The Cabin in the Woods ไม่ใช่แค่ชื่อหนังสยองขวัญที่ออกฉายในปี 2011 ทว่ามันคือคำจำกัดความของคาเฟ่ ซึ่งเปรียบเสมือนกระท่อมหลังเล็กในป่าใหญ่ของเมืองเชียงใหม่ ชื่อว่า ‘Forest Bake’

หนึ่งในร้านที่มีความเป็นออริจินัลโฮมเมดของตัวเอง อีกทั้งยังอัดแน่นด้วยประวัติศาสตร์ของร้านกว่า 6 ปี บวกเข้ากับประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียว อันเป็นทำเลที่ตั้งอีกกว่า 200 ปี

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

ขณะที่กำลังลิ้มรสชาติขนมปัง เค้ก หรือทาร์ต ก็ได้รับทราบถึงเรื่องราวของคาเฟ่ที่นำพื้นที่สีเขียวมาดำเนินเดินขนานไปด้วยกันอย่างไม่ฉาบฉวย เพราะ ลิน-นลิน เชิดจารีวัฒนานันท์ เจ้าของคาเฟ่ผู้มีชื่อซิกเนเจอร์ของตัวเองว่า Forest Wanderer ได้เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานที่แห่งนี้โดยสมบูรณ์ พร้อมบอกเล่าถึงร้านด้วยประโยคสรุปใจความสั้น ๆ ว่า 

“ถ้าเรียกสถานที่นี้ว่าคาเฟ่ เรารู้สึกมันไม่ใช่ตัวเอง มันเป็นแค่ช่วงชีวิตหนึ่งของเราที่ได้รู้จักคน เพื่อจะทำในสิ่งที่เรารัก”

ก่อนทำความรู้จักกับร้าน Forest Bake ผ่านคำบอกเล่าของลิน คงต้องพาย้อนกลับไปเป็นระยะเวลา 200 ปีโดยประมาณ ผ่านคำบอกเล่าของ คุณแม่นิ่ว-ประณีต เชิดจารีวัฒนานันท์ คุณแม่ของลิน ผู้จะมาเล่าประวัติศาสตร์หลังใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของกระท่อมหลังน้อยแห่งนี้

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

The Bain & The Forest

อาจต้องย้อนกลับไปไกลถึงช่วงศตวรรษที่ 18 คุณแม่เล่าให้ฟังอย่างรวบรัดว่า ในตอนนั้น William Bain (คุณทวดของลิน) นั่งเรือข้ามฟากโลกมาจากประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น

“คนอังกฤษถ้ามีฐานะหน่อย เขาต้องไปอินเดีย ไปทำงานร่วมกับกองทัพ คุณปู่ไปอยู่อินเดียตั้งแต่อายุ 17 จนถึงอายุ 21 เขาก็มาเข้าร่วมกับบริษัทค้าไม้ จังหวัดลำปาง จากนั้นย้ายมาประจำอยู่ที่สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็มาแต่งงานกับคนเหนือ” สาขาเชียงใหม่ที่ว่าก็คือบ้านหลังปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับร้าน และเป็นบ้านของครอบครัวลินในเวลาต่อมา

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่
Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

บ้านสีขาวดำหลังนี้แต่เดิมสร้างขึ้นเพื่อเป็นออฟฟิศของบริษัทป่าไม้ส่งออกจากประเทศอังกฤษ The Borneo Company Limited ในจังหวัดเชียงใหม่ ลินอธิบายถึงที่มาที่ไปของบ้านหลังนี้ว่า ออกแบบและสร้างโดย หลุยส์ ที. เลียวโนเวนส์ (Louis Thomas Gunnis Leonowens) ลูกชายคนเดียวของ แอนนา เลียวโนเวนส์ (Anna Leonowens) ที่เดินทางเข้ามายังสยามเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้กับพระราชโอรส พระราชธิดา เจ้าจอม หม่อมห้าม ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ ค.ศ. 1862

William Bain คุณทวดของลินได้รับตำแหน่งเป็นผู้จัดการใหญ่และประจำการอยู่ที่นี่ ทว่าในเวลาต่อมาบริษัทบอร์เนียวถูกซื้อโดยบริษัท Inchcape (บริษัทจัดจำหน่ายยานยนต์ข้ามชาติของอังกฤษ) หลังบริษัทบอร์เนียวยุติ บ้านพักผู้จัดการหลังนี้จึงตกทอดมาเป็นมรดกของตระกูล Bain สาเหตุหลัก ๆ ที่บ้านหลังใหญ่นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Forest Bake เป็นเพราะว่า

“ร้านกับบ้านอยู่ในพื้นที่เดียวกัน” ลินตอบ ก่อนคุณแม่เสริมว่า “เมื่อก่อนตรงนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นลานกว้าง มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ต้นไม้อายุ 100 กว่าปีหมดเลยค่ะ เพราะเขาเอาไว้ผูกช้าง ของบริษัทบอร์เนียวเองก็มีช้างอยู่ 30 กว่าเชือก ไว้ลากซุง เขาเลยเรียกท่าช้างไงคะ เพราะเคยเป็นที่อาบน้ำช้าง”

หลังจากหมดบทบาทออฟฟิศของบริษัทป่าไม้ บ้านเก่าอายุกว่า 200 ปีหลังนี้เคยถูกปล่อยให้ฝรั่งเช่า คุณแม่เล่าว่าเคยมีกลุ่มนักดนตรีมาเช่า สวมคอร์เซ็ตเต้นรำกันบนโต๊ะอย่างสนุกสนาน และบ้านหลังนี้ก็เคยเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลใหญ่ญี่ปุ่น ณ นครเชียงใหม่ ตลอดจนโรงเรียนสอนบัลเลต์

