29 มิถุนายน 2564
2 K

“ปี๊ดดดด… กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา จบเกมเฉือนชนะไปสองประตูต่อหนึ่ง” 

แม้ไม่ใช่แฟนบอลตัวยง แต่ได้ยินเสียงพากย์ลุ้นระทึก เห็นทุกคนเฝ้าหน้าจอรอเชียร์ทีมในดวงใจเวลามีแมตช์สำคัญ ก็เข้าใจขึ้นมาทันทีเลยว่าฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬา แต่เป็นศาสนาที่หลายคนนับถือ 

แล้วถ้าให้ถามคอลูกหนังทั้งหลาย ร้อยทั้งร้อยคงอยากไปยืนเชียร์อย่างบ้าคลั่งถึงขอบสนามเสียมากกว่า 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

ในขณะเดียวกัน การก้าวเท้าเข้าสเตเดียมอย่างถ้วนทั่วของแฟนบอลเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจชั้นดี ถึงขนาดมีทัวร์ยุโรปเมื่อถึงคราวหน้าบอลโดยเฉพาะ จะว่าไปกีฬาฟุตบอลนี่ก็สนับสนุนการท่องเที่ยว ไล่ยาวไปจนถึงการพัฒนาประเทศได้เลย 

แต่น่าเสียดายที่สนามฟุตบอลกลายเป็นสิ่งเฉพาะกาล อนุญาตให้ตีตั๋วเข้าไปแค่เฉพาะกิจ ไม่ใช่พื้นที่สาธารณะเปิดฟรีให้ใครต่อใครเข้าไปใช้งานเมื่อไหร่ก็ได้

ถึงกระนั้นสโมสรเจ้าถิ่นแห่งหนึ่งในอังกฤษ อย่าง Forest Green Rovers F.C. (FGR) ผนวกไอเดียกับ ซาฮา ฮาดิด (Zaha Hadid) เจ้าแม่แห่งวงการสถาปัตยกรรม สร้างสนามฟุตบอลสาธารณะ ‘Forest Green Rovers Eco Park Stadium’ แถมยังคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมโลกแบบสุดๆ เปิดให้เข้าได้ทุกวัน ไปดูกันว่าแมตช์นี้จะมันแค่ไหน

  ป.ล. แฟนบอลทีมอื่นโปรดเปิดใจให้ทีมนี้สักครั้ง

0 – 1 ฟุตบอลกระชับมิตร

ดูบอลเพื่อความสนุกมาก็นาน เพิ่งรู้ว่าวงการดวลแข้งเองสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากมายไม่แพ้อุตสาหกรรมอื่นบนโลก 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

เชื่อไหมว่า 3 ใน 4 ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกในโลกนี้ มาจากคอนกรีตแบบที่ใช้สร้างสนามฟุตบอล การดูแลรักษาสนามและหญ้าเขียวชอุ่มต้องใช้พลังงานแสงและน้ำปริมาณมหาศาล ยิ่งในประเทศอังกฤษ ซึ่งจัดอยู่ในโซนอากาศค่อนข้างหนาว ยิ่งต้องใช้พลังงานความร้อนมากเพื่อให้นักเตะและผู้ชมสบายกาย ไหนจะจอบอกคะแนน สปอตไลต์ หรือป้ายไฟที่ขอบสนาม ก็ใช้พลังงานทั้งนั้น ส่วนการขนส่งทั้งคนดูและอุปกรณ์ทั้งหลายมายังสเตเดียม ล้วนเตรียมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งสิ้น

เดล วินซ์ (Dale Vince) ประธานสโมสรฟอเรสต์ กรีน โรเวอร์ส เห็นเช่นนั้นก็อดรนทนไม่ไหว ในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้ง Ecotricity บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เลยขอใช้วิธีนี้มาแก้ปัญหาสนามบอลที่รัก

ล้ำตั้งแต่เริ่มคิดติดตั้งแผงโซลาร์เพื่อลดการใช้พลังงาน แปลงน้ำฝนและน้ำมันเหลือใช้ให้เป็นพลังงานหมุนเวียนในสนาม 

