The Cloud X สารคดีสัญชาติไทย

ชายหนุ่มผิวคล้ำ ล่ำสัน ผมสั้นเกรียน สัญชาติไทย เชื้อชาติกะเหรี่ยง บ้านอยู่หมู่บ้านยูไนท์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก คนคนนี้มีชื่อว่า จอนวย

เขาเป็นเช่นเดียวกับชายหนุ่มอีกหลายคนในหมู่บ้านยูไนท์ รวมทั้งหมู่บ้านใกล้เคียง ที่สมัครเข้าทำงานร่วมกับคนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเรียกว่า พวกอนุรักษ์

“ตอนนั้นผมต้องการคนเพิ่มสิบคน เลยให้ผู้ช่วยรับสมัครและหาคนมา ผมไม่อยู่หลายวัน ไปประชุมในกรม หลังจากกลับมาผู้ช่วยหาได้แล้วเก้าคน” หัวหน้าเขตเล่าเรื่องจอนวยให้ฟัง

“อีกคน ผู้ช่วยบอกพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง จึงให้กลับไป”

รุ่งเช้าชายหนุ่มผิวคล้ำ ล่ำสัน ที่ผู้ช่วยไม่รับกลับมาเข้าแถวร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย

เขาคือ จอนวย

“มาเข้าแถวทำไม” หัวหน้าถาม

“อยากทำงานครับ” จอนวยตอบ

“ผมเลยใช้สิทธิ์หัวหน้ารับเขาเข้าทำงาน” หัวหน้าเล่าขำๆ

หัวหน้าและทุกคนเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก

“จอนวยทำให้คนอื่นๆ ที่ทำงานปกติดูขี้เกียจไปเลยครับ” หัวหน้าบอก

จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกมีพื้นที่ป่าอันเหมาะสมแก่การเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า รวมทั้งการดูแลจัดการพื้นที่ อย่างดี ช้างได้มีโอกาสดำเนินชีวิตไปตามวิถี

วันแรกที่ได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก จอนวยลุกขึ้นมาถางหญ้าตั้งแต่ตี 3

จอนวยได้รับคำสั่งให้มาอยู่ร่วมกับทีมลาดตระเวนของหน่วยพิทักษ์ป่าที่มีชื่อว่า ‘กะแง่สอด’ ที่นี่เป็นหน่วยที่อยู่ห่างไกล เข้าถึงลำบาก แต่เรียกได้ว่าเจริญ สะดวกสบาย ภายในหน่วยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จานรับสัญญาณโทรทัศน์ น้ำประปาภูเขา รวมทั้งโทรศัพท์ชนิดใช้บัตร

“เราจะช่วยให้หน่วยไกลๆ ที่เข้าถึงยากอยู่แบบสบายๆ หน่อยครับ เพราะพวกเขาเข้าไปอยู่ครั้งละนานๆ เป็นเดือน พอมีงบเราจะทำอะไรๆ ให้หน่วยไกลๆ ก่อน ใครอยากอยู่สบายก็ต้องไปอยู่ไกลๆ” นโยบายหัวหน้าเขตชัดเจน

พื้นที่รอบๆ หน่วยพิทักษ์ป่ากะแง่สอดเป็นพื้นที่ค่อนข้างล่อแหลม มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มาก มีโอกาสที่คนล่าสัตว์มืออาชีพจะลักลอบเข้ามาล่าสัตว์สูง โดยเฉพาะกระทิงและเสือโคร่ง กะแง่สอดจึงมีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน 2 ชุด พวกเขาเรียกกันขำๆ ว่า ชุดคนแก่ และชุดพลังหนุ่ม ชุดพลังหนุ่มมีอีกชื่อที่คนเรียกติดปากว่า ชุดม้าศึก ในปีที่ผ่านมา ชุดม้าศึกเดินลาดตระเวนรวมระยะทางได้ 1,600 กิโลเมตร

ผมรู้จักจอนวยมากยิ่งขึ้นเมื่อมีโอกาสเดินป่าร่วมกับชุดม้าศึก เขาอาสาแบกเป้ อุปกรณ์ ขาตั้ง เดินประกบใกล้ๆ สายตาและคอยมองอย่างเป็นห่วง เมื่อถึงที่ตั้งแคมป์ เขาช่วยหาที่ผูกเปลกางฟลายชีต เสร็จแล้วเขารีบไปช่วยเพื่อนๆ หาฟืน ก่อไฟ หุงข้าว

