สยามได้ส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นราชทูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรีเป็นอุปทูต และออกขุนศรีวิศาลวาจาเป็นตรีทูต

ใครดูละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส คงจะรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับฝรั่งเศสที่มีมาตั้งแต่สมัยปลายอยุธยา หรือราวศตวรรษที่ 17

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเป็นหนึ่งในสถานเอกอัครราชทูตที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยซึ่งยังคงตั้งอยู่ที่เดิมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นรองก็แต่เพียงสถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกส ที่ก่อตั้งในสมัยรัชกาลที่ 2 เท่านั้น

เราได้รับโอกาสพิเศษให้เข้าไปชมทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ก่อนก้าวเข้าไปสำรวจอาคารเก่าแสนสวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา เราขอพาไปชมประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ฉบับย่อระหว่างทั้งสองประเทศ และเรื่องราวในอดีตของสถานเอกอัครราชทูต ที่หวุดหวิดจะย้ายออกจากเจริญกรุงไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยืนหยัดรักษามรดกสถาปัตยกรรมนี้ไว้ได้อย่างสง่างาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มิชชันนารีเยือนสยาม โกษาปานไปฝรั่งเศส

บาทหลวงชาวฝรั่งเศสเดินทางมาถึงสยามตั้งแต่ ค.ศ. 1662 (พ.ศ. 2205) โดยนั่งเรือมาขึ้นฝั่งที่บางกอก ก่อนจะเดินทางไปถึงอยุธยา ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวฝรั่งเศสจึงได้ตั้งสามเณราลัยในราชอาณาจักรสยาม และบาทหลวงปีแยร์ ล็องแบร์ เดอ ลา ม็อต (Pierre Lambert de la Motte) ได้กลายเป็นทูตทางศาสนาและเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสคนแรกของสยาม มีที่พักเป็นอาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งกลายเป็นสถานทูตแบบไม่เป็นทางการ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คริสตศาสนาได้รับความคุ้มครองจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แม้ความพยายามเปลี่ยนให้พระมหากษัตริย์มาเข้ารีตจะไม่สำเร็จ แต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีราชพระประสงค์จะพัฒนาความสัมพันธ์กับจักรวรรดิฝรั่งเศส จึงทรงส่งคณะทูตลงเรือไปฝรั่งเศส

ครั้งแรกทรงส่งเครื่องราชบรรณาการ 50 หีบ ช้าง 2 เชือกและแรดตัวเล็กๆ 2 ตัวลงเรือซอเลย เดอ ลอรีย็อง (Soleil de l’Orient) หรือ ดวงอาทิตย์แห่งตะวันออก แต่เพราะบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป เรือเลยอับปางที่มาดากัสการ์ แต่ในที่สุดคณะทูตของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ก็เดินทางไปขึ้นฝั่งที่เมืองแบร็สต์ (Brest) ได้สำเร็จ และได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ผู้มีฉายาว่าสุริยกษัตริย์ ในห้องโถงกระจกของพระราชวังแวร์ซายใน ค.ศ. 1685 (พ.ศ. 2227)

เพื่อเป็นการตอบแทน ฝรั่งเศสจึงส่งคณะทูต นำโดยราชทูตเชอวาลีเย อาแล็กซ็องดร์ เดอ โชมง (Chevalier Alexandre de Chaumont) มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ในปีถัดมา ผลคือฝรั่งเศสทำสนธิสัญญากับสยามเรื่องให้อิสรภาพในการเผยแผ่ศาสนา และให้สิทธิพิเศษทางกฎหมายและเศรษฐกิจบางประการแก่ชาวฝรั่งเศส

แต่เพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้น รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็สิ้นสุดลง สมเด็จพระเพทราชาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ และไม่มีพระราชประสงค์จะผูกสัมพันธ์กับชาวยุโรปอีกต่อไป

หลังจากนั้น ความผันผวนทางการเมืองในราชอาณาจักรสยามและการเปลี่ยนเมืองหลวงหลายครั้ง ทำให้สยามแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับชาติตะวันตกอีก ยกเว้นโปรตุเกสเพียงชาติเดียวเท่านั้น

ผูกมิตรอีกครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างฝรั่งเศสและไทยถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งทรงเล็งเห็นว่าหากต้องการรักษาอธิปไตยของสยาม จำเป็นต้องผูกสัมพันธ์กับชาติตะวันตก และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ

หลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับอังกฤษใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) และสนธิสัญญาที่คล้ายคลึงกันกับสหรัฐอเมริกาในปีถัดมา สยามก็ได้ทำสนธิสัญญาฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสนับเป็นประเทศที่ 4 หลังจากโปรตุเกส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ที่ได้ตั้งสถานกงสุลในสยาม

ช่วงแรกกงสุลโปรตุเกสเป็นผู้แทนประเทศฝรั่งเศสให้ชั่วคราว ก่อนท่านเคานต์แห่งกัสแตลโน (Comte de Castelnau) จะได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำสยามคนแรกอย่างเป็นทางการรัชกาลที่ 4 พระราชทานพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีอาคารที่ทำการศุลกากรที่ถูกทิ้งร้าง ให้ประเทศฝรั่งเศสเช่าเป็นสถานกงสุล ใกล้กับสถานกงสุลโปรตุเกส อังกฤษ และอเมริกา

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้รวมถึงตัวอาคารให้ประเทศฝรั่งเศสตั้งสถานกงสุลอย่างถาวร

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่ทำการศุลกากรร้าง กลายเป็นสถานกงสุล

ทำเนียบหรือบ้านพักเอกอัครราชทูตปัจจุบันเคยเป็นอาคารหลักของสถานกงสุล เป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นใต้ถุนใช้เป็นสำนักงานการทูต และชั้นบนเป็นห้องทำงานและที่พักของกงสุล ส่วนอาคารที่ยื่นออกไปใช้เป็นที่คุมขังนักโทษและที่พักเจ้าหน้าที่

ลักษณะอาคารเป็นแบบโคโลเนียลที่ได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริกา ผสมสไตล์นีโอ-ปัลลาเดียน (Neo-palladian) ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในสยามยุคแรกๆ ข้อมูลระบุว่าที่นี่เป็นอาคารสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกใต้ถุนสูง สร้างบนดินเหนียวสีเขียวที่น้ำท่วมถึง ชั้นล่างก่อด้วยอิฐฉาบปูนสีขาวตามกรรมวิธีไทยโบราณ พื้นเป็นดินอัดแน่นขัดมัน ชั้นบนมีเพดานสูง มีหน้าต่างแบบฝรั่งเศสยาวจรดพื้น 5 บาน และหน้าต่างธรรมดา 2 บาน เหนือหน้าต่างแบบฝรั่งเศสมีช่องลมไม้ฉลุลายสำหรับระบายอากาศ ส่วนหลังคามุงปีกไม้สักได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมฮอลแลนด์ ทำเป็นทรงมะนิลา บลานอร์ (Manila Blanor) มี 4 ด้าน และมีหน้าบันทรงสามเหลี่ยมเล็กๆ ไม่มีฝ้าเพดาน เพื่อให้อากาศร้อนถูกดูดขึ้นไปด้านบนหลังคาและพัดออกไปทางช่องลมได้ง่าย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สันนิษฐานว่าก่อนกงสุลฝรั่งเศสย้ายเข้ามาพำนัก อาคารหลังนี้เป็นที่พักสินค้าของกรมศุลกากร และรับรองผู้เชี่ยวชาญด้านศุลกากรชาวตะวันตก แม้ไม่ทราบวันก่อสร้างแน่ชัดและชื่อสถาปนิก แต่อาคารหลังนี้น่าจะถูกสร้างในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4

ต่อเติมทำเนียบ

ช่วง ค.ศ. 1875 – 1894 (พ.ศ. 2418 – 2437) อาคารหลังนี้ได้รับการบูรณะต่อเติมหลายครั้ง คู่มือนำเที่ยว Exploring Bangkok ของโรบิน วอร์ด (Robin Ward) บรรยายทำเนียบหลังนี้ว่ามีลักษณะผสมระหว่างโคโลเนียลและนีโอคลาสสิก มีบันไดประดับบัวลูกแก้วสวยงามโอ่อ่าเชื่อมระหว่างใต้ถุนกับชั้นบน เฉลียงรองรับซุ้มประตูโค้งแบบโรมัน ด้านบนอาคารประดับไม้ฉลุลายขนมปังขิงอย่างอาคารแบบวิกตอเรีย มีขื่อคานและเสาดอริกทำมุมกับผนังปูนที่ดุนลายสวยงาม

ส่วนที่ต่อเติมในภายหลังคือเฉลียงและหลังคาคลุมเฉลียงสำหรับป้องกันฝน และบริเวณชั้นสามซึ่งสร้างด้วยไม้ทั้งหมด ล้อมด้วยลูกกรงและไม้ระแนงสาน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใน ค.ศ. 1892 (พ.ศ. 2435) สถานกงสุลได้รับการเลื่อนขั้นเป็นสถานอัครราชทูต หลังจากนั้นมีผู้คนมากมายแวะเวียนมาเยือน ไม่ว่าจะชาวเวียดนาม กัมพูชา และลาว ที่มายื่นขอเป็นคนในอาณัติฝรั่งเศส และตัวทำเนียบยังเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงวันชาติฝรั่งเศสอย่างอลังการ

ต่อมาในปี 1901 (พ.ศ. 2444) มีการอนุมัติทุนให้บูรณะสถานอัครราชทูตครั้งใหญ่ จึงเกิดการสร้างเรือนไม้สักหลังใหม่เพื่อใช้เป็นสำนักงานการทูต มีการสร้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ห้องรับประทานอาหารใหญ่บนทำเนียบ ท่าเรือ โป๊ะเหล็ก ตลอดจนระบบระบายน้ำในสวน และซ่อมแซมทางเดินจนเรียบร้อยสวยงาม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

สำนักงานการทูตในอดีต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บ้านพักเจ้าหน้าที่

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังทำเนียบ มองเห็นห้องรับประทานอาหารที่สร้างจากไม้สักทั้งหลัง

