เพราะนึกอยากกินต้มยำโป๊ะแตกแท้ๆ หอยแมลงภู่ที่อยู่ในของกินต่างๆ ก็ลอยมาเป็นกองทัพ นึกอยากกินไปหมดทุกอย่าง นอกจากของกินแล้วยังคิดไปไกลถึงที่เลี้ยงหอย ที่เคยไปซื้อหอยที่นั่นที่นี่ ผมนั้นชอบกินหอยแมลงภู่แล้วเหมือนถูกโฉลกกับหอย ก็ไม่ใช่อะไรเพราะว่ากินมานาน กินหอยทอดครั้งแรกเมื่อ 12 ขวบนั้นอร่อยไม่เคยลืม คนเราถ้ากินอะไรประทับใจแล้วจะชอบนานเป็นเรื่องธรรมดา

ผมว่าในขบวนอาหารทะเลนี่ หอยแมลงภู่มีประโยชน์อยู่ขั้นแนวหน้า อย่างแรก มันอึด ขึ้นจากทะเลมาเป็นวันๆ ยังไม่ตายง่ายๆ เรียกว่าจากทะเล มาตลาด มาถึงครัวก็ยังสดอยู่ ไม่เหมือนปลา กุ้ง ปู ปลาหมึก พอมันเห็นท้องฟ้าก็ตายแหงแก๋

อย่างที่สอง ทำกินง่าย ล้างให้สะอาด พอโดนความร้อน มันก็อ้าปาก Easy to eat แล้ว แล้ววิธีทำกินนั้นมีหลากหลายวิธี ที่ง่ายที่สุดคือนึ่งแล้วมีน้ำจิ้มเผ็ดๆ เท่านั้นก็อร่อยเป็นเลิศแล้ว อย่างที่สาม เป็นอาหารทะเลที่มีคุณค่าทางอาหาร ราคาถูก ประหยัดเงิน สมัยก่อนนั้นหอยแมลงภู่เป็นอาหารทะเลที่ถูกที่สุดครับ

  แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องกินหอยก็มารู้จักแหล่งที่เลี้ยงของมันก่อนครับ ซึ่งที่จริงแล้วมันมีทั่วไป เพชรบุรี สุราษฎร์ นครศรีธรรมราช สงขลา มีทั้งนั้น แถมตัวโตอีกต่างหาก แต่ผมจะเจาะจงเอาที่ชลบุรี อ่างศิลา คลองด่าน แหล่งที่ผมคุ้นเคยเท่านั้น

หอยแมลงภู่

เมื่อก่อนชายทะเลแถบชลบุรี ไล่ไปถึงอ่างศิลา หาดวอน-นภา บางพระ เป็นดงหอยแมลงภู่ทั้งแถบ ชาวประมงชายฝั่งแถบนี้เขาไม่ได้ทำอะไรที่เป็นอาชีพเชิงเดี่ยว เขาจับปลาได้หอย จับหอยได้ปลา อะไรทำนองนั้น

การทำประมงชายฝั่งแถบนี้นิยมทำโป๊ะ ถือว่าถูกที่ถูกเวลา เพราะไม่ค่อยมีปัญหาในหน้ามรสุม คลื่นลมไม่แรงจัดเท่าไหร่ ทำโป๊ะลูกหนึ่งอยู่ได้หลายปี และปลา กุ้ง หอย ปลาหมึก อุดมสมบรูณ์ ซึ่งก็มาจากที่ทะเลแถบนี้ไม่ลึกเกินไป มีน้ำจืดไหลจากแหล่งน้ำบนบกไปผสมเป็นน้ำกร่อยที่ไม่เค็มจัด พื้นทะเลเป็นทรายขี้เป็ดหรือทรายปนโคลน ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้เกิดแพลงก์ตอนมหาศาล เป็นอาหารชั้นดีให้สัตว์น้ำในทะเล

สำหรับตัวโป๊ะที่เป็นวงกลมนั้นผมจำไม่ได้ว่าใช้ไม้อะไร แต่ก็แข็งแรงทนทาน วงรอบขอบโป๊ะที่เหนือน้ำนั้น ใช้ท่อนไม้ไผ่มัดรวมกันแน่นเปี๊ยะขนาดคนเดินไต่ได้ ผนังโป๊ะกรุด้วยอวนตาข่าย ปากประตูโป๊ะไม่ใหญ่พอเรือเข้า-ออกได้ ที่สำคัญที่สุด เป็นปีกโป๊ะที่ใช้ท่อนไม้ไผ่ปักเรียง กว้างบานเหมือนปากแตร มีหลายชั้น มีอวนตาข่ายกรุ ตำแหน่งของโป๊ะนั้นจะตั้งขวางทางน้ำไหล ไม่ว่าน้ำจะขึ้นหรือลงน้ำไหลตลอด แล้วธรรมชาติของปลานั้นจะว่ายทวนน้ำตอนน้ำไหล พอว่ายเข้าแนวปีกโป๊ะเมื่อไหร่ก็เรียบร้อยเสร็จเจ้าของโป๊ะ

