ไม่ว่าจะเป็นใต้คอนโดฯ หน้าร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งตามท้องถนน โลโก้รูปหมีแพนด้าสีชมพูน่ารัก คงเป็นภาพคุ้นตาของหลายๆ คน โดยเฉพาะในยุคโควิด-19 ที่หลายร้านจำต้องงดให้บริการทานที่ร้าน เหลือเพียงการซื้ออาหารกลับบ้าน จึงทำให้บริการเดลิเวอรี่ผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่ ‘foodpanda’ แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่จากเยอรมนีเปิดให้บริการในไทย จนตอนนี้กลายเป็นบริการเดลิเวอรี่อาหารเจ้าแรกที่ให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

อุตสาหกรรมธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด โดยมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลก ไปจนถึงสตาร์ทอัพหน้าใหม่เจ้าเล็กๆ การอยู่ให้รอดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายแล้ว แต่การอยู่ให้ได้เป็นระยะเวลาเกือบ 1 ทศวรรษนั้น คือสิ่งที่ยากยิ่งกว่า

วันนี้ The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ แชมป์-อุรุรัตน์ ผลชีวิน และ อาย-ณิชาภัทร คงไพศาลนที สอง Senior Product Specialist ประจำ foodpanda ประเทศไทย เพื่อชวนผู้อ่านทุกท่านมาค้นหาหัวใจเบื้องหลังความสำเร็จ ว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มรายหนึ่ง อยู่ในสมรภูมิที่ดุเดือดนี้มากว่า 9 ปี อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ตรงใจ แม้ว่าทุกสิ่งในโลกธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

กำเนิดแพนด้า

หากย้อนเวลาไปเมื่อราว 10 ปีก่อน ขณะนั้นบริการส่งอาหารในประเทศไทยมีค่อนข้างน้อย ที่เราคุ้นตาก็จะเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่กี่เจ้าที่มีบริการเดลิเวอรี่ และร้านอาหารในยุคนั้นก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มให้สั่งซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างครบครัน

ทว่า ณ ขณะนั้นเอง ด้วยเทคโนโลยีที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ไลฟ์สไตล์การกินดื่มของคนไทยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เริ่มเคยชินกับการพึ่งพิงเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น 

นี่คือโอกาสที่ foodpanda เห็นว่าในอนาคต ธุรกิจบริการส่งอาหารจะกลายเป็นบริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแน่นอน

foodpanda จึงถือกำเนิดใน พ.ศ. 2555 ด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาของลูกค้าที่พบเจอในตอนนั้น เช่น ความไม่สะดวกที่ต้องออกไปซื้อของเอง การเสียเวลานานเพื่อรออาหาร หรือแม้กระทั่งปัญหาสภาพอากาศ ที่จอดรถ และการจราจร ซึ่งล้วนมีผลต่อการเดินทางไปทานอาหารที่ร้าน เพื่ออำนวยความสะดวกและมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องความรวดเร็วและสะดวกสบาย เปิดตัวพร้อมโลโก้รูปหมีแพนด้าสีส้มหน้าตาน่ารัก ช่วยสร้างภาพจำให้กับธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีแบรนด์เปลี่ยนเป็นสีชมพู ให้ความรู้สึกสนุกสนาน สดใส และเข้าถึงง่ายในเวลาต่อมา

ขณะนั้น foodpanda ได้ก้าวเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับร้านอาหาร เพื่อเป็นช่องทางออนไลน์ในการสั่งซื้อให้กับลูกค้า และจัดส่งอาหารให้ถึงหน้าบ้าน มากไปกว่านั้น ยังทำลายความจำเจ สร้างตัวเลือกที่หลากหลายให้โดนใจลูกค้า โดยการมอบประสบการณ์การสั่งอาหารเดลิเวอรี่แบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น ขนมหวาน ชาไข่มุก รวมถึงเพิ่มประเภทอาหารตามความนิยมของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหารและการกินของคนไทยที่หลากหลายเป็นอย่างมาก

นอกจากการบริการแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกคือเทคโนโลยี ทำให้เห็นโอกาสว่า ไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัลจะไม่จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองต่างๆ 

foodpanda จึงลงทุนขยายการเติบโตเรื่อยมา พร้อมกับความเชี่ยวชาญด้วยข้อมูลที่สั่งสมมาตลอด 9 ปี จนให้บริการได้ครบทั้ง 77 จังหวัด และครอบคลุมการให้บริการไปถึงสินค้าของกิน ของใช้อื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกพื้นที่

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

แพนด้ารู้ใจ

สิ่งสำคัญที่สุดที่นำพาให้ foodpanda ประสบความสำเร็จเช่นในทุกวันนี้ได้ คงหนีไม่พ้นข้อมูลหรือ Data
สำหรับธุรกิจเดลิเวอรี่อาหาร เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ Data ที่ดีและแม่นยำจะทำให้ธุรกิจบริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัว

“ด้วยบริการแบบ On-demand ทำให้ปัจจัยในการส่งอาหารมีเยอะมาก อาจจะเป็นสภาพอากาศ หรือรถพี่ไรเดอร์ยางแตก มีหลายสถานการณ์ที่เราต้องรู้ เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน อาหารก็ยังไปถึงมือโดยคุณภาพเหมือนกับไปทานที่ร้าน”

มากไปกว่านั้น ตั้งแต่คราวที่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบัน foodpanda ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจใน 12 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ ลาว กัมพูชา เมียนมา และญี่ปุ่น

Data จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เปรียบเสมือนภาษากลางในการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า ทำให้ทีมในแต่ละประเทศเข้าใจลูกค้าตรงกัน จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อีกด้วย

“foodpanda มีทุกจังหวัด เพราะฉะนั้น Data สำคัญในการเข้าใจคนท้องถิ่น พอเราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าว่า แต่ละภูมิภาคชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็จะทำให้เราสามารถ Personalize การบริการให้เหมาะกับคนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะมองทุกอย่างด้วยมุมมองของกรุงเทพฯ”

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

เมื่อสร้างบริการที่รู้ใจลูกค้าได้ การใช้ Data ยังเป็นประโยชน์กับพาร์ทเนอร์อีกกลุ่มก็คือเหล่าไรเดอร์

“ในแต่ละภูมิภาค พี่ไรเดอร์ก็มีคอมมูนิตี้ของตัวเอง อย่างเช่นที่เชียงใหม่ ร้านค้ารู้จักพี่ไรเดอร์ของเราแทบทุกคน คุยสนิทสนมกันเลย เป็นสังคมที่น่ารักมาก”

การสร้างสังคมที่อบอุ่นระหว่างไรเดอร์กับร้านค้าก็เกี่ยวข้องกับการนำ Data มาใช้ โดยจะช่วยให้แอปพลิเคชันรู้เทรนด์ว่าลูกค้าชอบสั่งอะไร บริษัทจะเพิ่มร้านค้าเหล่านั้นเข้าไปบนแพลตฟอร์ม วันถัดไปพอมีลูกค้ามาใช้เยอะขึ้น ไรเดอร์มีงานมากขึ้น และร้านค้าก็ได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้น

ในช่วงโควิด-19 มีการเพิ่มฟีเจอร์ Contactless อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสื่อสารกับไรเดอร์ได้ดีขึ้น ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“ผู้ใช้ในเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้จ่ายเป็นเงินสด แต่ในช่วงโควิด-19 เราเริ่มเห็นว่าคนหันมาใช้ Digital Payment มากขึ้น เราเลยตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ ลูกค้าไม่อยากเจอกับพี่ไรเดอร์แล้ว เกิดเป็นฟังก์ชัน Contactless เช่น ใช้ Online Payment ไปพร้อมๆ กับสื่อสารให้พี่ไรเดอร์เข้าใจว่า ไม่ต้องเจอกัน วางอาหารไว้ได้เลย”