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ห้องรับประทานอาหารใหญ่

คิดจะย้ายอยู่หลายครั้ง

ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศสและชาวตะวันตกชาติอื่นๆ เริ่มเข้ามาอยู่อาศัยและพัฒนาพื้นที่บนถนนเจริญกรุงอย่างรวดเร็ว แม้จะมีการบูรณะครั้งใหญ่ แต่ตัวอาคารหลักก็เริ่มทรุดโทรม สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ที่พักบนตึกสงวนให้อัครราชทูตเท่านั้น นักการทูตคนอื่นๆ ต้องออกไปเช่าพื้นที่นอกเมืองด้วยราคาแพง

อัครราชทูตและผู้ว่าการอินโดจีนฝรั่งเศสหลายคนลงความเห็นว่าควรย้ายสถานอัครราชทูตใหม่ แรกเริ่มเดิมทีเลือกที่ดินจัดสรรใหม่ย่านบางรัก แต่เกิดการโต้เถียงขัดแย้งในหมู่ข้าราชการฝรั่งเศส ยิ่งเวลาผ่านไป งบประมาณที่ต้องใช้ในการก่อสร้างสถานอัครราชทูตแห่งใหม่ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ โครงการนี้จึงถูกพับเก็บไปหลายปี

ต่อมาเมื่อกรุงเทพฯ ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ต้นศตวรรษที่ 20 สถานอัครราชทูตประเทศอื่นๆ เริ่มย้ายออกจากพื้นที่ริมน้ำ ไปตั้งที่ทำการใหม่ติดถนนหน้ากว้างอย่างถนนสาทรและถนนวิทยุ เช่น สถานอัครราชทูตเบลเยียม สถานอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ สถานอัครราชทูตบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง สถานอัครราชทูตอังกฤษ และ สถานอัครราชทูตอเมริกา ก็ทยอยย้ายออกไป ตัวสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสก็ได้เล็งพื้นที่ย่านเพลินจิตตัดถนนสุขุมวิทไว้ เนื่องจากทนปัญหาความแออัดของย่านเจริญกรุง อากาศร้อน มลพิษทางเสียงจากเรือที่ดังตลอดเวลา และกลิ่นจากโรงสีข้าวและเมรุวัดที่อยู่ติดกันไม่ไหว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

มีเพียงอัครราชทูตปอล มอรองต์ (Paul Morand) ซึ่งได้เป็นอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยามเพียง 2 เดือนก่อนถูกเรียกตัวกลับ ได้บันทึกความชื่นชมต่อตัวทำเนียบไว้ และเศร้าเสียดายที่ดินริมน้ำที่เริ่มถูกขายทิ้งไปทีละส่วน

“ต่อไปข้างหน้า สถานอัครราชทูตหลายแห่งจะต้องลาจากริมฝั่งแม่น้ำนี้ ฝั่งที่จะร้างลาจากเสียงอึกทึก เสียงคลื่นกระทบฝั่ง และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ที่ดินมีราคาแพงอักโขและจะต้องอพยพไปยังย่านเกิดใหม่แต่แออัดน้อยกว่า ช่างน่าเศร้าเมื่อต้องอำลาสถานอัครราชทูตของเราไป…”

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ตอนนั้นมีผู้เสนอซื้อที่ดิน 3 ราย ได้แก่ เจ้ากรมโรงภาษี นายเลิศ และนายนานา ทั้งสามให้ราคาสูสีกัน โดยเฉพาะนายนานา นายหน้าที่ดินเชื้อสายอินเดีย เสนอให้แลกเปลี่ยนโฉนดที่ดินถนนสุขุมวิทขนาด 84,964 ตารางเมตร กับที่ดินแปลงน้อยขนาด 7,544 ตารางเมตรของสถานอัครราชทูตฝรั่งเศส

อย่างไรก็ดี โครงการย้ายที่นี้ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกับรัฐบาลประจำอินโดจีน ปัญหางบการเงิน และการเปลี่ยนตัวอัครราชทูตอยู่บ่อยๆ อัครราชทูตบางคนอยากย้ายไปอยู่ที่ใหม่ที่เงียบสงบ แต่บางคนเห็นว่าสถานที่ใหม่ห่างไกลเกินไป ชอบที่ดินในตรอกโรงภาษีที่รายล้อมด้วยโบสถ์ ธนาคาร โรงแรม ไปรษณีย์ และความเจริญสารพัดมากกว่า อัครรราชทูตชาร์ลส-อาร์แซน อ็องรี (Charles Arsène-Henry) ถึงขั้นลงความเห็นว่า

“เป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพชีวิตผู้คนมากมายคอยสร้างสีสันบนแม่น้ำสายนี้ ได้หลงใหลทัศนียภาพที่ปรับเปลี่ยนทุกเช้าค่ำไม่หยุดหย่อน…ส่วนตัวข้าพเจ้าเห็นว่าการย้ายทำเนียบทูตไปจากริมน้ำ เพื่อไปซ่อนตัวอยู่กับความเบื่อหน่ายน่าอึดอัดกลางสวนกล้วย นับเป็นหายนะอย่างหนึ่ง”

สงครามโลกครั้งที่ 2 สวนทำเนียบต้องปลูกผัก

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น มิชชันนารีฝรั่งเศสจำต้องออกจากประเทศไทย สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสปฏิบัติงานอย่างไม่สะดวกนัก และต้องย้ายไปทำการที่คลองเตย ตัวทำเนียบถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดเพื่อปลูกผักสวนครัวในสวน

ใน ค.ศ. 1945 (พ.ศ. 2488) เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสทั้งหมดถูกเรียกตัวกลับประเทศ สถานอัครราชทูตถูกทิ้งร้างไป 2 – 3 ปี เมื่อกลับมาเปิดประจำการก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก ผนังทำเนียบผุพัง หลังคาเฉลียงรั่ว โต๊ะ เก้าอี้ และของประดับตกแต่งทั้งหมดผุพังสูญหาย อาคารบริวารทั้งหมดกลายเป็นซากปรักหักพัง สถานอัครราชทูตต้องดูแลซ่อมแซมอาคารทั้งหมดใหม่ เพื่อให้กลับมาดำเนินงานได้อีกครั้ง

สถานเอกอัครราชทูตในวันนี้

ใน ค.ศ. 1949 (พ.ศ. 2492) สถานอัครราชทูตฝรั่งเศสได้ประกาศยกระดับขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต ประเด็นการประมูลที่ดินย่านเพลินจิตถูกยกขึ้นมาอีกครั้ง และได้ล้มเลิกไปในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 มีการบูรณะสถานเอกอัครราชทูตใหม่ทั้งหมด ทำเนียบประสบปัญหาเรื่องความชื้นและการระบายอากาศ เนื่องจากการบูรณะในยุคก่อนหน้าได้ดัดแปลงสถาปัตยกรรมเมืองร้อนให้ผิดเพี้ยนไป เช่น ปิดพื้นที่ด้านล่าง อุดช่องลม และต่อเติมอาคารให้สูงขึ้น ทำให้ภายในอาคารร้อนและอับชื้น จึงต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ให้ใกล้เคียงกับลักษณะเดิม

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ก่อนการบูรณะ ปี ค.ศ. 1961 (พ.ศ. 2504)

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หลังการบูรณะ ปี ค.ศ. 1962 (พ.ศ. 2505)

ใน ค.ศ. 1984 (พ.ศ. 2527) สมาคมสถาปนิกสยามได้มอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นให้ทำเนียบเอกอักครราชทูตฝรั่งเศส และปัจจุบัน ที่นี่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากเดินเข้ามาในเขตทำเนียบเอกอัครราชทูตตอนนี้ เราจะพบอาคารที่หันหน้าไปแม่น้ำเจ้าพระยา เบื้องหน้ามีสวนต้นไม้เขตร้อนที่ตัดแต่งตามสไตล์สวนฝรั่งเศส ตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ชั้น ชั้นแรกคือชั้นใต้ถุนเดิม ปัจจุบันล้อมด้วยกระจก จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย ‘ประมุขเยือนมิตร เชื่อมไมตรีจิตการทูต’ ซึ่งรวบรวมภาพประวัติศาสตร์ที่หาชมได้ยากของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ชั้นบนเมื่อขึ้นบันไดไปสู่เฉลียงที่ถูกต่อเติมตั้งแต่การบูรณะยุคแรก จะพบตั่งสีแดงน่านั่งบนพื้นกระเบื้องหินอ่อนลายหมากฮอสสีแดง ในอดีตเฉลียงนี้เคยเป็นห้องรับรองแขกและห้องรับประทานอาหาร ปัจจุบันกลายเป็นมุมพักผ่อนของแขกทำเนียบเอกอัครราชทูต

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เข้าไปด้านในจะพบห้องรับแขกใหญ่ ห้องที่เก่าแก่ที่สุดในบ้านปูพื้นด้วยไม้สักหน้ากว้าง เพดานสูงเป็น 2 เท่าของห้องอื่นๆ ห้องนี้ประดับด้วยเครื่องเรือนเก่าแก่จำนวนมาก เช่น เปียโนสำหรับเมืองร้อนที่อัครรราชทูตชาร์ล-อาร์แซน อองรี สั่งจากบริษัทวิอาร์ (Wiart) ในกรุงปารีส แจกันกระเบื้องเคลือบจากเมืองแซฟวร์ (Sèvres) ในฝรั่งเศส

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ด้านหลังห้องรับแขกคือห้องรับประทานอาหารใหญ่ซึ่งสร้างจากไม้สักทั้งหมดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผนังด้านบนมีช่องลมฉลุลายละเอียดยิบสำหรับระบายอากาศ ห้องนี้จะใช้เมื่อมีงานเลี้ยงรับรองแขกในทำเนียบ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

หากไม่มีแขก เอกอัครราชทูตและครอบครัวจะใช้ห้องรับแขกเล็กและห้องรับประทานอาหารเล็กที่อยู่ด้านข้าง สองห้องนี้ตกแต่งแบบสมัยใหม่ แต่ประดับด้วยข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่จากทั่วเอเชีย เช่น ตุ๊กตาไม้จากพม่า และกระจกคริสต์ศตวรรษที่ 19 จากเมืองจีน

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ส่วนชั้นสามของบ้านเป็นโซนพักผ่อนส่วนตัวของเอกอัครราชทูตและครอบครัว ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชม