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน
ภาพ : The Sun.co.uk

พอเหมาะพอเจาะเมื่อต้องเปลี่ยนไปอยู่ที่ The New Lawn ใน ค.ศ. 2006 ก็ใช้หุ่นยนต์พลังงานแสงอาทิตย์ตัดหญ้าให้ (เป็นเครื่องแรกที่ใช้ในวงการฟุตบอลของอังกฤษด้วย) สร้างที่จอดรถให้มีที่ชาร์จไฟ เพราะคนจะได้หันไปใช้รถไฟฟ้ามาดูฟุตบอล แต่ถ้าเท่านี้ยังไม่พอ เขาขอบริการอาหารมังสวิรัติซึ่งเน้น Plant-based เป็นหลัก ให้นักเตะ พนักงาน และแฟนบอล ในวันแข่งขัน 

เลยไม่แปลกใจถ้า FIFA (สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ) จะยกให้สโมสรท้องถิ่นลีค 2 เมืองกลอสเตอร์เชอร์ (Gloucestershire) แห่งนี้ เป็นสโมสรสีเขียวและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังติด 1 ใน 15 องค์กรที่ได้รางวัล UN ‘Momentum for Change’​ Climate Action Award ค.ศ. 2018 จนถูกขนานนามว่าสนามฟุตบอลออร์แกนิกแห่งแรกของโลก 

ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ คลับเล็กบนเขาขอคิดการใหญ่ อยากรักษ์โลกให้สุด จนไปหยุดที่การสร้างสนามฟุตบอล

0 – 2 สโมสรสีเขียว เอฟซี

ผู้ช่วยวางแผนออกแบบ Eco Park Stadium ใหม่ให้สโมสรแห่งนี้ คือตำนานสถาปนิกลายเส้นคดโค้ง อย่าง Zaha Hadid (ZHA) ที่นี่กลายเป็นสนามฟุตบอลแห่งแรกในโลกที่ทำจากไม้ทั้งหมด เพื่อตอบโจทย์พลังงานยั่งยืนกันแบบครบองค์ และคงคอนเซปต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

การใช้ไม้ทั้งหมด เป็นข้อดีหลักในการช่วยแก้ปัญหา Carbon Footprint จากคอนกรีตที่ใช้สร้างสนามฟุตบอล วัสดุจากธรรมชาตินี้ แข็งแรงทนทาน มีปริมาณคาร์บอนต่ำ หรือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ แถมยังใช้ได้ทั้งโครงสร้าง คานบนหลังคา แม้แต่แผ่นพื้นและลานนั่งเล่นที่ปกติทำจากคอนกรีตหรือเหล็ก

เมื่อออกแบบ Eco Park Stadium ด้วยความโปร่งโล่ง เป็นรูปทรงชามโค้งมนเหมือนโครงกระดูกไม้ ทำให้ไม่บดบังทัศนียภาพโดยรอบ ส่วนผู้ชมก็มองเห็นสนามได้ชัดเจน และที่สำคัญ ผนวกกับการก่อสร้างโดยคำนึงถึงเรื่อง Carbon Footprint ด้วยแล้ว สนามแห่งนี้จึงมีปริมาณคาร์บอนต่ำกว่าสนามฟุตบอลอื่นๆ ในโลก

Forest Green Rovers Eco Park Stadium สนามกีฬาเพื่อโลกที่คนไม่เล่นบอลก็ใช้ได้ทุกวัน

ส่วนปัญหาการดูแลรักษาสนามที่ต้องใช้ปริมาณพลังงานมหาศาล พวกเขาใช้การหุ้มหลังคาสนามกีฬาให้ปลอดโปร่ง สว่างด้วยแสงธรรมชาติ เพื่อให้หญ้าในสนามเติบโตได้ ขณะเดียวกันก็ลดการเกิดเงาดำสำหรับผู้เล่นและแฟนบอล การทำหลังคาเช่นนี้ จึงเป็นข้อดีที่ไม่ต้องใช้สปอตไลต์หรือพลังแสงเกินจำเป็น 

และปัญหาการเข้าชมของคนที่แวะเวียนมาด้วยรถส่วนตัว แก้ด้วยการทำอาคาร Park & Ride ใช้การขนส่งแบบปลอดควันเพื่อเข้าไปยังตัวสนาม แถมยังได้ฟื้นคืนคลองในละแวกนั้นด้วย