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

คุณทวด William Bain ส่งอิทธิพลสำคัญถึงลูกหลาน คุณแม่นิ่วเล่าถึงความรักธรรมชาติของคุณปู่ของเธอ “คุณปู่รักป่าไม้มาก ทุกครั้งที่เขาตัดต้นไม้ 1 ต้น ต้องปลูกคืน 5 ต้น พอเกษียณ เขาก็ยังขอทำงาน จนวันสุดท้ายแกเข้าป่าไปจ่ายเงินเดือนให้ลูกหาบ คุณพ่อเล่าให้ฟังว่า พอคุณปู่ออกจากป่า นั่งรถผ่านบ้านไปโรงพยาบาลแมคคอร์มิค แกก็ไปเสียที่นั่นเลย”

ชื่อ Forest Bake จึงเชื่อมโยงกับสถานที่เก่าแก่และสิ่งที่คุณทวดเคยทำมา

ในวันที่ Forest Bake ถูกปลูกขึ้น

แต่เดิมคาเฟ่แห่งนี้เป็นเพียงบล็อกในอินเทอร์เน็ตของลิน เธอเขียนถึงสูตรเบเกอรี่ของคุณแม่และคุณป้า แม้ว่าจริง ๆ แล้วเธอเรียนแฟชั่น และไม่ใช่สายขนมหวานเลยก็ตาม แต่ก็หยิบจับสิ่งละอันพันละน้อยมาเสริมเติมแต่งเบเกอรี่เหล่านั้น แล้วเรียกมันว่า ‘การสไตลิ่ง’ โดยลินถ่ายกระบวนการสไตลิ่งลงในบล็อก ก่อนที่ในเวลาต่อมา บล็อกของเธอจะค่อย ๆ ก่อร่างขึ้นมาเป็นร้านเล็ก ๆ แห่งนี้

ลินได้รับวิถีชีวิตฉบับเมืองพอร์ตแลนด์กลับมาค่อนข้างสูง จากการหาแรงบันดาลใจหลังเรียนจบ ยังมีเมืองเกียวโตกับเมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น ล้อกันไปกับความเป็นล้านนาของเชียงใหม่ตามความตั้งใจของเธอ ควบกับการนำดอกไม้มาตกแต่งอาหาร ที่ขณะนั้นยังไม่เป็นที่นิยมในไทยสักเท่าไหร่

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่
Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

นั่นคือปีแรกของร้านที่ค่อย ๆ ขยับขยายขึ้นเมื่อมีลูกค้าประจำและกลายเป็นที่รู้จัก ความคิดที่ว่าเราควรมีที่นั่งให้ลูกค้าจึงถูกเติมเข้ามาในร้าน พร้อมการเวิร์กชอปโดยเพื่อนต่างชาติ เช่น สอนเขียนปากกาคอแร้งโดยเพื่อนชาวฮ่องกง สอนวาดภาพดอกไม้โดยเพื่อนชาวสิงคโปร์

ลินเล่าให้ฟังว่า ทีแรกร้านอัดแน่นไปด้วยความเป็นตัวเองที่ค่อนข้างสูงเกินพอดี ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง การเปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างในทุก ๆ เดือน การวางแผน จัดร้านอย่างไร จัดจานอย่างไร ทุกอย่างเต็มไปด้วยความจริงจัง ขนาดว่าหากไม่มีดอกไม้สำหรับตกแต่งขนม ก็เลือกไม่ทำเมนูนั้น ลูกค้าที่เคยมากินเมื่อ 2 วันก่อนอาจสงสัยว่า “อ้าว 2 วันที่แล้วยังมากินอยู่เลย ทำไมวันนี้ไม่มีซะแล้ว” เธอเรียกว่าเป็นการทำตามใจตัวเอง แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยอมหรี่ไฟแรงของตัวเองลงและเริ่มเข้าใจลูกค้ามากขึ้น ตัดความจริงจังออกทีละหน่อย จนเจอความพอดีในฉบับของเธอ

The Bain’s Recipes

สูตรขนมของร้านรับผิดชอบโดยคุณแม่และคุณป้าที่ดัดแปลงจากขนมคลาสสิกของยุโรป และเรียนเสริมอีกนิดหน่อยให้รสชาติเข้าปากคนเอเชียมากขึ้น โดยลินดูแลเรื่องผลไม้หรือดอกไม้ตามฤดูกาลต่าง ๆ พร้อมขัดเกลาหน้าตาของเบเกอรี่นั้น ๆ ให้สวยงาม น่าทาน ส่วนคุณพ่อเป็นคนคัดสรรกาแฟ

Forest Bake คาเฟ่ขนมอบในพื้นที่บ้านอายุมากกว่า 200 ปีที่เป็นออฟฟิศบริษัทป่าไม้ จ.เชียงใหม่

คุณแม่เป็นคนทำขนมปังโลฟ โรล และทาร์ต ทั้งเมนูทั่วไปอย่าง Bread Loaf และเมนูพิเศษอย่าง Whole Wheat Bread, Multigrain Bread, Cinnamon Raisin Bread, Cranberry Walnut Bread, Challah Bread, Milk Bread และ Snow Fox Signature Bread ที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านในสไตล์โชกุปัง ขณะเดียวกันก็มีเมนูพิเศษตามฤดูกาล อย่างมันม่วง ฟักทอง แครอท และ Chocolate Babka

ฝั่งของทาร์ต ลินบอกว่าเป็นทาร์ตกรอบสไตล์ยุโรป ไม่ใช่ทาร์ตนิ่มแบบญี่ปุ่น ซึ่งเมนูต่างจากขนมปังตรงที่ขึ้นอยู่กับคุณแม่ว่าอยากทำอะไร วันดีคืนดีอาจมี Custard Tart หรืออะไรต่าง ๆ นานา แต่โดยหลักแล้วประกอบด้วย Classic Lemon Tart, Chocolate Tart และ Banoffee Tart

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

เมนูเค้กเองก็เช่นกัน ด้วยความที่คุณป้าเป็นคนฟรีสไตล์ ร้านนี้จึงเป็นร้านที่ไม่มีเมนูเค้กให้เลือกล่วงหน้า (ยกเว้นเมนูประจำ) เพราะคุณป้ารังสรรค์เค้กตามหัวใจ อารมณ์ และความรู้สึก