ชมบ้านอย่างละเอียดไปแล้ว ก็ได้เวลาคุยกับเจ้าของบ้านในห้องรับแขก ก่อนท่านทูตจิลส์ การาชง (Gilles Garachon) จะพ้นจากหน้าที่เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ เราได้มีโอกาสพูดคุยกับทูตฝรั่งเศสที่เชี่ยวชาญเรื่องเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่านทูตเรียนจบปริญญาเอกด้านโบราณคดีอินเดียและพุทธศาสนา ก่อนจะผันตัวมาทำงานด้านการทูต เคยปฏิบัติหน้าที่ที่อินเดีย ฮ่องกง อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย ในช่วงปี 1999 – 2003 ลูกชายทั้งสองคนของเขาก็เกิดที่เมืองไทยในตอนนั้น ท่านทูตจึงผูกพันกับประเทศไทยมากทีเดียว

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

บัณฑิตที่เรียนจบด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์อย่างคุณรู้สึกอย่างไรที่ได้อยู่ในทำเนียบเอกอัครราชทูตอายุ 100 กว่าปี และทำงานที่ Rue de Brest

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ผมเป็นที่ปรึกษาด้านการเมืองของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย เมื่อได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศส เห็นความสวยงามของประเทศและสถานที่ต่างๆ ผมก็ฝันว่าจะได้กลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งในฐานะเอกอัครราชทูต และได้อยู่ในบ้านหลังนี้ ผมโชคดีมากที่ความปรารถนาของผมเป็นจริง

ในฐานะเอกอัครราชทูตและตัวแทนของที่นี่ พวกเรารู้สึกยินดีกับของขวัญนี้มาก ที่นี่เป็นอาคารมรดกและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก ผมรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของราชวงศ์ไทยและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่พระราชทานพื้นที่และบ้านนี้ให้เราใน ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) เพราะ 1 ปีก่อนหน้าเราได้ลงนามทำสนธิสัญญาการค้ากับราชอาณาจักรสยาม

ผมทราบว่ารัชกาลที่ 4 เคยผนวชเป็นระยะเวลานาน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระทัยกว้างมาก พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะพัฒนาบ้านเมืองและทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทรงติดต่อกับต่างชาติและทำให้เกิดสถานกงสุลขึ้นมาหลายแห่งในย่านเจริญกรุง รวมถึงที่นี่ พระองค์พระราชทานบ้านหลังนี้ให้แล้วภายหลังเราก็ต่อเติมส่วนอื่นๆ เช่น ห้องรับประทานอาหาร เฉลียงที่คุณเดินเข้ามา และชั้นบนที่เป็นไม้ เราไม่แน่ใจว่าถูกต่อเติมในปีไหน แต่น่าจะอยู่ในช่วงปี 1880

พวกเราโชคดีที่ได้เก็บบ้านหลังเดิม อยู่อาศัย และใช้บ้านหลังนี้จนถึงปัจจุบัน มันเป็นหลักฐานการเริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่ดีมาก

ทุกวันนี้เวลาผมรับประทานอาหารเช้ากับครอบครัว ปกติเราจะไม่รับประทานอาหารด้านในบ้าน เราชอบรับประทานอาหารที่เฉลียงและมองแม่น้ำที่สวยมาก เรามองเห็นชีวิตของกรุงเทพฯ และเมืองไทยผ่านแม่น้ำ ผมได้ดูวิวนี้ทุกมื้อเช้า บางทีก็มื้อกลางวันและมื้อเย็น ภาพที่เห็นแตกต่างกันเสมอ ไม่ว่าจะสี แสง หรือดวงอาทิตย์ที่ต่างออกไปในทุกชั่วโมง ผมรู้สึกโชคดีทุกครั้งที่เห็นวิวนี้

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

คุณเคยเป็นทูตในหลายประเทศ ปกติแล้วทำเนียบเอกอัครราชทูตจะเป็นบ้านเก่าแบบนี้รึเปล่า

แล้วแต่ประเทศครับ บางประเทศก็เก่าแก่ อย่างลิสบอนและโรม สถานเอกอัครราชทูตที่โรมเป็นวังเก่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 มีภาพปูนเปียกเฟรสโก้เต็มผนังฝีมือไมเคิลแองเจโล สวยมาก (ถอนหายใจ) เหมือนอยู่ในวิหารซิสตินที่วาติกันเลย เราเลยเปิดอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตให้คนทั่วไปได้เข้าชม น่าจะประมาณ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ทำเนียบเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพฯ ก็เป็นบ้านเก่าที่สวยงาม แต่บางประเทศก็เป็นอาคารใหม่ เช่น นิวเดลี ปักกิ่ง เป็นอาคารโมเดิร์นที่ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส ทั้งหมดเป็นสมบัติของกระทรวงการต่างประเทศของรัฐบาลฝรั่งเศส เนื่องจากอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตแสดงภาพลักษณ์ของประเทศ เราจึงใส่ใจดูแลคุณภาพอาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบเก่าหรือใหม่ก็ต้องเป็นการออกแบบที่ดีและสวยงามเสมอ

เรามีวัฒนธรรมการสร้างวังและปราสาทมาเนิ่นนาน คนฝรั่งเศสชอบความงาม ผมว่าคนไทยก็มีสุนทรียะความงามคล้ายๆ กัน ที่นี่ถึงมีวังสวยๆ มากมาย

ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสแบบใหม่ๆ ออกแบบโดยชาวฝรั่งเศสเสมอใช่รึเปล่า

ใช่ครับ อย่างที่นิวเดลี อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตออกแบบโดยคุณลูแวล (Louvel) เขาเป็นสถาปนิกที่ออกแบบอาคารทั่วโลก เขาใช้หินจากอินเดียมาสร้างอาคารโมเดิร์นที่ผสมสไตล์ท้องถิ่น ส่วนที่ปักกิ่งเป็นอาคารใหม่มาก เพิ่งสร้างเมื่อราวๆ 10 ปีก่อนนี้เอง

ส่วนที่กรุงเทพฯ อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตเพิ่งสร้างใหม่เสร็จในปี 2015 เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2012 ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกฝรั่งเศสที่ออกแบบสนามบินที่ปารีส (บริษัทสถาปนิกและวิศวกรรม ADPI) ตัวอาคารลักษณะเหมือนเรือ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

อาคารที่ทำการสถานเอกอัครราชทูตใหม่มาก ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตก็เก่ามาก ทำไมสถานเอกอัครราชทูตทำให้ 2 อาคารที่ตั้งใกล้กันนี้ดูแตกต่างกันมาก

เราชอบความแตกต่างแบบนี้ครับ เราคิดว่านี่คือชีวิต อาคารเก่าๆ ควรจะมีชีวิตชีวา มันไม่ควรเป็นแค่พิพิธภัณฑ์หรืออนุสรณ์สถานที่ขาดสีสันปัจจุบัน เราชอบผสานอาคารเก่ากับอาคารใหม่

อย่างพีระมิดฝีมือสถาปนิกจีน I. M. Pei ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ตั้งอยู่กลางจัตุรัสพระราชวังเก่าของพระมหากษัตริย์เลย สิ่งนี้ดูเป็นฝรั่งเศสมากๆ และเป็นเรื่องสำคัญครับ ศิลปะไม่ควรมาจากอดีต แต่ควรมาจากปัจจุบัน และมีเพื่ออนาคต

ที่นี่เราโชคดีที่มีทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ มีทั้งตัวตนของไทยและฝรั่งเศส เราชอบการผสมผสานเพราะชีวิตคือการผสมผสาน

ส่วนไหนในทำเนียบเอกอัครราชทูตที่เป็นมุมโปรดของคุณ

ผมชอบที่ที่เรากำลังนั่งคุยกันอยู่ ห้องรับแขกนี้คือหัวใจของบ้านที่สร้างตั้งแต่แรก เห็นช่องลมฉลุรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Claustra) รอบๆ ห้องมั้ยครับ ผมชอบช่องลมฉลุเหล่านี้มาก ปัจจุบันมันมีเพื่อการตกแต่ง ไม่ได้เปิดอีกต่อไปแล้ว สมัยก่อนจะเปิดเพื่อรับลมจากภายนอกให้เข้ามาลดความร้อน และบนเพดานก็เคยมีพัดชัก (Punkah) ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย เพราะในช่วงปี 1850 พัดลมยังไม่ถูกประดิษฐ์ขึ้น เราเลยใช้ผ้าหนักๆ ห้อยลงมาจากเพดาน แล้วผูกเชือกดึงไปหลังช่องลม ให้คนด้านหลังดึงเชือกให้พัดแกว่งไปมา

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ที่สถานเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรยังมีพัดชักแบบนี้อยู่

ใช่ครับ เราใช้พัดแบบนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ภายหลังเราถอดพัดออกเพราะมีเครื่องปรับอากาศใช้แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าพัดชักมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่ก็คงดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ของตกแต่งบ้านชิ้นไหนในทำเนียบที่คุณชอบมากที่สุด

ขอบอก 3 ชิ้นได้มั้ย ผมชอบของเก่าแก่ในบ้านนี้ บอกชิ้นเดียวไม่ได้จริงๆ

อย่างแรก เก้าอี้ไม้ 3 ตัวนั้นเป็นเฟอร์นิเจอร์ Art Deco สไตล์เซี่ยงไฮ้จากช่วงปี 1920 ทำจากไม้เนื้อแข็งที่หนักมากจนยกคนเดียวไม่ขึ้น แล้วผมก็ชอบช่องลมไม้ฉลุรอบห้องนี้ สุดท้ายคือโถยักษ์จากเมืองจีนที่ทำในศตวรรษที่ 19 มันเคยเป็นโถใส่ขิงดองจากเมืองจีน แต่ไม่มีฝาปิดแล้ว อาจจะหายไปตอนเปลี่ยนเป็นโคมไฟ เป็นโถที่สวยมากๆ และผมชอบมองมาก

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ใครเป็นคนนำของตกแต่งเหล่านี้มา

ผมไม่แน่ใจเพราะข้อมูลเก่าๆ หายไป แต่คิดว่าโถเหล่านี้น่าจะได้มาราว 35 ปีที่แล้วจากเอกอัครราชทูตอาชิลล์ คลารัก (Achille Clarac) ในตอนนั้น ส่วนเก้าอี้ไม่มีข้อมูลเลย และช่องลมอาจจะอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรกเริ่ม

ในฐานะเอกอัครราชทูต คุณมีส่วนในการตกแต่งทำเนียบอย่างไร แล้วเมื่อพ้นจากหน้าที่ ของที่คุณใช้ตกแต่งทำเนียบจะไปอยู่ที่ไหน

