กระติ๊บข้าวทรงอินฟินิตี้ เสื่อลาย ‘รอ คอย เธอ’ และ ‘Kiss Hot’ (คิดฮอด) ไปจนถึงหมอนขิดลาย ‘ยุพิน <3 จอห์น’ ของใช้ประจำวันในอีสานที่ถูกดีไซน์ใหม่จนจี๊ดจ๊าดเหล่านี้ อยู่ใน ‘อีสานทอรัก : Weaving Factory’ นิทรรศการสิ่งทอและงานจักสานภาคอีสานผ่านมุมมองและความรักในรูปแบบต่างๆ ในงาน Isan Creative Festival 2021 โดย TCDC จังหวัดขอนแก่น 

ไอเดียสิ่งทอกับความรัก มาจากลวดลายบนผ้าขิดผืนหนึ่งในจังหวัดอำนาจเจริญ ที่หญิงทอผ้าเล่าว่าเธอทอผ้าผืนนี้ตอนอายุ 18 ปี ระหว่างที่รอคนรักกลับมา แต่สุดท้ายเขาไม่เคยกลับมา และได้แต่งงานใหม่ไปแล้ว แม้ผ้าขิดผืนนี้จะไม่เคยถูกส่งมอบให้ชายคนรัก แต่หญิงทอผ้าบอกว่ามันเป็นความทรงจำที่สวยงามและมีความสุขทุกครั้งที่คิดถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวสนุกๆ อย่าง ‘รักซ้อน’ (Love Overlapped) จากกลุ่มวัยรุ่น อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ที่ต้องการหาเงินมาแต่งมอเตอร์ไซค์ จึงรวมตัวกันจับกลุ่มทอผ้าไหมขาย สร้างรายได้นับแสน ส่วนห้อง ‘รักและศรัทธา’ มีผ้าขาวไหมน้อยของ อ.เถ่า-มีชัย แต้สุจริยา แห่งบ้านคำปุน มาจัดแสดง สื่อถึงธรรมเนียมการทอผ้้าขาวไหมน้อยด้วยพลังศรัทธา เพื่อถวายพระที่เคารพนับถือ ซึ่งบ้านคำปุนปฏิบัติมาตั้งแต่รุ่นคุณยาย

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

ความสนุกเมามันที่ส่งผ่านนิทรรศการ ชวนให้เราเพลิดเพลินจนเราต้องขอพูดคุยกับกลุ่ม Foundisan ผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการ การรวมตัวกันของคนทำงานด้านดีไซน์ไฟแรง 8 คนทั้งจากอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานคร แกนนำคือ อีฟ-ณัฐธิดา พละศักดิ์ เสริมทัพด้วย วิน-อัยยวิน รัตนเพียร, ตั้ว-พุฒิพงษ์ พิจิตร, ไอซ์-ธนวัฒน์ คล่องวิชา, อั๋น-ชาตรี เทงฮะ, จอร์จ-ประพันธ์พงษ์ สุขแสวง, ฟาง-สุจินันท์ ใจแก้ว และอ้วนแลนด์-วัชราภรณ์​ สมบูรณ์​ และทำให้เราเห็นดีไซน์สนุกร่วมสมัยที่กลมกลืนกับงานคราฟต์ และเปิดมุมมองวิถีอีสานใหม่ที่น่าสนใจ เกินกว่าจะปล่อยผ่านไปเสียเฉยๆ 

มาทำความรู้จักกลุ่ม Foundisan ความเป็นอีสานคอนเทมโพรารี และค้นพบดีไซน์ไฉไลใหม่ปนเก่าได้จากตัวตนของพวกเขาที่นี่ 