เดินหน้า ถอยหลัง ตั้งหลัก

ปีที่ 3 และ 4 เห็นจะเป็นช่วงที่ร้านเริ่มเดินหน้า ด้วยการก้าวเท้าให้ระยะทางไกลขึ้นกว่า 2 ปีแรกพอสมควร ทั้งเริ่มมีพนักงานเข้ามาช่วยดูแลร้านในปีที่ 3 ส่งผลให้ลินกลับไปเดินทางหาแรงบันดาลใจของตัวเองได้อีกครั้ง เริ่มจากในเชียงใหม่ ค่อย ๆ ไปไกลถึงสิงคโปร์ จนถึงญี่ปุ่น

สุดท้ายก็มาถึงจุดที่เรียกว่า ‘ทิ้งร้าน’

“เราคิดว่าการเดินทางจะหาแรงบันดาลใจได้ แต่จริง ๆ ไม่ได้ เพราะเมื่อเราไป จิตวิญญาณก็หายไป เคยมีเพื่อนมาร้าน เขาบอกว่าตอนเราไม่อยู่มันแห้งแล้ง เราก็เลยคิดว่าเราจะทิ้งร้านไม่ได้”

ต่อมาในปีที่ 4 ร้านเลือกเดินทางก้าวที่ค่อนข้างใหญ่ ด้วยการขยายสาขาไปยังกรุงเทพฯ พ่วงมาด้วยความคิดแบบนักธุรกิจที่ค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ความเป็นศิลปินเหมือนตอนแรกเริ่ม

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

โดยที่กรุงเทพฯ มี 2 สาขา ได้แก่ สุขุมวิท 22 และเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งในแต่ละที่ก็จะมีธีมแตกต่างกันไป ทว่าจนแล้วจนรอด ลินก็ต่อสู้กับความวุ่นวายในเมืองใหญ่ไม่ได้ ทุกอย่างเริ่มเกินมือของคน 2 – 3 คนในการดำเนินงาน ความรู้สึกและจิตวิญญาณที่เคยอยู่กับร้านค่อย ๆ จางหายไป การต้องบริหารร้าน 2 ที่ในเวลาเดียวกัน กลายเป็นการแยกร่างทำงานโดยสมบูรณ์ การทำงานเริ่มกลายเป็นการวิ่งเต้นไปทั่ว ท้ายที่สุดลินก็เริ่มรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่ชีวิตที่เราต้องการ มันต้องหยุดแล้ว” เธอยอมรับกับเรา

จนเข้าปีที่ 5 อุกกาบาตลูกใหญ่อย่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทิ้งลงมาสู่โลก ผนวกกับความรู้สึกที่ต้องหยุดการขยายครั้งนี้แล้ว ลินจึงตัดสินใจปิดสาขาเซ็นทรัลเวิลด์และสาขาสุขุมวิท 22 ตามลำดับ แล้วจึงถอยมาตั้งหลักยังจุดแรกเริ่มที่เชียงใหม่เพื่อรีเฟรชตัวเองอีกครั้ง ผ่านการกลับมาขายในรูปแบบ Take Away ตามสถานการณ์ พร้อมกับกดข้ามปีที่ 5 อย่างฉับพลัน

Celebrate 6th Years Anniversary

ในตอนนี้ร้านคาเฟ่เบเกอรี่โฮมเมดแห่งนี้ กำลังก้าวเข้าสู่การครบรอบปีที่ 6 ขึ้นปีที่ 7

สิ่งที่ลินทำคือการกลับมาให้ความสำคัญกับร้านที่เชียงใหม่และรีโนเวตสถานที่อีกครั้ง

“เรากลับมา เพราะเริ่มรู้แล้วว่า อะไรที่ไม่สำคัญ ต้องตัดออกให้หมด แล้วเราจะบาลานซ์มันยังไง เพื่อให้ก้าวต่อไปมีความสุขกว่าที่ผ่านมา โดยไม่เอาใจตัวเองมากเกินไปเหมือนตอนนั้น”

ด้วยประสบการณ์ที่สูงขึ้นตามอายุของร้านและบทเรียนจากกรุงเทพฯ ส่งผลให้ลินเริ่มนิ่งขึ้นเมื่อกลับมายังจุดเริ่มต้นของตัวเอง ร้านเริ่มมีทิศทางชัดเจนขึ้น อยู่ในขนาดที่พอใจ และกลับมามีความสุขอีกครั้ง ซึ่งในเดือนหน้า ทางร้านจะเริ่มเสิร์ฟเมนู Brunch ที่สั่งได้ตลอดทั้งวัน โดยเชื่อมเข้ากับแกงฮินเล (แกงนานาชาติ มีทั้งอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย พม่า และไทย) โดยมีคุณพ่อเป็นคนทำ (ภายใต้ชื่อร้าน Hinlay Curry) อย่างการเอาแกงฮินเลไปใส่ในบัน (Bun) ทำเป็นแซนด์วิชต่าง ๆ

ในอนาคตอาจจะมีการเปิด Forest Stay บ้านเช่าสไตล์โคโลเนียล (ศิลปะแบบตะวันตกที่เข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 – 6) ให้เช่าเป็นรายเดือน โดยเธอพยายามเล่าเรื่องกระท่อมหลังน้อยนี้ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งในรูปแบบ ‘หนังสือ’ ซึ่งเป็นใจความสำคัญของ Forest Bake ในปีที่ 6

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

ลินตั้งใจจะออกหนังสือ Forest Bake Recipes ซึ่งกำลังเขียนอยู่ในตอนนี้ด้วยแนวคิดที่ว่า “เราไปหาทุกคนที่บ้านได้ด้วยหนังสือ” เพราะลินตัดสินใจไม่ขยายร้านไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนตัวแทนของร้าน สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ นอกเมืองเชียงใหม่

โดยตัวหนังสือ ลินตั้งใจให้ออกมาในรูปแบบหนังสือ Cookbook มีภาพเล่าเรื่องร้อยเรียงกันอย่างสวยงาม ควบคู่ไปกับ Introduction เรื่องราวน่าสนุกของร้าน