แต่ละประเทศมีระบบที่ต่างกัน สำหรับประเทศฝรั่งเศส ทำเนียบเอกอัครราชทูตได้รับการออกแบบมาดีอยู่แล้ว เอกอัครราชทูตสามารถตกแต่งเพิ่มเติมได้บางส่วนด้วยของที่เคลื่อนย้ายได้ ของอื่นๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ เป็นของสถานเอกอัครราชทูต อย่างตัวผมชอบเซรามิกเอเชียมาก โดยเฉพาะเซรามิกไทย เซรามิกบนตู้นั้นก็มาจากผม และผมก็ซื้อหัวโขนพญาครุฑ 2 หัว หัวยักษ์ และชฎานางสีดามาประดับที่นี่ เราคิดว่าการจัดแสดงของไทยๆ ที่นี่เป็นเรื่องที่ดี และจะเก็บไว้ที่นี่สำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป  

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสมีหน่วยเก็บข้อมูลของทุกชิ้นที่อยู่ในสถานเอกอัครราชทูตทุกแห่งทั่วโลก เราต้องส่งข้อมูลไปให้ว่าซื้อของอะไร และรายละเอียดของสิ่งเหล่านั้นเป็นอย่างไร พอผมบอกว่าซื้อชฎามาให้ทำเนียบ ทางนั้นรีบถามมาเลยว่าลักษณะของมงกุฎเป็นอย่างไร และมีมูลค่าสูงขนาดไหน ผมต้องอธิบายกลับไปว่าชฎาเป็นของนางรำ ไม่ใช่ของชนชั้นสูงอย่างที่เข้าใจ

โดยปกติเมื่อเอกอัครราชทูตจะพ้นจากหน้าที่ เราต้องลงนามในเอกสารเรื่องสิ่งของตกแต่งสถานเอกอัครราชทูตว่าของทั้งหมดมีครบถ้วน แล้วส่งมอบให้เอกอัครราชทูตคนถัดไป นี่เป็นหนึ่งในวิธีการดูแลมรดกสิ่งของของทำเนียบ เราใส่ใจเรื่องนี้มาก

ทำไมประเทศฝรั่งเศสใส่ใจภารกิจด้านศิลปะวัฒนธรรมมาก จนมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้ศิลปินไทยมากมาย

ทุกประเทศมีธรรมเนียมต่างกันไป ฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับศิลปะมาก ทั้งศิลปะในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เราใส่ใจการสร้างสรรค์และเคารพศิลปิน แน่ล่ะว่าเราควรเคารพนักวิทยศาสตร์ นักวิชาการ นักการเมือง นักข่าว และอาชีพอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้สังคม เรามอบเครื่องอิสริยาภรณ์หลายตระกูลแก่ผู้ที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทย หรือผู้ที่ส่งเสริมแวดวงการศึกษา

แต่เราก็ต้องดูแลศิลปินด้วยนะครับ บางครั้งพวกเขาต้องเจ็บปวดจากการสร้างงานเพื่อสังคมในสภาวะที่ยากลำบาก เราต้องการการสร้างสรรค์ของพวกเขา เราจึงต้องเคารพพวกเขา เราเลยมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ตระกูล l’Ordre des Arts et des Lettres (Arts and Letters) ให้ศิลปิน เช่น นักเขียน นักเต้น จิตรกร หรือตอนนี้ก็มีนักสร้างวิดีโอด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

เรารักผลงานศิลปะ เรารักศิลปิน และเราก็ชอบแสดงความขอบคุณต่อพวกเขา ผมคิดว่ามันอยู่ใน DNA ของคนฝรั่งเศสครับ ยกตัวอย่างในยุคเรอแนซ็องส์ ประมาณศตวรรษที่ 15 – 16 กษัตริย์ฝรั่งเศสชื่อพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 (François I) เชิญเลโอนาร์โด ดา วินชี มาสร้างผลงานศิลปะที่ฝรั่งเศส มันเป็นวัฒนธรรมของเราที่มีมานาน

ศิลปินเป็นตำแหน่งที่สำคัญมากในสังคม บางครั้งพวกเขาไม่ได้รับการจดจำอย่างที่สมควรได้รับ เราเลยมอบรางวัลให้พวกเขาอย่างเป็นทางการโดยไม่จำกัดหมวดหมู่ อย่างสวนของสถานเอกอัครราชทูตนี้เป็นของขวัญจากสวนนงนุช คุณกัมพล ตันสัจจา ผู้อำนวยการสวนนงนุชพัทยาตกหลุมรักสวนแบบฝรั่งเศส ซึ่งตัดแต่งต้นไม้แบบเรขาคณิต เขาส่งคนมาช่วยดูแลและตัดแต่งต้นไม้ในสวนของเราทุกๆ เดือน เราจึงมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้เขา เพราะการตัดแต่งสวนระดับนี้เป็นศิลปะ และเรารู้สึกขอบคุณเขาจริงๆ

คุณมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ให้คนไทยกี่คนแล้ว

ผมจำตัวเลขไม่ได้ 3 ปีที่ผ่านมา ผมมอบเครื่องอิสริยาภรณ์ไปเยอะมากให้ผู้คนหลากหลายสาขา นักเขียน นักออกแบบท่าเต้น จิตรกร ผู้กำกับภาพยนตร์ นักจัดสวน พวกเขาล้วนเป็นนักสร้างสรรค์ ผมดีใจที่ได้เจอคนที่เก่งมากๆ เหล่านี้

ศิลปินที่คุณมอบรางวัลให้ ต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับประเทศฝรั่งเศสเสมอเลยรึเปล่า

ไม่ครับ จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับฝรั่งเศสก็ได้ เพราะความรักศิลปะไม่มีพรมแดน ในฐานะสถานเอกอัครราชทูตที่ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากราชอาณาจักรไทย เราเลยใส่ใจทั้งศิลปะไทยและศิลปะฝรั่งเศส

ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ต้องมีความสัมพันธ์ทางการเมืองและทางเศรษฐกิจ แต่ก็ต้องมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมด้วย มันเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เราดำเนินนโยบายนี้ทั่วโลก ดังนั้นจึงมีการมอบรางวัลให้ศิลปินทุกประเทศที่มีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส เป็นการทูตด้านศิลปะ และก็ต้องมีการทูตด้านกีฬา การทูตด้านอาหารด้วย

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ

ผมคิดว่าการทูตไม่ควรเน้นแค่ความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเท่านั้น มันควรจะกว้างกว่านั้น เพราะชีวิตยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เราเคยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในศตวรรษที่ 19 ชื่อ ตาแลร็อง (Charles Maurice de Talleyrand-Périgord) เขาเป็นนักการทูตที่ไม่ธรรมดา เขาเอาตัวรอดจากการปฏิวัติฝรั่งเศส ผ่านยุคสมัยของนโปเลียน จนถึงช่วงที่ฝรั่งเศสกลับมามีราชวงศ์อีกครั้ง โดยอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศตลอดมา

เขาเคยกล่าวว่าผู้ช่วยคนสำคัญของเขาคือพ่อครัว เพราะการเจรจาจะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่เสิร์ฟอาหารในบ้าน ยิ่งถ้าอาหารอร่อย ตอนจบก็จะเจรจาสำเร็จ

ผมคิดว่าศิลปินเป็นผู้ช่วยคนสำคัญของการทูตด้านวัฒนธรรม หน่วยงานที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสคือหน่วยงานที่ดูแลด้านวัฒนธรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทุกประเทศที่เราไปต้องมีที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรม มีหน่วยงานด้านภาษาและวัฒนธรรมอย่างสมาคมฝรั่งเศส (Alliance Française) มันทำให้การทูตของเรามีชีวิตและมีความสร้างสรรค์

ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของคุณในฐานะเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยคืออะไร และอะไรคือสิ่งที่คนจะคิดถึงที่สุดเมื่อพ้นจากหน้าที่ในประเทศนี้

มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้นที่นี่ แต่ความทรงจำที่มีค่าที่สุดของผมเกิดขึ้นหลังจากเหตุโจมตีในปารีส มีคนเสียชีวิตมากมายในวันที่ 13 พฤศจิกายน ปี 2015 ผมเพิ่งมาถึงประเทศไทยในเดือนตุลาคม คือมาอยู่เพียงเดือนเดียวเท่านั้น เราได้รับข่าวร้ายในเช้าวันเสาร์ และผมก็ได้เห็นน้ำใจของคนไทยทันที

พวกเขามาที่หน้าประตูสถานเอกอัครราชทูตพร้อมดอกไม้และเทียน ไม่ได้จัดการอย่างยิ่งใหญ่หรือมีการจัดเตรียมล่วงหน้า พวกเขามาทันทีที่รู้เรื่อง และมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาด้วย ผมไม่ทราบยศของเขา เขามาพร้อมกับตำรวจที่หน้าประตู เพื่อแสดงความเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปารีส และสัญญาว่าจะดูแลสถานเอกอัครราชทูตอย่างดี

ผมออกไปที่หน้าประตู และจะไม่มีวันลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเลย นายตำรวจท่านนั้นพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และผมก็พูดไทยไม่เก่งพอ แต่เมื่อเขาเห็นผมก็เข้ามากอด แล้วผมก็กอดกลับ เป็นการกอดที่มีความหมายมาก นี่เป็นเหตุการณ์ที่ผมซาบซึ้งใจที่สุด

ถ้ากลับไปแล้ว ผมคงไม่คิดถึงอาหารไทยมากนัก เพราะที่ปารีสมีร้านอาหารไทยมากมายครับ และบางร้านก็อร่อยใช้ได้เลย สิ่งเดียวที่ผมจะคิดถึงอาหารไทยที่นี่คือราคาอาหารไทยในกรุงเทพฯ เพราะราคาที่ปารีสแพงกว่า 3 เท่า 5 เท่า บางทีก็ 10 เท่า

สิ่งที่ผมจะคิดถึงจริงๆ คือความใจดีของคนไทย ความสุภาพของคนไทยเป็นเอกลักษณ์ การพูดคุยแสดงออกของคนไทยนุ่มนวลเสมอ ดังนั้นคำตอบของคำถามนี้คือคนไทยครับ

สถานทูต, สถานทูตฝรั่งเศส,ทำเนียบทูตฝรั่งเศส,บ้านริมน้ำ
ภาพ : สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย

ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ La Résidence de France à Bangkok ทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ณ กรุงเทพมหานคร

