กระติ๊บข้าวทรงอินฟินิตี้ เสื่อลาย ‘รอ คอย เธอ’ และ ‘Kiss Hot’ (คิดฮอด) ไปจนถึงหมอนขิดลาย ‘ยุพิน <3 จอห์น’ ของใช้ประจำวันในอีสานที่ถูกดีไซน์ใหม่จนจี๊ดจ๊าดเหล่านี้ อยู่ใน ‘อีสานทอรัก : Weaving Factory’ นิทรรศการสิ่งทอและงานจักสานภาคอีสานผ่านมุมมองและความรักในรูปแบบต่างๆ ในงาน Isan Creative Festival 2021 โดย TCDC จังหวัดขอนแก่น 

ไอเดียสิ่งทอกับความรัก มาจากลวดลายบนผ้าขิดผืนหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ ที่หญิงทอผ้าเล่าว่าเธอทอผ้าผืนนี้ตอนอายุ 18 ปี ระหว่างที่รอคนรักกลับมา แต่สุดท้ายเขาไม่เคยกลับมา และได้แต่งงานใหม่ไปแล้ว แม้ผ้าขิดผืนนี้จะไม่เคยถูกส่งมอบให้ชายคนรัก แต่หญิงทอผ้าบอกว่ามันเป็นความทรงจำที่สวยงามและมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวสนุกๆ อย่าง ‘รักซ้อน’ (Love Overlapped) จากกลุ่มวัยรุ่น อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ต้องการหาเงินมาแต่งมอเตอร์ไซค์ จึงรวมตัวกันจับกลุ่มทอผ้าไหมขาย สร้างรายได้นับแสน ส่วนห้อง ‘รักและศรัทธา’ มีผ้าขาวไหมน้อยของ อ.เถ่า-มีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน มาจัดแสดง สื่อถึงธรรมเนียมการทอผ้้าขาวไหมน้อยด้วยพลังศรัทธา เพื่อถวายพระที่เคารพนับถือ ซึ่งบ้านคำปุนปฏิบัติมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

ความสนุกเมามันที่ส่งผ่านนิทรรศการ ชวนให้เราเพลิดเพลินจนเราต้องขอพูดคุยกับกลุ่ม Foundisan ผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการ การรวมตัวกันของคนทำงานด้านดีไซน์ไฟแรง 8 คนทั้งจากอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร แกนนำคือ อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เสริมทัพด้วย วิน-อัยยวิน รัตนเพียร, ตั้ว-พุฒิพงษ์ พิจิตร, ไอซ์-ธนวัฒน์ คล่องวิชา, อั๋น-ชาตรี เทงฮะ, จอร์จ-ประพันธ์พงษ์ สุขแสวง, ฟาง-สุจินันท์ ใจแก้ว และอ้วนแลนด์-วัชราภรณ์​ สมบูรณ์​ และทำให้เราเห็นดีไซน์สนุกร่วมสมัยที่กลมกลืนกับงานคราฟต์ และเปิดมุมมองวิถีอีสานใหม่ที่น่าสนใจ เกินกว่าจะปล่อยผ่านไปเสียเฉยๆ 

มาทำความรู้จักกลุ่ม Foundisan ความเป็นอีสานคอนเทมโพรารี และค้นพบดีไซน์ไฉไลใหม่ปนเก่าได้จากตัวตนของพวกเขาที่นี่ 

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

Foundisan คือใคร

ไอซ์ : Foundisan คือกลุ่มพี่น้องดีไซเนอร์ที่บังเอิญเจอกัน ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วรู้สึกว่าอีสานสนุกมาก เริ่มจากพี่อีฟเป็นคนตั้งต้น ในมุมคนนอก จากตอนแรกเราก็แค่หาที่กินส้มตำ แต่พอไปถึงอุบลฯ จริงๆ พี่อีฟที่เป็นเจ้าบ้านก็พาไปหย่อนตามจุดต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมน่าตื่นเต้นมากๆ อีสานมีความสนุกรอเราอยู่ให้เข้าไปเล่น 

พื้นเพพวกเราทุกคนต่างกัน แต่เรียนดีไซน์มาหมด พี่อีฟจบแฟชั่น จอร์จจบด้าน Exhibition ผมจบ Industrial Design วินเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ พอมารวมตัวกันก็อยากทำงานที่นำเสนออีสานในมุมมองร่วมสมัย 

แล้วมารวมตัวกันได้ยังไง

อีฟ : เริ่มต้นจากเราลงพื้นที่สอนกับน้องๆ ในพื้นที่อุบลฯ ศรีสะเกษ ได้เจอแม่ๆ ที่เก่งก็รู้สึกว่าอยากพัฒนาพวกเขาต่อ ไม่อยากให้งานเขาหายไป ในฐานะดีไซเนอร์ เราน่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะเป็นทั้งที่ปรึกษาและรับงานสอนจากรัฐ ไปพัฒนาโปรดักต์ตามหมู่บ้านต่างๆ ไปสอนเขาทำลายผ้านู่นนี่นั่น ทีมดีไซเนอร์เรามีหลายคนอยู่แล้ว ไหนๆ ลงพื้นที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ก็อยากลุยต่อ แล้วเรามีเพื่อนเยอะ เวลาเพื่อนดีไซเนอร์จากกรุงเทพฯ มาเที่ยวอุบลฯ เราก็พาไปดูพื้นที่ ทุกคนสนใจงานคราฟต์ ก็ชวนมาทำต่อๆ กัน 

ส่วนใหญ่เราทำเสื่อและกระเป๋าผ้า ซึ่งเคยจัดแสดงที่ TCDC เชียงใหม่ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรต่อมาก พอได้จอร์จกับวินมาช่วยทำ Weaving Factory ก็ชัดขึ้น เราก็ใช้ทีมแม่ๆ ทีมเดิมที่ทำงานให้เรามาตลอด โปรดักต์ก็ทำให้สนุกขึ้น 

เป้าหมายของ Foundisan คืออะไร

อีฟ : หลักๆ คือสร้างงานใหม่ สร้างอาชีพ พัฒนาให้ยั่งยืน รวมไปถึงการสร้างความปวดหัวให้แม่ๆ ด้วย เวลาเจอแบบใหม่ๆ (หัวเราะ) เราตั้งใจทำงานคราฟต์ของอีสานทั้งหมด เวลาเข้าพื้นที่ไปเจอแม่เก่งๆ เขาเห็นเราเป็นลูกเป็นหลาน พูดภาษาเดียวกัน ก็ชวนเขามาทำงานร่วมกับดีไซน์ของเรา เป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ว่างานผ้า งานจักสาน งานทองเหลืองที่เหลืออยู่ที่เดียวในอุบลฯ อย่างบ้านปะอาว เขาทำขี้ผึ้งปั้นเป็นแม่พิมพ์แบบดั้งเดิม ไม่ใช่แบบสมัยใหม่ เราก็คิดจะทำภาชนะใส่เทียนหอม ต่อไปเราก็อาจทำช้อนส้อมมีดแบบตะวันตก แต่ใช้วิธีทำแบบโบราณ หรือครกของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง เขาปั้นจานชามให้ร้าน Zao ด้วย ก็จะร่วมทำงานที่ร่วมสมัย สร้างมูลค่ามากขึ้น แค่เติมดีไซน์เข้าไป 