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

คนเลี้ยงแพนด้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินคำว่า Data อาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ทักษะ แต่เป็น Mindset

“หนึ่งคือ โฟกัสว่าลูกค้ามี Pain Point อะไร ไม่ใช่คิดแค่ว่าฉันจะทำให้ธุรกิจโตแบบนี้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปดู Data ต้องเข้าใจก่อนว่าเป้าหมายของเราคือต้องการให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดี ไม่อย่างนั้นถ้ามี Data เยอะ จะรู้ได้ยังไงว่าต้องดูอันไหนก่อน หรืออันไหนสำคัญกว่า

“สองคือ เป็นคนเปิดกว้าง เพราะบางทีเรามอง Data แล้วมันไม่เป็นไปตามที่คิด เราจึงต้องเปิดกว้างว่า บางอย่างเราทำผิดได้”

สำหรับทั้งแชมป์และอาย การเข้ามาในสายงานด้าน Product ก็เริ่มมาจากความสนใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคและประสบการณ์ของลูกค้า ทำให้สามารถเข้าถึงปัญหา และแก้ไขออกมาได้ด้วยมือของทั้งคู่เอง

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

ครอบครัวแพนด้า

ธุรกิจจะโตได้ นอกจากข้อมูลแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ทีมผู้อยู่เบื้องหลัง

foodpanda เปิดกว้างต่อความหลากหลายหรือ Diversity

“องค์กรเรามีในหลายประเทศ เนื่องจากแต่ละคนมาจากหลายแบกกราวนด์ จึงมีความคิดหรือมุมมองไม่เหมือนกัน การที่เราเปิดกว้าง ทำให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ราบรื่น เพราะเรายอมรับในความคิดเห็นของคนอื่น” อายว่า

“พอวัฒนธรรมเป็นอย่างนี้ มันเลยไม่มีกรอบ เช่น ถ้าเราอยากคุยกับ MD ก็เข้าไปคุยได้เลย ที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนมีความพิเศษ ทุกคนให้เกียรติความคิดเห็นกันและกัน” แชมป์เสริม

ด้วยวัฒนธรรมแบบนี้ ทำให้ที่ foodpanda สามารถสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตลอดเวลา

“บางทีเราอาจจะคลุกคลีกับธุรกิจ Food Delivery จนลืมไปว่า บางอย่างสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ การที่เราเปิดกว้างทางความคิด ทำให้ได้ไอเดียหรือมุมมองของปัญหาใหม่ๆ ถ้าไม่มีตรงนี้ เราก็จะหยุดอยู่ที่เดิม แล้วก็แก้ปัญหาด้วยด้วยวิธีเดิมๆ และการเปิดกว้างยังทำให้พนักงานรู้สึกดี พร้อมทำงานต่อไปอีกด้วย

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นประโยคที่ว่า Feeling welcome is different from being invited. ซึ่งที่นี่ทำให้รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับจริงๆ

“ช่วง Work from Home เราก็มี Diversity Series ซึ่งเป็น Live Session เราเชิญพนักงานมาไลฟ์ในมุมมองของตัวเองว่า Diversity มีอะไรบ้าง เช่น เรื่องเพศ องค์กรไม่ได้ปิดกั้นหรือตัดสินใครที่ตรงนั้น แต่ดูกันที่ความสามารถ เราเชิญพนักงานในแต่ละแผนกมาพูดในมุมมองของตัวเองว่า เขาได้รับโอกาสยังไง เขาได้พัฒนาตัวเองยังไง”

นอกจากนี้ ที่ foodpanda ยังให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดี โดยมี Wellness Day ช่วยส่งเสริมให้พนักงานไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ 

แพนด้าในอนาคต

แม้จะอยู่ในธุรกิจมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังเจอความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงทุกๆ วัน รูปแบบการทำธุรกิจแบบนี้ทำให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