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา

ดูไปดูมาก็เข้าท่าดี แต่ในระยะแรกก็เป็นอันต้องถูกปัดตกไป เพราะชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ของเขตสเตเดียมใหม่อย่างเนลสเวิร์ธ (Nailsworth) มีข้อกังวลใจหลายเรื่อง อาทิ ความแออัดที่เพิ่มขึ้น ความสูงของสนามถึง 20 เมตร อาจทำลายความงามของหมู่บ้านเล็กๆ โดยรอบซึ่งมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เสียงดังรบกวนจากการก่อสร้างไปจนถึงการต่อเติม รวมถึงการจราจรติดขัด เพราะคนอาจเลือกจอดรถข้างทางแทนในอาคารที่มีการเก็บค่าบริการ 

0 – 3 สนามแห่งอนาคต

เมื่อเกิดข้อกังขามากมาย ทางทีมดีไซเนอร์จึงปรับเปลี่ยนแบบ เพื่อไขทุกข้อกังวลใจและ Pitching ใหม่อีกครั้ง หลังเกิดความล่าช้าไปหลายปี การก่อสร้างสนามกีฬา Eco Park ได้รับการอนุมัติจากสภาเขตสเตราท์ (Stroud) เมื่อปลายเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 และล่าสุดได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมยั่งยืนจาก AR Future Project Awards 2021 

กลายเป็นสเตเดียมขนาด 5,000 ที่นั่งในระยะแรก เมื่อสโมสรเติบโตขึ้นระยะที่ 2 ก็เพิ่มที่นั่งได้อีกโดยไม่ต้องทำการก่อสร้างใหญ่ๆ และเมื่อใหญ่ขึ้นก็ขยายเรื่องการใช้งานอย่างยั่งยืนได้มากตาม 

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา
ภาพการพัฒนาโมเดล Forest Green Rovers Eco Park จาก Hewitt Studio 

นอกจากตัวสเตเดียมแล้ว การออกแบบสวนและสนามหญ้า มีลักษณะแตกต่างกันตามบริเวณ แนวคิดนี้เกิดขึ้นเพื่อคงสนามให้อยู่ได้ในทุกสภาพอากาศ และลดการสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยไม่จำเป็น รวมถึงปลูกต้นไม้เพิ่มเข้าไปอีก 500 ต้น และพวกเขาพยายามลดผลกระทบของสนามกีฬาจากภูมิทัศน์โดยรอบ เพื่อไม่ให้ทำลายประวัติศาสตร์ในละแวกประยุกต์การใช้งานในหลายรูปแบบ เพื่อให้ชุมชนรอบข้างได้เข้ามาใช้ทำกิจกรรมสันทนาการ พักผ่อนหย่อนใจ เป็นพื้นที่สาธารณะอีกหนึ่งแห่งของเมือง

ด้วยเหตุนี้ สเตเดียมจึงไม่ได้เปิดหรือมีประโยชน์แค่เฉพาะฤดูกาลกีฬา แต่ยังตั้งใจชวนให้คนมาใช้งานได้ทุกวัน และสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้กับประเทศ โดยแบ่งส่วนหนึ่งทำเป็นสถานที่อำนวยความสะดวกสำหรับวิชาชีพต่างๆ อย่างสาธารณะ และจะเป็นฮับทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา อีกครึ่งหนึ่งจะกลายเป็นออฟฟิศ สร้างงานให้คนมากกว่า 4,000 คน 

เมื่อสนามฟุตบอลสโมสรฟอเรสต์กรีนโรเวอร์สเอฟซี เมืองผู้ดี ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ และแบ่งพื้นที่ให้เป็นสาธารณะเพื่อคนรักกีฬา

เป็นที่น่าติดตามต่อไปว่า ในอีก 3 – 4 ปีข้างหน้า หากสนามสีเขียวของ Forest Green Rovers F.C. สร้างเสร็จ จะตอบโจทย์เรื่องสนามฟุตบอลกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับยึดโยงชุมชนโดยรอบได้อย่างคาดหวังมากน้อยเพียงใด
ขึ้นไปอยู่บนตารางให้ได้นะ

เอาไว้นัดหน้ามาลุ้นกันใหม่! 

