The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

พ.ศ. 2561 เจ้าสัวไร้สติคนหนึ่งทำให้ชื่อ ‘ห้วยปะชิ’ ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว ด้วยการ ‘ฆาตกรรม’ เสือดำตัวหนึ่ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่ป่าทุ่งใหญ่ฯ โด่งดังเป็นที่รู้จัก  

วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งตกแถวอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม อุบัติเหตุครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 6 คน นอกจากนี้ ในซากเฮลิคอปเตอร์ยังพบชิ้นส่วนสัตว์ป่าจำนวนมาก

ย้อนกลับไปราว 1 สัปดาห์ คนกลุ่มหนึ่งพักแรมอยู่ใกล้ลำห้วยสายเล็กๆ ที่ไหลคดเคี้ยวผ่านที่ราบในหุบเขาของป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พวกเขาเข้ามาตั้งแคมป์เพื่อล่าสัตว์ป่า การล่าสัตว์ แม้จะมีเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้ นักข่าว และคนหลายคนรับรู้ พยายามเข้าไปเจรจาเพื่อจับกุม แต่ไม่สำเร็จ เพราะคนในคณะเป็นระดับผู้ใหญ่ มีอำนาจในประเทศ

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกทำให้คนทั้งประเทศรับรู้ ซากสัตว์ป่าที่ฆ่ามาจากป่าทุ่งใหญ่กระจัดกระจาย เหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้น ขยายไปใหญ่โต ประชาชน นิสิต นักศึกษา นักเรียน ลุกฮือขึ้นเรียกร้องให้รัฐบาลลงโทษผู้กระทำผิด

2 เดือนต่อมา 13 มิถุนายน 2516  คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามีมติให้ดำเนินการประกาศตั้งป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

ลำห้วยสายเล็กๆ คดเคี้ยว ไหลผ่านที่ราบในหุบเขา ซึ่งคณะล่าสัตว์ตั้งแคมป์พักมีชื่อว่า ‘เซซาโว่’

ช่วงเวลานั้นเซซาโว่กลายเป็นชื่อยอดนิยมไปทั่วประเทศ คนนำมาตั้งเป็นชื่อร้านอาหาร ร้านตัดเสื้อผ้า และอีกมากมาย คนจำนวนมากรับรู้ว่าห้วยเซซาโว่อยู่ในผืนป่าซึ่งมีความเหมาะสมกับการเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า และที่นี่ได้รับการดูแลปกป้องอย่างจริงจัง

ถึงวันนี้เซซาโว่อยู่ในสถานภาพหน่วยพิทักษ์ป่าชั่วคราวของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ‘เซซาโว่’ เป็นภาษาถิ่นที่ชาวบ้านแถบนั้นใช้เรียกลำห้วยสายนี้ มีความหมายว่า ‘ลูกไม้แดง’ หน่วยเซซาโว่เรียกเป็นทางการว่า หน่วยลูกไม้แดง

มีบ้านสร้างด้วยไม้สังเคราะห์ใต้ถุนสูง 1 หลัง มีห้องน้ำ 2 ห้อง และโรงครัวเล็กๆ ฝาไม้ไผ่อยู่ริมห้วย ที่นี่ไม่เพียงเป็นที่พักของชุดลาดตระเวน แต่เป็นที่พักกลางทางระหว่างการเดินทางจากสำนักงานเขตถึงหน่วยพิทักษ์ป่าจะแก ซึ่งอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านจะแก หมู่บ้านใหญ่ขนาด 200 หลังคาเรือน ชาวบ้านใช้เส้นทางนี้เดินทางเข้า-ออกเมือง ด้วย ในฤดูแล้งคนเดินทางอาจแวะพักเพียงเพื่อกินข้าวหรือพักเหนื่อย ฤดูฝนที่นี่จะเป็นที่พักอันอบอุ่น

ระยะทาง 80 กิโลเมตรบนเส้นทางที่กำหนดไม่ได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ การเดินเท้าคือวิธีดีที่สุด เพราะจะใช้เวลาแค่ 3 วัน ช่วงเวลานี้แหละที่คนเดินข้างทางจะปฏิเสธ เมื่อเราชวนขึ้นรถพวกเขาจะตอบว่า “กำลังรีบ”

