12 พฤศจิกายน 2564
2 K

หนึ่งมื้ออาหาร มีค่าแค่ไหนสำหรับคุณ

รับประทานเพื่อเติมพลังงานให้ร่างกาย ลิ้มรสความอร่อยที่สดใหม่และปลอดภัยของวัตถุดิบ เสริมภูมิคุ้มกัน รักษาสุขภาพให้แข็งแรง คุณค่าเหล่านี้คือสิ่งที่ 1 ใน 3 ของประชากรเด็กไทยอายุ 6 – 14 ปี หรือราว 2.9 ล้านคน ไม่สามารถเข้าถึงอย่างเหมาะสม จนประสบภาวะทุพโภชนาการ หรือร่างกายได้รับสารอาหารไม่พอดีกับความต้องการของตัวเอง

อาจได้รับประทานอาหารน้อยไป ไม่หลากหลาย จนหิวโซ ไร้พละกำลังและสติจะจดจ่อกับอะไร หรือมากไปจนสะสมเป็นโรคร้าย ส่งผลกระทบไปถึงพัฒนาการ และการศึกษาในระยะยาว

แม้ทุกวันนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนเงินค่าอาหารกลางวันให้นักเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษามื้อละ 20 บาทต่อคน (ปรับเป็น 21 บาทในปีการศึกษาหน้า) แต่เมื่อหักลบค่าใช้จ่ายจิปาถะ ประกอบกับไม่มีการเผยแพร่ความรู้ด้านโภชนาการอย่างจริงจัง คงไม่แปลกที่อาหารซึ่งปรุงจากงบ 10 กว่าบาท จะไม่ตอบโจทย์สุขภาพและการเรียนรู้ของเด็กๆ ที่ยากจนหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกล

นับเป็นปัญหาใหญ่เมื่อมองภาพระยะยาว แต่อาจฟังดูไม่สำคัญหรือเร่งด่วนสักเท่าไร

ด้วยเหตุนี้ ริน-ทิพย์ชยา พงศธร นักธุรกิจผู้คลุกคลีอยู่กับแวดวงอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ลูกสาวของ วิเชียร พงศธร ที่มีหลักการบริหารธุรกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและสังคม จึงลุกขึ้นมาก่อตั้งโครงการ FOOD FOR GOOD (เดิมชื่อ Food4Good) ภายใต้มูลนิธิยุวพัฒน์ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เพื่อสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของสังคม แก้ปัญหาเรื่องโภชนาการของเด็กไทยโดยเฉพาะ 

‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ คือแนวคิดของแคมเปญการสื่อสารในช่วงแรก แต่เมื่อพบว่าวิธีการดังกล่าวไม่สร้างความยั่งยืนอย่างแท้จริง เป็นเพียงการส่งมอบปลามากกว่าจะสอนให้คนตกปลาเป็น รินและทีมงานจึงปรับโมเดลให้เป็น ‘การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร’ 

ไม่เพียงแค่สนับสนุนเงินทุน แต่ส่งต่อความรู้ ความเข้าใจ ชวนหลากหลายฝ่ายในพื้นที่มาร่วมสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย และดูแลมื้ออาหารของนักเรียนอย่างใส่ใจ ดำเนินการต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง จนปัจจุบัน FOOD FOR GOOD ตักอาหารดีมีคุณภาพให้เด็ก 11,300 คนไปแล้วมากกว่า 2,953,260 มื้อ 

ในปีที่สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อนักเรียนและครอบครัวทั่วประเทศ ปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น ภารกิจของพวกเขายิ่งทวีความสำคัญ เราจึงชวนรินและทีมงานมาร่วมพูดคุยถึงวิธีแก้ปัญหา และแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.​ 2564 

ด้วยความหวังว่าสังคมและภาครัฐจะตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และผู้คนร่วมกันนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้ต่อในระดับประเทศ เพื่อให้เด็กไทยอิ่มท้อง สุขภาพดี มีกำลังเรียน และเติบโตอย่างงดงาม แบบที่พวกเขาควรได้รับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

จากแคมเปญ สู่โมเดลเพื่อความยั่งยืน

“เราอยากทำกิจกรรมตอบแทนสังคมเกี่ยวกับอาหาร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญของธุรกิจเรา และมองว่าถ้าชวนโรงแรมและร้านอาหารที่ดูเป็นคู่แข่งกัน มาร่วมทำเพื่อสังคม น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี” รินเกริ่นถึงไอเดียของโครงการ

แคมเปญในช่วงแรกเริ่มจากการร่วมมือกับบรรดาร้านอาหารและโรงแรม เลือกเมนูอาหารที่เมื่อผู้บริโภคทานแล้ว จะแบ่งเงินจำนวน 10 บาทจากรายได้เข้ากองกลาง นำไปบริจาคเพื่อเป็นค่าอาหารของมูลนิธิที่ทำงานกับเด็ก เช่น มูลนิธิบ้านนกขมิ้น สหทัยมูลนิธิ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ 

FOOD FOR GOOD เลือกระดมทุนผ่านอาหารโดยไม่เปิดรับบริจาคตรง เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม คนและร้านอาหารตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เมื่อดำเนินการไปสักระยะ ทีมงานเรียนรู้ว่ากระบวนการแบบ ‘พี่อิ่มท้อง น้องอิ่มด้วย’ เป็นการทำมากแต่ได้น้อยและไม่ยั่งยืน  

กว่าจะตามหาร้านอาหารที่เข้าใจแนวคิดและพร้อมสนับสนุนได้แต่ละแห่งไม่ใช่เรื่องง่าย หลายบริษัทสับเปลี่ยนแคมเปญเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อรองรับผู้บริโภคเป็นเรื่องปกติ หรือหันไปให้ความสนใจประเด็นสังคมอื่นแทน

