ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวไทยเรามีการติดต่อกับคนต่างชาติต่างภาษาอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นดินแดนใกล้เคียงหรือดินแดนอันห่างไกล โดยเราติดต่อกันมาเป็นพันๆ ปีแล้วนะครับ โดยคนโบราณได้ทิ้งหลักฐานไว้ให้คนรุ่นหลังศึกษาในรูปแบบของสินค้านำเข้า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ หรือเอกสารที่พูดถึงลักษณะหน้าตา เครื่องแต่งกายของคนเหล่านั้นเอาไว้ แต่ยังมีหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งที่ทั้งน่าสนใจและชัดเจนมากๆ เลย นั่นก็คืองานศิลปะในวัดยังไงล่ะครับ

พูดว่า ‘ในวัด’ อาจจะกว้างสักหน่อย ลองมาจำกัดพื้นที่กันดีกว่าครับ ว่าเราจะพบเห็นรูปชาวต่างชาติเหล่านี้ได้ที่ไหนกันบ้าง

อันดับหนึ่งเลยก็คือในภาพเล่าเรื่องครับ โดยมักจะอยู่ในรูปของ ‘ตัวกาก’ ตัวประกอบฉากที่แม้จะเป็นตัวรองๆ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเนื้อเรื่องหลัก แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็มให้ฉากและพื้นที่นั้นมีความสมบูรณ์  ซึ่งชาวต่างชาติเหล่านี้มักจะแทรกอยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น บ้างเป็นชาวบ้าน บ้างเป็นนักดนตรี บ้างเป็นทหาร แล้วแต่ฉากนั้นๆ ว่าเป็นฉากอะไร แบบไหนครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

แต่ที่ดูเป็นเหมือนตลกร้ายนิดๆ ก็คือ เราพบเห็นภาพพวกเขาเหล่านี้ได้ในฉากมารผจญในฐานะกองทัพพญามารครับ แล้วทำไมช่างโบราณที่เอาพวกเขาไปอยู่ตรงนั้นกันล่ะ คำตอบง่ายนิดเดียวครับ เพราะสำหรับคนสมัยก่อน ชาวต่างชาติเหล่านี้ถือเป็น ‘มารศาสนา’ ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นยุโรปหรืออาหรับต่างก็นับถือศาสนาที่ต่างจากคนสมัยก่อนที่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น เขาเหล่านี้จึงเป็นเหมือน ‘มารศาสนา’ ที่พยายามชักจูงชาวพุทธให้ออกห่างแล้วเปลี่ยนศาสนาครับ (แม้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นก็ตาม) ดังนั้น เราจึงพบเห็นพวกเขาได้ในฉากนี้เช่นกัน โดยมักจะอยู่แถวล่างๆ ซะด้วย อย่างเช่น วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร ครับผม

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร

และไม่เพียงแค่เป็นมารในกองทัพมารเท่านั้น ยังมีภาพที่บันทึกรูปชาวตะวันตกแต่งตัวเลียนแบบพระสงฆ์ด้วยนะครับ เพราะในสมัยก่อน บาทหลวงมีความพยายามในการเผยแผ่คริสต์ศาสนาโดยแต่งตัวเลียนแบบพระสงฆ์ครับ ปรากฏหลักฐานบนจิตรกรรมฝาผนัง วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรีเลยครับผม

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดเกาะแก้วสุทธาราม จังหวัดเพชรบุรี

นอกจากนี้เรายังพบเห็นพวกเขาบนบานประตูและหน้าต่างได้เช่นกัน โดยเมื่อพวกเขาอยู่ในตำแหน่งนี้ หน้าที่ของพวกเขาก็คือเป็น ‘ทวารบาล’ ไม่แตกต่างอะไรจากรูปเทวดา ยักษ์ หรือเซี่ยวกางที่เขียนกันบนบานประตูหรือบานหน้าต่างเลยครับ แต่กรณีแบบนี้จะพบได้ยากสักหน่อย มีแค่ไม่กี่วัดเท่านั้นที่ทำ แต่กลุ่มนี้จะเป็นส่วนที่มีชาวต่างชาติสัญชาติแปลกๆ มากที่สุดแล้วครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