ลึกๆ ในใจคืออยากเป็นแรงบันดาลใจและสารตั้งต้นที่ดีให้คนอื่นๆ ที่อยากทำงานคราฟต์ในอีสาน มาช่วยกันทำให้ Community นี้แข็งแรง ใครที่อยากจะมาสนุกด้วยกับ Foundisan เชิญเลยนะคะ ยินดีมากๆ มาช่วยกันทำและถ่ายทอดงานคราฟต์ของอีสานในอีกรูปแบบที่ม่วนๆ ป่วงๆ

ที่สำคัญคืออยากส่งต่องานนี้ไปให้เด็กรุ่นใหม่ หรือใครก็ตาม ให้เขารู้ว่าสิ่งที่เรามีมันมีค่า สร้างรายได้เลี้ยงชีพเราได้ และเป็นความภูมิใจที่เกิดมามีวัฒนธรรมแบบนี้ เราไม่ต้องไปดิ้นรนขนขวายจากที่ไหนเลย พัฒนาต่อยอดสิ่งที่เรามี ก็ดีแล้ว

Foundisan ต่างจากกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่อื่นๆ ที่รัฐจ้างให้ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างไร

อีฟ : เราก็รับงานรัฐเหมือนกัน เราก็ร้อนเงิน รับหมดถ้าจ้าง (หัวเราะ) Foundisan ก็เกิดจากรัฐจ้างเรานี่แหละค่ะ ทำให้เราได้มีโอกาสเจอเทพสาขาต่างๆ ตามที่ลึกๆ ไกลๆ ถ้าเราไปเองก็คงเจอแค่บางส่วน รุ่นหนึ่งเราสอนสามสี่ร้อยคน ปีหนึ่งก็พันสองพันคน ใครเก่งเราก็จิ้มออกมา มาทำงานด้วยกันมั้ยแม่ เรียนรู้อยู่ด้วยกันหลายวันหรือหลายเดือน เราก็ซื้อใจเขาได้ ในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ เขาก็อยากทำงานกับอาจารย์เขา เขาเห็นทางที่เราจะพาเขาไปได้และอยากลองทำดู แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ สอนมาสามสี่ปี สอนไปราวสองพันคน ได้มาแค่ยี่สิบคนเองมั้งที่ไปด้วยกันได้ เพราะเขากล้าทำของที่แตกต่าง ถ้าเก่งแต่อยากทำแบบเดิมก็ไม่เอา เพราะมันไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น

20 คนใน 2,000 คน ก็ 1 เปอร์เซ็นต์เองนะ 

อีฟ : ยี่สิบคนนี่ก็เยอะแล้ว ยังไม่มีใครหาได้เยอะเท่าเรา มันไม่ง่าย เราก็ต้องซื้อใจเขา เช่น เขาชอบทำงานที่เรารับซื้อเลย เราก็ตกลงกันก่อนว่าซื้อหมดแต่ต้องทำตามแบบของเรา การันตีว่าได้เงินแน่นอน แต่เขาต้องทำงานชิ้นใหม่นะ เช่น บ้านนี้เก่งเรื่องขิด เราก็ดีไซน์แบบขิดนี่แหละ แต่แทรกอะไรใหม่ๆ เข้าไป ไม่ต้องเปลี่ยนเขาทั้งหมด เอาของเก่าที่เขามีกับของใหม่มาบวกกัน เก่งเรื่องขิด เก่งจก เก่งสานไม้ไผ่ ก็ทำไป แต่เพิ่มดีไซน์ ใช้แบบใหม่ของเรา

ปัญหาเดิมของสิ่งทออีสานคืออะไร

อีฟ : การทำแบบซ้ำๆ เดิมๆ เพราะรัฐบาลเอาของไปแจกเขาฟรี ให้อุปกรณ์ย้อมผ้า ให้กี่ ให้ไหม ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องพัฒนา รอของแจกฟรีมาสามสิบ สี่สิบปีแล้ว มันก็มีข้อดี แต่ข้อเสียคือเขารับซื้อทุกผืนที่ทอ สวยก็ซื้อ ไม่สวยก็ซื้อ ดังนั้นชาวบ้านรู้ว่าแค่ทำงานแบบเดิมรอ เดี๋ยวถึงเวลารัฐก็มาซื้อไป แล้วพอปลายปีก็มากองเซลล์ขาย ทั้งที่เป็นไหม แต่กลับไม่มีราคา 

รัฐก็รู้ปัญหานี้ ถึงได้จ้างดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ เข้าไปทำงาน แต่มันยากที่จะเปลี่ยนแนวคิดของคนที่ทำงานแบบเดิมแล้วขายได้ เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยน แม่ก็ขายได้อยู่แล้ว

แล้วกลุ่มนี้ต่างจากพวกที่ได้ตรานกยูงฯ (เครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย) ยังไง

อีฟ : เหมือนนักเรียนในห้องเรียน มีทั้งเด็กเก่ง เด็กกลางๆ และไม่เก่ง คนที่ได้ตรานกยูงคือมีความตั้งใจที่จะไปต่อ ได้เข้าร่วมเวิร์กชอปบ่อยๆ ต้องการพัฒนาตัวเอง จากหนึ่งดาวทำยังไงให้ได้สามดาว ปกติอำเภอต่างๆ จะคัดเลือกคนที่มีกลุ่มทอผ้าให้มาเรียน งานชาวบ้านจะแบ่งเป็น A B C D แบบ A คือพร้อมส่งออก มีนิดเดียวไม่กี่ราย B คือผ้าตรานกยูงฯ ผ้าห้าดาว C กับ D คืองานของคนจำนวนมากมหาศาล ที่รอแค่ของแจกแล้วทอแบบเดิม 

ไอซ์ : งานตรานกยูงฯ เป็นรูปแบบอนุรักษ์นิยมที่คนในประเทศเห็นว่ารัฐต้องการ ซึ่งมันกดความครีเอทีฟไว้ ทำให้คนไม่กล้าเล่น ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ อยู่ใน Comfort Zone แต่พอนักออกแบบที่เป็นคนท้องถิ่นเข้าไป ก็ช่วยกระตุ้นให้เขากล้าปล่อยของออกมา เอาเลย แม่ทำเลย 