หากสนใจเข้าชมทำเนียบเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสด้วยตัวเอง วันมรดกวัฒนธรรมยุโรป คือวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2018 นี้ สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมฟรีเพียงวันเดียวเท่านั้น ติดตามรายละเอียดได้ที่นี่

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Embassy

เคาะประตูเยี่ยมชมทำเนียบเอกอัครราชทูต เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

8 กุมภาพันธ์ 2564
30 K

หลังกำแพงขาวสะอาดประดับตราแผ่นดินของอิตาลี กิ่งมะกอกและโอ๊กโอบล้อมดวงดาวในล้อฟันเฟือง เราเข้าสู่พื้นที่ของ Ambasciata d’Italia a Bangkok

สวนเขียวชอุ่ม ตัวบ้านขาวแต้มชมพูระเรื่อจากเฟื่องฟ้าที่ห้อยระย้าจากระเบียงชั้นสอง รถ Maserati สีขาวมันปลาบประจำตำแหน่งจอดนิ่งอยู่หน้าบันไดครึ่งวงกลมสีเขียวหยก เอกอัครราชทูต โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti) เปิดประตูบ้านออกมาทักทาย สมกับเป็นประเทศแห่งดีไซน์และไมตรี บรรยากาศทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยงดงามเหมาะเจาะไปเสียทุกอย่าง

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปกติทำเนียบทูตเปิดต้อนรับแขกของสถานทูตเพียงเท่านั้น น้อยครั้งที่จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชม แต่เช้าวันนั้นที่ฝนตกพรำ ท่านทูตอนุญาตให้เราเข้าชมพร้อมพาสำรวจตัวบ้านด้วยตัวเอง ทั้งยินดีให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับบ้านและการทำงาน แบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน

ก่อนเข้าไปสำรวจตัวบ้าน มาทำความรู้จักประวัติมิตรประเทศจากยุโรปกันเสียหน่อย

อิตาเลียนเยือนสยาม

ชาวอิตาเลียนคนแรกที่มาเยือนแดนสยามคือ นิโคโล คอนติ (Nicolò Conti) ใน ค.ศ. 1430 พ่อค้าและนักเดินทางชาวเวนิสผู้เดินทางทั่วอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาเยือนสยามในสมัยอาณาจักรอยุธยากำลังเติบโต คำบอกเล่าของเขาช่วยให้การทำแผนที่โลกฉบับ Fra Mauro แสดงทวีปเอเชียได้ละเอียดแม่นยำกว่าแผนที่อื่นที่เคยปรากฏก่อนหน้า และบันทึกการเดินทางของเขาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาวยุโรปยุคกลางได้รู้จักอุษาคเนย์

หลายร้อยปีผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีและสยามงอกงามขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 อิตาลีและสยามลงนามสนธิสัญญาฉบับแรก คือสนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ใน ค.ศ. 1868 ปีรัชสมัยแรกของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าวิตโตรีโอ เอมานูเอเลที่ 2 แห่งอิตาลี (King Vittorio Emanuele II of Italy) ปฐมกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิตาลี ผู้รวมรัฐต่างๆ ให้เป็นหนึ่งเดียวและสถาปนาราชอาณาจักรอิตาลีได้สำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติที่เริ่มก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ อิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย และอิตาลีเป็นประเทศยุโรปแรกที่รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เยือนเมื่อพระองค์เสด็จประพาสยุโรปทั้ง 2 ครั้ง ต่อมาราชสำนักสยามก็ต้อนรับชาวอิตาเลียนโดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินเข้ามาทำงาน เช่น มาริโอ ตามาญโญ (Mario Tamagno) สถาปนิกผู้ออกแบบพระที่นั่งอนันตสมาคม สถานีรถไฟกรุงเทพ ตึกไทยคู่ฟ้า ห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ฯลฯ กาลิเลโอ คินี (Galileo Chini) ศิลปินเจ้าของผลงานภาพวาดบนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม และบุคคลสำคัญที่คนไทยรักใคร่มาก ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี หรือ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศิลปากร บิดาแห่งวงการศิลปะสมัยใหม่ของประเทศไทย 

บ้านอิตาลี

สาธารณรัฐอิตาลีมีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพฯ และสถานกงสุลกิตติมศักดิ์อิตาลีที่เชียงใหม่และภูเก็ต (ส่วนสถานเอกอัครราชทูตและทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยประจำอิตาลีอยู่ที่กรุงโรม) 

บ้านหลังเก่าของสถานทูตอิตาลีเดิมอยู่ที่ถนนสาธรเหนือ มีทำเนียบทูตตั้งอยู่เคียงกัน จากนั้นย้ายมาเช่าบ้านอยู่ที่ถนนนางลิ้นจี่ ต่อมาสถานทูตฯ ย้ายออกมาใน ค.ศ. 2011 พื้นที่เดิมกลายเป็นร้านอาหารและบริษัทเอกชน ส่วนสถานทูตย้ายมาอยู่ตึก All Seasons Place ถนนวิทยุ 

ส่วนทำเนียบเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย สถานทูตฯ เช่าบ้านเก่าแสนสวยในรั้วขาว ซอยสีลม 19 ไว้เป็นที่พำนักตัวแทนประเทศ เดิมอาคารหลังนี้เป็นบ้าน เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ (จิตต์ ณ สงขลา) สร้างในที่ดิน 3 ไร่ ที่ท่านได้จากทางคุณตาหรือทางตระกูลวัชราภัย เมื่อ ค.ศ. 1927 (พ.ศ. 2470) เป็นที่ดินยาวๆ ขนานกับซอยสีลม 19 ในที่ดินมีบ้านสามหลัง โดยบ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังกลาง 

หนังสือ Treasured Homes of Thailand ระบุว่า บ้านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์นี้ออกแบบโดยพระนรินทรักษา (ไม่ปรากฏขุนนางในราชทินนามนี้ จึงต้องค้นหาต่อไป) ต่อมาใน ค.ศ. 1929 เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ให้ นายจิตรเสน (หมิว) อภัยวงศ์ ออกแบบต่อเติมโถงและเฉลียงออกมา เป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หลังคาแบน เน้นรูปทรงโค้งครึ่งวงกลม วางแบบอสมมาตร ต่างไปจากส่วนดั้งเดิมที่มีลักษณะแบบคลาสสิกเรียบๆ ตกแต่งภายในด้วยลวดลายบัวไม้ คล้ายๆ ทำเนียบเอกอัครราชทูตเบลเยียมในซอยพิพัฒน์ 

ทำเนียบทูตหลังนี้บรรจุประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยไว้อย่างน่าสนใจ เริ่มจากตัวสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค นายจิตรเสน เป็นบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ศึกษาที่ École des Beaux-Arts กรุงปารีส เมื่อกลับมาเมืองไทยใน ค.ศ. 1927 ได้ออกแบบอาคารมากมายในกรุงเทพมหานครที่เป็นมรดกของยุคนั้น เช่น สมาคมพาณิชย์จีน ถนนสาทร บ้านพระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา) สโมสรสีลม วังรื่นฤดี ถนนสุโขทัย และไปรษณีย์กลาง ต่อมาเข้าทำงานที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และออกแบบอาคารถนนราชดำเนินกลางด้วย ปัจจุบันอาคารที่เขาออกแบบหลงเหลืออยู่ไม่มากนัก และบ้านหลังนี้ก็มีลายเซ็นของเขาชัดเจนทีเดียว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 28, กันยายน ค.ศ.1920, โรงเรียนอัสสัมชัญ 
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ภาพ : อัสสัมชัญอุโฆษสมัย เล่มที่ 60, กันยายน ค.ศ. 1928, โรงเรียนอัสสัมชัญ 

สำหรับเจ้าของบ้านเดิม เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์เป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าพระยา โดยรับราชการสำคัญหลายตำแหน่ง เคยเป็นประธานศาลฎีกา เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีหลายกระทรวง ประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานองคมนตรี บ้านหลังนี้จึงเคยต้อนรับแขกสำคัญของประเทศมากมาย 

เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ถึงแก่อนิจกรรม บ้านตกเป็นของบุตรชายคนที่ 6 คุณจินดา ณ สงขลา ต่อมาคุณพิมสิริ ณ สงขลา ผู้เป็นภรรยา และบุตรสาว คุณวิภาดา โทณวณิก เป็นผู้ดูแลต่อมา และราว 20 กว่าปีก่อน สถานทูตอิตาลีจึงได้เช่าบ้านหลังนี้สำหรับเป็นทำเนียบทูต 

เล่าประวัติศาสตร์มาพอสมควรแล้ว ตามท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เข้ามาชมทำเนียบกันดีกว่า

ในบ้านเก่า

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

เดินลัดสนามแสนเขียวร่มรื่นหน้าบ้าน ซึ่งเคยเป็นลานจัดฉายหนังเทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2 ปีซ้อน ผ่านศาลพระภูมิสีขาวดีไซน์เก๋ข้างบ้านเข้ามาในตัวทำเนียบ จะพบความโอ่อ่าน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันก็ดูปลอดโปร่งอยู่สบายจากเพดานสูงและกรอบประตูมีช่องลมฉลุ ส่วนต่างๆ ของบ้านทะลุมองถึงกัน ตัวบ้านสภาพดีมากเพราะเจ้าของดูแลปรับปรุงอยู่เสมอ พื้นไม้และสวิตช์ไฟโบราณยังคงใช้งานได้ดี

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

  ห้องรับรองเล็กๆ ติดกับโถงบันไดทางหน้าบ้าน เคยกลายเป็นห้องทำงานชั่วคราวของท่านทูตเมื่อต้อง Work From Home ช่วงที่ COVID-19 ระบาดหนักในปีที่แล้ว 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่รับแขกเป็นห้องโล่งยาว มีมุมโซฟาหลายมุมสำหรับจัดเลี้ยงรับรองแขกได้หลายสิบคน โต๊ะรับแขกทุกโต๊ะเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลาย มีทั้งนิตยสาร หนังสือภาพถ่าย ไปจนถึงตำราอาหาร ซึ่งเป็นคอลเลกชันส่วนตัวของท่านทูตผู้เชี่ยวชาญหลายภาษา 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ต่อขยายด้านข้างตัวบ้านคือที่โปรดของท่านทูต เฉลียงพื้นหินอ่อนปูทับด้วยเสื่อสาน ผนังกระจกด้านข้างรับแสงธรรมชาติและวิวสวนอันร่มรื่น ขณะเดียวกันก็เว้าเป็นช่องที่นั่งแสนสบาย ปกติท่านทูตจะเล่นโยคะและรับประทานอาหารเช้าที่นี่ ยามแขกมาเยือน ห้องที่ดูอบอุ่นนี้ใช้รับรองผู้คนและเป็นห้องเลี้ยงอาหารกลางวันได้เช่นกัน

