17 พฤศจิกายน 2564

ไม่มีใครไม่รู้จัก ‘โฟร์โมสต์’ แบรนด์นมที่คนไทยคุ้นเคยมากว่า 65 ปี และเป็นส่วนหนึ่งของ ฟรีสแลนด์คัมพิน่า  องค์กรระดับโลกที่มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์โคนมหลากหลายแบรนด์ทั่วโลก โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากสหกรณ์โคนมเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดยเกษตรกรเมื่อ 150 ปีก่อน

ธุรกิจส่วนใหญ่มักเริ่มสร้างแบรนด์จากโจทย์การตลาด แต่โฟร์โมสต์ตั้งใจส่งต่อคุณค่าทางสารอาหาร ด้วยการตั้งต้นคิดค้นสินค้าจากดีเอ็นเอขององค์กรอย่างแท้จริง ไม่ได้เริ่มคิดแค่การผลิตนม แต่ดูแลตั้งแต่ยอดหญ้า เกษตรกร สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้น้ำนมโคคุณภาพ ใส่ใจทุกสิ่งรอบตัวด้วยการใส่ใจปัญหาสังคม อย่างการขาดแคลนโภชนาการ และส่งต่อน้ำใจให้เด็กรุ่นใหม่ ผ่านสารอาหารที่คัดสรรมาอย่างดีในนมทุกกล่อง

The Cloud ชวนมาจิบนมรสชาติคุ้นเคย คุยกับ คุณวิภาส ปวโรจน์กิจ กรรมการผู้จัดการ คุณโอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ และ คุณราชเทพ นฤหล้า ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คลี่กล่องนม เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์นมโคคุณภาพทุกกล่องในทุกวันนี้

9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์

1. บริหารงานโดยฟรีสแลนด์คัมพิน่า บริษัทระดับโลกที่เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรโคนม  

ใน ค.ศ.1871 เหล่าเกษตรกรโคนมในเนเธอแลนด์ รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมเพื่อการพัฒนาเกษตรในฮอลแลนด์ทางตอนเหนือ หรือสหกรณ์โคนมฟรีสแลนด์คัมพิน่า ยู.เอ. 

ด้วยจุดเริ่มต้นจากถังบ่มชีส 2 ถัง ตาชั่ง และอาคารสำนักงาน เกษตรกรโคนมจากทั้งในหมู่บ้าน Wieringerwaard และ Warga ต่างก่อตั้งบริษัทขึ้นในเวลาต่อมา เติบโตจากรากฐานการเป็นธุรกิจครอบครัว ส่งต่อความรู้ผลิตภัณฑ์โคนมจากรุ่นสู่รุ่น ร่วมมือกันจนขยายกิจการไปยังเมืองต่างๆ และชายแดนประเทศใกล้เคียง 

ในช่วงแรกบริษัทใช้ชื่อว่าฟรีสแลนด์ฟู้ด เน้นขายตลาดในเอเชียและตะวันออกกลาง ได้มาลงทุนและซื้อกิจการ โฟร์โมสต์อาหารนม ประเทศไทย ก่อนบริษัทแม่ฯ ฟรีสแลนด์ฟู้ด จะควบรวมกับบริษัทคัมพิน่า บริษัทรูปแบบเดียวกันแต่ถนัดตลาดยุโรป ในปี ค.ศ. 2007

และเติบโตเป็นบริษัทระดับโลกชื่อ ฟรีสแลนด์คัมพิน่า หนึ่งในสหกรณ์ผลิตสินค้าจากโคนมที่ผลิตได้เยอะที่สุดในโลก มีสมาชิกเกษตรกรกว่า 17,000 ราย และมีพนักงานมากกว่า 23,000 คนทั่วโลก ที่ได้เข้าถือหุ้นโฟร์โมสต์ เป็นโมเดลบริษัทที่พิสูจน์ว่า สหกรณ์สามารถเติบใหญ่ได้อย่างยั่งยืน จนตอนนี้มีอายุยาวนานถึง 150 ปี   