อายบอกว่า มันเป็นความท้าทายที่ทำให้ตัวเองได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการทำงาน เพราะไม่อยากทำอะไรจำเจ
เช่นเดียวกับแชมป์ที่พบว่างานนี้คือความสุข เพราะพื้นฐานเป็นนักเรียนรู้ การเจอคนที่หลากหลายทำให้รู้เรื่องใหม่ๆ กว้างขึ้นไปอีก และที่สำคัญ เขาชื่นชอบอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตลอดเส้นทางการเติบโตของ foodpanda สิ่งหนึ่งที่พวกเขายึดมั่นมาตลอด คือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวต่อไปนี้คือการสนับสนุนร้านค้าขนาดกลาง ขนาดเล็ก และร้านค้าท้องถิ่น โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญที่มีมาช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจชุมชน ในขณะที่จะยังคงจุดยืนที่ ‘อาหาร’ ซึ่งพวกเขาเชี่ยวชาญไว้เหมือนเดิม

ภาพ : foodpanda

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

“ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

ประโยคจากไรเดอร์ของบริษัทหนึ่งที่กล่าวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่กักตัวอยู่บ้าน

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจเดลิเวอรี่ที่ดุเดือด บางบริษัทต้องถอนตัวออกจากตลาด ในวงการการส่งอาหาร บริษัทใหญ่ๆ ยังคงขาดทุนอยู่ 

‘SKOOTAR’ สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยคนไทย เพื่อคนไทย ก่อตั้งใน ค.ศ. 2014 สามารถทำกำไรได้ 

ปัจจุบันอยู่มา 6 ปีแล้ว ล่าสุดแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่ Robinhood ตกลงเป็นพาร์ตเนอร์กับ SKOOTAR และให้ไรเดอร์ของบริษัทช่วยส่งอาหารให้ 

ในธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างมาก และการเผชิญกับบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ SKOOTAR อยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

จุดเริ่มต้น

“ผมไม่ได้ชนะใครเลย” เป็นคำตอบของ ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สกู๊ตตาร์ บียอนด์ จำกัด เมื่อเราถามว่า สิ่งที่ทำให้ SKOOTAR เอาชนะเจ้าอื่นได้คืออะไร 

“เราอยู่รอดได้ เพราะเราโฟกัสว่า ลูกค้าคือใคร แก้ปัญหาอะไรให้เขา”

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

ตอนเริ่มตั้งธุรกิจ คุณโก้และทีมผู้บริหารตั้งเป้าหมายไว้ว่า SKOOTAR จะแก้ปัญหาให้ธุรกิจไทยและเมสเซนเจอร์

ทีม SKOOTAR เริ่มตั้งแต่การเข้าไปพูดคุยกับเจ้าของ SMEs ที่ต้องใช้บริการเมสเซนเจอร์ และคุยกับตัวเมสเซนเจอร์เอง 

“ผมไปที่ศูนย์รับเช็ค พี่ๆ เมสเซนเจอร์เขาต้องนั่งรอคิวกันสองสามชั่วโมงอยู่แล้ว ผมก็ไปชวนเขาคุยเรื่องชีวิต ถาม A day in a life ไปนั่งข้างเขาเลย ชวนคุย รอนานไหม หาลูกค้าอย่างไร” คุณโก้เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำแอปพลิเคชันนี้ 

ในสมัยนั้น เมืองไทยยังไม่มีแอปพลิเคชันเรียกเมสเซนเจอร์หรือสั่งอาหารอย่างแพร่หลายนัก เจ้าของธุรกิจ SMEs ที่ต้องส่งเอกสาร วางบิล หรือรับเช็ค ก็ต้องวิ่งไปเองบ้าง หรือจ้างวินมอเตอร์ไซค์หน้าปากซอยให้ช่วย บางครั้งก็ประสบปัญหาเมสเซนเจอร์หลงทางบ้าง หรือทำเอกสารตกหล่นบ้าง ฝั่งเมสเซนเจอร์ก็มีปัญหาเรื่องการหาลูกค้า ตลอดจนการคิดคำนวณราคา

แอปฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวทั้งหมด ผู้ใช้งานกดเรียกเมสเซนเจอร์จากโทรศัพท์ได้ มีระบบติดตามว่าเมสเซนเจอร์วิ่งไปถึงไหนแล้ว ราคาเป็นมาตรฐาน และออกใบเสร็จให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรได้ ส่วนเมสเซนเจอร์ก็ได้ค่าจ้างที่ดี และมีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ 

ด้วยบริการที่ยังไม่มีในเมืองไทย ทำให้ SKOOTAR ระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถระดมทุนจากโครงการ DTAC Accelerate สำหรับทุนก้อนแรก ระดมทุนจากกองทุน 500 Startups และกองทุน Galaxy Ventures รวมไปถึงได้รับเงินทุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investors) ด้วย

ช่วยแก้ปัญหาที่คาดไม่ถึง

ในช่วงต้นนั้น ทางบริษัทมองว่าลูกค้าคือกลุ่มองค์กร และ SKOOTAR จะมาช่วยส่งเอกสารต่างๆ ในขณะนั้นยังไม่มีบริการ Food Delivery แพร่หลายอย่างทุกวันนี้ ครั้งหนึ่ง มีคุณแม่ลูกเล็กท่านหนึ่งติดต่อเข้ามา ลูกเธอป่วย แต่เธออยู่คนเดียวกับลูก ออกไปซื้ออาหารและยาไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาค่อนข้างดึกแล้ว จึงลองเรียก SKOOTAR ดู 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณโก้และทีมเห็นว่า ธุรกิจได้ช่วยเหลือผู้คนในแบบที่คาดคิดไม่ถึง

รูปแบบธุรกิจของ SKOOTAR เองจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยามตนเองว่าเป็น ‘เมสเซนเจอร์ออนไลน์มือโปร’ ก็ปรับเป็น ‘บริการขนส่งด่วนออนไลน์มือโปร’ เนื่องจากบริษัทมิได้จัดส่งแค่เอกสารเพียงอย่างเดียว แต่ส่งสิ่งของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์) และอาหาร ช่วงโควิด-19 มีการช่วยโรงพยาบาลให้ส่งอาหารถึงผู้ป่วยและผู้ที่ต้องกักตัวในราคาย่อมเยา และวางแผนขยายไปให้บริการในจังหวัดอื่นต่อ

SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’
SKOOTAR สตาร์ทอัพให้บริการด้วยหัวใจ และมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร’

‘มือโปร’ 

คุณโก้ใช้คำว่า ‘มือโปร’ อยู่บ่อยครั้งเมื่อกล่าวถึงนิยามธุรกิจนี้

ทาง SKOOTAR ฝึกเมสเซนเจอร์ให้เป็นมือโปรอย่างแท้จริง บริษัทอื่นอาจสอนไรเดอร์ให้ใช้แอปพลิเคชันเป็น แต่ที่นี่เริ่มตั้งแต่สอนมารยาทการบริการ เอกสารมีกี่ประเภท เมื่อรับเอกสารมา ลองสังเกตและแจ้งผู้รับว่า เซ็นเอกสารตรงไหน เอกสารฉบับไหนคือสำเนา แผ่นไหนคือต้นฉบับ ต้องแยกให้ออก

นอกจากนี้ การอบรมยังละเอียดถึงขั้นสอนเมสเซนเจอร์ให้รู้จักวิธีเข้าเช็ค เมสเซนเจอร์รู้จักคำว่า ใบ D/O ใบ B/L (เอกสาร 2 ชนิดนี้คืออะไร อ่านเฉลยได้ตอนท้ายบทความ) 

หากเป็นไรเดอร์ที่มีหน้าที่ส่งอาหาร ก็จะสอนวิธีจัดวางอาหาร วางแบบใดอาหารจะไม่หก และส่งถึงมือลูกค้าได้โดยสวัสดิภาพ 