ปลายทางของเงินบริจาคอาจทำให้เด็กมีอาหารรับประทานอิ่มขึ้นจริง แต่มักไม่ถูกหลักโภชนาการ สุดท้ายเด็กน้ำหนักเกินพอดี เพราะขาดการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ต่อให้มีเงินมากกว่านี้ ปัญหาก็คงไม่ได้รับการแก้ไขให้ตรงจุด 

“คนอาจมีความสุขที่ได้ช่วยน้องในแต่ละมื้อ แต่เหมือนกับปัญหาอื่นในสังคม เราไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวด้วยเพียงการบริจาคเงิน เราเลี้ยงข้าวใครไปตลอดชีวิตไม่ได้ น่าจะต้องถ่ายทอดความรู้ สร้างเครื่องมือและโมเดลที่ทำให้เขาดูแลตัวเองได้” รินเล่าบทเรียนที่เธอได้รับ

จากความตระหนักนี้ ในช่วงปีที่ 4 โครงการเลือกทำงานร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ลงพื้นที่ไปสัมผัสและเข้าใจปัญหาจริงๆ ที่โรงเรียนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่มีเด็กนักเรียนยากจนมากที่สุด เมื่อเห็นว่าจริงๆ บุคลากรมีศักยภาพและพร้อมจะแก้ไขปัญหาด้วยกัน ทีมงานจึงปรับโมเดลเพื่อทำงานร่วมกับโรงเรียนโดยตรง

“ตอนแรกเราไม่ได้ทำงานกับโรงเรียน เพราะคิดว่ามีเงินสนับสนุนค่าอาหารกลางวันอยู่แล้ว แต่พอดูจริงๆ มันถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่นด้วย บางโรงเรียนเป็นแบบพักนอน ต้องดูแลอาหารทั้งสามมื้อ ไม่มีทางพอ ต้องทำอะไรสักอย่าง ทดลองทำมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นแนวคิดเรื่องการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร” ชมพู่-ประภาพรรณ บรรลุศิลป์ ผู้จัดการโครงการที่อยู่เคียงคู่รินตั้งแต่เริ่มต้น เสริมถึงการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ร่วมกับโรงเรียน

โมเดลใหม่ของ FOOD FOR GOOD เป็นการทำงานร่วมกับโรงเรียนเป็นระยะเวลาราว 2 ปี​ โจทย์ที่ตั้งร่วมกันคือ เมื่อจบช่วงเวลานี้ โรงเรียนจะสามารถบริหารจัดการอาหารที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืนด้วยตัวเอง

เนื่องจากจำนวนทีมงานมีราวหลักสิบชีวิตและเงินทุนสนับสนุนจำกัด โครงการจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์เพื่อคัดเลือกโรงเรียน ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในพื้นที่ใกล้เคียงกัน หนึ่งในเกณฑ์คือ ต้องมีนักเรียนในโรงเรียนมีภาวะทุพโภชนาการเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป โดยแบ่งออกเป็นโรงเรียน 3 ประเภท

หนึ่ง โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อย แม้พวกเขาจะได้รับงบประมาณค่าอาหารกลางวัน แต่รวมกันทั้งโรงเรียนแล้วก็ยังไม่ใช่เงินที่เพียงพอ ไม่สามารถซื้อวัตถุดิบหลากหลายในปริมาณมาก ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่า และยังต้องนำไปจ่ายค่าแก๊ส น้ำ ไฟ แม่ครัว และค่าใช้จ่ายจิปาถะ

สอง โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลบนดอย

“โรงเรียนแบบนี้มักเข้าไม่ถึงไฟฟ้ากระแสหลัก นานๆ ทีถึงจะลงมาซื้อของจากตลาด เพราะค่าเดินทางและขนส่งแพง ซื้ออาหารสดมาแล้วก็เก็บไว้ได้ไม่นาน เคยขึ้นไปบนดอยแล้วเจอว่าโรงเรียนเต็มไปด้วยโปรตีนเกษตรและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จัดการเรื่องอาหารลำบากมาก” เอก-ไตรรงค์ บัวสุวรรณ เล่า เขาเคยทำงานที่มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กอยู่ราว 6 ปีจนช่ำชองพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนย้ายมาร่วมทีม เพราะเห็นพ้องต้องกันกับพันธกิจที่มุ่งพัฒนาอาหารเด็ก 

สาม โรงเรียนประถมขยายโอกาสที่ต้องรับเด็กระดับชั้นมัธยมศึกษาเข้าเรียนด้วย เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวเมือง อาจมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษามากถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมด แต่พวกเขาไม่ได้รับงบประมาณ 20 บาทที่อุดหนุนให้เด็กระดับชั้นประถมศึกษาด้วย โรงเรียนต้องหารเฉลี่ยจากเงินทั้งหมด ถ้าเป็นโรงเรียนแบบพักนอนด้วยก็ต้องดูแลให้ครอบคลุม 3 มื้อ ตกแล้วได้ค่าอาหารมื้อละ 9 – 15 บาทต่อคนเท่านั้น

ในปีนี้ การทำงานร่วมกันขยายเข้าไปครอบคลุมทั้งหมด 40 โรงเรียนใน 8 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง ตาก สกลนคร กาฬสินธุ์ เพชรบูรณ์ และปัตตานี โดยแต่ละพื้นที่มีลักษณะปัญหาไม่เหมือนกัน เช่น โรงเรียนที่ทำงานด้วยในภาคเหนือ เด็กมักอยู่ใกล้ครอบครัว แต่ยากจนมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่ไปทำงานในเมือง วิธีการแก้ไขปัญหาจึงต้องปรับตามสถานการณ์