จอนวยคล้ายเป็นคู่หูคนใหม่

ในช่วงหน้าหนาวผมชวนเขาผูกเปลนอนใกล้ๆ เพราะจอนวยไม่ค่อยนอน แต่จะลุกขึ้นเติมฟืนในกองไฟตลอด

“ไปต่อๆ” เสียงจอนวยบอกทุกคนที่กำลังพักเหนื่อยให้ลุกขึ้นเดินต่อ

“สักครู่ก็ถึง” เขาติดคำว่าสักครู่

สักครู่ของเขา ผมรู้ว่าใช้เวลาไม่น้อยกว่าครึ่งวัน

“จอนวยเป็นคนอยู่ไม่นิ่งครับ” อุไร หัวหน้าชุด พูดถึงลูกน้อง

“อยู่หน่วยนั่งดูทีวีได้ไม่ถึง 5 นาทีก็ต้องลุกเดินไปไหนๆ แล้วกลับมาสักแป๊บก็ลุกไปอีก” เรื่องสนุกของเพื่อนๆ คือจับตัวจอนวยไว้ให้อยู่กับที่นานๆ แต่ถ้าเผลอเขาจะลุกหนีทันที

จอนวย ผู้พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออกเชื้อชาติกะเหรี่ยงที่เลือกและรักจะทำงานอยู่ใน ทุ่งใหญ่นเรศวร
ฝูงกระทิงกับหญ้าระบัดในทุ่งที่เคยเป็นไร่

ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกมีคนแบบจอนวยอีกมากที่เกิด เติบโตในป่า เลือกและรักที่จะทำงานในป่า ขยัน เอาจริง มีทักษะการใช้ชีวิตในป่าซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ

“จอนวยมาอยู่ในป่านานๆ ไม่คิดถึงมะหน่อเหรอ” ผมถือโอกาสตอนจอนวยนั่งข้างกองไฟ รีบถามก่อนเขาจะลุกไป

มะหน่อ คือหญิงสาว

“ไม่มีแฟนครับ” จอนวยยิ้มอายๆ

“กลัวถูกทิ้งครับ” อุไรพูดแทน

หลายเรื่องราวที่คนในป่าไม่เคยหวาดหวั่น เว้นเสียแต่เรื่องนี้

“สักครู่คงมีครับ” จอนวยพูดบ้าง

กองไฟส่องแสงวับแวม สายลมพัดแรง ลูกไฟแตกกระจาย อุณหภูมิลดต่ำ คืนแรม 12 ค่ำ ดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ผมมองข้ามกองไฟไปที่จอนวย

“เมื่อเลือกทำงานที่รักย่อมต้องห่างไกลจากสิ่งที่รัก” ผมพูดประโยคนี้เบาๆ ไม่แน่ใจนักว่าจอนวยจะได้ยิน

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

Life on Earth

เรื่องราวสรรพชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกับเรา

24 พฤศจิกายน 2565

ต้นเดือนพฤศจิกายน 

ผมนั่งอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าจนพลบค่ำเป็นเวลาหลายวัน ใช้ซุ้มบังไพรแคบ ๆ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งลำห้วย ซึ่งขยายกว้างเพราะสายน้ำหลากรุนแรงในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ฝั่งตรงข้ามเยื้อง ๆ กับซุ้มบังไพร ตลิ่งสูงมีร่องรอยสัตว์ป่าเดินลงลำห้วยเป็นเส้นทางประจำ บริเวณนี้ระดับน้ำไม่ลึกนัก ช้าง วัวแดง รวมทั้งหมูป่า เลือกใช้จุดนี้เป็นที่ข้ามมาอีกฝั่ง 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
หมูป่าตัวผู้เดินข้ามลำห้วย โดยที่หมูป่าฝูงใหญ่เดินข้ามไปก่อนหน้า

ผมใช้เวลาร่วมกับพวกมัน ไม่ได้รับความไว้วางใจนักหรอก ช้างเดินข้ามน้ำเรื่อย ๆ ใช้งวงดูดน้ำส่งเข้าปาก มันชะงักเมื่อเดินถึงกลางลำห้วยเพราะได้กลิ่นผม หยุดเขม้นมองก่อนค่อย ๆ เดินต่อ สายตามองมาทางผมตลอด เช่นเดียวกับฝูงวัวแดงและหมูป่า กลิ่นกายคนสำหรับพวกมันคือสัตว์ผู้ล่าชนิดหนึ่งที่พวกมันไม่เคยวางใจ 