2. เคยชื่อพระนครมิลค์อินดัสทรีย์ และใช้ชื่อศาลาโฟร์โมสต์ขายไอศกรีม 

บริษัทโฟร์โมสต์อาหารนมก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2499 โดยนักธุรกิจชาวไทยและอเมริกันซึ่งอิมพอร์ตแบรนด์เข้ามา ก่อนจะถูกเปลี่ยนมือและกลายเป็นฟรีสแลนด์คัมพิน่าในทุกวันนี้ โฟร์โมสต์เคยอยู่ภายใต้บริษัทที่ใช้ชื่อสุดคลาสสิกอย่าง บริษัท พระนครมิลค์อินดัสทรีย์ และ บริษัท อุตสาหกรรมนมพระนคร นอกจากผลิตนมในไทยแล้ว ยังเริ่มผลิตส่งออกไปยังสิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน สปป.ลาว ศรีลังกา ปากีสถาน ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 อีกด้วย

ในยุคก่อนมีธุรกิจขายไอศกรีมที่คนจดจำกันได้มากในชื่อ ศาลาโฟร์โมสต์ ไอศกรีมในถ้วยชามสีส้มสะดุดตา เปิดสาขาอยู่กับโรงภาพยนตร์อย่างศาลาเฉลิมไทย โรงภาพยนตร์สยาม ภายหลังยุติไป และหันมาเน้นธุรกิจผลิตภัณฑ์จากนมเป็นหลัก 

9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์
9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์

3. From Grass to Glass ส่งต่อคุณค่าจากยอดหญ้าสู่น้ำนมโคคุณภาพทุกกล่อง

เมื่อพูดถึงความยั่งยืน หลายคนมักนึกถึงแพ็กเกจรักษ์โลกเท่านั้น แต่หนึ่งประเด็นสำคัญในหมวดความยั่งยืนด้านอาหารที่มักมองข้ามไป คือ สารอาหาร

ความตั้งใจของโฟร์โมสต์ตามแนวทางบริษัทแม่ คือ Nourishing by Nature ส่งต่อสารอาหารที่ดีจากธรรมชาติที่ดี จากยอดหญ้าสู่น้ำนมโคคุณภาพ หญ้าที่อุดมสมบูรณ์เป็นอาหารที่ดีให้วัวพันธ์ุดี เมื่อโคนมทานหญ้าดี ทำให้เกิดน้ำนมดีเปี่ยมคุณค่าทางอาหาร ส่งต่อเป็นสารอาหารที่ดีมาถึงผู้บริโภคอีกต่อหนึ่ง 

การมุ่งมั่นส่งต่อคุณค่าเหล่านี้ ทำให้โฟร์โมสต์ดูแลโคนมอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจว่าทาน

อาหารอะไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน เพื่อให้นมมีแบคทีเรียต่ำตามมาตรฐาน มีโปรตีน ไขมัน และสารอาหารตามที่อยากได้ ที่ฮอลแลนด์ยกระดับความยั่งยืนในการดูแลโคนมไปอีกขั้นหนึ่ง ถึงขนาดมีมาตรฐานว่า วัวควรได้อยู่กลางแจ้งกี่ชั่วโมงต่อปี ควรมีความหลากหลายของชนิดสัตว์ในฟาร์มอย่างไรบ้าง พร้อมคัดมาตรฐานวัตถุดิบอย่างตั้งใจ ทั้งคุณภาพน้ำมันปาล์มจากป่าที่ปลูกเอง และยังมีตัวชี้วัดคุณภาพน้ำตาลในนมอย่างละเอียด

จากการดูแลตั้งแต่ยอดหญ้าสู่สัญญาที่ให้ไว้กับผู้บริโภคเป็นมั่นเหมาะบนฉลากนม ที่โฟร์โมสต์ภูมิใจว่าสามารถส่งต่อสารอาหารตามฉลากทุกกล่องอย่างไม่มีผิดเพี้ยน 

ด้วยความตั้งใจที่อยากส่งมอบสารอาหารให้เข้าถึงทั่วโลก ราคาของนมโฟร์โมสต์ยังเข้าถึงง่าย  และสามารถหาซื้อได้ทั่วไป แถมยังใช้กล่องกระดาษจากป่าอนุรักษ์ ตั้งใจลดการใช้อะลูมิเนียมเลเยอร์ในกล่องกระดาษ เพื่อให้เป็นกล่องนมรักษ์โลกอย่างเต็มตัวมากขึ้นในอนาคต

