ไม่ว่าจะเป็นใต้คอนโดฯ หน้าร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งตามท้องถนน โลโก้รูปหมีแพนด้าสีชมพูน่ารัก คงเป็นภาพคุ้นตาของหลายๆ คน โดยเฉพาะในยุคโควิด-19 ที่หลายร้านจำต้องงดให้บริการทานที่ร้าน เหลือเพียงการซื้ออาหารกลับบ้าน จึงทำให้บริการเดลิเวอรี่ผสานเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้

เป็นเวลาเกือบ 10 ปีที่ ‘foodpanda’ แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่จากเยอรมนีเปิดให้บริการในไทย จนตอนนี้กลายเป็นบริการเดลิเวอรี่อาหารเจ้าแรกที่ให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดของประเทศ

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

อุตสาหกรรมธุรกิจเดลิเวอรี่อาหารเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด โดยมีทั้งผู้เล่นรายใหญ่ระดับโลก ไปจนถึงสตาร์ทอัพหน้าใหม่เจ้าเล็กๆ การอยู่ให้รอดแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ง่ายแล้ว แต่การอยู่ให้ได้เป็นระยะเวลาเกือบ 1 ทศวรรษนั้น คือสิ่งที่ยากยิ่งกว่า

วันนี้ The Cloud มีนัดหมายพิเศษกับ แชมป์-อุรุรัตน์ ผลชีวิน และ อาย-ณิชาภัทร คงไพศาลนที สอง Senior Product Specialist ประจำ foodpanda ประเทศไทย เพื่อชวนผู้อ่านทุกท่านมาค้นหาหัวใจเบื้องหลังความสำเร็จ ว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟู้ดเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มรายหนึ่ง อยู่ในสมรภูมิที่ดุเดือดนี้มากว่า 9 ปี อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้ตรงใจ แม้ว่าทุกสิ่งในโลกธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

กำเนิดแพนด้า

หากย้อนเวลาไปเมื่อราว 10 ปีก่อน ขณะนั้นบริการส่งอาหารในประเทศไทยมีค่อนข้างน้อย ที่เราคุ้นตาก็จะเป็นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดไม่กี่เจ้าที่มีบริการเดลิเวอรี่ และร้านอาหารในยุคนั้นก็ยังไม่มีแพลตฟอร์มให้สั่งซื้ออาหารผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างครบครัน

ทว่า ณ ขณะนั้นเอง ด้วยเทคโนโลยีที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้น ไลฟ์สไตล์การกินดื่มของคนไทยก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป เริ่มเคยชินกับการพึ่งพิงเทคโนโลยี เพื่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันมากขึ้น 

นี่คือโอกาสที่ foodpanda เห็นว่าในอนาคต ธุรกิจบริการส่งอาหารจะกลายเป็นบริการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแน่นอน

foodpanda จึงถือกำเนิดใน พ.ศ. 2555 ด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาของลูกค้าที่พบเจอในตอนนั้น เช่น ความไม่สะดวกที่ต้องออกไปซื้อของเอง การเสียเวลานานเพื่อรออาหาร หรือแม้กระทั่งปัญหาสภาพอากาศ ที่จอดรถ และการจราจร ซึ่งล้วนมีผลต่อการเดินทางไปทานอาหารที่ร้าน เพื่ออำนวยความสะดวกและมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ทั้งเรื่องความรวดเร็วและสะดวกสบาย เปิดตัวพร้อมโลโก้รูปหมีแพนด้าสีส้มหน้าตาน่ารัก ช่วยสร้างภาพจำให้กับธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีแบรนด์เปลี่ยนเป็นสีชมพู ให้ความรู้สึกสนุกสนาน สดใส และเข้าถึงง่ายในเวลาต่อมา

