เราเป็นคนหนึ่งที่สนใจปัญหาขยะอาหาร จากการทำงานคลุกคลีกับวงการอาหารมาระยะหนึ่ง เราจึงเห็นว่าอาหารที่ดีจำนวนมากถูกทิ้งไปในพื้นที่หนึ่ง แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากในอีกพื้นที่หนึ่งกำลังหิวโหยและเข้าไม่ถึงอาหารดีๆเหล่านั้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบอาหารทั่วโลกนั้นล้มเหลวมากเพียงใด

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

เราตัดสินใจย้ายมาที่เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากเรียนจบปริญญาโท ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากหาไอเดียการจัดการปัญหาขยะอาหารที่นำมาปรับใช้ได้จริงในประเทศไทย และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food System) โดยเฉพาะเรื่องการผลักดันให้กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค และการให้ความร่วมมือของธุรกิจอาหารในการแก้ไขปัญหา อย่างที่ร้านอาหาร Instock เปิดโอกาสให้เราได้มาเรียนรู้สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นั่นเอง

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

อาหารที่ถูกเมินค่าคือวัตถุดิบสำคัญ

Instock เป็นร้านอาหารที่นำสินค้าจำพวกอาหารเหลือจากการขายในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือแหล่งผลิตมาปรุงเป็นมื้ออาหารที่แสนอร่อยและน่าประทับใจ ในปัจจุบัน Instock มีทั้งหมด 3 สาขาทั่วประเทศเนเธอร์แลนด์ คือเมือง Amsterdam, Utrecht และ Den Haag เป็นการเปิดพื้นที่ให้ลูกค้าได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับปัญหาขยะอาหาร ผ่านการลิ้มรสเมนูแปลกใหม่จากอาหารเหลือทิ้งที่ทางทีมเชฟร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา

โดย Instock ยึดมั่นไว้ว่าในแต่ละเมนูนั้นจะใช้วัตถุดิบดีๆ ที่อาจกลายเป็นขยะให้ได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายหลักของร้าน ในการป้องกันไม่ให้อาหารต้องถูกทิ้งไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทำให้กลุ่มลูกค้าได้เห็นว่าเมนูอาหารที่อร่อยก็ทำมาจากอาหารที่เกือบจะถูกทิ้งได้เช่นกัน

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

เราได้มาเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมเชฟของที่นี่ เพราะเราเชื่อว่าห้องครัวและเชฟเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การสื่อสารเรื่องปัญหาขยะอาหารไปสู่ผู้บริโภคมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะการเรียงร้อยเรื่องราวผ่านอาหารอร่อยหน้าตาสวยงามที่บรรจงทำออกมา รวมไปถึงบทสนทนาที่เกี่ยวกับขยะอาหารระหว่างเชฟ พนักงานทุกคนในร้าน และลูกค้า ที่มักจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่เสมอ

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

วิธีการดำเนินงานของ Instock คือ ทุกๆ อาทิตย์จะมีอาหารเหลือทิ้ง (Surplus Food) จำนวนมากส่งไปยังศูนย์กอบกู้อาหารเหลือทิ้ง (Food Rescue Center) ซึ่ง Instock สร้างศูนย์นี้ขึ้นมาเองเพื่อรองรับอาหารเหลือเหล่านี้ จากนั้นเจ้าหน้าที่ใน Food Rescue Center จะแจกจ่ายอาหารไปยังร้านอาหารของ Instock ทุกสาขา เพื่อให้เชฟได้นำไปทำอาหารเป็นขั้นต่อไป 

และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Instock ยังได้ชักชวนร้านอาหารอื่นๆ มาซื้อวัตถุดิบจาก Food Rescue Center ด้วย เพื่อร่วมช่วยกันลดปัญหาขยะอาหารโดยการทำให้เห็นว่าอาหารเหลือยังคงเป็นวัตถุดิบที่สำคัญ และมาช่วยกันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับปัญหานี้ไปสู่ลูกค้า โดยเฉพาะความจริงที่ว่าอาหารเหลือส่วนใหญ่ที่เราได้รับมานั้นยังสดใหม่และคุณภาพดีเกินกว่าที่จะถูกทิ้งไป

นอกจากนี้ ร้าน Instock ยังมอบหมายหน้าที่ให้ผู้จัดการร้านของแต่ละสาขาปั่นจักรยานออกไปรับอาหารเหลือจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านค้าบริเวณใกล้เคียง เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ช่วยลดปัญหาขยะอาหารในละแวกชุมชนที่ร้านอาหารตั้งอยู่ด้วย