ช่วงฤดูแล้งแหล่งน้ำที่เหลือมีสัตว์อย่างกวางและกระทิงแวะเวียนมาใช้ตลอด 

“ปีนี้ได้คนมาเพิ่มครับ” ชัยพร สังขโลก ทำหน้าที่หัวหน้าหน่วยลูกไม้แดงบอก

“ได้เดินป่าอีก 1 ชุด”

ทุกคนผ่านการอบรม การลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาแล้ว มีทักษะการใช้เครื่องมือและสำรวจหา ปัจจัยคุกคาม การเดินลาดตระเวนเข้มข้นมากขึ้น

ชัยพรมาจากลำปาง เป็นชายไทยเชื้อชาติไทยเพียงคนเดียวในหน่วย เพื่อนร่วมงานทั้งหมดของเขาเป็นชายไทยเชื้อชาติกะเหรี่ยง เขาอยู่มานาน กระทั่งใช้ภาษาถิ่นสื่อสารกับเพื่อนๆ ได้

  ลูกไม้แดงอยู่บนที่ราบ สูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร ล้อมรอบด้วยทิวเขา ไม่ไกลจากหน่วยมีที่ราบกว้างใหญ่ที่เรียกว่า ‘ทุ่งใหญ่’ หรือ ‘เวียพะดู’ ในภาษาถิ่น เวียพะดูเข้าถึงยาก ฤดูฝนดงหญ้ารกหนาทึบ แต่ในช่วงแล้ง หลังไฟไหม้ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่จะกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศของเหล่าสัตว์กินพืช

หญ้าระบัดงอกปกคลุมพื้นดินเขียวขจี มองไปไกลสุดตา ในทุ่ง กระทิงฝูงละไม่ต่ำกว่า 50 ตัวเดินอ้อยอิ่งเลาะเล็มหญ้า สัตว์ผู้ล่าอย่างเสือโคร่งเข้ามาวนเวียน

กระทิงหลายตัวตายเพราะคมเขี้ยว มีบางตัวตายเพราะคมกระสุน

“พวกล่ามันก็มาช่วงนี้แหละครับ” ชัยพรบอก พวกเขาเดินลาดตระเวนตลอด   

“เดิน 2 ชุดคงพอช่วยรักษาชีวิตกระทิงได้ดีกว่าปีก่อนๆ ครับ”  ชัยพรพูดแววตาจริงจัง

ผมรู้จักชัยพรหลายปีแล้ว

นานหลายปีแล้วที่ผมรู้ว่ามีคนในป่าจำนวนมากพยายามปกป้องชีวิตสัตว์ป่า โดยเอาชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน

ในช่วงฝนฝูงกระทิงจะวนเวียนอยู่แถวบริเวณที่มีหญ้าเขียวๆ

โดยปกติในหน่วยจะเงียบๆ คนส่วนใหญ่ออกลาดตระเวน เหลือเฝ้าหน่วย 2 คน

แต่วันนี้หน่วยคึกคัก ทีมสำรวจประชากรเสือโคร่งโดยใช้กล้องดักถ่ายจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำออกจากป่ามาพักที่นี่หลายวัน

กลางคืนอุณหภูมิลดต่ำเหลือไม่ถึง 10 องศาเซลเซียส

“ลำปางหนาวมาก แต่ที่นี่หนาวกว่าว่ะ” ชัยพรคนลำปางพูดประโยคนี้บ่อยๆ

กองไฟข้างครัวริมห้วยไม่เคยดับ ชายหนุ่มหลายคนนั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ข้างกองไฟ กลิ่นยาเส้นมวนด้วยใบกระโดนลอยคลุ้ง เสียงน้ำไหลเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ชายหนุ่มผิวขาวยกกาน้ำดำๆ รินน้ำสีแดงใส่กระบอกไม่ไผ่ยื่นให้ผม

“น้าชูต้มไม้ฝางครับ บอกว่าแก้เมื่อย”

“ขอบคุณครับ” ผมรับไว้ จอกไม้ไผ่อุ่นในมือ

จิ๊บ วัย 24 ปี จบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดแพร่ เขาร่วมทีมมากับชุดสำรวจประชากรเสือโคร่งอยู่ในป่าเกือบ 2 เดือนแล้ว