ขณะนั้น foodpanda ได้ก้าวเข้ามาเป็นพาร์ตเนอร์กับร้านอาหาร เพื่อเป็นช่องทางออนไลน์ในการสั่งซื้อให้กับลูกค้า และจัดส่งอาหารให้ถึงหน้าบ้าน มากไปกว่านั้น ยังทำลายความจำเจ สร้างตัวเลือกที่หลากหลายให้โดนใจลูกค้า โดยการมอบประสบการณ์การสั่งอาหารเดลิเวอรี่แบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารญี่ปุ่น ขนมหวาน ชาไข่มุก รวมถึงเพิ่มประเภทอาหารตามความนิยมของลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหารและการกินของคนไทยที่หลากหลายเป็นอย่างมาก

นอกจากการบริการแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญมาตลอดนับตั้งแต่วันแรกคือเทคโนโลยี ทำให้เห็นโอกาสว่า ไลฟ์สไตล์แบบดิจิทัลจะไม่จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ หรือหัวเมืองต่างๆ 

foodpanda จึงลงทุนขยายการเติบโตเรื่อยมา พร้อมกับความเชี่ยวชาญด้วยข้อมูลที่สั่งสมมาตลอด 9 ปี จนให้บริการได้ครบทั้ง 77 จังหวัด และครอบคลุมการให้บริการไปถึงสินค้าของกิน ของใช้อื่นๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกพื้นที่

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

แพนด้ารู้ใจ

สิ่งสำคัญที่สุดที่นำพาให้ foodpanda ประสบความสำเร็จเช่นในทุกวันนี้ได้ คงหนีไม่พ้นข้อมูลหรือ Data
สำหรับธุรกิจเดลิเวอรี่อาหาร เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ Data ที่ดีและแม่นยำจะทำให้ธุรกิจบริหารจัดการเวลาได้อย่างลงตัว

“ด้วยบริการแบบ On-demand ทำให้ปัจจัยในการส่งอาหารมีเยอะมาก อาจจะเป็นสภาพอากาศ หรือรถพี่ไรเดอร์ยางแตก มีหลายสถานการณ์ที่เราต้องรู้ เพื่อวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในขณะเดียวกัน อาหารก็ยังไปถึงมือโดยคุณภาพเหมือนกับไปทานที่ร้าน”

มากไปกว่านั้น ตั้งแต่คราวที่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบัน foodpanda ไม่ได้ทำตลาดแค่ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีธุรกิจใน 12 ตลาดทั่วเอเชียแปซิฟิก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ บังคลาเทศ ลาว กัมพูชา เมียนมา และญี่ปุ่น

Data จึงเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เปรียบเสมือนภาษากลางในการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า ทำให้ทีมในแต่ละประเทศเข้าใจลูกค้าตรงกัน จนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อีกด้วย

“foodpanda มีทุกจังหวัด เพราะฉะนั้น Data สำคัญในการเข้าใจคนท้องถิ่น พอเราเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าว่า แต่ละภูมิภาคชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ก็จะทำให้เราสามารถ Personalize การบริการให้เหมาะกับคนท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นเราจะมองทุกอย่างด้วยมุมมองของกรุงเทพฯ”

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

เมื่อสร้างบริการที่รู้ใจลูกค้าได้ การใช้ Data ยังเป็นประโยชน์กับพาร์ทเนอร์อีกกลุ่มก็คือเหล่าไรเดอร์

“ในแต่ละภูมิภาค พี่ไรเดอร์ก็มีคอมมูนิตี้ของตัวเอง อย่างเช่นที่เชียงใหม่ ร้านค้ารู้จักพี่ไรเดอร์ของเราแทบทุกคน คุยสนิทสนมกันเลย เป็นสังคมที่น่ารักมาก”

การสร้างสังคมที่อบอุ่นระหว่างไรเดอร์กับร้านค้าก็เกี่ยวข้องกับการนำ Data มาใช้ โดยจะช่วยให้แอปพลิเคชันรู้เทรนด์ว่าลูกค้าชอบสั่งอะไร บริษัทจะเพิ่มร้านค้าเหล่านั้นเข้าไปบนแพลตฟอร์ม วันถัดไปพอมีลูกค้ามาใช้เยอะขึ้น ไรเดอร์มีงานมากขึ้น และร้านค้าก็ได้รับออเดอร์เพิ่มขึ้น

