ในช่วงฤดูฝนเข้าหนาว นอกจากข้าวในแปลงนาสีทองที่กำลังรอถูกเก็บเกี่ยว ที่อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ดาวบนดินที่กำลังผลิบานคือ ‘ฝ้าย’ 

ตอนแรกที่ตัดสินใจเข้าร่วมทริปตามรอยฝ้ายทุกขั้นตอนกับแบรนด์เสื้อผ้าฝ้ายอินทรีย์อย่าง Folkcharm ที่พาไปเรียนรู้กระบวนการก่อนจะออกมาเป็นผ้าทอหนึ่งผืน และการทำธุรกิจที่เป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมและคนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้รับแจ้งข่าวจาก แก้ว-ภัสสร์วี โคะดากะ เจ้าของแบรนด์ว่า “ฝ้ายยังเป็นดอกตูมๆ อยู่อาจจะแตกไม่ทัน” ทำให้อาจไม่มีโปรแกรมเก็บฝ้าย เนื่องจากตัวเองก็ไม่แน่ใจว่าถ้าไม่ไปตอนนี้จะได้ไปตอนไหนอีก เลยตัดสินใจยืนยันที่จะไป แต่เหมือนเจ้าต้นฝ้ายเห็นใจ เมื่อใกล้ถึงวันเดินทาง พี่แก้วก็มาบอกข่าวดีว่า “ฝ้ายแตกแล้ว!” 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย
ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

การทำความรู้จักผ้าฝ้ายและผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนสุดท้าย มีดังนี้

ฅนปลูกฝ้าย 

ฅนปลูกฝ้าย 2 ท่านแรกที่เราเจอคือพ่ออ๊อดและแม่เปลี่ยน อายุราวๆ 70 ปี ทั้งคู่พาเราเดินไปที่แปลงปลูกฝ้าย ซึ่งอยู่ไม่ห่างออกไปนักจากที่ประชุม อันเป็นสถานที่นัดพบระหว่างแม่ๆ ผู้ทอและพี่แก้ว พื้นที่ขนาดใหญ่แบ่งเอาไว้ปลูกฝ้าย 2 แปลงเล็กขนาดย่อมสำหรับฝ้าย 2 แบบ คือฝ้ายขาวและฝ้ายตุ่น หรือฝ้ายสีน้ำตาล รอบๆ แปลงฝ้ายเป็นต้นมะละกอสูงใหญ่ ลูกดกและพืชพันธุ์อื่นๆ ที่ปลูกเอาไว้รับประทาน

ฝ้ายเป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก แต่การผลิตภายในประเทศน้อยลงทุกปี เนื่องจากต้นทุนสูงและต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาก แต่ฝ้ายที่นี่ได้รับการดูแลอย่างดีตามวิถีธรรมชาติด้วยสองมือของผู้เฒ่า 2 ท่านนี้ สังเกตได้ว่าช่องว่างระหว่างต้นฝ้ายนั้นแทบไม่มีวัชพืชปกคลุมอยู่เลย 

ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย
ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

พ่ออ๊อดลงมาจากมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมมีดพร้า พาเราเดินมาหน้าแปลงก่อนจะหยุดเดินและมองฝ้ายสีขาวที่บางต้นก็ยังไม่แตกดีนักด้วยสีหน้าเรียบๆ แล้วใช้มีดพร้าตัดวัชพืชรอบต้นฝ้ายออก ในขณะที่แม่เปลี่ยนอธิบายถึงวิธีการเก็บพร้อมกับบ่นอย่างเสียดายว่า ก่อนที่เราจะมานั้นฝนตก ทำให้ฝ้ายที่แตกแล้วยังชื้นและไม่ขาวปุกปุยอย่างที่ควรเป็น พลางใช้มือค่อยๆ ดึงปุยฝ้ายขาวฟูออกจากสมอ 

ทริปเรียนรู้ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ฝ้ายที่จะเก็บได้ต้องแห้งสนิท เพื่อให้เศษฝุ่นติดน้อยที่สุด หากฝ้ายสกปรกเกินไปก็ใช้ไม่ได้ ถ้าฝ้ายที่เก็บไปยังชื้นอยู่ จะนำไปตากแดดจนกว่าจะแห้งและนำเข้าสู่กระบวนการต่อไป