ภาพ : Forest Green Rovers และ Zaha Hadid Architects

ข้อมูลอ้างอิง

www.dezeen.com

www.fgr.co.uk

www.zaha-hadid.com

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Public Space

ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่น่าเรียนรู้

‘หัวหิน’ เป็นทะเลโปรดของคนไทยมานาน เริ่มตั้งแต่มีการสร้างทางรถไฟสายใต้มาถึงหัวหินเมื่อ พ.ศ. 2454 จากนั้นก็มีการสร้างบ้านพักของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ สร้าง ‘โรงแรมรถไฟ’ โรงแรมชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งพาให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่พักผ่อนตากอากาศชายทะเลแห่งแรกของประเทศไทยไปด้วย

วันเวลาผ่านไป บ้านเราก็ผุดแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน แต่ถึงอย่างนั้น หากอยากไปพักผ่อนกายใจกับญาติมิตรในช่วงวันหยุดสั้น ๆ หัวหินก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนนึกถึง ด้วยความน่ารักเรียบง่ายของเมือง ความสวยที่จับต้องได้ของชายหาด และที่สำคัญคือเดินทางง่าย ถ้าเทียบกับการนั่งรถจากภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศลงไปเที่ยวทะเลใต้

แต่ในความคลาสสิกนั้น ก็ยังมีสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่

“หัวหินเป็นเมืองที่มีศักยภาพในการท่องเที่ยวมาก แต่ไม่ค่อยมีพื้นที่สาธารณะติดทะเลที่ให้คนเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียเงิน ถ้าลองนึกดู เวลาไปหัวหิน เราก็ต้องไปพักโรงแรม เดินเข้าร้านอาหาร เราถึงจะไปทะเลได้” ปุ๊ก สถาปนิกชุมชนว่า

และมากไปกว่าพื้นที่ติดทะเลที่นักท่องเที่ยวต้องการ ‘พื้นที่สาธารณะดี ๆ’ สำหรับให้เจ้าบ้านใช้พบปะพูดคุยกัน ออกกำลังกาย เข้าไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็เรียกว่ายังขาดแคลนการพัฒนายิ่งกว่าการส่งเสริมการท่องเที่ยวเสียอีก

ด้วยเหตุนี้ พื้นที่สุดท้ายจาก 8 พื้นที่ ใน ‘โครงการลานกีฬาวัฒนธรรมชุมชน’ โครงการที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือร่วมกับท้องถิ่น 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง จึงมาอยู่ที่หัวหิน

ปุ๊ก-นฤมล พลดงนอก สถาปนิกชุมชน และ เป้-รัฐพงศ์ ปิ่นแก้ว ภูมิสถาปนิกจากสถาบันอาศรมศิลป์ จะมาแชร์เรื่องราวของโปรเจกต์เนรมิตสวนหลวงราชินีที่ทรุดโทรม 19 ไร่ และพื้นที่ข้างเคียงอีก 6 ไร่ ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เดียวในหัวหิน ตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของคนท้องถิ่นและผู้มาเยือน ทั้งการออกกำลังกาย เล่นกีฬา การจัดงานแฟร์ การทำกิจกรรมทางวัฒนธรรม การค้าขาย การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และการพักผ่อนริมทะเลโดยไม่ต้องเสียเงินเข้า

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

ตามหาพื้นที่ที่ใช่

อาศรมศิลป์ได้เข้าหาเลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองหัวหิน เพื่อคุยในขั้นแรก

“พอเราอธิบายโครงการและเป้าหมายที่อยากจะพัฒนาพื้นที่สาธารณะโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ทางเทศบาลเขาก็เห็นด้วยและชอบมาก เพราะว่ามันไปตรงกับโครงการที่เขาทำอยู่แล้ว คือ หัวหินสร้างสุข” ปุ๊กเริ่มเล่าที่การพูดคุยกับท้องถิ่น

จากนั้นเทศบาลก็เตรียมหลากหลายพื้นที่ในความดูแลมาเสนอทีมออกแบบ แล้วทีมออกแบบก็ทำ Site Analysis วิเคราะห์ไซต์กลับไปให้เทศบาล