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

หากถามว่าอาหารที่ส่งมายัง Food Rescue Center นั้นเป็นอาหารจำพวกใด และมีลักษณะอย่างไรบ้าง คำตอบที่เรากำลังจะบอกต่อไปนี้อาจทำให้คาดไม่ถึงเลยทีเดียวว่า แค่จุดบกพร่องเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้อาหารดีๆ ต้องถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

ลักษณะหรือสาเหตุของอาหารที่ถูกคัดทิ้งมายัง Food Rescue Center ของ Instock คือ

  1. ผักผลไม้ที่หน้าตาไม่สวยหรือผิดรูปผิดร่าง แต่รสชาติและคุณค่าสารอาหารยังเหมือนเดิม
  2. อาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ชำรุด ใช้สีผิด พิมพ์ผิด หรือฉลากผิด แต่อาหารข้างในไม่ผิด เป็นต้น
  3. อาหารที่เลยวัน Best Before Date (ควรบริโภคก่อน) แต่ยังคงสภาพสมบูรณ์และรับประทานได้
  4. ผักผลไม้สดที่มีมากเกินความต้องการของตลาด
  5. อาหารเหลือที่เกิดจากความผิดพลาดในการขนส่ง
  6. ขนมปัง เบเกอรี่สด ที่เพิ่งผลิตมาเมื่อวาน แต่ต้องทิ้งวันต่อวัน
  7. ชิ้นส่วนของเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลาที่ตัดแต่งออกเพื่อความสวยงาม หรือไม่เป็นที่นิยม
  8. สัตว์ที่มีจำนวนประชากรมากเกินไปจนทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุลหรือเป็นอันตรายต่อพื้นที่ในเมือง เช่น ฝูงห่านที่อาศัยอยู่บริเวณสนามบินแล้วจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากจนเป็นอันตรายต่อเส้นทางการบิน จึงมีนักล่าสัตว์ที่ถูกกฎหมายช่วยจัดการล่ามาเพื่อเป็นอาหารหรือทิ้งไป

ข้อสุดท้ายนี้ถือว่าแปลกใหม่มากสำหรับเราที่เพิ่งเคยได้ยินจากการทำงานที่นี่ เพราะการล่าสัตว์เพื่อควบคุมประชากรสัตว์เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายและจำเป็นต้องทำให้ประเทศเนเธอร์แลนด์ (และนำมาทำอาหารได้)

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

ความสนุกและความท้าทายในการทำอาหารจาก Surplus Food

ความน่าตื่นเต้นของการทำงานในครัว Instock คือ ทีมเชฟไม่มีทางคาดเดาล่วงหน้าได้เลยว่าแต่ละอาทิตย์จะมีวัตถุดิบเข้ามาอะไรบ้าง ถึงแม้บางครั้งอาจจะพอคาดเดาได้บ้างหากเป็นผักผลไม้ที่มีตามฤดูกาล แต่ทีมก็ยังคงคาดเดาถึงจำนวนวัตถุดิบไม่ได้ 

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ร้านอาหารแต่ละสาขาได้รับแอปเปิ้ลมามากกว่า 100 กิโลกรัมภายในอาทิตย์เดียว ทำให้นอกจากทำเป็นเมนูอาหารและขนมแล้ว เรายังต้องป่าวประกาศบอกลูกค้าหรือผู้อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียงกับร้านให้มาช่วยกันนำกลับบ้านไปก่อนที่แอปเปิ้ลจะเน่าเสียก่อน

โดยปกติแล้วเราจะเปลี่ยนเมนูทุกๆ 3 วัน ตามความเหมาะสมและตามวัตถุดิบที่มีอยู่ ทุกๆ วันเราจะเห็นหัวหน้าเชฟทดลองเมนูใหม่ๆ จับนู่นผสมนี่อยู่เสมอ เราได้เรียนรู้ว่า ความไม่แน่นอนได้เปิดพื้นที่ให้เหล่าเชฟมีโอกาสได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัดในการร่วมกันแก้ปัญหามากเพียงใด

ทุกอาทิตย์ เรารู้สึกได้ถึงความท้าทายในการคิดเมนูอาหารออกมาให้ดีและอร่อย เพื่อให้ลูกค้าได้มีความรู้สึกที่เป็นบวกต่อปัญหาขยะอาหาร ถึงแม้ว่าเราจะทำอาหารเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่การที่เราทำออกมาในรูปแบบของร้านอาหารนั้น เรายังคงมีความจำเป็นอย่างมากในการรักษาคุณภาพของอาหารและบริการให้ดีเพื่อให้ธุรกิจยังคงดำรงอยู่ได้ และถึงแม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้าใจเป้าหมายของ Instock แต่เราก็ต้องทำให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับเหนือความคาดหมายอยู่เสมอ

