6 กุมภาพันธ์ 2562
22 K

“ดูก่อนได้นะคะ”

ประโยคคุ้นหูจากเหล่าพนักงานขายที่รอให้บริการ หลังเห็นลูกค้าคว้าจับเข้ากับเสื้อผ้าสักชิ้นในร้านแฟชั่นทั่วไป

แต่คำพูดนี้กลับไม่ปรากฏในร้าน FRANK! GARCON ไลฟ์สไตล์สโตร์แห่งใหม่กลางย่านสยามซอย 2 ที่อื้ออึงไปด้วยเสียงถามหาไซส์ขนาดเสื้อผ้าและสินค้าใหม่ที่เหล่าลูกค้าในร้านผลัดกันยิ่งคำถามใส่พนักงานจนแทบฟังไม่ทัน

อะไรที่ทำให้ร้านนี้ฮอตขนาดนั้นนะ

FRANK! GARCON

FRANK! GARCON

ผมถามตัวเองหลังจากถือถุงใบใหญ่ที่ข้างในมีหมวก 2 ใบออกมาจากร้าน

ผมกลับไปอีกครั้งเพื่อหาคำตอบนี้จากเหล่าสมาชิกเจ้าของร้านทั้งสี่คน ก่อนจะทราบว่าพวกเขาทุกคนมีร้านรองเท้าและร้านเสื้อผ้าเป็นของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว

โอกิ-ทัดสุระ อิวาชิตะ และ พร-ทวีพร หล่อเลิศรัตน์ ทั้งคู่เป็นเจ้าของรองเท้าแบรนด์ระดับท็อปอย่าง London Brown ลูกศร-ศรุติ ตันติวิทยากุล เป็นดีไซเนอร์และเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงสุดน่ารักชื่อ Daddy And The Muscle Academy และคนสุดท้ายที่ถึงจะไม่ได้มีกิจการสายแฟชั่นเป็นของตัวเองอย่าง อั้ม-บุญญนัน เรืองวงศ์ แต่ด้วยอาชีพอาร์ตไดเรกเตอร์สายเอเจนซี่โฆษณา ก็ไม่แปลกที่เขาจะต้องรู้จักเรื่องแฟชั่นเหล่านี้เป็นอย่างดี

FRANK! GARCON

“เพราะเราเป็นคนที่อยู่ที่นี่มานาน เราเลยเห็นว่าลูกค้าเขากำลังมองหาอะไรกัน บวกกับพวกเราทั้งสี่คนก็อยากให้มีร้านแบบนี้ตั้งนานแล้ว” คุณพรพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อผมถามถึงที่มาในการร่วมกันเปิดร้านแห่งนี้ขึ้นมา

“ร้านแบบนี้คือร้านแบบไหนครับ” ผมถามต่อด้วยความสงสัยเผื่อจะได้ส่วนหนึ่งในคำตอบที่ตามหา

“เราอยากให้ร้านของเราเป็นที่แรกที่เหล่าเด็กๆ ที่เริ่มคิดจะแต่งตัว สามารถมาเลือกซื้อได้ในราคาสบายกระเป๋า และเปิดพื้นที่ให้กับแบรนด์ไทยที่เขามีสินค้าที่ดีได้นำเสนอด้วยค่ะ” รอบนี้เป็นลูกศรที่เฉลยคำตอบให้กับผม พร้อมด้วยการพยักหน้าเห็นด้วยจากเหล่าสมาชิกที่เหลือ

ผมฟังแล้วก็พยักหน้าตาม เพราะหากบทสัมภาษณ์นี้เป็นสินค้าสักชิ้น ผมก็อยากได้พื้นที่ในการขายที่ดีแบบนี้บ้าง เพื่อที่ผมจะได้ลองพูดประโยคนี้กับเขาสักครั้ง

“อ่านก่อนได้นะครับ”

FRANK! GARCON

สนใจในความสนใจ

“แต่ก่อนผมไม่เคยสนใจแฟชั่นเลยนะ” อั้ม อาร์ตไดฯ หนุ่มผมยาวพูดขึ้น และเขาคงสังเกตเห็นท่าทีไม่เชื่อถือของผม แน่ล่ะ ก็ถ้าดูจากชุดที่เขาใส่มาในวันนี้มันช่างดูดีจนผมต้องพิจารณารสนิยมแฟชั่นของตัวเองใหม่

“มันค่อยๆ มาเรื่อยๆ มากกว่า อย่างสมัยตอนที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมก็ได้เห็นรุ่นพี่เขาแต่งตัวเท่ๆ ที่ไม่ได้มีแค่เสื้อกับกางเกงเท่านั้น เขายังมีหมวก ผ้าพันคอ รองเท้า อื่นๆ อีกมากมายที่มันทำให้เราดูดีได้ จากนั้นพอเข้ามาทำงานก็ด้วยหน้าที่ทำให้ได้รู้จักและสัมผัสแฟชั่นมากขึ้น เพราะเราต้องกำหนดคาแรกเตอร์ของตัวละครต่างๆ ในโฆษณา”

FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“แต่ที่พีกที่สุดคงเป็นครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อน และได้เห็นกับพนักงานทำความสะอาดเขาแต่งตัวดีมากกว่าพวกผมที่เป็นนักท่องเที่ยวเสียอีก สิ่งนี้มันอธิบายได้หลายอย่างนะ นอกจากว่าเรามันแต่งตัวไม่ดีเอง มันก็บอกถึงคุณภาพชีวิตและความสนใจในเรื่องแฟชั่นของประชาชนในประเทศของเขาที่นู่น ผมก็เลยคิดว่าถ้าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับประเทศเราบ้างจะเป็นยังไงนะ” อั้มเล่าต่อถึงที่มาในความสนใจและมุมมองเรื่องแฟชั่นที่มากกว่าแฟชั่นของเขา

“ตอนที่พวกเราเริ่มต้นคิดโปรเจกต์ร้านนี้ขึ้นมา เราก็พบปัญหาหนึ่งว่าร้านเสื้อผ้าแฟชั่นของผู้ชายมีให้เลือกซื้อน้อยและส่วนใหญ่มีราคาแพงมาก สมมติว่าคุณเริ่มทำงานประจำมีเงินเดือนประมาณหนึ่ง และเกิดอยากมีเสื้อแจ็กเก็ตสวยๆ สักตัวไว้ออกงานแต่ถ้าราคามันอยู่ที่ 6,000 บาท คุณก็คิดหนักแล้วใช่ไหม เราเลยอยากสร้างทางเลือกใหม่ให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ค่ะ”

FRANK! GARCON

ก็จริงตามที่ลูกศรว่า เพราะตัวผมเองก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ต้องเดินถอนหายใจออกจากร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังอยู่หลายครั้งหลังเห็นป้ายราคา

“และอย่างที่บอกไปว่าพวกเราแต่ละคนก็มีร้านของตัวเองอยู่ที่สยามมานานหลายปี ทำให้เรารับรู้ว่าพวกเขากำลังมองหาอะไรกันอยู่ ราคาแบบไหน ดีไซน์ประมาณไหน ที่ลูกค้าพร้อมจะจ่ายเงินให้กับของเหล่านี้บ้าง” คุณโอกิขยายความต่อให้เราฟัง

“และนั่นก็เลยเป็นความโชคดีที่เราได้พื้นที่ตรงนี้พอดี ทำให้พวกเราเริ่มทำร้านนี้จริงจังเสียที ซึ่งถ้านับกันจริงๆ เราใช้เวลากันน้อยมากในการเริ่มโปรเจกต์นี้ ได้นอนกันน้อยมากๆ ด้วย แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ FRANK! GARCON เป็นร้านที่ตรงกับความต้องการที่พวกเราตั้งใจไว้ให้มากที่สุดค่ะ” สิ้นเสียงคุณพร ผมก็เห็นรอยยิ้มของทุกคนที่ผลัดกันพูดถึงช่วงเวลาที่หนักหน่วงตรงนั้น แต่เต็มไปด้วยความสนุกที่จะได้เห็นร้านนี้เกิดขึ้นมา

FRANK! GARCON

ใส่ใจในความตั้งใจ

“ทำไมจึงตั้งชื่อร้านว่า FRANK! GARCON เหรอครับ” ผมถามถึงที่มาของชื่อร้าน

“Frank มาจากคำว่าตรงไปตรงมา จริงใจ คือเราสื่อถึงว่าของในร้านที่คุณเห็นว่ามันสวยมีดีไซน์ดีๆ แต่ก็มีราคามีทันสมเหตุสมผลนะ ส่วน Garcon เป็นภาษาฝรั่งเศสที่มีความหมายว่าเด็กผู้ชาย แต่เราแทนมันเป็นคาแรกเตอร์ความซนสนุกของเด็กผู้ชาย โดยสินค้าในร้านก็จะเป็นแบบ Unisex ที่ผู้หญิงก็สามารถแต่งตัวแบบผู้ชายก็ได้” สมาชิกทั้งสี่คนผลัดกันเล่าถึงที่มาของชื่อนี้อย่างออกรสออกชาติ

FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“คอนเซปต์ของ FRANK! GARCON คือไลฟ์สไตล์สโตร์ในรูปแบบ Art Meets Fashion อย่างที่เราจะเห็นว่าในร้านจะไม่ได้มีแค่เสื้อผ้าอย่างเดียว เรายังมีของอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ต่อได้ ทั้งชาม แจกันเซรามิก ไฟแช็ก ที่คั่นหนังสือ เทียนหอม และของดีไซน์สวยๆ ที่ใช้งานจริง

“นอกจากนี้ เรายังเปิดโอกาสให้ศิลปินนำงานมาจัดแสดงและวางขายในแต่ละเดือน เพื่อช่วยส่งเสริมให้ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักและเข้าถึงคนมากขึ้นด้วย”

พอฟังที่คุณโอกิและคุณพรพูดแบบนี้ ผมก็หันไปมองผลงานของศิลปินที่กำลังส่งความสดใสตามมุมต่างๆ ในร้าน

