ เช่น รถเข็นที่จอดอยู่หน้าผืนผ้าใบวาดรูป บนระเบียงด้านนอกติดสวนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยบ่อน้ำและต้นไม้นั้นมีการจัดนิทรรศการศิลปะ จัดวางโดยศิลปินปัจจุบันเพื่อระลึกถึงฟรีดาอีกด้วย

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ยังไม่หมด อาคารในสวนก่อนทางออกยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับแฟชั่นของฟรีดา ที่นอกจากจัดแสดงเสื้อผ้าของเธออันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเล่าเรื่องต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางภายใต้ความแข็งแกร่งของเธอ เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า การที่ฟรีดาใส่กระโปรงสุ่มเสมอ และใส่สายสร้อยกำไลโตๆ พร้อมมีดอกไม้ยักษ์ประดับผม ดูเยอะเว่อร์มากมาย สะดุดตาทุกคนจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่นำเสนอความเพียงแตกต่าง แต่จริงๆ เป็นเพราะฟรีดาต้องการดึงความสนใจของคนให้ไกลออกไปจากความพิการของขาและเท้าที่ไม่เท่ากัน โดยให้สายตาคนจ้องตะลึงไปที่ท่อนบนของเธอแทนท่อนล่างต่างหาก

ฟรีดาเสียชีวิตก่อนดิเอโก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตตามไป บ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้ก็ได้มอบเป็นสมบัติของชาติเม็กซิโกตามพินัยกรรมของดิเอโก้ โดยเขาระบุความประสงค์ให้ปิดตายห้องหลายห้องเอาไว้อยู่สิบกว่าปี ภายหลังเมื่อครบเวลาและเปิดห้องเหล่านี้ออกมา จึงได้พบของส่วนตัวของฟรีดาที่เก็บไว้อีกหลายอย่าง เช่น คอร์เซ็ตที่สวมรัดตัวเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงตลอดชีวิตเธอ เสื้อผ้า จดหมาย เอกสารสำคัญ นับเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและมีความสำคัญกับเม็กซิโก ปัจจุบันนี้ฟรีดาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกซิตี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไปไหนๆ ก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟรีดาเต็มไปหมด

แม้จะได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟรีดาทั้งสองแห่งแล้ว ฉันก็ยังได้ชมผลงานของฟรีดาไม่มาก คนที่เม็กซิโกบอกฉันว่า รูปวาดส่วนมากของเธอกลับไปจัดแสดงอยู่ที่ Museo Dolores Olmedo พิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดย โดโลเรส โอลเมโด (Dolores Olmedo) นักธุรกิจเพื่อนสนิทของฟรีดา ผู้ที่สะสมภาพวาดและงานศิลปะเอาไว้มากมาย รวมทั้งงานส่วนมากของฟรีดาและดิเอโก้ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ไกลออกไปนอกตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้ ด้วยเวลาไม่พอ ฉันจึงต้องตัดใจตัดรายการนี้ออกไปก่อน บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรฉันก็จะได้ไปชมภาพวาดชิ้นหนึ่งของฟรีดา ที่ฉันอยากเห็นมากๆ ยิ่งกว่าชิ้นอื่นใดอยู่แล้ว 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