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

อาหารที่เราปรุงขึ้นมานั้นทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อสื่อสารและนำเสนอวิธีการที่ลูกค้าลองกลับไปทำเพื่อลดการสร้างขยะอาหารที่บ้านของตัวเอง เราจึงใช้เทคนิคการปรุงอาหารที่สำคัญและไม่เคยขาดเลยในทุกๆ เมนู นั่นคือการถนอมอาหาร (Preservation) เพราะเป็นสิ่งที่รู้โดยทั่วกันว่าการถนอมอาหารเป็นวิธีโบราณที่รุ่นคุณปู่คุณย่าทำกันมานาน เพื่อรักษาอาหารให้อยู่ได้นานตลอดปี และมีพอกินในยามคับขันหรือฤดูกาลเปลี่ยน 

นอกจากนี้ การถนอมอาหารยังทำให้อาหารมีรสชาติแปลกใหม่แตกต่างไปจากการประกอบอาหารจากวัตถุดิบสดๆ ทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น ในแต่ละเมนูจึงมีส่วนประกอบของอาหารอย่างน้อย 1 อย่างที่ปรุงด้วยวิธีการถนอมอาหารที่แตกต่างกัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 วิธี คือ การหมัก การดอง การแช่อิ่ม การแช่แข็ง การรมควัน การตากแห้ง การตุ๋นน้ำมัน (Confit) และการแช่น้ำเกลือ (Curing) อีกทั้งลูกค้ายังได้เรียนรู้วิธีการถนอมอาหารเพิ่มเติมกับเชฟในเวิร์กช็อปที่เราจัดขึ้นภายในร้านช่วงวันหยุดอีกด้วย

Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

Circular Chef คือชื่อเรียกใหม่ของเชฟที่ใส่ใจผลกระทบของระบบอาหารต่อสิ่งแวดล้อม

ร้านอาหาร Instock ดำเนินธุรกิจบนหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งในที่นี้สำหรับ Instock หมายถึงการป้องกันไม่ให้อาหารเหลือที่มีสภาพดีอยู่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ โดยการนำกลับมาเป็นวัตถุดิบประกอบเป็นอาหาร แต่หากของเหลือเหล่านั้นหมดคุณภาพแล้ว เราก็ต้องหาวิธีใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นแทน เช่น การแปลงเศษอาหารเป็นปุ๋ย เพื่อคืนสารอาหารลงสู่ดินที่ปลูกอาหารขึ้นมาอีกครั้ง

หลักการเป็น Circular Chef ง่ายๆ ที่ Instock ได้แบ่งปันเพื่อให้พ่อครัวแม่ครัวที่ร้านอาหารและที่บ้านร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยกันได้นั้นมีอยู่ 5 ข้อ คือ

  1. เลือกประกอบอาหารมังสวิรัติมากขึ้น ลดผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ต่อสิ่งแวดล้อม
  2. กล้าที่จะใช้วัตถุดิบที่ไม่มีใครต้องการ เช่น ผักผลไม้ผิดรูปผิดร่าง เป็นต้น
  3. ใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่า ใช้ให้หมดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่หัวจรดหางหากเป็นสัตว์ ยอดถึงรากหากเป็นพืช
  4. ใช้วิธีถนอมอาหารที่เหมาะสมเมื่อมีวัตถุดิบเหลือ 
  5. เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันนอกครัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น บอกลาพลาสติก หรือการประหยัดพลังงานในบ้าน เป็นต้น
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam
Circular Chef สาวชาวไทยใน Instock ร้านที่ปรุงอาหารสื่อสารปัญหาขยะอาหารกับชาว Amsterdam

มาช่วยกันลด Food Waste ด้วยกันเถอะ

ทุกคนน่าจะเห็นกันแล้วว่าปัญหาขยะอาหารนั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด เพราะเราทุกคนต้องกินอาหารทุกวันเพื่อการดำรงชีวิต ทุกๆ การกระทำของเรามีผลกระทบตามมาเสมอ การเลือกซื้ออาหาร การปรุงอาหาร และการกินอาหารล้วนมีความหมายต่อการสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทั้งต่อตัวเอง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเหล่าผู้คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียภายในระบบอาหาร

หากเรารู้จักใช้ชีวิตอย่างสมดุลและพึ่งพาอาศัยกัน เราจะช่วยกันสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนมากขึ้น เพื่อรองรับประชากรที่จะมีมากขึ้นหลายเท่าตัวในอนาคตได้

การสร้างการเปลี่ยนแปลงจะสำเร็จลุล่วงไปไม่ได้หากขาดการร่วมมือจากหลายภาคส่วน เชฟหรือเจ้าของกิจการอาหารต่างๆ ช่วยกันสนับสนุนเกษตรกร วางแผนการซื้ออย่างรอบคอบ และควบคุมปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นภายในธุรกิจของตนได้ ส่วนผู้บริโภคก็ให้ความร่วมมือด้วยการอุดหนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงลดขยะในชีวิตประจำวัน และทำให้เกิดจนเป็นนิสัยได้ในที่สุด เราเชื่อว่าทุกคนจะค่อยๆ ทำในสิ่งที่เราทำได้ และจะไม่มีคำว่ายากเกินไปแน่นอน

