27 มิถุนายน 2561
22K

ช่วงชีวิตของมนุษย์ทุกคน อย่างน้อยต้องเคยผ่านเวลาของการลงแหวกว่ายในน้ำมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นวิชาพลศึกษา การกระโดดน้ำกับเพื่อนๆ ในลำคลองของชุมชน หัดตีขาในสระว่ายน้ำในหมู่บ้าน หรือเป็นการแข่งขันกีฬาทางน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง

ไม่น่ามีใครปฏิเสธว่า 2 สิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนเมื่อเราได้กระโจนลงน้ำคือ หนึ่ง อุณหภูมิที่เย็นกว่าอากาศปกติสร้างความผ่อนคลายให้ร่างกาย และสอง การแหวกว่ายในน้ำที่ช่างแตกต่างจากการเคลื่อนไหวบนบก เสมือนอยู่ในโลกอีกใบที่ร่างกายไร้น้ำหนัก

แค่อยู่บนผิวน้ำยังต่างขนาดนี้ แล้วจะดีกว่าขนาดไหน ถ้าเราได้ดำดิ่งลงไปก้นบึ้งทะเลอย่างเสรี ไม่มีอะไรต้องพะวักพะวง และเป็นอิสระต่อความกลัวเรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย


1.  เสรีใต้น้ำ

ก่อนจะดำน้ำได้ต้องว่ายน้ำเป็นก่อน ข้อนี้ใครๆ ที่เรียนดำน้ำทราบดีอยู่แล้ว

ข้อกำหนดนี้ ไม่ถูกยกเว้นแม้กระทั่งการดำน้ำแบบ Freediving

Freediving จัดเป็นกีฬาชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับการดำน้ำ แต่ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจใดๆ นอกจากการเก็บลมหายใจเพียงครั้งเดียว ซึ่งใช้การฝึกกลั้นหายใจลงไปในน้ำ และการปรับร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากการดำน้ำแบบ Scuba ที่ต้องหายใจผ่านถังออกซิเจนตลอดเวลา Freediving จะมีเพียงแค่หน้ากากสนอร์เกิล ชุดดำน้ำแบบ Wet Suit และ Fin หรือตีนเป็ดเป็นอุปกรณ์เท่านั้น

เราพบ Freediving ได้ในกิจกรรมหลากหลายประเภท เช่น การจับปลา ยุทธวิธีทางทหาร ระบำใต้น้ำ หรือเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันอย่างจริงจัง การแข่งขันที่นิยมในปัจจุบันสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือการแข่งขันดำน้ำทน ซึ่งมีสถิติที่ใช้เวลานานที่สุดในโลกคือ 12 นาที และการแข่งขันดำน้ำลึก ถูกบันทึกสถิติไว้คือ 216 เมตร

ปัจจุบัน Freediving เป็นที่นิยมในหมวดกิจกรรมเชิงสันทนาการเพื่อการท่องเที่ยวทางทะเล เช่น การชมทัศนียภาพที่สวยงามใต้น้ำ ชมปะการัง ชมสัตว์ทะเล เป็นการดำน้ำที่ไม่มีฟองอากาศ ไม่มีเสียงหายใจดังๆ ดังนั้นจึงเป็นวิธีดำน้ำที่รบกวนสัตว์น้ำน้อยที่สุด ถือได้ว่า Freediving เป็นกีฬาชนิดหนึ่งที่ปรับเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางสันทนาการได้อย่างหลากหลาย และเป็นที่แพร่หลายในปัจจุบัน

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

2. เกาะขอบสระ

ฉันพาตัวเองมาถึงสระว่ายน้ำที่นิชดาคลับ โครงการนิชดาธานี เพื่อสังเกตการสอนคลาส Freediving ของ ครูพลอย มาลัยวงศ์ เธออายุเพียง 27 ปี แต่เป็นครูสอน Freediving หญิงคนแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก Professional Association of Diving Instructors (PADI) องค์กรสอนดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีสาขาทั่วโลก และเคยลงแข่ง Freediving ระดับชาติที่อียิปต์และสิงคโปร์ แถมคว้ารางวัลที่ 2 สำหรับผู้เข้าแข่งขันหญิงทั้ง 2 รายการ