ฟรีสแลนด์คัมพิน่าได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทอันดับ 3 ของโลกใน Global Access to Nutrition Index 2021 เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า สิ่งที่ตั้งใจทำส่งผ่านจากยอดหญ้าสู่กล่องนมได้จริง

9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์
9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์
9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์

4. Farmers to Farmers สนับสนุนการส่งต่อความรู้โคนมจากเกษตรกรรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

เพราะเป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้องค์กรที่มีจุดเริ่มต้นจากสหกรณ์โคนม โฟร์โมสต์มีความตั้งใจดีที่จะอยากสร้าง Good Living For Our Farmers สนับสนุนการส่งต่อความรู้และพัฒนาฟาร์มของเกษตรกร

มีโครงการ Farmers to Farmers ถ่ายทอดความรู้จากเกษตรกรเนเธอร์แลนด์สู่ฟาร์มเกษตรกร 4,000 กว่าครอบครัวในไทย รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้เกษตรกรมากว่าสิบปี ทั้งเริ่มพัฒนาฟาร์มการเลี้ยงโคนมในไทย ร่วมมือกับองค์การส่งเสริมโคนมในไทย สนับสนุนให้ผลิตนมคุณภาพระดับโลกอย่างสำเร็จ

หัวใจของการสร้างแบรนด์โฟร์โมสต์คือการเติบโตอย่างยั่งยืน ได้สนับสนุน Next Generations เหมือนที่สหกรณ์เกษตรโคนมรุ่นแล้วรุ่นเล่า ส่งต่อความรู้กันมายาวนานกว่าร้อยปี และสมาชิกในครอบครัวรุ่นแล้วรุ่นแล้วเติบโตจากการดื่มนมอย่างแข็งแรง

5. โฟร์โมสต์ มีแบรนด์พี่น้อง เพื่อตอบทุกโจทย์ของความต้องการที่แตกต่างของคนทุกกลุ่ม

ฟรีสแลนด์คัมพิน่าประกอบด้วยหลากหลายแบรนด์ รวมทั่วโลกมีแบรนด์ย่อยมากมายที่จำชื่อได้ไม่หมด โดยมีจุดร่วมของทุกแบรนด์คือ การส่งต่อคุณค่าสารอาหารจากนม ในไทยมีลูกค้า 2 กลุ่มหลัก

หนึ่ง คือ แม่และเด็กที่มองหาสารอาหารจากนม โฟร์โมสต์ก็เป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์นมโคให้เลือกหลากหลายตามความต้องการเฉพาะของคนทุกกลุ่มและทุกวัย จึงแตกต่างจากแบรนด์อื่น

สอง กลุ่มผู้ประกอบการร้านชากาแฟ ร้านเบเกอรี่ ร้านอาหาร และโรงแรมต่างๆ ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนประกอบในการปรุงเครื่องดื่มและอาหาร ให้รสชาติที่ดี เสถียร และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไปตามเทรนด์ นกเหยี่ยวฟอลคอน ก็มาตอบโจทย์นี้ โดยการมีผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มนมข้นหวาน นมข้นจืด นมตีฟอง ที่หลากหลาย ขณะที่เชฟขนมหวาน (Pastry Chef) ที่มองหาวิปปิ้งครีม เนื้อแน่น ก็มี เดบิค แบรนด์น้องใหม่สำหรับสายพรีเมียมรองรับ ซึ่งแม้จะเพิ่งเข้าไทยในปีนี้ แต่เป็นแบรนด์ชั้นนำเก่าแก่ร้อยปีในยุโรป นำเสนอนวัตกรรมครีมที่สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอาหารอย่างเชฟและบาริสต้าโดยเฉพาะ 