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

กระบวนการทำงานกับชุมชนเป็นยังไง

อีฟ : ทีมดีไซน์จะคุยคอนเซ็ปต์กันว่าทิศทางจะไปทางไหน พอได้ทิศทางก็จะเข้าไปคุยกับชาวบ้านว่าเป็นไปได้มั้ย บางทีแบบที่เราคิดอาจจะไปไกลเกินอุปกรณ์หรือทักษะที่เขามี ถ้าทำไม่ได้ก็ปรับหน้างาน แล้วก็ขอคำแนะนำจากเขาด้วยว่าแบบนี้เป็นไปได้มั้ย หรือเราลองแบบไหนได้มั้ย ช่วยกันปั้นขึ้นมาเพราะมันเป็นงานที่ไม่เคยทำ มันจะจบยังไงก็ต้องช่วยกันคิด 

ฟาง : เราเป็นคนอุบลฯ ได้ลงพื้นที่ตลอด เห็นแม่ๆ ที่ทำงานกับเราก็กล้าเปิดใจออกจากกรอบ เขาว่า ลองเบิ่งก็ได้ แต่แม่ไม่ฮู้นะว่าแม่จะเฮ็ดได้บ่ แต่เขาก็กล้าลองทำ อย่างสีสันที่เราเรียนมาว่าไม่เข้ากัน แม่ๆ ทำแล้วก็ เอ๊ะ ก็ใส่ได้บ่ล่ะ มองแล้วรู้ว่าอีสาน รู้สึกว่าความอีสานไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ตาย คนอีสานไปอยู่ไหนก็ปรับตัว พาวิถีอีสานไปด้วย มันดิ้นได้ตลอด 

แล้วจะรู้ได้ไงว่าของที่ทำมาจะขายได้

อีฟ : ซื้อหวยค่ะ ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) เราก็ศึกษาเทรนด์โลก ด้วยความที่ทำแฟชั่น เราก็ต้องคาดเดาว่าคนต้องการอะไร ความต้องการของผู้บริโภคคืออะไร แต่ก็ต้องสอดคล้องกับของที่เรามีอยู่ เพราะของที่เรามีอยู่ไม่ใช่ของที่คนต้องการ ดังนั้นเราต้องคิดเยอะ โจทย์คือเราจะทำยังไงให้คนอยากได้ ทำยังไงให้ของมันเข้ากับปัจจุบัน

ไอซ์ : เราก็ตั้งโจทย์กันเองว่าของหน้าตาแบบไหนที่ชาวบ้านทำ แล้วเราอยากได้มาตั้งไว้ในบ้าน ถ้าทั้งทีมอยากได้ ก็น่าจะมีกลุ่มเป้าหมายวัยใกล้ๆ กับเราอยากได้เหมือนกัน 

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

ขอตัวอย่างของที่เรียกได้ว่า ซื้อหวยถูก

อีฟ : เสื่อคิดฮอด Kiss Hot เราตั้งใจขายเสื่อให้คนยุคนี้แหละ เห็นแล้วต้องอยากได้ บิดวิธีนำเสนอว่าคิดฮอด Kiss Hot ออนซอน On Souls คนก็ชอบ 

เราอยากให้มันสวยกว่านี้มากๆ เพราะเรียนแฟชั่นมา เรื่องเยอะ แต่แม่ๆ ทำได้เท่านี้ ในที่สุดเราก็แค่ยอมรับว่ามันสวยแบบนี้ และเราจะขายแบบนี้ ปรากฏในนิทรรศการ Weaving Factory ทุกคนก็ว่าสวยแล้วนี่หว่า อยากซื้อแล้ว เราเลยปล่อยวางขึ้น มันสวยในแบบของมัน คนมาดูงานห้าถึงหกร้อยคน ไม่มีใครมาติว่าขอบไม่ตรง ริมผ้าเบี้ยวเลย มีแต่เรานี่แหละที่ แม่ มันตรงกว่านี้ได้มั้ย 

วิน : ผมคิดว่าภาษามีส่วนมากๆ คนที่ชอบคำก็เข้าใจ มันไม่ใช่แค่ภาษาไทย แต่คือภาษาอีสานกับภาษาอังกฤษผสานกัน มันทำลายกำแพงว่านี่คือเสื่อเดิมๆ บวกกับโลกโซเชียลด้วย 

นิทรรศการ Weaving Factory เกิดมาได้ยังไง

อีฟ : เกิดจาก The Cloud ตอนทีม The Cloud มาสัมภาษณ์ที่อุบลราชธานีเพราะเห็นเสื่อเราในอินสตาแกรมแล้วทักมาว่าอยากคุยด้วย ตอนนั้นน้อยคนที่รู้จัก Foundisan เพราะเรารู้สึกว่าของยังไม่สวย ยังไม่พร้อม คนอื่นบอกสวยแล้ว เราก็ยังรู้สึกสวยไม่พอ เลยไม่ได้บอกใคร ทำเก็บไปเรื่อยๆ จนพอได้ลงคอลัมน์ ทาง TCDC ก็มาเจอต่อ เขามาดูงานจริง ได้เห็นของเยอะมาก ก็บอกว่านี่มันคือ Weaving Factory ของอีสานเลย มาทำนิทรรศการมั้ย เราก็เลยได้รวมทีมทำนิทรรศการกัน พาคนอุบลกับกรุงเทพฯ มาช่วยกันทำ 

จอร์จ : นี่เป็นครั้งแรกที่เราทำนิทรรศการทางไกลจากกรุงเทพฯ ยากมาก (ลากเสียง) ทุกคนก็เครียดว่าจะทำยังไง เราไม่กล้าเดินทาง เพราะเราอยู่ในพื้นที่สีแดงจนจะดำอยู่แล้ว จะเล่าเรื่องการทอแบบเดิมๆ เด็กก็เบือนหน้าหนีเพราะเบื่อ ก็คิดว่าต้องทำยังไงให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำลง เข้าถึงวัยรุ่น Instagrammable ย่อยทุกอย่างให้เข้าใจง่าย เหมาะกับโลกไซเบอร์

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี
คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

งั้นทำอย่างไร 

ไอซ์ : เมืองมีความโมเดิร์น เราก็ทำวิชวลออกมามีสีสัน แต่ไม่ได้เหมือนแบบในหนัง แหยม ยโสธร ไม่ต้องตลกไปหมด มีมุมอื่นๆ มีความเศร้า มีความสนุก เพราะอีสานมีคลื่นของชีวิตมากมาย เราอยากสื่อสารว่าอีสานโมเดิร์นมากๆ แม้ว่าคุณอาจคาดไม่ถึง สีสันเขาก็เกินกว่าที่เราสเก็ตช์ไปอีก มันคืองานที่เกิดจากการฝึกฝน ทำผ่านตาเขาเลย