แรกพบฉันเห็นครูพลอยกำลังสาละวนกับการสอนนักเรียนของเธออย่างเข้มข้น

คลาสเรียนเล็กๆ วันนั้นมีนักเรียนอยู่ทั้งหมด 6 คน เป็นผู้หญิงเกือบทั้งคลาส บทเรียนในบ่ายวันนี้ ครูพลอยและผู้ช่วยให้นักเรียนเริ่มฝึกการกลั้นหายใจในน้ำ การช่วยชีวิตผู้ที่จมน้ำจนหมดสติ การว่ายน้ำแบบ Dynamic Apnea (การว่ายน้ำด้วยลมหายใจเดียว) ในระยะทาง 200 เมตร และการเคลียร์หู หรือการปรับความดันภายในหู ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำน้ำทั้งแบบ Scuba และ Freediving

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

คลาสสุดท้ายของเธอเกิดขึ้นกลางทะเล เมื่อเรียนพื้นฐานเสร็จจะได้เวลาสอบในสนามจริงคือมหาสมุทร ข้อสอบแรกคือการกลั้นหายใจนาทีครึ่ง และดำน้ำลึกลงไป 12 เมตร ซึ่งใครๆ ที่ผ่านการฝึกล้วนทำได้โดยไม่เกี่ยงเพศหรืออายุ

ครูพลอยชวนให้ฉันร่วมคลาสด้วยกัน แต่เพราะฉันไม่ได้เตรียมชุดมา ฉันจึงได้แต่นั่งดูการเรียนการสอนอยู่ห่างๆ ที่ริมขอบสระ

ย้อนกลับไปตั้งแต่ครูพลอยยังเป็นเด็ก คุณพ่อของเธอ (คุณราชันย์ มาลัยวงศ์) เป็น Course Director ครูสอนดำน้ำชาวไทยคนแรกขององค์กร PADI และสอนดำน้ำแบบสกูบามาเกือบ 30 ปี ในฐานะลูกสาวและศิษย์เอก ครูพลอยสัมผัสการดำน้ำตั้งแต่จำความได้ ไม่ว่าจะเป็นคลาสเรียนทฤษฎีที่ครูพลอยจะนั่งเล่นตุ๊กตาในห้องเรียนหรือการสอนภาคปฏิบัติ และการออกภาคสนามตามท้องทะเลในแถบภาคใต้ เธอเกาะหลังคุณพ่อดูการเรียนการสอน วิธีการดำน้ำ และการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เสมอ ไม่น่าแปลกใจที่เธอหลงใหลการดำน้ำ และได้รับการสนับสนุนที่ดีจากครอบครัวนับแต่นั้นมา

“พลอยมาเป็นครูสอน Freediving แบบเต็มตัวได้หนึ่งปีพอดีค่ะ หลังจากลาออกจากงานประจำ พลอยคิดว่าพลอยหลงรักในความท้าทายของมัน พลอยจำความรู้สึกตอนที่ไปเรียน Freediving ครั้งแรกได้ ตอนแรกแค่ชอบดำเล่น พอไปเรียนแล้วครูให้ลงไปในทะเลสิบเมตรแล้วค้างไว้อยู่อย่างนั้น คือมันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการดำน้ำทั่วไปมาก ไม่มีอากาศ ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลย มีแต่เรากับทะเล เราเลยรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทะเลจริงๆ”
เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย


3. เหรียญสองด้าน

ครูพลอยบอกว่าปัจจุบันมีผู้สนใจมาเรียน Freediving มากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสไลฟ์สไตล์ค้นหาประสบการณ์ใหม่และได้ถ่ายภาพสวยๆ ใต้น้ำคู่กับปะการังหรือสัตว์ทะเล แต่แท้จริงแล้ว Freediving มีประโยชน์ที่สำคัญอยู่ 3 ข้อใหญ่ๆ ด้วยกัน ข้อแรก การหายใจจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการฝึกเก็บลมหายใจ และการหายใจด้วยกะบังลม จะทำให้ควบคุมลมหายใจได้ดียิ่งขึ้น ข้อสอง เกิดการผ่อนคลายและปรับความคิดและทัศนคติให้เป็นบวกมากยิ่งขึ้น ดังที่ครูพลอยได้อธิบายไว้ว่า