แม่เปลี่ยนเล่าให้ฟังอีกว่า ปกติแล้วพ่ออ๊อดเป็นคนลงมือปลูก ส่วนแม่เปลี่ยนเอง ว่างๆ จะมาถอนวัชพืชในแปลง น่าเสียดายที่ด้วยอายุที่มากขึ้นจึงโดนหมอสั่งห้ามไม่ให้นั่งนานๆ หรือลุกนั่งเยอะ เพราะมีผลต่อหลัง เลยคิดว่าปีหน้านี้อาจไม่ได้ปลูกฝ้ายแล้ว 

ฅนเข็นฝ้าย

ทุกกระบวนการแปรรูปฝ้ายที่ดูเหมือนง่ายนั้นไม่มีอะไรง่ายเลยแม้แต่น้อย มีเพียงการล้อมฝ้ายที่ดูจะง่ายที่สุด ส่วนที่ยากที่สุดคือการเข็นฝ้าย เป็นการกรอเส้นใยฝ้ายให้กลายเป็นเส้นด้าย ก่อนนำไปย้อมและนำไปทอออกมาให้เป็นผืน 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ด้ายจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือของผู้ทำ หากดึงเยอะไปฝ้ายจะขาด ดังนั้นเส้นด้ายที่มาจากการเข็นด้วยมือจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละฅนทำ ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ทำให้เกิดความไม่สมบูรณ์ และความไม่สมบูรณ์นี้เองที่ทำให้ผ้าผืนหนึ่งมีเอกลักษณ์

ยายใหม่ อายุกว่า 80 ปี นำผ้าทอผืนหนึ่งม้วนมาให้พี่แก้ว เส้นด้ายทุกเส้นนั้นเรียกได้ว่าแทบเท่ากันหมด จนชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นด้ายโรงงาน ต้องสังเกตดีมากๆ จึงจะเห็นความไม่เท่ากันในบางช่วงบางตอน เรียกว่างานเนี้ยบมากจนไม่คิดว่าเข็นมือเอง แม่ๆ ที่เราไปเจอปล่อยให้ได้ลอง เราเข็นดูทำไปก็เกรงใจไป เพราะไปทำของเขาที่ทำมาดีๆ เสียหมด ท่าทางจะต้องไปอยู่สักหนึ่งเดือน กว่าจะทำออกมาได้สักไจหนึ่ง (ที่เอาไปใช้ได้…มั้ง ฮ่าๆ) 

 ฅนย้อมฝ้าย 

เราชอบกระบวนการนี้ที่สุด เหมือนได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ 1 วัน เจ๊ยอ ยายแต่ม ยายอ่อน เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวบ้าน 3 ท่านที่เราได้ไปเจอ ในขั้นตอนนี้สาธิตให้การย้อม 2 แบบ คือย้อมด้วยยางไม้ประดู่และผลมะเกลือ ซึ่งซับซ้อนมาก แม้กระทั่งการย้อมด้วยยางไม้ประดู่เพียงอย่างเดียวก็มีสัดส่วนใส่ปูนแดงที่แตกต่างกันไป ลำดับขั้นตอนที่แตกต่างก็ทำให้สีออกมาต่างเช่นเดียวกัน 

ในขั้นตอนนี้ ฝ้ายที่เข็นออกมาจนเป็นเส้นด้าย เปียให้เป็นไจ จะนำมาย้อมล้างด้วยน้ำข้าวและตากให้แห้งสนิทก่อนนำไปทอ 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

ฅนทอผ้า 

เส้นด้ายที่มาจากการเข็นมือยังไม่แข็งแรงพอที่จะนำมาใช้เป็น ‘เส้นยืน’ เส้นด้ายแนวตั้งซึ่งเป็นแกนหลักให้ ‘เส้นพุ่ง’ เส้นด้ายที่ทอตามแนวขวางได้เกาะ 

ดังนั้น ก่อนเริ่มทอต้องขึ้นเส้นยืนให้เหนียวแน่นเสียก่อน การทอด้วยมือก่อให้เกิดลวดลายของผ้าตามน้ำหนักมือของผู้ทอ คล้ายกับการเข็นฝ้ายให้เป็นด้าย เมื่อต่างมือคนทำก็ต่างลาย 

