27 กรกฎาคม 2563
1 K

ภาพผู้หญิงใบหน้าเข้ม คิ้วดำยาวที่หัวคิ้วเชื่อมติดกันเป็นเส้นเดียวนั้น ไม่ว่าใครเห็นเพียงครั้งเดียวก็ไม่อาจลืม ตาที่จ้องมองมาประหนึ่งจะทะลุเข้าไปในหัวใจ ดอกไม้ยักษ์ที่ประดับบนผมเกล้าเด่นจนไม่อาจถอนสายตา และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านหลากสีหลากชิ้นซ้อนทับกัน กระโปรงยาวคลุมตาตุ่ม ผ้าผวยห่มไหล่ เครื่องประดับชิ้นเป้งๆ ปะวะหล่ำกำไลเต็มแขนเต็มนิ้ว เป็นภาพที่ชวนให้สงสัยอยากรู้จักอย่างมากว่าเธอคือใคร และนั่นคือครั้งแรกเมื่อหลายปีมากๆ มาแล้ว ที่ทำให้ฉันถูกดึงดูดเข้าไปทำความรู้จักกับเธอ ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo)

และฉันก็ได้รู้ว่าเธอคือจิตรกรหญิงผู้มีชื่อเสียงที่สุดของเม็กซิโก นอกจากผลงานมากมายอันเป็นที่ยอมรับแล้ว เธอยังมีเรื่องราวชีวิตอันเข้มข้นจริงๆ ฟรีดาเป็นโปลิโอตั้งแต่เด็ก ทำให้ขาสองข้างไม่เท่ากัน ยังไม่เท่านั้น พออายุ 18 ก็ประสบอุบัติเหตุรถชน ในขณะที่เธอกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารกลับจากโรงเรียน ราวเหล็กของรถเมล์ที่พิงนั่งทะลุช่องท้องเธอ ผ่านมดลูก เธอจึงมีลูกไม่ได้ตลอดชีวิต กระดูกสันหลังหัก ต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงเป็นเดือนๆ นึกว่าจะพิการทั้งตัวเดินไม่ได้ตลอดชีวิตแล้ว แต่เธอไม่ท้อ ตอนที่นอนขยับไม่ได้อยู่บนเตียงนั่นเองที่เธอเริ่มวาดรูป จนค้นพบพรสวรรค์ที่ไม่เคยรู้ และเธอได้ใช้การวาดรูปเป็นสื่อในการแสดงออกทางความคิดและอารมณ์ แทนการเคลื่อนไหวด้วยขา จนกลายมาเป็นศิลปินผลงานดีๆ มากมายตั้งแต่อายุ 20 นิดๆ ต่อมาเธอแต่งงานกับ ดิเอโก ริเวรา (Diego Viera) ศิลปินชื่อดังที่เป็นเสือผู้หญิง เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เข้มข้น รักมากแต่ก็ยุ่งยากมาก ตามประสาศิลปินสุดโต่งสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน

 ในที่สุดเธอหย่ากับดิเอโกเมื่อจับได้ว่าเขามีสัมพันธ์กับน้องสาวแท้ๆ ของเธอ แต่ปีถัดมาก็กลับมาแต่งงานกันอีก ฟรีดาเองก็ใช่จะซื่อสัตย์ต่อดิเอโก ต่อมาภายหลังทั้งคู่หย่ากันอีก และแยกกันอยู่โดยคงความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน จนเธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังไม่ 50 ศิลปินดังคู่นี้มีชีวิตที่มีชื่อเสียง และมีบทบาททางสังคมและการเมืองของเม็กซิโกในช่วงนั้นอย่างมาก แต่ถึงแม้ดูเผินๆ จะเหมือนว่าฟรีดามีทั้งชื่อเสียง เงินทอง สังคม คู่แท้ (ที่แม้จะทำให้เธอปวดร้าวเรื่อยๆ) แต่ข้างในเธอน่าจะอ่อนล้าและไม่มั่นคงอยู่พอสมควร อุบัติเหตุรถยนต์ครั้งนั้นทำให้ร่างกายเธออ่อนแอมาตลอด เธอต้องใส่คอร์เซ็ตดามลำตัวให้ตรง ใช้ไม้เท้า นั่งรถเข็น เธอเคยพูดว่ามีความเจ็บปวดเป็นเพื่อนตลอดเวลา สุดท้ายถึงกับต้องตัดเท้าออกข้างหนึ่งก่อนเสียชีวิต 1 ปี 