ในช่วงโควิด-19 มีการเพิ่มฟีเจอร์ Contactless อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสื่อสารกับไรเดอร์ได้ดีขึ้น ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

“ผู้ใช้ในเมืองไทยส่วนใหญ่ใช้จ่ายเป็นเงินสด แต่ในช่วงโควิด-19 เราเริ่มเห็นว่าคนหันมาใช้ Digital Payment มากขึ้น เราเลยตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ ลูกค้าไม่อยากเจอกับพี่ไรเดอร์แล้ว เกิดเป็นฟังก์ชัน Contactless เช่น ใช้ Online Payment ไปพร้อมๆ กับสื่อสารให้พี่ไรเดอร์เข้าใจว่า ไม่ต้องเจอกัน วางอาหารไว้ได้เลย”

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

คนเลี้ยงแพนด้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินคำว่า Data อาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นทักษะที่ยากจะเรียนรู้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดกลับไม่ใช่ทักษะ แต่เป็น Mindset

“หนึ่งคือ โฟกัสว่าลูกค้ามี Pain Point อะไร ไม่ใช่คิดแค่ว่าฉันจะทำให้ธุรกิจโตแบบนี้ เพราะฉะนั้น ก่อนจะไปดู Data ต้องเข้าใจก่อนว่าเป้าหมายของเราคือต้องการให้ลูกค้ามีประสบการณ์ที่ดี ไม่อย่างนั้นถ้ามี Data เยอะ จะรู้ได้ยังไงว่าต้องดูอันไหนก่อน หรืออันไหนสำคัญกว่า

“สองคือ เป็นคนเปิดกว้าง เพราะบางทีเรามอง Data แล้วมันไม่เป็นไปตามที่คิด เราจึงต้องเปิดกว้างว่า บางอย่างเราทำผิดได้”

สำหรับทั้งแชมป์และอาย การเข้ามาในสายงานด้าน Product ก็เริ่มมาจากความสนใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคและประสบการณ์ของลูกค้า ทำให้สามารถเข้าถึงปัญหา และแก้ไขออกมาได้ด้วยมือของทั้งคู่เอง

foodpanda แพลตฟอร์มส่งอาหารจากเยอรมนีที่ใช้ Data เพื่อสร้างประสบการณ์แก่ลูกค้าไทย

ครอบครัวแพนด้า

ธุรกิจจะโตได้ นอกจากข้อมูลแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ทีมผู้อยู่เบื้องหลัง

foodpanda เปิดกว้างต่อความหลากหลายหรือ Diversity

“องค์กรเรามีในหลายประเทศ เนื่องจากแต่ละคนมาจากหลายแบกกราวนด์ จึงมีความคิดหรือมุมมองไม่เหมือนกัน การที่เราเปิดกว้าง ทำให้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ราบรื่น เพราะเรายอมรับในความคิดเห็นของคนอื่น” อายว่า

“พอวัฒนธรรมเป็นอย่างนี้ มันเลยไม่มีกรอบ เช่น ถ้าเราอยากคุยกับ MD ก็เข้าไปคุยได้เลย ที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกัน ทุกคนมีความพิเศษ ทุกคนให้เกียรติความคิดเห็นกันและกัน” แชมป์เสริม

ด้วยวัฒนธรรมแบบนี้ ทำให้ที่ foodpanda สามารถสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ตลอดเวลา

“บางทีเราอาจจะคลุกคลีกับธุรกิจ Food Delivery จนลืมไปว่า บางอย่างสามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นๆ การที่เราเปิดกว้างทางความคิด ทำให้ได้ไอเดียหรือมุมมองของปัญหาใหม่ๆ ถ้าไม่มีตรงนี้ เราก็จะหยุดอยู่ที่เดิม แล้วก็แก้ปัญหาด้วยด้วยวิธีเดิมๆ และการเปิดกว้างยังทำให้พนักงานรู้สึกดี พร้อมทำงานต่อไปอีกด้วย

“สิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก เป็นประโยคที่ว่า Feeling welcome is different from being invited. ซึ่งที่นี่ทำให้รู้สึกว่าได้รับการต้อนรับจริงๆ

