12 พฤศจิกายน 2564
2 K

ผู้บริโภคอย่างเราๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมครัวซองต์ที่กินถึงทั้งกรอบ ทั้งนุ่มฟู หรือทำไมข้าวกล่องที่เรียงรายอยู่บนชั้นวางร้านสะดวกซื้อยังคงรสชาติอาหารไว้ได้ เบื้องหลังความนุ่มฟูของครัวซองต์หลากรสและข้าวกล่องที่อุ่นไม่กี่นาทีก็พร้อมทาน คือสิ่งที่เรียกว่า ‘นวัตกรรมอาหาร’ ฟังดูคล้ายเป็นเรื่องไกลตัว แต่หากลองเดินไปในครัวตอนนี้ คุณอาจเจออาหารหลายอย่างที่ผ่านขั้นตอนการพัฒนาด้วยนวัตกรรมอาหาร 

นวัตกรรมอาหารซ่อนอยู่เบื้องหลังของอาหารหลากหลายประเภท และอยู่ในแทบทุกอณูตั้งแต่ กลิ่น รส เนื้อสัมผัส หรือแอบซ่อนอยู่ในวัตถุดิบอาหาร ทั้งเมนูอาหารธรรมดา อาหารเพื่อสุขภาพ หรืออาหารฟังก์ชันที่บริโภคกันในหมู่ผู้ที่มีความต้องการอาหารพิเศษ 

The Cloud นัดหมายพูดคุยกับ ดร.เอก-เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่าย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพูดคุยถึงแพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย ในยุคที่ผู้บริโภคมองหาอาหารดี วัตถุดิบดี รสชาติดี และมีประโยชน์ดีๆ 

Food Innopolis แพลตฟอร์มพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร เพื่อผู้ประกอบการอาหารชาวไทยทุกคน

เชื่อมต่อสิ่งดีๆ 

เทรนด์อาหารกำลังเติบโตไปตามความหลากหลายของความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น ทั่วโลกเริ่มหันมาสนใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น นอกจากผลิตและคิดค้นกรรมวิธีปรุงอาหารแบบใหม่ๆ ก็เริ่มสนใจอาหารทางเลือกที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ โปรตีนจากแมลง โปรตีนจากสาหร่าย การผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การแปรรูปอาหารและการปรุงแต่งรูป รส กลิ่น สี รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองการบริโภคที่เปลี่ยนไป

หันหัวเรือกลับมาประเทศไทย ดินแดนที่ได้ชื่อว่าเมืองแห่งสตรีทฟู้ด ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของถนน ก็จะพบร้านหรือซุ้มขายอาหารพร้อมให้บริการแก่ผู้ที่ผ่านไปผ่านมา จนเกิดเป็นประโยคที่คนไทยเคยได้ยินว่า ‘เมืองไทยคือครัวโลก’ อาหารหรือร้านอาหารไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดนักชิมจากทั่วทุกมุมโลก

อาหารไทยมีทั้งที่เป็นสูตรดั้งเดิม สูตรใหม่ สูตรฟิวชัน สูตรที่กินกันในทุกครัวเรือน ไปจนถึงสูตรชาววังอันประณีตงดงาม และมีเอกลักษณ์แตกต่างกันไปตามภูมิภาค วัตถุดิบของไทยขึ้นชื่อว่าเป็นวัตถุดิบที่ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก 

นอกจากอาหารและวัตถุดิบหลากหลาย ประเทศไทยยังมีเชฟฝีมือดีที่รังสรรค์เมนูไทยๆ ให้ทั่วโลกยอมรับ เบื้องหลังความรุ่มรวยทางอาหารของไทย คือความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบ ความหลากหลายของทรัพยากร และขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารที่มักไม่ถูกพูดถึงบนโต๊ะอาหาร น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเมืองไทยนั้นมีขีดความสามารถในการพัฒนาอาหาร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอยู่ไม่น้อย

เมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis จึงอาสาเข้ามาเชื่อมต่อวัตถุดิบที่ดี นักวิจัยที่ดี และนวัตกรรมที่ดี เพื่อผลักดันผู้ประกอบการอาหารและอุตสาหกรรมอาหารของไทย ให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารใหม่ๆ ภายใต้ความเชื่อที่ว่า 

“ผู้ประกอบการของไทยมีศักยภาพการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารที่ดี”

เชื่อมั่น

เมื่อได้พูดคุยกับคุณเอก เราจึงได้รู้ว่าประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าครัวโลก มีทั้งวัตถุดิบที่ดี มีบริษัท Food Tech Startup สัญชาติไทยที่พร้อมสร้างสรรค์และขับเคลื่อนธุรกิจอาหาร มีทีมนักวิจัยและเทคโนโลยีอาหารที่ไม่เป็นสองรองใคร เพียงแต่สิ่งเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆ 