ความสำคัญอยู่ที่ปีกโป๊ะนี่แหละ จะมีหอยแมลงภู่เกาะเต็มท่อนไม้ไผ่ ทุกอย่างมันเอื้อกัน หอยโตได้เพราะแพลงก์ตอน เปลือกหอยมีพวกตัวเพรียงเกาะ ปลาก็มาตอมกินตัวเพรียงเล็กๆ กินเพลินเข้าแนวปีกโป๊ะเมื่อไหร่ก็เหมือนเข้าโป๊ะเมื่อนั้น

แล้วเป็นธรรมดาที่ไม้ไผ่ปีกโป๊ะนั้นต้องมีผุหักบ้าง คนไปซ่อมปีกโป๊ะเอาไม้ท่อนใหม่ไปปักแทน ไม้ไผ่เก่าที่มีหอยเกาะ ก็เอาขึ้นไปเลาะเอาหอยไปขาย ก็นี่แหละครับที่จับปลาได้หอย จับหอยได้ปลา

อีกอย่างหนึ่งชาวประมงชายฝั่งเมื่อก่อนนั้นเขาพึ่งพากัน เจ้าของโป๊ะเวลาซ่อมปีกโป๊ะก็ขอแรงพวกชาวเรือช่วยดำน้ำเปลี่ยนไม้บ้าง วันไหนชาวเรือจะลอยเรือตกปลาด้านนอกขอบโป๊ะก็ไม่ว่าอะไร อย่าทะลึ่งไปลอยเรือตกปลาในโป๊ะก็แล้วกัน

ปลาข้างนอกโป๊ะนี่เยอะครับ เมื่อก่อนผมมีเพื่อนซี้เป็นชาวประมงที่หาดวอน-นภา วันไหนว่าง ทะเลเรียบ ก็ออกเรือ ซึ่งลำไม่ใหญ่ ไม่มีเก๋งเรือ มีแค่แผ่นไม้ปิดท้องเรือ ใต้ท้องเรือเก็บของสารพัด ทั้งอวน เตาถ่าน หม้อหุงข้าว และมีผ้าใบกางกันแดดกันฝนผืนหนึ่ง

เราพากันไปลงเบ็ดข้างโป๊ะ ปลายสายเบ็ดมีทุ่นเล็กๆ และผูกเบ็ดเป็นพวง ระยะห่างกันไม่เกิน 5 นิ้ว ไม่ต้องใส่เหยื่อ เวลาตกก็ใช้มือสาวสายเบ็ด ยกขึ้น ปล่อยลง เรียกว่าโสกปลา สาวเบ็ดขึ้นทีไรก็ต้องติดปลาขึ้นมาเป็นพวง ปลาสมัยนั้นยังไม่ได้เรียนหนังสือ เห็นตัวเบ็ดที่พลิ้วกับน้ำก็คิดว่าเหยื่อ จึงงับเอาง่ายๆ นั่นเอง ปลาที่ว่านี้ตัวเล็กกว่าปลาทู หางสีเหลืองๆ พอเอาขึ้นแล้วก็วางบนตระแกรงเตาย่างที่ตั้งเตรียมไว้แล้ว มีน้ำปลาพริกพร้อม ทะเลเรียบเหมือนนั่งกินบนโต๊ะ อิ่มแล้วก็เข้าฝั่ง หรรษาปลาพาเพลิน

สมัยต่อๆ มาการทำโป๊ะค่อยๆ หายไป แต่จะมีวิธีเลี้ยงหอยแมลงภู่ขึ้นใหม่โดยเฉพาะ โดยเอาท่อนไม้ไผ่ไปปักเรียงในทะเลเลย เต็มพรึ่บไปทั้งอ่าว มีหลายเจ้าของแต่จะแบ่งเขตกันเรียบร้อย อ่างศิลานั้นมากที่สุดเพราะทะเลไม่ลึก สมัยก่อนดวงอาทิตย์ตกในทะเล แถวบางแสน หาดวอน-นภา บางพระ สวยครับ แต่ที่อ่าวอ่างศิลาดูไม่จืด ทั้งๆ ที่เป็นทะเลเดียวกัน เพราะดวงอาทิตย์ตกตรงเสาเลี้ยงหอยแมลงภู่

ที่เล่ามายืดยาวเพื่อจะได้เห็นภาพของหอยแมลงภู่แถบนี้ แต่ตอนนี้หายสาบสูญเป็นพงศาวดารฉบับหอยแมลงภู่แตกทัพที่อ่าวชลบุรีไปแล้วครับ