ลึกเข้าไปในด้านหลังตัวบ้านมีห้องอาหารโต๊ะเล็ก เชื่อมกับห้องรับประทานอาหารค่ำขนาดใหญ่ที่ระดับพื้นต่ำกว่าด้านหน้า ตกแต่งโทนสีเข้มที่เต็มไปด้วยศิลปะเอเชีย เป็นทั้งที่จัดเลี้ยงดินเนอร์ และดัดแปลงเป็นห้องแถลงข่าวได้ 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

พื้นที่ชั้นสองและชั้นสามเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านทูตและครอบครัว มีทั้งห้องนอนเจ้าบ้านและห้องนอนแขก เมื่อวนครบรอบชั้นหนึ่งของบ้านแล้ว ขอเชิญพบไฮไลต์แสนสนุกของทำเนียบทูต ใต้บันไดมีห้องลับสู่ชั้นใต้ดิน ภายนอกมีกรอบหลอกเสมือนหน้าต่างอันแนบเนียน ต้องเปิดบานไม้ออกจึงพบทางเข้าอันลึกลับ สันนิษฐานว่าใช้งานเป็นห้องหลบภัยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม
ทำเนียบทูตอิตาลี บ้านเก่าแสนสวยอายุเกือบ 100 ปีในสีลม

ปีนบันไดลงไปด้านล่างจะพบประตูลูกกรงเหล็กเก่าแก่กับตู้เซฟโบราณ แต่บรรยากาศไม่น่าหวาดกลัวแต่อย่างใด เพราะทางทำเนียบทาสีห้องเป็นสีขาว ติดเครื่องปรับอากาศอย่างดี ใช้เป็นห้องสำหรับเก็บชีสและไวน์อิตาเลียน กลิ่นอายห้องนี้จึงเหมือนห้องใต้ดินในบ้านยุโรปดีๆ นี่เอง 

รู้จักบ้านเก่ากันเรียบร้อย ขอเชิญเอนหลังนั่งลงที่โซฟานุ่มๆ จิบ Espresso กาแฟดำถ้วยเล็กฉบับอิตาลี แล้วสนทนากับเจ้าบ้าน ท่านทูตโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยผู้เคยประจำการที่เซเนกัล ซีเรีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ามารับตำแหน่งดูแลความสัมพันธ์ระหว่างอิตาลีกับเมืองไทย กัมพูชา และลาว ตั้งแต่ ค.ศ. 2018 และพาครอบครัวมาใช้ชีวิตอยู่ใจกลางสีลมตลอดมา

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ทำไมสถานทูตอิตาลีจึงเลือกเช่าบ้านหลังนี้เป็นทำเนียบทูต

ผมคิดว่าเหตุผลหลักๆ เพราะทูตคนก่อนๆ ตกหลุมรักบ้านนี้ และย่านนี้ก็เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจตั้งแต่ตอนนั้น อยู่ใกล้บางรักซึ่งมีสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสและโปรตุเกส ตัวบ้านเองก็มีลักษณะแบบไทยผสมอิทธิพลอิตาลี ใช้หินอ่อนอิตาลีปูพื้น เป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ 

สิบปีที่แล้วมีทูตคนหนึ่งตัดสินใจย้ายทำเนียบไปที่นนทบุรี แล้วทูตสองคนก่อนหน้าผมก็ย้ายกลับมาที่นี่ เราโชคดีที่ตอนย้ายกลับมาบ้านหลังนี้ว่างพอดี และได้ทำให้ที่นี่เป็น House of Italy

เอกลักษณ์ของ House of Italy เป็นอย่างไร

เอกลักษณ์คือการต้อนรับขับสู้ผู้คน ความเป็นมิตร อาหาร และศิลปะ 

ที่นี่เป็นที่ที่ช่วยเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน คนชอบมาที่นี่ ภรรยาของผมและผมก็ชอบชวนเพื่อนๆ มาพบปะกัน เราเคยจัดงานหลายแบบ ทั้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ เช่นงานเลี้ยงรับรองบริษัทสัญชาติอิตาลีที่มาอยู่ไทย หอการค้าไทย หรือถ้าต้องรับรองบุคคลสำคัญจากทั้งสองประเทศ เช่น เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโรม เราจะจัดงานเลี้ยงที่นี่ งานใหญ่ที่สุดที่เคยจัดที่นี่คืองานเลี้ยงสำหรับคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษาบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล มีคนมาร้อยห้าสิบคน 

เราเคยจัดงานแต่งงานให้ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของอิตาลีด้วย เป็นงานที่พิเศษมาก ปกติทำเนียบทูตไม่ใช้จัดงานแบบนี้ เคยจัดแค่สองครั้งเท่านั้น แต่เพราะเขาเป็นคนสำคัญในสถานทูตฯ ของเรา มีแขกเพื่อนๆ ชาวไทยมาเต็มเลยครับ จริงๆ แขกมาจากทั่วโลกเลย เพราะเจ้าสาวไม่ใช่คนไทย ผมก็ยินดีไปกับเขาด้วย 

นอกจากนั้นก็มีงานแถลงข่าว อย่างงาน Italian Film Festival รวมถึงจัดงานวัฒนธรรมอย่างเทศกาลภาพยนตร์ยุโรป น่าเสียดายที่ปีนี้จัดไม่ได้เพราะ COVID-19 แต่เราหวังว่าจะได้จัดงานนี้ต่อไป

ชีวิตในทำเนียบทูตบ้านเก่าย่านสีลมเป็นอย่างไรบ้าง

การมีบ้านแบบนี้เป็นความหรูหราอย่างหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ต่างขายที่ดินไปสร้างตึกสูงกันหมด พวกเราโชคดีมากที่ได้อยู่ในบ้านเก่าที่เป็นมรดกสถาปัตยกรรมของเมือง มีทั้งพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่จัดเลี้ยง บางทีผมก็คิดว่าถ้าไปอยู่คอนโดฯ หรูในสาทรที่มีวิวเมืองสวยๆ ก็ดีนะ แต่ว่าพวกเรามีความสุขที่อยู่ที่นี่ ซึ่งมีทั้งประวัติศาสตร์และความทรงจำ ผมเคยเจอคนจากรัฐบาลที่บอกว่าเขาเคยอาศัยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก แล้วก็ชอบเล่นในสวนด้วย 

คุณชอบส่วนไหนในบ้าน ได้เปลี่ยนอะไรในบ้านไหมตอนมาอยู่ที่นี่

ปกติทำเนียบจะตกแต่งเรียบร้อยอยู่แล้ว ดังนั้นแค่นำเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรดจากอิตาลีมาตกแต่งก็ทำได้ตามชอบ แล้วพอย้ายตำแหน่งค่อยเอาของเก่ากลับมาวาง ผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก ยกเว้นชั้นบนเพราะเราอยากใช้เฟอร์นิเจอร์ของเราเอง และมีแค่หนังสือกับนิตยสารที่เป็นของผม 

ผมชอบบ้านที่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว มีหลายจุดที่ผมชอบ อย่างห้องนั่งเล่นที่เรานั่งคุยกัน แล้วก็มุมห้องกระจกที่ไว้ทานอาหารเช้า รู้สึกเหมือนได้อยู่กลางแจ้งเพราะมองเห็นต้นไม้สบายตา ชอบเพดานสูงๆ ที่ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง ซึ่งหาไม่ได้จากการอยู่ในตึกสูง เป็นอภิสิทธิ์ของการอยู่ที่นี่ 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ใช้ชีวิตในสีลม ยากไหม

เป็นย่านที่พลุกพล่านและมีชีวิตชีวา เราชอบที่เป็นย่านที่เดินได้ ออกไปเจอห้องสมุดเนียลสัน เฮย์ส ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านอาหารหลายๆ แห่ง การเดินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเรา เราไม่ชอบนั่งรถตลอดเวลา และการอยู่ในย่านนี้ทำให้เราได้เดิน 

แต่ข้อเสียคือรถติดมากครับ โดยเฉพาะตอนเย็น เวลาจัดงานแขกต้องเผื่อเวลาเดินทางมาก เวลาผมกลับมาบ้านในเวลาเร่งด่วน บางทีต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงบนรถเพื่อจะเดินทางแค่สี่กิโลเมตร ดังนั้นบางทีเวลาไม่อยากขับรถ ผมก็ชอบขึ้นรถไฟฟ้า 

คุณเคยทำงานที่ซีเรีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ ทำเนียบทูตอื่นๆ เป็นบ้านเก่าเหมือนที่นี่ไหม

แล้วแต่ครับ ทำเนียบทูตที่ปารีส ลอนดอน ลิสบอน เป็นโบราณสถาน ทำเนียบและสถานทูตที่เก่าแก่ที่สุดน่าจะเป็นที่ลิสบอน Palace of the Counts of Pombeiro สร้างในศตวรรษที่ 18 ส่วน Villa Firenze ทำเนียบทูตที่วอชิงตัน ดี.ซี. เป็นบ้านเก่าอายุเกือบร้อยปีที่สวยมากๆ 

ทำเนียบทูตที่อื่นก็ต่างกันไป มีหลายแบบมากครับ แต่ว่าต้องสวยงาม ดีไซน์ดี และสื่อว่าชาวอิตาลีให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และศิลปะวัฒนธรรม บางแห่งก็ออกแบบโดยสถาปนิกอิตาลีอย่างที่โตเกียว 

งานหลักๆ ของเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยคืออะไรบ้าง

งานส่วนใหญ่ของผมคือการสนับสนุนการลงทุนระหว่างประเทศ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร เพราะเมืองไทยเป็นที่ตั้งโรงงาน ผมอยากทำให้ความสัมพันธ์ด้านธุรกิจของเราพัฒนาขึ้น โดยเฉพาะการนำเข้าเทคโนโลยีของอิตาลีเข้ามาใช้ในเมืองไทย นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงานของผม 