“เราเชื่อว่าประเทศไทยมีศักยภาพพัฒนาอาหารใหม่ๆ เยอะมาก เราเชื่อในศักยภาพของประเทศ ศักยภาพของผู้ประกอบการ อาจมีหลายอย่างประกอบกันอยู่ แต่เราไม่เคยเอามารวมกัน ไม่เคยประสานกันให้เป็นวงเดียว”

ย้อนไปเมื่อราว 5 ปีก่อน กระทรวง อว. หรือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innopolis ขึ้น ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้การสนับสนุนและพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารแบบครบวงจร 

ไม่เพียงแค่ศักยภาพของผู้ประกอบการ นักวิจัย และนวัตกรรมอาหารที่พัฒนาต่อยอดได้ กระแสการบริโภคอาหารและความต้องการของผู้บริโภคก็กำลังเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งจากเทรนด์โลกที่เปลี่ยนไปและการอุบัติขึ้นของโรคระบาด ทั้งหมดล้วนส่งให้ความต้องการอาหารเปลี่ยนไป

“เราไม่ได้มองแค่ผู้บริโภคภายในประเทศ เรามองทั้งโลก และตอบได้ว่าตอนนี้คนกินอะไร ผู้บริโภคต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ต้องอร่อยด้วย ต่อให้ดีต่อสุขภาพแต่ไม่อร่อย คนก็ไม่กิน 

“สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ คือความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยน ผู้ผลิตอาหารจึงต้องเริ่มปรับ”

One Stop Service

คุณเอกบอกกับเราว่า แพลตฟอร์มถือกำเนิดขึ้นในฐานะ Service Provider ที่ให้บริการแบบ One Stop Service ทั้งการบริการสนับสนุนการวิจัย พัฒนา ห้องปฏิบัติการอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณท์ เป็นดั่งตัวเชื่อมจิ๊กซอว์ที่กระจัดกระจาย ให้ต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ 

 “เรา Connecting the Dots ให้กับผู้ประกอบการ มีโจทย์มา ไม่รู้จะหา Solution ที่ไหน มาหาเรา ให้เราช่วยหาให้ และไม่ได้แนะนำอย่างเดียว เราไปพูดคุยและหาทางให้เขาทำงานด้วยกัน”

นอกจากบริการให้คำปรึกษา การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแบบครบวงจร รวมถึงแนะนำ เชื่อมโยงนักวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมอาหาร ยังมีการให้ความรู้เรื่องนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป ผ่านรายการ Food Talk เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาหารและนวัตกรรมอาหาร และ Frontier Food แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมอาหาร โทคโนโลยี การพัฒนาผลิตภัณฑ์ฯ จากนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญ 

ที่นี่ยังให้บริการผ่าน Service Platform อีกกว่า 10 รายการ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้มีพื้นที่พัฒนาไอเดีย ทดสอบไอเดีย พร้อมกับลงมือทำจริง ตัวอย่างเช่น

Food Maker Space หรือพื้นที่สร้างสรรค์ไอเดียพัฒนาอาหาร เปลี่ยนความคิดออกมาเป็นของจริง

Future Food Lab แล็บพร้อมเครื่องมือและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พร้อมด้วย Research Coach คอยให้คำแนะนำการผลิตและพัฒนาอาหาร รวมถึงได้ทดลองทำจริง 

Food Pilot Plant โรงงานทดลองขนาดย่อม สำหรับทดสอบผลิตผลิตภัณท์หรืออาหารต้นแบบ

ผู้ประกอบการไม่ว่าจะขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ สามารถใช้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกจาก Food Innopolis ได้ทั้งที่สำนักงานใหญ่ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี และจุดบริการอีกหลายแห่งที่กระจายอยู่ตามมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 

นอกจาก Space & Facility ยังมีโครงการ Food Innopolis Innovation Contest เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มช่วยเร่งให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้กับอุตสาหกรรมอาหารของไทย โดยจัดในรูปแบบค่ายสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร โดยเน้นไปที่เยาวชน นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไป 

คุณเอกเล่าถึงภาพรวมของทุกแพลตฟอร์มที่ Food Innopolis ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นโดยมีปลายทางคือ การส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารให้สมบูรณ์ว่า

“อย่างที่บอกว่าเราเป็น One Stop Service เดินมาหาเรา เรารู้ว่ามีใครอยู่ที่ไหน แล้วเราทำให้ผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารได้ ด้วยระยะเวลาสั้นลง ด้วยต้นทุนน้อยลง แต่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดคือการสร้าง Ecosystem ของการพัฒนานวัตกรรมอาหารของประเทศ”

ต้นกล้าของนวัตกรรมอาหาร

อุตสาหกรรมอาหารต้องพึ่งพาทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถ Food Innopolis เชื่อว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยพัฒนาได้ และเห็นควรว่าการเร่งให้เกิดการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้กับอุตสาหกรรมอาหาร จะสร้างโอกาสให้คนที่อยู่นอกอุตสาหกรรมอาหาร เข้าถึงและเข้าใจอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น 