“จะดูว่าเป็นทอมือหรือไม่นั้น ให้สังเกตจุดบกพร่องของลายผ้า หากเกิดซ้ำๆ เป็นแพตเทิร์น นั่นคือใช้เครื่องจักร หากเกิดไม่ซ้ำกัน ไม่ใช่ตรงจุดเดิม แสดงว่าเป็นการทอมือ” 

แม่ๆ ช่างทออธิบาย นี่กระมัง ข้อแตกต่างระหว่างงานที่ทำด้วยมือคนกับเครื่องจักร 

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

เมื่อทอออกมาเป็นผืนแล้ว แม่ๆ ก็จะมาช่วยกันนั่งดู ตรงไหนทอผิดก็ช่วยกันซ่อมลาย ทีละจุด ทีละจุด ทั้งผืน นั่งซ่อมไปก็คุยกันไปพลาง เมื่อได้เห็นกระบวนการทั้งหมดกว่าจะเป็นผืนผ้าฝ้ายสักผืนต้องใช้เวลา ใช้ความอดทนเพราะเกิดจาก ‘สองมือ’ สองมือเท่านั้นจริงๆ

ทริปเรียนรู้ ผ้าฝ้ายออร์แกนิก ตั้งแต่ปลูก เก็บฝ้าย ย้อม จนทอเป็นผืนที่จังหวัดเลย

“ของแบบนี้หากใช้เวลาสามสิบนาทีเพื่อผลิตหนึ่งชิ้น ก็ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเพื่อผลิตสองชิ้น เวลาในการทำไม่ได้ลดลงตามจำนวนชิ้น” 

ทำไมต้อง ‘มือ’

เป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจ ทั้งที่การใช้มือทำทุกๆ ขั้นตอนนั้นแพงกว่า จริงอยู่ที่ว่าการใช้มือทำทำให้ของชิ้นนั้นมีเพียงชิ้นเดียวในโลก ทอมือยังพอว่า แต่ทำไมต้องไปถึงขนาดเข็นมือ ในเมื่อการทอนั้นใช้ด้ายปั่นโรงงานแล้วนำมาย้อมธรรมชาติก็ย่อมได้ ทั้งการเข็นนั้นก็ยากและใช้เวลานานมาก ทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นไปด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากของทำมือเหล่านี้จะมีราคาสูงกว่าของที่มาจากเครื่องจักรทั่วไป 

คำตอบของคำถามนี้ได้รับการตอกย้ำในหลายเดือนถัดมา 

เมื่อผู้เขียนได้ไปเจอเสื้อกั๊กของอีกแบรนด์หนึ่งจากจังหวัดสกลนคร ซึ่งใช้ผ้าเข็นและทอมือของชาวบ้านในชุมชน เส้นด้ายที่ใช้ทอเสื้อกั๊กตัวนั้นเส้นแทบจะเท่ากันหมดจนชวนให้เข้าใจผิดว่าเป็นด้ายโรงงาน กระทั่งต้องไล่ดูเป็นแถวๆ ไป จึงเห็นว่าบางช่วงบางและบางช่วงหนา ภาพม้วนผ้าของคุณยายอายุ 80 ที่เจอกันในทริปที่จังหวัดเลยก็ผุดขึ้นมา 

คำถามแรกที่ถามผู้ขายคือ “คนเข็นฝ้ายคนนี้เป็นคนมีอายุแล้วใช่หรือไม่?”

คำตอบคือ “ใช่ เป็นยายอายุแปดสิบกว่าแล้ว”

ถึงตรงจุดนี้จึงได้เข้าใจเป็นครั้งแรกว่า ‘ผ้าพูดได้’ และผ้าที่ใช้มือทำในทุกขั้นตอนนั้นจะเสียงดังกว่าผ้าใดๆ เป็นเสียงแนะนำตัวอย่างสุภาพนุ่มนวลว่า ฉันมาจากไหน ใครสร้างฉันขึ้นมา และคนที่สร้างฉันขึ้นมากำลังรู้สึกอย่างไร 

นั่นจึงเกิดเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ผู้ผลิต’ กับ ‘ผู้บริโภค’ ที่แม้ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตา แต่ก็ได้รู้จักกันผ่านผืนผ้าที่ทำด้วยมือ 