“หนาวนะครับ”  เขาพูดเบาๆ

เมื่อวานเขาเล่าให้ฟังว่า ก่อนเข้าป่าเขาตัดสินใจบอกเลิกกับหญิงสาวคนรัก เพราะพ่อแม่ผู้หญิงไม่ชอบเขา

“พวกเขาว่าฐานะผมไม่ดีครับ กลัวลูกสาวจะลำบาก อยากให้แต่งงานกับคนมีฐานะ”

“มีแบบนี้จริงๆ เหรอ นึกว่ามีแต่ในละคร” ผมแหย่

เขายิ้มแห้งๆ “ผมยอมเลิกครับ ถ้าแฟนจะสบาย ผมยอม”

ข้างกองไฟ เรานั่งเงียบๆ ดวงจันทร์ครึ่งดวงส่องแสงนวล งดงามเกินกว่าจะกล้าเงยหน้าขึ้นมอง เปลวไฟไหววูบวาบ อุณหภูมิ 9 – 10 องศา อยู่ข้างกองไฟไม่หนาวนัก ผมมองข้ามกองไฟไปที่ชายหนุ่มผู้อยู่ในป่ามาเกือบ 2 เดือน อยู่เพื่อทำงานให้คนได้รับรู้ว่าทำไมต้องมีเสือ

เราไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังอีก ข้างกองไฟอุ่น แต่ผมรับรู้ได้ว่าในความรู้สึกของชายหนุ่มที่นั่งอยู่เบื้องหน้า ‘ลูกไม้แดง’ ณ เวลานี้ ‘หนาวมาก’ เพียงไร…

Writer & Photographer

Avatar

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

ช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกต่างตื่นตะลึงกับภาพภาพหนึ่งในโลกโซเชียล เมื่อได้เห็นภาพของเสือดาวหิมะตัวหนึ่งเดินลุยหิมะ และมีฉากหลังเป็นยอดเขาสูงชันที่ขาวโพลนไปด้วยหิมะ ของช่างภาพหญิงคนหนึ่งที่เธอเขียนเล่าประสบการณ์อันยากลำบากว่า ต้องเดินฝ่าหิมะไปนับร้อยกิโลเมตรกว่าจะได้ภาพนี้มา

ผ่านไปไม่ถึงเดือน Alpine International ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ใหญ่เกี่ยวกับการปีนเขาจากฝรั่งเศส ได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งที่กล่าวถึงภาพที่กลายเป็นไวรัลแชร์กันไปทั่วโลกนี้ว่า ภาพนี้ไม่ใช่ของจริง มีการสัมภาษณ์ช่างภาพธรรมชาติที่มีชื่อเสียงหลายคนซึ่งมีประสบการณ์ในการเดินทางบันทึกภาพเสือดาวหิมะ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คน และขอภาพจากไฟล์ต้นฉบับจากเจ้าตัวเพื่อมายืนยัน (แต่เจ้าตัวไม่ได้ส่งไฟล์ต้นฉบับมาให้)

ผลสรุปที่ค่อนข้างจะออกมาตรงกันก็คือ ภาพที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นกันไปทั่วโลกนั้นอาจไม่ใช่ภาพจริงที่บันทึกภาพมา แต่อาจเป็นการตัดต่อนำหลาย ๆ ภาพของหลาย ๆ คนมาประกอบกัน ช่างภาพสัตว์ป่าหลายคนออกมาบอกว่า แม้ว่าเสือดาวหิมะจะได้ชื่อว่า เสือดาวหิมะ แต่มันมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เป็นหิน ไม่มีหิมะปกคลุมมากเท่าไร ในพื้นที่ระดับต่ำลงมาจากยอดเขา เพราะว่าถ้ามันขึ้นไปอยู่สูงขนาดนั้น จะไม่มีเหยื่อให้ล่าเป็นอาหาร การที่มันจะขึ้นไปปรากฏตัวในบริเวณใกล้ยอดเขาจึงดูไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไร ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการถ่ายภาพ Landscape ออกมาบอกว่า ยอดเขาในภาพนั้นมีการตัดต่อยอดด้านข้าง ๆ ออกไปและนำไปแปะกับภาพอื่น