เทศบาลเสนอมาทั้งหมด 4 พื้นที่ด้วยกัน ได้แก่ พื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำเขาเต่า พื้นที่ริมคลองใกล้โรงเรียนเขาตะเกียบ พื้นที่เลียบคลองบริเวณชุมชนบ่อฝ้าย และสวนหลวงราชินี 19 ไร่

“จากการวิเคราะห์ทุกพื้นที่ เราคิดว่าสวนหลวงราชินีนี่แหละที่ทำแล้วเกิดประโยชน์มากที่สุด ตอบโจทย์คนในชุมชน แล้วก็เป็นพื้นที่ของเทศบาล การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาพื้นที่น่าจะทำได้ง่าย” ปุ๊กสรุปการตัดสินใจให้เราฟัง ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่เลือกพื้นที่นี้มาดำเนินโครงการ คือการที่มีส่วนหนึ่งติดทะเล

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

“จริง ๆ ตรงนี้เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้วนะคะ แต่เริ่มเก่า และยังต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ดีขึ้น”

สวนหลวงราชินี 19 ไร่ แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่มีบริเวณใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์รวมราชการ มีอาคารตำรวจท่องเที่ยว ศูนย์ดับเพลิง มีการสร้างเป็นศูนย์โอท็อปไว้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดีจึงเริ่มรกร้าง มีส่วนออกกำลังกายอย่างคอร์ทแบดมินตัน สนามฟุตซอล และมีพื้นที่ลานคอนกรีตขนาดใหญ่ที่คนหัวหินใช้จัดมหกรรมงานแฟร์ต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง ส่วนที่สองเป็นพื้นที่ติดทะเลที่รอการพัฒนา

นอกจากนี้ ยังมีบริเวณที่เชื่อมต่อกับสวนหลวงราชินีอีก 6 ไร่ ซึ่งเทศบาลให้เพิ่มเติมมา เดิมทีเป็นพื้นที่รกร้าง และมีคลองสำหรับระบายน้ำจากตัวเมืองลงทะเล เมื่อรวมสวนหลวงราชินีและพื้นที่ที่เพิ่มมาแล้ว ก็จะมีพื้นที่โครงการทั้งหมด 25 ไร่

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

รู้จักคนหัวหิน

“หลังจากคุยกับเทศบาล เราก็ลงชุมชนเพื่อสำรวจ ทำความรู้จัก ถามความเห็นชาวบ้านเบื้องต้น” โฟกัสกรุ๊ป เป็นงานพาร์ตสำคัญที่ทีมสถาปนิกชุมชนจะได้ไปเห็นบริบทเดิม มองภาพกิจกรรม หรือภาพคนในพื้นที่ออก งานนี้กินเวลา 2 วันในการคุยกับกลุ่มชาวบ้านต่าง ๆ

“เราลงไปที่ชุมชนของเขา ก็เลยได้รู้ว่าป้า ๆ เขาอยู่กันแบบนี้นะ ที่เขาเป็นกลุ่มลีลาศ เขาเต้นกันอยู่ตรงนี้นะ สมาชิกเขามีเท่าไหร่” ปุ๊กบอกว่าหัวหินมีกลุ่มกิจกรรมที่แน่นแฟ้น สถาปนิกจึงต้องทำการบ้านเรื่องนี้ให้มาก

พัฒนาคุณภาพชีวิตคนหัวหิน ด้วยสวนหลวงราชินีโฉมใหม่ ทะเลที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียเงิน

เมื่อรู้จักชุมชนเบื้องต้นแล้ว อาศรมศิลป์ก็จัดเวทีใหญ่ที่เทศบาล เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่

“เวทีที่นี่คนมาเยอะมาก อยากได้กี่คนก็บอกได้เลย ถ้าขอ 80 ก็ได้ 100 ขอ 100 ก็ได้ 150” ปุ๊กเล่าอย่างอารมณ์ดี หัวหินเป็นอีกที่ที่เธอประทับใจเรื่องการมีส่วนร่วมมาก “ทุกคนอยากมาแสดงความคิดเห็น เพราะพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่สำคัญ พอเขารู้ว่าเทศบาลจะพัฒนา ทุกคนก็ตื่นเต้น อยากมาร่วมรับฟัง”