*หมายเหตุ เรื่องที่ได้เรียนรู้ระหว่างทางคือ เพิ่งรู้ว่าฝ้ายทานได้ด้วย! สมอฝ้ายที่ยังอ่อนนั้นนำมาทานได้ รสชาติจะคล้ายๆ กับฝักบัว คือมีรสหวานอ่อนๆ มันๆ มีรสฝาดนิดหน่อย

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

Avatar

วริษา สี่หิรัญวงศ์

Imperfectionist ชอบผ้าทอ เวลาเครียดชอบทำขนมปังหรือดื่มของร้อน เชื่อว่าการพัฒนากับสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันได้

Travelogue

พื้นที่บรรจุประสบการณ์เดินทางทั่วมุมโลก

ติ๊ด ๆๆๆ เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น ปลุกผมให้ลืมตาตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่

“วันนี้ที่ ‘หมู่บ้านชิราคาวาโกะ’ จะมีหิมะตกมามั้ย” ประโยคคำถามเดิม ๆ ที่ผมอยากรู้ตลอดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา กับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังภูมิภาคชูบุ (Chubu) ประเทศญี่ปุ่น โดยมีความฝันอยากมาชมวิวที่นั่นท่ามกลางหิมะสีขาวให้เต็มสองตาสักครั้งในชีวิต

“หวังว่าวันนี้จะได้ยินข่าวดี” ผมแอบลุ้นในใจ (หลังจากกินแห้วไปแล้ว 2 วันก่อนหน้า) พร้อมกับรีบกดมือถือเข้าไปดูบรรยากาศผ่าน Shirakawa-go Live

ตึกตัก ๆ เสียงหัวใจของผมกำลังเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น เมื่อมองเห็นภาพที่ปรากฏผ่านหน้าจอมือถือสี่เหลี่ยมตรงหน้า กับภาพหิมะสีขาวที่กำลังตกลงมายังหมู่บ้านชิราคาวาโกะอย่างไม่ลืมหูลืมตา ผมยิ้มให้กับภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ ก่อนลุกไปทำธุระส่วนตัว ลงไปทานอาหารเช้า พร้อมกับเช็กเอาต์ออกจากที่พัก

“นับว่ายังโชคดีที่พอจะมีแต้มบุญเหลืออยู่บ้าง” ผมกระซิบบอกกับตัวเองในใจ ก่อนรีบเดินต่อไปยังสถานีรถบัส

เริ่มต้นออกเดินทางตามความฝัน

ภาพเบื้องหน้าในตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มารอขึ้นรถบัสไปยังจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผมรู้ได้เลยว่านักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ ก็คงเฝ้ารอวันนี้เช่นกัน ไม่รอช้า ผมรีบเดินไปต่อท้ายแถว ก่อนหยิบเอาตั๋วใบสี่เหลี่ยมขึ้นมา และตรวจสอบเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจอีกครั้ง

ภายหลังที่ยืนรอและมองเห็นคนตรงหน้าค่อย ๆ ทยอยเดินขึ้นรถบัสไปคันแล้วคันเล่า ในที่สุดผมก็ได้ยืนตำแหน่งหัวแถว พร้อมกับรีบยื่น SHORYUDO Bus Pass (ตั๋วแบบเหมาสำหรับท่องเที่ยวด้วยรถบัสแบบไม่จำกัดเที่ยว ในระยะเวลาและเส้นทางที่กำหนด) ที่กำลังจะหมดอายุวันนี้พอดี ให้กับเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบ ก่อนจัดเก็บสัมภาระและหาที่นั่ง โดยระยะทางจากเมืองทาคายาม่า (Takayama) ที่ผมอยู่ตอนนี้ไปยังหมู่บ้านชิราคาวาโกะใช้เวลาเดินทาง 50 นาที โดยประมาณ