โครงการ Food Innopolis Innovation Contest ถือกำเนิดขึ้นตามนโยบายของเมืองนวัตกรรมอาหาร เริ่มโครงการครั้งแรกใน พ.ศ. 2561 โดยในปีแรกของโครงการฯ เปิดรับนิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรีเข้ามาลับสมองประลองไอเดียจนเป็นที่รู้จัก ต่อมาจึงขยายโครงการและเปิดรับประชาชนทั่วไปในปีถัดมา ปัจจุบันทางโครงการฯ เปิดโอกาสให้น้องระดับชั้นมัธยมเข้ามาร่วมประลองไอเดียพัฒนานวัตกรรมอาหาร ซึ่งแต่ละปีจะมีธีมหลักไม่เหมือนกัน อ้างอิงจากเทรนด์อาหารของโลกในปีนั้นๆ

คุณเอกพูดถึงโครงการนี้ด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ และหวังให้โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งแรงในการพัฒนา อีกทั้งผลักดันศักยภาพของผู้ที่สนใจด้านนวัตกรรมอาหาร 

“เราเชื่อว่าโครงการนี้เป็นการปลูกป่าสัก น้องๆ ที่เข้ามาในโครงการ เราอยากให้เขาเรียนรู้เรื่องการพัฒนานวัตกรรมอาหาร อยากให้มันมีคนที่เข้ามาอยู่ใน Value Chain ของอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้คน โดยเฉพาะคนที่เรียนในทางด้าน Food science และ Food Technology เข้ามาตรงนี้แล้วได้ลองเรียนรู้ไปพร้อมกับเรา”

อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี

โดยกลไกของการประกวดนี้ จะเริ่มจากการประกาศธีมหลักของปีนั้นๆ และมีการจัด Boot Camp เรียนรู้วิธีการสร้างนวัตกรรมอาหารผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบหรือ Design Thinking เรียนรู้การเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์ (Design Doing) และเรียนรู้เรื่องการทดสอบตลาด (Market Validation) 

เมื่อได้ทั้งเครื่องมือและไอเดียแล้ว จึงริเริ่มทำโครงการและส่งเข้าประกวด ไอเดียนับร้อยจะถูกคัดให้เหลือเพียงแค่หลักสิบ ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะได้เรียนรู้พื้นฐานของโทคโนโลยีอาหาร เทคนิคการพัฒนาต้นแบบ การใช้บรรจุภัณฑ์ การตั้งราคาและกลยุทธ์ราคา รวมถึงการ Coaching จากผู้เชี่ยวชาญ 

ระยะเวลาของโครงการ 6 – 8 เดือน น้องๆ จะได้รับทั้งความรู้ ทักษะ ทดลอง และลงมือทำจริง จากนั้นทุกไอเดียที่ผ่านการพัฒนาแล้ว จะเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวัน Demo Days

อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี
อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี

การเติบโตของต้นกล้านวัตกรรม

“น้องๆ ที่เรียนสายนี้เขาได้ลองของจริง ถ้าจะลองทำอะไรสักอย่าง เขาได้ลองคิดว่าถ้าอยากพัฒนาผลิตภัณฑ์สักอย่างหนึ่ง เขาต้องคิดอะไรบ้าง จากความคิดออกมาเป็นโปรดักต์ ทำได้ อร่อยด้วย ดีต่อสุขภาพ ขายได้ ได้ตลอดทั้ง Chain”

ตลอด 4 ปีของโครงการ Food Innopolis Innovation Contest ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารใหม่ๆ ผ่านการพัฒนาไอเดียสดใหม่ให้กลายเป็นอาหารที่กินได้จริง มีนวัตกรรมอาหารที่ถูกพัฒนาและนำไปผลิตเพื่อการค้าหลายต่อหลายชิ้น โดย 20 ไอเดียของรุ่นนิสิต นักศึกษา ได้รับความสนใจจากบริษัทเอกชน และกว่า 30 ผลิตภัณฑ์ที่มาจากไอเดียของผู้ประกอบการมีการขายจริง เกิดเป็นธุรกิจด้านอาหารที่ต่อยอดร่วมกับบริษัทเอกชน

ตัวอย่างเด่นๆ ซึ่งเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นจากโครงการฯ ได้แก่ ชีสจากถั่วพลู โดยทีมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการนำตัวต้นแบบไปทดลองผลิต อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นผลงานจากทีมสตาร์ทอัพ พัฒนาน้ำอัดลมผสมโปรตีนกับวิตามินบีรวม ได้รับการพัฒนาต่อยอดจนเป็นที่รู้จักจากนักลงทุน 

อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี

นอกจากไอเดียจะถูกต่อยอดและพัฒนาให้กลายเป็นของที่จับต้องได้จริงแล้ว ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับโอกาสทางธุรกิจ ได้รับการมองเห็นจากนักลงทุนหรือบริษัทขนาดใหญ่ อันนำมาซึ่งโอกาสในการสร้างธุรกิจและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารที่มากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุด ต้นกล้าของอุตสาหกรรมอาหารเหล่านี้จะเข้าไปเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารให้สมบูรณ์พร้อมมากขึ้น