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ โรงเรียนนานาชาติ’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เรามีของขวัญส่งให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

นันทพร ตีระพงศ์ไพบูลย์

นักการตลาดและเชฟ ผู้มีความสนใจเรื่องระบบอาหารที่ยั่งยืน และการแก้ไขปัญหาขยะอาหาร อยากให้ทุกคนอร่อยอย่างมีสติ จึงตั้งเพจ Deliconscious ขึ้นมาเพื่อเล่าเรื่องราวอาหารที่ควรรู้

โรงเรียนนานาชาติ

บทเรียนจากการไปใช้ชีวิตในทั่วโลก

เคยสงสัยหรือไม่ว่า ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ต่างมีโรงเรียนเฉพาะทางที่มุ่งสร้างนักค้นคว้าวิจัยเพื่อเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจัง อาทิ The Bronx High School of Science ในสหรัฐอเมริกา หรือ Korea Science Academy of KAIST (KSA) และ Gyeonggi Science High School for the Gifted (GSHS) ในประเทศเกาหลีใต้ แล้วในประเทศไทยของเราล่ะ มีโรงเรียนในลักษณะคล้ายกันนี้บ้างไหม

ความจริงแล้วบ้านเรามีสถานศึกษาเฉพาะทางที่เน้นการสอนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่หลายแห่ง แต่ที่เราจะพามาทำความรู้จักในวันนี้ ต่างออกไปจากที่เคยมีมา

ทั้งความสามารถของนักเรียนและครูที่ตระเวนคว้ารางวัลระดับประเทศและระดับโลก การสนับสนุนทุนการศึกษาแบบเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย บ่มเพาะด้วยหลักสูตรแบบ ‘วัดตัวตัด’ อย่างเข้มข้น เพื่อให้นักเรียนพร้อมเป็นนักวิจัยตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสุดไฮเทคต่างๆ เพื่อเอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพให้กับนักเรียน โดยไม่ต่างจากที่มีในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำ

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (Kamnoetvidya Science Academy (KVIS)) เป็นส่วนหนึ่งของ วังจันทร์วัลเลย์ (Wangchan Valley) จังหวัดระยอง พื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่ออนาคต ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อเน้นคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับประเทศ รวมถึงผลิตนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยเฉพาะ

The Cloud ได้นัดหมาย คุณกุลพิมพ์พร กิตติธรรมโน เจ้าหน้าที่งานสื่อสารองค์กรของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ และ ดร.สุรนันท์ อนันตชัยศิลป์ คุณครูสอนวิชาเคมีที่เพิ่งได้รับรางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 มาหมาดๆ ซึ่งทั้งคู่จะพาผู้อ่านไปไขข้อสงสัยทุกเรื่องทั้งในและนอกห้องเรียนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์แห่งนี้กัน

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

ก่อนกำเนิดวิทย์

นอกเหนือจากภารกิจด้านความยั่งยืนทางพลังงานแล้ว กลุ่ม ปตท. ยังให้ความสำคัญเรื่องการสร้างคนเพื่อเป็นกำลังในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยมองเห็นปัญหาที่อยู่คู่กันแต่ไหนแต่ไรมา คือความจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรด้านต่างๆ จากต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ นวัตกรรม และบุคคลที่มีความสามารถจากภายนอก 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกหนึ่งปัญหาที่คุ้นชินในบ้านเรา คืออยู่ในภาวะติดกับดักรายได้ปานกลางมานานหลายปี ทำให้ก้าวไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ สาเหตุหนึ่งคือเรายังเคยชินอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต จนไม่อาจสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ 

จากโจทย์ใหญ่ข้างต้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์ (KVIS) โรงเรียนประจำระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี (STEM) จึงเกิดขึ้น

โรงเรียนแห่งนี้มาพร้อมหน้าที่ที่สำคัญ คือการสร้างนักเรียนที่มีศักยภาพสูงให้กับประเทศ โดยหวังว่าเมื่อจบออกไปจากรั้วกำเนิดวิทย์ นักเรียนจะสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในกลุ่มวิชา STEM เตรียมพร้อมสำหรับประกอบอาชีพเป็นนักวิจัย นักประดิษฐ์ หรือนักนวัตกรรม เพื่อเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่มีบทบาทอย่างมากในการพัฒนาประเทศต่อไปในวันข้างหน้า

ในเมื่อเราสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีได้ วันข้างหน้าเราก็จะลดการพึ่งพาต่างชาติไปโดยปริยาย

