21 สิงหาคม 2562
1.63 K


The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ชายหนุ่มผิวคล้ำ ล่ำสัน ผมสั้นเกรียน สัญชาติไทย เชื้อชาติกะเหรี่ยง บ้านอยู่หมู่บ้านยูไนท์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก คนคนนี้มีชื่อว่า จอนวย

เขาเป็นเช่นเดียวกับชายหนุ่มอีกหลายคนในหมู่บ้านยูไนท์ รวมทั้งหมู่บ้านใกล้เคียง ที่สมัครเข้าทำงานร่วมกับคนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเรียกว่า พวกอนุรักษ์

“ตอนนั้นผมต้องการคนเพิ่มสิบคน เลยให้ผู้ช่วยรับสมัครและหาคนมา ผมไม่อยู่หลายวัน ไปประชุมในกรม หลังจากกลับมาผู้ช่วยหาได้แล้วเก้าคน” หัวหน้าเขตเล่าเรื่องจอนวยให้ฟัง

“อีกคน ผู้ช่วยบอกพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงให้กลับไป”

รุ่งเช้าชายหนุ่มผิวคล้ำ ล่ำสัน ที่ผู้ช่วยไม่รับกลับมาเข้าแถวร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย

เขาคือ จอนวย

“มาเข้าแถวทำไม” หัวหน้าถาม

“อยากทำงานครับ” จอนวยตอบ

“ผมเลยใช้สิทธิ์หัวหน้ารับเขาเข้าทำงาน” หัวหน้าเล่าขำๆ

หัวหน้าและทุกคนเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก

“จอนวยทำให้คนอื่นๆ ที่ทำงานปกติดูขี้เกียจไปเลยครับ” หัวหน้าบอก

จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกมีพื้นที่ป่าอันเหมาะสมแก่การเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า รวมทั้งการดูแลจัดการพื้นที่ อย่างดี ช้างได้มีโอกาสดำเนินชีวิตไปตามวิถี

วันแรกที่ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก จอนวยลุกขึ้นมาถางหญ้าตั้งแต่ตี 3

จอนวยได้รับคำสั่งให้มาอยู่ร่วมกับทีมลาดตระเวนของหน่วยพิทักษ์ป่าที่มีชื่อว่า ‘กะแง่สอด’ ที่นี่เป็นหน่วยที่อยู่ห่างไกล เข้าถึงลำบาก แต่เรียกได้ว่าเจริญ สะดวกสบาย ภายในหน่วยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จานรับสัญญาณโทรทัศน์ น้ำประปาภูเขา รวมทั้งโทรศัพท์ชนิดใช้บัตร

“เราจะช่วยให้หน่วยไกลๆ ที่เข้าถึงยากอยู่แบบสบายๆ หน่อยครับ เพราะพวกเขาเข้าไปอยู่ครั้งละนานๆ เป็นเดือน พอมีงบเราจะทำอะไรๆ ให้หน่วยไกลๆ ก่อน ใครอยากอยู่สบายก็ต้องไปอยู่ไกลๆ” นโยบายหัวหน้าเขตชัดเจน

พื้นที่รอบๆ หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอดเป็นพื้นที่ค่อนข้างล่อแหลม มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก มีโอกาสที่คนล่าสัตว์มืออาชีพจะลักลอบเข้ามาล่าสัตว์สูง โดยเฉพาะกระทิงและเสือโคร่ง กะแง่สอดจึงมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน 2 ชุด พวกเขาเรียกกันขำๆ ว่า ชุดคนแก่ และชุดพลังหนุ่ม ชุดพลังหนุ่มมีอีกชื่อที่คนเรียกติดปากว่า ชุดม้าศึก ในปีที่ผ่านมา ชุดม้าศึกเดินลาดตระเวนรวมระยะทางได้ 1,600 กิโลเมตร

