ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวไทยเรามีการติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษาอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนใกล้เคียงหรือดินแดนอันห่างไกล โดยเราติดต่อกันมาเป็นพันๆ ปีแล้วนะครับ โดยคนโบราณได้ทิ้งหลักฐานไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษาในรูปแบบของสินค้านำเข้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หรือเอกสารที่พูดถึงลักษณะหน้าตา เครื่องแต่งกายของคนเหล่านั้นเอาไว้ แต่ยังมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ทั้งน่าสนใจและชัดเจนมากๆ เลย นั่นก็คืองานศิลปะในวัดยังไงล่ะครับ

พูดว่า ‘ในวัด’ อาจจะกว้างสักหน่อย ลองมาจำกัดพื้นที่กันดีกว่าครับ ว่าเราจะพบเห็นรูปชาวต่างชาติเหล่านี้ได้ที่ไหนกันบ้าง

อันดับหนึ่งเลยก็คือในภาพเล่าเรื่องครับ โดยมักจะอยู่ในรูปของ ‘ตัวกาก’ ตัวประกอบฉากที่แม้จะเป็นตัวรองๆ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็มให้ฉากและพื้นที่นั้นมีความสมบูรณ์  ซึ่งชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะแทรกอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น บ้างเป็นชาวบ้าน บ้างเป็นนักดนตรี บ้างเป็นทหาร แล้วแต่ฉากนั้นๆ ว่าเป็นฉากอะไร แบบไหนครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

แต่ที่ดูเป็นเหมือนตลกร้ายนิดๆ ก็คือ เราพบเห็นภาพพวกเขาเหล่านี้ได้ในฉากมารผจญในฐานะกองทัพพญามารครับ แล้วทำไมช่างโบราณที่เอาพวกเขาไปอยู่ตรงนั้นกันล่ะ คำตอบง่ายนิดเดียวครับ เพราะสำหรับคนสมัยก่อน ชาวต่างชาติเหล่านี้ถือเป็น ‘มารศาสนา’ ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรืออาหรับต่างก็นับถือศาสนาที่ต่างจากคนสมัยก่อนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น เขาเหล่านี้จึงเป็นเหมือน ‘มารศาสนา’ ที่พยายามชักจูงชาวพุทธให้ออกห่างแล้วเปลี่ยนศาสนาครับ (แม้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นก็ตาม) ดังนั้น เราจึงพบเห็นพวกเขาได้ในฉากนี้เช่นกัน โดยมักจะอยู่แถวล่างๆ ซะด้วย อย่างเช่น วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร ครับผม

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

และไม่เพียงแค่เป็นมารในกองทัพมารเท่านั้น ยังมีภาพที่บันทึกรูปชาวตะวันตกแต่งตัวเลียนแบบพระสงฆ์ด้วยนะครับ เพราะในสมัยก่อน บาทหลวงมีความพยายามในการเผยแผ่คริสต์ศาสนาโดยแต่งตัวเลียนแบบพระสงฆ์ครับ ปรากฏหลักฐานบนจิตรกรรมฝาผนัง วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรีเลยครับผม

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี

นอกจากนี้เรายังพบเห็นพวกเขาบนบานประตูและหน้าต่างได้เช่นกัน โดยเมื่อพวกเขาอยู่ในตำแหน่งนี้ หน้าที่ของพวกเขาก็คือเป็น ‘ทวารบาล’ ไม่แตกต่างอะไรจากรูปเทวดา ยักษ์ หรือเซี่ยวกางที่เขียนกันบนบานประตูหรือบานหน้าต่างเลยครับ แต่กรณีแบบนี้จะพบได้ยากสักหน่อย มีแค่ไม่กี่วัดเท่านั้นที่ทำ แต่กลุ่มนี้จะเป็นส่วนที่มีชาวต่างชาติสัญชาติแปลกๆ มากที่สุดแล้วครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