จากที่เลี้ยง มาเป็นที่ซื้อบ้าง ผมชอบเข้าไปที่คลองด่าน สมุทรปราการ ที่นั่นเป็นด่านหอยแมลงภู่ ขึ้นจากเรือที่นั่นแล้วส่งออกขายเลยก็มี หรือแกะเปลือกเอาแต่เนื้อส่งขายก็มี ตามบ้านที่แกะเนื้อหอยขายจะเป็นบ้านใต้ถุนสูง เขานั่งแกะกันใต้ถุนบ้าน บ้านไหนสืบทอดอาชีพนั้นมานานดูง่าย เพราะเปลือกหอยที่แกะแล้วทับถมหนาเหยียบไม่จม เรียกว่าพื้นบ้านไม่ต้องเทคอนกรีตให้เสียเงิน หอยที่แกะแล้วนี่ส่งตามตลาดก็มี ส่งให้พวกทำหอยตากแห้งก็มี แต่นั่นก็ไม่มีแล้ว

หอยแมลงภู่

มาถึงเรื่องกินหอยบ้างครับ อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นว่าผมเคยกินหอยทอดเป็นตั้งแต่ 12 ขวบ พ่อพาไปกินที่ร้านบะหมี่ราชวงศ์ บะหมี่แห้งนั้นแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เยี่ยมยุทธเป็นหอยทอด เตาจะแปลกหน่อยที่ก่อด้วยซีเมนต์ รูปร่างเหมือนโอ่งมังกร ปากแคบ กระทะแบนขนาดพอดีกับปากเตา เวลาเขาเร่งไป ลดไฟ ก็เอาก้อนอิฐยัดขอบกระทะให้เผยอเพื่อให้อากาศเข้า การทอดนั้นแป้งไม่แห้งไม่แฉะเกินไป ใส่ไข่ ใส่ถั่วงอก ต้นหอม แล้วเป็นอันเสร็จ อร่อยประทับจิตจึงจำได้

พอเป็นหนุ่มผมก็ยังวนเวียนอยู่ที่เยาวราช สำเพ็ง ร้านบะหมี่ราชวงศ์นั้นเลิกไปแล้ว ต้องไปกินร้านหอยทอดที่อยู่ในซอยโรงเรียนเผยอิง ที่ซอยนี้ทะลุระหว่างสำเพ็งกับถนนทรงวาด เป็นร้านเล็กๆ ห้องเดียว รูปร่างเตาทอดหอยกับฝีมือทอดหอยนั้นเหมือนกับร้านบะหมี่ราชวงศ์เป๊ะ อร่อยแบบถอดแบบกันมา คนกินเยอะอีกต่างหาก อยู่ๆ เลิก จำใจต้องเลิก เพราะทนแรงเสียดสีจากความรวยไม่ไหว ก็ร้านนี้เป็นร้านของต้นตระกูลเจ้าสัวที่รวยอันดับต้นของเมืองไทย นี่ถ้าอยู่ถึงป่านนี้คงเป็นร้านหอยทอดตราช้างครับ

หอยแมลงภู่

ผมยังกินหอยทอดไม่ยอมเลิกง่ายๆ อยากกินต้องไปที่ร้านนายหมง เมื่อก่อนอยู่ในถนนแปลงนาม นายหมงเป็นคนเงียบขรึมยืนใช้ฝีมืออย่างเดียวไม่พูดจา นอกจากหอยแมลงภู่ทอดแล้วยังมีออส่วนหอยนางรมและข้าวผัดปูอร่อย แต่คนกินร้านนี้ต้องกินอย่างสงบเสงี่ยม อาม่าเมียนายหมงดุน่าดู ขนาดเขียนป้ายติดข้างฝาไว้เลยว่า ‘แบงก์พันไม่ทอน’ ตอนหลังร้านนี้ย้ายมาอยู่ตรงหัวถนนพลับพลาไชย และเป็นรุ่นลูกรุ่นหลานที่สืบทอดวิทยายุทธนี้แล้ว

หอยทอดยังไม่จบลาโรงง่ายๆ ผมชอบร้านแดงราชา อยู่ในซอยมังกรหรือตรอกโรงหมู เยื้องกับวัดไตรมิตร หัวลำโพง อร่อยไม่ยิ่งหย่อนกว่าร้านอื่นๆ ที่เล่ามา ก็จะไม่อร่อยได้อย่างไร ในเมื่อสมัยที่คนขายยังเป็นอาตี๋นั้น เคยเป็นเด็กล้างชามที่ร้านเจ้าสัวในซอยโรงเรียนเผยอิง แต่กินร้านนี้บางทีก็โดนแจ็กพ็อต เพราะมีคนมาสั่งใส่ห่อ 10 – 20 ห่อ คนกินก็นั่งคอยไปเหอะ ที่จริงยังมีหอยทอดที่บางรักอีกร้านหนึ่ง แต่พอเท่านี้ เพราะยังมีของกินจากหอยแมลงภู่เข้าคิวอีกหลายอย่าง