FRANK! GARCON

ร้านที่คัดสรรสินค้าด้วยระบบไอดอล

ผมเลยเกิดคำถามต่อว่าแล้วใช้หลักเกณฑ์อะไรในการเลือกรับแบรนด์ต่างๆ

“เราจะดูจากความน่าสนใจของแบรนด์เขาก่อน เพราะเราอยากให้ร้านของเรามีขอที่สดใหม่และดูมีอะไรใหม่อยู่เสมอ จากนั้นก็เป็นการนัดคุยว่าความเห็นตรงกันกับเราหรือเปล่าก่อนจะเริ่มทำงานกันจริง เพราะพวกเราทุกคนมองว่าเขาคือพาร์ตเนอร์ของเรา” อั้มบอกถึงหลักในการเลือกพร้อมย้ำว่าพวกเขาทุกคนเอาใจใส่และคอยมองหาแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในร้านอยู่เสมอ

“เราอยากให้ที่นี่เป็นเวทีคัดเลือกแบบระบบไอดอลน่ะค่ะ” ลูกสรพูดขึ้นพร้อมเรียงเสียงหัวเราะจากทั้งวงสนทนา

FRANK! GARCON FRANK! GARCON FRANK! GARCON

“คือไม่ใช่ว่าคุณเอาของเขามาวางขายในร้านเราได้แล้วคือจบนะ คุณต้องหมั่นพัฒนาและรักษาระดับคุณภาพของสินค้าอยู่เสมอด้วย รวมไปถึงการทำงานคุณต้องมีความเป็นมืออาชีพ เพราะเราก็อยากทำงานแบบมืออาชีพด้วย บกพร่องเมื่อไหร่ก็เปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาแทนที่ได้ทันที

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะให้ความสำคัญแต่เรื่องยอดขาย ความจริงแล้วเราจะคอยเช็กความนิยมของสินค้าของเขาและคอยให้คำแนะนำกลับไปด้วย เช่น สินค้าแบบนี้ไม่ลองทำให้ขนาดเล็กลงกว่านี้ดูล่ะ มีลูกค้าถามถึงสีแบบนี้อยู่เรื่อยๆ นะสนใจอยากทำบ้างไหม รวมไปถึงแนวทางในการโปรโมตต่างๆ เราก็พร้อมจะสนับสนุน

“เพราะอีกหนึ่งความตั้งใจจริงๆ ของเราอยากผลักดันให้แบรนด์ไทยได้พัฒนาขึ้นไปด้วย ถ้าเราช่วยเขาได้เราก็อยากช่วย” ทั้งสี่คนได้อธิบายถึงความตั้งใจและเหตุผลในการคัดเลือกแบรนด์ต่างๆ

FRANK! GARCON

FRANK! GARCON

จนถึงตอนนี้เป็นเวลา 2 เดือนนิดๆ ที่ FRANK! GARCON เปิดให้บริการกับลูกค้าผู้สนใจแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ มีเหล่าแฟนคลับตัวยงผู้คอยติดตามโซเชียลมีเดียของทางร้านถึงขนาดว่ารู้วันที่สินค้าใหม่จะมาวางขายด้วย

ทั้งหมดนี้เกิดจากความตั้งใจของสมาชิกเจ้าของร้านทั้งสี่คนที่เขาเล่าว่ารู้สึกประทับใจเสมอเวลาที่เห็นลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน

“บางทีพวกเราก็ชอบมานั่งเดากันนะครับว่าคนที่เดินผ่านไปมาคนไหนจะหันเข้ามาในร้านเราบ้าง มีหลายครั้งเลยที่เราเห็นเขาแต่ไกลๆ ก็รู้เลยว่าต้องแวะร้านเราแน่นอน” อั้มพูดด้วยเสียงภูมิใจกับการทายผลของเขา

“มันดีใจมากเลยนะครับ เวลาที่เราคิดกันไว้ว่าลูกค้าของเราต้องลุคประมาณนี้แหละ และก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มันเหมือนเป็นรางวัลของการทำงานหนัก เพราะของที่เราวางขายอยู่ในร้านก็รอให้คนเหล่านี้มาเลือกซื้อกลับไป ดังนั้น มันเลยเป็นความรู้สึกพิเศษ” คุณโอกิพูดเสริม

FRANK! GARCON

“ยังมีโอกาสอะไรอีกไหมที่ทางแบรนด์ไทยและคนไทยควรเข้าใจกันให้มากขึ้นกว่านี้” ผมเอ่ยถามขึ้น

“เราว่าแบรนด์ไทยอาจจะต้องเพิ่มความกล้าเข้าไปมากกว่านี้ กล้าคิดใหญ่ให้มากขึ้น ลองพาตัวเองไปสู่จุดที่ได้โชว์ศักยภาพ และสิ่งเหล่านั้นจะกลับมาพัฒนาตัวพวกเขาเอง เราเชื่อว่าคนไทยเก่งและมีความสามารถมากๆ หลายครั้งเลยที่เราไปต่างประเทศและไปเจอร้านมัลติแบรนด์หรือร้านดีไซน์สวยๆ แล้วก็เกิดความรู้สึกว่าทำไมที่บ้านเราไม่มีอะไรแบบนี้บ้าง ทั้งที่จริงๆ คนไทยเก่งมาก บางครั้งการโทษว่าคุณไม่ได้รับการสนับสนุนอะไรแบบนั้นเราว่ามันไม่ได้แล้ว เราต้องออกมาทำอะไรด้วยตัวเอง และสิ่งนั้นมันก็จะตอบแทนเราเองในที่สุด” ลูกศรพูดด้วยเสียงสดใสแต่แฝงด้วยความตั้งใจ (ผมถึงกับต้องพับแขนเสื้อขึ้นด้วยความฮึกเหิม)