และเชื่อไหมครับ หลักฐานรูปชาวต่างชาติที่เก่าที่สุดที่ในประเทศไทยพบมาแล้วตั้งแต่สมัยทวารวดีโน่นเลยครับ เป็นงานปูนปั้นบนผนังเจดีย์ครับ เป็นภาพคนสวมหมวกสูงที่ดูโหงวเฮ้งหน้าตาและเครื่องแต่งกายแล้ว ไม่น่าใช่คนทวารวดีแน่ๆ ก็เชื่อกันว่าเป็นรูปชาวต่างชาติ หลังจากนั้นก็ต้องเรียกว่าข้ามมาเจออีกทีก็คือสมัยอยุธยาเลยครับ แล้วก็เจอเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังมีนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวต่างชาติในฐานะภาพกากที่พบเจอได้บ่อยครั้งทีเดียว

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ทีนี้ เราลองไปดูกันบ้างดีกว่าว่า ชาวต่างชาติที่เราเจอเป็นชนชาติไหนกันบ้าง

เริ่มจากบ้านใกล้เรือนเคียงกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านก่อนเลยครับ เรามีทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา ญวนหรือเวียดนาม รวมถึงชาวมอญ กะเหรี่ยง ไทลื้อก็มีนะครับ ซึ่งแต่ละชนชาติก็จะแต่งตัวตามแต่ละชาติเลยครับ เช่น สาวมอญนุ่งผ้าแหวก อย่างวัดบางแคใหญ่ สมุทรสงคราม หรือชาวพม่านุ่งโสร่งที่บานหน้าต่าง วัดพระเชตุพนฯ กรุงเทพมหานคร รวมถึงภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง กระซิบรักเมืองน่านหรือปู่ม่านย่าม่าน ก็เป็นภาพหญิงชายชาวพม่าครับ บ่ใช่ชาวเหนือนา  

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางแคใหญ่ จังหวัดสมุทรสงคราม
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน

มาต่อกันด้วยลูกพี่ใหญ่อย่างประเทศจีนกันบ้าง งานนี้มาทั้งทวารบาลแบบจีนที่เรียกว่า เซี่ยวกาง เป็นรูปนักรบจีนยืนอยู่บนสัตว์ อารมณ์เดียวกับทวารบาลในประเทศจีนเลยครับ นอกจากนั้นก็จะมีคนจีนในจุดต่างๆ ซึ่งสังเกตได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะไว้ผมทรงแมนจู ใส่กางเกงขาก๊วย อย่างวัดวัง จังหวัดพัทลุง หรือประกอบอาชีพที่คนจีนมักจะทำ เช่น เจ๊กลาก หรือคนจีนที่ทำหน้าที่เข็นรถให้คนนั่ง เช่น วัดตลิ่งชัน จังหวัดสุโขทัย เป็นต้น

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดวัง จังหวัดพัทลุง
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดตลิ่งชัน จังหวัดสุโขทัย

คราวนี้มาถึงชาวมุสลิมหรือที่เรานิยมเรียกว่า ‘แขก’ กันบ้าง ชาวมุสลิมที่เข้ามาในประเทศไทยมีหลายจำพวก ทั้งแขกอาหรับที่มาจากตะวันออกกลาง แขกหุ้ยหุยหรือมุสลิมจากประเทศจีน แขกมลายูหรือแขกมาเลเซีย แขกจุเหลี่ย หรือมุสลิมจากอินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น ซึ่งชาวมุสลิมที่พบมากที่สุดบนฝาผนังก็คงจะหนีไม่พ้น แขกอาหรับ ที่เจอทั้งในฉากกองทัพอย่างที่วัดสุวรรณาราม กรุงเทพมหานคร ส่วนแขกกลุ่มแปลกๆ โดยมากจะพบบนทวารบาลซะมากกว่า เช่น วัดพระเชตุพนฯ หรือ วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร นะครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