ผมรู้จักจอนวยมากยิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสเดินป่าร่วมกับชุดม้าศึก เขาอาสาแบกเป้ อุปกรณ์ ขาตั้ง เดินประกบใกล้ๆ สายตาและคอยมองอย่างเป็นห่วง เมื่อถึงที่ตั้งแคมป์ เขาช่วยหาที่ผูกเปลกางฟลายชีต เสร็จแล้วเขารีบไปช่วยเพื่อนๆ หาฟืน ก่อไฟ หุงข้าว

จอนวยคล้ายเป็นคู่หูคนใหม่

ในช่วงหน้าหนาวผมชวนเขาผูกเปลนอนใกล้ๆ เพราะจอนวยไม่ค่อยนอน แต่จะลุกขึ้นเติมฟืนในกองไฟตลอด

“ไปต่อๆ” เสียงจอนวยบอกทุกคนที่กำลังพักเหนื่อยให้ลุกขึ้นเดินต่อ

“สักครู่ก็ถึง” เขาติดคำว่าสักครู่

สักครู่ของเขา ผมรู้ว่าใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งวัน

“จอนวยเป็นคนอยู่ไม่นิ่งครับ” อุไร หัวหน้าชุด พูดถึงลูกน้อง

“อยู่หน่วยนั่งดูทีวีได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องลุกเดินไปไหนๆ แล้วกลับมาสักแป๊บก็ลุกไปอีก” เรื่องสนุกของเพื่อนๆ คือจับตัวจอนวยไว้ให้อยู่กับที่นานๆ แต่ถ้าเผลอเขาจะลุกหนีทันที

จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
ฝูงกระทิงกับหญ้าระบัดในทุ่งที่เคยเป็นไร่

ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกมีคนแบบจอนวยอีกมากที่เกิด เติบโตในป่า เลือกและรักที่จะทำงานในป่า ขยัน เอาจริง มีทักษะการใช้ชีวิตในป่าซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

“จอนวยมาอยู่ในป่านานๆ ไม่คิดถึงมะหน่อเหรอ” ผมถือโอกาสตอนจอนวยนั่งข้างกองไฟ รีบถามก่อนเขาจะลุกไป

มะหน่อ คือหญิงสาว

“ไม่มีแฟนครับ” จอนวยยิ้มอายๆ

“กลัวถูกทิ้งครับ” อุไรพูดแทน

หลายเรื่องราวที่คนในป่าไม่เคยหวาดหวั่น เว้นเสียแต่เรื่องนี้

“สักครู่คงมีครับ” จอนวยพูดบ้าง

กองไฟส่องแสงวับแวม สายลมพัดแรง ลูกไฟแตกกระจาย อุณหภูมิลดต่ำ คืนแรม 12 ค่ำ ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ผมมองข้ามกองไฟไปที่จอนวย

“เมื่อเลือกทำงานที่รักย่อมต้องห่างไกลจากสิ่งที่รัก” ผมพูดประโยคนี้เบาๆ ไม่แน่ใจนักว่าจอนวยจะได้ยิน

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

เมื่อไหร่ที่อากาศเริ่มเย็นลง ภาพภูเขาก็จะปรากฏขึ้นมาในหัวเราทันที น่าจะเป็นนิสัยของคนเมืองร้อนที่อยากไปสัมผัสความหนาวเย็นบนเขา เพื่อหนีออกจากตึกสูงและไอร้อนที่ล้อมตัวอยู่ทุกวัน

2 ปีที่แล้ว ต้นเดือนเมษายนไม่มีอากาศเย็นวูบมาจากทางเหนือ แต่อากาศบนเขาใหญ่ก็ยังเย็นกว่าอากาศในเมือง ไม่ได้เย็นขนาดเรียกว่าหนาว แต่เย็นสบายกว่ามาก เราขับรถขึ้นเขาไปตั้งแต่ก่อนสว่าง หน้าต่างรถเปิดกว้างทุกบาน เสียงต่าง ๆ ของป่าผ่านเข้ามาทางหน้าต่างรถที่เปิดอยู่ 