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

Foundisan คือใคร

ไอซ์ : Foundisan คือกลุ่มพี่น้องดีไซเนอร์ที่บังเอิญเจอกัน ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วรู้สึกว่าอีสานสนุกมาก เริ่มจากพี่อีฟเป็นคนตั้งต้น ในมุมคนนอก จากตอนแรกเราก็แค่หาที่กินส้มตำ แต่พอไปถึงอุบลฯ จริงๆ พี่อีฟที่เป็นเจ้าบ้านก็พาไปหย่อนตามจุดต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมน่าตื่นเต้นมากๆ อีสานมีความสนุกรอเราอยู่ให้เข้าไปเล่น 

พื้นเพพวกเราทุกคนต่างกัน แต่เรียนดีไซน์มาหมด พี่อีฟจบแฟชั่น จอร์จจบด้าน Exhibition ผมจบ Industrial Design วินเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ พอมารวมตัวกันก็อยากทำงานที่นำเสนออีสานในมุมมองร่วมสมัย 

แล้วมารวมตัวกันได้ยังไง

อีฟ : เริ่มต้นจากเราลงพื้นที่สอนกับน้องๆ ในพื้นที่อุบลฯ ศรีสะเกษ ได้เจอแม่ๆ ที่เก่งก็รู้สึกว่าอยากพัฒนาพวกเขาต่อ ไม่อยากให้งานเขาหายไป ในฐานะดีไซเนอร์ เราน่าจะทำอะไรได้บ้าง เพราะเป็นทั้งที่ปรึกษาและรับงานสอนจากรัฐ ไปพัฒนาโปรดักต์ตามหมู่บ้านต่างๆ ไปสอนเขาทำลายผ้านู่นนี่นั่น ทีมดีไซเนอร์เรามีหลายคนอยู่แล้ว ไหนๆ ลงพื้นที่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2560 ก็อยากลุยต่อ แล้วเรามีเพื่อนเยอะ เวลาเพื่อนดีไซเนอร์จากกรุงเทพฯ มาเที่ยวอุบลฯ เราก็พาไปดูพื้นที่ ทุกคนสนใจงานคราฟต์ ก็ชวนมาทำต่อๆ กัน 

ส่วนใหญ่เราทำเสื่อและกระเป๋าผ้า ซึ่งเคยจัดแสดงที่ TCDC เชียงใหม่ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ทำอะไรต่อมาก พอได้จอร์จกับวินมาช่วยทำ Weaving Factory ก็ชัดขึ้น เราก็ใช้ทีมแม่ๆ ทีมเดิมที่ทำงานให้เรามาตลอด โปรดักต์ก็ทำให้สนุกขึ้น 

เป้าหมายของ Foundisan คืออะไร

อีฟ : หลักๆ คือสร้างงานใหม่ สร้างอาชีพ พัฒนาให้ยั่งยืน รวมไปถึงการสร้างความปวดหัวให้แม่ๆ ด้วย เวลาเจอแบบใหม่ๆ (หัวเราะ) เราตั้งใจทำงานคราฟต์ของอีสานทั้งหมด เวลาเข้าพื้นที่ไปเจอแม่เก่งๆ เขาเห็นเราเป็นลูกเป็นหลาน พูดภาษาเดียวกัน ก็ชวนเขามาทำงานร่วมกับดีไซน์ของเรา เป็นการทำงานร่วมกัน ไม่ว่างานผ้า งานจักสาน งานทองเหลืองที่เหลืออยู่ที่เดียวในอุบลฯ อย่างบ้านปะอาว เขาทำขี้ผึ้งปั้นเป็นแม่พิมพ์แบบดั้งเดิม ไม่ใช่แบบสมัยใหม่ เราก็คิดจะทำภาชนะใส่เทียนหอม ต่อไปเราก็อาจทำช้อนส้อมมีดแบบตะวันตก แต่ใช้วิธีทำแบบโบราณ หรือครกของกลุ่มเครื่องปั้นดินเผาปากห้วยวังนอง เขาปั้นจานชามให้ร้าน Zao ด้วย ก็จะร่วมทำงานที่ร่วมสมัย สร้างมูลค่ามากขึ้น แค่เติมดีไซน์เข้าไป 