สำหรับฉัน ฟรีดาเป็นผู้หญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ ในร่างกายที่แหลกร้าวและเปราะบางนั้น ฉันว่าเธอเป็นนักสู้ เก่ง ติสต์แตก และแกร่งมาก ดังนั้นเมื่อวางแผนไปเยือน เม็กซิโกซิตี้ (Mexico City) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในพันธกิจสำคัญของฉันจึงเป็นการไปเยี่ยมชมบ้าน สตูดิโอ และพิพิธภัณฑ์ของฟรีดา คาห์โล นั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

The Blue House เป็นบ้านที่ฟรีดาและดิเอโกเคยอยู่ด้วยกัน และเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองด้วย เห็นแล้วต้องบอกเลยว่าดีไซน์ล้ำมากถ้าคิดย้อนไปในสมัยนั้น ดูก็รู้ว่าเป็นบ้านศิลปินแน่ๆ เพราะมันมีความเรขาคณิตและความแปลกไม่เหมือนบ้านอื่นในยุคนั้น น่าอยู่มาก เป็นอาคาร 2 หลังซึ่งเชื่อมกันด้วยสะพานที่ชั้นดาดฟ้า หลังหนึ่งของเขา หลังหนึ่งของเธอ ชั้นบนเป็นสตูดิโอวาดรูปของทั้งสองคน สะพานเล็กแคบที่เชื่อมทั้งสองตึกนั้นคือทางที่ฟรีดาเดินนำอาหารที่เธอทำมาเสิร์ฟให้ดิเอโกในสตูดิโอเขาทุกวัน ในบ้านจัดให้เห็นห้องหับแบบที่ทั้งคู่เคยอยู่ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ ห้องน้ำ ห้องนอน ครัว ฯลฯ และห้องที่เด็ดสุด ก็คือสตูดิโอที่ดิเอโกใช้วาดรูปนั่นเอง ด้วยหลังคาสูง หน้าต่างกระจกโล่งรับแสงธรรมชาติ จัดวางอุปกรณ์วาดภาพต่างๆ เหมือนเจ้าของยังคงอาศัยอยู่ดังเดิม ในบริเวณยังมีบ้านอีกหลัง เป็นตึกที่พ่อของฟรีดาใช้เป็นสตูดิโอถ่ายรูปของเขา ทุกตึกซื้อตั๋วเข้าไปชมได้ แนะนำให้เข้าไปชมทุกส่วน อย่าพลาดทีเดียว

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ส่วน Frida Museum นั้น เป็นบ้านเดิมที่เธออยู่และโตมาตอนเด็ก และในบั้นปลายก็ยังย้ายกลับมาอยู่ที่นี่จนเสียชีวิตอีกด้วย เป็นสถานที่ที่น่าจะบอกเล่าเรื่องราวของฟรีดาได้ดีที่สุด ทั้งบ้านทาสีจัดจ้านเข้มข้นไม่แพ้ชีวิตและตัวตนของฟรีดาเอง ตัวบ้านสวยงามน่าสนใจ มีสวนร่มรื่นกว้างขวางมาก เข้าไปแล้วได้เดินชมรูปถ่ายเก่าๆ สมัยฟรีดาเป็นเด็ก ทำให้จินตนาการได้ว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะใช้ได้ทีเดียว เห็นห้องหับที่ครอบครัวอยู่อาศัย และได้เห็นเตียงนอนที่เธอนอนรักษาตัวตอนรถชนอยู่เป็นปี เตียงที่เธอเริ่มวาดภาพโดยที่ขยับตัวไม่ได้ ทำให้ค้นพบพรสวรรค์ที่ต่อลมหายใจให้เธอ และเปลี่ยนชีวิตเธอในเวลาต่อมานั่นเอง