หอยแมลงภู่สดๆ นึ่งใส่ตระไคร้ ข่า ใบโหระพา มีน้ำจิ้มซีฟู้ดง่ายๆ แค่นี้ก็อร่อยเพลิดเพลินแล้ว ผมเคยไปเจอร้านหนึ่งไม่มีชื่อ แต่ผมตั้งให้เป็น ‘อุตริโภชนา’ ที่ตอนนึ่งเดาะใส่มาร์การีนด้วย ไม่รู้ว่าคิดได้อย่างไร แกงคั่วสับปะรดใส่หอยแมลงภู่ก็อร่อย หอยแมลงภู่ผัดฉ่า ต้มยำโป๊ะแตก หอยแมลงภู่ผัดกับดอกกุ้ยช่ายหรือกับต้นหอม หอยแมลงภู่ผัดเผ็ดใส่พริกชี้ฟ้าใบกะเพรา นี่เท่าที่นึกได้

หอยแมลงภู่

แต่มีอย่างหนึ่งที่หายไปหรือกำลังจะหายไป เป็นหอยแมลงภู่แล่ตากแห้ง ชาวบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งเลี้ยงหอยจะแล่ตากแดดบนตระแกรงใหญ่ๆ พอแห้งสนิทก็ส่งขาย ตามร้านขายอาหารทะเลแปรรูปมีทั้งนั้น เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะหอยตัวมันเล็กลงๆ แล่ไม่ไหว แถมมีน้อยด้วย ทำให้ของกินที่ใช้หอยแมลงภู่ตากแห้งก็พลอยหายจางไปจากการกินด้วย

วิธีทำกินจะเอามาทอดพอเหลือง แล้วเอาไปผัดกับน้ำตาลทรายอีกครั้ง รสจะเค็มๆ หวานๆ กินกับข้าวต้มก็เหมาะ กินกับแกงเผ็ดอะไรก็พอดี แม้กระทั่งแกงคั่วสับปะรดใส่หอยแมลงภู่เมื่อก่อนนั้นใส่หอยแมลงภู่ตากแห้ง ผมเคยไปกินแกงคั่วสับปะรดที่ร้านข้าวแกง เขาใส่หอยแมลงภู่สดมา เวลาแกงนั้นหอยมันหดตัว มองนึกว่าเป็นแกงคั่วสับปะรดใส่ถั่วดำ เพราะตัวมันเล็กจริงๆ

หอยแมลงภู่แห้งนี่มีความหมาย มีคุณค่าขนาดไหน ก็ดูเอาเถอะครับ นานแล้วที่ผมขับรถเข้าลาว ตรงด่านทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ผ่านเมืองเงิน ซึ่งเป็นเมืองชาวไทลื้อ ก่อนหน้านั้นเป็นเมืองดิบๆ สวยสุด พอเปลี่ยนไปก็อยากไปที่อื่นๆ จึงไปเมืองหงสา ตอนไปยังเป็นถนนลูกรัง ไปพักบ้านชาวบ้านที่เมืองหงสา แสนสบาย อัชฌาศัยเท่าฟ้า พอจะกลับผมถามว่า ถ้าผมมาใหม่อยากได้อะไรจากกรุงเทพฯ บ้าง เธอบอกอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่า อยากได้หอยแมลงภู่ตากแห้ง ยังนึกว่าถ้าตอนนี้ผมจะไปอีกก็ไม่รู้จะไปหาหอยแมลงภู่ตากแห้งได้ที่ไหน

หอยแมลงภู่

เมื่อก่อนหอยแมลงภู่เป็นอาหารทะเลที่มีมาก ราคาถูกประหยัดเงิน เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว เป็นอาหารทะเลที่มีน้อย ตัวเล็ก ราคาแพงเอาเรื่อง แล้วตอนนี้ชักลังเลในคุณภาพน้ำจืดจากแม่น้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ ที่ไหลลงทะเลนั้นอาจจะไม่ค่อยดีนัก จึงกลัวไปถึงคุณภาพของแพลงก์ตอนด้วย แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับหอยแมลงภู่ ผมไม่ได้มองลบหรือมองในแง่ร้าย แต่วิธีที่ดีต้องดูแหล่งเลี้ยงด้วย

มีหลายคนเริ่มพูดว่าหอยแมลงภู่ไม่เหมือนเดิม กินหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ดีกว่า ไว้คราวหน้าครับสำหรับเรื่องหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ผมเคยอยู่ที่นั่น กินหอยเป็นว่าเล่น ไม่ใช่อะไรหรอก ก็มันถูกที่สุด ซูเปอร์มาร์เก็ต ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ มีหมด สดอีกต่างหาก ก็เมื่อไปที่ไหนอยู่ที่ไหน เจอแต่หอยจึงถูกโฉลกกับหอย เป็นอย่างนี้เองครับ

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

รสเกษม

เรื่องอาหารยุคเก่า วัฒนธรรมการกินในวันวาน เปรียบเทียบกับสมัยใหม่โดยนักชิมรุ่นเก๋า