ตัวอย่างคือตอนแรกเราจะให้เขาทออีโมจิเข้าไปในเสื่อ แต่ทอแล้วเบี้ยวไปหมด ไม่ได้เบี้ยวดิจิทัล แต่เป็นเบี้ยวจริงๆ แต่น่ารัก มันสะท้อนว่าคน Gen X มองอีโมจิว่ายังไง งานคราฟต์พวกนี้เป็นงานของคนรุ่น Baby Boomer และ Gen X ซึ่งพวกเรา Gen Y เป็นสะพานว่าจะเชื่อมต่องานคราฟต์กับคนรุ่นเด็กกว่ายังไง เพราะเราก็กลัวว่ามันจะหายไปจริงๆ เหมือนภาษามันขาดหายไป แต่เราอยากทำให้เขารู้สึกว่าสนุก ไม่ได้ถูกยัดเยียดของที่เหมือนมีคำว่า Super Thai ติดมา 

วิน : งานนี้เราได้ผ้าของ จิมป์ ทอมป์สัน มาใช้ เขาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บอกว่าผ้าไทยไม่ได้เท่ากับดีไซน์เชยนะ เขาทำทุกอย่างเหมือนแบรนด์ฝรั่งเลย เราอยากให้เกิด Proud Factor ขึ้นมา ตอนนี้ถ้าอยากเป็นคนเก๋ ต้องชอบสไตล์สแกนดิเนเวีย ถ้าฉันชอบแฟชั่นต้องอยู่ยุโรป อยู่ปารีส แล้วของเราก็ไม่ถูกนับว่าโมเดิร์น ดังนั้นการสื่อสารสำคัญ เราอยากทำให้ดูร่วมสมัย แต่จะไม่ลบความเป็นอีสานออกไป นิทรรศการไม่ต้องขาวๆ คลีนๆ จะทำให้เหมือนเดินมิวเซียมที่ลอนดอนทำไม ความท้าทายคือทำยังไงให้ความเป็นอีสานและความภูมิใจมีอยู่ ได้เห็นความเก่งของแม่ๆ ทำให้รู้สึกว่าเราชอบอีสาน เราก็เก๋ได้นะ

การตอบรับของคนท้องถิ่นเป็นยังไงบ้าง

อีฟ : เขาก็ตื่นเต้นตกใจแหละ เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในนิทรรศการหลักของงาน ผลตอบรับค่อนข้างดีมาก เป็นการเล่าเรื่องราวในวิธีที่ไม่มีใครเคยเล่า สีสันก็สดใสสวยงาม ไม่มีใครใช้สีแบบนี้ เขาชอบมาถ่ายรูปกัน ซึ่งเราตั้งใจอยู่แล้วว่าถ่ายมุมไหนก็สวย 

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

สำหรับคนนอกพื้นที่ ทุกคนได้ Found อะไรในอีสาน จากงานของ Foundisan 

จอร์จ : ความระห่ำ พูดตรงๆ คือแตกแตนมากๆ ทุกคนเต็มที่กับการใช้ชีวิต และเวลาช่วยเหลือกันก็เต็มที่มาก

อั๋น : ขอคนใต้พูดบ้างนะ ด้วยความที่เราเป็นคนบ้านๆ ชอบอะไรบ้านๆ อยู่แล้ว อีสานก็มีความบ้านๆ แต่มีความสนุก ความบ้า เป็นภาคที่เรารู้สึกว่ามีสีสันที่สุด อีฟเขาชวนพี่มาร่วมโปรเจกต์ตอนท้ายๆ แล้ว ก่อนหน้านี้เราเห็นงานที่ TCDC เชียงใหม่ เป็นการออกแบบเพื่อการค้า สีก็คุมโทน มีความเรียบร้อย 

แต่อันนี้เราว้าวมาก อีฟพาไปเจอแม่ๆ ที่อำนาจเจริญ เราได้เห็นกระบวนการทำงาน และเห็นความกล้าใช้สี ซึ่งเราไม่ใช่คนใช้สีแบบนั้นเลย มันท้าทาย ได้ออกแบบลายผ้าที่ล้อเลียนการทอ ได้เห็นการใช้คำแบบ ‘รอเธอเสมอ’ ซึ่งทำให้เราสนุกในการร่วมงานกับอีฟ ไม่มีพิธีรีตองอะไร เหมือนเราได้มาเล่นสนุกๆ 

วิน : ผมไม่เคยมาอีสานเลย จนได้รู้จักกับพี่อีฟแล้วได้เปิดโลก เริ่มจากทานปลาร้าเป็นที่อุบลฯ แล้วเริ่มเห็นวิถีชีวิตที่ไม่เหมือน Stereotype ห่างไกลจากความโมเดิร์นที่เคยรับรู้มา อีสานมีวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ไม่ได้บอกว่าวัฒนธรรมไหนดีหรือด้อยกว่ากัน แต่วิถีชาวบ้านที่เก็บผักจับปลา เฮ้ย มันเหมือนสแกนดิเนเวียนี่หว่า เรื่องการกินน่าสนใจมาก เขาหมักปลาร้าด้วยสับปะรด นำมดมาทำอาหาร พวกนี้เป็นศาสตร์ชั้นสูง แต่ด้วยภาพจำที่มี ทำให้อาหารดูไม่มีพิธีรีตอง 

ไอซ์ : ดูจากสื่อเรามีภาพจำว่าอีสานแร้นแค้น ดูเศร้า แต่เราได้เจออีสานมุมอื่นที่เปิดโลก เมืองอุบลฯ นี่เท่เกินลิมิตมาก ไม่ได้มีความกรุงเทพฯ ด้วยนะ ด้วยคอนเนกชันพี่อีฟที่รู้จักชุมชนเชฟทำอาหาร เขาก็มีวัฒนธรรมว่าต้องใช้วัตถุดิบนี้เพื่อแบบนั้นแบบนี้ อย่างร้านส้มตำของพี่อีฟก็ผ่านการทดลองมา ไม่ใช่ใส่อะไรมาแล้วอร่อยเลย พริกมาจากจังหวัดนี้ หอมแดงจากตรงนั้น มีวิถีชีวิตที่ละเอียดอ่อน 

ในอนาคตเราจะได้เห็นงานอะไรใหม่ๆ ของ Foudisan อีกบ้าง

อีฟ : ต่อจากนี้นิทรรศการเราจะไปอยู่ที่ใหม่อีหลี เนื่องจากสเปซไม่ได้ใหญ่มาก เราเลือกเรื่องราวห้อง ‘รักต่างเชื้อชาติ’ ไปถ่ายทอดต่อ 

