การตกหลุมรักดอกไม้สักดอกเป็นเรื่องง่าย การดูแลให้ดอกไม้อยู่ตลอดไปเป็นเรื่องยาก

การตกหลุมรักใครสักคนเป็นเรื่องง่าย แต่การรักษาความรักให้คงอยู่เป็นเรื่องยาก 

การเริ่มธุรกิจว่ายากแล้ว การทำให้ธุรกิจเติบโตทั้งในช่วงโรยราและเบ่งบานนั้นยากกว่า 
เดือนแห่งความรักนี้ The Cloud ชวนมาฟังเรื่องราวการสานต่อธุรกิจที่โรแมนติกที่สุดเรื่องหนึ่งของคู่รักที่เพิ่งครบรอบแต่งงาน 2 ปีในช่วงต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เมื่อสะใภ้สาวชาวไทยที่ชอบขายดอกไม้เป็นงานอดิเรก ตกหลุมรักกับหนุ่มญี่ปุ่น ผู้เป็นทายาทร้านดอกไม้ที่อิวาเตะ ทั้งคู่พลิกฟื้นธุรกิจร้านดอกไม้ที่เคยขายให้ลูกค้าในละแวกบ้าน
มาเป็นร้านขายดอกไม้ครบวงจรที่ขายดอกไม้ได้ทุกฤดู ทั้งขายส่งขายปลีก ขายดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง ดอกไม้อบแห้ง รวมทั้งยังขยายจากการขายแค่ญี่ปุ่นมาที่ไทยด้วย
เมื่อโจทย์ของการสานต่อธุรกิจไม่ใช่แค่การพิสูจน์ตัวเองให้ที่บ้านเห็น แต่เป็นการพิสูจน์ความรักระหว่างกันและกัน 

นี่คือเรื่องราวการทำร้านดอกไม้ของทายาทรุ่นสองที่อยากพิสูจน์ให้เห็นว่ารักจริง

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

(ญี่ปุ่น ค.ศ. 1992) 

ความรักเริ่มเบ่งบานจากดอกไม้กระถาง 

เรื่องเริ่มที่จังหวัดอิวาเตะ เมืองคิตะคามิ ภูมิภาคโทโฮกุ ประเทศญี่ปุ่น
จังหวัดที่มีภูเขาหิมะแต่ติดทะเล
คุณนายทาคาฮาชิ (Takahashi) เป็นครูอนุบาล มีลูก 5 คน ช่วงที่กำลังตั้งท้องลูกคนสุดท้อง เธอลาออกจากการเป็นครูโรงเรียนอนุบาล เรียนรู้วิธีการปลูกดอกไม้ด้วยตัวเอง และลงแข่งปลูกดอกไม้กระถางเพราะชื่นชอบดอกไม้ 

หลังจากลงแข่งแล้วชนะได้ที่หนึ่ง เธอก็เริ่มขับรถขายดอกไม้กระถางส่งให้เพื่อนบ้านและคนรู้จัก
จากนั้นก็ขยับขยายจากขายแค่ดอกไม้กระถางมาเป็นขายทั้งดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง
และเปิดหน้าร้านจนมีทั้งหมด 5 สาขาในอิวาเตะ โดยมีสาขาหนึ่งอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

เธอตั้งชื่อร้านเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ‘Flower Studio Parterre’ แปลว่า ชั้นวางดอกไม้ และหวังมอบร้านให้ลูกชายคนสุดท้อง ทาคาฮาชิ โชเฮ (Takahashi Shohei) สืบทอดต่อ

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

(กรุงเทพ ค.ศ. 2015)

ขายดอกไม้ในงานรับปริญญา 

โน-โนโซมิ พัชรดา เนตรประไพ สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นผู้เรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกญี่ปุ่น ฝันอยากทำธุรกิจร้านดอกไม้ของตัวเอง
ช่วงงานรับปริญญาที่คนนิยมให้ดอกไม้กัน โนโซมิเปิดร้านขายดอกไม้ออนไลน์เป็นงานอดิเรก เธอใช้ดอกไม้ไทยที่เก็บได้นาน เช่น สแตติส สุ่ย และดอกไม้แห้งอื่นๆ มาขาย พร้อมตั้งชื่อร้านเป็นภาษาเยอรมันว่า ‘The Craft Haus’

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ดอกไม้บันดาลชักพา 

ในตอนนั้น ทั้งโนโซมิและโชเฮต่างเป็นพนักงานบริษัทที่ชอบดอกไม้เหมือนกัน
ทั้งคู่อยู่คนละประเทศ แต่บังเอิญมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดียวกัน เพื่อนเห็นว่าชอบดอกไม้ทั้งคู่ เลยแนะนำให้รู้จักกัน
ทั้งสองคนเริ่มปรึกษากันเรื่องร้านดอกไม้ และจากเรื่องดอกไม้ก็นำไปสู่เรื่องอื่นๆ
อีกมากมายที่ทั้งคู่ชอบคล้ายกัน
หลังจากเขียนจดหมายและคุยไลน์ข้ามประเทศไปมาอยู่หลายเดือน
โชเฮก็เล่าสถานการณ์ร้านดอกไม้ให้โนโซมิฟัง 