“ถ้าถอยกลับไปมองว่าโครงการนี้คือโครงการปลูกป่าสัก เราคิดว่าเราน่าจะได้ต้นกล้าดีๆ อยู่เยอะจากโครงการนี้ ถึงแม้ว่าน้องๆ มัธยมอาจจะไม่ได้มาเรียนสายวิทย์ แต่น้องมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneur อยู่ในตัว”

อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี
อยู่เบื้องหลังการพัฒนานวัตกรรมอาหารและผู้ประกอบการ ด้วย One Stop Service ที่เชื่อเรื่องการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารที่ดี

ไปต่อได้จริง

แม้วิกฤตจากโรคระบาดจะทำให้โครงการไม่สามารถจัดตามสถานที่ต่างๆ เช่นเดิม Food Innopolis จึงปรับตัวสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ผ่านรายการ Food Talk และ Frontier Food ขยับมาเป็นการสัมมนาออนไลน์และเผยแพร่ผ่าน Food Innopolis Fanpage และ YouTube Channel ซึ่งข้อดีคือ ผู้ประกอบการและประชาชนที่สนใจสามารถกลับมาดูซ้ำ และส่งต่อความรู้ให้กับผู้อื่นได้ด้วย

ในปีล่าสุด โครงการ Food Innopolis Innovation Contest ปรับจากค่ายออนไซต์มาอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อหาที่เข้มข้น และได้รับการตอบรับจากผู้สนใจอย่างเนืองแน่น จากยอดผู้เข้าร่วมหลักร้อยขยับสู่หลักพันอย่างรวดเร็ว 

ธีมหรือหัวข้อการแข่งขันของปี 2021 ทั้ง 2 หัวข้อ คือ Food Heritage Innovation นวัตกรรมจากมรดกภูมิปัญญาอาหาร และ Future Lifestyle Food Innovation นวัตกรรมอาหารสำหรับการใช้ชีวิตแห่งอนาคต ได้รับการตอบรับด้วยดี และมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 2,000 คนจากทั่วประเทศ มีไอเดียส่งเข้ามาประกวดกว่า 480 ไอเดีย 

“ผู้ประกอบการรู้จักเราเยอะขึ้น หลายโครงการมีเสียงตอบรับที่ดีในหลายกลุ่ม น้องๆ ที่เข้ามาในโครงการก็เยอะขึ้น หรือแม้แต่เรื่องที่เราเล่าให้ฟัง Food Talk มีคนฟังเยอะขึ้น เรามีแฟนเพจ มีคนที่ตาม ทำงานมาสี่ถึงห้าปี ต้องบอกว่าเราเป็นที่รู้จักใน Food SME และบริษัทใหญ่ด้วย”

ความสำเร็จจากตัวเลข เป็นหนึ่งสิ่งที่ช่วยการันตีความสำเร็จ ขณะเดียวกันความมุ่งมั่นที่ไม่สิ้นสุดของทีมงาน Food Innopolis ก็ช่วยยืนยันว่า การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารนั้นเติบโตได้และไปต่อได้จริง

“Food Innopolis ให้บริการผ่าน OSS และ Service Platform มาสี่ถึงห้าปี เราค่อยๆ ปรับมันไปเรื่อยๆ อะไรที่ทำแล้วตอบโจทย์ก็ทำให้ลึกลงไปอีก อะไรที่ทำแล้วไม่ใช่ก็จะเปลี่ยน”

ความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ประกอบการกับความตั้งใจของ Food Innopolis ในการเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร เติมช่องว่างของการพัฒนานวัตกรรมอาหารของไทยให้สมบูรณ์ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม พัฒนาองค์ความรู้ จนมาสู่การพัฒนาคน บ่มเพาะต้นกล้าให้แก่แวดวงอุตสาหกรรมอาหาร ให้ค่อยๆ แข็งแรงและเติบโตไปด้วยกันทั้งระบบในอนาคตอันใกล้นี้ เมื่อระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารของไทยได้ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์ เราอาจจะได้เห็นผลิตภัณท์อาหารใหม่ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างเราๆ มากขึ้น อาจได้เห็นนักวิจัย นักพัฒนาหน้าใหม่ที่จะก้าวเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร และอาจได้เห็นม้ายูนิคอร์นจาก Food Tech Startup สัญชาติไทยโลดแล่นในวงการอาหารโลกในไม่ช้า

ภาพ : Food Innopolis

เชิญชวนผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เฟ้นหาไอเดียสร้างสรรค์จากเหล่าทีม Finalist กว่า 42 ทีม ในงาน Food Innopolis Innovation Contest 2021 : Demo Days Virtual Event ระหว่างวันที่ 19 – 21 พฤศจิกายน 2564 ลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่ www.fiinnovationcontest.com