ลึกๆ ในใจคืออยากเป็นแรงบันดาลใจและสารตั้งต้นที่ดีให้คนอื่นๆ ที่อยากทำงานคราฟต์ในอีสาน มาช่วยกันทำให้ Community นี้แข็งแรง ใครที่อยากจะมาสนุกด้วยกับ Foundisan เชิญเลยนะคะ ยินดีมากๆ มาช่วยกันทำและถ่ายทอดงานคราฟต์ของอีสานในอีกรูปแบบที่ม่วนๆ ป่วงๆ

ที่สำคัญคืออยากส่งต่องานนี้ไปให้เด็กรุ่นใหม่ หรือใครก็ตาม ให้เขารู้ว่าสิ่งที่เรามีมันมีค่า สร้างรายได้เลี้ยงชีพเราได้ และเป็นความภูมิใจที่เกิดมามีวัฒนธรรมแบบนี้ เราไม่ต้องไปดิ้นรนขนขวายจากที่ไหนเลย พัฒนาต่อยอดสิ่งที่เรามี ก็ดีแล้ว

Foundisan ต่างจากกลุ่มดีไซเนอร์รุ่นใหม่อื่นๆ ที่รัฐจ้างให้ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างไร

อีฟ : เราก็รับงานรัฐเหมือนกัน เราก็ร้อนเงิน รับหมดถ้าจ้าง (หัวเราะ) Foundisan ก็เกิดจากรัฐจ้างเรานี่แหละค่ะ ทำให้เราได้มีโอกาสเจอเทพสาขาต่างๆ ตามที่ลึกๆ ไกลๆ ถ้าเราไปเองก็คงเจอแค่บางส่วน รุ่นหนึ่งเราสอนสามสี่ร้อยคน ปีหนึ่งก็พันสองพันคน ใครเก่งเราก็จิ้มออกมา มาทำงานด้วยกันมั้ยแม่ เรียนรู้อยู่ด้วยกันหลายวันหรือหลายเดือน เราก็ซื้อใจเขาได้ ในฐานะที่เราเป็นอาจารย์ เขาก็อยากทำงานกับอาจารย์เขา เขาเห็นทางที่เราจะพาเขาไปได้และอยากลองทำดู แต่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ สอนมาสามสี่ปี สอนไปราวสองพันคน ได้มาแค่ยี่สิบคนเองมั้งที่ไปด้วยกันได้ เพราะเขากล้าทำของที่แตกต่าง ถ้าเก่งแต่อยากทำแบบเดิมก็ไม่เอา เพราะมันไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น

20 คนใน 2,000 คน ก็ 1 เปอร์เซ็นต์เองนะ 

อีฟ : ยี่สิบคนนี่ก็เยอะแล้ว ยังไม่มีใครหาได้เยอะเท่าเรา มันไม่ง่าย เราก็ต้องซื้อใจเขา เช่น เขาชอบทำงานที่เรารับซื้อเลย เราก็ตกลงกันก่อนว่าซื้อหมดแต่ต้องทำตามแบบของเรา การันตีว่าได้เงินแน่นอน แต่เขาต้องทำงานชิ้นใหม่นะ เช่น บ้านนี้เก่งเรื่องขิด เราก็ดีไซน์แบบขิดนี่แหละ แต่แทรกอะไรใหม่ๆ เข้าไป ไม่ต้องเปลี่ยนเขาทั้งหมด เอาของเก่าที่เขามีกับของใหม่มาบวกกัน เก่งเรื่องขิด เก่งจก เก่งสานไม้ไผ่ ก็ทำไป แต่เพิ่มดีไซน์ ใช้แบบใหม่ของเรา