แต่จุดร่วมที่โรงเรียนเหล่านี้มีเหมือนกัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานสำเร็จคือ ความสมัครใจและตั้งใจจริงของบุคลากร เพราะพวกเขาจะต้องร่วมทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พัฒนาสู่การเป็นผู้สร้างความยั่งยืนทางอาหารให้แก่เด็กๆ และพื้นที่ในระยะยาว

“เราไม่อยากเอาความช่วยเหลือไปให้ โดยไม่รู้ว่าเขาอยากได้หรือเปล่า หรือไม่มีพวกเขาอยู่ในกระบวนการเลย มันจะเป็นเพียงการให้แล้วจบไป แต่หัวใจสำคัญจริงๆ คือการพัฒนาร่วมกัน” รินเน้นย้ำ

Food4Good

FOOD FOR GOOD แก้ไขปัญหาโภชนาการ ผ่านการทำงาน 4 เรื่องหลักให้ Good คือ Food, Knowledge, Health และ Farm 

เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนสมัครร่วมโครงการ เส้นทางที่โรงเรียนต้องผ่านคือการทำแบบประเมิน ตอบคำถามวัดทัศนคติ และคุณครูที่รับหน้าที่ 4 ส่วนคือ ครูอาหาร ครูเกษตร ครูอนามัย และผู้อำนวยการโรงเรียน ต้องเข้ารับการอบรมกับทีมงานเพื่อเสริมความรู้ (Knowledge) 

“เราสอนแบบชวนเขาทำด้วยกัน โดยมีนักโภชนาการคอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด เขาจะได้ลองวางแผน จัดการมื้ออาหารในแต่ละสัปดาห์ ให้มีสัดส่วนอาหารเหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัยและไม่จำเจ ตามวัตถุดิบที่มีในพื้นที่ จับคู่เมนูอาหารถูก ลงลึกไปถึงตอนตักเสิร์ฟควรเป็นแบบไหน เพราะเด็กแต่ละคนต้องการสารอาหารต่างกัน แต่ที่ผ่านมากลับได้รับเหมือนกันหมดเลย

“เด็กที่อ้วน เราจะไม่ห้ามเขากินเยอะ เขาเติมได้ แต่ครูต้องรู้ว่าควรตักอะไรให้เขา หรือใครที่ผอม ขาดสารอาหาร ก็ต้องตักให้เขาเพิ่มขึ้นอย่างถูกต้อง” ชมพู่เล่ากระบวนการที่สอดแทรกความพิถีพิถันไปถึงแต่ละทัพพี

ระหว่างทาง ทีมงานและคุณครูจะพูดคุย ดูรายการอาหารและติดตามผลทุกเดือน วัดน้ำหนัก ส่วนสูง เก็บข้อมูลเข้าระบบ เพื่อวัดผลว่างานที่ทำส่งผลต่อสุขภาพ (Health) ของเด็กในทางที่ดีขึ้นจริงไหม

“เราพบว่าเมื่อก่อนการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ผิดพลาดเยอะมาก บางโรงเรียนมีตาชั่งไม่ได้มาตรฐาน ไม้วัดเอียง บางทีผลกลายเป็นเด็กไม่ดีขึ้น ก็ต้องสอนวิธีติดตามผลใหม่ ตอนแรกกังวลว่าจะเป็นภาระเพิ่มเติมของคุณครูหรือเปล่า แต่ปรากฏว่าคุณครูต่างยินดีทำ เพราะเขาได้เห็นพัฒนาการของนักเรียนที่อาจมองตาเปล่าไม่เห็นจริงๆ”

เมื่อเปิดดูผลการดำเนินงานใน พ.ศ. 2563 ก็ถือว่าน่าชื่นใจ เพราะจำนวนเด็กในโครงการที่มีภาวะโภชนาการขาด ลดลง 58 เปอร์เซ็นต์ และภาวะโภชนาการเกินหรืออ้วน ลดลง 50 เปอร์เซ็นต์

ส่วนการระดมทุนและทรัพยากรเพื่อจัดสรรเป็นวัตถุดิบและอาหาร (Food) ก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเคย เมื่อปีที่แล้ว โครงการระดมทุนได้ทั้งหมด 1,939,670 บาท ทุกสตางค์แปรเปลี่ยนกลายเป็นมื้ออาหารของเด็กนักเรียน 2,113 คน ส่วนในปีนี้ พวกเขาเปิดรับการบริจาคเข้าโครงการโดยตรงเพื่อความสะดวกอีกช่องทางหนึ่ง 

สร้างกลไกการมีส่วนร่วม

แต่ภารกิจของพวกเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ แทนที่จะรีรอความช่วยเหลือ ทางทีมคิดกันต่อว่าโรงเรียนจะสร้างแหล่งอาหาร (Farm) ของตัวเองไว้เป็นวัตถุดิบและสินค้าที่สร้างรายได้อย่างไร 

“หลายแห่งทำเกษตรกรรมบ้างอยู่แล้ว เราจะเข้าไปเสริมเรื่องการวางแผน ชวนผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่มาให้ความรู้เรื่องการเกษตรปลอดภัย และเชื่อมต่อกับตลาดให้เกิดการขายผลิตภัณฑ์ นำรายได้เข้ากองทุนหมุนเวียนไว้จับจ่ายใช้สอย วิธีนี้ยังได้ปลูกฝังเด็กให้ดูแลพื้นที่ของตัวเอง ไม่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวและอัดฉีดสารเคมีที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย” เจี๊ยบ-สิรินาท ต่อวิริยะเลิศชัย อดีตทีมงานของแพลตฟอร์มระดมทุนเทใจดอทคอม ที่หันมาลงมือดูแลโครงการอธิบาย