เป็นการเล่าถึงจุดเริ่มต้นของสถานที่แห่งนี้ พื้นที่ประวัติศาสตร์ ณ ตรงนี้ ที่มาที่ไปของร้าน แล้วค่อย ๆ ลงลึกถึง The Bain’s Recipes เมนูพิเศษ 12 เมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของร้าน ทั้งเค้ก ขนมปัง และสโคน ภายในหนังสือจะบอกวิธีทำทุกเมนู รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารคาว นอกจากนี้ ยังเสริมเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ เทคนิคพิเศษต่าง ๆ ด้านหลังจะมีการเขียนถึงสไตลิ่งสำหรับการนำไปประกอบธุรกิจ พร้อมเพลย์ลิสต์ สำหรับเปิดฟังเวลาทำเบเกอรี่ เพื่อความรื่นรมย์ระหว่างเข้าครัว

หลายครั้งหลายคราวที่มีนักศึกษาหรือคนทั่วไปมาถามถึงพื้นที่ตรงนี้ ลินจึงหวังว่าผู้อ่านหนังสือในอนาคตของเธอ จะไม่ได้จำเพาะเจาะกลุ่มอยู่แค่เหล่าคนทำเบเกอรี่หรือผู้ที่อยากเปิดร้านกาแฟ แต่ยังกว้างขวางไปถึงเหล่าคนที่สนใจแง่มุมประวัติศาสตร์ของพื้นที่สีเขียวตรงนี้ด้วย

“เอาความเป็นเรา สถานที่ และร้าน เข้าไปอยู่ในหนังสือ” คือความตั้งใจของลินในการทำหนังสือเล่มนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองแด่ปีที่ 6 ของ Forest Bake ฮูเร่! ยินดีกับกระท่อมเล็ก ๆ หลังนี้ด้วย

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

ในวันที่ความสุขคือการกลับมายังจุดเริ่มต้น

ผู้ใหญ่มักบอกเราว่า จงเรียนรู้จากประสบการณ์ สำหรับลินแล้ว สิ่งนั้นจริงจนปฏิเสธไม่ได้ การไปกรุงเทพฯ ถือเป็นก้าวหนึ่งที่ทำให้เธอถอยมาตั้งหลัก แล้วเดินต่ออีกก้าวหนึ่งที่ไม่กว้างและยาวเท่าคราวที่แล้ว แม้เป็นก้าวที่ไม่สวยงาม แต่การถอยกลับมาก็ทำให้เธอเห็นเส้นทางต่อไปชัดเจนขึ้น

ในวันที่ทุกอย่างกลับมายังจุดเริ่มต้น “เราไม่ได้คิดว่าเราพิเศษ แต่ทุกอย่างที่ทำมาจากความเป็นเรา” นี่คือประโยคจำกัดความของลินที่มีต่อความพิเศษของร้านของเธอในวันนี้

ความพิเศษเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือประสบการณ์ที่ลูกค้าผู้มาเยือนจะได้ซึมซับจากตัวร้าน นั่นต่างหากคือความภาคภูมิใจที่เธอสื่อสารถึงสิ่งที่ตัวเองรักออกมา Forest Bake ไม่ใช่แค่คาเฟ่เบเกอรี่โฮมเมดที่เสิร์ฟคู่บรรยากาศรื่นรมย์ แต่สถานที่แห่งนี้เสิร์ฟ ‘แรงบันดาลใจ’ ให้กับผู้คนเป็นอาหารจานหลัก

“เรามีความสุขที่สุดที่มีการตอบรับที่ดีพอสมควร ไม่ได้พูดถึงขายของนะคะ พูดถึงการที่มีคนเข้ามาสอบถามเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับขนม มันเกี่ยวกับรูปลักษณ์ การวางแผน หรือไอเดียต่าง ๆ มันทำให้เรามีความสุขตรงที่เราคิดอยากจะเป็นแรงบันดาลใจให้คน ตอนนี้ก็มาถึงจุดนั้นแล้ว”

ลินทิ้งท้ายโดยสรุปกับเราว่า ความยิ่งใหญ่ของขนาดร้าน จำนวนสาขา หรือชื่อเสียงของอาณาจักรที่ปกครอง อาจไม่ใช่บรรทัดฐานความสำเร็จเสมอไป เพราะสุดท้ายแล้ว ความพอใจในสิ่งที่ตัวเองรักที่จะทำ พร้อมกับส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้คนต่างหาก คือทิศทางที่ชัดเจนที่สุดของ Forest Bake

คาเฟ่-เบเกอรี่โฮมเมด ในพื้นที่สีเขียวและประวัติศาสตร์บริษัทค้าไม้ ย่านวัดเกต เชียงใหม่

Forest Bake
ที่ตั้ง : 8/1 ถนนหน้าวัดเกต ซอย 1 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 09 1928 8436

Facebook : Forest Bake และ Nalinna Li

Instagram : forestbake และ nalinnali

Writer

พัทธนันท์ สวนมะลิ

เด็กกรุงเทพฯ ผู้เป็น Sneakerhead และ Cinephile ที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาเรียนเชียงใหม่ แล้วสุดท้ายก็กลับไปตายรังที่กรุงเทพฯ

Photographer

ศรีภูมิ สาส่งเสริม

ช่างภาพเชียงใหม่ ชอบอยู่ในป่า มีเพื่อนเป็นช้าง และชาวเขาชาวดอย

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

เราเดินทางมาถึงที่นี่ช่วงเย็น จากนัดกันไว้ช่วงเช้า เพราะสภาพอากาศทำให้เครื่องบินของเราล่าช้าไปหลายชั่วโมง

ปาล์ม-ศิริพจน์ กลับขันธ์ เจ้าของร้าน ควบตำแหน่งประธานผู้ประกอบการรุ่นใหม่ จ.ตรัง หรือ YEC Trang บอกว่าการดีเลย์เป็นเรื่องปกติมากของคนตรัง และยินดีรอรับแขกจากกรุงเทพฯ ตลอดวัน สมกับที่ร้านของเขาได้รับฉายาว่าเป็นสภากาแฟหรือศาลาว่ากลางของจังหวัดก็ว่าได้