Writer

Avatar

แคทรียา มาลาศรี

คนทักผิดตลอดชีวิตว่าเป็นนักร้องดัง รักการกินผักและรักเนื้อพอๆ กับผัก เกิดที่อีสาน เรียนที่ภาคกลางและหลงทางที่เชียงใหม่

Photographer

Avatar

สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

ชอบถ่ายรูป แต่ชอบฟังนักเขียนขณะสัมภาษณ์มากกว่า

Scoop

ความเคลื่อนไหวสร้างสรรค์และน่าจับตาจากหลากวงการที่เราอยากให้คุณรู้

3 กุมภาพันธ์ 2566
19

ที่ผ่านมา สังคมไทยพยายามผลักดัน Soft Power ที่เป็นเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว วัดวาอาราม อาหาร ฯลฯ แต่ในความเป็นจริง เมืองไทยเรายังมี Soft Power ที่ดีและหลากหลาย ซึ่งน่าหยิบยกมาผลักดันและส่งเสริมกันอย่างจริงจัง หนึ่งในนั้นคือ ‘การท่องเที่ยวดูนก’

นกไม่เพียงทำหน้าที่สำคัญในห่วงโซ่อาหาร แต่พวกมันยังเป็นนักปลูกป่า นักกระจายพันธุ์พืช นักปราบแมลง ทำหน้าที่สำคัญให้กับระบบนิเวศ และพวกมันคือเพื่อนของมนุษย์ที่มีสีสันสวยงาม มีเสน่ห์ มีพฤติกรรมชวนให้เกิดความเพลิดเพลิน เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนกับธรรมชาติ 

หลายประเทศรู้จักนำการดูนกมาเป็น Soft Power บริหารจัดการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ Scoop รอบนี้จึงขอยกตัวอย่างประเทศต่าง ๆ ที่หยิบยกกิจกรรมดูนกมาเป็นวาระสำคัญ เพื่อผลักดันให้สิ่งนี้ขับเคลื่อนผู้คน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศได้ในทางใดทางหนึ่ง 

จีน

วิธีทำให้การดูนกสร้างรายได้กว่า 120 ล้านหยวน

สาธารณรัฐประชาชนจีน บริเวณทะเลสาบโผหยาง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ของจีนในมณฑลเจียงซี เทียบเท่ากับจังหวัดระยองของไทย เป็นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ 500,000 – 1,000,000 ตัว รวมทั้งนกที่อาศัยอยู่กว่า 500 สายพันธุ์ ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งดูนก ซึ่งทางการจีนมองว่ากิจกรรมนี้ไม่เพียงสร้างความเพลิดเพลิน แต่เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนกับระบบนิเวศ เกิดการจัดตั้งสมาคมอนุรักษ์ เกิดนวัตกรรมการดูนก อีกทั้งช่วยกระจายรายได้ให้ชุมชน 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdingbeijing.com/education

หรืออย่างในนครเฉิงตู ตัวอย่างสำคัญที่แสดงถึงวิธีทำให้การชมนกได้รับความนิยมมากขึ้นในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นครเฉิงตูได้รับเลือกให้เป็นเมืองสาธิตด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการบริโภคเป็นกลุ่มแรกในประเทศจีน เน้นดึงดูดผู้คนด้วยการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีการพัฒนาระบบนิเวศวิทยาอย่างต่อเนื่อง จึงอุดมไปด้วยนกสวยงามนานาชนิด โดยสมาคมชมนกนครเฉิงตูเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีนกอาศัยอยู่มากถึง 511 สายพันธุ์ นักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศจึงเดินทางไปเยือนเพื่อชมนก ชมไม้ ชมหิ่งห้อย นอกจากนี้ ภายในสวนสาธารณะชิงหลงหู ยังมีเกาะนกที่เลี้ยงนกแบบอยู่ร่วมกับธรรมชาติ โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวชมได้ในระยะไกล เพื่อไม่ให้มนุษย์เข้าไปรบกวนชีวิตของนกมากเกินไป

เมื่อการชมนกได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากจะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 120 ล้านหยวน การปรับปรุงระบบนิเวศวิทยายังช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมือง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นด้วย 

ภาพ : thaibizchina.com

สหรัฐอเมริกา

อุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องจากกิจกรรมของคนรักนก

เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา มีการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ ส่งเสริมการดูนกจนเกิดเป็นอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่องตามมา ทั้งหนังสารคดี อุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น กล้องดูนก การบันทึกภาพนก อาชีพผู้นำดูนก ซึ่งสร้างรายได้หลายล้านบาทต่อปี

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : birdwatchingdaily.com

ญี่ปุ่น 

หมุดหมายที่คนรักนกจำนวนมากอยากไปเยือน

ญี่ปุ่นก็เป็นอีกประเทศอันดับต้น ๆ ที่ผู้ชื่นชอบนกจำนวนมากอยากไปเยือน เพราะมีสภาพภูมิอากาศตั้งแต่แบบกึ่งเขตหนาวไปจนถึงกึ่งเขตร้อน เมื่อรวมความหลากหลายนี้เข้ากับลักษณะภูมิประเทศและฤดูกาลทั้ง 4 จึงกลายเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่ต้อนรับสัตว์ป่าหลากประเภทให้มาเยือนได้เป็นอย่างดี 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : Japan.travel