ไอซ์ : ห้องนี้เล่าเรื่องการแต่งงานกับฝรั่ง มีชื่อคีย์เวิร์ดคือยุพินกับจอห์น จินตหรากับซามูเอล มีโฟมตัดงานแต่งเป็นชื่อพวกนี้เต็มไปหมด คนเข้าใจง่ายว่าเราจะสื่ออะไร

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

อีฟ : แต่คราวนี้งานแสดงจะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนดูได้ คืองานที่จัดแสดงทั้งหมดจะซื้อกลับบ้านได้หมด เราอยากทำงานที่เป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกอย่างใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็บ ไม่ว่าอาหาร กระเป๋า กระดาษ หรืออะไรก็ตาม เช่น อาหารตะวันออกกับตะวันตกยุคนั้นมาเจอกัน ไปจนถึง ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ไอเดียมาจากผู้หญิงอีสานยุคก่อนต้องทอผ้าเพื่อตัดชุดแต่งงาน แล้วต้องทอผ้าสำหรับทำปลอกหมอน ผ้าม่าน ที่นอน ของชำร่วยให้ผู้ใหญ่ที่มางาน เราเลยจะทำของชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาให้คนซื้อกลับบ้านไปง่ายๆ ได้ด้วย 

นอกจากนั้น เราจะทำทำเว็บ E-Commerce ทำงานให้ครบ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เรื่องดนตรีคุยกับแป้ง รัศมี Isan Soul ไว้ว่าอยากให้ทำเพลง เขาเองก็อยากทำเพลงที่เกี่ยวกับอาหารอีสานด้วย 

ตัวอาหารอีสานมีเอกลักษณ์อยู่แล้ว Foundisan เล่าวิถีชีวิต เจออะไรมาก็หยิบมาเล่นได้ อะไรที่ส่งเดลิเวอรี่ได้ก็ทำ ให้คนเมืองกรุงเข้าใจรสชาติอาหารอีสานแท้ๆ เพราะปัจจุบันเข้าใจผิดไปเยอะมากเหมือนกัน อาหารช่วยสื่อสารได้ง่ายมากว่านี่คือรสชาติที่คนอีสานกิน นี่คือวิธีการที่เราใช้ 

จอร์จ : เครื่องดื่มก็ดีนะ ตอนพี่อีฟส่งเหล้าบ๊วยมาให้ ตอนแรกไม่กล้ากิน แต่กลิ่นเหมือนพอร์ตไวน์มาก แม่ยังบอกเลยว่าหอมกว่าเซี่ยงชุน ก็เลยกิน อร่อยมาก ทัดเทียมเมืองนอกได้เลย

ภาพ : Foundisan, Adit Sombunsa

ติดตาม Foundisan ได้ที่ 

foundisan.com/ 

www.instagram.com/isancf.weavingfactory/ 

ข้อมูลนิทรรศการจาก : isancreativefestival.com/program/78964 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Talk of The Cloud

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ในวันที่อะไร ๆ ก็ดูไม่เป็นใจเราเท่าไหร่ ต้องเผชิญหน้ากับรถที่ติดบรม ฟ้าฝนเริ่มตั้งเค้า สติสตังพลันหล่นหาย ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่อำนวยความสะดวกนัก

เรื่องดี ๆ ไม่กี่อย่างในวันนี้คือ เรานัดพบกับศิลปินคนหนึ่งในยามบ่าย

บทสนทนาที่ยาวนานร่วมชั่วโมง ทำให้เราเข้าใจว่ามันก็เป็นเพียงวันแย่ ๆ หนึ่งวันในชีวิต เป็นรสชาติขื่นขมที่ต้องฝืนกลืนลงไปบ้าง และเช้าวันใหม่จะงดงามอีกครั้งเสมอ

เราคุยกับเขาในนาม จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี คนละคนกับ จ๋าย ไททศมิตร ที่เขาเองบอกว่าไม่มีทางเป็นคนเดียวกันได้ เว้นแต่มีเนื้อในและความเชื่อเดียวกันเท่านั้น

ใครหลายคนมักพูดกันว่า ชีวิตก็เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ยากจะรู้ตอนจบของมัน และตัดสินกันแค่ฉากเดียวไม่ได้ เราโยนคำถามง่าย ๆ ต่อให้จ๋าย หลังเขากลับมาสานต่อความฝันอยากเป็นผู้กำกับในวัยเยาว์ ด้วยการกำกับ MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ศิลปินรุ่นน้องในค่ายของเขาเอง

เราถามจ๋ายว่าถ้าชีวิตเป็นเหมือนหนังเรื่องหนึ่งจริง ในสายตาผู้กำกับหน้าใหม่ หนังของเขาจะเป็นอย่างไร

จ๋ายหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 1 คุณยายผมดีที่สุดในโลก

“หนังของผมมันเหมือนรถไฟเหาะ ยาวมาก ผมว่ามันจะเป็นหนัง 4 ภาค

“ภาคแรกเป็นหนังแนวญี่ปุ่น คุณยายผมดีที่สุดในโลก อวล ๆ อบอุ่น ร้องไห้น้ำตาไหล”

แน่นอนไม่ต้องบอก จ๋ายเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูของยาย พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เขายังจำความไม่ได้ เราเกือบไม่มีศิลปินที่ชื่อจ๋ายอย่างทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะใครต่างก็บอกว่าหากเด็กคนนี้ลืมตาดูโลกขึ้นมาจะมีร่างกายไม่สมประกอบ แม้กระทั่งถูกบอกว่าถ้าเกิดเป็นผู้หญิงจะไม่มีใครเลี้ยงดู

จ๋ายเล่าเองก็ยังเขิน ที่ชีวิตจริงของเขาน่าสงสารเกินกว่าจะเชื่อลง แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าดีหรือเลว ยายก็ยังเลี้ยงดูเขาด้วยความรัก ไม่เคยคาดหวังให้เขาเป็นอะไร จ๋ายจึงเป็นเด็กที่เติบโตมาโดยปราศจากความฝัน มีเพียงอิสระทางความคิด

คอหนังญี่ปุ่นจะทราบดี ว่าโทนหนังสีอบอุ่นในบรรยากาศนุ่มนวลแบบนี้ มักลงเอยด้วยคราบน้ำตาเต็มสองแก้ม เพราะละอองแห่งความสุขของเด็กน้อยจบลงด้วยการที่ยายจากไปไม่มีวันกลับ ขณะที่เขาเป็นเพียงเด็กประถม

น่าสนใจว่าปัจจุบัน ทั้งบทบาทการเป็นนักแสดง นักร้อง รวมถึงรอยสักมากมายที่ทั้งปรากฏและไม่ปรากฏให้เห็น ล้วนเป็นการแสดงออกถึงตัวตนอย่างหนึ่งของเขาหรือไม่