และเชื่อไหมครับ หลักฐานรูปชาวต่างชาติที่เก่าที่สุดที่ในประเทศไทยพบมาแล้วตั้งแต่สมัยทวารวดีโน่นเลยครับ เป็นงานปูนปั้นบนผนังเจดีย์ครับ เป็นภาพคนสวมหมวกสูงที่ดูโหงวเฮ้งหน้าตาและเครื่องแต่งกายแล้ว ไม่น่าใช่คนทวารวดีแน่ๆ ก็เชื่อกันว่าเป็นรูปชาวต่างชาติ หลังจากนั้นก็ต้องเรียกว่าข้ามมาเจออีกทีก็คือสมัยอยุธยาเลยครับ แล้วก็เจอเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังมีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวต่างชาติในฐานะภาพกากที่พบเจอได้บ่อยครั้งทีเดียว

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทีนี้ เราลองไปดูกันบ้างดีกว่าว่า ชาวต่างชาติที่เราเจอเป็นชนชาติไหนกันบ้าง

เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียงกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านก่อนเลยครับ เรามีทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา ญวนหรือเวียดนาม รวมถึงชาวมอญ กะเหรี่ยง ไทลื้อก็มีนะครับ ซึ่งแต่ละชนชาติก็จะแต่งตัวตามแต่ละชาติเลยครับ เช่น สาวมอญนุ่งผ้าแหวก อย่างวัดบางแคใหญ่ สมุทรสงคราม หรือชาวพม่านุ่งโสร่งที่บานหน้าต่าง วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพมหานคร รวมถึงภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง กระซิบรักเมืองน่านหรือปู่ม่านย่าม่าน ก็เป็นภาพหญิงชายชาวพม่าครับ บ่ใช่ชาวเหนือนา  

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางแคใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

มาต่อกันด้วยลูกพี่ใหญ่อย่างประเทศจีนกันบ้าง งานนี้มาทั้งทวารบาลแบบจีนที่เรียกว่า เซี่ยวกาง เป็นรูปนักรบจีนยืนอยู่บนสัตว์ อารมณ์เดียวกับทวารบาลในประเทศจีนเลยครับ นอกจากนั้นก็จะมีคนจีนในจุดต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะไว้ผมทรงแมนจู ใส่กางเกงขาก๊วย อย่างวัดวัง จังหวัดพัทลุง หรือประกอบอาชีพที่คนจีนมักจะทำ เช่น เจ๊กลาก หรือคนจีนที่ทำหน้าที่เข็นรถให้คนนั่ง เช่น วัดตลิ่งชัน จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวัง จังหวัดพัทลุง
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดตลิ่งชัน จังหวัดสุโขทัย

คราวนี้มาถึงชาวมุสลิมหรือที่เรานิยมเรียกว่า ‘แขก’ กันบ้าง ชาวมุสลิมที่เข้ามาในประเทศไทยมีหลายจำพวก ทั้งแขกอาหรับที่มาจากตะวันออกกลาง แขกหุ้ยหุยหรือมุสลิมจากประเทศจีน แขกมลายูหรือแขกมาเลเซีย แขกจุเหลี่ย หรือมุสลิมจากอินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น ซึ่งชาวมุสลิมที่พบมากที่สุดบนฝาผนังก็คงจะหนีไม่พ้น แขกอาหรับ ที่เจอทั้งในฉากกองทัพอย่างที่วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร ส่วนแขกกลุ่มแปลกๆ โดยมากจะพบบนทวารบาลซะมากกว่า เช่น วัดพระเชตุพนฯ หรือ วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร นะครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

มาถึงชาวตะวันตก หรือ ‘ฝรั่ง’ กันบ้างครับ ซึ่งชาวตะวันตกที่เรารู้ๆ กันว่าเข้ามาในไทยก็จะมีชาวดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ ชาวฝรั่งเศส ชาวอังกฤษ หรือชาวโปรตุเกส เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้เจออยู่บนฝาผนังมานานและมีมากพอสมควรด้วยครับ แต่นอกจากนี้ก็ยังมีชาวตะวันตกที่อาจจะไม่เคยเข้ามาในไทย แล้วคนสมัยก่อนเขารู้จักได้ยังไงล่ะ เขาก็ได้ยินได้ฟังจากคนอื่นมาอีกทีก็เลยเอามาเขียนซะเลย เช่น หรูชปีตะสบาก หรือ ชาวรัสเซีย ซึ่ง ‘หรูชปีตะสบาก’ ก็คือคำว่า ‘เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก’ นั่นเอง ซึ่งมีวาดอยู่บนทวารบาล วัดพระเชตุพนฯ ด้วยนะเออ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