แต่เมื่องานเต็มไปด้วยรายละเอียด การขยายผลสู่วงกว้างย่อมเป็นไปได้ยากหากทำเพียงคนเดียว ทางทีมงานจึงเริ่มทำงานกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ส่งต่อข้อมูลและความรู้เรื่องโภชนาการสำหรับเด็ก ให้พวกเขาช่วยดูแลแต่ละโรงเรียน เข้าถึงนักเรียนมากขึ้น ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว 

ถึงจะติดขัดบ้าง จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้นักเรียนต้องเรียนที่บ้าน แต่ในวิกฤตนี้ เป็นโอกาสใหม่ให้คุณครูได้พูดคุยเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ปกครองผ่านมื้ออาหาร ขยายความร่วมมือสู่ชุมชน 

“เราฝากให้โรงเรียนช่วยแนะนำ ติดตามว่าพ่อแม่ทำอะไรให้เด็กทานที่บ้านบ้าง และจัดเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร โดยโรงเรียนจะส่งตัวอย่างเมนูไปให้ที่บ้านเลือกหรือเสนอเพิ่ม พอมารับใบงานที่โรงเรียนเมื่อไรก็รับวัตถุดิบตามที่ต้องการกลับไปด้วยเลย ส่วนครอบครัวไหนเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี ครูก็บอกเราว่าไม่เป็นปัญหา มีไปเยี่ยมบ้านเด็กอยู่แล้ว

“ตอนแรกกังวลเหมือนเดิมว่าจะเป็นภาระของผู้ปกครองไหม แต่ปรากฏว่าเขาสนใจ คุยเลือกเมนูกับลูก และถ่ายรูปกันมาอัปเดตในกลุ่มตลอดว่าวันนี้ทำอาหารอะไร” ชมพู่เล่าภาพที่เธอเห็นช่วงปีที่ผ่านมา การลงมือปฏิบัติตามโมเดลนี้ช่วยสร้างกลไกทางสังคมที่เข้มแข็งภายในเวลา 2 ปี คนในพื้นที่มีส่วนร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน ถึงคุณครูจะย้ายไปทำงานที่อื่น ระบบจะยังดำเนินการต่อไปได้ไม่ยาก

“จริงๆ เราแค่เข้าไปเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่ง เราไม่มีทางรู้เรื่องในพื้นที่ดีมากกว่าไปเขาหรอก แค่แนะนำเฉยๆ สุดท้าย พวกเขาเองเป็นคนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

เติมฝันให้เต็มถาดหลุม

ในปีนี้ เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องโภชนาการให้สังคมรับรู้ว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงกับเด็กในชนบทห่างไกลเท่านั้น แต่เป็นสถานการณ์ที่เด็กทั้งประเทศกำลังเผชิญจากวิกฤตที่เกิดขึ้นช่วงปีที่ผ่านมาโครงการจึงจัดแคมเปญ ‘เติมฝันให้เต็มถาดหลุม’ 

แคมเปญนี้ พวกเจาจับมือกับร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ ชวนออกแบบหรือเลือกเมนูพิเศษที่เป็นไปตามเกณฑ์ทางโภชนาการของ FOOD FOR GOOD ซึ่งบางเมนูทำได้ง่ายๆ ภายใต้ข้อจำกัดที่โรงเรียนมักมี รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายเมนูนี้จะแบ่งปันไปเป็นมื้ออาหารที่มีคุณภาพของน้องๆ

“ปีนี้เราอยากเน้นการมีส่วนร่วมของแบรนด์กับลูกค้ามากกว่าเรื่องเงิน อยากให้ร้านอาหารกลับมาทบทวนว่า เมนูของเขาดีต่อลูกค้าจริงหรือเปล่า และคนสนใจเรื่องนี้กันมากขึ้น ปัญหานี้อาจดูไม่ได้เร่งด่วน คนไม่เห็นว่าส่งผลกระทบต่อการศึกษายังไง แต่ถ้ากินไม่อิ่ม สารอาหารไม่ครบ คนจะพัฒนาไปไม่ถึงจุดที่ควรเป็นจริงๆ 

“เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับเด็กในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่เกี่ยวกับทุกคนเลย เราไปคุยกับเชฟท่านหนึ่ง เขายังสงสัยขึ้นมาว่า ทุกวันนี้ลูกได้ทานอาหารที่ดีจริงหรือเปล่านะ หลายคนก็ไม่รู้ว่าที่ตัวเองกินอยู่ทุกวันนี้ดีจริงไหม อาจเพราะไม่ค่อยมีอะไรที่สื่อสารองค์ความรู้นี้กับพวกเขาอย่างน่าสนใจ เราจึงอยากใช้แคมเปญนี้สื่อสารว่า ปัญหาเรื่องอาหารของเด็กเป็นสิ่งที่พวกเราเกี่ยวข้องและร่วมช่วยกันได้ทั้งหมด”

คุณสามารถชิมหรือลองทำเมนูอาหารถาดหลุมที่คุณค่าครบถ้วน จากร้านอาหารและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ ช่วงปลายปีนี้

แล้วอย่าลืมสำรวจมื้ออาหารของตัวเองและคนที่คุณรักด้วยนะ

การให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหาร

หลังจากล้มลุกคลุกคลาน ปรับเปลี่ยนโมเดล วันนี้โครงการดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว การขับเคลื่อนนี้ช่วยเปิดมุมมองให้นักธุรกิจอย่างรินเข้าใจความเป็นไปของชีวิตที่อาจดูห่างไกลจากตัวเองมากขึ้น

“เราชื่นชมคุณครูในพื้นที่มาก เขาไม่ได้ให้การศึกษาอย่างเดียว แต่เป็นเหมือนอีกครอบครัวหนึ่งของเด็กๆ ดูแลไปถึงความเป็นอยู่รายบุคคล หลายคนรักในสิ่งที่ทำและเป็นห่วงนักเรียนและพื้นที่จริงๆ” รินกล่าว 