“พลอยเคยได้ยินงานวิจัยที่บอกว่า ‘ความคิดที่เป็นแง่คิดเชิงบวก จะใช้ออกซิเจนน้อย’ อย่างการฝึกในคลาสเรียนที่ผ่านมา ถ้าใครมีความเครียด กังวล หรือไม่ผ่อนคลายร้อยเปอร์เซนต์ก็จะไม่มีทางกลั้นหายใจได้เลย แต่ถ้าใครที่ผ่อนคลาย ทำตัวสบายๆ นึกถึงอะไรที่ทำให้สบายใจหรือมีความสุข คนนั้นจะกลั้นหายใจได้นานมาก ซึ่งการฝึกทุกครั้งทำให้เราต้องมีความคิดแบบนี้ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะปล่อยวางทุกอย่าง พลอยคิดว่าตรงนี้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ทำให้เรามองโลกอย่างเข้าใจธรรมชาติ และปล่อยวางได้เร็วขึ้น”

ข้อสุดท้าย การผนวกรวมร่างกายของเราให้เป็นส่วนหนึ่งของทะเล โดยการดำน้ำซึ่งปราศจากอุปกรณ์ช่วยเหลือใดๆ เพื่อการเอาชนะข้อจำกัดของร่างกายมนุษย์ และเพิ่มความรื่นรมย์ในการท่องเที่ยวใต้ทะเลให้งดงามยิ่งขึ้น

แต่กีฬาใต้น้ำนี้ก็เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เหตุการณ์ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายคือการหมดสติกะทันหันในน้ำหรือ Blackout ซึ่งเกิดจากขาดอากาศเพราะฝึกดำน้ำโดยไม่ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน กิจกรรมนี้จึงต้องมีบัดดี้ที่แข็งแรงใกล้เคียงกันสำหรับช่วยเหลือคู่ของตนได้ในเวลาฉุกเฉิน

“ความเสี่ยงมากที่สุดคือการพยายามเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองมากจนเกินไป พลอยเคยคุยกับบางคนที่ฝึกจน Blackout วันละเจ็ดแปดรอบ พลอยคิดในใจเลย มันสนุกเหรอ มันเท่เหรอ ไม่นะ มันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับร่างกายตัวเองมาก และเป็นการฝึกที่ผิดด้วย”

ครูพลอยกล่าวเตือน ก่อนกระโจนลงน้ำไป Freediving เราจึงต้องเรียนรู้วิธีการดำน้ำที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

4. กลเม็ดเคล็ดลับ

ในเวลาเรียน ครูพลอยมีกลเม็ดและวิธีการต่างๆ ที่จะเรียกความมั่นใจ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลดความตึงเครียดและกังวลก่อนลงน้ำให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการลงดำน้ำแบบ Freediving

อย่างวันนี้จะมีพี่นักเรียนคนหนึ่งกังวลตลอดว่าจะขึ้นมาไม่ทัน เดี๋ยว Blackout พลอยเลยบอกเขาว่ามันไม่ได้แย่นะ อย่าเพิ่งด่วนคิดลบ พี่มีสมาธิ พยายามโฟกัสอยู่ที่ตัวเอง เราใช้ร่างกายของเราในการบริหารออกซิเจนในร่างกาย พี่ลองนึกถึงอะไรที่มีความสุข ทำให้สบายใจ หลังจากครั้งแรกที่เขาทำได้แค่สี่สิบวินาที ครั้งที่สองเขาทำได้สองนาทีกว่าๆ”

นอกเวลาเรียน ครูพลอยก็ถือเป็นนักเรียนอีกคนหนึ่งที่อยากศึกษาความรู้เกี่ยวกับร่างกาย จิตวิทยา และทฤษฎีเกี่ยวกับการดำน้ำแบบ Freediving ไม่เพียงแต่การสอนที่เกิดประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียน หากเพื่อการช่วยนักเรียนก้าวข้ามข้อจำกัดของเขา