นอกเหนือจากชนชาติหลักๆ แล้ว เชื่อไหมครับว่ายังมีชนชาติที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอในศิลปะไทยสมัยก่อนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปหญิงชาวเกาหลีจากวัดบางขุนเทียนนอกที่ใส่ฮันบกอย่างชัดเจน หรือ ชาวญี่ปุ่น พบที่วัดเดียวกับชาวเกาหลีครับ ยังไม่พีกพอใช่ไหมครับ งั้นขอนำเสนอชาวแอฟริกา ผิวเข้ม เจาะหู ถือไม้ยาวก็ยังมีเลยนะครับ ซึ่งชนชาติเหล่านี้บางชาติก็ไม่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้น วิธีการเดียวที่คนสมัยนั้นจะรู้จักคนเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกับชาวหรูชปีตะสบากครับ ที่คนสมัยก่อนได้ยินคำบอกเล่ามาแล้วนำมาบันทึกเอาไว้บนฝาผนังด้วยนั่นเองครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร

เห็นไหมครับว่า มีชาวต่างชาติมากมายขนาดไหนที่เคยเข้ามาติดต่อกับประเทศเราในอดีต หรือแม้แต่ชนชาติที่เราไม่รู้จัก แต่แค่ได้ยินเรื่องเล่าก็ถึงกับต้องบันทึกเรื่องราวของคนเหล่านั้นลงบนทั้งบนกระดาษและในงานศิลปะกันเลยทีเดียว ซึ่งเหล่านี้ล้วนบอกเล่าถึงโลกทัศน์ของคนไทยในสมัยก่อนต่อโลก ต่อชาวต่างชาติ ต่อคนต่างวัฒนธรรมกับตัวเอง ว่าเขามีมุมมองอย่างไร หรือรับรู้ถึงคนเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เลยกลายเป็นความโชคดีของคนในยุคเราที่คนโบราณได้ทิ้งเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ให้คนรุ่นเราได้อ่าน ได้ศึกษากันครับผม ใครไปวัดไหนแล้วเห็นคนเหล่านี้ก็ลองพินิจกันดูครับว่าเขาเหล่านั้นยังเหมือนเดิมกันรึเปล่า

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับคนที่สนใจเรื่องภาพกากนะครับ ผมได้เคยเขียนบทความลงใน The Cloud เอาไว้แล้วครับ สามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยครับผม
  2. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเกี่ยวกับภาพชาวต่างชาติต่างภาษาในงานศิลปะไทย มีทั้งหนังสือ บทความ งานวิจัยเยอะเลยครับ ชิ้นหนึ่งที่แนะนำเป็นวิทยานิพนธ์ของคุณภานุพงษ์ ชงเชื้อ ที่ศึกษาเกี่ยวกับภาพสิบสองภาษาบนบานหน้าต่างวัดบางขุนเทียนนอกครับ ซึ่งศึกษาไว้อย่างหลากหลายและลึกซึ้งครับผม
  3. ส่วนถ้าใครอยากรู้ว่า คนสมัยก่อนบรรยายเรื่องราวของชนชาติเหล่านี้เอาไว้แบบไหนบ้าง สามารถไปอ่านได้ในโคลงสิบสองภาษา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนะครับ ในอินเทอร์เน็ตก็มี หรือเป็นหนังสือก็มีเช่นกันครับผ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

คิดว่ากรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเรา มีคนอยู่อาศัยและตั้งบ้านเรือนกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ 100 ปีเหรอ หรือ 200 ปี เอ๊ะ หรือว่า 300 ปี 