จ๋ายตอบว่าลึก ๆ แล้ว เขาชอบให้คนมาสนใจตั้งแต่เด็ก พยายามหาความรักจากที่อื่นมาทดแทนความอบอุ่นของพ่อแม่ที่ขาดหายไป แม้ในบางช่วงชีวิต ความกล้าแสดงออกของเขาจะหนักไปทางเรื่องไม่ดีก็ตาม

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย
ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 2 เรียกเขาว่าอีกา

“ภาค 2 เป็นอีกาเลย เป็นเรื่องตอนที่เราย้ายไปจังหวัดสุราษฎร์ธานี เราเริ่มสู้คน มีเรื่องชกต่อย โดนกระทืบ คนล้อเราไอ้ลาว สารพัด”

หลายคนรู้จักจ๋ายจากการเป็นนักร้องนำวงไททศมิตร เพลง แดงกับเขียว หรือภาพลักษณ์ไว้หนวดเครายาว ยากจะมีใครเหมือน แต่จ๋ายบอกกับเราว่า เพราะการรับบทเป็น ‘บิลลี่ อินทร’ จากภาพยนตร์เรื่อง 4 Kings ทำให้คนแห่แหนรู้จักไททศมิตรมากขึ้นเป็นเท่าตัว จากที่เคยมีโต๊ะว่างเวลาเล่นคอนเสิร์ต ก็ไม่มีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

แม้บทบาทการเป็นบิลลี่ จะทำให้เขาคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาครอบครอง มีเครื่องการันตีความสามารถ ได้รับการยอมรับในฐานะนักแสดงในสายตาใครหลายคน จ๋ายกลับบอกว่า นั่นยังไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเคยทำได้

“ผมว่าผมแสดงได้ดีกว่านี้ถ้าได้เล่นหลังเรียนจบใหม่ ๆ ผมเป็นจ๋ายไททศมิตรมานานแล้ว ผมทิ้งการแสดงไป เพราะผมยอมรับในอุตสาหกรรมหนังบ้านเราว่าไม่มีที่ให้กับคนอย่างผม เราไว้หนวด ไว้เครา สักทั้งตัว ผมคงไม่มีทางโด่งดังเหมือนพระเอกละคร”

เราพยายามเทียบให้เห็นภาพตัวเขาในภาค 2 นี้ง่าย ๆ เพราะจ๋ายเองก็ผ่านการตอบคำถามเรื่องชีวิตมามากมาย และเรื่องราวของเขามันเยอะสิ่งจนไม่สามารถสาธยายให้ฟังได้ทั้งหมด

คิดว่าตัวคุณกับ บิลลี่ อินทร เหมือนหรือต่างกันยังไง เราถาม

“เหมือนกันเลยครับ” เขาตอบทันที “บิลลี่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของจ๋าย แต่ทั้งหมดของบิลลี่ในหนังเป็นจ๋ายแน่ ๆ เราเป็นคนมีอะไรแล้วไม่ค่อยพูดเหมือนกัน ครอบครัวแตกแยก เคยเข้าสถานพินิจ พื้นเพคล้ายกันมาก”

ส่วน เรียกเขาว่าอีกา เชื่อว่าคนวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังวัยรุ่นชกต่อยในตำนานแห่งโรงเรียนมัธยมปลายซูซูรัน ที่ต้องต่อสู้กันเพื่อชิงความเป็นใหญ่และอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมโรงเรียน จนกระทั่ง ‘เก็นจิ’ นักเรียนชายปริศนาย้ายเข้ามาที่นี่ เช่นเดียวกับเด็กอีสานที่ต้องกลายไปเป็นคนแปลกหน้า แปลกถิ่น ในแผ่นดินด้ามขวานอย่างเขา

ถ้าจ๋ายว่าช่วงชีวิตหนึ่งของเขาเป็นเหมือนหนังเรื่องนี้ ลองคิดกันเล่น ๆ ว่าแก๊ง 4 Kings เป็นอีกหนึ่งผู้ทรงอิทธิพลในซูซูรัน เข้าไปมีเรื่องกับเก็นจิ ต่อยตีกับกองกำลังเซริซาวะ ด้วยทักษะการต่อสู้แบบแดงกับเขียว จินตนาการเอาแล้วกันว่าจะเลือดตกยางออกขนาดไหน

ชวนผู้กำกับหน้าใหม่ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ ออกแบบหนัง 4 ภาคของชีวิต ตั้งแต่ไททศมิตรจนถึงยาย

ภาค 3 สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ

“ภาค 3 ก็เป็นเรื่องในมหาลัย สั่งเจ้าพ่อไปเรียนหนังสือ ถึงเวลาที่ต้องตั้งใจเรียนแล้ว ผมเป็นเด็กเนิร์ดมาก อยากเก่งกว่าเพื่อน อยากเก่งกว่ารุ่นพี่ อยากเก่งกว่าอาจารย์ แสดงละครทุกเรื่อง หอบผ้าหอบผ่อนมากินนอนที่มหาลัย”

หลังยายจากไปและผ่านการตะลุมบอนแบบซูซูรันมาอย่างโชกโชน จ๋ายเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้กำกับก็ตอนมัธยมปลาย จากการถูกครูชักชวนให้ขึ้นไปแสดงบนเวทีหลายครั้ง พอได้ลองเป็นผู้ควบคุม ได้คิด ได้วางแผน เขาก็ชอบจนอยากเรียนต่อด้านนี้อย่างจริงจัง แม้จะไม่ได้เป็นคอหนังตัวยง ไม่มีภาพยนตร์เรื่องโปรด ไม่มีผู้กำกับหนังในดวงใจ จ๋ายใกล้ชิดกับโลกดารามากที่สุดก็คงจะเป็นตอนที่ถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร แล้วเขาตอบว่า ‘ตี๋ใหญ่’ นั่นแหละ

จากเด็กที่อยู่โดยปราศจากความฝัน กลายเป็นเด็กที่ทะเยอทะยานอยากเก่งกว่าใคร ในยุคที่ละครเวทีของ บอย ถกลเกียรติ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จ๋ายคิดว่าการเป็นผู้กำกับละครเวทีจะต้องยากและท้าทายมากกว่าแน่นอน เว้นเสียแต่ว่า

“จุดเปลี่ยนของเรา คือ อาจารย์จับเราไปเล่นเรื่อง คำพิพากษา เป็นละครเวทีเรื่องแรก ด้วยลุคที่เราไว้หนวดมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ก็ได้รับบทเป็นสัปเหร่อ มันมีบทพูดว่า “โลกยังหมุนวนต่อไป ไม่มีเอ็ง ไม่มีข้า ก็ไม่มีใครใส่ใจ เพลงชาติก็ยังขึ้น จบก็สวดมนต์ แล้วครูใหญ่ก็ให้โอวาทเหมือนทุกวัน”