ครูพลอยเล่าประสบการณ์การสอนนักเรียนคนหนึ่งที่พิเศษมากให้ฉันฟัง

“มีนักเรียนคนหนึ่งติดต่อมาเรียนกับพลอยโดยที่พลอยไม่รู้ประวัติเขามาก่อน ช่วงที่เรียนพลอยสังเกตว่าเขาดูประหม่า ร่างกายเขาดูไม่ปกติเพราะดูจากการจัดระเบียบร่างกาย การเคลื่อนไหวเขาไม่เหมือนคนปกติ พลอยมารู้ทีหลังว่าเขาเป็นอัมพฤกษ์ และเขาเพิ่งรับการทำกายภาพบำบัดมา วันนั้นเขาเรียนกับคนที่เก่ง ทุกคนทำได้หมดแล้ว พลอยกลัวมากว่าเขาจะรู้สึกแย่หรือท้อแท้มั้ย เขาบอกพลอยว่าเขาอยากมีชีวิตเหมือนคนปกติ เลยเป็นแรงฮึดที่พลอยอยากช่วยให้เขาทำได้ พลอยลงสระกับเขาประมาณห้ารอบ รอบละสามชั่วโมง จากคนที่ตีขาในน้ำไม่ได้เลย เขาสามารถว่ายน้ำจนสุดสระไป-กลับได้ และไปทดสอบ Performance Base ลงทะเลที่ความลึกหกถึงเจ็ดเมตรได้แบบตัวเปล่า ตีขา กลั้นหายใจลงไปในน้ำได้”

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย


5. สู่มหาสมุทร

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน รวมถึงสภาพแวดล้อมทั้งการเรียน หรือการทำงานในปัจจุบัน มีผลกระทบมากมายทั้งทางตรงและอ้อม ซึ่งส่งผลให้คุณภาพชีวิตแย่ลงกว่าเดิม

สิ่งที่พอจะเยียวยาเราจากความตึงเครียดเหล่านั้น คือการบำบัดตัวเองให้ได้มีเวลาคุณภาพ ใช้เวลาเหล่านั้นปลดปล่อยทั้งกาย ใจ ลงไปกับสายน้ำที่คุ้นเคยในวัยเด็ก สลัดความคิดการงานทั้งหมดที่มีออกไป เก็บลมหายใจแล้วลงไปใต้ผืนน้ำ ลืมตามองภาพเบื้องหน้าผ่านแว่นตาดำน้ำ แล้วค่อยๆ แหวกว่ายไปพบกับความสวยงามเบื้องหน้า ที่ยิ่งสวยกว่าเมื่อไม่มีพันธนาการใดๆ รั้งเอาไว้ นอกจากร่างกายของเราที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลทั้งปวง

นั่นคือเสน่ห์ที่สวยงามของ Freediving ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจอย่างมากมายเหลือคณานับ

เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย เรียนดำน้ำลึกกับครูหญิงที่สอน Freediving คนแรกของไทย

ขอขอบคุณ พลอย มาลัยวงศ์
Bangkok Freedivers
ราคาคอร์สละ 7,900
Facebook : Bangkok Freedivers
Instagram : @ploymalaiwongs

Writer

สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

เขียนหนังสือบนก้อนเมฆในวันหนึ่งตรงหางแถว และทำเว็บไซต์เล็กๆ ชื่อ ARTSvisual.co

Photographers

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

วริศรา ศิริพลไพบูลย์

เด็กบัญชี ปีสอง ถิ่นกำเนิดจากขอนแก่น ชอบตื่นเช้ามาออกกำลังรับวิตามินดี รักการท่องเที่ยวธรรมชาติ กำลังเรียนรู้วิถีการเป็นช่างภาพ