จริง ๆ แล้ว กรุงเทพมหานครแห่งนี้มีคนอยู่อาศัยมานานกว่า 600 ปีแล้วนะครับ แน่นอนว่าผมไม่ได้พูดพล่อย ๆ พูดมั่ว ๆ พูดลอย ๆ วันนี้ผมจะเอาหนึ่งในหลักฐานที่ว่ามาโชว์ และหลักฐานที่ว่านั้นอยู่ที่ ‘วัดแจงร้อน’ ครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

วัดแจงร้อน : นามวัดอันไร้ที่มา

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ก่อนจะได้ชื่อว่า ‘วัดแจงร้อน’ วัดนี้เคยมีชื่ออื่นมาก่อน เพราะวัดแจงร้อนสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อ ‘วัดพลา’ หรือ ‘วัดพารา’ แต่ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงได้ชื่อนี้ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าเดิมวัดนี้ชื่อว่า ‘วัดหงษ์ร่อน’ เพราะมีตำนานเล่าว่าเคยมีหงส์บินผ่านบริเวณที่สร้างวัดแห่งนี้และบินจากไป แต่บ้างก็ว่าเมื่อสร้างวัดเสร็จมีหงส์ตัวหนึ่งบินผ่านไว้ แต่ไม่ว่าจะชื่อไหนก็ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพออยู่ดี 

แม้แต่ชื่อปัจจุบันอย่างวัดแจงร้อน ก็ยังไม่ชัดว่าคำนี้แปลว่าอะไร บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แจงร้อย’ บ้างก็บอกว่ามาจากคำว่า ‘แร้งร่อน’ แต่ก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี ก็ยังคงเป็นปริศนาว่าทั้งชื่อเก่า ชื่อใหม่ มีที่มายังไงกันแน่ ก็ปล่อยให้เป็นปริศนาให้คนมาไขกันต่อไป

วิหารวัดแจงร้อน : วิหารรุ่นพระนารายณ์หลังงามในกรุงเทพฯ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

ในบรรดาอาคารทั้งหมดภายในวัดแจ้งร้อน วิหารของวัดแจงร้อนคืออาคารที่เก่าแก่ที่สุด แม้จะผ่านมือการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยหลังไปแล้ว แต่รูปทรงของอาคารยังคงเดิม เป็นอาคารในแบบที่เรียกว่า ‘วิลันดา’ อาคารในสมัยอยุธยาตอนปลายที่ได้อิทธิพลจากศิลปะตะวันตก ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แถมอาคารหลังนี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มอาคารแบบมหาอุดที่มีแต่ประตูหน้า ไม่มีทั้งประตูหลังหรือหน้าต่างใด ๆ 

จุดเด่นสำคัญของอุโบสถวิหารแบบวิลันดา ก็คืออาคารที่มีหน้าบันประดับด้วยลายปูนปั้น ซึ่งในสมัยอยุธยาถือเป็นของแปลก เพราะสมัยโน้นยังเคยชินกับการทำหน้าบันด้วยการแกะสลักไม้ แถมลวดลายยังเป็นสไตล์ฝรั่ง มีครุฑยุดนาคเหนือเทพนมที่มีกระหนกใบผักกาด ซึ่งเป็นลวดลายสไตล์ตะวันตกที่ยอดฮิตในช่วงเวลานั้นด้วย ซึ่งลวดลายแบบนี้ชวนให้นึกถึงวัดเตว็ดที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเลยครับ

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่ถ้าคิดว่าวิหารหลังนี้เพิ่งสร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้วล่ะก็ คุณคิดผิดครับ เพราะก่อนหน้าวิหารหลังนี้ ณ ที่แห่งนี้อาจจะมีวิหารหลังที่เก่ากว่าอีกหลังหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็เป็นเพราะพระพุทธรูปข้างในวิหารหลังนี้นั่นแหละ