มาถึงชาวตะวันตก หรือ ‘ฝรั่ง’ กันบ้างครับ ซึ่งชาวตะวันตกที่เรารู้ๆ กันว่าเข้ามาในไทยก็จะมีชาวดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ ชาวฝรั่งเศส ชาวอังกฤษ หรือชาวโปรตุเกส เป็นต้น ซึ่งคนเหล่านี้เจออยู่บนฝาผนังมานานและมีมากพอสมควรด้วยครับ แต่นอกจากนี้ก็ยังมีชาวตะวันตกที่อาจจะไม่เคยเข้ามาในไทย แล้วคนสมัยก่อนเขารู้จักได้ยังไงล่ะ เขาก็ได้ยินได้ฟังจากคนอื่นมาอีกทีก็เลยเอามาเขียนซะเลย เช่น หรูชปีตะสบาก หรือ ชาวรัสเซีย ซึ่ง ‘หรูชปีตะสบาก’ ก็คือคำว่า ‘เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก’ นั่นเอง ซึ่งมีวาดอยู่บนทวารบาล วัดพระเชตุพนฯ ด้วยนะเออ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

นอกเหนือจากชนชาติหลักๆ แล้ว เชื่อไหมครับว่ายังมีชนชาติที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอในศิลปะไทยสมัยก่อนได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นรูปหญิงชาวเกาหลีจากวัดบางขุนเทียนนอกที่ใส่ฮันบกอย่างชัดเจน หรือ ชาวญี่ปุ่น พบที่วัดเดียวกับชาวเกาหลีครับ ยังไม่พีกพอใช่ไหมครับ งั้นขอนำเสนอชาวแอฟริกา ผิวเข้ม เจาะหู ถือไม้ยาวก็ยังมีเลยนะครับ ซึ่งชนชาติเหล่านี้บางชาติก็ไม่เคยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้น วิธีการเดียวที่คนสมัยนั้นจะรู้จักคนเหล่านี้ก็เป็นเช่นเดียวกับชาวหรูชปีตะสบากครับ ที่คนสมัยก่อนได้ยินคำบอกเล่ามาแล้วนำมาบันทึกเอาไว้บนฝาผนังด้วยนั่นเองครับ

ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร
ความ Inter ในวัดไทย เมื่อชาวหรูชปีตะสบาก สาวใส่ฮันบก คนแอฟริกา เดินทางมาอยู่บนฝาผนัง, จิตรกรรมฝาผนัง
วัดบางขุนเทียนนอก กรุงเทพมหานคร

เห็นไหมครับว่า มีชาวต่างชาติมากมายขนาดไหนที่เคยเข้ามาติดต่อกับประเทศเราในอดีต หรือแม้แต่ชนชาติที่เราไม่รู้จัก แต่แค่ได้ยินเรื่องเล่าก็ถึงกับต้องบันทึกเรื่องราวของคนเหล่านั้นลงบนทั้งบนกระดาษและในงานศิลปะกันเลยทีเดียว ซึ่งเหล่านี้ล้วนบอกเล่าถึงโลกทัศน์ของคนไทยในสมัยก่อนต่อโลก ต่อชาวต่างชาติ ต่อคนต่างวัฒนธรรมกับตัวเอง ว่าเขามีมุมมองอย่างไร หรือรับรู้ถึงคนเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน เลยกลายเป็นความโชคดีของคนในยุคเราที่คนโบราณได้ทิ้งเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ให้คนรุ่นเราได้อ่าน ได้ศึกษากันครับผม ใครไปวัดไหนแล้วเห็นคนเหล่านี้ก็ลองพินิจกันดูครับว่าเขาเหล่านั้นยังเหมือนเดิมกันรึเปล่า

เกร็ดแถมท้าย

  1. สำหรับคนที่สนใจเรื่องภาพกากนะครับ ผมได้เคยเขียนบทความลงใน The Cloud เอาไว้แล้วครับ สามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้เลยครับผม
  2. หรือถ้าใครสนใจเรื่องเกี่ยวกับภาพชาวต่างชาติต่างภาษาในงานศิลปะไทย มีทั้งหนังสือ บทความ งานวิจัยเยอะเลยครับ ชิ้นหนึ่งที่แนะนำเป็นวิทยานิพนธ์ของคุณภานุพงษ์ ชงเชื้อ ที่ศึกษาเกี่ยวกับภาพสิบสองภาษาบนบานหน้าต่างวัดบางขุนเทียนนอกครับ ซึ่งศึกษาไว้อย่างหลากหลายและลึกซึ้งครับผม
  3. ส่วนถ้าใครอยากรู้ว่า คนสมัยก่อนบรรยายเรื่องราวของชนชาติเหล่านี้เอาไว้แบบไหนบ้าง สามารถไปอ่านได้ในโคลงสิบสองภาษา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามนะครับ ในอินเทอร์เน็ตก็มี หรือเป็นหนังสือก็มีเช่นกันครับผ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