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

1 : 6 

ตั้งแต่กดปุ่มสตาร์ททำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อปีการศึกษา 2558 มีนักเรียนหัวกะทิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากทั่วประเทศ สนใจสมัครเข้ามาเป็นนักเรียนกำเนิดวิทย์ในแต่ละปีหลายพันคน แม้จะเป็นโรงเรียนที่เน้นหนักด้านวิทย์-คณิต แต่วิธีการคัดเลือกใช่ว่าจะทดสอบแค่ด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว ยังควบคู่ไปกับการพิจารณาพอร์ตโฟลิโอ เพื่อดูทั้งกิจกรรมในและนอกห้องเรียน ความคิดริเริ่ม การเป็นผู้นำ และการมีจิตสาธารณะของเด็กๆ ด้วย เพื่อให้ได้สมาชิกที่เก่งและมีทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

จากตัวเลขนับพัน สุดท้ายแล้วจะมีนักเรียนใหม่ผู้มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านการคัดเลือกในปีการศึกษานั้นๆ เพียง 72 คน แบ่งออกเป็น 4 ห้องเรียนต่อชั้นปี หรือเท่ากับว่าในแต่ละห้องเรียนมีแค่ 18 คนเท่านั้น

คุณกุลพิมพ์พรอธิบายที่มาของตัวเลขนี้ว่า เป็นความคิดของผู้บริหารตั้งแต่ก่อตั้ง ซึ่งต้องการออกแบบห้องเรียนให้มีขนาดเล็กลง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบการศึกษาแบบเดิม เพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนเป็นไปได้อย่างคล่องตัว ใกล้ชิด และมีประสิทธิผลมากที่สุด

เมื่อมาผสานเข้ากับวิธีการสอนแบบทีม ในชั้นเรียนจะมีคุณครูช่วยกันดูแลถึง 3 คน หรือเทียบเป็นอัตราส่วนผู้สอน 1 คนต่อนักเรียน 6 คน บรรยากาศในห้องเรียนเลยเกิดการปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด ยิ่งเป็นโรงเรียนที่เน้นพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ด้วยแล้ว จำนวนเท่านี้จึงสำคัญมาก หากนักเรียนสงสัยระหว่างการทดลองในแล็บปฏิบัติการ ก็ขอคำแนะนำได้จากคุณครูได้โดยตรง ในจุดนี้ทุกคนจึงเข้าถึงการฝึกทักษะได้เต็มที่ ไม่มีอุปสรรคด้านจำนวนคนมาขวางกั้นการเรียนรู้

“นโยบายของโรงเรียนอยากให้เป็นหลักสูตรแบบวัดตัวตัด เพื่อเสิร์ฟสิ่งที่นักเรียนสนใจได้เต็มที่ เลขสิบแปดนี้ทางผู้ก่อตั้งโรงเรียนเชื่อว่า เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรนี้อย่างแท้จริง มากกว่านี้ก็อาจจะไม่สามารถเสิร์ฟให้กับนักเรียนได้ทุกคน” คุณครูสุรนันท์ช่วยเสริม

โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต
โรงเรียนกำเนิดวิทย์ แหล่งเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยชั้น ม.ปลาย เพื่อพัฒนาประเทศในอนาคต

วัดตัวตัด

ความโดดเด่นไม่มีใครเหมือนของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือระบบการศึกษาแบบ ‘วัดตัวตัด’ ซึ่งเป็นไอเดียของผู้ก่อตั้งที่เห็นว่า การเรียนการสอนที่นักเรียนเลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมตามความสนใจ จะช่วยให้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้ดียิ่งขึ้น ส่วนโรงเรียนจะทำหน้าที่สนับสนุนและเติมเต็มด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือ ทรัพยากร หรือว่าด้านบุคลากรที่เป็นคณะครูผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้นักเรียนเดินตามทางที่ต้องการในอนาคต

ได้ยินว่าวัดตัวตัด อาจพาคิดไปว่านักเรียนคงออกมาตามแต่ใจผู้สอนที่เป็นเหมือนคนตัด แต่ผิดคาด คุณครูสุรนันท์อธิบายถึงการสอนแบบวัดตัดตัวนี้ว่า “ครูเป็นส่วนหนึ่ง นักเรียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ครูตัดแล้วนักเรียนออกมาตามแบบที่ครูอยากให้เป็น แต่นักเรียนก็เลือกที่จะออกมาในรูปแบบของตัวเองด้วย เหมือนเขาเป็นคนร่วมออกแบบ ขณะที่โรงเรียนก็ช่วยให้การตัดนี้เป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ทั้งนี้ภาพรวมยังคงยึดหลักสูตรแกนกลางจากกระทรวงศึกษาธิการ มีทั้งวิชาวิทย์และศิลป์เช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือโรงเรียนกำเนิดวิทย์เพิ่มความเข้มข้นของวิชาเรียน ด้วยการนำจุดเด่นของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากต่างประเทศเข้ามาใช้ร่วมด้วย