เต้ย ไกด์เขาใหญ่และช่างภาพสัตว์ป่าฝีมือดี มักอธิบายเสียงที่ได้ยินให้เราฟังเวลานั่งรถไปด้วยกัน

“เสียงชะนีมือขาว ครอบครัวนี้เพิ่งมีลูกใหม่ พี่จำได้มั้ย เราเคยถ่ายมันข้ามถนนตรงโค้งข้างหน้า”
“เสียงชะนีมงกุฎ แต่ฝูงนี้ค่อนข้างตื่นคน ไม่ค่อยยอมให้เข้าใกล้”

“เสียงนกกก น่าจะเป็นตัวที่ทำโพรงตรงข้างถนน ถ้าเราไปจอดรอตรงจุดข้างหน้า น่าจะดักถ่ายมันบินได้พอดี”

ถ้าไม่ได้รู้จักกัน คงคิดว่าเต้ยพูดเล่นเพื่อให้การเข้าป่าสนุกสนาน แต่เต้ยหมายความตามที่พูดจริง ๆ ทุกครั้ง

หลังจากที่นกเงือกจับคู่แล้ว ตัวเมียจะเข้าโพรงรัง และปิดปากโพรงให้เหลือเพียงช่องเล็ก ๆ กว้างแค่เอาจะงอยปากผ่านได้ นกเงือกตัวเมียรอการส่งอาหารจากตัวผู้ทุกวัน วันหนึ่งตกประมาณ 10 กว่ารอบ ที่น่าประหลาดใจคือ นกเงือกเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร เส้นทางที่บินเข้ารังมักเป็นเส้นทางเดิม ๆ และรอบแรกของการส่งอาหารให้ตัวเมียในโพรงก็มักเป็นเวลาเดิม ๆ

7 โมงครึ่งคือเวลาเป้าหมายที่เต้ยสังเกตและบอกเรามา โพรงที่เราเฝ้าในวันนี้เป็นของนกกก นกเงือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดานกเงือกของไทย

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

7 โมงครึ่งเป๊ะ เสียงกระพือปีกดังมาก่อนจะได้เห็นตัว นกกกตัวใหญ่บินเข้ามาเกาะที่กิ่งพักก่อนเข้าป้อนที่โพรง โชคดีว่านกกกครอบครัวนี้ค่อนข้างคุ้นกับคน และใช้โพรงนี้เป็นรังต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว ทำให้เรามีโอกาสดูนกขนาดใหญ่ในระยะใกล้ และได้เห็นพฤติกรรมอย่างชัดเจน 



พ่อนกกกค่อย ๆ ขย้อนอาหารหลายอย่างออกจากคอ ทยอยส่งเข้าไปให้แม่นกทีละชิ้น คนดูจากด้านล่างก็เดาไปทีละก้อนว่าสิ่งนั้นคืออะไร บางรอบเป็นลูกไม้สุก บางรอบเป็นตะขาบตัวยาว บางรอบเป็นกิ้งก่าตัวเล็ก ช่วงเวลาในการกกไข่แต่ละช่วง พ่อนกจะส่งอาหารต่างกัน ช่วงแรกที่ต้องปิดโพรง พ่อนกจะป้อนแต่ลูกไทรสุก เพื่อให้แม่นกเอามูลมาเป็นวัสดุปิดโพรงและรองรัง ในช่วงต่อมาที่เริ่มมีลูกนกแล้ว อาหารจะเปลี่ยนเป็นเหยื่อที่ให้โปรตีนมากขึ้น