รวมไปถึงการสนับสนุนการลงทุนของนักธุรกิจไทยในอิตาลี อย่างกรุ๊ปเซ็นทรัลที่ลงทุนซื้อห้างสรรพสินค้าใหญ่ของอิตาลีและประสบความสำเร็จ ไมเนอร์ที่ลงทุนโรงแรม แล้วก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่ทำงานร่วมกัน เรามีหอการค้าไทย-อิตาเลียน ซึ่งมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งบริษัทไทยและอิตาเลียน 

งานของผมเกี่ยวข้องกับทั้งธุรกิจ วัฒนธรรม แต่สิ่งที่สนใจมากคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนมักคิดถึง Food, Furniture และ Fashion เมื่อคิดถึงอิตาลี แต่จริงๆ แล้วประเทศที่มีอุตสาหกรรมใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากเยอรมนีคืออิตาลี และโรงงานส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น รถ Mercedes-Benz หรือ BMW ของเยอรมนีก็มีเทคโนโลยีอิตาลีอยู่ และอิตาลีก็ทำงานด้านเทคโนโลยียานอวกาศด้วย 

ผมอยากทำงานกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในเมืองไทยอีกเยอะๆ เพราะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ ตอนอยู่อเมริกาได้ทำงานด้านนี้เยอะ เลยเข้าใจความสำคัญว่าผลลัพธ์ของมันเปลี่ยนแปลงโลกได้ 

ความร่วมมือกับเมืองไทยเรื่องไหนที่คุณอยากเล่าให้คนทั่วไปได้ฟัง

เรื่องความยั่งยืนครับ ใน ค.ศ. 2021 อิตาลีจะเป็นเจ้าภาพการประชุม G20 และการประชุม COP 26 (การประชุมภาคีแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ร่วมกับสหราชอาณาจักร เพราะฉะนั้น สถานทูตก็เลยร่วมมือกับเมืองไทยในหลายๆ ด้านในการสนับสนุนความยั่งยืน เรากำลังทำงานร่วมกับ ESCAP (คณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมของเอเชียและแปซิฟิกแห่งสหประชาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล และ Siam Center 

และเราทำโครงการ Smart Talk Bangkok คล้ายๆ TED Talks จัดนิทรรศการสามวัน มีการแสดงสดจากคณะนักแสดงศิลปะการแสดงอิตาเลียนที่เน้นประเด็นความยั่งยืน โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทย หลายบริษัทในอิตาลีและเมืองไทย เพื่อกระตุ้นให้คนตระหนักเรื่องความยั่งยืนและปัญหาโลกร้อนด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

โดยปกติ งานเทศกาลที่สถานทูตอิตาลีจัดมีอะไรบ้าง

เทศกาลภาพยนตร์อิตาเลียนช่วงเดือนตุลาคมเป็นเทศกาลแรกของเราใน ค.ศ. 2020 เพราะ COVID-19 ปกติเราจะมีเทศกาลอิตาเลียนหลากหลายทั้งปี เช่น ดนตรีคลาสสิกและดนตรีแจ๊สจากนักดนตรีอิตาลี นิทรรศการศิลปะอย่างที่เราเคยจัดงานคาราวัจโจ งานลีโอนาโด ดาวินชี และมีงานวัฒนธรรม ค.ศ. 2019 ก็มีงานบทสนทนาพหุวัฒนธรรมและทำหนังสือที่เล่าเรื่องราวระหว่างชาวไทยและชาวอิตาเลียน น่าสนใจที่หลายเรื่องเกี่ยวกับอาหาร (ยิ้ม) แล้วก็เรื่องเด็กที่เติบโตมากับหลายวัฒนธรรม 

ตัวผมเองคุณแม่เป็นชาวเยอรมัน และคุณพ่อเป็นคนอิตาเลียน ซึ่งต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผมเองก็เติบโตมากับวัฒนธรรมเยอรมันหลายอย่าง ก็เลยสนใจมุมมองของการผสมผสานวัฒนธรรมหลากหลาย อย่างไทยกับอิตาเลียน หรือไทยกับประเทศยุโรปอื่นๆ 

ทำไมสถานทูตอิตาลีถึงนิยมจัดกิจกรรมวัฒนธรรมมากมายในเมืองไทย

ตอนที่ผมมาถึง เราเพิ่งฉลองร้อยห้าสิบปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างเมืองไทยและอิตาลี ซึ่งตอนเริ่มความสัมพันธ์ อิตาลีเพิ่งรวมประเทศเป็นราชอาณาจักรได้ไม่นาน หลังจากถูกปกครองโดยต่างชาติหรือแยกกันอยู่เป็นกลุ่มๆ หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน เราเพิ่งกลับมามีเอกภาพตอน ค.ศ. 1860 โรมไม่ใช่เมืองหลวง เพราะตอนนั้นโรมปกครองโดยพระสันตะปาปา จนถึง ค.ศ. 1870 เมืองหลวงเก่าของอิตาลีคือตูรินและฟลอเรนซ์ 

การที่รัฐในเวลานั้นเริ่มความสัมพันธ์กับประเทศที่อยู่ไกล เป็นวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลมาก ในช่วงรัชกาลที่ 5 และ 6 ชาวอิตาเลียนหลายคนเดินทางมาทำงานในเมืองไทย โดยเฉพาะสถาปนิกและศิลปินซึ่งได้เข้ามาทำงานศิลปะกับศิลปินไทย บุคคลสำคัญที่สุดคนหนึ่งคืออาจารย์ศิลป์ พีระศรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ทุกวันที่ 15 กันยายนที่เป็นวันเกิดของอาจารย์ ยังมีลูกศิษย์ที่เคยเรียนด้วยมาร่วมงานด้วยอยู่เสมอ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของเรามีวัฒนธรรมเป็นตัวเชื่อมโยงหลัก รากของความสัมพันธ์มาจากวัฒนธรรมและผู้คน นักศึกษาและนักวิชาการหลายคนในไทยก็ไปเรียนต่อที่อิตาลี มิตรภาพระหว่างเรามาจากคนที่ชื่นชอบวิถีชีวิตของกันและกัน และอาหาร ขอโทษที่พูดเรื่องอาหารเยอะนะครับ แต่ผมรู้ว่ามันก็เป็นเรื่องสำคัญในวัฒนธรรมของคนไทยเหมือนกัน 

คนไทยชอบมาเที่ยวอิตาลี หลายคนไปหลายครั้งเพราะชื่นชอบ แต่จำนวนคนอิตาเลียนที่มาเมืองไทยมีมากกว่าเยอะเลยครับ ไวรัสนี้ทำให้คนอิตาเลียนหลายคนที่ชอบมาพักผ่อนที่ไทยครั้งละสองสามเดือนกลับมาไม่ได้ พวกเขาแทบอดทนรอไม่ไหวให้พรมแดนเปิด จะได้กลับมาเที่ยวที่นี่อีกครั้ง 

สำหรับทูตอย่างผม การที่ประชาชนมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกันมาตลอด ทำให้เราหาทางแก้ไขปัญหาทางการทูตได้ตลอด 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คนอิตาเลียนถูกใจอะไร ถึงชอบมาเที่ยวเมืองไทย

ชอบความเป็นมิตรและการต้อนรับขับสู้ของคนไทย ความสวยงามของประเทศซึ่งไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ แต่ในที่อื่นๆ อย่างเชียงราย ภาคอีสาน และจังหวัดอื่นๆ ก็สวยงามมาก 

ตั้งแต่ยุควิกฤตต้มยำกุ้งที่ค่าเงินบาทอ่อนตัวใน ค.ศ. 1998 การมาเที่ยวไทยเป็นเรื่องที่คนยุโรปนิยมมากจนเป็นธรรมเนียม ไม่ใช่แค่คนอิตาเลียนนะครับ บางคนก็มาพักนานๆ ทุกปี ซื้อบ้านพักไว้ก็มี ก่อนช่วง COVID-19 ปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวอิตาเลียนมาไทยราวๆ 265,000 คน ซึ่งส่วนมากมาอยู่นานๆ หลายคนมาช่วงฤดูหนาว เรามีชาวอิตาเลียนที่พำนักในไทยถาวรราวๆ หกพันคน แต่ปกติมีถึงหนึ่งหมื่นคน ซึ่งก็เยอะอยู่นะครับ ขณะที่กัมพูชามีราวสองพันห้าร้อยคน ที่ลาวประมาณหนึ่งพันคน ซึ่งตอนนี้ก็เหลือประมาณหนึ่งในสามที่ยังอยู่

ตอนที่ COVID-19 ระบาดใหม่ๆ คนอิตาเลียนในไทย กัมพูชา และลาว อยากกลับบ้านหรืออยู่แถวนี้มากกว่า

พวกเขาเปลี่ยนใจกันบ่อยมากเลยครับ (หัวเราะ) ที่กัมพูชาและลาวไม่ค่อยมีคนอิตาเลียนอยู่มากนัก ประเทศเหล่านั้นค่อนข้างเงียบสงบ ตอนแรกหลายคนอยากกลับบ้านเพราะกลัวว่าถ้าโรคระบาดหนักเข้า จะหาทางเข้าถึงการรักษาได้ยาก เราเลยร่วมมือกับหลายประเทศในยุโรปจัดเที่ยวบินพิเศษให้ชาวยุโรปกลับบ้านสามครั้ง 

ส่วนในเมืองไทย การหาเที่ยวบินพาณิชย์กลับอิตาลียังพอเป็นไปได้ หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ว่าสถานการณ์ที่นี่ยังควบคุมได้มากกว่า หลายคนเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตในเมืองไทยอยู่แล้ว ทุกคนอยู่ที่นี่ต่อ นักท่องเที่ยวและคนที่มาชั่วคราวกลับกันไปบ้าง ซึ่งเราขอบคุณรัฐบาลไทยมากที่ขยายเวลาพำนักในประเทศไทย ให้พวกเขาได้มีเวลาตัดสินใจว่าอยู่เมืองไทยหรือกลับอิตาลี ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก 

หลังสถานการณ์ COVID-19 ที่อิตาลีระบาดรอบสอง ทางรัฐบาลรับมือยังไงบ้าง

เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค การใส่หน้ากากกลายเป็นเรื่องจำเป็นครับ ช่วงพฤศจิกายน ค.ศ. 2020 เราเจอเคสใหม่ๆ ราวสี่หมื่นเคสต่อวัน ที่ตัวเลขดูเยอะเพราะไล่ตรวจโรควันละประมาณหนึ่งแสนคนทุกวัน ปัจจุบัน (มกราคม ค.ศ. 2021) เจอผู้ติดเชื้อใหม่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันคนต่อวัน ท้องถิ่นต่างๆ ก็ล็อกดาวน์เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าออก ที่ผ่านมาคนกักตัวอยู่บ้านหลายเดือน เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ของประชาชนที่ช่วยได้มาก 