มีเหตุผลมากมายว่าทำไมทั้งสถานที่กว้างใหญ่ พร้อมลานจอดรถแบบจุใจ แถมเดินทางถึงสนามบินได้ใน 10 นาที แต่เรามาวันนี้เพื่อคุยกับปาล์มถึงสิ่งที่ดีมากกว่านั้น

ตอนแรกก็นึกเสียดายที่ดันมาถึงตอนที่ร้านกำลังปิด แต่พอได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน และได้เห็นพนักงานจำนวนมาก (ที่อาจจะมากเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ) ร่วมกันทำความสะอาดร้านอย่างขยันขันแข็ง เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเหมือนเพื่อนสนิท เรากลับรู้สึกโชคดีที่ได้เห็็นภาพแบบนี้

ภาพของ Occur Coffee ที่ไม่ได้เป็นเพียงร้านกาแฟ แต่มีเครื่องประดับเป็นสายยาง ฟองสบู่ และมิตรภาพ แบบฉบับชุมชน Occur ตามที่ปาล์มตั้งใจอยากให้มันเป็น

“ผมเนี่ย เป็นคนตรังที่รักจังหวัดตรังมาก! มาก จนคนอื่นงง” เขาว่า ตอนที่เรานั่งสนทนากันในร้านที่เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นทำจากไม้ยางพารา

พอฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ขอลงมติเห็นด้วยที่เขารักบ้านเกิดมาก แต่ขอเถียงอย่าง 

เราไม่งงว่าทำไมเมืองตรังถึงได้น่ารักขนาดนั้น

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง
Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง

“เกิดจากคนตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง”

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า Occur Coffee เป็นโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นโดย Woodwork โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราของ วิถี สุพิทักษ์ พาร์ตเนอร์คนสำคัญของปาล์ม จากความคิดที่ว่า ไม้ยางพาราจะนำไปทำอย่างอื่นนอกจากเฟอร์นิเจอร์ได้หรือไม่ พอคิดค้นนวัตกรรมใหม่ อบไม้ยางให้แข็งแรงขึ้น ที่นี่ก็ถือเป็นที่แรกที่ยืนยันว่าไม้ยางสามารถสร้างอาคารได้จริง

“นี่พื้นไม้ยาง โต๊ะไม้ยาง เก้าอี้ไม้ยาง ผนังไม้ยาง ยางหมดเลย ใช่ นี่ก็ยาง” เขาชวนให้มองตามรอบร้าน 

“จริง ๆ ทุกอย่างใน Occur มันควร Belong to ตรัง แล้วก็ควรจะ Proud of ตรังไปในอนาคต” ปาล์มย้ำแนวคิดอย่างภาคภูมิใจ “Occur เป็นแบรนด์ที่เกิดจากคนตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง” 

ก่อนเป็นฝ่ายถามเรากลับบ้างว่า “ถ้ามาตรังแล้วไม่ได้ไปเที่ยวทะเล จะไปที่ไหน” เราส่ายหน้าแล้วสารภาพว่าไม่รู้

“เมื่อก่อนตรังไม่มีพื้นที่ของเมือง นี่เป็นไอเดียที่ทำให้เกิด Occur Coffee ขึ้นมา เราคิดว่าควรจะมีพื้นที่ที่รับรองแขกที่มาเที่ยวบ้าง ผมมีลูกค้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เยอะมาก มีนักการเมืองใหญ่ ๆ คุณหมอเก่ง ๆ ผู้พิพากษาอยู่ที่นี่ จนเพื่อน ๆ แซวว่าเป็นศาลากลางของจังหวัด” เขาหัวเราะ “ใครจะมาใช้ก็ได้ มาดื่มกาแฟก็ดี มาประชุม มาคุยงาน นัดเพื่อนก็เจอกันที่นี่แหละครับ”

แต่ก็ใช่ว่าใครจะเปิดร้านกาแฟแล้วได้รับกระแสตอบรับที่ดีล้นหลามขนาดนี้ 

อาจเป็นเพราะความรักที่มีต่อกาแฟจนเรียกได้ว่าคลั่งไคล้ของปาล์ม มันเกิดขึ้นราว ๆ 10 ปีที่แล้ว

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง
Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง

“กาแฟพิเศษคืออะไร”

ร้านกาแฟร้านแรกของปาล์มและร้านกาแฟ Specialty แรกของจังหวัดชื่อว่า Passione del Caffé 

ส่วนความรักที่มีต่อกาแฟ เกิดขึ้นบนดอยช้าง จ.เชียงราย

“ช่วงนั้นผมเจอมรสุมชีวิตครั้งแรกแล้วไม่รู้จะดีลยังไง เลยหาว่ามีที่ไหนที่ไปเที่ยวได้บ้าง มีทริปผุดขึ้นมาในเฟซบุ๊ก จัดโดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) ก็เลยอยากไปลองดูว่า ไร่กาแฟมันเป็นยังไงนะ ไม่เคยเห็น”

ทริปนั้นทำให้เขาได้เจอกับคอกาแฟมากมายที่ปัจจุบันกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า อาทิ วัลลภ ปัสนานนท์ อดีตนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย, หมู-นพพล อมรพิชญ์ปรัชญา จากร้าน Bottomless และ พ้ง-ศุภชัย สว่างอำไพ จากร้าน Duck You Caferista

“เขาคุยอะไรกันไม่รู้ เรื่องต้นกาแฟ เรื่องวิธีเก็บ เรื่อง Process เป็นเรื่องใหม่กับผมหมดเลย กาแฟพิเศษคืออะไร ตอนนั้นยังกินกาแฟขม ๆ อยู่ด้วยซ้ำ ผมตื่นเต้นมากแล้วก็มีเรื่องเอ๊ะเต็มไปหมด”