“ช่วง Work from Home เราก็มี Diversity Series ซึ่งเป็น Live Session เราเชิญพนักงานมาไลฟ์ในมุมมองของตัวเองว่า Diversity มีอะไรบ้าง เช่น เรื่องเพศ องค์กรไม่ได้ปิดกั้นหรือตัดสินใครที่ตรงนั้น แต่ดูกันที่ความสามารถ เราเชิญพนักงานในแต่ละแผนกมาพูดในมุมมองของตัวเองว่า เขาได้รับโอกาสยังไง เขาได้พัฒนาตัวเองยังไง”

นอกจากนี้ ที่ foodpanda ยังให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดี โดยมี Wellness Day ช่วยส่งเสริมให้พนักงานไปทำสิ่งที่ตัวเองสนใจได้ 

แพนด้าในอนาคต

แม้จะอยู่ในธุรกิจมาเกือบ 10 ปี แต่ก็ยังเจอความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงทุกๆ วัน รูปแบบการทำธุรกิจแบบนี้ทำให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา

อายบอกว่า มันเป็นความท้าทายที่ทำให้ตัวเองได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการทำงาน เพราะไม่อยากทำอะไรจำเจ
เช่นเดียวกับแชมป์ที่พบว่างานนี้คือความสุข เพราะพื้นฐานเป็นนักเรียนรู้ การเจอคนที่หลากหลายทำให้รู้เรื่องใหม่ๆ กว้างขึ้นไปอีก และที่สำคัญ เขาชื่นชอบอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตลอดเส้นทางการเติบโตของ foodpanda สิ่งหนึ่งที่พวกเขายึดมั่นมาตลอด คือการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ก้าวต่อไปนี้คือการสนับสนุนร้านค้าขนาดกลาง ขนาดเล็ก และร้านค้าท้องถิ่น โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญที่มีมาช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจชุมชน ในขณะที่จะยังคงจุดยืนที่ ‘อาหาร’ ซึ่งพวกเขาเชี่ยวชาญไว้เหมือนเดิม

ภาพ : foodpanda

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

ตั้งสติก่อนสตาร์ท

มาตั้งสติจากแนวคิดและบทเรียนน่ารู้ของสตาร์ทอัพที่น่าจับตา

จากงาน GC Circular Living Symposium 2022: Together To Net Zero ที่ผ่านมา ซึ่ง GC จัดงานครั้งนี้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ดำเนินงานผ่านแนวคิด GC Circular Living  โดยในปีนี้ ได้ต่อยอดเพื่อผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050  

งานในครั้งนี้ มีผู้นำทางความคิดและพันธมิตรกว่า 40 คนทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมแบ่งปันแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์ เพื่อยกระดับความร่วมมือคือการก้าวไปสู่เป้าหมาย Net Zero ร่วมกัน และหนึ่งใน Speaker ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง คือ ณัฏชนา เตี้ยมฉายพันธ์ CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท พีบี ฟู้ดทอรี่ จำกัด แบรนด์ Trumpkin

Trumpkin คือสตาร์ทอัพ Vegan Cheese สัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นนวัตกรรม การันตีด้วยรางวัลจากเวที Food Innopolis 2021 ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศรุ่น Heavy Weight (บุคคลทั่วไป) และรางวัล Popular Vote และรางวัล Startup Winner Food Innovation Product Contest 2022 จาก Thaifex Anuga Taste Innovation Show

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจนี้แตกต่างจาก Vegan Cheese แบรนด์อื่น ๆ คือแหล่งโปรตีนที่เลือกใช้

อย่างที่ทราบกันดี ถั่วเหลือง อัลมอนด์ ตลอดจนถั่วชนิดต่าง ๆ ล้วนให้สานอาหารโปรตีน แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้วัตถุดิบเหล่านี้ อีกทั้งยังอาจมีแป้ง น้ำมัน และน้ำตาล ในสัดส่วนที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ทว่า Trumpkin เลือกใช้เมล็ดฟักทองเป็นวัตถุดิบหลักในการรังสรรค์ชีสขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แล้ว ยังปราศจากคอเลสเตอรอล มีแคลลอรี่ต่ำ และโปรตีนสูงอีกด้วย