9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์

6. เป็นผู้นำตลาดนม UHT ที่เชื่อว่า นมที่มีประโยชน์ไม่ได้แปลว่าต้องไม่อร่อย

นมโฟร์โมสต์เป็นแบรนด์ที่มีครัวเรือนไทยนิยมดื่มมากที่สุด หลายคนมักจดจำโฟร์โมสต์ในฐานะแบรนด์นมแบรนด์แรกที่ดื่มสมัยเด็ก และดื่มประจำจนคุ้นเคยรสชาติ เบื้องหลังความคุ้นเคยของผู้บริโภคนี้ คือคุณภาพที่มั่นใจได้ สร้างความรู้สึกไว้วางใจว่าปลอดภัยและมีประโยชน์ เน้นส่งมอบคุณค่าสารอาหารทั้งสำหรับเด็กวัยเล็ก วัยกำลังเติบโต วัยรุ่น และบุคคลทั่วไปในวัยผู้ใหญ่ ด้วยความเชื่อว่าการมอบสารอาหารที่ดี ไม่จำเป็นต้องมาพร้อมรสชาติที่ไม่โอเค จึงมีการพัฒนารสชาติที่หลากหลาย เพราะอยากให้ทุกคนดื่มนมได้อย่างอร่อย เพื่อให้สามารถรับคุณค่าสารอาหารที่จำเป็นได้ทุกวัน

7. คัดสรรสารอาหาร เพื่อสร้างนมที่สนับสนุนการพัฒนา IQ และ EQ เพราะเข้าใจความต้องการของพ่อแม่ยุคใหม่ที่อยากให้ลูกฉลาดและมีน้ำใจ 

การสร้างแบรนด์โฟร์โมสต์เริ่มจากทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความต้องการของผู้บริโภค ตั้งแต่สารอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ครอบครัวอยากมอบให้ลูก 

เนื่องจากสังคมยุคนี้มีการแข่งขันสูง ครอบครัวจึงอยากให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรง ฉลาด มีไหวพริบ พร้อมทั้งเป็นเด็กมีน้ำใจที่คนรอบข้างรักและมีเพื่อนฝูงเยอะ เพื่อเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

เมื่อเข้าใจความต้องการเหล่านี้ จึงคิดต่อไปว่าสารอาหารอะไรบ้างที่สามารถพัฒนา IQ และ EQ ของเด็กได้ดี ส่งเสริมให้เด็กฉลาดและมีน้ำใจอย่างที่พ่อแม่ต้องการ 

นมของโฟร์โมสต์จึงเน้นสารอาหารเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ไลน์ผลิตภัณฑ์โฟร์โมสต์ โอเมก้า 3, 6, 9 ที่มี DHA ซึ่งมีบทบาทต่อการพัฒนา IQ และ EQ ส่งเสริมการพัฒนาสมอง รวมถึงความมั่นคงทางอารมณ์ นมโฟร์โมสต์มี DHA สูง ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเข้าถึงสารอาหารสำคัญได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็นโอเมก้า 3, 6 และ 9 วิตามิน B12 ไปจนถึงแคลเซียมและโปรตีนที่ส่งเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน รวมถึงการเจริญเติบโตของร่างกายโดยรวม

แบรนด์เชื่อว่าการชนะความท้าทายคือห้ามหยุดอยู่กับที่ ต้องปรับเปลี่ยนและนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา สินค้าล่าสุดของโฟร์โมสต์เกิดจากความเข้าใจในแม่และเด็กรุ่นใหม่ ทุกเช้าคือมื้อสำคัญที่แม่อยากให้ลูกได้สารอาหารครบหมู่มากที่สุด มีพลังพร้อมสำหรับการเรียนรู้ไปตลอดทั้งวัน แต่ในความเป็นจริง มื้อเช้ากลับเป็นช่วงเวลาที่มักรีบเร่งที่สุด จึงนำมาสู่การพัฒนา โฟร์โมสต์ มัลติเกรน รสช็อกโกแลต ที่ทานง่าย พร้อมสารอาหารจากธัญพืชรวม 3 ชนิดจากข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทั้งอิ่มง่ายและอุดมด้วยสารอาหาร