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ภาพชุดนี้ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพหลายรายการ และทำรายได้จากการขาย Original Print ไปไม่น้อย คำถามที่เกิดขึ้นก็มาจากหลายสำนัก บางกลุ่มก็จะบอกว่าแล้วไง ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็แต่งภาพกันทั้งนั้น ในขณะที่บางสำนักออกมายืนยันถึงสัจจะของภาพถ่าย โดยเฉพาะคุณค่าในการบันทึกภาพของภาพ Wildlife ที่ไม่ต่างไปจากในแวดวง Journalist และคำถามบางส่วนยังนำไปถึงว่า เธอคนนั้นที่เป็นช่างภาพสัตว์ป่านั้น มีตัวตนจริง ๆ อยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือเป็นแค่ภาพที่อวตารมาในโลกโซเชียล ซึ่งอาจจะเป็นเพียงตัวตนใน Metaverse เมื่อมีผู้ค้นพบว่าแม้กระทั่งภาพ Profile ก็ยังมีการตัดต่อภาพเข้าไปกับฉากหลังของเทือกเขาหิมะ…

แน่นอนที่สุดว่าการถ่ายภาพนั้นได้นำไปปรับใช้ในหลาย ๆ วงการ ไม่เพียงเฉพาะในแง่มุมของศิลปะหรือการประกวดภาพเพียงอย่างเดียว จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจชัดเจนมากขึ้นถึงคุณค่าของภาพถ่ายในเชิง Natural History หรือภาพถ่าย Wildlife กับการถ่ายภาพในเชิงศิลปะ ว่าสิ่งที่แตกต่างกันในเชิงคุณค่าของภาพแต่ละภาพนั้นก็คือ Document ที่ภาพนั้นได้บันทึกมา ไม่ใช่แค่ประเด็นความงามที่เกิดขึ้นมาจากการแต่งแต้มเอาอะไรเข้าไปมากมาย เพียงเพื่อจัดให้เกิดเป็นองค์ประกอบภาพที่ลงตัวมากที่สุดเท่านั้น

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของวาฬเพชรฆาต หรือ Killer Whale (Orcinus Orca) ภาพนี้เป็นภาพที่ไม่คม ไม่ชัด และไม่สวย เพราะข้อจำกัดของอุปกรณ์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ซึ่งต้องใช้ฟิล์มบันทึกภาพ แต่เป็นภาพที่มีคุณค่าในเชิง Document ชิ้นหนึ่ง เพราะผมบันทึกภาพมาจากบริเวณนอกกองหินริเชลิว ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพวาฬชนิดนี้จากใต้น้ำครั้งแรกในประเทศไทย ราว ๆ พ.ศ. 2540 วาฬเพชรฆาตในกลุ่มนี้ไม่ได้พลัดหลงมา แต่เป็นกลุ่มที่เดินทางร่อนเร่อยู่ในทะเลเปิด มีสถิติการพบเห็นในน่านน้ำเขตร้อนอยู่เสมอ ทั้งในมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ราว 4 – 5 ปีถึงจะมีรายงานพบเห็นเข้ามาในน่านน้ำไทยสักครั้ง

เรื่องราวของสัจจะในภาพถ่ายก็เป็นที่ถกเถียงกันมาเนิ่นนานว่า อะไรคือจริงหรือลวง และเราปรับแต่งแก้ไขภาพถ่ายได้แค่ไหน แน่นอนที่สุด ในยุคสมัยที่ช่างภาพแทบทุกคนในโลก รวมถึงผู้คนที่ถ่ายภาพจากกล้องดิจิทัลหรือโทรศัพท์มือถือในยุคปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมอยากให้ภาพของตนนั้นดูโดดเด่นขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้น ในโลกที่ถูกจำกัดการมองเห็นได้ในชั่วพริบตา ก่อนที่เราจะสไลด์ภาพผ่านจอมือถือไป

ภาพที่ดูโดดเด่นน่าสนใจมักจะได้นิ้วโป้งสีฟ้าหรือหัวใจสีแดง และถูกแชร์ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดของระบบอัลกอริทึมอย่างท่วมท้นในเวลาเพียงไม่กี่วัน อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของช่างภาพหรือคนคนหนึ่งไปชั่วเวลาเพียงข้ามคืน รายได้ต่าง ๆ รวมทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์มากมายที่จะกลับคืนมาสู่เจ้าตัวนั้นอาจมากมายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรื่องของสัจจะในภาพถ่ายจึงเป็นเรื่องที่หลาย คนตั้งใจมองข้ามไป จนกระทั่งมีคนจับโป๊ะได้ว่าภาพที่เห็นนั้นแทบไม่มีความจริงอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังเลย

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

ภาพของฉลามเสือดาวหรือ Zebra Shark (Stegostoma tigrinum) ขณะกำลังจับคู่เพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ ในห้วงของความลึกในบริเวณกองหินนอกเกาะตาชัย ผมบันทึกมาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน นั่นเป็นหนึ่งในช่วงเวลาพิเศษของธรรมชาติที่เราต้องใช้เวลาและโอกาสให้ไปอยู่ตรงนั้นถูกที่ ถูกเวลา เราจะได้เห็นและสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในชั่วพริบตา และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ เรากะเกณฑ์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ใดและเวลาไหน

ในยุคสมัยของกล้องฟิล์ม ช่างภาพส่วนใหญ่ถ่ายภาพด้วยฟิล์มสไลด์ ภาพส่วนใหญ่นั้นจบลงที่การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าในขณะนั้น ก่อนฟิล์มจะถูกส่งไปล้างที่แล็บ และปรากฏให้เห็นเป็นภาพสไลด์ขึ้นมา ต้องใช้ทักษะและการเรียนรู้ในเบื้องต้นในการควบคุมกล้องในระดับหนึ่ง เพราะว่าฟิล์มสไลด์หรือ Color Reversal Film นั้นเป็นฟิล์มที่มี Lattitude ค่อนข้างแคบ และบันทึกภาพออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมา สัมพันธ์กับการตั้งค่าในการเปิดรับแสงของช่างภาพคนนั้น 

ภาพที่ออกมา ไม่ว่าจะมืดเกินไป สว่างเกินไป บันทึกมาอย่างไรก็ได้ภาพเช่นนั้น การปรับแต่งภาพในฟิล์มสไลด์เรียกว่าแทบทำไม่ได้เลย นอกจากการสแกนจากฟิล์มสไลด์ให้มาเป็นไฟล์ดิจิทัลก่อนปรับแต่งภาพ หรือในยุคก่อนที่จะมีสแกนเนอร์ มีกรรมวิธีวุ่นวายไม่เหมือนกับฟิล์มเนกาตีฟสีหรือขาวดำที่ควบคุมหลาย ๆ อย่างในขั้นตอนการอัดภาพในห้องมืดได้ 

และที่สำคัญคือ เรายังมีภาพต้นฉบับไว้เพื่อยืนยันถึงสิ่งที่บันทึกมา ฟิล์มสไลด์สีจึงเป็นอุปกรณ์ที่ในวงการสำนักข่าวและนิตยสารใช้มาอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุค 60 มาจนถึงต้นยุค 2000 ก่อนถูกแทนที่ด้วยระบบกล้องดิจิทัล

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

สิงโตทะเลกาลาปากอสในขณว่ายแหวกเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงปลา Selemas Porgy นับพันนับหมื่นตัว ผมบันทึกภาพมาจากเกาะกาลาปากอสในปี 2006 แม้ว่าจะเดินทางกลับไปกาลาปากอสอีก 2 – 3 ครั้ง แต่ผมก็ไม่ได้พบเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้อีกเลย

การเปลี่ยนอุปกรณ์จากกล้องฟิล์มมาเป็นกล้องดิจิทัล ไม่ใช่เหตุผลหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้สัจจะของภาพนั้นเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยบางอย่างมีส่วนช่วยเร่งให้การรับรู้ของเราเปลี่ยนแปลงค่านิยมบางอย่างไปเช่นกัน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้อย่างหนึ่งก็คือ ภาพจากกล้องดิจิทัลแทบทุกภาพต้องผ่านกระบวนการ ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ และต้องปรับแต่งภาพเพื่อชดเชยข้อด้อยบางอย่าง กล้องดิจิทัลในยุคแรกยังมีข้อจำกัดบางประการที่ยังบันทึกภาพมาได้ไม่ดีนัก และเมื่อศาสตร์ของการแก้ไขข้อบกพร่องในการบันทึกภาพนั้นพัฒนาขึ้น ก็กลายเป็นอีกศาสตร์ที่ง่ายต่อการบิดเบือนสัจจะในภาพถ่าย 