ความคาดหวังของรินและทีมงานต่อจากนี้คือ โมเดลที่พวกเขาสร้างจะถูกนำไปปรับใช้ในสังคม โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อของโครงการพวกเขาก็ได้ 

“เราคุยกันว่าอยากให้โมเดลแบบนี้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรของโรงเรียนและการอบรมครูทั่วประเทศไทย มันเป็นทักษะชีวิตหนึ่งที่ควรสอนไม่แพ้วิชาอื่น เรายินดีส่งต่อองค์ความรู้และประสบการณ์ให้ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ต่างๆ ไม่เพียงแค่โรงเรียนเท่านั้น แต่รวมถึงมูลนิธิ สถานสงเคราะห์ และศูนย์เด็กเล็กที่น่าจะได้ประโยชน์จากโมเดลการจัดการแบบนี้”

เพื่อให้ทุกมื้ออาหารมีคุณภาพ ถูกหลักโภชนาการ เพียงพอต่อความต้องการ ไม่เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้และเติบโตของเด็กไทยอีกต่อไป

ติดตามรายละเอียด ร่วมบริจาค ระดมทุน หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับโครงการ เพื่อการให้ที่ไม่จบแค่มื้ออาหารที่ FOOD FOR GOOD

โทรศัพท์ : 0 2301 1149

Facebook : FOOD FOR GOOD

Writer

Avatar

ปัน หลั่งน้ำสังข์

บัณฑิตวิศวฯ ที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อ เพราะเชื่อว่าเนื้อหาดี ๆ จะช่วยให้คนอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

Photographer

Avatar

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

Little Big People

เรื่องราวของเหล่าคนตัวเล็กผู้มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

คุณรู้จักซีรีส์สืบสวนสอบสวนอย่าง CSI ไหม แล้ว NCIS, Bones หรือ Partners for Justice ล่ะ

ถ้ารู้จัก คงเคยได้ยินชื่ออาชีพ ‘นักนิติวิทยาศาสตร์’ อยู่บ้าง พวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญที่ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เพื่อช่วยสืบคดีและค้นหาความจริงผ่านศพ 

ในประเทศไทย นักนิติวิทยาศาสตร์คือหนึ่งในทีมเบื้องหลังของ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผู้ช่วยพิสูจน์อัตลักษณ์เพื่อติดตามคนหายและพาโครงกระดูกนิรนามกลับบ้าน

ฟังดูอาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้ว ‘คนหาย’ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ อย่างที่เราเคยเห็นฉลากน้ำดื่มที่มีภาพเด็กหาย เห็นโพสต์ตามหาญาติในเพจมูลนิธิกระจกเงา รวมไปถึงประกาศผ่านข่าวและหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แต่ไม่ว่าชีวิตพวกเขาจะอยู่ในสถานะใด เป้าหมายของ พันตำรวจตรีสุริยา สิงหกมล ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และ นก-นฤมล ภราสมพงษ์ นักนิติวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มตรวจวิเคราะห์กระดูก กองพัฒนาระบบการติดตามคนหายและการพิสูจน์ศพนิรนาม คือ ‘การพาทุกคนกลับบ้าน’ 

ครั้งนี้ The Cloud จึงขอนำทุกท่านเข้าสู่โลกเบื้องหลังอันเต็มไปด้วยความหวังที่ไม่เคยริบหรี่ พบเจอกับกลุ่มคนผู้เปี่ยมพลังในการเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

3,291
สถานะ : พบตัว / ส่งคืน

ครอบครัวหนึ่งลาออกจากงาน เดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ของประเทศไทยเพื่อตามหาคนรักที่หายไป โดยมีเพียงกระดาษ A4 ที่พรินต์รูปคนสำคัญและความหวังที่จะพาเขานั้นกลับบ้าน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีบุคคลสูญหายกว่า 2,346 ราย บุคคลนิรนามอีก 1,663 ราย ศพนิรนามอีก 2,848 ราย และตัวเลขเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวันตามสถิติในหน้าเว็บไซต์ของ คณะกรรมการพัฒนาระบบการติดตามคนหาย และการพิสูจน์คนนิรนามและศพนิรนาม (ค.พ.ศ.)

ตัวเลขหลักพันประกอบจากชีวิตหลักหน่วยที่อาจเป็นได้ตั้งแต่คนชราผู้มีโรคอัลไซเมอร์ติดตัว ผู้ป่วยที่มีอาการหลงลืม เด็กที่ประสบอุบัติเหตุจนจำอะไรไม่ได้ หรือแม้กระทั่งผู้เคราะห์ร้ายจากคดีฆาตกรรม

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์จึงทำงานทั้งในแง่ประกาศคนหาย ประกาศคนนิรนาม ประกาศศพนิรนาม จนถึงพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล ทั้งจากข้อมูล ลายนิ้วมือ ผลทันตกรรม ไปจนถึง DNA เพื่อช่วยในการทำคดี

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

เราขอฉายภาพให้เข้าใจก่อนว่า พวกเขามีภารกิจช่วยคนและศพ ประเทศไทยมี ‘คนหาย’ ที่ไม่แน่ใจในสถานะ พวกเขาคือคนที่ญาติแจ้งความกับตำรวจ และยินยอมเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้ ‘สังคม’ ช่วยแจ้งเบาะแส 

ประเทศไทยมี ‘คนนิรนาม’ ที่ยังมีชีวิต แต่จำชื่อตนเองไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ถูกบ้างผิดบ้าง อีกทั้งบางคนเดินทางข้ามจังหวัด จนการตามหาคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยาก

สุดท้าย ประเทศไทยมี ‘ศพนิรนาม’ จำนวนนับพันที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร บางคนมาในสถานะที่ญาติยังจดจำใบหน้าได้ และบางคนมาเพียงกระดูก ถึงอย่างนั้น นักนิติวิทยาศาสตร์ก็มองว่า กระดูกเพียงไม่กี่ชิ้นคือหลักฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาเคยมีชีวิตอยู่บนโลก

แต่การนำคนหายและศพกลับบ้านไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฐานข้อมูลคนหายในไทยยังกระจัดกระจายไม่รวมเป็นหนึ่ง บ้างไม่ถูกบันทึกลงระบบ ไหนจะเรื่องสิทธิในการเปิดเผยข้อมูลที่คลุมเครือ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราไม่ทราบว่าญาติของผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นใคร จะเปิดเผยข้อมูลลงเว็บให้ญาติมาหาก็ยังมีความก้ำกึ่งเรื่องสิทธิมนุษยชน เราจึงควรมี พ.ร.บ. บุคคลสูญหาย บุคคลนิรนาม หรือศพไร้ญาติ เพื่อระบุข้อกำหนดให้ชัดเจนในการเก็บ DNA เผยแพร่ข้อมูล รวมถึงทำให้สังคมรู้ว่านี่คือธุระของทุกคน”

นอกจากมูลนิธิกระจกเงาผู้ทำงานด้านบุคคลสูญหายมายาวนาน ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ยังพยายามขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน พัฒนาระบบ CIR เพื่อให้ข้อมูลที่ญาติกรอกและข้อมูลที่หน่วยงานรับแจ้งจับคู่กันได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงจัดระเบียบการฝังศพนิรนามในสุสานศพไร้ญาติ เพื่อให้พวกเขายังมีโอกาสกลับสู่ครอบครัว

“ในสุสานต่างจังหวัดไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เราเลยทำ MOU ร่วมกับมูลนิธิสว่างอริยะธรรมสถาน (เม่งเลี้ยง) และกลุ่มสหพุทธรรมสงเคราะห์ (พ้งเลี้ยง) เพื่อสร้างมาตรฐานการเก็บศพ กำหนดว่าเก็บไว้กี่ปี ระบุเงื่อนไขก่อนเผาทำลาย เราไม่อยากให้ถึงวันที่ญาติมา แล้วพบว่าคนในหลุมถูกเผาไปแล้ว 

“แล้วเรายังมีกรณีที่ญาติทราบว่าศพอยู่กับที่นี่ แต่ไม่มีเงินมารับกลับ ทางเราเองก็มีต้นทุนในการดำเนินงานจำกัดสวนทางกับจำนวนคนหาย ในอนาคตจึงมีแผนเปิดมูลนิธิของสถาบันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ เพิ่มเติม”

ผู้อำนวยการเล่าพร้อมพาเราขึ้นไปยังห้องเก็บกระดูก เพื่อพบกับนฤมล นักนิติวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์กระดูก และส่งศพนิรนามกลับบ้าน

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จุดเริ่มต้นจากคำถามของคุณหญิงพรทิพย์

“คิดว่าความรู้ของตัวเองมีประโยชน์อะไร ไหนลองบอกมา” คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ (ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการและอาจารย์ในสมัยนั้น) ถามนฤมล

เธอเพิ่งส่งใบสมัครเข้าทำงานที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และถูกเรียกให้เข้าสัมภาษณ์ภายในไม่กี่วัน

“หนูรู้จักแค่โครงกระดูกมนุษย์และร่างกายมนุษย์ค่ะ แต่ไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์เลย” เธอตอบ

“งั้นมาลองทำดูโดยใช้ความรู้ที่มี พี่กำลังต้องการความรู้นั้น”

นฤมลเป็นเด็กสายวิทย์ เรียนจบปริญญาตรีคณะเทคนิคการแพทย์ สาขาวิชารังสีเทคนิค มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าทำงานเป็นนักรังสีเทคนิคในแผนกเอกซเรย์ของโรงพยาบาล ก่อนเรียนต่อจนจบปริญญาโทกายวิภาคศาสตร์ เพราะตนเองคล่องเรื่องกระดูกมนุษย์ แต่ตอนนั้นยังไม่มีคำว่านิติวิทยาศาสตร์อยู่ในความคิดของเธอ

“เพื่อนเคยแซวตอนเรียนปริญญาโทว่า จบแล้วไปทำงานกับอาจารย์พรทิพย์สิ เพราะเรามักเห็นท่านนั่งทานข้าวในโรงอาหาร เราไม่กลัวศพ เราไม่กลัวเลือด แต่ตอนนั้นไม่ได้รู้สึกคล้อยตามเพื่อน

“พอจบกายวิภาคมา คนส่วนใหญ่ไปเป็นอาจารย์ เราก็คิดอย่างนั้น จนไปเจอเว็บไซต์สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ประกาศรับคนจบปริญญาสาขาที่เราเรียนหรือสาขาที่เกี่ยวข้อง เราก็ส่งไปจนได้สัมภาษณ์กับอาจารย์พรทิพย์ในอีก 2 วันถัดมา”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

ยุคนั้นปริญญาโทกายวิภาคมีนักศึกษาเรียนจบน้อย ในรุ่นของนฤมลมีเพียง 2 คน เธอจึงกลายเป็นบุคลากรคุณภาพในวันที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มก่อตั้ง ถึงขั้นที่คณะกรรมการคุยกันว่า โปรไฟล์นี้คือคนที่คุณหญิงต้องการ