ถ้าเปรียบ Chef ’s Table ก็เหมือนรถ Mercedes-Benz ที่ใครๆอยากได้ โก้ หรูหรา แพง นั่งแล้วดูมีฐานะ มีรสนิยม สำหรับ Chef’s Table นั้น คนที่ไปกินเป็นระดับ High-end คนทำให้กินฝีมือขั้นเทพ เอาของมาทำก็สุดจะคัดสรร ห้องนั่งกินส่วนตัวหรูเลิศ การบริการคนกินประหนึ่งเป็นพระราชา และแน่นอนต้องแพงระยับ ก็เอาเป็นว่าทั้ง 2 อย่างนี้อยู่ในขั้นดีเลิศด้วยกันทั้งคู่

จะว่าไปก็เคยกิน Chef’s Table กับเขาด้วยเหมือนกัน ที่เพื่อนสนิท เชฟวิชิ มุกุระ เมื่อครั้งยังเป็น Executive Chef ที่ห้องอาหารศาลาริมน้ำ โรงแรมโอเรียลเต็ลอยู่ ซึ่งปกติถ้าว่างเมื่อไหร่ก็ชอบนั่งคุยกันเป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ห้องอาหารจวนจะถึงเวลาเปิดบริการ แต่ไม่อยากนั่งในห้องอาหาร เชฟวิชิตเลยให้ไปนั่งที่ห้องทำงานในบริเวณครัวนั่นเอง ทำข้าวผัดมาให้กิน แค่แหวกๆ ของบนโต๊ะให้พอวางจานกินได้ นั่นเป็นโต๊ะของเชฟจริงๆ และเป็นวิธีที่เชฟทำมาให้กิน ไม่ต้องไปยุ่งจะเอาไอ้โน่น จะกินไอ้นี่ แบบอยู่เฉยแล้วดีเอง ซึ่งนั่นเป็น Chef’s Table ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต

เชฟวิชิตลาออกจากโรงแรมโอเรียลเต็ล มาทำร้านอาหารหรูในซอยสุขุมวิทที่เท่าไหร่ ชื่อร้านอะไรจำไม่ได้ ร้านเขามีห้องสำหรับ Chef’s Table ที่ลงทุนหลายร้าน เคยชะโงกเข้าไปดู เป็นครัวเปิดโล่ง เครื่องใช้ไม้สอยทันสมัย กลิ่นและควันไม่รบกวนคนมากิน โต๊ะเก้าอี้สำหรับลูกค้าหรูเนี้ยบ

เชฟวิชิตบอกว่า ลูกค้าเป็นกลุ่มเฉพาะ มักเป็นการจัดเลี้ยงของบริษัทคนไทยที่เลี้ยงบริษัทต่างประเทศ หลังจากเจรจาธุรกิจการค้ากันแล้ว เรียกว่าเป็นงานเลี้ยงรับรองที่เป็นส่วนตัวเอามากๆ 

อีกกลุ่มเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของบริษัทต่างประเทศ ที่มีโรงงานหรือสาขาในเมืองไทย มากินกันในโอกาสพิเศษ เดือนนี้คนนี้เป็นเจ้าภาพ อีกอาทิตย์หนึ่งคนนั้นเป็นเจ้าภาพ หมุนเวียนกันไป ห้องนั้นเป็นของกลุ่มเขาโดยเฉพาะ จะกินไป ส่งเสียงไป ไม่มีใครว่า และในเมื่อคนกินส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ ก็เลยเลือกอาหารไทย แต่ของที่ใช้พวกเนื้อ หมู ไก่ ปลา กุ้ง หอย ต้องนั่งเครื่องบินมาเท่านั้น ราคานั้นก็แพงเอาเรื่อง นั่นเป็นการรู้จัก Chef’s Table จากปากเชฟวิชิตว่าทำอย่างไร

ติดตามความนิยมของ Chef’s Table อยู่เรื่อยๆ เห็นว่าเดี๋ยวนี้มีร้านสุดหรูเยอะแยะ อาหารก็หลากหลาย ฝรั่ง จีน ไทย แขก มีหมด บอกรายละเอียดของอาหารเสร็จสรรพ อัตราค่าหัวมีให้เลือก ใครมีเงินพร้อมขนาดไหนก็ตั๋วไปกิน ไปคนเดียวหรือไปหลายคนไม่มีข้อห้าม 

เหล่าเชฟฝรั่ง เชฟจีน เชฟไทยแขนเขียว (สัก) ที่ทำ Chef’s Table ส่วนใหญ่เป็นเชฟระดับแนวหน้า ชำนาญการทำมาแล้วทั้งนั้น ถ้ายังไม่เคยทำ ถือว่ายัง No Name เมื่อทุกอย่าง High Class หมด ก็ไม่ต่างจาก Mercedes-Benz ที่เชื่อว่าดีเลิศนั่นเอง