พ่อนกกกป้อนอาหารที่เก็บมาจนหมดก็บินออกไปหาอาหารรอบใหม่ เรารีบเก็บของแล้วย้ายไปนั่งรอนกเงือกอีกชนิดที่อีกจุด ตรงนี้เป็นโพรงของนกเงือกกรามช้าง ซึ่งมีความระแวงมากกว่า เราจึงต้องมองหามุมที่ทำให้มันสบายใจ ไม่ใกล้จนเกินไป ไม่เปิดตัวให้เห็นจากมุมโล่ง 

เรามุดลอดพุ่มไม้ทึบ ก้มมองหาช่องว่างระหว่างใบไม้ที่มองเห็นปากโพรง หลังจากเซ็ตกล้องเสร็จด้วยความรวดเร็ว ก็เป็นการนั่งรอในความเงียบ พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่รบกวนพื้นที่ส่วนตัวของนกเงือก

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

พ่อนกเงือกกรามช้างบินเข้ามาตอน 8 โมง 35 นาที ผิดจากเวลาที่บอกกันมาแค่ 5 นาที มันดูระวังตัวมากกว่านกกกเมื่อเช้า เอียงคอมองมาทางพวกเราที่นั่งแอบอยู่บ่อย ๆ ถึงแม้พวกเราจะแอบตัวอยู่มิดในพุ่มไม้ และแทบจะไม่ขยับตัวก็ตาม แต่มันก็รับรู้การมีอยู่ของเราได้ดีกว่าที่เรารับรู้การมีอยู่ของพวกมัน

2 ปีผ่านไป เช้านี้เรานั่งแอบรอดูนกเงือกป้อนอาหารที่โพรงอยู่ใต้พุ่มไม้อีกที่หนึ่ง ถึงแม้จะเป็นคนละโพรงกัน แต่ความตรงเวลาของพวกมันยังเหมือนเดิม

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

วันนี้ พี่เอ ไกด์และช่างภาพสัตว์ป่าอีกคนที่คุ้นเคยกันดี โทรหาตอนที่เราออกจากการดูนกเงือกว่า มีชะนีมงกุฎนั่งกินลูกไม้ในระดับต่ำ ให้รีบขับรถตามมา จุดหมายที่พี่เอบอกห่างออกไปจากจุดที่เราอยู่เกือบ 30 นาที ระยะทางสองจุดนี้ไม่ได้ไกล แต่ว่าเส้นทางบนเขานี้ เราขับรถเร็วไม่ได้ ถนนที่นี่ไม่ได้มีแต่มนุษย์ที่ใช้งาน

หลายครั้งที่เราขับรถผ่านถนนบนเขา แล้วมีสัตว์ป่าวิ่ง กระโดด หรือบินผ่านหน้ารถ ส่วนใหญ่เป็นสัตว์เล็ก ๆ อย่างไก่หรือกระรอก แต่ก็มีบางครั้งที่เป็นสัตว์ใหญ่อย่างกวางเช่นกัน ถนนตัดผ่านเขาใหญ่เป็นเส้นทางที่หลายคนใช้เป็นทางลัดข้ามเมือง รถหลายคันวิ่งผ่านพื้นที่นี้เพียงเพื่อผ่านไปยังจุดหมายอื่น พวกเขาคงไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงได้ขับช้าเหลือเกิน ถึงแม้จะมีขีดจำกัดความเร็วบังคับอยู่ แต่เราก็เห็นรถที่พุ่งแซงไปด้วยความเร็วเกินลิมิตนั้นบ่อยครั้ง

เราขับรถไปตามทางเรื่อย ๆ แอบคิดอยู่ในใจว่าคงไม่ได้เห็นชะนีมงกุฎแล้วแน่ ๆ แต่ปรากฏว่าดวงชะนีอุปถัมภ์ของเรายังคงแข็งแรงดีอยู่ เต้ยชอบพูดเล่นกับเราบ่อย ๆ ว่า เราเป็นคนดวงชะนีอุปถัมภ์ เพราะทุกครั้งที่ขึ้นเขา มักได้เจอชะนีแบบใกล้ ๆ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เรานั่งเฝ้ารอดูนกเงือกสีน้ำตาลเข้าป้อนอาหารที่รัง ชะนีมือขาวครอบครัวหนึ่งก็มาเกาะห้อยโหนเล่นกันบนกิ่งไม้เหนือหัวจุดที่เรานั่งอยู่ อยู่ด้วยกันนานกระทั่งชะนีปล่อยฉี่ตกห่างจากจุดที่เรานั่งไปเพียงไม่กี่เมตร