“เราพูดเสร็จแล้วน้ำตาไหลทำไมไม่รู้ แล้วเราก็แบลงก์เลย ลืมบท เล่นเสร็จเราลงมาถามอาจารย์ว่าเมื่อกี้มันคืออะไร เหมือนไม่ใช่ตัวเรา เขาบอกว่านี่แหละ คือการแสดง

“ผมสักคำว่า ‘ศีล’ กับ ‘สติ’ หลายคนถามว่ามาจากศาสนาเหรอ เปล่าเลย มาจากการเล่นละคร เพราะการแสดงมีอคติไม่ได้ ต้องถือศีล ไม่มีใครทำถูกใจใครทั้งหมด เสี้ยวหนึ่งของเขาอาจจะติดใจเราบ้าง แต่เราก็ต้องเล่น”

เพราะชีวิตประจำวันในบางครั้งเหนื่อยยากเหลือเกิน จ๋ายจึงชอบเวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นคนอื่น เราถามเขาต่อว่าเหตุการณ์ไหนเกิดขึ้นก่อนกัน ระหว่างเป็นจ๋ายที่ร้องเพลงเพราะ หรือต้องฝึกร้องเพลงให้เพราะเพื่อเล่นละครเวที แปลกที่เขาไม่เลือกสักอย่าง แต่จ๋ายตอบว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองร้องเพลงเพราะ

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่คิดว่าเพราะ ผมจะประหม่ามากเวลาร้องกับนักร้องที่มีชื่อเสียง เช่น ลูกหว้า พิจิกา, พี่พี สะเดิด ถ้าต้องใส่สูท ยืนหน้าเวที ร้องเพลงจริงจัง แต่ผมไม่มีปัญหากับการแสดงสดไททศมิตร”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ภาค 4 ไททศมิตร

หยิ่งทะนงองอาจในวิถี แบกศักดิ์ศรีค้ำคอเดินสุดสาย ไม่ยอมงอ อ่อนข้อ โถ ไอ้ควาย เมื่อความตายมาเยือนเพื่อนไม่มี

หยิ่งผยองลำพองว่าตนเก่ง ว่าตนเจ๋งว่าตนสุด ไอ้ฉิบหาย เมื่อถึงฆาตถึงคราวชีพมลาย ผลสุดท้ายกลัวตายเป็นแม่งทุกคน

บทเปิดทรงพลังจากเพลงดัง แดงกับเขียว เราพบว่ามันคล้ายคลึงกับละครเวทีอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถามว่าจ๋ายดีไซน์หรือนำเทคนิคจากละครเวทีมาใช้ในการแสดงสดด้วยหรือไม่ เขาตอบว่าไททศมิตรเล่นสดด้วยสัญชาตญาณ

หากใครไม่เคยดูการแสดงสดของพวกเขา เราขอท้าให้คุณไปดูว่ามันดุเดือดขนาดไหน และคำตอบของคำถามว่า ‘ทำไมจ๋ายไททศมิตรกับจ๋ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าเราถึงเป็นคนละคนกัน’ ก็เป็นเพราะไม่มีใครแสดงความ Aggressive ได้ตลอดเวลา (จ๋ายย้ำว่าฝากบอกทุกคนด้วย ว่าการเล่นสดแต่ละครั้งกินพลังมากเหลือเกิน)

เขาเชื่อว่าศิลปะทุกแขนง ทั้งงานศิลป์ ดนตรี ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ มีแก่นเดียวกัน คือการทำให้ผู้รับสารรู้สึกได้ เพียงแต่วิธีการแสดงออกแตกต่างกันเท่านั้น การเล่นสดของพวกเขาจึงไม่ใช่การจัดวาง ไม่มีดีไซน์ ไม่กำหนดว่าใครรับบทเป็นใคร หากเล่นไปตามความรู้สึกอย่างเต็มที่ คนดูย่อมรู้สึกไปกับมัน

หลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางดนตรีมาพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้หวนกลับไปทำตามฝัน และใช้ทักษะจากการเรียนละครเวทีเป็นข้อได้เปรียบ เรากำลังพูดถึง MV เพลง ความสัมพันธ์ซับซ้อน ของมนัสวีร์ ที่เขาลงมือเขียนบทและกำกับด้วยตัวเองเป็นชิ้นแรก

จ๋ายเล่าว่า เขาเริ่มจากการตีความหมายของชื่อเพลง มองเห็นว่ามนุษย์เราจับความรู้สึกกันได้เก่งมาก บางทีเพื่อนทะเลาะกัน เดินเข้ามาในห้อง เพื่อนอีกคนก็จะรับรู้ได้ทันทีว่าวันนี้ไม่ปกติ เช่นเดียวกับตัวเอก 3 คนที่มีความรักให้กันเป็นวงกลมอยู่ดี ๆ พอมีสถานะมาครอบไว้ก็กลายเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นมา ส่วนเรื่องโรคเอดส์ จ๋ายอยากเป็นกระบอกเสียงให้กับชาว LGBTQIA+ ที่ในยุคหนึ่งก็เคยออกมาต่อสู้เรื่องนี้อย่างจริงจัง

เราอดถามไม่ได้ว่าคนที่มีประสบการณ์การกำกับน้อยมากอย่างเขา มีวิธีการทำงานอย่างไร

“ผมเป็นผู้กำกับที่ปล่อยให้คนเก่งทำงาน และไม่ทำในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเรื่องภาพ เราก็จะให้คนที่เขาเชี่ยวชาญทำ เราเอาเวลามาเวิร์กกับบท ที่มาที่ไปของตัวละคร เป็นแอคติ้งโค้ชบ้าง เพราะเราถนัดเรื่องนี้”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู
คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

เมื่อพระเอกผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบาก (อาจถึงขั้นเข็ดหลาบ) ถึงจุดหนึ่งก็ต้องถึงคราวอวสาน เราถามจ๋ายว่าเขาออกแบบตอนจบของหนังความยาว 4 ภาคนี้ว่าอย่างไร จ๋ายตอบทันควันว่า “ตายครับ”

เป็นอย่างที่จ๋ายเคยพูดไว้ในการสัมภาษณ์รายการหนึ่ง ว่าเขาอยากนอนอยู่บนเตียง ตายไปโดยที่ยังหัวเราะได้อย่างสุดเสียง เพราะเขาสะใจที่ได้ใช้ชีวิต