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ตอนหลังฟรีดาปรับปรุงบ้านและย้ายกลับเข้ามาอยู่ที่นี่ มีครัวสีเหลืองแสบสดที่สลักชื่อ Frida Diego ไว้บนผนัง มีห้องวาดรูปที่จัดวางทุกอย่างราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ เช่น รถเข็นที่จอดอยู่หน้าผืนผ้าใบวาดรูป บนระเบียงด้านนอกติดสวนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยบ่อน้ำและต้นไม้นั้นมีการจัดนิทรรศการศิลปะ จัดวางโดยศิลปินปัจจุบันเพื่อระลึกถึงฟรีดาอีกด้วย

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ยังไม่หมด อาคารในสวนก่อนทางออกยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับแฟชั่นของฟรีดา ที่นอกจากจัดแสดงเสื้อผ้าของเธออันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครแล้ว ยังเล่าเรื่องต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเปราะบางภายใต้ความแข็งแกร่งของเธอ เช่น ฉันได้เรียนรู้ว่า การที่ฟรีดาใส่กระโปรงสุ่มเสมอ และใส่สายสร้อยกำไลโตๆ พร้อมมีดอกไม้ยักษ์ประดับผม ดูเยอะเว่อร์มากมาย สะดุดตาทุกคนจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวนั้น มันไม่ใช่แค่แฟชั่นที่นำเสนอความเพียงแตกต่าง แต่จริงๆ เป็นเพราะฟรีดาต้องการดึงความสนใจของคนให้ไกลออกไปจากความพิการของขาและเท้าที่ไม่เท่ากัน โดยให้สายตาคนจ้องตะลึงไปที่ท่อนบนของเธอแทนท่อนล่างต่างหาก

ฟรีดาเสียชีวิตก่อนดิเอโก ซึ่งหลังจากที่เขาเสียชีวิตตามไป บ้านที่เป็นพิพิธภัณฑ์นี้ก็ได้มอบเป็นสมบัติของชาติเม็กซิโกตามพินัยกรรมของดิเอโก้ โดยเขาระบุความประสงค์ให้ปิดตายห้องหลายห้องเอาไว้อยู่สิบกว่าปี ภายหลังเมื่อครบเวลาและเปิดห้องเหล่านี้ออกมา จึงได้พบของส่วนตัวของฟรีดาที่เก็บไว้อีกหลายอย่าง เช่น คอร์เซ็ตที่สวมรัดตัวเพื่อให้กระดูกสันหลังตรงตลอดชีวิตเธอ เสื้อผ้า จดหมาย เอกสารสำคัญ นับเป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและมีความสำคัญกับเม็กซิโก ปัจจุบันนี้ฟรีดาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเม็กซิโกซิตี้ไปแล้วก็ว่าได้ ไปไหนๆ ก็เห็นข้าวของเครื่องใช้ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาฟรีดาเต็มไปหมด