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

หมู่บ้านชิราคาวาโกะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ประกอบไปด้วยบ้านเรือนรูปร่างแปลกตาที่มีอายุเก่าแก่กว่า 200 – 300 ปี กระจายไปในแนวเหนือ-ใต้ ตามที่ราบแคบ ๆ ขนานไปกับแม่น้ำโชกาวะ (Shokawa River) โดยมีบ้านลักษณะเฉพาะ เรียกว่า ‘บ้านแบบกัสโชสึคุริ’ (Gassho-Zukuri) ซึ่งเป็นบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ชื่อนี้ได้มาจากคำว่า ‘กัสโช’ ซึ่งแปลว่า พนมมือ ตามรูปแบบของบ้านที่หลังคาชันถึง 60 องศา มีลักษณะคล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน ทั้งนี้ เนื่องจากทำเลที่ตั้งอยู่ในหุบเขาที่มีภูเขาสูงล้อมรอบทุกด้าน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวบ้านแถบนี้จึงพัฒนาสังคมและวิถีชีวิตแตกต่างไปจากชุมชนอื่นในญี่ปุ่นมาช้านาน โดยในอดีตชุมชนแห่งนี้ยังชีพด้วยการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย

ในปี 1995 หมู่บ้านนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ที่นี่จึงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภูมิภาค บ้านเรือนต่าง ๆ แปรสภาพกลายเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ และบ้านพักค้างคืนแบบโฮมสเตย์ เรียกว่า Minshuku เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์และสัมผัสความเป็นอยู่ของชาวบ้าน

เที่ยวชมรอบหมู่บ้าน

หลังจากตื่นตาตื่นใจไปกับภาพบรรยากาศสวย ๆ ระหว่างทาง ในที่สุดรถบัสก็พาผมมาถึงยังจุดหมาย ซึ่งภายหลังจากนำสัมภาระไปเก็บที่จุดบริการรับฝากสิ่งของแล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มเดินทางสำรวจพื้นที่รอบ ๆ หมู่บ้าน

เมื่อได้เดินชมบ้านไม้โบราณที่อยู่ตรงหน้า ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นคงเป็นความรู้สึกทึ่งในการออกแบบโครงสร้างของตัวบ้านซึ่งงดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะ ภายใต้หลังคาทรงสูงจากภายนอก เมื่อเข้าไปข้างในจะแบ่งเป็นชั้น ๆ ตั้งแต่ 2 – 4 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย ส่วนชั้นล่างเป็นที่อยู่อาศัย

ส่วนหลังคา ชาวบ้านใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ไม่ยากมาใช้มุงหลังคา ประกอบด้วยเศษไม้ ต้นไผ่ ดินเหนียว และหญ้า โดยอาจมีความหนาถึง 1 เมตร เพื่อรองรับน้ำหนักหิมะและป้องกันไม่ให้น้ำซึมทะลุเข้ามาในบ้าน และเนื่องจากหลังคาพวกนี้ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ในทุก 20 – 30 ปี ซึ่งการมุงหลังคาใหม่จะทำในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่หิมะละลายหมดแล้ว โดยอาศัยแรงงานจากชาวบ้านช่วยกัน

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หลังคาบ้านที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ออกแบบเป็นทรงแหลมสูงลาดลงด้านข้าง เพื่อช่วยให้หิมะและน้ำฝนไหลลงมาตามหลังคา

ท่ามกลางอากาศหนาวและมีหิมะตกลงมาเป็นระยะ ๆ ทางเดินบนถนนในตอนนี้จึงเต็มไปหิมะสีขาวโพลนตลอดเส้นทาง หลังจากที่ผมเดินสัมผัสความนุ่มของเกล็ดหิมะฟู ๆ มาได้สักพัก ก็เดินมาพบกับสถานที่สำคัญของหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ‘ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง’ (Shirakawa Hachiman Shrine) ซึ่งเป็นศาลเจ้าชินโต เมื่อได้เข้าไปแล้วก็รู้สึกว่าที่นี่เงียบสงบและร่มรื่นมาก

เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
หิมะสีขาวโพลนที่เต็มไปด้วยรอยเท้าของนักท่องเที่ยว
เดินตามความฝันมาสัมผัสปุยหิมะที่ชิราคาวาโกะ หมู่บ้านมรดกโลกที่งดงามดั่งเทพนิยาย
ศาลเจ้าชิรากาวะ ฮาจิมัง (Shirakawa Hachiman Shrine)