ชะนีมงกุฎมีสีขนบริเวณหน้า แตกต่างจากชะนีมือขาวชัดเจน ตัวผู้เต็มวัยมีสีดำทั่วตัว ยกเว้นส่วนรอบหน้า คิ้ว มือ เท้า และถุงอันฑะ พอขับไปถึง เราจอดรถแอบไว้ริมถนนเส้นหลัก ในจุดที่จะไม่รบกวนคนอื่นที่ใช้เส้นทาง

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

ตามธรรมชาติชะนีจะไม่ลงจากต้นไม้นอกจากจำเป็นจริง ๆ อากัปกิริยาของพวกมันที่อยู่บนยอดไม้จึงน่าสนใจมาก ท่าทางพักผ่อนหย่อนใจหลายท่าดูเป็นท่ายากเมื่อมองจากมุมมองของมนุษย์ เรามองไม่เห็นความสบายในท่าเหล่านั้นเลยสักนิดเดียว พวกมันขยับจากกิ่งนี้โยนตัวไปอีกกิ่งหนึ่ง แล้วก็เอื้อมมือไปที่ลูกไม้สุก ไต่เลาะไปตามพุ่มไม้ริมถนน เราก็เดินตามพวกมันเป็นเส้นขนานกันตามไป

รถหลายคันวิ่งผ่านไปมา บางคันชะลอถามว่าเรายืนดูอะไร คนในรถบางคันเห็นตัวชะนีก่อนที่เราจะชี้ให้ดูเสียอีก ในขณะที่รถบางคันไม่ได้สนใจเลยว่ามีอะไรอยู่ข้างทาง

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

การดูสัตว์บนเขาใหญ่ บ่อยครั้งเป็นการพบเจอจากข้างถนนสายหลัก บรรดาช่างภาพและนักดูสัตว์ป่าทั้งหลายจะขับรถวนไปตามถนนลาดยางเส้นต่าง ๆ อย่างช้า ๆ เพื่อฟัง ดู และมองหาร่องรอยที่สัตว์ป่าทิ้งไว้

เส้นทางขึ้นยอดเขาเขียวมีถนนช่วงหนึ่งตัดผ่านทุ่งราบสองข้าง ดูเผิน ๆ ก็เหมือนทุ่งหญ้ารกร้างทั่วไป แต่ขอบดินข้างถนนลาดยางมีรอยเท้ากระทิงขนาดใหญ่มากมาย บางรอยสดใหม่ แสดงให้เห็นว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ กระทิงเป็นสัตว์ที่หากินเวลากลางคืน ช่วงเวลากลางวันที่คนเราใช้งานเส้นทางจึงไม่ค่อยพบพวกมัน เราจึงลืมไปว่าพื้นที่นี้มีสัตว์ป่าจริง ๆ อาศัยอยู่

อ่างเก็บน้ำสายศรเป็นพื้นที่ที่เราตั้งชื่อเล่นให้ว่าอ่างเวดดิ้ง ยามเย็นในวันที่อากาศดี เราจะพบเห็นคู่รักขึ้นมาถ่ายรูปพรีเวดดิ้งหลายคู่ ที่อ่างเก็บน้ำเดียวกันนี้ เราเคยลงไปนั่งริมน้ำเพื่อตามถ่ายฝูงนากไล่จับปลา พวกมันปราดเปรียว ไล่ต้อนปลาทางโน้นทีทางนี้ทีจนน้ำสาดกระจาย นากไม่ได้ออกมาที่อ่างเก็บน้ำนี้ทุกวัน คู่รักหลายคู่ที่มาถ่ายรูปคงไม่เคยเห็นสัตว์ป่าของเขาใหญ่เสียด้วยซ้ำ หลายคนมองหาแต่ธรรมชาติที่เหมาะจะเป็นพื้นหลังของภาพถ่ายเท่านั้น

