24 พฤศจิกายน 2565

ต้นเดือนพฤศจิกายน 

ผมนั่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าจนพลบค่ำเป็นเวลาหลายวัน ใช้ซุ้มบังไพรแคบ ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งลำห้วย ซึ่งขยายกว้างเพราะสายน้ำหลากรุนแรงในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กับซุ้มบังไพร ตลิ่งสูงมีร่องรอยสัตว์ป่าเดินลงลำห้วยเป็นเส้นทางประจำ บริเวณนี้ระดับน้ำไม่ลึกนัก ช้าง วัวแดง รวมทั้งหมูป่า เลือกใช้จุดนี้เป็นที่ข้ามมาอีกฝั่ง 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
หมูป่าตัวผู้เดินข้ามลำห้วย โดยที่หมูป่าฝูงใหญ่เดินข้ามไปก่อนหน้า

ผมใช้เวลาร่วมกับพวกมัน ไม่ได้รับความไว้วางใจนักหรอก ช้างเดินข้ามน้ำเรื่อย ๆ ใช้งวงดูดน้ำส่งเข้าปาก มันชะงักเมื่อเดินถึงกลางลำห้วยเพราะได้กลิ่นผม หยุดเขม้นมองก่อนค่อย ๆ เดินต่อ สายตามองมาทางผมตลอด เช่นเดียวกับฝูงวัวแดงและหมูป่า กลิ่นกายคนสำหรับพวกมันคือสัตว์ผู้ล่าชนิดหนึ่งที่พวกมันไม่เคยวางใจ 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ช้างเลือกใช้จุดข้ามลำห้วยจุดเดียวกับสัตว์ตัวอื่น ๆ

ดูเหมือนจะมีแต่นกยูงซึ่งคล้ายจะไม่สนใจอะไร นกยูงตัวผู้ในช่วงเวลานี้มีหางยาวสลวย หางยาวเป็นเครื่องมือสำหรับรำแพนอวดความแข็งแรงเพื่อให้ตัวเมียเลือก ขณะตัวเมียนับสิบตัวคล้ายจะไม่สนใจ และเมื่อมีตัวผู้เข้ามามากกว่าหนึ่งตัว การรำแพนประชันจึงเลี่ยงไม่พ้น

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

นกกระเต็นใหญ่ส่งเสียงก้อง มันบินมาเกาะกิ่งไผ่ที่ยาวโค้งลง การหันหลังให้ดวงอาทิตย์ช่วยซ่อนตัวจากปลา หากมองขึ้นมาจะเห็นเพียงเงาดำ เป็น ‘ทริค’ อย่างหนึ่งที่เหล่านกกินปลาใช้ กระนั้นก็เถอะ เช่นเดียวกับสัตว์ผู้ล่าตัวอื่น ๆ ร่างกายที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม รวมทั้งทักษะต่าง ๆ ซึ่งรับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็ใช่ว่าจะทำให้การโผลงจับปลาประสบผลทุกครั้ง

บินขึ้นกลับมา เกาะบนกิ่งไผ่ด้วยปากว่างเปล่า รอเพื่อเริ่มต้นอีกครั้ง

กับเหล่าสัตว์ผู้ล่า ความล้มเหลวของพวกมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเห็น

การมาถึงที่นี่มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ความเป็นไปรอบ ๆ ใช้เวลาไปไม่น้อย หนทางมาถึงไม่ราบเรียบ เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราเรียกว่า ‘ทางป่า’

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นเวลาที่สายลมหนาวเข้าครอบคลุมผืนป่าแล้ว เป็นช่วงเวลาแห่งความรักของนกยูง เหล่าตัวผู้มีหางยาวเป็นเครื่องมือรำแพนเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย

การเดินทางสัญจรบนทางในป่าถึงวันนี้มีเครื่องมือบอกพิกัดอันบอกได้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ใด รวมทั้งบอกระยะทางทิศทางของจุดหมายที่กำลังมุ่งหน้า แม้ยังไม่เคยไปมาก่อนได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ละเลยหรือทิ้งวิธีการเดิม ๆ ขณะเดินทางในป่า การสังเกตทิวเขา ต้นไม้ จำเป็น สิ่งหนึ่งที่คนในป่าใช้คือตั้งชื่อเรียกสถานที่นั้น ๆ ไว้เป็นที่รับรู้ ใครพูดถึงก็จะเข้าใจกัน ทั้งเส้นทางที่ใช้รถ และด่านที่เราใช้ร่วมกับสัตว์ป่า