โดยตั้งใจจะปฏิวัติวงการอาหารด้วยนวัตกรรมและสร้างผลิตภัณฑ์วีแกนที่รสชาติอร่อย ดีต่อสุขภาพ ราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อนำเสนอมุมมองใหม่ของการกินอาหารวีแกนให้กับผู้บริโภค

ถ้านางฟ้าแม่ทูนหัวคือเบื้องหลังของการเนรมิตฟักทองให้เป็นรถม้าสำหรับเจ้าหญิงซินเดอเรลล่า นัท-ณัฐชนา เตี้ยมฉายพันธ์ และ นพ.ศิวพล ฐิตยารักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ก็คือเบื้องหลังของการเสกฟักทองให้เป็นอาหารที่หลาย ๆ คนชื่นชอบอย่างมอสซาเรลล่าชีส เธอเป็นส่วนหนึ่งของงาน GC Circular Living Symposium 2022 ได้ร่วมเสวนาในหัวข้อ “Green Career: Less Footprint More Opportunity” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิดในการสร้างโอกาสทางอาชีพที่เป็นมิตรกับโลก

เวทย์มนต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ขอเชิญอ่าน ณ บัดนี้

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

01

“อาหารไม่ได้กินแค่เพื่อความอร่อยหรือเพื่อความอยู่รอด แต่ส่งผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากกว่าที่เราคิด”

หากเดินไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาอาหารที่ทั้งดีต่อสุขภาพ อร่อย และราคาจับต้องได้

หลายครั้ง รสชาติอาจอร่อย แต่ไม่ดีกับสุขภาพ

หรือบางครั้ง อาจดีต่อสุขภาพ แต่ราคาไม่น่ารัก

หรืออาจดีต่อสุขภาพและอร่อย แต่ราคาแพง

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นัทก้าวเข้าสู่วงการนวัตกรรมอาหาร

เธอสังเกตเห็นว่ายุคก่อนหน้านี้ การทานอาหารวีแกนเพื่อสุขภาพในชีวิตประจำวันไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากรสชาติอาจไม่ถูกปาก อาหารเหล่านี้ยังมีราคาแพง เข้าถึงได้ยาก

เธออยากสร้างอาหารที่แก้ไขปัญหาข้างต้น ขณะเดียวกันก็ช่วยชูรสชาติของอาหารแพลนต์เบสชนิดอื่น ๆ ได้ด้วย

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

ย้อนกลับไปในปี 2019 นัทเข้าแข่งขันในรายการ Food Innopolis เป็นครั้งแรก โจทย์ที่ได้รับในวันนั้นคือ Future Protein

เมื่อต้องสร้างใหม่จากศูนย์ ก็ต้องเทียบเคียงกระบวนการผลิตและวิจัยด้วยตัวเองทั้งหมด โดยเริ่มจากการมองหาโปรตีนพืชแหล่งใหม่ตามโจทย์ของ Future Protein 

เธอได้คัดเมล็ดถั่วพูคุณภาพสูง นำมาตกตะกอนโปรตีนด้วยกรรมวิธีเดียวกับการทำน้ำเต้าหู้ และใช้เทคนิคปรับแต่งกลิ่นรสให้ตรงกับที่ต้องการมากที่สุด พร้อมปรับเนื้อสัมผัส ก่อนนำเข้ากระบวนการฆ่าเชื้อ

ด้วยกรรมวิธีนี้ เธอรังสรรค์เมล็ดถั่วพูออกมาเป็นชีสดิปท่ามกลางกระแส Cheese Lover จนได้รับรางวัลมากมาย

ทว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่น เมื่อโควิด-19 มาเยือน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการขาดแคลนวัตถุดิบต่าง ๆ เนื่องจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้เธอต้องหันมาพึ่งวัตถุดิบอื่น และศึกษาหาโปรตีนแหล่งใหม่ที่มีคุณประโยชน์อีกครั้ง พร้อมกับการคิดค้นกระบวนการผลิตใหม่เพื่อปิดจุดอ่อนของกรรมวิธีเดิม ซึ่งนอกจากนำมาสร้างนวัตกรรมได้แล้ว ยังต้องหาได้ในประเทศไทย และนี่คือจุดเริ่มต้นของ Trumpkin