“Welcome to Wat Phumin of Nan ค่ะ”

ประโยคดังจากโฆษณาผงซักฟอกยี่ห้อโอโม่ ที่ถึงแม้จะยาวเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่กลับติดหูใครหลายคน และเป็นจุดเริ่มต้นให้ใครหลายคนเข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อตามหาวัดในโฆษณาเป็นแน่ แต่เอาจริง ๆ ก่อนหน้าที่โฆษณานี้จะออกมา วัดแห่งนี้ก็เป็นที่รู้จักมาก่อนจากหนึ่งในภาพจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดทั้งในจังหวัดน่านและอาจจะรวมในระดับประเทศด้วย ผมกำลังพูดถึง ‘วัดภูมินทร์’ จังหวัดน่านครับ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

จากวัดพรหมินทร์ถึงวัดภูมินทร์

เมื่อแรกสร้าง วัดแห่งนี้มีชื่อว่า ‘วัดพรหมินทร์’ ในราชวงษปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่านเล่าเอาไว้ว่า เกิดสงครามระหว่างเมืองน่านกับพม่า ซึ่งสุดท้ายน่านเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ และทำให้ เจ้าบ่อน้ำ พระอนุชาของ เจ้าเจตบุตรพรหมินทร์ เจ้าผู้ครองนครถูกสังหารและพระศพถูกนำไปทิ้งในบ่อน้ำที่วัดเมื่อ พ.ศ. 2146 แสดงว่าวัดต้องมีอายุเก่ากว่านี้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นปีไหนและใครเป็นผู้สร้างยังไม่แน่ชัด

ต่อมา วัดภูมินทร์ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนคร ในครั้งนั้นมีการก่อสร้างวิหารจัตุรมุขหลังปัจจุบันขึ้นใน พ.ศ. 2410 – 2418 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่มีการเขียนจิตรกรรมฝาผนังเลื่องชื่อของวัด

วิหารและอุโบสถรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้า 4 พระองค์

สิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเดินทางมาถึง คือพระวิหารจัตุรมุขที่มีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน แต่อีกจุดเด่นคือนาคขนาดใหญ่ที่พาดไปตามแนวบันไดในแนวแกนทิศเหนือ-ใต้ คล้ายกับกำลังแบกวิหารหลังนี้เอาไว้บนหลัง โดยส่วนหัวของนาคอยู่ทางทิศเหนือ ส่วนหางอยู่ทางทิศใต้ พิเศษไปมากกว่านั้นคือ วิหารจัตุรมุขหลังนี้มีสถานะเป็นทั้งอุโบสถและวิหารในตัวแบบ 2 In 1 สังเกตได้จากการมีใบเสมาปักอยู่เหนือพื้นดินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เหตุที่ยังเรียกอาคารหลังนี้ว่าวิหาร อาจเป็นเพราะในวัฒนธรรมล้านนาให้ความสำคัญกับวิหารมากกว่าอุโบสถนั่นเอง

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีถึง 4 องค์ด้วยกัน แต่ละองค์หันหน้าออกไปทางประตูในแต่ละทิศ พระปฤษฎางค์ (หลัง) ของทุกพระองค์ชนกัน โดยมีแกนกลางของอาคารที่มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่บนยอด ซึ่งขนบของการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์หันหลังชนกันแบบนี้ถือเป็นของแปลกที่พบได้น้อยในประเทศไทย แต่กลับพบได้มากพอสมควรในเมียนมา ไม่ว่าจะเป็นงานในรุ่นโบราณสมัยพุกามอย่างอานันทเจดีย์ หรืองานในสมัยหลังลงมาอย่างไจก์ปุ่นที่เมืองพะโคก็มีเหมือนกัน แสดงว่าวิหารหลังนี้น่าจะสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เมืองน่านตกอยู่ใต้การปกครองของพม่านั่นเอง