แม้จะได้ไปเยี่ยมชมบ้านของฟรีดาทั้งสองแห่งแล้ว ฉันก็ยังได้ชมผลงานของฟรีดาไม่มาก คนที่เม็กซิโกบอกฉันว่า รูปวาดส่วนมากของเธอกลับไปจัดแสดงอยู่ที่ Museo Dolores Olmedo พิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งโดย โดโลเรส โอลเมโด (Dolores Olmedo) นักธุรกิจเพื่อนสนิทของฟรีดา ผู้ที่สะสมภาพวาดและงานศิลปะเอาไว้มากมาย รวมทั้งงานส่วนมากของฟรีดาและดิเอโก้ด้วย พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ไกลออกไปนอกตัวเมืองเม็กซิโกซิตี้ ด้วยเวลาไม่พอ ฉันจึงต้องตัดใจตัดรายการนี้ออกไปก่อน บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรฉันก็จะได้ไปชมภาพวาดชิ้นหนึ่งของฟรีดา ที่ฉันอยากเห็นมากๆ ยิ่งกว่าชิ้นอื่นใดอยู่แล้ว 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum
ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

นั่นก็คือรูป The Two Fridas ที่วาดเมื่อเธอเพิ่งหย่าขาดจากดิเอโก เป็นภาพเหมือนขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวจริงของตัวฟรีดาเอง 2 คนใน 2 ภาค คือภาคยุโรปและภาคเม็กซิกันนั่งอยู่คู่กัน จับมือกัน โดยมีเส้นเลือดเชื่อมหัวใจของฟรีดาทั้งสองอยู่ด้วยกัน ในมือของฟรีดาเม็กซิกันมีรูปดิเอโก้อยู่ ส่วนในมือของฟรีดายุโรปมีกรรไกรที่ตัดเส้นเลือดขาด กระโปรงขาวของภาคยุโรปมีเลือดหยดเปื้อน มีการตีความภาพนี้ต่างกันไป บ้างว่ามันคือการสะท้อนตัวตน 2 ภาคของเธอ จากทางพ่อที่เป็นชาวเยอรมนีและแม่ที่เป็นชาวเม็กซิกัน บ้างก็ว่าภาคยุโรปคือฟรีดาที่ดิเอโก้ไม่รัก แต่ภาคเม็กซิกันคือภาคที่เขารัก 

ตามรอยบ้านของ Frida Kahlo และ Diego Rivera ที่เม็กซิโกซิตี้, The Blue House, Museo Dolores Olmedo, Frida Museum

ไม่ว่าจะตีความอย่างไร ที่เห็นได้ชัดก็คือความเจ็บปวดของฟรีดาในรูปนี้ ไม่ว่าจะเป็นฟรีดาภาคใด หรือไม่ว่าจะเป็นความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ และความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ย้อนแย้ง เข้มข้น ระหว่างฟรีดาและดิเอโก้ ภาพ The Two Fridas นี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Museo de Arte Moderno ใจกลางกรุงเม็กซิโกซิตี้ คนไม่เยอะ ไปสะดวก เป็นประสบการณ์เล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ของฉัน ที่ทำให้การไปย้อนอดีตเยือนชีวิตของฟรีดาในครั้งนี้สมบูรณ์ ไม่ว่าใครจะชอบฟรีดาหรือไม่ก็ตาม ฉันเชื่อว่าหากได้ไปสัมผัสเรียนรู้ความเข้มข้นของชีวิตฟรีดาแล้ว จะต้องจากเม็กซิโกซิตี้มาอย่างไม่อาจลืมเธอได้เลย

ฟัง The Cloud Podcast ศิลปะการต่อสู้ EP. 05 : Frida Kahlo ศิลปินหญิงที่ยอมเจ็บปวดมาตลอดชีวิต ที่นี่

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีหมวกรุ่นพิเศษจาก Painkiller Atelier X The Cloud ส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer

ฟ้า บุณยะรัตเวช

นักการตลาด นักเดินทาง นักเล่าเรื่อง นักเขียน ที่อาศัยอยู่มาแล้ว 4 ประเทศ และเดินทางไปมาแล้ว 82 ประเทศ พำนักอยู่สวิตเซอร์แลนด์ ไปๆ มาๆ กรุงเทพบ่อยๆ มีบล็อกและเพจท่องเที่ยว ‘เที่ยวเหนือฟ้า’ ที่เน้น ‘เจาะลึก-อาหารอร่อย-โรงแรมเก๋-ประสบการณ์แปลก’ ตามคำจำกัดความของ ‘เที่ยวแบบเหนือฟ้า’

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

27 มิถุนายน 2560
11 K

เมื่อพูดถึงปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส สิ่งที่ผุดพรายขึ้นมาในหัวเราเป็นอันดับแรกๆ คืออะไร หอไอเฟล น้ำหอม แฟชั่น โมนาลิซ่า ความหรูหรา หรือความโรแมนติก?