ไม่เพียงแค่ความเอ๊ะที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่รสชาติของกาแฟในทริปนั้นก็ตราตรึงใจเขาจนลืมไม่ลง

“หรือกาแฟที่ดีมันต้องเป็นแบบนั้น” ปาล์มคิดกับตัวเอง

“แล้วทำไมกาแฟที่บ้านเราไม่เป็นแบบเขาล่ะ” นั่นเป็นคำถามที่สองที่เปลี่ยนทั้งชีวิตเขา และวิถีการดื่มกาแฟของคนตรังไปตลอดกาล

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง

“ผมบ้าขึ้นทุกวัน และบ้าไม่หยุด”

เพราะไม่มีคนทำเรื่องกาแฟ คือคำตอบที่ปาล์มดั้นด้นหามาได้

“ไม่ได้พูดแค่ตรังนะครับ จังหวัดใหญ่ ๆ ใกล้เคียงคือไม่มีเลย พี่ ๆ ในวงการเขาก็บอกว่า มันขาดคนขับเคลื่อน ถ้าอยากไปทำเดี๋ยวจะลงไปช่วย ตอนนั้นกาแฟพิเศษจะมารึเปล่าไม่รู้นะ แต่ผมรู้สึกว่าน่าจะเป็นความท้าทายใหม่ ๆ ที่เราจะลองเป็นคนมาบุกเบิกกาแฟพิเศษในพื้นที่ภาคใต้”

ท่ามกลางร้านกาแฟโบราณที่ราคาแพงสุดที่แก้วละ 40 บาท เขาตั้งราคาขายแก้วแรกขาดตัวที่ 75 บาท “ร้านเล็ก นั่งก็ไม่สบาย ทุกคนบอกว่าเจ๊งแน่นอน” ปาล์มยอมรับว่าเขาฝืนหยัดยืนเพื่อทำมัน

“ผมพูดเรื่องเดิม ๆ ว่าทำไมกาแฟถึงเปรี้ยว กาแฟตัวนี้แตกต่างกับตัวนั้นยังไง คีย์เวิร์ดเดิม ๆ แบบจำได้เลยว่าต้องพูดอะไร ไม่น่าจะต่ำกว่า 5 ปี จนร้านอื่น ๆ เริ่มปรับตัวตาม เราหวังแค่ให้คนชอบเราวันละคนก็พอ แต่ผมทำวันละคนมา 5 ปี มันก็ได้หลายร้อยคน

“ในวันแรกเขาอาจจะว่าผมบ้านะ แต่พอผมบ้าขึ้นทุกวัน และบ้าไม่หยุด เขาก็เชื่อและสุดท้ายก็มาบ้ากับผมทีละคน ร้านกาแฟในตรังก็เริ่มบ้ากับผมทีละร้าน จนตอนนี้ทั้งเมืองมันไม่มีร้านกาแฟแบบเดิมแล้ว

“เราชอบกาแฟจนถึงขั้น Crazy กับมัน เราหลงใหล ร้านแรกเลยชื่อว่า Passione ไง” เขาเฉลยให้รู้ 

“กับกาแฟ เรามากกว่ารัก มันคือความคลั่งไคล้ เราชอบมันมาก เราอยู่กับมันได้ทุกวัน ดีเราก็อยู่กับมัน ไม่ดีเราก็ยังอยู่กับมัน และผมเชื่อเรื่องกาแฟมาก” ส่วนนี่คือปณิธาน

ปัจจุบัน Passione del Caffé ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ปาล์มมีฐานลูกค้ามากมาย เขาขยับขยายธุรกิจด้วยการเปิดโรงคั่ว เป็นที่ปรึกษาให้กับร้านกาแฟ Specialty อื่น ๆ เริ่มเป็นคนกลางกระจายเมล็ดกาแฟในตรัง ไปจนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 

ทั้งหมดทั้งมวล ปาล์มย้ำว่าเพราะได้รับความอนุเคราะห์จากรุ่นใหญ่ ๆ ในวงการกาแฟมาช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาวงการกาแฟพิเศษในพื้นที่ภาคใต้ให้เกิดขึ้น

พอธุรกิจเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ตัวละครลับอีกตัวก็ปรากฏให้เห็น นั่นคือ จิรณรงค์ วงษ์สุนทร บรรณาธิิการบทความไลฟ์สไตล์ของ The Cloud ผู้ที่ชื่นชอบกาแฟจนคลั่งไคล้ไม่ต่างกัน

“เขามาแนะนำผมว่า เฮ้ย ถ้าคุณอยากทำสาขาเยอะ ๆ ในอนาคต คุณควรจะจ้างคนทำแบรนดิ้ง”

ตัวละครลับที่สองจึงปรากฏตัวในเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ ธีรนพ หวังศิลปคุณ จาก TNOP™ DESIGN ผู้รับหน้าที่ออกแบบร้านกาแฟในฝันของเขาใหม่ ติดอยู่ตรงที่ว่า “คุณปาล์มครับ เอ่อ ถ้าจะทำ ผมว่าต้องเปลี่ยนชื่อ” เขาเล่าพร้อมจำลองเหตุการณ์

ไม่นาน ทีมของธีรนพก็กลับมาพร้อมกับชื่อใหม่ที่ปาล์มตกลงปลงใจโดยทันที 

“ชื่อ Occur มันเหมือนกับการได้เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น และมันก็เกิดขึ้นเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างที่คาดไม่ถึง” 

ส่วนจะเป็นอะไรนั้น เรากำลังจะเล่าให้ฟัง

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง
Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง

“เป็นโรบัสต้าแล้วทำไม”

“คำว่าสภากาแฟ ถ้าถามว่ามันอยู่ที่ไหนเนี่ย ตรังก็ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ”

ปาล์มบอกว่า บ้านเกิดของเขามีวัฒนธรรมการดื่มกาแฟมายาวนานและแข็งแรงมาก หลายคนอาจจะรู้ว่าเขาช่องของคนตรังก็เป็นแบรนด์กาแฟแรก ๆ ในประเทศไทย เพียงแต่มักจะอยู่ในรูปแบบของกาแฟโบราณหรือโรบัสต้าเป็นหลักคือ เข้ม ข้น หวาน มัน ซึ่งนิยมดื่มกันตั้งแต่ตี 3 – 4 เพื่อปลุกให้ตื่นตาสว่าง ก่อนออกไปทำอาชีพหลักคือกรีดยางพาราตอนหัวรุ่ง