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ช้างเลือกใช้จุดข้ามลำห้วยจุดเดียวกับสัตว์ตัวอื่น ๆ

ดูเหมือนจะมีแต่นกยูงซึ่งคล้ายจะไม่สนใจอะไร นกยูงตัวผู้ในช่วงเวลานี้มีหางยาวสลวย หางยาวเป็นเครื่องมือสำหรับรำแพนอวดความแข็งแรงเพื่อให้ตัวเมียเลือก ขณะตัวเมียนับสิบตัวคล้ายจะไม่สนใจ และเมื่อมีตัวผู้เข้ามามากกว่าหนึ่งตัว การรำแพนประชันจึงเลี่ยงไม่พ้น

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

นกกระเต็นใหญ่ส่งเสียงก้อง มันบินมาเกาะกิ่งไผ่ที่ยาวโค้งลง การหันหลังให้ดวงอาทิตย์ช่วยซ่อนตัวจากปลา หากมองขึ้นมาจะเห็นเพียงเงาดำ เป็น ‘ทริค’ อย่างหนึ่งที่เหล่านกกินปลาใช้ กระนั้นก็เถอะ เช่นเดียวกับสัตว์ผู้ล่าตัวอื่น ๆ ร่างกายที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม รวมทั้งทักษะต่าง ๆ ซึ่งรับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็ใช่ว่าจะทำให้การโผลงจับปลาประสบผลทุกครั้ง

บินขึ้นกลับมา เกาะบนกิ่งไผ่ด้วยปากว่างเปล่า รอเพื่อเริ่มต้นอีกครั้ง

กับเหล่าสัตว์ผู้ล่า ความล้มเหลวของพวกมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครเห็น

การมาถึงที่นี่มีโอกาสได้ ‘เห็น’ ความเป็นไปรอบ ๆ ใช้เวลาไปไม่น้อย หนทางมาถึงไม่ราบเรียบ เพราะมันเป็นเส้นทางที่เราเรียกว่า ‘ทางป่า’

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
ต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นเวลาที่สายลมหนาวเข้าครอบคลุมผืนป่าแล้ว เป็นช่วงเวลาแห่งความรักของนกยูง เหล่าตัวผู้มีหางยาวเป็นเครื่องมือรำแพนเรียกร้องความสนใจจากตัวเมีย

การเดินทางสัญจรบนทางในป่าถึงวันนี้มีเครื่องมือบอกพิกัดอันบอกได้ว่าตอนนี้เราอยู่ที่ใด รวมทั้งบอกระยะทางทิศทางของจุดหมายที่กำลังมุ่งหน้า แม้ยังไม่เคยไปมาก่อนได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ละเลยหรือทิ้งวิธีการเดิม ๆ ขณะเดินทางในป่า การสังเกตทิวเขา ต้นไม้ จำเป็น สิ่งหนึ่งที่คนในป่าใช้คือตั้งชื่อเรียกสถานที่นั้น ๆ ไว้เป็นที่รับรู้ ใครพูดถึงก็จะเข้าใจกัน ทั้งเส้นทางที่ใช้รถ และด่านที่เราใช้ร่วมกับสัตว์ป่า

เรามี ‘มอเปรต’ ฟังชื่อแล้วน่ากลัว แต่เห็นภาพว่าชันมาก มี ‘เนินกระทิง’ มีคนถูกกระทิงวิ่งเข้าชาร์จ จนซี่โครงหักที่เนินนี้ อีกทั้งมี ‘มอตาจ่อย’ ได้ชื่อว่าชันและลื่น กระทั่งรถกำลังดี ๆ ก็ไต่พ้นไปได้ยาก ต้องเข็นรถจนจ่อยไปตาม ๆ กัน

ชื่อส่วนใหญ่สำหรับผู้ไม่คุ้นก็เข้าใจได้ แต่บางชื่อต้องถามที่มาที่ไปจากคนเก่า ๆ

ทางป่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูกาลใดก็ผ่านไปไม่ง่ายนัก อุปสรรคเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนซึ่งกำหนดเวลาไม่ได้ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าต้องเลื่อยไม้กี่ต้นที่ล้มขวาง ไม่รู้ว่าลำห้วยจะมีระดับน้ำสูงเกินรถจะข้ามได้หรือไม่ บางครั้งรถติดในหล่มจนต้องแขวนเปลนอนข้าง ๆ รถ รุ่งเช้าค่อยหาทางนำรถขึ้นจากหล่มต่อ