“พื้นที่สาธารณะที่หัวหินมีอยู่มันไม่ตอบโจทย์ ไม่เอื้อให้คนมาใช้งาน ทุกคนมองแต่เรื่องท่องเที่ยว เรื่องทะเล แต่เรื่องพื้นที่สุขภาวะที่มาจากความต้องการของคนในพื้นที่ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าไหร่”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

คนนับร้อยในวันนั้นคือกลุ่มคนที่เทศบาลเชิญมา มีทั้งกลุ่มผู้ใช้งานเดิม หน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ กลุ่มชุมชนที่อยู่ในละแวกนั้น กลุ่มกิจกรรมที่คิดว่าจะมาใช้งาน อย่างกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มลีลาศ กลุ่มกีฬา แบดมินตัน ฟุตซอล และโรงเรียนต่าง ๆ

“นอกจากจะมีคนในชุมชนโดยทั่วไปแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็เข้ามา ส่วนใหญ่เขาจะกลัวการถูกไล่ที่ เวลาเราไปเดินลงไซต์ แล้วดูเหมือนเป็นคนมาพัฒนาพื้นที่ เขาถามเราว่าจะไล่ที่เขาไหม” เป้พูด ปกติแล้วในสวนหลวงราชินีจะมีร้านค้า บ้างเป็นรถเข็นหาบเร่แผงลอย บ้างก็เป็นซุ้มที่ได้สัมปทานขาย

สถาปนิกชุมชนได้นำความต้องการที่สำรวจจากชาวบ้านในวันนั้น มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากการลงชุมชนตอนแรก แล้วนำมาสรุปผลร่วมกัน จากนั้นก็ส่งไม้ต่อให้ทีมออกแบบแลนด์สเคปไปเก็บข้อมูลด้านกายภาพของสวนหลวงราชินี

“เราพาน้อง ๆ ในทีม 7 – 8 คน ไปเดินสำรวจ พูดคุยกับคนในสวนว่าเขามาทำอะไร ต้องการอะไรบ้าง พอตกเย็นเราก็มาเริ่ม Sketch Design กันว่าผังจะเป็นยังไง” ภูมิสถาปนิกอธิบายวิธีการทำงาน

ในที่สุดก็แบ่งพื้นที่ 25 ไร่ ออกมาเป็น 4 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่ สวนเพื่อการออกกำลังกาย สวนศิลปะและวัฒนธรรม สวนแห่งการพักผ่อน และสวนแห่งการเรียนรู้

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สร้างสวน-สร้างสุข

“คอนเซ็ปต์เราคือสวนสร้างสุข” เป้เล่าถึงแบบ Final ที่ได้

สร้างสุข หมายถึงทั้งสุขกายและสุขใจ ที่ชุมชนได้มีส่วนร่วมออกแบบตามความต้องการ มีการแบ่งโซนที่เหมาะสม แต่ก็เชื่อมต่อพื้นที่เพื่อการปฏิสัมพันธ์ ปลอดภัยสำหรับคนและรถ ทั้งยังมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม ปรับปรุงระบบนิเวศด้วยแนวคิดของ ร.9 เป็นที่ระลึกที่สวนอยู่ใกล้วังไกลกังวล

“เราคงหลายฟังก์ชันไว้ที่ตำแหน่งเดิม เช่น สนามฟุตซอล สนามแบดมินตัน หรือเวที แล้วเราก็ปรับปรุงพื้นที่และแทรกกิจกรรมต่าง ๆ เข้าไป” เป้เริ่มอธิบายที่ส่วนแรก ‘สวนเพื่อการออกกำลังกาย’ “อย่างสนามฟุตซอลเดิม เราปรับปรุงพื้นผิวใหม่ให้มีความเป็นทะเล แล้วก็เพิ่มลู่วิ่งลูปเล็กที่จะเชื่อมต่อกับลูปใหญ่ข้างนอก”

“ตรงนี้เมื่อก่อนจะเป็นเวทีเดิม มีลานโล่งไว้จัดงานเทศกาลต่าง ๆ ปีละ 1 – 2 ครั้ง จริง ๆ เราอยากทำลานให้เป็นสวนเลยนะครับ แต่ชุมชนกังวลว่าจะจัดกิจกรรมไม่ได้ ก็เลยดีไซน์เป็นต้นไม้แทรกเข้าไป ลดความร้อนของพื้นที่ดาดแข็ง เพื่อให้คนมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ในทุก ๆ วัน และเมื่อถึงเวลาที่เขาจะใช้งานใหญ่ก็จัดได้ รถยนต์ก็ยังเข้าไปจอดได้เหมือนเดิม ส่วนเวทีเราก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น”