FRANK! GARCON

“สำหรับฝั่งคนไทยเองก็ต้องรู้ก่อนว่าสรีระของเราเป็นแบบไหน สภาพอากาศบ้านเราเป็นยังไง และเราจะใส่ชุดแบบนี้ไปในวาระอะไร ทั้งหมดนี้เกิดจากความเข้าใจที่เราเองต้องรู้ตัวเองก่อน จากนั้นก็ค่อยไปหาสิ่งที่เหมาะกับเงื่อนไขเหล่านั้นอีกทีหนึ่ง” คุณพรกล่าวเสริมบ้างในส่วนของฝั่งผู้ซื้อ

“อย่างที่เราบอกไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าเราอยากให้ร้านนี้เป็นพื้นที่ของแบรนด์ไทย ศิลปินไทย และเด็กไทยที่เริ่มอยากแต่งตัว ในร้านของเราคุณสามารถซื้อได้ตั้งแต่หมวกจนถึงรองเท้าในราคาที่ไม่แพงมาก” อั้มย้ำถึงความตั้งใจในการทำร้านอีกครั้ง

หลังจบการสัมภาษณ์ก็เป็นเวลาเปิดร้านพอดี ลูกค้ากลุ่มแรกของวันนี้คือวัยรุ่นชาย 5 คน พวกเขาเดินตรงไปที่โซนหมวกก่อนหยิบขึ้นสวมลองที่หน้ากระจก ผมหันไปเห็นสีหน้าของสมาชิกเจ้าของร้านที่ตอนนี้ผันตัวเป็นพนักงานขายไปเรียบร้อย แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยประโยคคุ้นหู ก็ได้ยินเสียงดังจากเด็กคนนึงในกลุ่มนั้นขึ้นมา

“คิดเงินตรงไหนครับ”

FRANK! GARCON

Writer

ทศพล เหลืองศุภภรณ์

นักทดลองตัวหนังสือและภาพถ่ายสมัครเล่น พบผลการทดลองของเขาทุกเดือนได้ที่ tossapol.com

Photographer

ช่อไพลิน โคบายาชิ

ช่างภาพและแม่บ้านญี่ปุ่นฝึกหัด Facebook : สะใภ้โคบายาชิ Instagram : Chopailin

Street View

ความเคลื่อนไหวและแรงบันดาลใจจากผู้คนบนถนนสายสตรีทแฟชั่น

เรารู้จัก Lauren Yates ผ่านเว็บไซต์ Ponytail Journal ของเธอเมื่อประมาณ 7 – 8 ปีก่อน เธอเป็นนางแบบลูกครึ่งไทย-จีน-ออสเตรเลียที่สร้างบล็อกขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องศิลปะ ความสนใจ แฟชั่น และการใช้ชีวิตของตัวเอง

“เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชาย” เธอให้คำจำกัดความสไตล์ของตัวเองไว้แบบนั้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

จึงไม่แปลกเลยที่ตู้เสื้อผ้าของเธอจะเต็มไปด้วยเสื้อและกางเกงผู้ชายมือสอง และเรามักเห็นเธอในชุดหลวมๆ ดูเท่แปลกตาไปจากนางแบบคนอื่นที่อายุไล่เลี่ยกัน จนได้รับฉายาจากนิตยสาร GQ ว่า ‘The Hottest Thing in Menswear’ และในฐานะคนตัวเล็กที่ชอบเสื้อผ้าทรงโคร่งๆ ก็แอบหวังว่าวันหนึ่งเธอจะทำแบรนด์เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงของตัวเองออกมา

แล้วเธอก็ทำ…

W’menswear เกิดขึ้นจากความบังเอิญและความโชคดีเมื่อราวๆ 5 ปีที่แล้ว โดยเริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียว ขยับขยายมาเป็นหน้าร้านออนไลน์ และในทุกๆ ปี ลอเรนต้องเดินทางไปเทศกาลแฟชั่นวีกที่นิวยอร์กและปารีส เพื่อเอาสินค้าไปแสดงบายเออร์จากทั่วโลก จนตอนนี้มีสต็อกสินค้าอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เธอนำความสนใจส่วนตัวเกี่ยวกับศิลปะและประวัติศาสตร์มาใช้ในการทำแบรนด์ จุดเด่นของ W’menswear จึงไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายในไซส์ผู้หญิงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องราวข้างหลังเสื้อผ้าแต่ละชิ้น ไม่ว่าจะเป็นสีสัน แพตเทิร์น หรือวัสดุที่ใช้ ตั้งแต่คอลเลกชันที่ได้แรงบันดาลใจจากสงครามเวียดนาม สงครามเย็น ไปจนถึงประวัติการต่อสู้ในสนามรบของชนเผ่าม้งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน 