ยังมี Farm to Table อีกอย่างที่เชื่อว่าคงได้ยินมากันแล้ว แต่ไม่รู้ว่ามีร้านแบบนี้มากน้อยขนาดไหน เคยไปนั่งกินมาแล้ว ที่เมือง Coventry รัฐ Rhode Island อเมริกา เลยเอามาเล่าว่าที่นั่นเขาทำกันอย่างไร แต่จะกินอย่างเดียวโดยไม่เล่าถึงที่นั่นว่าอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง คงไม่เห็นภาพ นึกบรรยากาศไม่ออก 

ประสบการณ์กินอาหาร Farm to Table ที่เมืองแห่งฟาร์มในรัฐเล็กสุดของอเมริกา
ประสบการณ์กินอาหาร Farm to Table ที่เมืองแห่งฟาร์มในรัฐเล็กสุดของอเมริกา

เอาเรื่องรัฐนี้ก่อน เป็นรัฐที่ชอบมาก มีความยิ่งใหญ่อยู่ในความเล็ก เป็นรัฐเล็กที่สุดของอเมริกา เนื้อที่เท่ากับจังหวัดอำนาจเจริญของเมืองไทย ลักษณะของรัฐติดทะเล มีอ่าวลึกเข้าไปในแผ่นดิน แล้วแตกเป็นอ่าวเล็กอ่าวน้อย คล้ายๆ รากของต้นไม้ที่แตกสาขา Rhode Island เป็น 1 ใน 6 รัฐที่เรียกว่า New England เป็นกลุ่มรัฐที่ประกาศตัวเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นกับอังกฤษ และ Rhode Island นี่เองเป็นหัวโจกคนแรกที่ไม่ยอมในสงครามกู้อิสรภาพนั้น 

อ่าว Rhode Island สู้กับกับทหารอังกฤษดุเดือดเลือดพล่าน พลเมืองอาสาสมัครจมเรืออังกฤษได้หลายลำ แม้กระทั่งเรือ Endeavour ที่กับตัน เจมส์ คุก (James Cook) ใช้เดินทางไปรอบโลก พอปลดระวางแล้วอังกฤษขนทหารมารบ ก็ถูกจมที่อ่าวนี้ นั่นเป็นประวัติศาสตร์ของที่นั่น

ในทุกวันนี้ยังมีร่องรอยของอดีตที่น่าทึ่งอยู่ อย่างเมือง Bristol บ้านเรือนของเมืองนี้เก่าแก่งามสง่า มีเอกลักษณ์ บ้านทุกหลังตรงหน้าบ้านจะเขียนปีที่สร้าง ส่วนใหญ่เป็น ค.ศ.1800 ต้นๆ ไปถึงตอนปลายๆ แถมยังมีชื่อเจ้าของบ้านคนแรกอีกด้วย เป็นชื่อฝรั่งแบบโบราณๆ อย่าง โจนาธาน, เอ็มมานูเอล, แซมมวล,เบนจามิน, อับบราฮิม 

และที่นี่เอง เมื่อครั้งอเมริกาประกาศอิสรภาพ และมีวันชาติ 4th of July ขึ้นมา เมืองนี้ก็มีพาเหรดเฉลิมฉลองชัยชนะ ถือว่าเป็นพาเหรดครั้งแรกของอเมริกา ทุกวันนี้เมื่อถึงวันชาติก็ยังจัดให้มีพาเหรดอยู่ สวย กระชับ ตื่นเต้น น่าภูมิใจ 

สภาพพื้นที่ของ Rhode Island นั้น ความที่มีอ่าวจากทะเลแผ่กระจายไปทั่ว ในแผ่นดินก็คับคั่งด้วยฟาร์มสารพัดประเภท เลี้ยงสัตว์ก็เยอะ ทำไร่ก็มาก เรื่องอาหารการกินจะเอาอะไร เยอะแยะไปหมด คนไทยเรารู้จักล็อบสเตอร์จากรัฐเมนกันดีว่ายอด แต่ถ้าเจอล็อบสเตอร์ที่ Rhode Island จะมึนงง ตื่นตาตื่นใจ ทั้งสด ทั้งใหญ่ เนื้อแน่น แถมตัวละแค่ 6 – 8 เหรียญ ถ้าตีค่าเป็นเงินบาทอาจจะดูแพงบ้าง แต่กับคนอเมริกันแล้ว ก็เหมือนคนไทยจ่ายเงินซื้อปลานิลนั่นเอง

ประสบการณ์กินอาหาร Farm to Table ที่เมืองแห่งฟาร์มในรัฐเล็กสุดของอเมริกา
ประสบการณ์กินอาหาร Farm to Table ที่เมืองแห่งฟาร์มในรัฐเล็กสุดของอเมริกา

ถ้าใครชอบเที่ยวสถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ เมือง บ้านเรือน บอกถึงความเก่าแก่ มีความสงบเงียบ ธรรมชาติไม่มีที่ติ อากาศดี โดยเฉพาะหน้าร้อน อาหารการกินเยี่ยม ต้องไป Rhode Island จะให้ดีไปเช่าบ้านริมอ่าวไหนก็ได้อยู่สัก 2 อาทิตย์ ได้ชาร์จแบตเตอรี่เต็มเปี่ยมก่อนกลับเมืองไทยแน่ 