นั่นก็คือรูป The Two Fridas ที่วาดเมื่อเธอเพิ่งหย่าขาดจากดิเอโก เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวจริงของตัวฟรีดาเอง 2 คนใน 2 ภาค คือภาคยุโรปและภาคเม็กซิกันนั่งอยู่คู่กัน จับมือกัน โดยมีเส้นเลือดเชื่อมหัวใจของฟรีดาทั้งสองอยู่ด้วยกัน ในมือของฟรีดาเม็กซิกันมีรูปดิเอโก้อยู่ ส่วนในมือของฟรีดายุโรปมีกรรไกรที่ตัดเส้นเลือดขาด กระโปรงขาวของภาคยุโรปมีเลือดหยดเปื้อน มีการตีความภาพนี้ต่างกันไป บ้างว่ามันคือการสะท้อนตัวตน 2 ภาคของเธอ จากทางพ่อที่เป็นชาวเยอรมนีและแม่ที่เป็นชาวเม็กซิกัน บ้างก็ว่าภาคยุโรปคือฟรีดาที่ดิเอโก้ไม่รัก แต่ภาคเม็กซิกันคือภาคที่เขารัก 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ที่เห็นได้ชัดก็คือความเจ็บปวดของฟรีดาในรูปนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาภาคใด หรือไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ย้อนแย้ง เข้มข้น ระหว่างฟรีดาและดิเอโก้ ภาพ The Two Fridas นี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo de Arte Moderno ใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี้ คนไม่เยอะ ไปสะดวก เป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ที่ทำให้การไปย้อนอดีตเยือนชีวิตของฟรีดาในครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่ว่าใครจะชอบฟรีดาหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสเรียนรู้ความเข้มข้นของชีวิตฟรีดาแล้ว จะต้องจากเม็กซิโกซิตี้มาอย่างไม่อาจลืมเธอได้เลย

ฟัง The Cloud Podcast ศิลปะการต่อสู้ EP. 05 : Frida Kahlo ศิลปินหญิงที่ยอมเจ็บปวดมาตลอดชีวิต ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ผมเห็นภาพถ่ายใบหนึ่งในเว็บท่องเที่ยว เป็นภาพคนสองคนยืนบนสะพานแขวน ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะ ผมเกิดคำถามว่าที่นี่คือที่ไหนบนโลกใบนี้กันนะ นั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ค้นหาสถานที่ในภาพ จนในที่สุด ผมก็พาคนที่ผมรักทั้งสามคนมายืนในมุมที่เคยเห็นจากภาพ ผมยืนยิ้มให้กับตัวเองและกดชัตเตอร์บันทึกภาพแห่งความสุขไว้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดือนเมษายน 2015 ผมและครอบครัวมีโอกาสเดินทางมายังประเทศนิวซีแลนด์ 

เราเลือกมาเที่ยวกันที่เกาะใต้เพียงเกาะเดียว ไม่ได้เดินทางไปที่เกาะเหนือ หนึ่งในจุดหมายของการเดินทางทริปนี้คือ Mount Cook เพื่อจะตามหามุมถ่ายภาพที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น วันที่เราเดินทางมาถึง Mount Cook เป็นช่วงเวลาบ่ายคล้อย ขับรถกันมาจากเมืองควีนส์ทาวน์ แวะโน่น แวะนี่มาตามทาง พอเลี้ยวขวาตรงทางแยกเพื่อเข้ามา Mount Cook ได้ไม่นานก็เจอกับภาพทะเลสาบสีเทอร์คอยส์สวยเหมือนภาพวาด นั่นคือทะเลสาบ Pukaki อันเลื่องชื่อนั่นเอง 

ส่วนตัวผมเองขอยกให้ทะเลสาบ Pukaki เป็นทะเลสาบที่สวยที่สุดในทริปนิวซีแลนด์ทริปนี้เลย ภาพทะเลสาบสีฟ้าที่มี Mount Cook เป็นฉากหลังประกอบ กับถนนคดเคี้ยวที่ลัดเลาะเรียบทะเลสาบยังประทับใจจนทุกวันนี้ 