ลอเรนตั้งใจให้ W’menswear เป็นแบรนด์ Slow Fashion ที่จะสร้างความสุขให้ทั้งคนทำและคนใส่ และหวังว่าเรื่องราวที่เธอแอบบอกผ่านเสื้อผ้าในแต่ละคอลเลกชันจะทำให้คนตั้งคำถามถึงสิ่งที่เกิดในโลกมากขึ้น 

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

เราเริ่มรู้จักคุณในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Ponytailjournal.com ก่อนหน้านั้นคุณทำอะไรมาบ้าง

ตอนเริ่มทำ Ponytail Journal เราเป็นนางแบบที่กรุงเทพฯ นี่แหละ เริ่มทำเว็บไซต์เพราะอยากใช้สมองอีกซีกมากขึ้น อยากใช้บล็อกเป็นที่แสดงออกแพสชันที่มี แสดงออกตัวตนผ่านการเขียน ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อนเลย ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เรียน Fine Art เอกถ่ายรูป แต่กลายเป็นว่าเราได้ใช้สกิลและประสบการณ์ที่มีในบล็อกนี้ ทีนี้ความสนใจในเรื่องสไตล์และแฟชั่นก็เข้ามาผ่านอาชีพนางแบบ

พอได้ทำบล็อกเราก็เริ่มได้ยินเสียงตัวเองมากขึ้น จากที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นเท่าไหร่ ก็เริ่มรู้จักความคิดตัวเองมากขึ้น 

จากบล็อกเกอร์ก็มาเป็นนักเขียนคอลัมน์อย่างเต็มตัว

หลังจากนั้นประมาณปีหนึ่ง มีนิตยสารหลายหัวติดต่อมาให้เขียนคอลัมน์ อย่าง Condé Nast ในนิวยอร์ก หรือ Vogue ออสเตรเลีย ที่สุดท้ายเราตัดสินใจเซ็นสัญญาเขียนคอลัมน์ประจำเกี่ยวกับสไตล์ให้ นั่นทำให้เรารู้จักดีไซเนอร์เก่งๆ หลายคน และทำให้คนในวงการแฟชั่นรู้จักเรามากขึ้น เพราะพอคุณเป็นนักเขียนของ Vogue ทุกคนจะค่อนข้างเชื่อคุณ (หัวเราะ)

มีใครบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น Nigel Cabourn ดีไซน์เนอร์ชาวอังกฤษ ครั้งหนึ่งเราไปร้านเขาที่ลอนดอน พีอาร์ของเขาบอกว่า ‘พรุ่งนี้ไนเจลจะมาที่ร้าน คุณอยากสัมภาษณ์เขาไหม’ เราตอบตกลงทันที พอได้คุยกันพบว่าไนเจลคือเด็กในร่างผู้ใหญ่ เขาขี้เล่น มีแพสชัน เราคุยกันถูกคอมาก มันเหมือนกับได้เจอเพื่อนเก่าเป็นครั้งแรก จำได้ว่าตอนนั้นเราอายุประมาณยี่สิบห้า ยังดูเด็กมากในสายตาคนนอก แล้วพนักงานคนหนึ่งของไนเจลสังเกตว่าเราไม่มีสมุดจด และไม่ได้อัดเสียงขณะสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เข้าใจว่านั่นคือวิธีการทำงานของเรา เราจะอินไปกับสิ่งที่คุยจนไม่ต้องจดอะไร แต่พอบทสัมภาษณ์นั้นออกมา ไนเจลทึ่งกับข้อมูลที่เราจำได้จนส่งโน้ตมาขอบคุณ และเราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น Ponytail Journal เลยเป็นทั้งที่ที่เราสร้างคอนเนกชัน ความน่าเชื่อถือ และเป็นคำตอบว่าเรามองโลกยังไง

Lauren Yates

ซึ่งก็เป็นไนเจลนี่แหละที่ทำให้มี W’menswear ในวันนี้

วันหนึ่งไนเจลบอกเราว่า คุณควรทำแบรนด์ของตัวเองนะ ซึ่งเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย ไม่รู้ต้องดีไซน์อะไรยังไง เขาก็บอกว่า ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องรู้หรอกว่าดีไซน์ยังไง คุณมีไอเดียและสไตล์ที่โดดเด่นของคุณอยู่แล้ว ที่เหลือผมจะสอนคุณเอง แล้วเขาก็สอนทุกอย่างที่เราต้องรู้เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อผ้าหรือกระบวนการตัดเย็บ และเป็นช่วงเดียวกับที่แม่ให้เงินเรามาก้อนหนึ่งโดยมีข้อแม้ว่าต้องเอาไปทำธุรกิจเท่านั้น 

คำแนะนำของดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการแฟชั่นในวันนั้นคืออะไร

เขาบอกให้เริ่มจากคอลเลกชันเล็กๆ ก่อน มีแค่หกแบบ สามสี ใช้วัสดุเหมือนกันหมดคือคอตตอน และเอาเสื้อผ้าวินเทจของตัวเองที่ชอบมาพัฒนาเป็นแพตเทิร์น