อโศก

กิจกรรมและสถานที่บำบัดใจและกายให้แข็งแรง

12 มิถุนายน 2560
6K

เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยจังหวะดนตรีอาหรับที่ครึกครื้นเกินกว่าจะนั่งมองเฉยๆ ปลายเท้าฉันกระดุกกระดิกตามเสียงเพลง ระหว่างที่ กิ๊ฟ-รงรอง วลัญช์เสถียร ส่ายสะโพกนำสาวๆ ในห้องกระจก แผงลูกปัดและเลื่อมแวววาวรอบลำตัวทุกคนสั่นกระเพื่อมดังกรุกกริก ซ้าย-ขวา ซ้าย-ขวา หมุนตัวสับเท้าไปมา ลำตัวที่สะบัดพลิ้วอ่อนช้อยและแข็งแรงไปในที

ฉันนึกถึงหนังแขกอินเดียที่นางเอกเต้นระบำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ครูสอน Belly Dance เล่าว่าระบำนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศแถบตะวันออกกลาง เกิดจากการเต้นรำสังสรรค์ที่เรียกว่า Baladi (บาลาดี) ของสาวๆ ชาวอาหรับ ต่อมาเมื่อปรับการเต้นนี้ให้เป็นการแสดง จึงผสม Ballet และ Jazz เข้าไปในลีลา ใช้อุปกรณ์เสริมอย่างผ้าต่างๆ พร้อมเปลี่ยนชุดให้โชว์หน้าท้อง ขับสรีระนักเต้นมากยิ่งขึ้น และปัจจุบันระบำนี้ยังได้รับความนิยมในหลายประเทศ เช่น อียิปต์ เลบานอน และตุรกี

ในประเทศไทยมีการสอน Belly Dance แค่ 2 ที่เท่านั้น คือที่รำปุรี สตูดิโอสอนการเต้นจากทั่วโลก และที่ BellySister โรงเรียนสอนระบำหน้าท้องโดยเฉพาะ โดยที่นี่มีทั้งคลาส Belly Dance ระบำหน้าท้องแบบอาหรับ, Bollywood ระบำหน้าท้องสไตล์อินเดีย และ Bellyrobics ระบำเพื่อการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ แม้ไม่มีพื้นฐานการเต้นมาก่อนก็เรียนได้

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

“ตอนแรกกิ๊ฟก็เริ่มจากไม่มีเบสิกการเต้นอะไรเลย แต่ลองเรียนเพราะชอบ Shakira เห็นเขาเอา Belly Dance มาผสมกับท่าเต้น ปรากฏว่าพอเรียนแล้วไม่ใช่ชากีร่าเลย (หัวเราะ) เขามีความโมเดิร์น เขาใส่ฮิปฮอปเข้าไป แต่ Belly Dance ของจริงมีความสวย ความสง่า ความนิ่ง อยู่ในตัว การเต้นนี้ทำให้เราได้ใช้อวัยวะที่เราไม่เคยใช้มาก่อน สมมติฮิปฮอปเราก็จะใช้แขน ใช้ขา ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆ แต่ Belly Dance จะใช้กล้ามเนื้อที่อยู่ข้างใน

“เราต้องทำความรู้จักร่างกายตัวเองมากขึ้น เช่น หน้าท้อง ใครจะไปรู้ว่ามันมี 3 ส่วน เราต้องคุยกับตัวเองว่าหน้าท้องตรงนี้ต้องขยับแบบนี้ สะโพกด้านขวา กล้ามเนื้อตรงสีข้าง ก้นด้านใน ด้านนอก ตรงกลาง มันอยู่ตรงไหน พอเราใช้เวลาฝึกกับมันเยอะขึ้น ก็ทำให้เข้าใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง พอ Belly Dance ทำให้เรารักตัวเองมากขึ้น เราเลยหลงรักมันไปโดยปริยาย”

กิ๊ฟเล่าว่า สมัยก่อนเธอเป็นคนขี้อายมาก ไม่กล้าคุยกับใคร ขนาดมองตัวเองในกระจกยังไม่กล้ามอง แต่การเต้นทำให้เธอได้สำรวจและทำความรู้จักข้อดีของตัวเอง ช่วยให้จิตใจแข็งแรงและมั่นใจมากขึ้น ส่วนในแง่สุขภาพร่างกาย ครูสอนระบำหน้าท้องบอกตรงๆ ว่าการเต้นประเภทนี้ไม่ใช่วิธีลดความอ้วน