9 เรื่องของโฟร์โมสต์แบรนด์ที่เชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย พร้อมส่งผ่านความตั้งจากเกษตรกรโคนมและรักษ์ทุกสิ่งรอบตัวตามแนวทางบริษัทในเนเธอร์แลนด์
9 เรื่องที่ทำให้ 'โฟร์โมสต์' เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาทุกยุค

8. ก่อตั้ง SEANUTS วิจัยภาวะโภชนาการในเด็กอย่างจริงจังนานนับสิบปี

จากการศึกษาข้อมูลทางโภชนาการของประเทศ พบว่าไทยมีปัญหาด้านโภชนาการเด็ก 2 ด้าน คือ หนึ่ง การขาดสารอาหารที่จำเป็น (ภาวะทุพโภชนาการ) และ สอง การได้สารอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากเกินไป (โรคอ้วน) เป็นสองเรื่องที่ตรงข้ามกัน แต่มีพื้นฐานมาจากปัญหาการไม่สามารถเข้าถึงสารอาหารที่ดี มีคุณภาพได้เหมือนกัน

เพราะเชื่อว่าหากจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด ควรรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงก่อน ฟรีสแลนด์คัมพิน่าจึงก่อตั้งสถาบันวิจัย SEANUTS (South East Asian Nutrition Surveys) ซึ่งทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการอย่างจริงจัง เพื่อมุ่งเก็บข้อมูลเรื่องภาวะโภชนาการเด็กในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำมาอย่างยาวนานและวิจัยอย่างเข้มข้น โดยวิจัยหนึ่งครั้งยาวนาน 8 – 10 ปี ให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แม่นยำ และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดได้

ใช้โอกาสที่อยู่ในอุตสาหกรรมนม สนับสนุนโภชนาการในไทยให้ดีขึ้น แก้ปัญหาการบริโภคนมของคนไทยที่ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีรสชาติที่หลากหลาย ขณะที่ยังคงสารอาหารที่จำเป็นไว้ ส่งเสริมให้เยาวชนไทยรุ่นใหม่เติบโต แข็งแรง

9 เรื่องที่ทำให้ 'โฟร์โมสต์' เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาทุกยุค

9. ส่งต่อรอยยิ้มด้วยการแบ่งปันน้ำใจ มอบนมเสริมความแข็งแรงและพัฒนาการให้แก่เด็กไทย

ตลอด 65 ปีของโฟร์โมสต์ในประเทศไทยที่อยู่มายาวนาน มีสิ่งที่แบรนด์เชื่อมั่นและยึดถือมาโดยตลอดคือความมีน้ำใจ ซึ่งเป็นคุณค่าที่สังคมไทยก็ให้ความสำคัญ ด้วยเป็นคุณค่าที่สามารถส่งต่อประโยชน์และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีได้

ในปีนี้ผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นภาวะจำเป็นเร่งด่วนสำหรับแม่และเด็ก หลายครอบครัวที่มีเด็กเล็กประสบปัญหาด้านรายได้ กระทบการดำเนินชีวิตและโภชนาการของเด็กที่อาจส่งผลพัฒนาการในระยะยาว โครงการโฟร์โมสต์ส่งต่อรอยยิ้มให้เด็กไทยสู้ภัยโควิด-19 จึงชวนคนมาแบ่งปันน้ำใจ ซื้อนมบริโภคในช่วงเวลาจัดกิจกรรมของโครงการฯ ในแต่ละปี เพื่อแสดงเจตจำนงในการร่วมบริจาคนมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ บรรเทาปัญหาการขาดแคลนสารอาหารและโภชนาการที่เหมาะสมในสภาวะวิกฤต

นมของโฟร์โมสต์เป็นทั้งอาหารอิ่มท้อง เป็นเครื่องดื่มที่ส่งต่อโภชนาการที่ดี ทำให้ร่างกายแข็งแรง ขณะเดียวกันก็สร้างความรู้สึกที่ดีของการได้ร่วมส่งต่อ ให้โลกหมุนไปข้างหน้าด้วยน้ำนมโคคุณภาพและความคิดคำนึงถึงสังคมและชุมชน

9 เรื่องที่ทำให้ 'โฟร์โมสต์' เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมาทุกยุค

ภาพ : ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load