ในช่วโควิด-19 นี้ เมสเซนเจอร์ของ SKOOTAR บางคนก็สร้างความประทับใจให้ลูกค้าด้วยความใส่ใจเช่นนี้ บ้านหนึ่งครอบครัวเดินทางและลืมให้อาหารสุนัขที่บ้าน จึงให้ไรเดอร์ไปซื้ออาหารและฝากเทให้สุนัขกิน เมื่อเจ้าของดูจากกล้องวงจรปิด ก็เห็นไรเดอร์ค่อยๆ จัดถาดอาหาร และเปิดกล่องอาหาร เอาฝาพัดให้อาหารหายร้อน และเรียกให้น้องหมามากิน 

‘คน’ สำคัญ

อะไรคือคำแนะนำที่อยากฝากให้กับน้องๆ ที่สนใจทำสตาร์ทอัพ

คำตอบแรกที่คุณโก้ตอบทันทีคือ เลือกเพื่อนร่วมอุดมการณ์ดีๆ ยิ่งตำแหน่งสำคัญ ยิ่งต้องใช้เวลา 

ในอดีต SKOOTAR เลือกทีมงานอย่างรวดเร็ว แม้บางคนมีทักษะดี แต่ Mindset ไม่ตรงกับทีมงานคนอื่น จึงทำให้เกิดปัญหากันในทีมค่อนข้างมาก หรือบางครั้ง พนักงาน 2 คนทำตำแหน่งเดียวกัน มีทักษะพอๆ กัน แต่คนหนึ่งมี Mindset ที่ดี ทำให้ผลงานแตกต่างจากพนักงานอีกคนเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างของ Mindset ที่สตาร์ทอัพนี้มองหาในผู้สมัคร คือ ‘Be the Solution’ กล้าริเริ่มเสนอแนะ ลงมือทำ ‘Be Adaptive’ ลองปรับตัว ลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำงาน ลองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ‘Be Kind’ เห็นอก เห็นใจ รับฟังกัน 

ครั้งหนึ่ง ในออฟฟิศมีพนักงานคนหนึ่งกำลังเร่งเตรียมงานแต่งงาน รุ่นพี่อีกคนหนึ่งก็อาสาช่วยทำงานบางส่วนให้ เพราะไม่อยากให้น้องทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว นี่คือลักษณะของ Be Kind ในแบบของ SKOOTAR 

คำถามสัมภาษณ์งานในอดีต จะเน้นไปที่การดูว่าผู้สมัครทำอะไรได้บ้าง เคยทำงานลักษณะไหนมา แต่ปัจจุบัน รูปแบบของคำถามเปลี่ยนไป คำถามส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การเข้าใจ Mindset ของคนคนนั้น เช่น เป้าหมายชีวิตคืออะไร มีโปรเจกต์ไหนที่ทำแล้วรู้สึกภูมิใจที่สุด หรือให้ลองจัดลำดับดูว่าตนเองต้องการแบบไหน A. ความสำเร็จ B. เพื่อนร่วมงานที่ทำงานเข้ากันได้ดี ไม่มีปัญหา C. คำยกย่อง คำชื่นชม คำถามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจวิธีคิดและทัศนคติของผู้สมัครได้ดี

SKOOTAR ยังให้ความสำคัญกับไรเดอร์ คุณโก้บอกกับทีมงานเสมอว่า คนขับก็คือลูกค้าของเรา หากคนขับไม่มีความสุข ก็จะไม่มีคนไปดูแลลูกค้าต่อ มีการสำรวจความพึงพอใจของไรเดอร์อย่างต่อเนื่อง มี Line Group ของทีมงานกรุ๊ปหนึ่ง ชื่อ ‘Driver Marketing’ เป็นทีมเฉพาะกิจช่วยดูแลความสุขของเมสเซนเจอร์โดยเฉพาะ 