คำถามคือ ระหว่างพัฒนาพื้นที่ให้ปลูกกาแฟอาราบิก้าได้ กับพัฒนาโรบัสต้าที่มีอยู่แล้วให้ดี ปาล์มเลือกอะไร

“ผมเลือกอย่างหลัง แล้วก็ไม่ได้แค่คิดอย่างเดียว ผมจะทำอย่างหลังแน่ ๆ นั่นคือเป้าหมายในอนาคต” เขาตอบอย่างหนักแน่น 

เพราะสิ่งที่เขาลงมือไปแล้ว คือการเข้าไปคุยและให้ความรู้กับเกษตรกรต้นน้ำว่าโรบัสต้าที่ดีจะต้องปลูกยังไง เก็บยังไง มีสายพันธุ์อะไรบ้าง และอะไรคือมาตรฐานของการเป็นพรีเมียมโรบัสต้า 

“ผมเปิดร้านนี้้มาเกือบ 2 ปี ผมขายโรบัสต้ามาตลอด เพื่อให้คนรู้ว่าเราไม่ใช่ร้านกาแฟ Specialty ที่จะต้องปานามา เกอิชา กาแฟมัน Local ได้นี่ เป็นโรบัสต้าแล้วทำไมหรอ แล้วในอนาคตถ้าโรบัสต้าที่เมืองเราดีพร้อม เราก็พร้อมจะใช้ทันที เพราะเราอยากจะทำเรื่องโรบัสต้าที่อยู่คู่กับคนตรังให้มันชัดขึ้น”

เราถามเขาตรง ๆ ว่าเป็นเพราะอะไรเขาถึงต้องทำขนาดนี้ ปาล์มตอบกลับมาง่าย ๆ ว่าแรงขับเคลื่อนเดียวของเขา คือการเกิดเป็นคนตรัง

“แล้วเราก็เป็นคนตรังบ้านนอกที่ลำบากมาก่อนด้วยสิ เราเคยรู้สึกว่า เมืองนี้ในอดีตมันไม่ได้เอื้อสำหรับเราเลย เราต้องเข้มแข็งมาก ต้องพยายามมาก ขยันสุด ๆ ถึงจะมีจุดยืนวันนี้ได้ เพราะการที่เราจะทำธุรกิจแรกอย่างร้านกาแฟเจ๊งมีสูงมาก ถ้าเราไม่เข้มแข็งจริง ไม่มั่นใจในจุดยืนของเราจริง เราเลิกไปนานแล้วในปีแรก

“โอกาสมันเอื้อสำหรับคนที่มีฐานะพอสมควรแล้ว แต่น้อง ๆ ที่ต่างอำเภอเหมือนเราเมื่อก่อนล่ะ ทุกวันนี้เขายังต้องไปทำงานที่อื่น ที่ผมทำทุก ๆ โปรเจกต์ ก็เพื่อพยายามจะเปลี่ยนเมืองให้มันพร้อมกับเราทุกคน” 

และมันควรจะเริ่มที่ร้านของเขา

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง
Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง

“เรารู้สึกว่าคนนี้มันมีของดี”

“ที่นี่ทำเหมือนเป็นโรงเรียนเลยนะ ทุกคนเข้ามาจะต้องมีโปรเจกต์ของแต่ละบุคคล โปรเจกต์ร่วมกันเป็นคู่ โปรเจกต์ร่วมกันเป็นทีม อาจจะเป็นเมนูใหม่ ๆ กระบวนการการทำงานใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้ร้านดีขึ้น หรืออย่างน้อย ทำให้เขาเก่งขึ้นก็ยังดี” ปาล์มว่า “ร้านเรามีสอบกลางภาคด้วยนะครับ”

ยิ่งฟังยิ่งมีความงุนงนอยู่บนใบหน้า จนเขาต้องรีบอธิบายให้หายข้องใจ

“คือผมออกข้อสอบเกี่ยวกับกาแฟ ขั้นตอนการทำงานในร้าน หรือประสบการณ์ที่ลูกค้าจะสัมผัสในร้าน นั่งนึกว่าอะไรที่เราสอนน้องไปแล้วบ้าง มันจะจำได้ไหม ทุกคนต้องมานั่งสอบข้อกา ข้อเขียน”

งั้นถ้าสอบตกจะทำยังไง เราถามอีก

“ง่ายมากเลยครับ ไม่ได้หักเงินเดือน ไม่ได้อะไรเลย เราให้ไปวิ่ง 5 กิโล 10 กิโลก็ว่าไป” เรารีบตอบกลับไปว่านั่นไม่ง่ายเลยนะ

“พนักงานร้านกาแฟมันก็วัยรุ่น ผมมาที่ร้านแล้วผมรู้สึก เฮ้ย ทุกอย่างมันถูกต้องไปหมด ทุกคนก็ทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง บริการลูกค้าก็ตามแพตเทิร์น แต่ทำไมมันดูไม่สดชื่นเลย เพราะงั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องออกกำลังกาย

ช่วงนั้นพอทำจริง ๆ ยอดขายมันเติบโตขึ้น โดยแค่เราวิ่ง มันแปลกมากเลยนะ”

นั่นสิ เพราะอะไร

“พอคนมันรีแลกซ์ หน้าตามันเฟรช อยากคุยกับผู้คนมากขึ้น มันนำเสนอมากขึ้น ผมไม่เคยหักเงินเดือนเลย เราทำกันแบบนี้ ทีมเราก็โตขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็สนุกสนานกัน”

นับว่าหายากที่พนักงานกับเจ้าของร้านจะอยู่กันแบบพี่น้องที่สนิทสนมกัน ปาล์มเล่าว่า หากยื่นจดหมายสมัครงานมา เขามักจะสนใจคนที่อยากเอาชนะอะไรบางอย่างและมีเป้าหมายยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ

“ผมสัมภาษณ์เองทุกคน แล้วก็สัมภาษณ์เยอะด้วย ถ้าเขียนใบสมัครว่า หนูจะเป็นบาริสต้าอยู่ออสเตรเลียให้ได้ภายใน 5 ปี เรารีบรับเลย ซึ่งผมรับพนักงานตลอดเวลานะ บางทีก็มีเกินอัตรามากเลย แต่เราก็รู้สึกว่าคนนี้มันมีของดี เอามาก่อน ขาดทุนเดี๋ยวค่อยว่ากัน

“เพราะผมเริ่มคิดตั้งแต่มีพนักงานคนแรกเลยว่า เราฝึกน้อง ๆ ทุกคนเพื่อไม่ได้อยากจะให้เขาเป็นแค่คนชงกาแฟ เราอยากจะสร้างน้องพวกนี้ให้ออกไปเป็นผู้ประกอบการร้านกาแฟที่เจ๋ง ๆ ทั้ง จ.ตรัง เพื่อจะได้สร้างสรรค์เมืองที่ดีให้กับเรา ซึ่งตอนนี้เด็็กรุ่นแรกออกไปเปิดร้านกันครบทุกคนเลยนะ มันเป็นภาพที่ดีมาก”

นอกจากวงการกาแฟแล้ว ปาล์มยังตั้งชื่อกลุ่มให้พนักงานในห้องครัวว่า ตรัง Young Chef เพื่อมุ่งหวังจะทำเรื่องอาหารในบ้านเกิดให้เติบโตอย่างสร้างสรรค์ เพราะที่ Occur เองก็มีแปลงผักปลอดสารพิษเป็นของตัวเองสำหรับอาหารทุกจาน 

“ผมทำอาหารไม่ค่อยเป็น แต่มีแนวคิดว่า ตรังมีจุดเด่นเรื่องของกิน มีต้นทุนวัตถุดิบจากเขาป่านาเลหลากหลายมาก กลุ่มตรัง Young Chef ผมก็ให้โอกาสเขาได้สร้างสิ่งที่เขาอยากทำ อยากเป็น อยากเสิร์ฟ และภาคภูมิใจ

“ผมคิดว่าปีหน้าเนี่ย Occur จะสนุกขึ้น” เขาฝากให้ติดตาม 

“เราจะได้ทำอะไรในแบบที่เราคิดอยากจะทำจริง ๆ เราจะเติบโตแบบเข้มแข็ง แล้วก็น่าจะเป็นภาพใหม่ที่น่าตื่นเต้นกับคนตรังเหมือนกัน เพราะผมอยากเล่าเรื่องตรังให้คนตรังได้สัมผัสก่อน พอตรังเริ่มภูมิใจในตรัง ผมว่าคนอื่นจะเริ่มเข้าใจ”

Occur Coffee สภากาแฟในคาเฟ่จากไม้ยางพาราที่ใช้ทุกอย่างจากตรัง โดยคนตรัง เพื่อคนตรัง
Occur Coffee คาเฟ่จากไม้ยางพาราของคนบ้ากาแฟ ผู้เชื่อในโรบัสต้า และภาคภูมิใจในเมืองตรังเป็นที่สุด

ก่อนจากกัน ในฐานะเจ้าของร้านที่ทำอาหารไม่ค่อยเป็นและไม่เคยเป็นเจ้าของเมนูไหนในร้าน เราขอให้เขาแนะนำเมนูเด็ดที่ชนะใจท่านประธาน

“Occur Sunset & Sunlight ตอนที่เราเปิดร้าน ด้านหน้าฝั่งพระอาทิตย์ตกสีมันม่วงมาก เราเลยให้โจทย์น้อง ๆ แต่ละทีมแข่งกันไปทำเมนูอะไรก็ได้ที่แมตช์กับภาพร้านเรา ชื่อโปรเจกต์ว่าหัวเช้ากับวันเย็น เป็นภาษาใต้ 

“นี่เป็นเมนูที่น้อง ๆ เขานำเสนอแล้วพิชชิ่งชนะ เพราะกว่าจะวางขายแต่ละเมนูในร้านก็ผ่านการนำเสนอกันหลายรอบกว่าพี่ปาล์มจะซื้อไอเดีย แก้วนี้โอเค เรื่องเล่าดี ส่วนผสมดี รสชาติผ่าน” 

Occur Coffee คาเฟ่จากไม้ยางพาราของคนบ้ากาแฟ ผู้เชื่อในโรบัสต้า และภาคภูมิใจในเมืองตรังเป็นที่สุด

“เมนูข้าวหน้าหมูไก่ซูวี ใช้พริกไทยปะเหลียน เป็นสินค้า GI ของตรัง เป็นเมนูที่ผมว่าใครมากินก็รู้สึกเอร็ดอร่อย คือผมไม่เคยเห็นใครกินข้าวอันนี้แล้วเหลือแม้กระทั่งนิดเดียวในจาน เหลือแค่กระดูกไก่ เป็นเมนูที่น้อง ๆ ตรัง Young Chef นำเสนอมาแล้วมันโดนใจผมมาก น่าจะคัดจาก 20 จาน แล้วเลือกมาได้ขายแค่ 1 อย่างนี้ ผมกินเองทุกวันได้ โดยไม่มีเบื่อ ยังไงก็อยากจะนำเสนอ

“ผมไม่เคยคิดเมนูเองสักอันเดียว” เขาหัวเราะตอนเล่า แต่ก็คงเป็นเพราะเขามีความสุข

Occur Coffee คาเฟ่จากไม้ยางพาราของคนบ้ากาแฟ ผู้เชื่อในโรบัสต้า และภาคภูมิใจในเมืองตรังเป็นที่สุด

Occur Coffee

ที่ตั้ง : 119 หมู่ 3 ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมือง จังหวัดตรัง (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 09.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 095 261 4265 

Facebook : Occur Coffee

 

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load