ช่วงแรกๆ W’menswear ขายแค่ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีในการลองตลาด เพราะลูกค้าญี่ปุ่นพิถีพิถันที่สุดในโลก ละเอียดมาก แค่ข้อผิดพลาดนิดเดียว เขาก็ส่งสินค้าคืนแล้ว 

Lauren Yates
Lauren Yates

ในโลกที่ Fast Fashion ครองตลาดใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ ทำไมคุณถึงอยากเปิดแบรนด์ Slow Fashion ที่มีความยั่งยืนมากกว่า

ตอนเราเริ่มเป็นโมเดล Fast Fashion ยังไม่นิยมเลยนะ มันน่าจะเข้ามาตอนประมาณปี 2005 เราเลยได้เห็นการเติบโตของมันมาเรื่อยๆ เหตุผลที่เราสนใจ Slow Fashion มากกว่าเพราะเราชอบศิลปะ ชอบตั้งแต่มัธยม มหาวิทยาลัย จนถึงวันนี้ ซึ่งความตั้งใจของศิลปินคือการได้โชว์สิ่งที่คนทั่วไปเห็นในทุกวัน แต่ไม่เคยคิดถึงมันจริงๆ อย่างในยุคอิมเพรสชันนิสม์ ศิลปินวาดภาพทุ่งหญ้า วาดภาพฟาร์ม ดอกไม้ เพราะผู้คนเห็นสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แต่ไม่เคยหยุดมองมันอย่างตั้งใจจริงๆ ศิลปะทำให้เราได้คิดถึงสิ่งรอบตัว ช่วยให้เราคิดถึงจักรวาล และความหมายของการมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ โลกเรากำลังถูกทำลาย เพราะคนไม่ได้นึกถึงโลก

เรารัก Slow Fashion เพราะทุกคนที่ทำเสื้อผ้าของเรารักในสิ่งที่เขาทำ มันไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการทำศิลปะ เราเรียกแบรนด์ของเราว่า Artisan Clothing เพราะทุกคนที่เกี่ยวข้องเป็นศิลปิน อย่างผ้าบางชนิดทำในจำนวนน้อยที่โรงงานเล็กๆ ในญี่ปุ่นด้วยเครื่องจักรรุ่นเก่า ใช้เวลานานมากกว่าจะเสร็จแต่ละชิ้น ไม่มีชิ้นไหนเหมือนกันเลย เพราะทุกคนมองว่าตำหนิเล็กๆ น้อยๆ เป็นความงาม ถ้าเหมือนกันทุกชิ้นคงน่าเบื่อแย่

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ถ้าอย่างนั้นแฟชั่นสำหรับคุณคืออะไร

คือการแสดงออกตัวตนและคุณค่าของแต่ละคน สิ่งที่เจ๋งคือเกือบทุกคนบนโลกนี้สนใจแฟชั่นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะเขาสนใจที่จะแสดงออกคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยผ่านเสื้อผ้าที่เลือกสวมใส่ในแต่ละวัน

เราเห็นคำว่า W’menswear ครั้งแรกจากชื่อแบรนด์คุณ

W’menswear มาจากตอนที่เราเป็นนักเขียนแฟชั่น เวลาไม่มีคำอธิบายคอนเซปต์ที่เราอยากจะพูด เราจะคิดคำขึ้นมาใหม่ อย่างคำนี้คือคำอธิบายสไตล์ของเรา เราชอบใส่เสื้อผ้าวินเทจของผู้ชาย หรือกิจกรรมที่ชอบทำก็เป็นสิ่งที่ผู้ชายทำ ไม่ว่าจะตกปลาหรือถ่ายรูป แล้วสมัยนั้นมันยังไม่มีแบรนด์ไหนที่ทำเสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ ตอนตัดสินใจจะทำแบรนด์ มันก็ต้องเป็นคำนี้แหละ 

สนุกดีที่คอนเซปต์ของแต่ละคอลเลกชันมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เสมอ มันเริ่มมาจากอะไร

เราเป็นผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าผู้ชายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ตอนเริ่มทำแบรนด์นี้ก็เพิ่งรู้สึกว่า เห้ย มันมีผู้หญิงเก่งๆ ในประวัติศาสตร์ที่ทำเรื่องยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เราต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพวกเธอบ้าง แต่ละคอลเลกชันจึงได้แรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาต่างๆ ในประวัติศาสตร์ ผ่านผู้หญิงเก่งที่สร้างอะไรดีๆ ในช่วงเวลานั้นๆ เรื่องของบางคนอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จัก แต่เราอยากส่งต่อเรื่องราวของพวกเธอ มันน่าจะมาจากตอนเขียนคอลัมน์เยอะๆ อ่านหนังสือเยอะ ชอบดูข่าว ก็เลยสนใจเรื่องเหล่านี้

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คอลเลกชันล่าสุดที่กำลังทำอยู่เป็นเรื่องของใคร