ส่วนแนวความคิดในการสร้างพระพุทธรูป 4 องค์นี้ มาจากแนวคิดเรื่องพระอดีตพุทธเจ้า 4 พระองค์ในกัลป์ปัจจุบันที่ตรัสรู้และปรินิพพานไปแล้ว ประกอบด้วย พระพุทธเจ้ากกุสันธะ พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ พระพุทธเจ้ากัสสปะ และองค์ล่าสุด พระพุทธเจ้าโคตมะหรือพระพุทธเจ้าศากยมุนี นั่นเอง

(แอบกระซิบนิดหนึ่งว่า ในพระนครศรีอยุธยาเองก็มีนะครับ ที่วัดวรเชษฐ์เทพบำรุงหรือวัดวรเชษฐ์นอกเมือง ผมเคยเขียนเรื่องนี้มาแล้วลองย้อนกลับไปอ่านกันดูได้นะครับ)

คัทธณะกุมารชาดกหนึ่งเดียวในสยาม

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

แน่นอนว่า ไฮไลต์สำคัญของวัดภูมินทร์อยู่ที่จิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเต็มพื้นที่โดยรอบอาคารทุกด้าน เชื่อกันว่าวาดโดย หนานบัวผัน จิตรกรชาวไทลื้อผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผา ซึ่งมีลักษณะภาพคล้ายคลึงกับวัดภูมินทร์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นโทนสีที่ใช้ หรือแม้แต่ฉากบางฉากที่ราวกับคัดลอกมาจากที่เดียวกันเป๊ะ ๆ หรือตัวอักษรที่ปรากฏก็ยังคล้ายกัน จนดูยังไงก็เป็นช่างคนเดียวกันเขียนแน่ ๆ

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

ไม่เพียงแต่ผู้เขียนเท่านั้น เนื้อหาที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเนื้อหาเกือบทั้งหมดเขียนชาดกเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘คัทธณะกุมารชาดก’ ชาดกท้องถิ่นของล้านนาที่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะชาดกเรื่องนี้เขียนอยู่เพียงแค่วัดเดียว นั่นคือวัดภูมินทร์ ไม่มีที่วัดอื่นเลย กลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่าง

คัทธณะกุมารชาดก เป็นเรื่องราวของ คัทธณะ ลูกชายของหญิงหม้าย ส่วนพ่อเป็นพระอินทร์แต่ไม่ได้เลี้ยงดู เมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่ม คัทธณะจึงออกเดินทางตามหาพ่อ ระหว่างการเดินทางเกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งช่วยเหลือผู้คน สั่งสอนศีลธรรม ปราบยักษ์และสัตว์ร้าย จนคัทธณะได้เจอพ่อในที่สุด ในตอนท้ายยังมีเหตุการณ์ที่ลูก ๆ ของคัทธณะได้แสดงความสามารถเพื่อไปช่วยพ่อรวมถึงสู้กันเอง สุดท้ายพระอินทร์ก็ได้สถาปนาคัทธณะเป็นพระยาจันทจักรพรรดิราช ปกครองเมืองด้วยทศพิธราชธรรมจนสิ้นอายุขัย

หากดูเนื้อเรื่องแล้ว จะเห็นว่าชาดกเรื่องนี้ไม่ได้แตกต่างจากชาดกท้องถิ่นหลายเรื่องที่มักมีความแฟนตาซี ผจญภัย ใช้ของวิเศษ ทำดีช่วยเหลือผู้คน แล้วทำไม คัทธณะกุมารชาดก ถึงถูกเลือกมาเขียนที่วัดภูมินทร์แห่งนี้ล่ะ

การจะถอดรหัสเรื่องนี้ได้เราต้องย้อนกลับไปดูว่าจิตรกรรมนี้เขียนขึ้นเมื่อไหร่ พบว่าวาดขึ้นในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ซึ่งถ้าเจ้าเมืองน่านพระองค์นี้เป็นผู้คัดสรรเรื่องนี้มาวาดจริง การเลือกชาดกเรื่องนี้อาจสะท้อนเรื่องราวของพระองค์เองก็เป็นได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคัทธณะ และแม้จะโตมาโดยไม่มีพ่อ แต่ก็ยังทำความดี ขจัดทุกข์ บำรุงสุข ไม่ต่างจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เลย และยังสะท้อนความเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรมได้อีกด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก
วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