การดูนกที่ญี่ปุ่นที่ถือว่ามีคุณค่ามากที่สุดอาจเป็นการดูนกกระเรียนมงกุฎแดง นกที่ใคร ๆ ก็ยกให้โดดเด่นเรื่องความสง่างาม เป็นสัญลักษณ์ของความสุขและอายุยืนยาว นกชนิดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในศิลปะของญี่ปุ่นมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ดังที่พบได้บนกิโมโนของเจ้าสาว ขวดสาเก และฉากกั้นกระดาษ 

นกกระเรียนมงกุฎแดงเป็นที่รู้จักมากที่สุดจากการเต้นหาคู่ ซึ่งมีท่าทางงดงามราวกับได้รับการออกแบบท่าเต้นมา โดยพวกมันจะเต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 

ฮอกไกโด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดของโลกในการดูนก เนื่องจากมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรนกกระเรียนมงกุฎแดงในโลกอาศัยอยู่ที่นี่ จากความพยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับมาหลังจากถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ จนสุดท้ายจำนวนนกในพื้นที่ชุ่มน้ำคุชิโระของฮอกไกโดเพิ่มขึ้นจากประมาณ 20 ตัว เป็นกว่า 1,300 ตัว และเกิดพฤติกรรมที่เหล่านักดูนกให้ความสนใจ นั่นคือพวกมันไม่ย้ายถิ่นฐาน หรือย้ายห่างออกไปเพียง 150 กิโลเมตรเท่านั้นในฤดูหนาว ซึ่งเป็นปรากฏการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักในนกกระเรียนมงกุฎแดง

ด้วยเหตุนี้ ฮอกไกโดจึงกลายเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์นกครึ่งหนึ่งของประเทศ รวมถึงกลายเป็นภูมิภาคยอดนิยมสำหรับนักดูนกและนักท่องเที่ยว 

หรือนกกระสาในโทโยโอกะ เมืองชายฝั่งของญี่ปุ่น อยู่ห่างจากเกียวโตไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ภูมิภาคนี้ทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากในการฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสาป่าซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว ตัวสุดท้ายเสียชีวิตที่นี่ในปี 1971 และในปี 1985 นกกระสาฝูงใหม่ได้ถูกนำเข้ามาจากรัสเซีย จากนั้นจำนวนประชากรนกจึงฟื้นตัวมาเป็นประมาณ 170 ตัว 

หนึ่งในวิธีที่ใช้ฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกระสา คือการปลูกข้าวออร์แกนิกในทุ่งนา ให้ผืนดินเต็มไปด้วยสัตว์ที่เป็นอาหารของพวกมัน ซึ่งผลพลอยได้ที่ตามมา นอกจากจำนวนนกที่เพิ่มขึ้น ยังเกิดพืชผลที่กลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ชื่อว่า ‘โคะ โนะ โทะริ-ฮะกุคุมุ-โอะโคะเมะ’ (ข้าวนกกระสา)
ในประเทศญี่ปุ่น การดูนกถูกยกให้เป็น Soft Power และการปกป้องแหล่งที่อยู่อาศัยของนกนั้นถือเป็นงานสำคัญ มีสถานที่ที่ได้รับการกำหนดว่าเป็นพื้นที่สำหรับนกและความหลากหลายทางชีวภาพถึง 160 แห่ง ซึ่งได้รับการระบุโดย BirdLife International ตามข้อมูลขององค์กรการกุศลนี้ ญี่ปุ่นมีนก 446 สายพันธุ์ ซึ่ง 49 สายพันธุ์ในนั้นอยู่ในสถานะถูกคุกคามทั่วโลก และ 21 สายพันธุ์เป็นนกเฉพาะถิ่น ซึ่งพื้นที่สำหรับนกเฉพาะถิ่น 3 แห่ง ได้แก่เกาะอิซุ เกาะโอกะซะวะระ และเกาะนันเซ

สิงคโปร์

การสร้าง Jurong Bird Park สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

แม้สิงคโปร์ที่ถึงจะมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากนัก แต่กลับสร้างสวนนกชื่อดังอย่าง ‘Jurong Bird Park’ ด้วยความตั้งใจให้เป็นสวนนกใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีนกกว่า 5,000 ตัว จาก 400 สายพันธุ์

บนพื้นที่ 20.2 เฮกตาร์ นับว่าเป็นสถานที่รวบรวมสัตว์ปีกแทบทุกสายพันธุ์ รวมถึงมีการแสดงที่สนุกสนาน โชว์แบบอินเทอร์แอคทีฟ โดยทั้งหมดมีนกเป็นพระเอกในทุกกิจกรรม 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
ภาพ : visitsingapore.com