กลุ่มวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา จึงแยกออกมาเป็นระดับปกติ (Basic) ที่สอนเนื้อหาในขั้นพื้นฐาน และหากนักเรียนใคร่เรียนรู้ให้ลุ่มลึกขึ้น ก็สามารถลงเรียนระดับเข้มข้น (Advance) ซึ่งมีเนื้อหาในระดับเดียวกับหลักสูตร AP (Advanced Placement) ของสหรัฐอเมริกา และ A-Level ของประเทศอังกฤษ เป็นหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา แต่มีความเข้มข้นเทียบเท่าระดับมหาวิทยาลัย ช่วยให้พัฒนาความรู้ความสามารถได้เต็มที่ มีความถนัดเฉพาะด้าน และวัดตัวตัดออกมาได้อย่างพอดีตัวสมใจนักเรียน

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

วิชา (อนาคต) ที่เลือกเอง

รายวิชาให้เลือกเรียนเพิ่มเติมได้เองตามความสนใจของผู้เรียน เน้นออกแบบมาเพื่อให้เหล่าว่าที่นักวิจัยได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น วิชา ‘Upgrading Thailand’ ต่อยอดงานวิจัยของเด็กๆ ที่สร้างขึ้นมา ด้วยการให้ทำ Business Model รวมถึงเปิดโอกาสให้พูดคุยและเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จในสตาร์ทอัพด้านต่างๆ หรือความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา เป็นการปูเนื้อหาในด้านสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร ซึ่งจำเป็นอย่างมากยามที่พวกเขาสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา

กลุ่มวิชาเลือกฝั่งภาษาไทยมีวิชาน่าสนุกอย่าง ‘Science Fiction’ สอนการแต่งนิยายวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศึกษาก็มีวิชาที่เราเชื่อว่าไม่มีสอนที่ไหนอย่าง ‘Game of Thrones and Social Studies’ นำเอาเนื้อเรื่องในซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการสอนวิชาสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์

นอกจากโรงเรียนจะทำการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้ว ขณะเดียวกัน ภาษาที่ 3 ก็เป็นอีกสิ่งที่โรงเรียนเน้นไม่น้อย โดยคุณครูมองว่า อาชีพนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยที่ดี ไม่เพียงแต่ต้องมีความรู้เฉพาะด้านเท่านั้น หากยังรวมไปถึงการถ่ายทอดและสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ด้วย ฉะนั้นภาษาจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีให้เลือกเรียนวิชาเพิ่มเติมด้านภาษาต่างประเทศกันอย่างจุใจ ทั้งภาษาฝั่งตะวันตกอย่างสเปน ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย และภาษาเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ไปจนถึงภาษาที่ใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่อาจจะมีร่วมกันในอนาคต

แม้ว่าวิชาเพิ่มเติมน่าเรียนทั้งหลายจะไม่ได้เปิดทั้งหมดในแต่ละเทอม ทว่าหากนักเรียนอยากเรียนวิชาไหนเป็นพิเศษ พวกเขาก็สามารถติดต่อขอให้คุณครูช่วยเปิดสอนให้ได้

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

บ่มเพาะนักวิจัย

เพราะความตั้งใจให้เป็นแหล่งบ่มเพาะเยาวชนเพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นนักวิจัยในอนาคต Research Skill หรือทักษะด้านการค้นคว้าวิจัยจึงเป็นสิ่งที่โรงเรียนกำเนิดวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

เมื่อเข้ามาเป็นเด็กกำเนิดวิทย์แล้ว ทุกคนจะได้เรียนรู้ด้านการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทั้งกระบวนการคิดและการค้นคว้าแบบนักวิทยาศาสตร์ ฝึกฝนทักษะในการประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ แน่นอนว่าต้องเตรียมทำโครงงานวิจัยก่อนจบหลักสูตรอย่างน้อย 1 ชิ้น โดยมีคุณครูเป็นผู้ให้คำแนะนำ ปรับปรุงแก้ไขหัวข้อที่นักเรียนสนใจ รวมทั้งช่วยวางแผนให้ในการทำงานทดลอง

โรงเรียนเตรียมพร้อมด้านเครื่องมือทันสมัยที่ใช้ในการทำงานวิจัยอย่างครบครัน ทัดเทียมไม่แพ้มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ถ้าบางเครื่องมือไม่มีในโรงเรียน นักเรียนสามารถไปใช้ที่สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) ที่อยู่ใกล้กัน หรือขอใช้กับทางสถาบันวิจัยระดับประเทศอื่นๆ ที่ทางโรงเรียนกำเนิดวิทย์มีความร่วมมือด้วย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ฯลฯ