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

ช่วงบ่ายวันนี้เรานั่งแอบอยู่ในบังไพร เพื่อรอหมาในลงมากินซากกวางที่มันเพิ่งล่าได้เมื่อคืน เส้นทางที่หมาในจะมาถึงซากต้องเดินเลียบอ่างน้ำมา ในเส้นทางมีทุ่งหญ้าเล็ก ๆ ริมน้ำอยู่หนึ่งจุด ยามเย็นที่อุณหภูมิกำลังเริ่มเย็นสบาย นักท่องเที่ยวครอบครัวหนึ่งใช้ทุ่งเล็ก ๆ นี้เป็นจุดกางเสื่อปิกนิกริมน้ำ การรอของเราในวันนี้สิ้นสุดลงทันทีที่ครอบครัวนั้นเริ่มกางเสื่อนั่งลง ไม่มีหมาในตัวไหนจะยอมเสี่ยงวิ่งผ่านเส้นทางที่มีคนนั่งอยู่เป็นแน่

ทริปขับรถเที่ยวเขาใหญ่แบบตั้งใจเปิดประสาทสัมผัส จนเจอนกเงือก ชะนีมงกุฎ นาก และหมาใน

นักท่องเที่ยวไม่ผิดในการใช้พื้นที่ พวกเขามองไม่เห็นซากกวางที่ซ่อนอยู่ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่งขวางเส้นทางของหมาใน สัตว์ป่าส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายหลบเลี่ยงมนุษย์ เป็นเส้นขนานที่ไม่ค่อยจะตัดกัน แต่ทุกจุดตัดมักทำให้เราได้แอบเห็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตจริงในธรรมชาติ

เต้ยส่งข้อความมาบอกเราว่า มีช้างป่าออกมาที่ถนนทางไปด่านปราจีน ช้างป่าของเขาใหญ่ก็ใช้ถนนลาดยางของคนเรา ในขณะที่กำลังขับรถไปตามจุดที่เต้ยบอก เรากดปุ่มลดหน้าต่างข้างตัวลง ปล่อยให้ธรรมชาติไหลเข้ามาปนในตัวรถ เปิดรอจุดตัดใหม่ที่จะผ่านเข้ามา

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบทความนี้ บันทึกไว้ในระหว่างที่เราเข้าป่าเพื่อถ่ายทำสารคดีสั้น ‘A day in the forest’ เพื่อเล่าเรื่องราวชีวิตสัตว์ป่าที่เกิดขึ้นในหนึ่งวัน

ถ้าหากอยากเห็นเขาใหญ่ในแบบที่มีชีวิตสัตว์ป่า สามารถติดต่อไกด์เต้ยหรือไกด์เอ สำหรับการเยี่ยมชมเขาใหญ่แบบไม่ธรรมดา

นอกจากนี้ ยังรับชมเบื้องหลังการถ่ายทำสารคดี A day in the forest ได้ที่นี่

Writer & Photographer

ชุตินันท์ โมรา

ช่างภาพ/วิดีโอใต้น้ำมือรางวัลระดับเอเชีย ที่เห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำทั้งในและนอกประเทศมากว่า 17 ปี ทำหนังสือดำน้ำระดับนานาชาติหลายเล่ม เป็นทีมวิดีโอใต้น้ำและคนเบื้องหลังสารคดีและโฆษณาหลายตัว นอกจากนี้ยังเป็นแอดมินเพจ digitalay

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load