“เมล็ดฟักทองตอบโจทย์ทั้งเรื่องโปรตีน ไฟเบอร์สูง โอเมก้า 3 รวมถึงสารอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ ไขมันดี ซึ่งช่วยเรื่องเนื้อสัมผัส นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่หาได้ตลอดทั้งปี”

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงคำว่าสตาร์ทอัพ คำว่าอุปสรรคก็ย่อมตามมา

แม้จะค้นพบวัตถุดิบที่มีคุณค่าทางสารอาหารเพียบพร้อมแล้ว แต่ ณ ตอนนั้นยังไม่มีงานวิจัยใด ๆ เกี่ยวกับการนำเมล็ดฟักทองมาแปรรูปเป็นชีส ทำให้นัทต้องใช้เวลาอยู่ในห้องแล็บกว่า 2 ปี เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้

“ประมาณ 2 เดือนก่อนการแข่งขัน Food Innopolis Innovation Contest 2020 อาจารย์เก้-ดร.ปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม ได้มาชิมวีแกนชีสของเราและบอกว่า ของที่ไม่อร่อยมันไม่ใช่อาหารนะ ทำให้เราต้องกลับมาโฟกัสที่รสชาติมากขึ้น สนใจความคาดหวังของผู้บริโภคมากขึ้น จนในปัจจุบันนี้ได้กลายมาเป็นจุดยืนของแบรนด์เราที่ว่า As Original food, Original Taste”

Trumpkin เผชิญอุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องการพัฒนารสชาติของผลิตภัณฑ์ ความกดดันเรื่องเงินทุน และการล้มลุกคลุกคลานเพื่อวิจัยและสร้างนวัตกรรมที่คนอื่นลอกเลียนแบบไม่ได้ แต่ไม่มีสักครั้งที่นัทคิดจะล้มเลิกสักครั้ง

“เราเห็นมาตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคบอกว่า มีรสชาติใกล้เคียงกับชีสจากนมวัวได้ขนาดนี้ มันมีประโยชน์มากกว่าแค่กับเรา แต่รวมถึงผู้บริโภค เราจึงอยากผลักดันให้ได้กลายชีสสัญชาติไทยไปสู่ต่างประเทศ” เธอเล่าถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อวัตถุดิบจากประเทศไทยที่เรียกได้ว่าเป็นครัวของโลก ซึ่งถูกต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน

Trumpkin แบรนด์ชีสวีแกนสัญชาติไทยที่เปลี่ยนเมล็ดฟักทองให้เป็นสตาร์ทอัพ

02

แม้ว่าสำหรับสตาร์ทอัพ ทรัพยากรจะมีจำกัด แต่นัทเชื่อว่าศักยภาพของทีมเธอมีไม่จำกัด นอกจากตัวเองที่เรียนด้าน Food Innovation มาแล้ว ผู้ร่วมก่อตั้งซึ่งเรียนการแพทย์ ก็ได้ใช้ความเชี่ยวชาญของเขามาดูแลเรื่องคุณค่าโภชนาการของ Trumpkin ด้วย

อีกทั้งด้วยการสนับสนุนจาก สวทช. และโครงการ Food Innopolis ที่คอยให้ความรู้ทั้งในด้านการวิจัยและการสร้างธุรกิจ นัทจึงสามารถปั้นไอเดียนี้ให้เป็นรูปเป็นร่าง ก่อนจะนำผลิตภัณฑ์เข้าไปแข่งใน Food Innopolis ในปี 2021 อีกครั้ง ซึ่งก็ได้รับรางวัลอีกเช่นเคย

“เราได้โจทย์ใหม่คือ Future Lifestyle Food ก็เลยทำออกมาเป็นมอสซาเรลล่าชีสจากเมล็ดฟักทอง เมื่อได้ถึง 2 รางวัล ก็ยิ่งมั่นใจในศักยภาพของ Trumpkin”