คนขับบางคนต้องรับภารกิจไปส่งอาหารให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่กักตัว ทางทีมก็จะสื่อสารกับคนขับว่า พวกเราเป็นไรเดอร์มือโปรฯ มีภารกิจที่สำคัญอย่างไร นั่นทำให้ไรเดอร์ไปส่งอาหารพร้อมบอกลูกค้าว่า “ขอให้หายป่วยไวๆ นะครับ พวกเราจะช่วยมาส่งอาหารให้พี่ทุกวันเอง”

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

การเลือกและการเติบโต

ที่ผ่านมา SKOOTAR ประสบความสำเร็จในการระดมทุนจากกองทุนและนักลงทุนอิสระอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงจุดที่เงินทุนเพียงพอ ทางบริษัทตัดสินใจที่จะยังไม่ระดมทุนเพิ่มอีก

“เราดูแลธุรกิจไทย” คุณโก้กล่าวอย่างชัดเจน

SKOOTAR ‘เลือก’ โฟกัสว่า ลูกค้าหลักคือลูกค้าองค์กร ไม่ได้จะขยายใหญ่เพื่อไปแข่งกับบริษัทรายใหญ่รายอื่น แทนที่จะเอาเงินทุนมาขยายธุรกิจให้ใหญ่โต แต่กลับใช้เงินทุนและกำไรที่มี ลงทุนกับการรับฟังลูกค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

ลูกค้ารีวิวคนขับว่าอย่างไรบ้าง มีไรเดอร์คนไหนมีปัญหาหรือไม่ 

มีการทำแบบสำรวจ และ Net Promoter Score (การวัดความพึงพอใจลูกค้า และสำรวจว่าลูกค้ายินดีแนะนำบริษัทต่อให้ผู้อื่นหรือไม่) 

มีเคสหนึ่ง ลูกค้าต้องการส่งเค้กหน้านิ่ม ซึ่งเป็นขนมที่บอบบางและเสี่ยงต่อการขนส่งเป็นอย่างยิ่ง ทีมงานก็ประชุมกันเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาให้กับลูกค้า โดยเสนอวิธีการแพ็กและให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับไรเดอร์เพื่อให้การส่งปลอดภัยยิ่งขึ้น

การมุ่งแก้ปัญหาให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ได้พบกับโอกาสในการขยายธุรกิจ จากการรับส่งเอกสารเพียงอย่างเดียว ก็เริ่มขยายมาส่งพัสดุ สินค้า ตลอดจนการส่งอาหาร ล่าสุด ยังมีบริการพัฒนาซอฟต์แวร์บริหารจัดการระบบขนส่งให้กับองค์กรใหญ่ๆ อีกด้วย และในปลายปีนี้ จะเปิดให้บริการขนส่งด้วยรถขนาดใหญ่ รองรับกับความต้องการลูกค้าที่สูงขึ้นในช่วงโควิดนี้ 

เรื่องราวของธุรกิจนี้ทำให้เห็นวิถีสตาร์ทอัพโดยคนไทย เพื่อคนไทย ที่มองเห็นลูกค้าและความต้องการของพวกเขาชัดตั้งแต่วันแรก แม้รูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่สิ่งที่ SKOOTAR ยังตั้งใจรักษาอยู่ คือการมุ่งแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่าง ‘มือโปร

สตาร์ทอัพขนส่งด่วนออนไลน์มือโปรสัญชาติไทยที่บริการด้วยใจ และตั้งใจจะแก้ปัญหาให้ลูกค้าอย่างมืออาชีพ

หมายเหตุ : 

  • ใบ D/O หรือ Delivery Order คือ ใบปล่อยสินค้า ผู้นำเข้าจำเป็นต้องใช้สำหรับนำไปปล่อยตู้สินค้าที่ท่าเรือหรือท่าอากาศยาน
  • ใบ B/L มาจากคำว่า Bill of Lading หมายถึง ใบตราส่งสินค้าทางเรือ ใช้แจ้งว่าใครคือเจ้าของสินค้า ตลอดจนรายละเอียดสินค้า

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load