ถ้าจำกันได้ ตั้งแต่ช่วงแรกๆ อิตาลีเจอวิกฤต COVID-19 อย่างหนักหนาสาหัส ส่วนหนึ่งเพราะเรามีประชากรผู้สูงอายุจำนวนมาก มาตรการเลยต้องเข้มงวดมาก และตอนนี้เราก็ตระหนักแล้วว่าเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคระบาดจนกว่าจะมีวัคซีน เพราะเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อ และเราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นต้องหาสมดุล ซึ่งก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามสถานการณ์สาธารณสุข 

แม้ว่าตอนนี้ยอดผู้ติดเชื้อจะกลับไปสูง แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม ค.ศ. 2020 ค่าเฉลี่ยอายุต่ำลงมาก อัตราผู้เสียชีวิตก็ต่ำลงมากด้วย โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่างๆ ก็รับมือได้ดีขึ้น กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงทั้งผู้สูงอายุและคนที่มีโรคประจำตัวก็รู้วิธีดูแลตัวเอง ปู่ย่าตายายต้องหลีกเลี่ยงการเจอหลานๆ ที่ไปโรงเรียนเพราะเป็นกลุ่มเสี่ยง 

ถึงต้องกักตัวอยู่บ้าน แต่ภาพคนอิตาลีออกมาร้องเพลงและเล่นดนตรีตามระเบียงก็น่าประทับใจมาก

ความคิดสร้างสรรค์ของคนอิตาลีเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามต่อสู้ความลำบากของการกักตัวอยู่บ้าน การล็อกดาวน์ส่งผลต่อสุขภาพจิตมาก ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตไปโดยสิ้นเชิง คุณแม่และลูกสาวของผมก็กักตัวอยู่ที่อิตาลี ถึงอยู่ที่นี่ผมจะไม่ออกไปไหน แต่มันก็ต่างกัน ผมยังไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่การกักตัวอยู่บ้านโดยรู้ว่าทั้งประเทศก็ต้องกักตัวเหมือนกัน ข้างนอกทุกอย่างเงียบสนิท มันน่ากลัวมากนะครับ 

การรับมือความโดดเดี่ยวทำให้เรารู้ว่าเราคิดถึงคนอื่นๆ มากขนาดไหน การร้องเพลงที่ระเบียงคือความพยายามปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ให้รู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ ถึงเราจะติดต่อกันผ่านช่องทางดิจิทัลได้มากเท่าที่เราต้องการ แต่เราต่างคิดถึงสัมผัสของคนต่อคน ซึ่งโซเชียลมีเดียช่วยส่งต่อเรื่องนี้จนไวรัลไปทั่วโลกแบบไม่ได้ตั้งใจ ผมว่าทุกคนคงประทับใจที่ได้เห็น และผลตอบรับก็ดีมาก

วันนี้ (วันที่สัมภาษณ์) เป็นวันสุขภาพจิตโลก ผมอยากย้ำว่า COVID-19 ทำให้สุขภาพจิตของผู้คนย่ำแย่ลง เราควรตระหนักถึงเรื่องนี้ด้วย

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

คิดว่าอะไรคือสิ่งที่คนไทยและคนอิตาลีมีเหมือนกัน

หลายอย่างเลยครับ เราให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่ใช่แค่พ่อแม่กับลูก แต่รวมถึงครอบครัวขยาย เราชอบความอิสระ ชอบการเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิต ชอบช่วงเวลาดีๆ ชอบทำงานนะ แต่ว่าไม่ได้อยู่เพื่อทำงาน เราทำงานเพื่ออยู่ และขอโทษที่พูดเรื่องนี้อีกแล้ว (ยิ้ม) เราชอบอาหาร และเราใส่ใจเปิดรับวัฒนธรรมอาหารใหม่ๆ ไม่ได้กินแต่อาหารบ้านตัวเองอย่างเดียว แต่ชอบทดลองกินอาหารอื่นด้วย ครอบครัวผมชอบอาหารไทย ถ้าออกไปกินข้างนอก ไม่ไปร้านอาหารอิตาเลียนก็จะไปร้านอาหารไทย

ร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงเทพฯ ไหนที่เป็นร้านโปรดของคุณ

บอกแค่ร้านเดียวไม่ได้ครับ ต่อให้เลือกที่หนึ่งในใจได้ ผมก็จะไม่มีวันบอกคุณ (หัวเราะ) หลายร้านมาร่วมออกงาน Italian Cuisine Week in Thailand ในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี มีร้านอาหารอิตาเลียนในไทยเยอะมาก ผมอาจจะไม่ได้เคยชิมทั้งหมด 

ในเมืองไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มีอาหารอิตาเลียนแท้ๆ เยอะเลยครับ วัตถุดิบมาจากอิตาลี สูตรการปรุงก็ตรงตามต้นฉบับ แต่ก็มีอาหารฟิวชันเยอะเหมือนกัน เช่น ใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวแทนพาสต้า ใช้วัตถุดิบไทยแทนวัตถุดิบเดิม ซึ่งสนุกสนานดีครับ แต่ในฐานะทูต เรื่องสำคัญสำหรับผมคือเวลาคุณไปจ่ายตลาด คุณควรรู้ว่าของที่คุณซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้ๆ หรือว่าไม่ใช่ เพราะมีของเลียนแบบเยอะ บางทีบนห่อมีธงอิตาลีแต่ว่าข้างในมาจากที่อื่น อันนั้นผมรับไม่ได้ ผู้บริโภคต้องรู้ว่าของที่เขาซื้อเป็นของอิตาเลียนแท้รึเปล่า มันอาจราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่มันเป็นของแท้แน่ๆ ไม่ว่าคุณจะชอบของทดลองหรือของดั้งเดิมก็ควรรู้ที่มา

นอกจากแบ่งปันเรื่องงาน พอเล่าให้ฟังได้ไหมว่าวันหยุดของคุณเป็นอย่างไร

ผมชอบท่องเที่ยว เมืองไทยสวยมากครับ ในวันหยุดสุดสัปดาห์ผมชอบขับรถออกไปนอกเมือง ที่ที่ชอบมากๆ คือเกาะเกร็ด นนทบุรี มีคาเฟ่น่ารัก ปั่นจักรยานได้ แล้วก็มองเห็นแม่น้ำได้ตลอด

ช่วง COVID-19 นี้โรงแรม ร้านอาหาร และที่สวยๆ มากมายที่ปกติคนเยอะก็ว่างให้ไปเที่ยว ผมไม่ได้กลับไปอิตาลีเพราะการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ค.ศ. 2020 เลยเดินทางเที่ยวในประเทศไทย ที่นี่มีทิวทัศน์หลากหลายแบบน่าสนใจ ผมชอบเขาใหญ่ ชอบอุทยานและพื้นที่รอบๆ และจะกลับไปเที่ยวอีกแน่นอน 

มีที่หนึ่งชื่อ Toscana Valley เขาใหญ่ ตอนแรกผมคิดว่าจะดูปลอมนะ แต่ไปแล้วประทับใจมาก สร้างได้ถูกต้อง ไปแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปทัสคานี ซึ่งเป็นแคว้นที่ผมจากมา ช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมาเลยรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านแป๊บหนึ่ง 

ผมกับลูกชายไปเดินป่าที่เขาใหญ่ เราได้เรียนรู้จากเจ้าหน้าที่ที่นั่นว่าพืชกินได้ที่นั่นมีมหาศาลมาก มีทั้งวัตถุดิบอาหารไทยและสมุนไพรไทยซึ่งกลายเป็นสินค้าหลายอย่างมาก ประทับใจวัฒนธรรมการใช้พืชดูแลสุขภาพ ซึ่งคล้ายๆ คนอิตาลีที่มีวัฒนธรรมอาหารเพื่อสุขภาพ 

ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่มีแม่น้ำใหญ่ทำให้เกษตรกรรมที่นี่ดี และทำให้พืชกลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ชอบมาก แล้วผมก็ชอบกาญจนบุรี อยากขับรถไปเที่ยวน้ำตกเอราวัณอีก สวยมาก มีภูเขาเขียวรอบๆ ถึงอากาศร้อนก็ชอบ แล้วก็ชอบเกาะต่างๆ กระบี่ ผมเพิ่งกลับจากสมุย ที่นั่นก็ดีมาก 

ผมชอบธรรมชาติ ต้องการธรรมชาติ ผมชอบอยู่กรุงเทพฯ นะ แต่ก็ต้องออกไปอยู่ในพื้นที่สีเขียว ในชนบทที่มีต้นไม้เยอะๆ เพื่อหายใจและฟื้นฟูตัวเอง เหมือนอยู่ที่อิตาลี ผมชอบโรม แต่ก็ต้องหาเวลาไปเมืองอื่นที่มีธรรมชาติ 

คำถามสุดท้าย ถ้าสอนภาษาไทยให้คนอิตาเลียนได้หนึ่งคำ คุณจะสอนคำว่าอะไร

(เงียบคิดนาน) คำเดียวเองเหรอ ท้าทายมาก ผมน่าจะสอนคำว่า ขอบคุณครับ (Grazie) ขอบคุณสำหรับน้ำใจและมิตรภาพของคนไทยที่เราซาบซึ้งมาก ช่วง COVID-19 แต่ละประเทศไม่ได้แค่ปิดพรมแดน แต่ปิดความสัมพันธ์ระหว่างกันเพราะความกลัวด้วย ผมคิดว่าเราไม่ควรลืมมิตรภาพระหว่างกัน มีคนอิตาเลียนมากมายที่อยากกลับมาเมืองไทย และคนไทยอีกหลายคนที่อยากไปอิตาลี ผมขอบคุณความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้กัน 

โลเรนโซ กาลันตี (Lorenzo Galanti)

ขอบคุณข้อมูลจาก 

ผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม 

www.thaiembassy.it/index.php/

www.eliteplusmagazine.com/ 

en.wikipedia.org/wiki/Victor_Emmanuel_II_of_Italy 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load