เช่นนี้เราอาจได้รับเกียรติให้เป็นชื่อหล่มนั้น

เรื่องจริงขณะอยู่บนทางในป่าอย่างหนึ่งคือ เมื่อรถติดหล่ม ดูเหมือนสายฝนพร้อมโปรยมาร่วมวง

เมื่อผ่านพ้นหล่มแรกไปแล้ว มีอีกหลายหล่มรออยู่เบื้องหน้า

สัญจรอยู่บนทางป่า หากยังตั้งใจไปให้ถึงจุดหมาย การผ่านพ้นหล่มไปให้ได้จำเป็น อีกเรื่องที่สำคัญคือขึ้นจากหล่มที่ติดอยู่ให้ได้ โดยไม่พะวงกับหล่มที่รออยู่ข้างหน้า

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน
กลางวันแสงแดดจัด สภาพอากาศอบอ้าว ควายป่ามุ่งหน้ามาที่ลำห้วยเพื่อแช่น้ำคลายความร้อน

ทางป่า นอกจากฝนและหล่มลึกลื่นไถล บรรดารากไม้ใหญ่น้อยที่โผล่พ้นดินจะต้านล้อ ถ้าจับพวงมาลัยรถไม่ดีมืออาจถูกพวงมาลัยหมุนอย่างรวดเร็วฟาดมือเคล็ด จึงมีการสอนต่อ ๆ กันมาถึงวิธีขับรถในช่วงฤดูฝน และทักษะการเดินทางในป่าอีกสารพัด

รากไม้โผล่เพราะหน้าดินถูกสายน้ำพัดไปหมด อีกจุดที่ต้องระวังมาก ๆ คือสะพานข้ามลำห้วย

สะพานบางแห่งมีระดับต่ำ ๆ บางแห่งสูงลิบจากเบื้องล่าง แต่ที่เหมือน ๆ กันทุกสะพานคือ มีเพียงขอนไม้ขนาดพอดีล้อรถ 2 ท่อนพาดอยู่เท่านั้น

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะพลาดตกสะพาน ไม่ว่าจะเคยผ่านสะพานนี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

 ฝนตก เดินในทางป่า เสื้อผ้ามี 2 ชุด ไว้เดินและอยู่ในแคมป์ ตกเย็นก่อกองไฟเสื้อผ้าเปียกย่างให้แห้ง รมควันจนเหลือง กลิ่นควันไฟติดทนนาน

กับคนทำงานในป่า หนทางกันดารและสิ่งที่พบเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ความยากลำบาก เป็นสิ่งอันมากับงานที่เราทำ

ทางประจำของสัตว์ป่า จุดที่ช้าง วัวแดง หมูป่า เดินข้ามน้ำด้วยกัน

ทุก ๆ วันผมอยู่บนเส้นทางขรุขระ รถกระเด้งกระดอน ตัดฟันไม้ไผ่ เลื่อยต้นไม้ที่ล้มขวาง ขุดทางเป็นบั้ง ๆ เพื่อไม่ให้รถลื่นไถล ลากสายวินซ์ หลายครั้งปูผ้านอนข้าง ๆ รถที่จมโคลน

หากเปรียบทางป่าเป็นคล้ายเส้นทางเดินของชีวิต ผมเลือกเดินบนทางป่านี้มานาน ว่าตามจริงมันไม่ใช่การเดินสู่จุดหมาย ตามหา หรือแสวงหาอะไร

เพราะผมถึงจุดหมายนั้นมานานแล้ว นับตั้งแต่วันที่ผมเลือกเดิน บน ‘ทางป่า’

แต่ก็นั่นแหละ ผมต้องใช้เวลาไปไม่น้อยกว่าจะรู้ความจริงนี้…

Writer & Photographer

ปริญญากร วรวรรณ

ถ่ายทอดเรื่องราวของสัตว์ป่าและดงลึกทั่วประเทศไทยผ่านเลนส์และปลายปากกามากว่า 30 ปี มล. ปริญญากร ถือเป็นแบบอย่างสำคัญของการใช้ชีวิตอย่างเคารพธรรมชาติให้คนกิจกรรมกลางแจ้งและช่างภาพธรรมชาติรุ่นปัจจุบัน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load