อาณาบริเวณกว้างขวางของ Jurong Bird Park มีส่วน Waterfall Aviary หนึ่งในกรงนกใหญ่ที่สุดในโลกที่เดินเข้าไปชมได้ ที่นี่คือบ้านของนกกว่า 600 ตัว มีน้ำตกสูง 30 เมตร และมีกรงนกโนรีแบบวอล์กอินที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูงกว่าตึก 9 ชั้น นักท่องเที่ยวจะได้ใกล้ชิดกับนกโนรีสีสันสวยงาม 15 สายพันธุ์ และเพนกวินโคสต์อีกหลากหลายสายพันธุ์ Flamingo Lake ที่เต็มไปด้วยเจ้านกจอมวางมาดนับร้อยตัว และใกล้กันยังมี Pelican Cove รวบรวมนกกระทุงครบทุกสายพันธุ์ มีการบินโชว์ของนกอินทรี เหยี่ยวฟัลคอน เหยี่ยวฮอว์ก การแสดงใน High Flyers Show และยังมีบริการพักค้างคืนที่แคมป์ของสวนนก ซึ่งอยู่ใกล้กับที่อยู่ของนกเพนกวินและนกชนิดอื่น ๆ กิจกรรมค้างคืนนี้จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ หรือใครอยากแอบดูนกเกิดใหม่ก็ไปที่ Breeding & Research Centre ได้ ไฮไลต์อยู่ที่ห้องฟักไข่ ห้องอนุบาล และห้องหย่านม

ไทย

วามเป็นไปได้ที่การดูนกจะกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power 

สำหรับประเทศไทย เราตั้งอยู่ในเขตตะวันออก มีลักษณะเด่นทางชีวภูมิศาสตร์หลายประการ และได้ชื่อว่าเป็นศูนย์รวมความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีนกเป็นต้นทุนทางธรรมชาติที่มีคุณค่ามากมาย ประเทศไทยมีนกกว่า 986 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ รวมถึงนกจาก 2 คาบสมุทร คือคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมาลายู นกเหล่านี้ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับเมืองไทยมานาน มีทั้งนกป่า นกน้ำ นกชายเลน นกทุ่ง แม้แต่นกเมือง

ทั่วทุกภูมิภาคของไทยมีแหล่งที่นักดูนกไปเยือนได้ หรือแม้แต่พื้นที่ชานเมืองกรุงเทพฯ อย่างสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ หรือ ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร ที่ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง ก็ยังพบกับนกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียว นกกระจ้อยป่าโกงกาง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาล สถานที่ และปัจจัยอื่น ๆ 

การมาดูนกในเมืองไทยถือเป็นหนึ่งในโปรแกรมที่นักดูนกจากทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น การดูนกที่ดอยอินทนนท์ เทศกาลนับนกเหยี่ยวที่ชุมพร นกเงือกรวมฝูงที่เขาใหญ่ นกชายเลนปากช้อนซึ่งเหลือไม่ถึง 400 ตัวแถวนาเกลือ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น 

ตัวอย่างสถานที่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถปักหมุดเดินทางไปดูนกได้ ได้แก่ 

การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power
การดูนก : ประสิทธิภาพ-ความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยมี จนน่าผลักดันสิ่งนี้เป็น Soft Power

ภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง พื้นที่สูงที่สุด 2,565 เมตรอยู่ที่ดอยอินทนนท์ ประกอบด้วย ป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ป่าดิบชื้น ป่าสน ป่าดิบเขา มีแหล่งดูนก เช่น ดอยอินทนนท์ ดอยปุย-สุเทพ ดอยเชียงดาว ดอยอ่างขาง ดอยผ้าห่มปก แม่ฝาง ท่าตอน เชียงแสน ดอยม่อนจอง แม่ปิง ลุ่มน้ำปาย สาละวิน แม่เมย ดอยขุนตาล ดอยผาเมือง ดอยผาช้าง ดอยลังกา ดอยภูคา 

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีที่ราบสูง พื้นที่สูงสุดที่บริเวณดงพญาเย็น สูงประมาณ 1,200 – 1,500 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบบางส่วน มีแหล่งดูนก เช่น เขาใหญ่ ปางสีดา ทับลาน ภูหลวง น้ำหนาว ภูหินร่องกล้า ภูเขียว 

ภาคตะวันออก เป็นที่ราบและภูเขาสูงอยู่ที่เขาสอยดาว สูงประมาณ 1,670 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบฝน ป่าดิบแล้งบางส่วน และป่าชายเลนริมชายฝั่งทะเล มีแหล่งดูนก เช่น เขาสอยดาว เขาอ่างฤาไน เขาเขียว บางพระ