“พอสัมภาษณ์เสร็จเราถามอาจารย์พรทิพย์ว่า หนูได้ไหมคะ ท่านบอกว่า มาทำงานได้เลย อาจารย์มอบหมายให้อยู่ศูนย์พิสูจน์บุคคลสูญหาย จนถึงวันนี้ 19 ปีแล้ว เราก็ยังทำงานที่นี่อยู่”

เข้างานวันแรก ๆ หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพและเดินทางไปที่เกิดเหตุเพื่อค้นหากระดูก ฟังดูเหมือนง่าย แต่เส้นทางการทำงานที่แท้จริงขรุขระเสมอ เธอต้องขวนขวายอ่านหนังสือ ปรึกษาขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ และสอบชิงทุนเพื่อไปศึกษาการทำงานในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นคือการไปเรียนที่ฮาวายใน Forensic Science Academy ห้องปฏิบัติการนิติมานุษยวิทยา (Central Identification Laboratory, Hawaii) ที่ดีที่สุดในโลก

“อาจารย์พรทิพย์เห็นความสำคัญเรื่องนิติวิทยาศาสตร์มานานแล้ว เพราะประเทศไทยในอดีตไม่มี กระดูกหรือศพเน่าจึงถูกละเลยเพราะไม่มีข้อมูล แต่ด้วยการขับเคลื่อนของอาจารย์และอีกหลายท่าน ไทยจึงได้ร่วมมือกับต่างประเทศ และตัวเองก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่จนมีความรู้ในการทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ”

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

Diary of Life

หากศพอยู่ในสภาพที่แพทย์ชันสูตรตรวจสอบอะไรต่อไม่ได้ ด่านต่อไปคือการค้นหาข้อมูลจากกระดูก หน้าที่ของนฤมลคือการรับศพจากห้องแล้วนำไปสลายที่นครนายก เพื่อเอาเนื้อเยื่อออกและทำความสะอาด จากนั้นจึงตรวจกระดูกอย่างละเอียดเพื่อค้นหาร่องรอย ความผิดปกติ เช่น โรคและบาดแผลต่าง ๆ

“ไม่ใช่ทุกเคสที่มีกุญแจให้เราไข แต่บางเคสมี เช่น Defend Wound คนอาจยกแขนขึ้นมาป้องกันตัวจนเกิดรอยลึกบนกระดูก ถ้าพี่เห็นรอยแตกบนกระดูกเป็นรอยสันคมแนวขนาน แปลว่าอาจเกิดจากของมีคม

“หรือสมมติเจอกองเนื้ออยู่บนพื้น พี่เอามาตรวจแล้วเจอรูกลม ๆ บนกระดูก แปลว่าสาเหตุการตายอาจไม่ใช่รถทับ เพราะมีรอยกระสุน ใครบ้างจะปล่อยให้รถทับแล้วมายิงซ้ำ หรือเจอศพแล้วค่อยมายิง หากพี่ส่งสิ่งที่ตรวจเจอให้พนักงานสอบสวน อย่างน้อยเขาอาจเอาไปเป็นข้อมูลสำหรับทำคดีต่อได้” นฤมลเล่าประสบการณ์

ด้วยความที่คลุกคลีกับศพและกระดูกมานาน เพียงการมองด้วยตาเปล่าก็ทราบได้ว่านั่นคือกระดูกคนหรือสัตว์ เพราะฉะนั้น หากสงสัย โปรดส่งมาให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

“เราจะนำกระดูกที่ได้ทั้งหมดมาเรียง เพื่อสร้าง Biological Profile ระบุเพศ อายุ เชื้อชาติ ส่วนสูง สาเหตุการตาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการหาคนหายและทำคดี อย่างกระดูกชิ้นนี้ที่มีเหล็กดามอยู่” เธอชี้

เหล็กที่ว่าเป็นข้อมูลพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลชิ้นสำคัญ หากทราบเพิ่มเติมว่าศพนี้เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 19 – 30 ปี มีเหล็กดามเข่า เจ้าหน้าที่จะลดจำนวนกลุ่มเป้าหมาย โดยตีวงไปยังผู้สูญหายที่เพศ ช่วงอายุ ประวัติทางการแพทย์ และข้อมูลจากญาติตรงกัน

“จากที่มีข้อมูลคนสูญหายเพศชายในระบบ 100 คน อาจเหลือแค่ 20 คนที่ขาเจ็บ หากศพดามเหล็กที่ขาขวา อาจเหลือที่ตรงกันแค่ 5 คน หลังจากนั้นจะมีการ Confirm Test โดยนำญาติมาที่สถาบันฯ เพื่อตรวจสอบหลักฐาน รูปพรรณสัณฐาน และข้อมูลเพิ่มเติมทางการแพทย์ ถ้าเข้าข่ายจึงส่งไปตรวจ DNA”

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ‘ข้อมูล’ โดยเฉพาะข้อมูลจากญาติพี่น้อง หากใครมีประวัติทันตกรรมหรือประวัติทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นผลเอกซเรย์ ผ่าตัด หรือดามเหล็ก โปรดเก็บเอาไว้ให้ดี สิ่งนี้คือหลักฐานที่จะตามหาญาติของท่านจนพบ

'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน
'สถาบันนิติวิทยาศาสตร์' ศาสตร์การอ่านบันทึกชีวิตบนกระดูก พาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

แล้วในคดีสำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ตรวจสอบไม่มีอคติในการทำงาน

นฤมลบอกว่าทุกกระบวนการเป็นไปตามหลักสากลที่เรียกว่า Blind Analysis คือเธอไม่ทราบข้อมูลของโครงกระดูกเลย ไม่ว่าจะประวัติ สำนวนคดี หรือสถานที่ที่พบ เพื่อปฏิบัติกับกระดูกทุกโครงอย่างเท่าเทียม