สำหรับไฮไลต์ของสถานที่ท่องเที่ยวในหมู่บ้านนี้ที่ไม่ควรพลาดอีกที่ นั่นคือบ้านโบราณ 3 หลังที่เรียงติดกัน เป็นจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวพากันมาแวะเวียนไม่ขาดสาย ในช่วงที่ผมเดินไปถึงมีหิมะตกลงมาพอดี จึงได้ภาพบรรยากาศที่งดงามไปอีกแบบ นอกจากนี้ยังมี ‘บ้านโบราณวาดะ’ (Wada House) ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาและเรียนรู้การใช้ชีวิตของคนท้องถิ่นในอดีต

ทั้งนี้ แม้ว่าบ้านหลายหลังในหมู่บ้านชิราคาวาโกะจะเปิดให้เข้าชมเป็นสาธารณะ แต่อีกหลายหลังก็เป็นพื้นที่ส่วนบุคคล และดำรงวิถีชีวิตเหมือนดั่งในอดีต

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพบรรยากาศบ้านเรือนในระหว่างเดินชมหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณ 3 หลัง (Shirakawa-go Three Houses)
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บ้านโบราณวาดะ (Wada House)

จุดชมวิว

ภายหลังจากดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว ผมเดินต่อไปยังจุดชมวิว ซึ่งต้องเดินขึ้นเนินชัน จึงต้องบังคับให้ตัวเองค่อย ๆ ก้าวเดินช้า ๆ เพื่อทรงตัวไม่ให้ลื่นล้มบนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
กิ่งไม้และต้นไม้แต่งแต้มไปด้วยหิมะสีขาว

หลังจากใช้เวลาเดินขึ้นเนินมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดผมก็มาถึงจุดชมวิว ซึ่งที่นี่ในแต่ละฤดูจะมีความงดงามแตกต่างกันไป เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ จะมองเห็นต้นซากุระสีชมพูบานสะพรั่ง หรือในฤดูใบไม้ร่วง จะมองเห็นใบไม้เปลี่ยนสี ช่วยแต่งแต้มสีสันไปทั่วทั้งภูเขา 

และในช่วงฤดูหนาว จะมีการจัดงานประดับไฟที่หมู่บ้านชิราคาวาโกะ (Shirkawa-go Light Up) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของการท่องเที่ยว จัดขึ้นเฉพาะวันอาทิตย์ ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์เท่านั้น และต้องจองล่วงหน้าก่อนเข้าชม

สายลมพัดโชยเอาเกล็ดหิมะที่กำลังตกลงมาลอยละล่องในอากาศอีกครั้ง หมู่บ้านชิราคาวาโกะในตอนนี้เต็มไปด้วยหิมะสีขาวโพลน แม้ว่าตัวเลขอุณหภูมิจะลดต่ำลงไปเรื่อย ๆ จนร่างกายสัมผัสได้ถึงความเหน็บหนาว แต่ภายในใจของผมตอนนี้กลับอบอุ่น เมื่อได้ใช้เวลาดื่มด่ำไปกับภาพตรงหน้าที่กว้างไกลสุดสายตา ก่อนที่ผมจะเผลอยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ

บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
บันทึก ชิราคาวาโกะ ประเทศญี่ปุ่น ทริปในฝันที่หมู่บ้านโบราณแห่งภูมิภาคชูบุ เยี่ยมบ้านไม้ทรงกัสโชสึคุริ อันเป็นเอกลักษณ์ในวันที่หิมะโปรยปราย
ภาพแห่งความทรงจำ
ข้อมูลอ้างอิง
  • องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น 
  • Shirakawa village office
  • Gifu Prefecture Tourism Federation 
  • สถาบันวัฒนธรรมศึกษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม

Write on The Cloud

Trevlogue

ถ้าคุณมีประสบการณ์เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ และชื่อ Facebook มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งสมุดลิมิเต็ดอิดิชัน จาก ZEQUENZ แบรนด์สมุดสัญชาติไทย ทำมือ 100 % เปิดได้ 360 องศา ให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

Writer & Photographer

ธนวันต์ วนาภรณ์

ธนวันต์ วนาภรณ์

เภสัชกรที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบเวลาได้เดินทาง เพราะจะได้เรียนรู้โลกกว้าง และชอบการเป็นครูอาสา จึงทำเพจของตัวเองที่มีชื่อว่า ครูอาสานอกห้องเรียน (The Journey Memory)

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load