เรามี ‘มอเปรต’ ฟังชื่อแล้วน่ากลัว แต่เห็นภาพว่าชันมาก มี ‘เนินกระทิง’ มีคนถูกกระทิงวิ่งเข้าชาร์จ จนซี่โครงหักที่เนินนี้ อีกทั้งมี ‘มอตาจ่อย’ ได้ชื่อว่าชันและลื่น กระทั่งรถกำลังดี ๆ ก็ไต่พ้นไปได้ยาก ต้องเข็นรถจนจ่อยไปตาม ๆ กัน

ชื่อส่วนใหญ่สำหรับผู้ไม่คุ้นก็เข้าใจได้ แต่บางชื่อต้องถามที่มาที่ไปจากคนเก่า ๆ

ทางป่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลใดก็ผ่านไปไม่ง่ายนัก อุปสรรคเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนซึ่งกำหนดเวลาไม่ได้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าต้องเลื่อยไม้กี่ต้นที่ล้มขวาง ไม่รู้ว่าลำห้วยจะมีระดับน้ำสูงเกินรถจะข้ามได้หรือไม่ บางครั้งรถติดในหล่มจนต้องแขวนเปลนอนข้าง ๆ รถ รุ่งเช้าค่อยหาทางนำรถขึ้นจากหล่มต่อ

เช่นนี้เราอาจได้รับเกียรติให้เป็นชื่อหล่มนั้น

เรื่องจริงขณะอยู่บนทางในป่าอย่างหนึ่งคือ เมื่อรถติดหล่ม ดูเหมือนสายฝนพร้อมโปรยมาร่วมวง

เมื่อผ่านพ้นหล่มแรกไปแล้ว มีอีกหลายหล่มรออยู่เบื้องหน้า

สัญจรอยู่บนทางป่า หากยังตั้งใจไปให้ถึงจุดหมาย การผ่านพ้นหล่มไปให้ได้จำเป็น อีกเรื่องที่สำคัญคือขึ้นจากหล่มที่ติดอยู่ให้ได้ โดยไม่พะวงกับหล่มที่รออยู่ข้างหน้า

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
กลางวันแสงแดดจัด สภาพอากาศอบอ้าว ควายป่ามุ่งหน้ามาที่ลำห้วยเพื่อแช่น้ำคลายความร้อน

ทางป่า นอกจากฝนและหล่มลึกลื่นไถล บรรดารากไม้ใหญ่น้อยที่โผล่พ้นดินจะต้านล้อ ถ้าจับพวงมาลัยรถไม่ดีมืออาจถูกพวงมาลัยหมุนอย่างรวดเร็วฟาดมือเคล็ด จึงมีการสอนต่อ ๆ กันมาถึงวิธีขับรถในช่วงฤดูฝน และทักษะการเดินทางในป่าอีกสารพัด

รากไม้โผล่เพราะหน้าดินถูกสายน้ำพัดไปหมด อีกจุดที่ต้องระวังมาก ๆ คือสะพานข้ามลำห้วย

สะพานบางแห่งมีระดับต่ำ ๆ บางแห่งสูงลิบจากเบื้องล่าง แต่ที่เหมือน ๆ กันทุกสะพานคือ มีเพียงขอนไม้ขนาดพอดีล้อรถ 2 ท่อนพาดอยู่เท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะพลาดตกสะพาน ไม่ว่าจะเคยผ่านสะพานนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

 ฝนตก เดินในทางป่า เสื้อผ้ามี 2 ชุด ไว้เดินและอยู่ในแคมป์ ตกเย็นก่อกองไฟเสื้อผ้าเปียกย่างให้แห้ง รมควันจนเหลือง กลิ่นควันไฟติดทนนาน

กับคนทำงานในป่า หนทางกันดารและสิ่งที่พบเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ความยากลำบาก เป็นสิ่งอันมากับงานที่เราทำ

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

ทุก ๆ วันผมอยู่บนเส้นทางขรุขระ รถกระเด้งกระดอน ตัดฟันไม้ไผ่ เลื่อยต้นไม้ที่ล้มขวาง ขุดทางเป็นบั้ง ๆ เพื่อไม่ให้รถลื่นไถล ลากสายวินซ์ หลายครั้งปูผ้านอนข้าง ๆ รถที่จมโคลน

หากเปรียบทางป่าเป็นคล้ายเส้นทางเดินของชีวิต ผมเลือกเดินบนทางป่านี้มานาน ว่าตามจริงมันไม่ใช่การเดินสู่จุดหมาย ตามหา หรือแสวงหาอะไร

เพราะผมถึงจุดหมายนั้นมานานแล้ว นับตั้งแต่วันที่ผมเลือกเดิน บน ‘ทางป่า’

แต่ก็นั่นแหละ ผมต้องใช้เวลาไปไม่น้อยกว่าจะรู้ความจริงนี้…

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ต้นเดือนสิงหาคม

บ้านช่อนทอง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

18.30 น.