ด้วยความสามารถของนักเรียน คำแนะนำจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือสุดล้ำที่เพียบพร้อมในโรงเรียน นี่คือตัวอย่างผลงานวิจัยระดับชั้นมัธยมปลายของนักเรียนกำเนิดวิทย์

งานวิจัย ‘ชุดทดสอบโลหะหนักในน้ำจากเซ็นเซอร์ทางเคมีติดบนอนุภาคนาโนแม่เหล็ก’ ซึ่งเป็น Test Kit สำหรับตรวจวัดโลหะหนักในน้ำ ได้รับรางวัลชนะเลิศจากเวที Junior Water Prize ของประเทศไทย เมื่อ ค.ศ. 2018 และยังได้เป็นตัวแทนไปแข่ง Stokholm Junior Water Prize ที่ประเทศสวีเดน 

ล่าสุดเวทีประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Regeneron ISEF 2021 จัดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา นักเรียนจากกำเนิดวิทย์ได้พาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยทำนายการทำงานของยารักษาโรคมะเร็ง ได้รางวัลที่ 1 ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือโครงงานการพัฒนาเซ็นเซอร์บนกระดาษตรวจที่ใช้ตรวจวัดโลหะหนัก ก็ได้รางวัลที่ 2 ในสาขาเคมี

มีอีกหลายผลงานของนักเรียนกำเนิดวิทย์ที่ได้รับรางวัลระดับประเทศและระดับโลก ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติไม่ต่างจากนักวิจัยอาชีพ และยังมีอีกหลายชิ้นที่ได้ยื่นขอจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การศึกษานอกห้องเรียน

ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนเน้นด้านวิชาการ แต่การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่ภายในห้องเท่านั้น โรงเรียนยังให้ความสำคัญกับการศึกษานอกห้องเรียนพอๆ กัน ผ่านการสร้างเสริมประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในสถานที่จริง

ในทุกเทอม โรงเรียนจะพานักเรียนไปทัศนศึกษายังสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับวิชาในกลุ่ม STEM ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเยี่ยมชมกลุ่มวิจัยระดับชาติ แล็บวิจัยตามสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รวมถึงพื้นที่พัฒนานวัตกรรมอัจฉริยะ และโรงงานต่างๆ ของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เช่น สวนสตรอว์เบอรี่ที่ปลูกด้วยความเย็นจากกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติมาคุมอุณหภูมิในโรงเรือน ฯลฯ

อีกทั้งในช่วงปิดเทอม ยังเปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยากทำงานในห้องวิจัย ลองเข้าไปชิมลางฝึกงานเป็นผู้ช่วยวิจัยร่วมกับนักวิจัยอาชีพในสถาบันวิทยสิริเมธีได้ หรือบางปิดเทอมก็มีการส่งนักเรียนไปแลกเปลี่ยนกับโรงเรียนในต่างประเทศ ทั้งรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม และแลกเปลี่ยนด้านงานวิจัย 

นอกจากเรื่องวิชาการแล้ว ด้วยความที่เป็นโรงเรียนประจำ โรงเรียนจึงสร้างกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านต่างๆ ในรูปแบบของชมรมหลังเลิกเรียน เพื่อให้นักเรียนพัฒนาความรู้อย่างรอบด้าน

 “นอกห้องเรียนก็ไม่ใช่เป็นการเรียนการสอนซะทีเดียว แต่เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียนพัฒนาทักษะอื่นๆ ซึ่งโรงเรียนดูแล้ว คิดว่าทักษะเหล่านี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือความคิดความอ่านนอกเหนือจากเชิงวิชาการ ไปจนถึงเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ให้กับตัวนักเรียนเองด้วย” คุณกุลพิมพ์พรอธิบายเพิ่ม

คุณครูสุรนันท์ช่วยสรุปภาพรวมเกี่ยวกับกิจกรรมหลังเลิกเรียนให้ฟังว่ามีค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่โยคะ กอล์ฟ ว่ายน้ำ วิ่ง แบดมินตัน ไปจนถึงชุมนุมส่งเสริมความสนใจด้านอื่นๆ เช่น ทำอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งแนวผจญภัยอย่างพายเรือ เดินป่า แคมปิ้ง ถ้าหากนักเรียนมีกิจกรรมในใจนอกเหนือจากที่จัดไว้ บางครั้งมาเสนอขอให้คุณครูรับหน้าที่ดูแลก็มี

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย
แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ครูกำเนิดวิทย์