วิหารวัดแจงร้อน : พระเจ้าทรงเครื่องที่เก่าแก่ที่สุดในเมืองบางกอก

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

พอเข้ามาข้างในก็จะพบกับกลุ่มพระพุทธรูปจำนวนกว่า 10 องค์ตั้งอยู่บนฐานชุกชีเดียวกัน โดยมีพระประธานนาม ‘หลวงพ่อแดง’ พระพุทธรูปหินทรายแดงปิดทองที่มีพระพักตร์เหลี่ยม มาพร้อมกับรัศมีเปลวไฟ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปแบบอู่ทองรุ่นที่ 2 ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ถือเป็นรูปแบบพระพุทธรูปเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบในกรุงเทพมหานคร คือราวพุทธศตวรรษที่ 20

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

แต่พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์สำคัญคือองค์ที่มีผิวสีทองที่อยู่ด้านหลังสุด เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อยปางสมาธิ แม้สร้อยสังวาลย์และกรองศอบริเวณพระวรกายจะเป็นสิ่งที่มาเพิ่มเติมทีหลัง แต่จุดสำคัญก็คือมงกุฎทรงเทริดหรือกระบังหน้า ตรงกลางเป็นลายดอกไม้สี่เหลี่ยมกับลายดอกไม้กลมประดับเป็นแถว มาพร้อมกับรัดเกล้าหรือพระเกตุมาลาเป็นรูปกลีบบัวซ้อนกัน โดยที่ไม่มีครีบที่ด้านข้างมงกุฎ ซึ่งลักษณะแบบนี้ดูคล้ายคลึงกับพระพุทธรูปในศิลปะขอมแบบนครวัด-บายน แถมพระพักตร์ของพระพุทธรูปยังค่อนข้างเหลี่ยมแบบพระพุทธรูปอู่ทองรุ่นที่ 2 ด้วย ทำให้พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์นี้อาจเก่าที่สุดในกรุงเทพฯ และอาจจะเก่าที่สุดในศิลปะอยุธยาด้วย เพราะน่าจะสร้างขึ้นมาตั้งแต่เมื่อราว 600 ปีก่อน

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋
วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

นอกจากพระทรงเครื่องรุ่นเก่าที่ว่าแล้ว ภายในวิหารหลังนี้ยังมีพระทรงเครื่องสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องอย่างใหญ่หรือทรงเครื่องอย่างพระมหาจักรพรรดิ (เรียกทรงเครื่องใหญ่ไม่ได้นะครับ เพราะทรงเครื่องใหญ่เป็นคำราชาศัพท์ แปลว่า ‘ตัดผม’) เป็นพระพุทธรูปที่เพิ่มจำนวนเครื่องทรงขึ้นมาอีกหลายอย่าง จากพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย เช่น สังวาลกากบาทพร้อมทับทรวง รวมถึงรูปแบบมงกุฎที่เปลี่ยนไปจากทรงเทริดกับรัดเกล้า เป็นมงกุฎแบบชฎาสูงยอดแหลมแทน ซึ่งพระพุทธรูปกลุ่มนี้อาจสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารหลังปัจจุบัน ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็เป็นได้ 

วัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่มีวิหารแบบวิลันดา พระเจ้าทรงเครื่องเก่าแก่ และปูนปั้นเก๋ไก๋

อุโบสถวัดแจงร้อน : อุโบสถหลังใหม่แต่เก๋ไก๋ที่หน้าต่าง

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

ในขณะที่อุโบสถของวัดอาจจะเก่าสู้วิหารไม่ได้ เพราะเพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2466 แทนที่อุโบสถหลังเดิม แต่จริง ๆ ก็น่าคิดว่า อุโบสถหลังนี้อาจสร้างโดยมีหลังเก่าเป็นต้นแบบ เพราะทั้งหน้าบัน ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ลายพันธุ์พฤกษานั้นชวนให้นึกถึงงานศิลปกรรมในสมัยรัชกาลที่ 3 ชวนคิดไปได้ว่า อุโบสถหลังเก่าอาจสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลนั้น และกลายเป็นต้นแบบของอุโบสถหลังปัจจุบัน