เบื้องบนเหนือสวนยางพารา เสียงดังราวกับเกิดพายุ พร้อมกับเงาดำจำนวนมากบินข้ามไปเป็นแถวยาว มันคือเสียงปีกแหวกอากาศจากการบินของฝูงนกเงือกกรามช้างปากเรียบที่กลับจากทำภารกิจช่วงกลางวัน บริเวณนี้เป็นที่พักผ่อน พวกมันจะอยู่ที่นี่ไปตลอดคืน กระทั่งเช้ามืดจึงจะแยกย้าย

เที่ยวบินพันกิโลของนกเงือกกรามช้าง ห้วยขาแข้ง-มาเลเซีย ขาไปร้อยวัน ขากลับ 16 วัน!
นกเงือกกรามช้างปากเรียบ ขณะใช้เวลาอยู่ที่บ้านช่อนทอง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา เป็นจุดพักช่วงเวลาหนึ่งก่อนไปจุดหมายปลายทาง

นกจำนวนกว่า 400 ตัว บินวน ๆ เหนือต้นสะเดาเทียม ก่อนหุบปีกทิ้งตัวลงเกาะตามกิ่ง มองไกล ๆ คล้ายใบไม้หนาทึบ พวกมันมาที่นี่หลายวันแล้ว ที่นี่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางหรอก แต่เหลือระยะทางอีกไม่ไกล

จากจุดเริ่มต้นในผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร พวกมันเดินทางมาแล้วกว่าพันกิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 100 วัน เส้นทางยาวไกล บางช่วงเลยเข้าไปในพื้นที่ประเทศพม่า วกกลับเข้ามาใหม่ แวะพักตามผืนป่าต่าง ๆ หลายแห่ง

นานมาแล้วที่วิถีชีวิตนกเงือกกรามช้างปากเรียบคล้ายเป็นปริศนา

พวกมันสร้างรังวางไข่ในป่าห้วยขาแข้งด้วยวิถีเดียวกับนกเงือกชนิดอื่น ๆ ตัวเมียเข้าไปขังตัวอยู่ในโพรง ตัวผู้ทำหน้าที่หาอาหารมาเลี้ยงดู

เมื่อลูกโตพอออกจากโพรง ออกมาโบยบินไม่นาน พวกมันก็หายไป ไม่มีใครรู้ว่าในช่วงฤดูฝน เหล่านกเงือกกรามช้างปากเรียบที่สร้างรังวางไข่ในป่าห้วยขาแข้งหายไปอยู่ไหน

เที่ยวบินพันกิโลของนกเงือกกรามช้าง ห้วยขาแข้ง-มาเลเซีย ขาไปร้อยวัน ขากลับ 16 วัน!

เทคโนโลยีซึ่งพัฒนาไปไกล เมื่อนำมาใช้กับการศึกษาชีวิตสัตว์ป่าช่วยให้คนรู้มากขึ้น นักวิจัยใช้วิธีติดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุในระบบผ่านดาวเทียมไว้กับนก ข้อมูลที่ได้น่าตื่นใจ เพราะหลังลูกออกจากโพรงแล้ว นกเงือกกรามช้างปากเรียบจะออกเดินทางไกล จุดหมายปลายทางคือป่าเบรุ่ม พื้นที่อนุรักษ์ในประเทศมาเลเซีย

ปริศนาคลี่คลาย ความสงสัยลดน้อยลง ความนับถือความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติจัดสรรไว้เพิ่มมากขึ้น

เที่ยวบินพันกิโลของนกเงือกกรามช้าง ห้วยขาแข้ง-มาเลเซีย ขาไปร้อยวัน ขากลับ 16 วัน!

สำหรับสัตว์ป่า การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต พวกมันเดินทางเคลื่อนย้ายถิ่นตามฤดูกาล มีแหล่งอาหารเป็นตัวกำหนด หลายตัวเดินทางในระยะใกล้ ๆ มีไม่น้อยเคลื่อนย้ายไปไกลนับพันกิโลเมตร

ทุกชนิดตั้งแต่กุ้งตัวเล็ก ๆ ปลา ผีเสื้อ นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไปจนถึงวาฬ

พวกมันเดินทางจากบ้าน ออกเดินทางโดยมีความหวังรออยู่เบื้องหน้า

สัตว์ป่าเดินทางมาเนิ่นนานแล้ว มีวิถีดังเช่นเคยเป็นมา ไม่ว่าหลายแห่งบนโลกจะไม่เหมาะสำหรับการเป็นแหล่งอาศัย โลกจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร 

ความมืดมนซึ่งต้องเผชิญเหล่านี้ไม่ทำให้สัตว์ป่าเลิกเดินทาง ไม่ทำให้พวกมันไร้ซึ่งความหวัง

การเดินทางย้ายถิ่นของพวกนกเห็นเป็นภาพชัดเจน หลายชนิดเดินทางร่วมกันเป็นฝูงใหญ่ มีหลายตัวเลือกเดินทางลำพัง มีเพียงเงาเป็นเพื่อนร่วมทาง

เที่ยวบินพันกิโลของนกเงือกกรามช้าง ห้วยขาแข้ง-มาเลเซีย ขาไปร้อยวัน ขากลับ 16 วัน!