ปัญหาเดิมของสิ่งทออีสานคืออะไร

อีฟ : การทำแบบซ้ำๆ เดิมๆ เพราะรัฐบาลเอาของไปแจกเขาฟรี ให้อุปกรณ์ย้อมผ้า ให้กี่ ให้ไหม ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องพัฒนา รอของแจกฟรีมาสามสิบ สี่สิบปีแล้ว มันก็มีข้อดี แต่ข้อเสียคือเขารับซื้อทุกผืนที่ทอ สวยก็ซื้อ ไม่สวยก็ซื้อ ดังนั้นชาวบ้านรู้ว่าแค่ทำงานแบบเดิมรอ เดี๋ยวถึงเวลารัฐก็มาซื้อไป แล้วพอปลายปีก็มากองเซลล์ขาย ทั้งที่เป็นไหม แต่กลับไม่มีราคา 

รัฐก็รู้ปัญหานี้ ถึงได้จ้างดีไซเนอร์รุ่นใหม่ๆ เข้าไปทำงาน แต่มันยากที่จะเปลี่ยนแนวคิดของคนที่ทำงานแบบเดิมแล้วขายได้ เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องเปลี่ยน แม่ก็ขายได้อยู่แล้ว

แล้วกลุ่มนี้ต่างจากพวกที่ได้ตรานกยูงฯ (เครื่องหมายรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย) ยังไง

อีฟ : เหมือนนักเรียนในห้องเรียน มีทั้งเด็กเก่ง เด็กกลางๆ และไม่เก่ง คนที่ได้ตรานกยูงคือมีความตั้งใจที่จะไปต่อ ได้เข้าร่วมเวิร์กชอปบ่อยๆ ต้องการพัฒนาตัวเอง จากหนึ่งดาวทำยังไงให้ได้สามดาว ปกติอำเภอต่างๆ จะคัดเลือกคนที่มีกลุ่มทอผ้าให้มาเรียน งานชาวบ้านจะแบ่งเป็น A B C D แบบ A คือพร้อมส่งออก มีนิดเดียวไม่กี่ราย B คือผ้าตรานกยูงฯ ผ้าห้าดาว C กับ D คืองานของคนจำนวนมากมหาศาล ที่รอแค่ของแจกแล้วทอแบบเดิม 

ไอซ์ : งานตรานกยูงฯ เป็นรูปแบบอนุรักษ์นิยมที่คนในประเทศเห็นว่ารัฐต้องการ ซึ่งมันกดความครีเอทีฟไว้ ทำให้คนไม่กล้าเล่น ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ อยู่ใน Comfort Zone แต่พอนักออกแบบที่เป็นคนท้องถิ่นเข้าไป ก็ช่วยกระตุ้นให้เขากล้าปล่อยของออกมา เอาเลย แม่ทำเลย 

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

กระบวนการทำงานกับชุมชนเป็นยังไง

อีฟ : ทีมดีไซน์จะคุยคอนเซ็ปต์กันว่าทิศทางจะไปทางไหน พอได้ทิศทางก็จะเข้าไปคุยกับชาวบ้านว่าเป็นไปได้มั้ย บางทีแบบที่เราคิดอาจจะไปไกลเกินอุปกรณ์หรือทักษะที่เขามี ถ้าทำไม่ได้ก็ปรับหน้างาน แล้วก็ขอคำแนะนำจากเขาด้วยว่าแบบนี้เป็นไปได้มั้ย หรือเราลองแบบไหนได้มั้ย ช่วยกันปั้นขึ้นมาเพราะมันเป็นงานที่ไม่เคยทำ มันจะจบยังไงก็ต้องช่วยกันคิด 

ฟาง : เราเป็นคนอุบลฯ ได้ลงพื้นที่ตลอด เห็นแม่ๆ ที่ทำงานกับเราก็กล้าเปิดใจออกจากกรอบ เขาว่า ลองเบิ่งก็ได้ แต่แม่ไม่ฮู้นะว่าแม่จะเฮ็ดได้บ่ แต่เขาก็กล้าลองทำ อย่างสีสันที่เราเรียนมาว่าไม่เข้ากัน แม่ๆ ทำแล้วก็ เอ๊ะ ก็ใส่ได้บ่ล่ะ มองแล้วรู้ว่าอีสาน รู้สึกว่าความอีสานไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ตาย คนอีสานไปอยู่ไหนก็ปรับตัว พาวิถีอีสานไปด้วย มันดิ้นได้ตลอด 