ภาพบางภาพ เราดูแล้วเหมือนมีพระอาทิตย์อยู่มากกว่าหนึ่งดวงบนโลก ภาพของดารา นางแบบ ในหน้าปกนิตยสารที่ปรับแต่งรีทัชเพื่อให้ดูสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ กลายมาเป็นบรรทัดฐานของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการแต่งภาพหน้าใสในโทรศัพท์มือถือ และกลายมาเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบันทึกภาพของใน Metaverse ทุกวันนี้ เราต่างรับรู้ว่าไม่มีอะไรจริงแท้ในภาพถ่าย 

คำว่าสวยหน้าสดนั้นดูเหมือนไม่มีอยู่จริง คำว่าเผลอ ๆ เป็นแค่ท่าหนึ่งในการโพสท่า และแคนดิดนั้นบางทีก็ถ่ายมาด้วยตากล้องมืออาชีพที่จ้างให้เดินตามถ่ายอย่างจงใจ เมื่อแทบทุกคนบนโลกนี้รู้สึกว่าตนเองเป็นดารา อยู่บนจอเล็ก ๆ ที่มีแชนแนลของตนเองอย่างเท่าเทียมกัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่า ไม่ใช่เรื่องการปรับแต่งภาพโดยใช้แอปฯ หรือโปรแกรมต่าง ๆ หากคือความจริงที่เลื่อนไหลไปตามบรรทัดฐานของสังคมมากกว่า แน่นอนที่สุดในยุคสมัยฟิล์มก็มีเหตุการณ์หลาย อย่างที่เคยอุบัติขึ้นมาจากการบิดเบือนปรับแต่งภาพโดยใช้ภาพถ่าย แต่ทุกวันนี้ทุกคนเข้าถึงกระบวนการในการบิดเบือนง่าย ๆ เพียงแค่ 2 คลิกเพียงเท่านั้น

ทุกวันนี้ในวงการข่าว สำนักข่าวต่าง ๆ เริ่มปรับให้ช่างภาพถ่ายภาพโดยใช้ไฟล์ในสกุล Jpeg เพียงอย่างเดียว ห้ามถ่ายภาพต้นฉบับจากไฟล์ Raw แล้วนำมาปรับภาพในโปรแกรม แต่ให้ส่งไฟล์ภาพ Jpeg จากหลังกล้องที่ช่างภาพบันทึกภาพมาโดยตรง เพราะสิ่งที่สำนักข่าวถือเป็นหลักในการทำงานก็คือความรวดเร็วและความเที่ยงตรง อย่างน้อยที่สุดภาพนั้นก็ถูกบันทึกภาพมาแบบนั้นผ่านสายตาของช่างภาพ และบันทึกลงมาในไฟล์ภาพนั้นจริง ๆ

แน่นอนที่สุดในวงการโฆษณา แฟชั่น หรือแม้กระทั่งภาพถ่ายศิลปะนั้น เรื่องของความงาม ความสมบูรณ์แบบ (แม้กระทั่งความไม่สมบูรณ์แบบ) ที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ ช่างภาพ หรือศิลปินต้องการสื่อออกมา ย่อมสำคัญมากไปกว่าข้อเท็จจริงที่บันทึกมา

ในขณะที่งานบางอย่างไม่ว่าจะเป็นงาน Wildlife หรือ Natural History คุณค่าของมันยังคงอยู่ที่ Document ในภาพซึ่งบันทึกมาอย่างตรงไปตรงมา 

ดราม่าการรีทัชภาพสัตว์ป่า คำถามถึงคุณค่าที่แท้จริง ความสมบูรณ์แบบ และการปรับภาพถ่าย

นุ-ภานุพงศ์ นรเศรษฐกมล ช่างภาพใต้น้ำชาวไทยอีกคนที่มีผลงานน่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ขณะกำลัง Free Dive ลงไปเพื่อบันทึกภาพท่ามกลางฝูงปลากระเบนราหูหรือ Manta Ray ในบริเวณอ่าว Hanifaru ในมัลดีฟส์ เขาใช้เวลานับสิบวันเฝ้ารอให้เกิดปรากฏการณ์ที่พิเศษเช่นนี้ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่จะได้บันทึกภาพอันสวยงาม