ในม่านหมอกของความงดงามเหล่านั้น ปารีสได้ชื่อว่าเป็นนครแห่งแสงสว่าง (La Ville LumièreThe City of Light) เพราะเป็นเมืองแรกในยุโรปที่ติดตั้งเสาไฟตะเกียงเเก๊สหลายหมื่นดวงบนท้องถนนในทศวรรษ 1860 ทำให้กลายเป็นเมืองหรูหราสว่างไสวไม่มีวันหลับ นำมาซึ่งความสำรวยสำราญทั้งในยามกลางวันและกลางคืน สมกับเป็นเมืองที่ผู้คนเฝ้าฝันถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสไว้ในพระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน ว่า ปารีสเป็น ‘เมืองบรมสุข’

นอกจากความสว่างไสวที่มองเห็นได้ด้วยสายตาแล้ว ปารีสยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่จุดไฟส่องสว่างทั้งในสมองและจิตใจ เนื่องจากเป็นบ้านเกิดของปัญญาความคิดหลายสาขาตั้งแต่อดีตกาล กลิ่นหอมรัญจวนของน้ำหอมชโลมเมืองให้รื่นรมย์ คลอเคล้าไปกับอวลไออุดมการณ์ทางการเมืองและการปฏิวัติ สำนึกของ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ (Liberté, Égalité, Fraternité-คำขวัญประจำชาติฝรั่งเศส) ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ กระตุ้นให้แรงบันดาลใจแห่งประชาธิปไตยของไทย (ที่ตอนนี้อยู่ไหนไม่รู้) กำเนิดขึ้นที่มหานครแห่งนี้เมื่อ 90 ปีก่อน

ปารีส

ย่าน Quartier Latin (การ์ติเย ลาแตง) กลางกรุงปารีส ได้ชื่อว่าเป็นถิ่นชุมนุมปราชญ์ราชบัณฑิตมาเนิ่นนาน หนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในย่านนี้คือมหาวิทยาลัยปารีส หรือที่รู้จักกันในชื่อ ซอร์บอนน์ (Université Paris-Sorbonne) ที่ก่อตั้งขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้ชื่อว่าเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากมหาวิทยาลัยโบโลญญาในอิตาลี) จวบจนปัจจุบันซอร์บอนน์ก็มีอายุเกือบ 1,000 ปีแล้ว ด้วยเหตุนี้ การ์ติเย ลาแตง จึงเป็นย่านของนิสิตนักศึกษาและเป็นแหล่งวิชาความรู้

ปารีส ปารีส

อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ (Rue de Sommerard) ตั้งอยู่บนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงบในย่านนี้ ต้นเดือนกุมภาฯ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1927) ท่ามกลางความหนาวเหน็บในฤดูหนาวของกรุงปารีส นักเรียนไทยที่ศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งศึกษาอยู่ในสายวิชาที่ต่างกัน 7 คน รวมกันเช่าห้องห้องหนึ่งในอพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นที่ประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม ซึ่งเป็นการประชุมที่จริงจังมากทีเดียวเพราะใช้ไปเวลาทั้งสิ้น 4 วัน 5 คืน และในวันเริ่มการประชุมก็ตรงกับวันเกิดปีที่ 30 ของประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในแกนนำ น่าสนใจที่บรรพบุรุษของเรามีกิจกรรมวันเกิดที่แสนยิ่งใหญ่และจะเปลี่ยนโฉมหน้าของบ้านเกิดเมืองนอนตลอดไป