แล้วจะรู้ได้ไงว่าของที่ทำมาจะขายได้

อีฟ : ซื้อหวยค่ะ ไม่รู้เหมือนกัน (หัวเราะ) เราก็ศึกษาเทรนด์โลก ด้วยความที่ทำแฟชั่น เราก็ต้องคาดเดาว่าคนต้องการอะไร ความต้องการของผู้บริโภคคืออะไร แต่ก็ต้องสอดคล้องกับของที่เรามีอยู่ เพราะของที่เรามีอยู่ไม่ใช่ของที่คนต้องการ ดังนั้นเราต้องคิดเยอะ โจทย์คือเราจะทำยังไงให้คนอยากได้ ทำยังไงให้ของมันเข้ากับปัจจุบัน

ไอซ์ : เราก็ตั้งโจทย์กันเองว่าของหน้าตาแบบไหนที่ชาวบ้านทำ แล้วเราอยากได้มาตั้งไว้ในบ้าน ถ้าทั้งทีมอยากได้ ก็น่าจะมีกลุ่มเป้าหมายวัยใกล้ๆ กับเราอยากได้เหมือนกัน 

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

ขอตัวอย่างของที่เรียกได้ว่า ซื้อหวยถูก

อีฟ : เสื่อคิดฮอด Kiss Hot เราตั้งใจขายเสื่อให้คนยุคนี้แหละ เห็นแล้วต้องอยากได้ บิดวิธีนำเสนอว่าคิดฮอด Kiss Hot ออนซอน On Souls คนก็ชอบ 

เราอยากให้มันสวยกว่านี้มากๆ เพราะเรียนแฟชั่นมา เรื่องเยอะ แต่แม่ๆ ทำได้เท่านี้ ในที่สุดเราก็แค่ยอมรับว่ามันสวยแบบนี้ และเราจะขายแบบนี้ ปรากฏในนิทรรศการ Weaving Factory ทุกคนก็ว่าสวยแล้วนี่หว่า อยากซื้อแล้ว เราเลยปล่อยวางขึ้น มันสวยในแบบของมัน คนมาดูงานห้าถึงหกร้อยคน ไม่มีใครมาติว่าขอบไม่ตรง ริมผ้าเบี้ยวเลย มีแต่เรานี่แหละที่ แม่ มันตรงกว่านี้ได้มั้ย 

วิน : ผมคิดว่าภาษามีส่วนมากๆ คนที่ชอบคำก็เข้าใจ มันไม่ใช่แค่ภาษาไทย แต่คือภาษาอีสานกับภาษาอังกฤษผสานกัน มันทำลายกำแพงว่านี่คือเสื่อเดิมๆ บวกกับโลกโซเชียลด้วย 

นิทรรศการ Weaving Factory เกิดมาได้ยังไง

อีฟ : เกิดจาก The Cloud ตอนทีม The Cloud มาสัมภาษณ์ที่อุบลราชธานีเพราะเห็นเสื่อเราในอินสตาแกรมแล้วทักมาว่าอยากคุยด้วย ตอนนั้นน้อยคนที่รู้จัก Foundisan เพราะเรารู้สึกว่าของยังไม่สวย ยังไม่พร้อม คนอื่นบอกสวยแล้ว เราก็ยังรู้สึกสวยไม่พอ เลยไม่ได้บอกใคร ทำเก็บไปเรื่อยๆ จนพอได้ลงคอลัมน์ ทาง TCDC ก็มาเจอต่อ เขามาดูงานจริง ได้เห็นของเยอะมาก ก็บอกว่านี่มันคือ Weaving Factory ของอีสานเลย มาทำนิทรรศการมั้ย เราก็เลยได้รวมทีมทำนิทรรศการกัน พาคนอุบลกับกรุงเทพฯ มาช่วยกันทำ 