“สุดท้ายพี่จะรู้ข้อมูลเองเมื่อศพบอก สมมติ พี่เจอรากไม้ตามโพรงจมูก พี่จะเขียนลงในรายงานว่ามีรากไม้ ซึ่งอาจตรงกับคดีว่า ตำรวจไปเก็บมาจากป่า ขุดจากดิน หรืองมจากในน้ำ บางทีเราไปพลิกป่าหาเอง ได้มา 1 ชิ้นก็ถือว่าได้ แต่ข้อมูลจะน้อยกว่าได้มาทั้งโครง”

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

เกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานนี้สอนเธอว่า กระดูกที่คนอื่นมองเป็นเพียงกระดูก แท้จริงแล้วคือสมุดบันทึกชีวิตที่ไม่ใช่ใครก็เปิดอ่านได้

“แต่เราคือคนนั้น ใครเคยแขนหัก ขาหัก มันบันทึกอยู่ในกระดูก ต่อให้ผ่านไป 10 – 20 ปีมันก็จะถูกบันทึกอยู่อย่างนั้น พี่จะเห็นร่องรอย พี่จะรู้ว่าเขามีตัวตน แต่ถ้ากระดูกนี้ไปอยู่กับคนอื่น เป็นผู้เคราะห์ร้ายสักคนที่ล้มอยู่ที่ไหนสักแห่ง กระดูกของพวกเขาอาจกระจัดกระจาย ตัวตนแตกสลาย และหายไปตลอดกาล

“อะไรที่จะบอกกับประชาชนได้ คืออยากให้ช่วยแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อเก็บกระดูกที่คุณพบมาให้เรา ไม่ต้องกังวลว่านั่นจะเป็นกระดูกสัตว์แล้วใครจะว่าอะไร หากนั่นเป็นคนที่คุณรัก คุณก็คงคิดเหมือนกันว่าอยากเพิ่มโอกาสในการหาเขาให้เจอ”

'คนหายไม่ใช่เรื่องไกลตัว' คุยกับทีมงานสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการพาคนหายและศพนิรนามกลับบ้าน

จะรอวันได้พบเธอ

“พี่ทำงานนี้มา 19 ปี ไม่ได้สำเร็จทั้งหมด แต่ก็หาเจอหลายเคส พี่ไม่ได้ไปคุยกับญาติเขาโดยตรง แต่ดีใจอยู่ข้างหลังทุกครั้งที่มีน้องมาบอกว่า เราได้คืนคนสำคัญให้ครอบครัว 

“มีจริง ๆ พ่อแม่ที่แข็งแรงดีเดินออกไปตลาด แต่หายไปเป็น 10 ปี บางคนความจำดีแต่ดันถูกรถเฉี่ยวจนหลงลืม ถูกส่งไปสถานสงเคราะห์ บางคนหนีออกมาเพราะจะกลับบ้าน แต่ดันหลงไปไกลกว่าเดิม ลูกหลานลาออกจากงานเพื่อตามหา หากเขารู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่อยู่ที่นี่ อย่างน้อยชีวิตเขาก็ได้เดินต่อ อย่างน้อยเขาก็ได้พ่อแม่คืน

“กระดูกที่คุณเก็บมาให้เราตรวจ คุณรู้ไหมว่าเขาตามหากันขนาดไหน” นฤมลเล่าอย่างตั้งใจ

ภายในห้องเก็บกระดูกของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ มีกระดูกนิรนามรอคอยการกลับบ้านกว่า 1,600 โครง จาก 4 จังหวัดที่สถาบันรับผิดชอบ อาวุโสที่สุดอยู่มาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 และมีอีกมากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย

ภาพ : นันโท ศาสตร์ประสิทธิ์

“เรามีกลุ่มพิสูจน์อัตลักษณ์ที่ติดต่อกับญาติ กลุ่มบริหารจัดการฐานข้อมูลเพื่อสร้างศูนย์กลางข้อมูลเดียวกันทั้งประเทศ กลุ่มห้องปฏิบัติการทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจากศพ และกลุ่มติดตามคนหายที่ทำงานกับทุกภาคส่วนทั้งตำรวจและโรงพยาบาล คือเก็บข้อมูลกับคนไข้เพื่อตามหาญาติเลย เราไม่อยากให้เขาจากไปแล้วค่อยเก็บข้อมูล เพราะหากเจอเร็วย่อมเป็นประโยชน์กว่า”

นอกจากความรู้สึก การตามหาคนหายและระบุตัวตนศพนิรนามยังเป็นเรื่องของการพิทักษ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะลบคำสบประมาท หาตัวคนร้ายมาลงโทษตามกฎหมาย คืนความยุติธรรมในคดี รวมถึงมอบสิทธิอันชอบธรรมคืนให้กับครอบครัว ออกใบมรณบัตร สิ้นสุดคดี ยุติการชำระหนี้แทน 

“ทั้งหมดเป็นบริการประชาชน ตั้งแต่แจ้งหาย เก็บหลักฐาน เก็บ DNA จนถึงรับศพกลับบ้าน ไม่มีการเก็บค่าบริการทั้งคนหายและการตรวจพิสูจน์ศพนิรนาม เว้นแต่เป็นการตรวจที่ไม่ใช่ทางคดี

“การพาศพกลับบ้านอาจไม่ได้เป็นประโยชน์กับผู้ตาย แต่เป็นการทำเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราอยากให้สังคมตระหนักถึงเรื่องนี้ แล้วมาแจ้งเบาะแส เก็บกระดูกมาพิสูจน์ เราจะพาพวกเขากลับบ้าน”

Writer

วโรดม เตชศรีสุธี

วโรดม เตชศรีสุธี

นักจิบชามะนาวจากเมืองสรอง หลงใหลธรรมชาติ การเล่าเรื่อง และชอบสูดกลิ่นอายแห่งอารยธรรม

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load