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook เราเลือกพักกันที่ Auraki Court นับว่าเป็นบ้านพักที่สะดวกสบายและสะอาดมาก มีห้องครัวและเครื่องครัวสำหรับทำอาหารครบครัน เราทำอาหารมื้อเย็นง่ายๆ ทานกันเองที่บ้าน มีแซลมอนที่ซื้อมาจากฟาร์มที่ขับรถผ่านระหว่างทางมาที่นี่ อิ่มท้องแล้วก็นอนแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำแสนสบาย แล้วก็แยกย้ายกันซุกตัวใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆ เก็บแรงเพื่อภารกิจ Adventure ในวันพรุ่งนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือ ปลุกเราให้ตื่นขึ้นมาบิดขี้เกียจอยู่บนที่นอนได้สักพัก ก็ต้องลุกไปอาบน้ำและรีบทานมื้อเช้า เสร็จแล้วก็เก็บกระเป๋าขึ้นรถ และเช็กเอาต์ออกจากที่พักเพื่อออกเดินทาง  เพราะวันนี้เรามีภารกิจที่ท้าทายคือการเดิน Hiking บนเส้นทาง Hooker Valley Track โดยจะเริ่มต้นจากปลายถนนฮุกเกอร์  ซึ่งเป็นถนนแยกจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติ Mount Cook ใช้เวลาขับรถเข้าไปประมาณ 10 นาที จะมีที่จอดรถลงเดินเท้ากับเส้นทางเดินป่าธรรมชาติไปสิ้นสุดที่ธารน้ำแข็งฮุกเกอร์ (Hooker Glacier)

พวกเราขับรถมาถึงจุดจอดรถก็ 9 โมงกว่าๆ แล้ว แยกย้ายกันไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เพราะไม่แน่ใจว่าระหว่างทางที่เดินนั้นจะมีห้องน้ำให้เข้าอีกหรือเปล่า กลับมาที่รถหยิบกล้องถ่ายรูปและน้ำดื่มพกใส่เป้สะพายหลังได้เราก็เริ่มออกเดินทางกันทันที ออกเดินเท้าได้ไม่นานก็ถึงจุดชมวิวที่มองเห็นสะพานแขวนทอดยาวข้ามลำธารที่ไหลผ่านแนวก้อนหินก้อนกลมๆ ใหญ่น้อย ต้องเป็นเจ้าสะพานแขวนแห่งนี้แน่ๆ ที่เราเห็นในรูป จนทำให้เราค้นหาข้อมูลและตัดสินใจเดินทางมายังที่แห่งนี้

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

ชื่นชมความงามและบันทึกภาพจากมุมสูงตรงนี้เป็นที่เรียบร้อย เราทั้งสี่คนก็ก้าวเดินลงเนินเขาจากจุดชมวิวนี้ลงไปด้านล่าง เพื่อเดินต่อไปยังสะพานแขวนที่เห็น เช้าวันนี้อากาศเย็นกำลังดี ทำให้การเดินเท้า Hiking ของเราในวันนี้เริ่มต้นด้วยดี เมื่อมาถึงสะพานแขวน ผมก็เดินแยกตัวลงไปด้านล่างตรงข้างๆ ลำธาร ให้ภรรยาและลูกชายทั้งสองเดินต่อขึ้นไปยืนบนสะพานแขวน ยกกล้องขึ้นมาซูมภาพไปที่คนสามคนบนสะพาน และบันทึกภาพที่ตั้งใจไว้ก่อนการเดินทาง

เราหยุดชื่นชมสายน้ำที่ไหลเย็นผ่านใต้สะพานแขวน สายน้ำที่นี่ไม่ใสเหมือนลำธารที่อื่น แต่เป็นสีออกฟ้าขุ่นๆ เนื่องจากเป็นสายน้ำที่เกิดจากการละลายของธารน้ำแข็งที่ต้นน้ำ ประกอบไปด้วยแร่ธาตุบางอย่าง จึงทำให้น้ำเป็นสีฟ้าเทอร์คอยส์สวยงามแปลกตาไปอีกแบบ

คุณพ่อจัดทริปยกครอบครัวไป Hiking บนเส้นทางธรรมชาติ Hooker Valley Track นิวซีแลนด์