ในบรรดาผู้ที่มาประชุมในครั้งนั้น มี 2 คนที่เราได้ยินชื่อกันจนคุ้นหู คนแรกคือ ปรีดี พนมยงค์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ผู้เป็นแกนนำและมันสมองของกลุ่ม อีกคนก็คือ ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนทหารปืนใหญ่ ชื่อนี้อาจจะฟังดูไม่คุ้นนัก แต่ทุกคนคงจะร้องอ๋อเมื่อบอกว่า ท่านผู้นี้คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งต่อมาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เป็นเวลาถึง 14 ปี 11 เดือน เป็นเรื่องแปลกดีที่ จอมพล ป. เกิดวันที่ 14 กรกฎา ตรงกับวันทลายคุกบัสตีย์ (Bastille) หมุดหมายสำคัญของการปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นวันชาติฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

การหารือในวันนั้นถือเป็นการประชุมทางการครั้งแรกของ ‘คณะราษฎร’ ใครจะนึกว่าโครงการบ้าบิ่นของคนหนุ่ม 7 คนที่เริ่มต้นในห้องเเคบๆ ในเมืองแห่งการปฏิวัติในวันนั้น จะเป็นจริงขึ้นในอีก 5 ปีต่อมา ใครจะเชื่อว่าความคิดที่หากปฏิบัติการไม่สำเร็จ คณะราษฏรจะกลายเป็นกบฏซึ่งมีโทษคือการประหารชีวิต จะนำพาประชาธิปไตยมาสู่ในในปี 2475 (แต่ตอนนี้อยู่ไหนแล้วหว่า)

ปารีส

ปัจจุบัน อพาร์ตเมนต์เลขที่ 9 ถนนซอมเมอราร์ ได้กลายเป็นโรงแรม Best Western Le Jardin de Cluny โรงแรมสี่ดาวที่เงียบสงบ เน้นการประกอบกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการท่องเที่ยงอย่างยั่งยืน ไฮไลต์หนึ่งของโรงแรมคือบุฟเฟต์อาหารเช้าแบบออร์แกนิกที่ให้บริการทุกเช้าในห้องอาหารเพดานโค้งสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 สนนราคาค่าห้องตกคืนละ 250 – 360 ยูโร (ตีคร่าวๆ เป็นตัวเลขกลมๆ ตกประมาณ 9,000 – 13,000 บาท ได้นอนในตึกประวัติศาสตร์เลยนะ)

ตอนหาข้อมูลเขียนบทความเรื่องนี้เรานึกถึงหนังเรื่อง Les Misérables ที่ได้ดูเมื่อสี่ห้าปีก่อน (ซึ่งตอนนั้นอินมาก) หนังสร้างขึ้นมาจากวรรณกรรมอมตะนิรันดร์กาลเล่มหนามากของ Victor Hugo (เล่มดังอีกเล่มคือ Notre-Dame de Paris ที่ต้นฉบับดาร์กมาก แต่ Disney ใส่ความชวนฝันแล้วปิดท้ายด้วย Happy ending กลายมาเป็นแอนิเมชัน The Hunchback of Notre Dame ในปี 1996) Les Misérables ได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณกรรมหนึ่งเล่มสำคัญที่สุดของฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 การประชุมของคณะราษฎรทำให้เรานึกถึงมาริอุส (แสดงโดย Eddie Redmayne) พระเอกของเรื่องกับแก๊งหนุ่มนักปฏิวัติ ซึ่งเป็นคนหนุ่มจากหลากหลายสาขา แต่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ยุคสมัยใหม่ ในตอนรวมตัวกันเพื่อประชุมวางแผนการปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาล พวกเขาร้องเพลงชื่อ Red and Black มีท่อนหนึ่งที่จับใจและถ่ายทอดความรู้สึกของคนหนุ่มที่กำลัง ‘คิดการใหญ่’ ได้เป็นอย่างดี