ตอนนี้กำลังจะปล่อยคอลเลกชัน spring/summer 20 คอลเลกชันนี้เราได้แรงบันดาลมาจากนักวิทยาศาสตร์หญิงกลุ่มแรกที่ได้ใช้เวลากว่าสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรบริเวณหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ในช่วงหลังสงครามเย็น คือระหว่างที่เกิดสงครามเย็น ทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเรือดำน้ำ ขีปนาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ พอสงครามจบเลยกลายเป็นว่าวงการวิทยาศาสตร์ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านั้นมากที่สุด มีการทำแผนที่มหาสมุทร ทำให้เราค้นพบส่วนที่ลึกของมหาสมุทรในร่องลึกก้นสมุทรมาเรียนา 

กลับมาที่กลุ่มผู้หญิงที่เล่า พวกเธอเป็นนักชีววิทยาทางทะเล และเป็นผู้หญิงกลุ่มแรกที่ได้รับมอบหมายงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ พวกเธอใช้เวลาสองสัปดาห์ใต้มหาสมุทรในห้องปฏิบัติการใต้น้ำ มันอาจจะไม่ใช่โปรเจกต์ใหญ่โตอะไร แต่พวกเธอเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นบุกเบิกที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญ โปรเจกต์นี้ชื่อ Tektite II ผู้นำโครงการคือ Sylvia Earle ซึ่งตอนนี้น่าจะอายุแปดสิบกว่าได้ และก็ยังเป็นนักชีววิทยาทางทะเลอยู่ ยังทำงานหนักเพื่อการรักษามหาสมุทร ยังดำน้ำ และทำวิจัยสำคัญๆ อยู่

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

คุณตีความเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้ออกมาเป็นเสื้อผ้าได้ยังไง

เวลาต้องคิดคอนเซปต์ใหม่ เราจะไปอ่านเรื่องราวของใครสักคน หรือเวลามีข่าวเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง เรามักจะอยากรู้ว่าทำไมมันถึงเกิดสิ่งนี้ขึ้น อย่างคอลเลกชันก่อนหน้านี้ เราตั้งคำถามว่าทำไมจึงเกิดสงครามเวียดนาม ส่วนคอลเลกชันนี้เราเริ่มจากคำถามเกี่ยวกับสงครามเย็นจนได้มาเจอเรื่องราวของผู้หญิงกลุ่มนี้ เรารีเสิร์ชข้อมูลจากหลายๆ แหล่ง มีทั้งรูปถ่ายและเรื่องราว ปกติใช้เวลาทำรีเสิร์ชอย่างน้อยประมาณสามเดือนถึงได้ mood board หลังจากนั้นก็นำมาประยุกต์ใช้ในแง่ของดีไซน์ ถ้าสังเกตจะมีสีสันที่คล้ายกัน สีฟ้าของมหาสมุทร สีแดง สีเหลืองที่ใช้กับอุปกรณ์ความปลอดภัยที่เรียกว่า safety yellow วัสดุที่เลือกใช้ก็จะคล้ายคลึงกับสิ่งที่พวกเธอใส่มากที่สุด

ส่วนคอลเลกชันถัดไป autumn/winter 20 จะเป็นเรื่องของสงครามในประเทศลาวที่แทบไม่มีใครเคยได้ยินเลย เป็นเรื่องในยุคของประธานาธิบดี John F.Kennedy ที่เซ็นอนุสัญญาเจนีวาว่าจะไม่ส่งทหารไปประเทศลาวในช่วงสงครามเวียดนาม สิ่งที่เกิดขึ้นคือสหรัฐฯ ใช้ชาวม้งต่อสู้แทนตัวเอง เมื่อสงครามจบลง พรรคคอมมิวนิสต์ในลาวฆ่าชาวม้งจำนวนมาก โทษฐานที่พวกเขาต่อสู้ให้อเมริกา บางส่วนหนีข้ามแม่น้ำโขงมาค่ายผู้ลี้ภัยในไทย ก่อนจะลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ 

คอนเซปต์พวกนี้ต้องใช้เวลาในการรีเสิร์ช มันใหญ่กว่าการตามเทรนสไตล์และสีของแต่ละซีซั่นไปมาก ทำไมต้องเล่าเรื่องเหล่านี้

เราชอบเรียนรู้ มีแพสชันกับเรื่องนี้ นั่นเป็นเหตุผลที่เรายังทำงานเจ็ดวันต่อสัปดาห์แม้จะเปิดแบรนด์มาห้าปีแล้ว เราไม่ได้พยายามเล่าเรื่องแทนพวกเขา แค่อยากให้คนรู้ว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น มันน่ากลัวมากที่ได้รู้ว่าในประวัติศาสตร์มีอะไรเกิดขึ้นมากมายที่เราไม่เคยรู้เลย เราถูกสอนให้ไม่ตั้งคำถาม แต่ถ้าไม่หัดถามว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ 

W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน
W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

แม้รู้ว่าลูกค้าอาจจะไม่ได้สนใจเลยก็ตาม

เราเข้าใจแหละว่าบางคนอาจจะแค่อยากซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ดีๆ ใส่ ซึ่งไม่เป็นไรเลย แต่บางทีอาจจะมีเด็กรุ่นใหม่สนใจคอนเซปต์ของคอลเลกชัน ซึ่งเราเขียนไว้ทั้งบนเว็บไซต์และ lookbook แล้วไปศึกษาข้อมูลต่อก็ได้ แค่นี้ก็ดีใจแล้ว