ชีสเป็นสินค้าที่บริโภคกันทั่วโลก ศักยภาพในการขยายตลาดจึงไม่ใช่ข้อจำกัด จึงดึงดูดพาร์ตเนอร์และนักลงทุนให้เชื่อมั่นในอนาคตของแบรนด์ แม้ในวันนี้จะถือว่าเป็นแบรนด์น้องใหม่มาก ๆ ก็ตาม

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

03

ในอนาคต นอกจาก Vegan Cheese จากเมล็ดฟักทองแล้ว Trumpkin ยังมีแผนในการเติบโตอีกมากมายเพื่อให้ครอบคลุมตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Non-Diary โดยตั้งใจจะทำ Contract Farming กับเกษตรกรอินทรีย์ เพื่อกระจายรายได้และสร้างผลผลิตที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด

“เราต้องหาว่าเกษตรกรมีพันธุ์พืชตัวไหนที่พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ เป็นนมพืชได้ไหม หรือทำเป็นไอศกรีม เพื่อที่เราจะได้สร้างอาหารและเพิ่มคุณค่าให้ผลิตผลเหล่านั้น พร้อม ๆ กับสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้เกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ เร็ว ๆ นี้ Trumpkin จะร่วมมือกับร้านอาหารต่าง ๆ เพื่อพัฒนาอาหารร่วมกัน ก้าวนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นไอเดียว่า ชีสของเธอทานกับอะไรได้บ้าง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

04

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจนึกภาพคนคนหนึ่งในหัวพร้อมสงสัยเหมือนเราว่า Trumpkin = (โดนัลด์) ทรัมป์กิน หรือเปล่า

“ตอนนั้นในอินเทอร์เน็ตยังไม่มีภาพนี้เลยนะ” นัทพูดพลางหัวเราะขณะเล่าถึงที่มาของชื่อแบรนด์

แท้จริงแล้ว Trumpkin เกิดจากคอนเซ็ปต์ของการนำตัว T – Thailand มารวมร่างกับคำว่า Pumpkin พร้อมกับเล่นคำว่า Trump (ที่ไม่ใช่ Donald Trump) เพื่อสื่อถึงคำว่า Triumph ที่แปลว่าชัยชนะ

“คำว่า Triumph กับ กิน คือชัยชนะของการกิน วันนี้เราชนะแล้ว เราได้กินของอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย”

และชัยชนะของธุรกิจนี้คือการไปถึงระดับโลก เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศ

“การทำสตาร์ทอัพเราต้องมีความตั้งใจจริง ทุกวันนี้คนพูดถึงแพสชันเยอะมาก แต่จะทำยังไงให้ในวันที่อุปสรรคและความท้าทายถาโถมเข้ามา ในวันที่เราหมดไฟ เราจะยังมีวินัยลุกขึ้นมาทำ 

“เทรนด์ของสตาร์ทอัพมาไวไปไวมาก ถ้าเราหยุดไป หันกลับมาอีกทีตลาดอาจเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราช้าไปสักก้าวหนึ่ง ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับบริษัทใหญ่ที่จะลุกขึ้นมาทำแทนเรา”

นี่คืออีกหนึ่งความตั้งใจคนรุ่นใหม่ที่สร้างสรรค์ความคิดและทำให้เกิดขึ้นจริงได้  นอกจากความอร่อยแล้ว ยังรักษ์โลกได้อีกด้วย

“เพราะศูนย์ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือเส้นชัยของเราทุกคน”

แม้วันนี้ผลิตภัณฑ์ของ Trumpkin ยังเป็นโปรโตไทป์อยู่ เราขอเอาใจช่วยให้เกิดขึ้นจริงเพื่อที่ผู้คนจะได้มีอาหารทางเลือกดี ๆ อีกทาง

เบื้องหลังการเสกเมล็ดฟักทองให้กลายเป็นสตาร์ทอัพ เจ้าของผลงาน Vegan Cheese ด้วยความตั้งใจนำวัตถุดิบไทยไปเวทีโลก

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load