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย
ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

พื้นที่สตรีทอาร์ตที่เคยมี นักออกแบบก็คงไว้ที่มุมเดิม เพิ่มเติมคือขยายพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ชาวหัวหินมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และจัดความเรียบร้อยให้ดี

สำหรับการแยกขยะเพื่อนำไปรียูส-รีไซเคิล ซึ่งเมืองนี้มีกลุ่มคนและนักเรียนที่จัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว อาศรมศิลป์ก็ได้จัดทำ Station สำหรับแยกขยะให้เป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น รวมถึงศึกษาความต้องการของกลุ่มแยกขยะในการดีไซน์ Station ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

“ส่วนต่อมาเป็นพื้นที่ศิลปะและวัฒนธรรมครับ” เขาเล่าต่อเนื่องมาถึงส่วนที่ 2 “ตรงนี้มีอาคารเดิมเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศูนย์ขายของโอท็อป แล้วก็มีตำรวจท่องเที่ยว เราเลยยึดโยงกับเรื่องราวเดิม โดยเพิ่มพื้นที่ชาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกอาคารให้คนเข้ามาใช้งานได้ มีคอร์ทสำหรับการแสดงศิลปวัฒนธรรม มีพื้นที่ให้ผู้สนใจในกิจกรรมนั่งดู”
แล้วกลุ่มกิจกรรมของหัวหิน อย่างป้า ๆ กลุ่มลีลาศที่เหล่าสถาปนิกชุมชนได้ไปเยี่ยมเยียนมาในตอนแรก ก็จะได้ใช้พื้นที่ศิลปวัฒนธรรมนี้ในการฝึกซ้อม

มาถึงส่วนพื้นที่ติดทะเล ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘สวนแห่งการพักผ่อน’ สำหรับทำกิจกรรมสบาย ๆ

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

สถาปนิกพยายามรักษาลักษณะเดิมไว้ สนามเด็กเล่นที่มีก็ยังคงอยู่ แต่ปรับปรุงให้กลายเป็นธีมทะเล เพื่อให้เด็ก ๆ เรียนรู้เกี่ยวกับทะเลเมื่อได้มาเล่น มีการปรับปรุงศาลาให้ผู้สูงอายุมาพบปะพูดคุย นั่งเล่นหมากฮอร์สกัน

“แสดงดนตรีในสวนได้ด้วยนะครับ” เป้เปิดภาพ Amphitheatre ที่ทีมออกแบบให้เราดู “วันไปดูไซต์ เราเห็นกลุ่มดนตรีของหัวหินมาเล่นกัน ก็เลยเตรียมพื้นที่รองรับให้เขา”

ส่วนพื้นที่หน้าหาด ก็ปรับปรุงลดความดาดแข็งของโครงสร้างให้สวยงามน่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ต่อไปคนหัวหินและนักท่องเที่ยว ก็จะเข้ามาทำกิจกรรมพร้อมดื่มด่ำวิวทะเลกับครอบครัวได้ที่นี่

ถนนด้านหน้าของสวนแห่งการพักผ่อนที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างแต่ละโซน ได้เปลี่ยนวัสดุปูพื้นให้มีความรู้สึกว่าเป็นถนนที่คนเดินถึงกันได้มากขึ้น ทำกิจกรรมได้มากขึ้น และรองรับร้านค้าต่าง ๆ ที่มาตั้งได้ พร้อมทั้งมีการทำที่จอดรถรองรับใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้คนใช้วิธีจอดด้านนอกแล้วเดินเข้าไป แทนการขับต่อมาจอดถึงด้านใน และผ่านบริเวณที่เป็นจุดเชื่อมของแต่ละโซนนี้