ปีนี้เป็นปีที่สำคัญปีหนึ่งในแวดวงของ Wildlife Photographer ชาวไทย เมื่อมีเด็กไทย 2 คนได้รับรางวัลชนะเลิศและดีเด่นในประเภทเยาวชน จาก WPY หรือ Wildlife Photographer of the Year จัดขึ้นโดย Natural History Museum ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งนับเป็นการประกวดภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกรายการหนึ่ง ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเป็นเสมือนรางวัลออสการ์ของการถ่ายภาพ Wildlife 

สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าภาพที่งดงาม คือความน่าเชื่อถือในข้อมูลของภาพถ่ายนั้น ๆ กำแพงที่ปิดกั้นช่างภาพชาวเอเชียกับการยอมรับของชนชาติตะวันตกมาเนิ่นนานได้ถูกทำลายลงไปแล้ว ด้วยผลงานจากเด็กไทย 2 คนที่ก้าวข้ามความลังเลและสงสัย ไปสู่การยอมรับในระดับสากลได้

ดราม่าการรีทัชภาพถ่ายสัตว์ป่าที่ได้รางวัลใหญ่ คุณค่าที่แท้จริงของภาพ การแต่งภาพ การเปลี่ยนฟิล์มสไลด์สู่ดิจิทัล

บางทีคุณค่าของการถ่ายภาพ Wildlife อาจไม่จำเป็นต้องเดินทางไปไกลสุดขอบโลกเพื่อบันทึกภาพหรือเรื่องราวที่ไม่เคยมีคนบันทึกภาพมาก่อน หรือสถานที่ที่ผู้คนแห่กันไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ผลลัพธ์ของภาพที่คาดเดาได้ออกมาคล้าย ๆ กัน สถานที่นั้นอาจเป็นแค่บึงน้ำข้างบ้าน และภาพพฤติกรรมของปลาช่อนในขณะเฝ้าดักรอเหยื่ออยู่ใต้กอบัวอันรกร้าง ในพื้นที่ธรรมชาติอันพิสุทธิ์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเราก็ได้ เพราะว่าทุกที่มีเรื่องราวและระบบนิเวศที่น่าสนใจอยู่ทั่วโลก

เมื่อ 30 ปีก่อน ผมกับช่างภาพสัตว์ป่ารุ่นพี่ก็เคยสงสัยและตั้งคำถามว่า ทำไมนิตยสารชั้นนำของโลกอย่าง National Geographic ถึงต้องส่งช่างภาพเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาบันทึกภาพในที่ต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย เพราะว่าช่างภาพในเมืองไทยมีความสามารถไม่พอ หรือว่าประเด็นความน่าเชื่อถือในข้อมูลและความถูกต้องในการบันทึกภาพ อาจจะสำคัญไปกว่าความงามของภาพนั้น ๆ ก็เป็นได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ การถ่ายภาพ Wildlife เริ่มเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน แต่สิ่งที่เราสังเกตเห็นคือในการประกวดภาพของ WPY แทบจะไม่มีผลงานของช่างภาพชาวจีนปรากฏให้เห็น ซึ่งอาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า สำหรับงาน Wildlife และ Natural History นั้น ความน่าเชื่อถือในข้อมูลที่ถูกบันทึกมานั้น อาจสำคัญไปกว่าความงามที่ได้มาจากข้อเท็จจริงอันลางเลือน

Writer & Photographer

Avatar

นัท สุมนเตมีย์

ช่างภาพใต้น้ำมืออาชีพที่เรียกได้ว่าคนแรกๆ ของประเทศไทย เริ่มต้นจากการเป็นช่างภาพและนักเขียนให้กับนิตยสาร อ.ส.ท. และ อีกหลากหลายนิตยสารทั้งในและต่างประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ปัจจุบันนอกเหนือจากการถ่ายภาพแล้ว นัท ยังถ่ายภาพยนต์สารคดีใต้ท้องทะเล และบันทึกภาพทางอากาศให้กับทีมงานสารคดีหลายทีม

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load