ภาคตะวันตก มีผืนป่าที่สมบูรณ์และกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศ มีเทือกเขาตะนาวศรีเป็นเส้นเขตแดนจนถึงภาคใต้ พื้นที่สูงน้อยกว่าภาคเหนือ ภูเขาสูง 1,811 เมตร ประกอบด้วย ป่าดิบแล้ง ป่าดิบ ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ป่าเบญจพรรณ มีแหล่งดูนก เช่น อุ้มผาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง เกริงกระเวีย ทองผาภูมิ แก่งกระจาน แม่น้ำภาชี เขาสามร้อยยอด 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้
ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ภาคใต้ ส่วนใหญ่เป็นที่ราบต่ำและภูเขา พื้นที่สูงสุด 1,835 เมตรอยู่ที่เขาหลวง ฝนตกชุกทำให้พื้นที่ประกอบไปด้วยป่าดิบฝนและป่าชายเลนริมฝั่งทะเล ปัจจุบันพื้นที่สมบูรณ์หลายแห่งถูกตัดถางเป็นสวนยางและปาล์ม มีแหล่งดูนก เช่น คลองนาคา คลองแสง-เขาสก เขาหลวง คลองพระยา เขาพนมเบญจา เขานอจู้จี้ บ้านในช่อง เขาปู่-เขาย่า เขาช่อง โตนงาช้าง ทะเลบัน บูโด-สุไหงปาดี ฮาลาบาลา เกาะลิบง ทะเลน้อย 
หรือหากไม่อยากเดินทางไกล พื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับกิจกรรมดูนกก็มีให้เลือกหลากหลาย 

ทั้งสถานที่ตากอากาศบางปู จ.สมุทรปราการ ส่วนใหญ่เป็นนกชายเลนและนกทะเล มีบ้างที่เป็นนกป่าโกงกาง นกที่น่าสนใจคือ นกนางนวล นกซ่อมทะเลอกแดง นกยางเขียวนกกระจ้อยป่าโกงกาง และนกนางนวลแกลบ 

ชายทะเลบ้านกาหลง จ.สมุทรสาคร กลางเดือนกันยายนจะเริ่มมีนกชายเลนทยอยย้ายถิ่นฐานมาที่นี่ นกที่พบได้แก่ นกตีนเทียน นกหัวโตทรายเล็ก นกอีก๋อยเล็ก นกทะเลขาแดงลายจุด นกชายเลนปากโค้ง นกพลิกหิน และฝูงนกนางนวลแกลบ นอกจากนี้ หาดโคลนที่นี่ยังเป็นทำเลที่พบนกหายากของโลก 3 ใน 51 ชนิดที่ขึ้นบัญชีไว้ใน Red Data Book คือ นกชายเลนปากช้อน นกทะเลเขาเขียวลายจุด และนกซ่อมทะเลอกแดง

หรือวัดไผ่ล้อม จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งที่นกปากห่างทำรังและวางไข่ และยังพบนกกระเต็นหัวดำ นกเด้าลมดง นกเค้าจุด บางครั้งอาจพบนกกระทุงและนกกุลาได้ด้วย 

ตัวอย่างการสร้างรายได้จาก 'กิจกรรมดูนก' ของจีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อเมริกา เพื่อชี้ว่าไทยก็ชูสิ่งนี้เป็น Soft Power ได้

ในช่วง 20 – 30 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวและให้ความสำคัญกับเรื่องนกมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมแข่งขันดูนกระดับโลก เพื่อชวนนักดูนกจากทั่วโลกมาเยือนเมืองไทย มีชมรมดูนกเกิดขึ้นมากมาย เกิดโครงการอนุรักษ์ ทั้งนกเงือก นกแต้วแร้วท้องดำ โครงการปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ และยังมีข่าวการพบนกที่หาดูยาก ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณดีที่จะนำไปสู่การผลักดันให้สิ่งนี้กลายเป็น Soft Power ของประเทศ เป็นโอกาสสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงและกระจายรายได้สู่ชุมชน เช่น สร้างอาชีพผู้นำดูนก มัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมถึงภาคส่วนอื่น ๆ ก็อาจใช้โอกาสนี้ได้เช่นเดียวกับตัวอย่างในต่างประเทศที่กล่าวไปข้างต้น

ทั้งนี้ สิ่งที่อยากให้ตระหนักถึงกิจกรรมดูนกก็คือ นี่ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำแล้วเพลิดเพลิน แต่การดูนกจะพาทุกคนออกไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ช่วยสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของสรรพชีวิต และจะเป็นการดีอย่างยิ่ง หากการดูนกในเมืองไทยซึ่งนับว่าเพียบพร้อมไม่แพ้แหล่งดูนกติดอันดับโลกอื่น ๆ ถูกหยิบยกมาเป็นยุทธศาสต์ชาติ หรือได้รับการผลักดันให้เป็น Soft Power ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างชาติได้เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอันดีงามอื่น ๆ 

ข้อมูลอ้างอิง
  • Thaibizchina.com
  • Japan.travel
  • visit Singapore.com
  • TNN News
  • จารุจินต์ นภีตะภัฏ, กานต์ เลขะกุล และวัชระ สงวนสมบัติ. คู่มือศึกษาธรรมชาติหมอบุญส่ง เลขะกุล นกเมืองไทย.
อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load