“เราอยากเชื่อมแต่ละพื้นที่ให้คนแต่ละกลุ่มมีการปฏิสัมพันธ์กัน” เป้พูดถึงหนึ่งในแนวคิดของสวนสร้างสุข “อย่างคนที่มาเพื่อออกกำลังกาย เขาก็เชื่อมไปที่การเรียนรู้วัฒนธรรมได้ คนที่มาพักผ่อน ดูทะเล เขาก็จะศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากสวนแห่งการเรียนรู้ได้”

‘สวนแห่งการเรียนรู้’ ส่วนสุดท้ายที่เป้อธิบาย เป็น Station เรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและการบำบัดน้ำ 

จากเดิมที่เป็นจุดรับน้ำเสียจากตัวเมืองหัวหินอยู่แล้ว ทางภูมิสถาปนิกก็ได้ศึกษาจากกรณีโครงการพระราชดำริแหลมผักเบี้ย แล้วปรับปรุงระบบที่นี่ให้เป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น จากตอนแรกที่เป็นคอนกรีต ก็ปรับปรุงใหม่ มีการปลูกต้นไม้น้ำเพื่อลดความเป็นดาดแข็งลงไป โดยเลือกพืชพรรณที่ทนความเค็มและเน้นต้นไม้ท้องถิ่น ซึ่งผู้ที่ได้มาเยือนสวนแห่งการเรียนรู้นี้ จะได้เรียนรู้กระบวนการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ทะเลในบรรยากาศที่น่าเดินเล่น

“เราเพิ่มแลนด์มาร์กตรงส่วนนี้เป็นหอชมวิว ขึ้นไปชมเมืองหัวหินและวิวทะเลได้” เป้บอกกับเราว่านี่เป็นการเพิ่มจุดสนใจให้คนเดินมาเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ ซึ่งนอกจากคนที่มาใช้สวนจะเข้ามาชมได้แล้ว เมื่อปรับปรุงใหม่จะเปิดทางเข้าบริเวณหลังวัดไกลกังวล เพื่อให้คนจากวัดเข้ามาใช้ได้ด้วย

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

หัวหินหลากมิติ

“บางทีคนจะมองแค่เรื่องเศรษฐกิจ พัฒนาพื้นที่แค่แหล่งท่องเที่ยว แต่ลืมเรื่องคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วคนที่ขับเคลื่อนเรื่องพวกนี้ ก็คือคนหัวหินที่ทำอาชีพบริการ ทำอาชีพค้าขาย เราต้องให้ทำเขาได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี” ปุ๊กพูดในฐานะคนนอกที่เข้าไปคลุกคลีกับคนท้องถิ่นจนผูกพัน

“ถ้ากายดี ใจดี สังคมดี มันจะส่งผลไปเรื่องเศรษฐกิจเอง”

จากที่มองเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไป ตอนนี้หากนึกถึงหัวหิน ปุ๊กเห็น ‘คน’ มากขึ้น เวลาไปเธอก็จะชอบเข้าไปคุยกับคน ดูว่าเขากำลังทำกิจกรรมอะไรกัน เธอได้รู้แล้วว่าที่นี่มีผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนเมืองไปในทุกวัน จนเป็นที่ที่คนไทยยังนึกถึง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่

“พื้นที่ 25 ไร่ ตรงนี้ ถ้ามัน Success คนก็จะรู้จักหัวหินในหลายมิติ” 

ทีมออกแบบวาดหวังว่า เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ พื้นที่เรียนรู้สวนหลวงราชินีนี้จะเป็นที่ที่นักท่องเที่ยวแวะมาใช้เวลา มาดูสวนบำบัดน้ำ เดินช้อปของกินจากรถเข็น พาลูกชมคนหัวหินเล่นดนตรี มานั่งเล่นดูคลื่นอย่างสบายอารมณ์ร่วมกับคนในพื้นที่

แล้วทะเลหัวหินก็จะไม่เป็นเพียงของคนที่มาทานอาหารในร้านริมหาด หรือคนที่จ่ายเงินนอนโรงแรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทะเลของทุกคนอย่างแท้จริง

ปรับพื้นที่ สวนหลวงราชินี รวม 25 ไร่ เพื่อให้คนหัวหินมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพื้นที่สาธารณะตอบโจทย์ความต้องการหลากหลาย

ภาพ : สถาบันอาศรมศิลป์

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load