นอกจากนี้ สถานการณ์ในชาดกเรื่องนี้ยังสัมพันธ์กับเหตุการณ์ของเมืองน่าน เพราะในเวลานั้นมีสถานะเป็นประเทศราชของสยาม และกำลังเผชิญหน้ากับการรุกรานของฝรั่งเศสที่เข้ามายึดครองเมืองที่อารักขาของน่านโดยที่สยามไม่อาจช่วยอะไรได้ เมืองน่านจึงเป็นเสมือน ‘ลูกกำพร้า’ ที่ถูกทิ้ง ไม่มีพ่อดูแล เจ้าเมืองน่านจึงอาจเลือกเรื่องนี้เพื่อระบายความคับแค้นใจนี้ด้วยก็เป็นได้

คัทธณะกุมารชาดก ที่วัดภูมินทร์แห่งนี้เริ่มที่ผนังด้านทิศเหนือ (ฝั่งที่มีหัวพญานาคเป็นบันได) ซึ่งน่าจะเป็นประตูทางเข้าหลัก เป็นภาพหญิงหม้าย แม่ของคัทธณะกำลังทอผ้า แล้ววนไปทางขวาเรื่อย ๆ แล้วไปถึงฝั่งตะวันตกที่ภาพการสถาปนาคัทธณะขึ้นเป็นกษัตริย์ ก่อนจะไปต่อด้วยภาพ เนมิราชชาดก ตอนพระเนมิราชเสด็จไปชมนรกและขึ้นสวรรค์ และฉากพุทธประวัติตอนปรินิพพานด้วย

วัดภูมินทร์ ออฟ น่าน วัดกลางเวียงน่านอายุกว่า 400 ปีที่มีมากกว่าภาพกระซิบรักบันลือโลก

อนึ่ง ถ้าใครอ่านอักษรธรรมล้านนาได้ จะดูจิตรกรรมฝาผนังที่วัดนี้สนุกมาก เพราะหลายฉากมีคำบรรยายภาพกำกับเอาไว้ด้วย

กระซิบรักบันลือโลก หมอชีวก และเจ้าเมืองน่าน

หนึ่งในภาพที่โด่งดังที่สุดของวัดภูมินทร์ หนีไม่พ้นภาพที่ขนาบประตูด้านทิศตะวันตก นั่นคือ ‘กระซิบรักบันลือโลก’ แต่จริง ๆ แล้วถ้าดูจากคำบรรยายภาพที่เขียนเอาไว้ ภาพนี้น่าจะมีชื่อว่า ‘ปู่ม่านญ่าม่าน’ มากกว่า ดูจากชื่อภาพนี้น่าจะเป็นภาพชายหญิงชาวพม่า เพราะคำว่า ‘ม่าน’ นั้นหมายถึง ‘พม่า’ โดยฝ่ายชายขมวดผมไว้กลางกระหม่อม มีผ้าพันขมวดผม นุ่งซิ่นลุนตยา และสักยันต์สีแดงตามลำตัว คล้ายการแต่งกายของชาวเงี้ยวหรือไทใหญ่ ส่วนฝ่ายหญิงไว้มวยสูงกว่าปกติตามแบบคนไทยวน สวมเสื้อแขนยาวสีดำแบบไทลื้อเมืองน่าน ทับผ้ารั้งอกสีแดง และนุ่งลุนตยาปล่อยชายยาวแบบพม่า พร้อมกับสวมแหวน กำไล และสอดแผ่นทองม้วนไว้ที่ติ่งหูแบบชนชั้นสูง

เราจะเห็นการผสมผสานการแต่งกายจากหลายเชื้อชาติ ซึ่งอาจเป็นภาพชาวพม่าจริง ๆ ก็ได้ แต่เป็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในเมืองน่าน ดังนั้น จึงมีการผสมผสานเครื่องแต่งกายและทรงผมแบบคนพื้นเมืองเข้ามาด้วย