คุณบอกในตอนแรกว่า คนที่ทำเสื้อผ้า W’menswear ในทุกกระบวนการต้องรักสิ่งที่เขาทำ

หัวใจสำคัญของธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า คือความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับคนเย็บและซัพพลายเออร์ เรานับถือคนที่ทำเสื้อผ้าให้ W’menswear ถ้าเราไม่มีเขาหรือเขาไม่รักงานที่เขาทำ แบรนด์ของเราคงไม่มีความหมายเลย เราอยากทำงานกับคนที่ต้องการสร้างสินค้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใช้วัสดุที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ และเย็บออกมาอย่างตั้งใจที่สุด เพราะเขานับถือเราและงานของตัวเอง ความสัมพันธ์นี้เลยเป็นสิ่งสำคัญ นั่นคือเหตุผลที่เราเดินทางตลอด เพราะอยากไปเยี่ยมคนทำเสื้อผ้า โรงงาน และซัพพลายเออร์ 

เราใช้โรงงานผ้าแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ที่ทำมาเป็นร้อยปีแล้ว เขายังทำผ้าด้วยเครื่องจักรเครื่องเดิม โรงงานสมัยใหม่ทำวัสดุแบบนี้ไม่ได้แล้วเพราะมันไม่เหมาะกับ mass production ถ้าดูผ้าจะสังเกตเห็นว่ามันมีตำหนิที่ไม่เหมือนกันเลยแต่ละผืน เพราะเส้นใยที่มาจากธรรมชาติและการทอจากเครื่องจักรเก่า ธรรมชาติไม่เหมือนกันทั้งหมด บางอย่างต้นสูง บางอย่างต้นเล็ก แต่มันเป็นความงดงามนะ ซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่ของเราจึงอยู่ที่ญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเห็นความสวยงามในความบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ในญี่ปุ่นเลยมีคนทำสินค้าแบบนี้เยอะมาก ในไทยเราก็เคยใช้ผ้าทอสีย้อมธรรมชาติของชุมชนในจังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีคุณยายอายุเก้าสิบปีเป็นหนึ่งในทีมผลิต

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

ทุกวันนี้ คุณทำ W’menswear บนความเชื่อแบบไหน

เคยได้ยินมาจากพอดแคสต์ เขาบอกว่าการเดินทางของชีวิตคือการค่อยๆ เข้าใจตัวเองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจโลก เข้าใจคนรอบๆ ตัว อย่าง W’menswear เติบโตขึ้นมากในช่วงห้าปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมทั้งหมด ไม่เหมือนการทำแบรนด์ Fast Fashion ที่เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่มันทำลายโลก มันไม่ยั่งยืน

อาทิตย์ก่อนเราอ่านบทความที่บอกว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นคือต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนอันดับสาม รองจากพลาสติกและน้ำมัน เพราะแบรนด์แฟชั่นใหญ่ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค เมื่อปี 2005 แบรนด์ส่วนใหญ่มีแค่สองคอลเลกชันต่อปี แต่ตอนนี้แบรนด์ Fast Fashion มีถึงสิบเอ็ดคอลเลกชันในปีเดียว แบบนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องซื้ออีกๆ จากที่เคยซื้อเสื้อสเวตเตอร์ปีละสองตัว ก็อาจจะต้องมีหกตัว ใส่ได้แป๊บเดียวก็เลิกแล้ว ซึ่งพอราคาถูกลง คนก็ซื้อบ่อยขึ้น ใครจะรู้ในอีกห้าปีมันอาจจะเพิ่มเป็นยี่สิบคอลเลกชันต่อปีก็ได้

แล้ว W’menswear เตรียมตัวยังไงกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่าจะร้ายแรงขึ้นในอนาคต

เราไม่มีคำตอบหรอก เราไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่สำหรับเรา ศิลปะช่วยให้เราเห็นใจโลกและคนรอบตัวมากขึ้น เราว่าการทำให้คนรู้สึกผิดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะการซื้อผ้าบ่อยๆ ก็ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภคเสียทีเดียว มันเกี่ยวข้องกับนโยบายและการดำเนินงานของแบรนด์ใหญ่ๆ ที่กระตุ้นให้พฤติกรรมคนเปลี่ยน ถ้าจะแก้ปัญหาอาจจะต้องมองที่ภาพใหญ่ด้วย 

เราเลยทำในส่วนที่ทำได้ พยายามทำโปรเจกต์ศิลปะที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับการขายเสื้อผ้าเลย แต่มันมีจุดร่วมกันอยู่ คือพยายามแสดงให้เห็นความสวยงามของโลก เพื่อที่คนจะได้หันกลับมาดูแลโลกมากขึ้น

Lauren Yates W’menswear เสื้อผ้าสไตล์ผู้ชายสำหรับผู้หญิงที่นำประวัติศาสตร์มาเป็นคอนเซปต์ในแต่ละคอลเลกชัน

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ปัณฑารีย์ วจิตานนท์

เชื่อว่าความทรงจำอยู่ในภาพถ่าย สะสมกลักฟิล์มบางครั้ง ทำประจำคือไปคอนเสิร์ต

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load