อันที่จริงจะว่าไปแล้ว คนไทยก็รู้จักรัฐนี้ดี โดยเฉพาะเศรษฐี ถ้าลูกๆ อยากเรียนศิลปะ การออกแบบ จะต้องส่งไปเรียนที่ Rhode Island School of Design นั่นจะการันตีว่าลูกได้ผ่านโรงเรียนดีๆ ของอเมริกามาแล้ว และไม่เพียงแต่โรงเรียนนี้เท่านั้น ยังมีมหาวิทยาลัย Brown เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับแนวหน้าด้วย 

มาถึงเรื่อง Farm to Table ในความหมายจริงๆ คือเอาของจากฟาร์มมาขึ้นโต๊ะแล้วกินมันกลางฟาร์มนั่นเอง พูดง่ายๆ กินในฟาร์ม แล้วความที่เมือง Coventry เป็นเมืองแห่งฟาร์ม มีทั้งเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชผลไม้ทุกชนิด นม ครีม น้ำผึ้ง มีเพียบ ที่สำคัญ ขนาดหน้าร้อนยังเย็นสบาย เอาเป็นว่าลงตัวก็แล้วกัน พอวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนหนึ่งจัด Farm to Table อยู่ในขั้นมือโปร จัดทุกหน้าร้อนไม่เคยเว้น แต่จะหมุนเวียนไปฟาร์มโน้นบ้าง ฟาร์มนี้บ้าง ความที่ทำมานาน การจัดไม่บกพร่อง มีเชฟดีๆ ในมือเยอะ ลูกค้าเลยมาก เขาชอบทำเพราะเหนื่อยแค่วันหยุด

มาถึงการเข้าไปกินกลางฟาร์ม บริเวณที่จัดอยู่กลางฟาร์มเลี้ยงวัว จะเห็นวัวพันธุ์ Angus เล็มหญ้าในทุ่ง แล้วตรงที่จัด Farm to Table นั้นอยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ๆ ห่างไปนิดมีโรงโล่งๆ สำหรับทำอาหาร 

โต๊ะ ม้านั่งยาว จัดไว้นั่งได้มากกว่า 20 คน ปูผ้าปูโต๊ะเรียบร้อย ที่สวยดูเท่แบบง่ายๆ เป็นขวดแก้วที่เคยใส่แยมหรือใส่อย่างอื่นมาก่อน เอามาใส่ดอกไม้สีสวยๆ จัดธรรมดาๆ ผูกโบว์เข้านิดหน่อย แล้วตั้งเรียงราย 

ประสบการณ์กินอาหาร Farm to Table ที่เมืองแห่งฟาร์มในรัฐเล็กสุดของอเมริกา

ด่านแรกเป็นสาวอเมริกันลูกทุ่งถือถาด ใส่แก้วไวน์กับแก้วเบียร์แล้วแต่จะเลือกอะไร แต่พร่องเมื่อไหร่ สาวเจ้าจะปราดมาเติมทันที กินฟรีไม่อั้น ไม่ใช่อะไร คนทำไวน์กับทำเบียร์ใหม่ๆ ของแถบนั้นอยากให้ทุกคนดื่มเป็นการโฆษณายี่ห้อของตัวเอง ก็ดีอย่างคนที่ไปงานเจอไวน์เจอเบียร์เข้าไปหน่อย จากการระวังตัวก็เปลี่ยนเป็นความเป็นกันเอง สนุกเอิ้กอ้ากเหมือนรู้จักกันมาเป็นปี

เจ้าของฟาร์มจะออกมาพูดบลาๆ ยินดีต้อนรับ อะไรทำนองนั้น แล้วคนจัดก็จะมาแนะนำว่า เชฟทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มาทำอาหารครั้งนี้ ปกติอยู่ที่ร้านอาหารไหน ดังมากแค่ไหน จึงขอให้เชื่อใจว่ามื้อนี้ทุกคนจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวังว่ามันหมายถึงอะไร แถมบอกว่ารายการอาหารในวันนี้มีอะไรบ้าง ไล่ตามลำดับ 

แล้วก็ถึงเวลากิน มี Appetizer ซุป สลัด และจานหลัก ปล่อยให้กินตามสะดวก ที่กินแล้วรู้สึกว่าเป็นยักษ์เป็นมารก็ตอนกินสเต๊กเนื้อ แล้วเห็นวัวกินหญ้าอยู่ไกลๆ ดีว่ามันไม่ร้องมอๆ ยูกำลังกินเพื่อนไอ 