นอกเหนือจากภาพกระซิบรักฯ แล้ว ยังมีอีกหลายภาพน่าสนใจที่อยากแนะนำ เริ่มจากภาพชายหญิงที่อยู่ขนาบประตูด้านทิศใต้ก่อนเลย 2 ภาพนี้ถึงจะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องจิตรกรรมใด ๆ แต่กลับแสดงให้เห็นการแต่งกายของผู้คนในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี โดยฝ่ายหญิงนั่งเก้าอี้สูบบุหรี่ขี้โย มวยผมแบบไทลื้อ รัดด้วยเครื่องประดับทองคำและมีปิ่นทองเสียบผม คล้องสไบสีเขียวโดยไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าซิ่นแบบไทลื้อ ไม่สวมรองเท้า ในมือยังคีบบุหรี่ขี้โย ส่วนฝ่ายชายไว้ผมทรงมหาดไทย กำลังยืนเท้าเอวสูบบุหรี่ขี้โยเหมือนฝ่ายหญิง มีดอกไม้ประดิษฐ์สอดติ่งหู สวมเสื้อแขนยาวขอจีน มีผ้าคล้องสีแดง นุ่งผ้าลุนตยาทับรอยสักสีดำ พกมีดสั้นเอาไว้ด้วย และเช่นเดียวกัน ฝ่ายชายก็ไม่สวมรองเท้า

ใช่ว่าภาพคนขนาดใหญ่เหล่านี้จะไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเสมอไป ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องก็มีเหมือนกัน อย่างภาพ ‘สีไวย’ หรือ ‘นางสีเวย’ ลูกสาวเศรษฐีเมืองจำปานคร ซึ่งได้ครองคู่กับคันธณะ ก็วาดเป็นภาพใหญ่เช่นกัน แสดงภาพหญิงสาวที่แต่งกายคล้ายกับภาพสาวไทลื้อ แต่เปลี่ยนอิริยาบถเป็นกำลังมัดผมและเพิ่มดอกไม้ทัดผมด้วย หรือภาพ ‘กุมาลเป๊ก’ หรือ ‘หมอชีวกโกมารภัจจ์’ ซึ่งถวายการรักษาพระพุทธเจ้า ก็ปรากฏบนฝาผนังในฉากปรินิพพานเช่นกัน แต่หมอชีวกฯ ที่วัดภูมินทร์ หนานบัวผันกลับวาดคล้ายกับหมอมิชชันนารีชาวตะวันตก ดูได้จากการสวมหมวกสีดำและเสื้อคลุมแขนยาวสีแดง ซึ่งหมอมิชชันนารีเหล่านี้เดินทางเข้ามารักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่ พร้อมกับเผยแผ่คริสต์ศาสนาในดินแดนล้านนาในช่วงเวลานั้น

แต่ภาพที่ส่วนตัวคิดว่าพิเศษที่สุดภาพหนึ่งที่วัดภูมินทร์ กลับเป็นภาพบุคคลที่อยู่ที่ผนังด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายคนหนึ่งยืนไว้ผมทรงหลักแจวแบบที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 3 – 4 มีดอกไม้เสียบที่ติ่งหู สวมเสื้อหลายชั้น โดยชั้นนอกสุดเป็นสีแดง มือซ้ายกำมีดสั้นไว้แน่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้

แต่อย่าคิดว่าภาพนี้เป็นภาพเหมือนบุคคลนะครับ เพราะถ้าดูจากช่วงเวลาที่วาดจิตรกรรมฝาผนัง อายุของท่านน่าจะเข้าหลัก 60 ไปแล้ว ในขณะที่ภาพนี้ยังดูหนุ่มแน่น จึงอาจเป็นการเขียนภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชในความทรงจำของหนานบัวผันเมื่อครั้งยังหนุ่มอยู่แทน เพื่อระลึกถึงเจ้าเมืองน่านผู้เป็นองค์อุปถัมภ์วัด

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

นอกจากภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ที่นี่ยังมีภาพซึ่งน่าจะเป็นเจ้าเมืองน่านอีกพระองค์หนึ่งอยู่ด้วย โดยอยู่ร่วมผนังเดียวกันกับภาพเจ้าอนันตวรฤทธิเดชเลยครับ แต่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นภาพชายสูงวัย จมูกมีสันโด่ง รูปปากบาง หน้าผากกว้าง นั่งชันเข่า ไว้หนวดเครารุงรัง กำลังนั่งตำหมาก นุ่งผ้าขาวโดยไม่สวมเสื้อ และสวมลูกประคำ ซึ่งลักษณะใบหน้าเช่นนี้ไปละม้ายคล้ายกับภาพถ่ายของ เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ที่ในเวลานั้นมีสถานะเป็นว่าที่เจ้าผู้ครองนคร อีกหนึ่งเจ้านายพระองค์สำคัญในเวลานั้น