“Have you asked of yourselves
What’s the price you might pay?
Is it simply a game for rich young boys to play?
The colours of the world are changing
day by day…”

หนุ่มนักปฏิวัติใน Les Misérables รวมตัวกันในชื่อ The Friends of the ABC (Les Amis de lABC) มีที่มาจากการอ่านออกเสียงตัวอักษร A B C แบบฝรั่งเศส เป็น อา เบ เซ ซึ่งไปคล้ายกับเสียงอ่านคำว่า abaissés (แปลอังกฤษว่า the “lowly” / abased) สื่อความหมายประมาณว่าเป็นกลุ่มคนที่ถูกกดให้ต้อยต่ำ (จากอำนาจของผู้ปกครอง) ความหมายนี้ทำให้เรานึงถึงคำว่า ‘คณะราษฎร’ แม้พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2555 จะให้ความหมายของคำว่า ‘ราษฎร’ เอาไว้ว่า ‘พลเมืองของประเทศ’ แต่ปรีดี พนมยงค์ ผู้เลือกใช้ชื่อคณะราษฎรได้อธิบายความหมายของคำว่าราษฎรเอาไว้ว่า พลเมืองสยามส่วนมากซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองสมัยนั้นเรียกตัวเองว่าราษฎร… คือแสดงถึงลักษณะของพลเมืองส่วนใหญ่ที่ถูกปกครองโดยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้น เราจึงถือว่าเราเป็น คณะราษฎร เพราะเราทำตรงกับความต้องการของราษฎร” เราจึงคิดว่าความหมายของ The Friends of the ABC ก็มีเซนส์เดียวกับความหมายของคำว่า คณะราษฎร ที่ปรีดีกล่าวไว้เลยทีเดียว

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เหล่าปัญญาชน นักคิดนักเขียน และศิลปิน ในปารีสมักรวมตัวกันที่ café ซึ่งไม่ได้เสิร์ฟแค่ชากาแฟอย่าเดียวเท่านั้น แต่ café ในปารีสยังเสริฟอาคารคาวหวานทั้งเบาทั้งหนักและเครื่องดื่มนานาชนิดตลอดทั้งวัน
The Friends of the ABC พบปะกันที่ Café ABC เช่นเดียวกับคณะราษฎรก็พบปะกับที่ café (ลองนึกถึงการพบปะที่ café ของเหล่าคนดังในยุค 1920 ในหนัง Midnight in Paris-สมัยเดียวกันกับยุคกำเนิดคณะราษฎรในปารีส) ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ คู่ชีวิตของปรีดีเล่าไว้ว่า

เมื่อครั้งที่นายปรีดีเป็นนักศึกษา เคยมาเดินเล่นและพูดคุยปัญหาบ้านเมืองกับเพื่อนคนหนึ่ง บางวัน ข้าพเจ้ากับนายปรีดีออกจาก Sainte-Geneviève แล้วก็มานั่งเล่นที่ร้านกาแฟ Café Select มุมถนน Rue des Ecoles ตัดกับถนน Boulevard Saint-Michel… นายปรีดีเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ที่ร้านกาแฟนี้ นายปรีดีและเพื่อนๆ ร่วมกันคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปรารถนาให้สยามประเทศมีรัฐธรรมนูญ มีรัฐสภา มีเสรีภาพและประชาธิปไตย… เมื่อ 2 ปีก่อน (พฤษภาคม 2542) ข้าพเจ้าหวนกลับไปปารีสอีกครั้ง ร้าน Café Select ปัจจุบันเป็นร้านขายเสื้อผ้า ไม่หลงเหลือสภาพเดิมให้ปรากฏ”