เดินไปเรื่อยๆ ตามแนวทางเดินที่อุทยานจัดทำไว้เป็นอย่างดี รวมทั้งข้ามสะพานแขวนอีก 2 สะพาน เราก็มาถึงแนวทางเดินที่เป็นระแนงไม้ทอดยาวไปในทุ่งหญ้าสีทอง อาบด้วยแสงอาทิตย์ยามสายๆ เมื่อมองไปสุดสายตาจะเห็นยอด Mount Cook เจ้ายอดเขาขี้อายตั้งตระหง่านอยู่ที่ปลายทาง เราผู้เป็นพ่อเดินไปถ่ายรูปไป ผู้เป็นแม่กับลูกชายคนโตเดินอยู่ข้างหน้า ผลัดกันถ่ายรูปอย่างมีความสุข ส่วนเจ้าลูกชายคนเล็กนั้นวิ่งนำไปข้างหน้าก่อนแล้ว ด้วยว่าโดนพ่อหลอกล่อว่า ให้แข่งกันดูซิว่าใครจะถึงทะเลสาบที่ปลายทางก่อนกัน

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ระหว่างทางเดินมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้แวะถ่ายเต็มไปหมด มุมนั้นก็สวย มุมนี้ก็สวย Landscape ก็อยากถ่าย แต่แนว Portrait ก็ขาดไม่ได้ ไม่งั้น ผบ. ที่บ้านอาจจะไม่พอใจเอาได้ ทำให้เราใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชม. กับระยะทางแค่เพียง 5 กม. และในที่สุดเราก็มาถึงปลายทางที่ Hooker Lake เป็นทะเลสาบที่มีก้อนน้ำแข็งที่ร่อนหลุดมาจากแนว Gracier ลอยอยู่เต็มทะเลสาบ ภาพที่เห็นตรงหน้าสวยงามตระการตา ช่างคุ้มค่ากับการเดินเท้าเข้ามา 5 กม. เสียจริงๆ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

พวกเรานั่งเหนื่อยพักชมวิวทิวทัศน์ พูดคุยกับเพื่อนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงพร้อมๆ กัน หันมองนาฬิกาอีกทีก็เกือบเที่ยงแล้ว ท้องเริ่มหิวขึ้นมาทันที เสียดายที่ไม่ได้วางแผนเอาของว่างรองท้องติดมาด้วย ยิ่งเห็นกลุ่มคุณป้าที่เดินมาด้วยกันนั่งล้อมวงกินขนมอย่างเอร็ดอร่อย ความหิวก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จึงได้เวลาร่ำลาทะเลสาบแสนสวย เดินย้อนกลับทางที่เดินมาอีก 5 กม. เพื่อกลับไปที่จุดตั้งต้นที่พวกเราจอดรถกันเอาไว้

แม้ว่าเส้นทางที่เดินกลับจะเป็นเส้นทางเดิมกับที่เดินมา แต่ก็ได้มองเห็นภาพที่ต่างกันออกไป เราอาจจะใช้เวลาเดินน้อยลง เพราะแวะถ่ายรูปกันน้อยกว่าเดิม แต่ก็ได้ความประทับใจไม่แพ้กัน 

นี่คงเป็นอีกเส้นทาง Hiking ที่สวยงามและน่ามาเยือนกันสักครั้งถ้ามีโอกาส เป็นเส้นทางที่ไม่ได้ขึ้นเขาชันและเดินง่ายพอสมควร ผมคิดว่า Hooker Valley Track นี้เป็นอีกหนึ่งในลิสต์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียวสำหรับคนที่เดินทางมายังเกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ขอแนะนำว่าให้มานอนพักที่ Mount Cook สักหนึ่งคืน ที่นี่เงียบสงบและดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนสวยมาก และเช้าอีกวันก็ค่อยตื่นแต่เช้าออกมาเดิน Hiking บนเส้นทางสาย Hooker Valley Track กัน

ที่สำคัญ อย่าลืมพกของว่างไปแวะทานที่ทะเลสาบ Hooker กันด้วยนะครับ

บันทึกการเดินทางและภาพถ่ายฝีมือคุณพ่อในทริปเดินเท้า Hooker Valley Track เกาะใต้ ประเทศนิวซีแลนด์

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load