อีกหนึ่งความน่าสนใจของโรงเรียนที่คุณครูเล่าให้เราฟังคือ “โรงเรียนกำเนิดวิทย์ค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เปิดกว้างให้นักเรียนตามความสนใจ แต่เปิดกว้างให้ครูด้วย เราอาจต้องอิงกับหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ก็ออกนอกกรอบได้ตามที่เราสนใจ”

เพราะเบื้องหลังความสำเร็จประกอบจากปัจจัยหลายส่วน หนึ่งในนั้นคือผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ดังนั้น โรงเรียนกำเนิดวิทย์จึงมุ่งพัฒนาความรู้ความสามารถของคุณครูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักเรียน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ซึ่งจำเป็นมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรงทางสายการศึกษา และการสนับสนุนให้คุณครูไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังโรงเรียนในต่างประเทศ เพื่อนำเอาความรู้ใหม่ๆ มาถ่ายทอด รวมถึงพร้อมเปิดโอกาสให้นำเสนอวิชาใหม่ๆ ที่คุณครูมองว่ามีประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน

รางวัล Prime Minister’s Science Teacher Award 2021 รางวัลเชิดชูเกียรติคุณครูที่อุทิศตนเพื่อส่งเสริมพัฒนาเยาวชนให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ จากกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ของคุณครูสุรนันท์ คู่สนทนาเราในวันนี้ คือประจักษ์ผลลัพธ์ของการทำงานที่ใส่ใจ และให้ความสำคัญทุกส่วนประกอบของโรงเรียนกำเนิดวิทย์

เป้าหมายใหม่เพื่อทุกคน

ภารกิจการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์นักวิจัยของชาติยังไม่หยุดเท่านี้ เป้าหมายในอนาคตอันใกล้ของโรงเรียนกำเนิดวิทย์ คือการทำเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับสถาบันการศึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการปฏิบัติที่เป็น Best Practice แล้วนำมาพัฒนาให้เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ที่อยู่ทัดเทียมกับสถาบันระดับโลก รวมถึงวางแนวคิดการจัดการเพื่อพัฒนาแบบยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

แม้จะก่อตั้งมาได้ไม่ถึง 10 ปี แต่ความสำเร็จและคุณภาพของนักเรียนที่จบออกไปศึกษาต่อยังสถาบันการศึกษาชั้นนำทั้งในและนอกประเทศ เป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ทำอยู่กำลังเริ่มงอกออกผล

“เราค่อนข้างได้เมล็ดพันธุ์ที่ดี แล้วบ่มเพาะให้เขาพร้อมต่อการเป็นนักวิจัย และเมื่อเขาได้ออกสู่โลกกว้าง นักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปเรียนในสถาบันระดับโลก ก็เชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่า จะต้องมีส่วนหนึ่งที่กลับมาเป็นส่วนสำคัญในพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้ามากขึ้น ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เขาเชี่ยวชาญ” 

แม้ในแต่ละปีจะมีนักเรียนมากความสามารถที่จบไปจำนวนไม่มากนัก ชวนตั้งข้อสงสัยว่าเมล็ดพันธุ์เพียงเท่านี้จะพอไหม สำหรับความต้องการให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังขับเคลื่อนประเทศในอนาคต แต่ในมุมนี้คุณครูสุรนันท์มีความเชื่อว่า “ถึงนักเรียนเหล่านี้จะไม่ได้เป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่ว่าคนที่มีศักยภาพ เมื่อทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็จะส่งผลมาก ถึงนักเรียนกำเนิดวิทย์จะมีจำนวนน้อย แต่เขามีศักยภาพสูง ในการทำอะไรก็น่าจะส่งผลได้มาก”

และแม้จะยังไม่มีคำตอบว่า ในอนาคตผลผลิตจากกำเนิดวิทย์จะเปลี่ยนแปลงประเทศได้มากน้อยเท่าใด แต่นับว่าเป็นก้าวใหม่ครั้งสำคัญ ที่ชวนให้เราเริ่มเห็นแสงสว่างตรงปลายทาง

“หวังว่าจุดเล็กๆ จุดนี้จะเป็นส่วนหนึ่งช่วยให้ประเทศพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนไปในอนาคต” คุณครูเจ้าของรางวัลประจำปีนี้ทิ้งท้าย

แนวคิดโรงเรียนกำเนิดวิทย์ โรงเรียนมัธยมปลายเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับผลิตนักวิจัยไทย

ภาพ : โรงเรียนกำเนิดวิทย์

Writer

พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์

นักลองฝึกพิสูจน์อักษร ผู้แสร้งเป็นนักลองฝึกเขียน อดีตเป็นนักเรียนภาษา ผู้สนใจเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ศิลป์ รักในมวลรอบข้างที่ดี กาแฟ ชาเขียว และแมวเหมียว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load