ก่อนของหวาน เชฟจะมาเล่าของที่ทำว่าเอามาจากไหน คุณภาพความสด ปลอดภัย เป็นอย่างไร และพอจบกระบวนการกิน ก็มีการร่ำลา ซาบซึ้งที่ได้รู้จัก หวังว่าจะได้มาเจอกันอีก พูดมาก พูดน้อย ขึ้นอยู่กับว่าล่อไวน์ ล่อเบียร์ ไปขนาดไหน ก็นี่แหละของการไป Farm to Table มา

ถึงเหตุการณ์นั้นจะจบไปแล้ว แต่ถ้าจะไม่เอาวิธีคิดของการทำ Farm to Table มาเล่าก็จะขาดสิ่งสำคัญไป เป็นหลักการที่ใครๆ คิดจะทำ ต้องยึดแนวทางนี้ ไม่ว่าจะไปจัดที่เมืองอะไร รัฐไหน 

หลักการเริ่มต้นที่บริเวณจัดต้องเป็นฟาร์ม ยิ่งมีทัวร์ฟาร์มก่อนยิ่งดี เพราะบางครอบครัวมีเด็กมาด้วย เด็กๆ จะตื่นเต้น กระฉับกระเฉงที่ได้รู้ ได้เห็น ในกรณีที่หาฟาร์มเหมาะๆ ไม่ได้ ทุ่งสาธารณะก็ใช้แทนได้ ต่อมาต้องคัดเลือกเวลาให้เหมาะสม อากาศร้อนมากไม่ควร อากาศก่อนฤดูใบไม้ร่วงที่จะย่างเข้าหน้าหนาวกำลังดี ใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี จะมีบรรยากาศ มีสีสัน และพืชผักผลไม้ยังมีเหลือเฟือ แต่ต้องเผื่อฝนตกหรือลมแรงด้วย และต้องเตรียมตัวเรื่องแมลงหรือยุงรบกวนด้วย

อีกข้อต้องใช้สิ่งของที่มีอยู่แล้ว โต๊ะ เก้าอี้ ม้ายาว ธรรมดาๆ การตกแต่งบนโต๊ะง่ายๆ แต่ต้องสวย เช่นใช้โหลแก้วใส่ดอกไม้ แล้วจะยิ่งดีที่ให้เด็กๆ มีส่วนร่วม เช่น เขียนการ์ดสวยๆ จากจินตนาการที่บริสุทธิ์ เอามาช่วยตกแต่งบนโต๊ะ

ที่สำคัญ ต้องเป็นผลิตผลจากฟาร์มแท้ๆ เช่น ผัก ผลไม้สด นม ครีม เพื่อให้แขกเชื่อมั่นในคุณภาพ หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จากกระป๋อง แต่ถ้าในฟาร์มมีของไม่มากพอ ก็ไปเอาจากเกษตรกรใกล้เคียง เบียร์ ไวน์ต้องเป็นของท้องถิ่น 

อีกอย่างเชฟต้องมีฝีมือ ถ้าบางที่มีอาหารเฉพาะถิ่นจากฝีมือชั้นเยี่ยมของคนท้องถิ่น ต้องใช้โอกาสนั้นด้วย และคนที่จะมาร่วมงาน ถ้ามาจากสังคมเดียวกันจะง่าย มีบรรยากาศความเป็นกันเอง บางหลักการมีข้อปลีกย่อยอีกว่า Farm to Table นั้นเป็น Dinner ที่รวบรวมความสุขในการกิน เพราะมีส่วนประกอบของสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง จะดีกว่าไปจัดให้นั่งกินในร้านอาหาร นั่นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อและจำเจ และที่สำคัญที่สุด ยังทำรายได้ดีให้กับผู้จัดด้วย ทั้งหมดนี่เป็นวิธีคิดแบบฝรั่งต่อ Farm to Table ซึ่งทั้งหลักการหลายๆอย่างนั้น ก็ไม่ต่างจากที่ไปเจอด้วยตัวเอง 

กลับมามองไทยบ้างถ้า เชฟคนไทยที่ทำ Chef’s Table จนดังชนเพดานแล้ว ลองแหวกม่านความคิดมาทำ Farm to Table บ้างก็ดี เมืองไทยมีเรือกสวน ไร่ นา ทั่วหัวระแหง สวนมะพร้าว สวนผสมผสาน ทำได้ทั้งนั้น เชฟคนไทยขึ้นชื่อเรื่องเป็นนักประดิษฐ์อิสรภาพทางอาหารก็น่าจะลองทำ สำเร็จเมื่อไหร่ คนกินจะได้มี Farm to Table จริงๆ ที่กินกลางฟาร์มอีกอย่างให้กิน

Writer & Photographer

สุธน สุขพิศิษฐ์

ศิลปะ-ดนตรี-อาหาร ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่มีพรมแดน ไม่มีภาษา ไม่มีการเมือง ไม่มีการกีดกัน ไม่มีรวยหรือจน เข้าถึงง่าย มีความสุขเท่าเทียมกัน เอาสามอย่างเท่านี้ก็พอ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load