จอร์จ : นี่เป็นครั้งแรกที่เราทำนิทรรศการทางไกลจากกรุงเทพฯ ยากมาก (ลากเสียง) ทุกคนก็เครียดว่าจะทำยังไง เราไม่กล้าเดินทาง เพราะเราอยู่ในพื้นที่สีแดงจนจะดำอยู่แล้ว จะเล่าเรื่องการทอแบบเดิมๆ เด็กก็เบือนหน้าหนีเพราะเบื่อ ก็คิดว่าต้องทำยังไงให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายอายุต่ำลง เข้าถึงวัยรุ่น Instagrammable ย่อยทุกอย่างให้เข้าใจง่าย เหมาะกับโลกไซเบอร์

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี
คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี

งั้นทำอย่างไร 

ไอซ์ : เมืองมีความโมเดิร์น เราก็ทำวิชวลออกมามีสีสัน แต่ไม่ได้เหมือนแบบในหนัง แหยม ยโสธร ไม่ต้องตลกไปหมด มีมุมอื่นๆ มีความเศร้า มีความสนุก เพราะอีสานมีคลื่นของชีวิตมากมาย เราอยากสื่อสารว่าอีสานโมเดิร์นมากๆ แม้ว่าคุณอาจคาดไม่ถึง สีสันเขาก็เกินกว่าที่เราสเก็ตช์ไปอีก มันคืองานที่เกิดจากการฝึกฝน ทำผ่านตาเขาเลย

ตัวอย่างคือตอนแรกเราจะให้เขาทออีโมจิเข้าไปในเสื่อ แต่ทอแล้วเบี้ยวไปหมด ไม่ได้เบี้ยวดิจิทัล แต่เป็นเบี้ยวจริงๆ แต่น่ารัก มันสะท้อนว่าคน Gen X มองอีโมจิว่ายังไง งานคราฟต์พวกนี้เป็นงานของคนรุ่น Baby Boomer และ Gen X ซึ่งพวกเรา Gen Y เป็นสะพานว่าจะเชื่อมต่องานคราฟต์กับคนรุ่นเด็กกว่ายังไง เพราะเราก็กลัวว่ามันจะหายไปจริงๆ เหมือนภาษามันขาดหายไป แต่เราอยากทำให้เขารู้สึกว่าสนุก ไม่ได้ถูกยัดเยียดของที่เหมือนมีคำว่า Super Thai ติดมา 

วิน : งานนี้เราได้ผ้าของ จิมป์ ทอมป์สัน มาใช้ เขาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บอกว่าผ้าไทยไม่ได้เท่ากับดีไซน์เชยนะ เขาทำทุกอย่างเหมือนแบรนด์ฝรั่งเลย เราอยากให้เกิด Proud Factor ขึ้นมา ตอนนี้ถ้าอยากเป็นคนเก๋ ต้องชอบสไตล์สแกนดิเนเวีย ถ้าฉันชอบแฟชั่นต้องอยู่ยุโรป อยู่ปารีส แล้วของเราก็ไม่ถูกนับว่าโมเดิร์น ดังนั้นการสื่อสารสำคัญ เราอยากทำให้ดูร่วมสมัย แต่จะไม่ลบความเป็นอีสานออกไป นิทรรศการไม่ต้องขาวๆ คลีนๆ จะทำให้เหมือนเดินมิวเซียมที่ลอนดอนทำไม ความท้าทายคือทำยังไงให้ความเป็นอีสานและความภูมิใจมีอยู่ ได้เห็นความเก่งของแม่ๆ ทำให้รู้สึกว่าเราชอบอีสาน เราก็เก๋ได้นะ