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

ยิ่งกว่ากระซิบรัก คือความพิเศษที่ซ่อนอยู่

วัดภูมินทร์ออฟน่านแห่งนี้จึงไม่ได้มีแต่ภาพกระซิบรักเมืองน่านเท่านั้น ยังมีภาพที่น่าสนใจซ่อนเอาไว้อีกมากมายบนฝาผนัง กำลังรอให้เราไปค้นหา เพ่งมอง และสอดส่อง ใครจะรู้ วันหนึ่งเราอาจเป็นคนถอดรหัสอื่นที่ซ่อนอยู่ที่วัดภูมินทร์ก็ได้ เพราะที่ผมเล่าให้ฟังเป็นแค่ความสนุกสนานเสี้ยวเดียวบนฝาผนังเท่านั้น ที่เหลือผมจะให้ผู้อ่านไปลองตามหาดูแทนครับ ขืนเล่าหมดมันจะไม่สนุก

วัดภูมินทร์ กลางเวียง จ.น่าน ที่มีภาพวาดกระซิบรักบันลือโลก และคัทธณะกุมารชาดก ชาดกล้านนา แห่งเดียวในประเทศ

เกร็ดแถมท้าย

  1. วัดภูมินทร์เป็นวัดที่ตั้งอยู่กลางเวียงน่าน ล้อมรอบด้วยวัดสำคัญหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุช้างค้ำ วัดหัวข่วง วัดมิ่งเมือง รวมถึงคุ้มเจ้าหลวงเมืองน่าน ที่ปัจจุบันดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน รวมถึงกลางคืนยังเป็นที่ตั้งของกาดข่วงเมืองน่านด้วย
  2. สำหรับใครที่สนใจเรื่องวัดภูมินทร์แบบเจาะลึกเฉพาะวัดนี้ ขอแนะนำหนังสือ ถอดรหัสวัดภูมินทร์ ของ สมเจตน์ วิมลเกษม เลยครับ แต่ถ้าใครสนใจจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ก็ต้องเป็นหนังสือชื่อ จิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน ของ วินัย ปราบริปู เล่มนี้มีทั้งจิตรกรรมโบราณและจิตรกรรมร่วมสมัย หรือถ้าอยากรู้เรื่องจิตรกรรมล้านนา ต้องนี่เลย จิตรกรรมล้านนา พุทธประวัติ ทศชาติชาดก ชาดกนอกนิบาต ของ ชาญคณิต อาวรณ์ สนใจเล่มไหนลองไปตามหาตามอ่านกันได้ครับ
  3. แต่ถ้าใครอยากได้ลายแทงจิตรกรรมฝาผนังในจังหวัดน่าน ถ้าเป็นจิตรกรรมฝาผนังรุ่นเก่าอาจมีไม่เยอะแต่ยังพอเหลืออยู่บ้าง เช่น วัดหนองบัว อำเภอท่าวังผ่า หรือวัดหนองแดง อำเภอเชียงกลาง ส่วนจิตรกรรมสมัยใหม่ ไปดูที่วัดมิ่งเมืองในตัวเมืองน่านได้เลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

ธนภัทร์ ลิ้มหัสนัยกุล

ต้า วัดไทย เด็กประวัติศาสตร์ศิลปะผู้ดูวัดมาแล้วกว่าพันวัดแม้จะยังไม่ครบทุกจังหวัด ชื่นชอบในความงามของศิลปะทั้งไทยและเทศรวมถึงเรื่องราวของสถานที่นั้นๆ ปัจจุบันยังคงออกเที่ยวชมวัดทุกศาสนารวมถึงวังต่างๆ อย่างต่อเนื่องพร้อมกับนำเรื่องราวมาเผยแพร่บน Facebook อยู่เป็นระยะๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load