เสียงจ้อกแจ้กเริ่มเงียบ ท้องฟ้ามืด นกเงือกกรามช้างปากเรียบที่เกาะเบียดกันแน่นตามกิ่งต้นสะเดาเทียม มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืด

ไม่ว่าจะเรียกการเดินทางของสัตว์ป่าว่าอย่างไร พวกมันเดินทางเพราะสัญชาตญาณ เพราะเป็นหน้าที่ เป็นความหวัง หรือเพราะแค่ตาม ๆ กันไป แต่เมื่อถึงเวลา พวกมันจะออกเดินทาง

หลายตัวเป็นการเดินทางครั้งแรก ขณะหลายตัวอาจรู้ดีว่านี่เป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย และแน่นอนว่าทุกการเดินทางย่อมมีบางตัวไปไม่ถึงจุดหมาย และบางตัวกลับไม่ถึงบ้าน

นกเงือกกรามช้างกว่า 400 ตัว กับการเดินทางปริศนา เมื่อลูกออกจากโพรงแล้ว มันจะออกเดินทางไกลกว่าพันกิโล แล้วกลับมาใหม่เมื่อหมดฤดูฝน

ไม่มีอะไรหยุดยั้งการเดินทาง หรือปิดกั้นความหวังถึงแหล่งอาหารที่รออยู่เบื้องหน้า

ในระยะทางกว่าพันกิโลเมตรของนกเงือกกรามช้างปากเรียบ ตลอดเส้นทางที่หยุดพัก พวกมันนำพาพันธุ์พืชมาแพร่กระจาย พันธุ์ไม้หลากชนิดแพร่ไปจากถิ่น อาหารที่ได้เป็นแค่ผลพลอยได้จากการทำหน้าที่

หน้าที่ซึ่งพวกมันกระทำมานานนับพัน ๆ ปีแล้ว

หากจุดหมายมีแหล่งอาหารอันสมบูรณ์ การเดินทางของสัตว์ป่าอาจพูดได้ว่ามีความหวังที่อยู่เบื้องหน้า

บางทีสำหรับจะคนต่างออกไป เมื่อจากไปไกล คนมักคิดถึงที่ที่จากมา

นกเงือกกรามช้างกว่า 400 ตัว กับการเดินทางปริศนา เมื่อลูกออกจากโพรงแล้ว มันจะออกเดินทางไกลกว่าพันกิโล แล้วกลับมาใหม่เมื่อหมดฤดูฝน

นกเงือกกรามช้างปากเรียบเดินทางไกลแสนไกล มุ่งหน้าแหล่งอาหาร ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย และเมื่อฤดูแห่งความรักมาถึง พวกมันจะกลับบ้าน

ชีวิต ไม่ว่าจะเดินทางไปไกลแสนไกลเพียงไร จุดเริ่มต้นคือที่ซึ่งจะย้อนกลับมา

นกเงือกกรามช้างกว่า 400 ตัว กับการเดินทางปริศนา เมื่อลูกออกจากโพรงแล้ว มันจะออกเดินทางไกลกว่าพันกิโล แล้วกลับมาใหม่เมื่อหมดฤดูฝน

เทคโนโลยีช่วยให้วิถีชีวิตอันเป็นปริศนาของเหล่าสัตว์ป่าคลี่คลายขึ้นเรื่อย ๆ

จากผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวร นกเงือกกรามช้างปากเรียบมุ่งหน้าลงใต้ จุดหมายปลายทางที่ป่าเบรุ่มประเทศมาเลเซียระยะทางกว่าพันกิโลเมตร แวะพักตามผืนป่าหลายแห่ง ใช้เวลากว่า 100 วัน

หมดฤดูฝน ใกล้ถึงฤดูกาลแห่งความรัก พวกมันจะเดินทางกลับ

เที่ยวกลับนี้ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 16 วัน

ไม่น่าแปลกใจที่ขากลับใช้เวลาน้อยมาก 

เพราะครั้งนี้จุดหมายปลายทางของพวกมันคือบ้าน…

บ้านอันเป็นที่ซึ่งเมื่อจากไปไกล ทุกชีวิตนึกถึง

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load