ในความคลาสสิกแบบงานช่างโบราณก็ยังมีความแปลกใหม่แทรกเข้ามาด้วย เพราะถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าภายในลวดลายพันธุ์พฤกษาของซุ้มหน้าต่าง ช่างได้แอบแทรกรูปสัตว์ทะเลและผลไม้เอาไว้ โดยฝั่งหนึ่งเป็นรูปสัตว์ทะเล เช่น ปลา ปู ปลาหมึก ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นผลไม้ เช่น ทับทิม สับปะรด มะม่วง ซึ่งเป็นไอเดียใหม่ ๆ ในการประดับตกแต่งซุ้มที่ไม่ได้พบเห็นกันทั่วไป

เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา
เยือนเขตราษฎร์บูรณะ เยี่ยมวัดแจงร้อน วัดชื่อแปลกที่เป็นหลักฐานว่า บางกอกเป็นเมืองใหญ่มาตั้งแต่สมัยอยุธยา

แล้วทำไมถึงมีรูปสัตวทะเลกับผลไม้อยู่ในซุ้มหน้าต่างล่ะ เรื่องนี้ต้องบอกว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีคำอธิบายชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำหรือผลไม้ที่พบ ต่างก็ไม่ใช่สินค้าหรือสิ่งที่พบอยู่ในพื้นที่ในปัจจุบัน ไม่แน่ว่าสิ่งเหล่านี้อาจเคยเป็นสินค้าที่สำคัญของผู้คนแถบนี้ในอดีต หรือไม่ก็สปอนเซอร์ผู้ออกเงินสร้างหรือซ่อมอุโบสถหลังปัจจุบัน อาจจะทำธุรกิจส่งออกสินค้าเหล่านี้ ก็เลยเอามาใส่เอาไว้เป็นกิมมิกก็ได้

วัดแจงร้อน : ร่องรอยความเก่าแก่ของเมืองบางกอก

วัดแจงร้อนเป็นหนึ่งในเครื่องยืนยันสำคัญที่บอกเราว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองเก่าแก่ มีคนอยู่อาศัยมายาวนานและต่อเนื่องมานับร้อย ๆ ปี และน่าจะมีความเจริญมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะสร้างพระพุทธรูปและวัดขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจะเลือกเมืองนี้เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ของสยามในเวลานั้น

 แต่วัดแจงร้อนก็ยังคงทิ้งปริศนาเอาไว้ให้เราขบคิดกันต่ออีกมาก ไม่ว่าจะที่มาของชื่อวัด ซึ่งตกทอดมาถึงยุคสมัยของเรา ผ่านความทรงจำของผู้คนที่เล่าสืบต่อกันมา และอาจเพราะความทรงจำนี้มีอายุยาวนานมาก ทำให้เนื้อหาหรือใจความบางอย่างตกหล่นและสูญหายไป หรือแม้แต่บรรดาอาหารทะเลและผลไม้ภายในซุ้มหน้าต่างที่โผล่ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สิ่งเหล่านี้ยังคงรอการไขคำตอบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันไกล หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง ปริศนาเหล่านี้จะคลี่คลายในที่สุด

เกร็ดแถมท้าย

  1. แม้ปัจจุบันจะสะกดว่า ‘ราษฎร์บูรณะ’ แต่ในอดีตเขตนี้สะกดว่า ‘ราชบูรณะ’ แสดงว่าย่านราษฎร์บูรณะนี้น่าจะต้องเป็นชุมชนใหญ่และมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชุมชนนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมระหว่างปากอ่าวกับเมืองตอนใน
  2. ในย่านราษฎร์บูรณะยังมีวัดโบราณที่มีพระพุทธรูปที่เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับวัดแจงร้อน นั่นก็คือวัดประเสริฐสุทธาวาส ซึ่งผมเคยเขียนถึงไปแล้วในฐานะผลงานชิ้นแรกของผมกับ The Cloud ด้วย
  3. ถ้าสนใจอาคารแบบวิลันดาแบบวัดแจงร้อนหรือวัดเตว็ด ในกรุงเทพมหานครก็พอจะมีอยู่บ้าง แม้จะไม่มากก็ตาม เช่น วัดบางขุนเทียนนอก หรือ วัดราชคฤห์ ซึ่งผมก็เคยเขียนถึงไปแล้วเหมือนกัน อ่านเพิ่มเติมได้ครับ

Writer & Photographer

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load