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

“การลดน้ำหนักไม่เกี่ยวกับ Belly Dance ถ้าหากคุณอยากได้หุ่นผอม หน้าท้องแบนราบมีซิกซ์แพ็ก กิ๊ฟแนะนำให้ไปฟิตเนสมากกว่า แต่ถ้าคุณอยากได้หุ่นที่มีส่วนเว้าส่วนโค้ง หุ่นที่เป็นผู้หญิง แนะนำที่นี่ เพราะการเต้นระบำหน้าท้องจะช่วยกระชับเอวให้คอดขึ้น มีสะโพกมากขึ้น posture ดีขึ้น และการออกกำลังช่วงท้องจะทำให้ระบบภายในดีขึ้น ทั้งระบบเผาผลาญ ระบบการขับถ่าย หรือช่วยเรื่องระบบฮอร์โมน ลดการปวดท้องประจำเดือน”

ผู้เชี่ยวชาญระบำอาหรับเอ่ยต่อว่านักเรียน Belly Dance ของเธอมีตั้งแต่อายุ 4 ขวบ จนถึง 75 ปี เพราะเป็นการออกกำลังที่ไม่หักโหม ไม่มีการกระโดดหรือใช้ร่างกายอย่างรุนแรง จึงไม่ส่งผลเสียต่อหลังหรือหัวเข่านักเต้นในภายหลัง แม้นักเรียนแทบทั้งหมดจะเป็นผู้หญิง แต่สตูดิโอก็พร้อมเปิดรับคนทุกเพศทุกวัยที่สนใจศิลปะการเต้นรูปแบบนี้ เพียงแค่เตรียมเสื้อผ้าทะมัดทะแมงอย่างชุดฟิตเนสหรือโยคะมาก็เข้าร่วมได้ แถมที่นี่ยังมีเสื้อผ้าสนุกๆ แถบเลื่อมระยิบระยับผูกเอว และอุปกรณ์ให้ยืมใช้ฟรีอีกต่างหาก

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

คลาส Belly Dance จะแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความยากง่าย Level 1 คือสอนแยกส่วนร่างกายและใช้งานกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ Level 2 จะเริ่มสอนการควบคุมร่างกายและท่วงท่าทั้งหมดอย่างละเอียด ส่วนระดับสุดท้ายจะโฟกัสที่การเคลื่อนไหวไปพร้อมกับดนตรี เพราะเมโลดี้อาหรับแตกต่างจากจังหวะนับ 8 แบบตะวันตก เลเวลนี้จึงยากที่สุดและสนุกที่สุด เพราะนักเต้นจะได้แสดงฝีมือและตัวตนออกมาอย่างชัดเจนที่สุด

“ความสวยของ Belly Dance ไม่ได้อยู่ที่หุ่นนักเต้นนะ Belly Dance คือการเป็นตัวของตัวเอง คุณจะมีหุ่นแบบไหน หน้าท้องแบบไหน เสน่ห์คือสิ่งที่คุณส่งออกมาจากใจ นั่นแหละที่ดึงดูดใจผู้ชม กิ๊ฟว่าหุ่นธรรมชาติของผู้หญิงสวยที่สุดแหละ มาเต้นกันเถอะ”

เสียงเพลงอาหรับสนุกเชิญชวนขณะที่นักเรียนยักย้ายส่ายสะโพกโดยไม่พะวงเรื่องไซส์ ฉันพยักหน้าหงึกหงัก รู้สึกอยากทำความรู้จักกล้ามเนื้อพุงตัวเองบ้างเหมือนกัน

BellySister : ทำความรู้จักและรักร่างกายผ่านการเต้นระบำหน้าท้อง

BellySister

ที่อยู่: สถาบันปรีดี พนมยงค์ ชั้น 3, ระหว่างซอยทองหล่อ 1 และทองหล่อ 3
ราคา: 4 ครั้ง / 2,000 บาท
www.facebook.com/Bellysister  
www.bellysister.com

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load