การตอบรับของคนท้องถิ่นเป็นยังไงบ้าง

อีฟ : เขาก็ตื่นเต้นตกใจแหละ เพราะมันกลายเป็นหนึ่งในนิทรรศการหลักของงาน ผลตอบรับค่อนข้างดีมาก เป็นการเล่าเรื่องราวในวิธีที่ไม่มีใครเคยเล่า สีสันก็สดใสสวยงาม ไม่มีใครใช้สีแบบนี้ เขาชอบมาถ่ายรูปกัน ซึ่งเราตั้งใจอยู่แล้วว่าถ่ายมุมไหนก็สวย 

Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

สำหรับคนนอกพื้นที่ ทุกคนได้ Found อะไรในอีสาน จากงานของ Foundisan 

จอร์จ : ความระห่ำ พูดตรงๆ คือแตกแตนมากๆ ทุกคนเต็มที่กับการใช้ชีวิต และเวลาช่วยเหลือกันก็เต็มที่มาก

อั๋น : ขอคนใต้พูดบ้างนะ ด้วยความที่เราเป็นคนบ้านๆ ชอบอะไรบ้านๆ อยู่แล้ว อีสานก็มีความบ้านๆ แต่มีความสนุก ความบ้า เป็นภาคที่เรารู้สึกว่ามีสีสันที่สุด อีฟเขาชวนพี่มาร่วมโปรเจกต์ตอนท้ายๆ แล้ว ก่อนหน้านี้เราเห็นงานที่ TCDC เชียงใหม่ เป็นการออกแบบเพื่อการค้า สีก็คุมโทน มีความเรียบร้อย 

แต่อันนี้เราว้าวมาก อีฟพาไปเจอแม่ๆ ที่อำนาจเจริญ เราได้เห็นกระบวนการทำงาน และเห็นความกล้าใช้สี ซึ่งเราไม่ใช่คนใช้สีแบบนั้นเลย มันท้าทาย ได้ออกแบบลายผ้าที่ล้อเลียนการทอ ได้เห็นการใช้คำแบบ ‘รอเธอเสมอ’ ซึ่งทำให้เราสนุกในการร่วมงานกับอีฟ ไม่มีพิธีรีตองอะไร เหมือนเราได้มาเล่นสนุกๆ 

วิน : ผมไม่เคยมาอีสานเลย จนได้รู้จักกับพี่อีฟแล้วได้เปิดโลก เริ่มจากทานปลาร้าเป็นที่อุบลฯ แล้วเริ่มเห็นวิถีชีวิตที่ไม่เหมือน Stereotype ห่างไกลจากความโมเดิร์นที่เคยรับรู้มา อีสานมีวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ไม่ได้บอกว่าวัฒนธรรมไหนดีหรือด้อยกว่ากัน แต่วิถีชาวบ้านที่เก็บผักจับปลา เฮ้ย มันเหมือนสแกนดิเนเวียนี่หว่า เรื่องการกินน่าสนใจมาก เขาหมักปลาร้าด้วยสับปะรด นำมดมาทำอาหาร พวกนี้เป็นศาสตร์ชั้นสูง แต่ด้วยภาพจำที่มี ทำให้อาหารดูไม่มีพิธีรีตอง 

ไอซ์ : ดูจากสื่อเรามีภาพจำว่าอีสานแร้นแค้น ดูเศร้า แต่เราได้เจออีสานมุมอื่นที่เปิดโลก เมืองอุบลฯ นี่เท่เกินลิมิตมาก ไม่ได้มีความกรุงเทพฯ ด้วยนะ ด้วยคอนเนกชันพี่อีฟที่รู้จักชุมชนเชฟทำอาหาร เขาก็มีวัฒนธรรมว่าต้องใช้วัตถุดิบนี้เพื่อแบบนั้นแบบนี้ อย่างร้านส้มตำของพี่อีฟก็ผ่านการทดลองมา ไม่ใช่ใส่อะไรมาแล้วอร่อยเลย พริกมาจากจังหวัดนี้ หอมแดงจากตรงนั้น มีวิถีชีวิตที่ละเอียดอ่อน 