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

แต่อย่างไรก็ตามมีหนังสือบางเล่มกล่าวว่าร้าน Café Le Select ยังเปิดให้บริการอยู่จนถึงทุกวันนี้ เราตามรอยจนไปถึงร้านเลขที่ 99 boulevard du Montparnasse ไม่ไกลจากย่านการ์ติเย ลาแตง นัก ก็พบร้านกาแฟปารีเซียงคลาสสิก ตั้งเก้าอี้หวายน่าเอ็นดูไว้หน้าร้านเช่นเดียวกับร้านกาแฟทั่วไปในปารีส แต่โดดเด่นด้วยไฟนีออนขดเป็นคำว่า Le Select ชื่อของร้าน Café แห่งนี้เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1923 (พ.ศ. 2466) เป็นร้านดังพอตัวในฐานะที่พบปะของเหล่านักคิด มีศิลปินเซเลบอย่าง Picasso และนักเขียนดังอย่าง F. Scott Fitzgerald (คนเขียน The Great Gatsby) และ Ernest Hemingway (คนเขียน The Old Man and the Sea) เเวะเวียนมาเขียนงานบ้าง เจอเพื่อนบ้าง กินข้าวบ้าง

เมื่อฝันและหวังของคนหนุ่มต่อประชาธิปไตยยังคงเรืองรอง ตามรอยคาเฟ่ที่ชุมนุมของ ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และคณะราษฎรที่ฝรั่งเศส

เราสั่ง Café gourmand กับบริกรที่เป็นคุณลุงรุ่นเก๋าท่าทางใจดี เพื่อนเราที่เรียนอยู่ที่ปารีสแนะนำให้สั่งเมนูนี้เพราะจะได้ละเลียดทั้งกาแฟเอสเพรสโซเคล้าคลอกับขนมหวานที่เสริฟพร้อมกันมาหลากหลายชนิดตามแต่ละร้านจะเลือกสรรจัดให้ (ซึ่ง gourmand นอกจากจะแปลว่านักชิมแล้วยังแปลว่าตะกละด้วยเเหละ) ชมร้านไปพลาง จิบกาแฟพลาง กินขนมไปพลาง ก็ได้แต่นึกคิดไปว่า ร้านนี้รึเปล่านะ โต๊ะตัวนี้ใช่ไหม เก้าอี้ตัวนี้รึเปล่า ที่เหล่าคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งมานั่ง มาพบปะกัน เมื่อ 90 ปีก่อนเพื่อคุยกันถึงอนาคตที่ใฝ่ฝันถึง

ภาพ :  www.parisenimages.fr

ถ้าคุณมีประสบการณ์เดินทางแปลกใหม่ / บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญส่งเรื่องราวของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue/โรงเรียนนานาชาติ’

ถ้าผลงานของคุณได้รับการตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะมีสมุดบันทึกปกหนังเล่มสวยส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

 

 


 

อ้างอิง

กษิติ มงคลนาวิน, ฝรั่งเศส. กรุงเทพฯ : ปราชญ์เปรียว, 2549.

เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์. ปฏิวัติ 2475. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2560.

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ไกลบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2545.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. 2475 การปฏิวัติสยาม. พิมพ์ครั้งที่ 2 แก้ไขเพิ่มเติม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์
      และมนุษยศาสตร์, 2543.
นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. พิมพ์ครั้งที่ 5 ฉบับแก้ไขและปรับปรุงครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ :
      ฟ้าเดียวกัน, 2553.
พูนศุข พนมยงค์, ท่านผู้หญิง. ไม่ขอรับเกียรติยศใดๆ ทั้งสิ้น 95 ปี 4 เดือน 9 วัน พูนศุข พนมยงค์. กรุงเทพฯ : ตถาตา
      พับลิเคชั่น, 2551.

Writer & Photographer

นักรบ มูลมานัส

นักคุ้ยของเก่าผู้เล่าเรื่องผ่านการสร้างภาพ (ประกอบ) ที่อยากจะลองเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรดูบ้าง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load