เพียงแต่มีเพิ่มเติมเล็กน้อยก็ตรงเมื่อถึงแดนสนธยา ยายที่จ๋ายรักที่สุดในโลกจะยืนรอเขาอยู่ตรงนั้น ทักทายเขาด้วยน้ำเสียงประชดประชันที่จ๋ายอาจลืมไปแล้วว่า “เป็นไง เหนื่อยไหม” กับชีวิตเหนื่อยยากมานานที่ได้จบลงเสียที

“ถ้าเราสามารถสร้างตัวละครยายให้คนดูผูกพันได้ตั้งแต่ภาคแรก แล้วปิดจบด้วยยายนะ โอโห ผมว่าน้ำตาท่วมโรง

“ผมจะตั้งชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ‘จ๋าย’ ไม่มีต่อท้าย ไม่มีอะไร คำโปรยก็ง่าย ๆ ว่าชีวิตจริงมันยิ่งกว่าละครนี่แหละ”

เขียนบทและกำกับโดยจ๋าย

“อะไรที่เป็นของจริงมักจะดี อะไรที่ดีมักจะจำเป็น และอะไรที่จำเป็นมักจะได้รับการรักษา” คือคำพูดที่ โอม Cocktail มอบให้กับเขา

ผู้ชายที่สวมเสื้อลายเสือใหญ่ ซ่อนแววตาไว้ใต้เงาของหมวกถักคู่ใจ แต่ความคิดส่งตรงมายังปากได้อย่างฉาดฉาน ไม่มีลังเล จ๋ายบอกกับเราว่า ข้อดีอย่างหนึ่งของเขาคือการที่เขาสนทนาได้กับทุกคน ทั้งรุ่นน้อง รุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาคุยได้ทั้งซ้ายและขวา

อย่างน้อยที่สุด จ๋ายอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม และถ้ามีโอกาส เขาก็อยากทำหนังที่ส่งมอบความหวังให้กับประเทศนี้

“จริง ๆ เราอยากเล่าหลายเรื่องมาก เรื่องเล็ก ๆ ไม่ต้องเป็นเรื่องตัวเองก็ได้ แต่อยากเล่าให้คนดูรู้สึกไปกับมัน เราว่านี่คือความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ทั้งภาพ แสง สี เสียง มันทำให้เรามีอารมณ์ร่วม

“เราอยากทำหนังที่เล่าเรื่องความหวัง เพราะเราว่าปัจจุบันที่คนเราทะเลาะกัน ด่ากัน ความโกรธมันเกิดจากความสิ้นหวัง เราอยากบอกว่ามันยังมีความหวังอยู่ ขอแค่รอเวลา ต่อให้ปัจจุบันดำมืดแค่ไหน มันจะยังมีแสงสว่างรออยู่ ขอแค่รออย่างมีหวัง สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าศาสนาอีกนะ”

ตลอดการพูดคุย จะเห็นว่าจ๋ายพูดเรื่องแสงสว่างในชีวิตบ่อยมาก เราถามเขาด้วยความสงสัยว่านั่นเป็นคติพจน์ประจำใจของเขาหรือเปล่า

“ไม่เชิงคติพจน์ มันเป็นความเชื่อของผมมากกว่า เราโตมากับยุคที่เพลงพูดถึงความเชื่อและความฝัน แต่เดี๋ยวนี้ไปสอนเด็กเรื่องความเชื่อมันด่าเราหมดแล้ว ข้าวยังไม่มีจะกินเลยจะให้เชื่ออะไร

“เราอยากให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรู้สึก ถ้าเรารักพ่อ สักวันหนึ่งพ่อจะต้องตาย แต่ถ้าเรารักความรู้สึกที่พ่อมีให้เรา พ่อจะไม่มีวันตาย”

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

ย้อนกลับไปที่หนัง 4 ภาคของตัวเขาเอง ไม่รู้จ๋ายมองว่าแต่ละภาคใช้เวลานานแค่ไหน แต่หากต้องเล่าถึงอัตชีวประวัติตลอด 30 กว่าปีของเขาให้จบ เราอยากรู้ว่าจ๋ายจะให้ใครเล่นเป็นพระเอกหนังเรื่องนี้

“หายากมาก” เขาตอบ “มันต้องเหนื่อยมากนะ เล่นหนัง 4 ภาค ผมว่ามันต้องเป็นคนละคนกันเล่น เพราะเพื่อนที่อีสานก็จะงงว่าผมที่ร้องเพลงเป็นใคร เพื่อนที่เคยตีกันก็งงว่าผมที่ตั้งใจเรียนละครเวทีเป็นใคร เพื่อนทุกคนจะงงว่าทำไมจ๋ายมาเล่นหนัง มันเหมือนเป็นคนละคน”

แล้วคุณชอบภาคไหนของ ‘จ๋าย’ ที่สุด เราถาม

“ตอบไม่ได้ เมื่อก่อนอาจจะตอบได้ว่าเราไม่ชอบภาคนี้ของชีวิตเลย อยากตัดออกไป แต่ตอนนี้เรายอมรับความอ่อนแอของตัวเองได้แล้ว เราพูดทุกวันเกิดเลยว่า เราขอบคุณทุกคนในชีวิต ขอบคุณพ่อแม่ที่ทิ้งเราไปและที่กลับมาในวันนี้ ขอบคุณยาย ขอบคุณเพื่อน ขอบคุณสังคมแย่ ๆ ขอบคุณคนที่เคยกระทืบเรา มีเรื่องกับเรา”

ถ้านั่งอยู่ในโรงภาพยนตร์ เอนด์เครดิตก็คงกำลังเลื่อนผ่านไปพร้อมกับเพลงประกอบหนังสักเพลง มีรายชื่อคนที่เขารักและเคยบาดหมางในอดีตเป็นผู้ร่วมสร้าง มีความหวัง มีการจากลา ผ่านการเดินทางราวกับรถไฟเหาะที่เกินจะคาดเดา แม้บางทีเรื่องราวล้มลุกคลุกคลานจะเล่าไปแล้วอายเพื่อน แต่จ๋ายยังคงยืนยันว่าอยากให้ทุกคนได้ดูหนังชีวิตของเขา

“ถ้าคนชื่อจ๋ายดังมีชื่อเสียง หนังมันก็คงจะทำเงิน แต่ผมไม่รู้สึกว่าผมดัง ความดังคืออะไร มันวัดกันเป็นเดซิเบลไม่ได้ ถ้าผมยังเดินห้างได้อยู่ก็โอเค อาจจะยังไม่ดังมาก” ผู้กำกับหนังหัวเราะ

คุยกับ ‘จ๋าย อิชณน์กร’ จากอดีตฝันอยากเป็นผู้กำกับ สู่ไททศมิตรศิลปินผู้ใช้ความรู้สึกนำทาง และหนัง 4 ภาคที่ว่าด้วยชีวิตกู

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load