ในอนาคตเราจะได้เห็นงานอะไรใหม่ๆ ของ Foudisan อีกบ้าง

อีฟ : ต่อจากนี้นิทรรศการเราจะไปอยู่ที่ใหม่อีหลี เนื่องจากสเปซไม่ได้ใหญ่มาก เราเลือกเรื่องราวห้อง ‘รักต่างเชื้อชาติ’ ไปถ่ายทอดต่อ 

ไอซ์ : ห้องนี้เล่าเรื่องการแต่งงานกับฝรั่ง มีชื่อคีย์เวิร์ดคือยุพินกับจอห์น จินตหรากับซามูเอล มีโฟมตัดงานแต่งเป็นชื่อพวกนี้เต็มไปหมด คนเข้าใจง่ายว่าเราจะสื่ออะไร

คุยกับนักออกแบบนิทรรศการอีสานทอรัก : Weaving Factory ถึงการค้นพบอีสาน และการสร้างสารพัดโปรดักต์จากวัฒนธรรมม่วนอีหลี
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว
Foundisan กลุ่มดีไซเนอร์อุบลฯ-กรุงเทพฯ ที่เปลี่ยนภาพจำงานคราฟต์อีสานให้สนุกและใกล้ตัว

อีฟ : แต่คราวนี้งานแสดงจะเข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนดูได้ คืองานที่จัดแสดงทั้งหมดจะซื้อกลับบ้านได้หมด เราอยากทำงานที่เป็นเรื่องใกล้ตัว ทุกอย่างใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็บ ไม่ว่าอาหาร กระเป๋า กระดาษ หรืออะไรก็ตาม เช่น อาหารตะวันออกกับตะวันตกยุคนั้นมาเจอกัน ไปจนถึง ของใช้ เฟอร์นิเจอร์ ไอเดียมาจากผู้หญิงอีสานยุคก่อนต้องทอผ้าเพื่อตัดชุดแต่งงาน แล้วต้องทอผ้าสำหรับทำปลอกหมอน ผ้าม่าน ที่นอน ของชำร่วยให้ผู้ใหญ่ที่มางาน เราเลยจะทำของชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาให้คนซื้อกลับบ้านไปง่ายๆ ได้ด้วย 

นอกจากนั้น เราจะทำทำเว็บ E-Commerce ทำงานให้ครบ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เรื่องดนตรีคุยกับแป้ง รัศมี Isan Soul ไว้ว่าอยากให้ทำเพลง เขาเองก็อยากทำเพลงที่เกี่ยวกับอาหารอีสานด้วย 

ตัวอาหารอีสานมีเอกลักษณ์อยู่แล้ว Foundisan เล่าวิถีชีวิต เจออะไรมาก็หยิบมาเล่นได้ อะไรที่ส่งเดลิเวอรี่ได้ก็ทำ ให้คนเมืองกรุงเข้าใจรสชาติอาหารอีสานแท้ๆ เพราะปัจจุบันเข้าใจผิดไปเยอะมากเหมือนกัน อาหารช่วยสื่อสารได้ง่ายมากว่านี่คือรสชาติที่คนอีสานกิน นี่คือวิธีการที่เราใช้ 

จอร์จ : เครื่องดื่มก็ดีนะ ตอนพี่อีฟส่งเหล้าบ๊วยมาให้ ตอนแรกไม่กล้ากิน แต่กลิ่นเหมือนพอร์ตไวน์มาก แม่ยังบอกเลยว่าหอมกว่าเซี่ยงชุน ก็เลยกิน อร่อยมาก ทัดเทียมเมืองนอกได้เลย

ภาพ : Foundisan, Adit Sombunsa

ติดตาม Foundisan ได้ที่ 

foundisan.com/ 

www.instagram.com/isancf.weavingfactory/ 

ข้อมูลนิทรรศการจาก : isancreativefestival.com/program/78964 

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการ นักเขียน ที่สนใจตึกเก่า เสื้อผ้า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวที พอๆ กับการเดินทาง

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load