“ตอนนี้ยอดขายร้านดอกไม้ต่ำลง จะกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก่อน
ถ้าฟื้นฟูธุรกิจได้เมื่อไหร่ จะมาขอแต่งงาน”
โนโซมิที่ชอบดอกไม้อยู่แล้ว ไม่อยากปล่อยให้โชเฮลำบากคนเดียว 

“ถ้าจะลำบาก ก็ลำบากด้วยกันเลยดีกว่า” 

ฉากที่ตามมา คือการขอแต่งงาน งานแต่งงานที่เต็มไปด้วยดอกไม้
ตามมาด้วยการย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นที่ดูแสนโรแมนติก 

แต่ชีวิตจริงกำลังจะเริ่มนับจากนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มสร้างดินแดนแสนดอกไม้ ที่เป็นทั้งเรื่องราวการสานต่อธุรกิจและนิยายรักของโนโซมิและโชเฮ

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ธุรกิจ : Flower Studio Parterre

ประเภทธุรกิจ : ขายดอกไม้ครบวงจร 

อายุ : 28 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณแม่ทาคาฮาชิ โชโค (Takahashi Shoko) และคุณพ่อทาคาฮาชิ โยชิคาสึ (Takahashi Yoshikazu) 

ทายาทรุ่นสอง : ทาคาฮาชิ โชเฮ (Takahashi Shohei) และทาคาฮาชิ โนโซมิ (Takahashi Nozomi) หรือพัชรดา เนตรประไพ 

สถานการณ์ธุรกิจร้านดอกไม้และการแก้โจทย์ดอกไม้ที่สูญเสียไป 

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ธุรกิจดอกไม้เฟื่องฟู แต่ความจริงแล้วร้านดอกไม้ไม่ได้ขายดีตลอดทั้งปี 

ฤดูหนาว คนซื้อดอกไม้น้อยเพราะอากาศหนาวทำให้ดอกไม้อยู่ได้นาน ไม่ต้องซื้อบ่อย 

ส่วนฤดูร้อน คนญี่ปุ่นก็นิยมปลูกดอกไม้ในสวนเองที่บ้านทำให้ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ
ฤดูที่ดอกไม้ขายดีมีแค่ฤดูใบไม้ผลิ ทำให้โดยรวมแล้วร้านดอกไม้ขายดีแค่ครึ่งปี ส่วนอีกครึ่งปีจะเงียบ

ด้วยสาเหตุนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ร้านดอกไม้ในอิวาเตะที่เคยเปิดถึง 5 สาขา จึงปิดเหลือ 2 สาขา 

โชเฮเริ่มเข้ามาช่วยกิจการที่สาขาในซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มสังเกตเห็นว่า มักจะมีดอกไม้บางส่วนที่ขายไม่ได้และเหลืออยู่เสมอ

โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ให้ได้ คือปัญหาเรื่องการสูญเสียดอกไม้

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

เปลี่ยนดอกไม้เหลือเป็นงาน DIY ขายส่งห้างฯ

เพื่อแก้ปัญหาดอกไม้เหลือ โชเฮที่ก่อนหน้านี้ทำงานบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า
แผนกค้าส่งกับห้างสรรพสินค้า ก็เห็นโอกาสเพิ่มมูลค่าจากดอกไม้เหลือด้วยการนำดอกไม้มาทำ Herbarium หรือขวดดอกไม้ในน้ำมันและขายส่งห้างสรรพสินค้า 

Herbarium เป็นสินค้า DIY ซึ่งในช่วงนั้นงานศิลปะทำมือเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น 

ในขณะที่สะใภ้บ้านอื่นอาจต้องทำอาหารให้อร่อยเพื่อเอาใจแม่สามี โนโซมิเล่าว่า เธอต้องพิสูจน์ความสามารถในการจัด Herbarium ให้สวยเพื่อชนะใจคุณแม่ 

“เราเริ่มจากทำ Herbarium แล้วก็ปิ๊งไอเดียทำข้าวของเครื่องใช้เรซิ่นจากดอกไม้ 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ทั้งเครื่องประดับ ปากกา นาฬิกา กล่องเก็บของ เครื่องคิดเลข กลายเป็นว่าสามีเรายังไม่เห็นภาพด้วยซ้ำว่าสินค้ากุ๊กกิ๊กหลายอย่างจะขายได้ยังไง แต่คุณแม่สามีที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันจะเข้าใจว่าคนน่าจะอยากใช้และขายได้ พอทำออกมาทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทยก็ชอบ” โนโซมิเล่าความเป็นมากว่าจะขายส่งให้ห้างสรรพสินค้ามากมายในญี่ปุ่นทั้ง Takashimaya, Ito Yokado, Loft ได้ “เคล็ดลับ คือเราไม่ได้ใช้แค่ดอกไม้ที่ดี แต่ใช้เรซิ่นคุณภาพดีด้วย ซึ่งทำให้เก็บได้นาน สีไม่เหลือง” 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกคุณพ่อของโชเฮยังไม่ค่อยเห็นด้วยนัก 

การขายส่งหมายถึงต้องขายให้ได้ปริมาณมากและต้องลดต้นทุนให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย 

วิธีหนึ่งที่โนโซมิและโชเฮเห็นว่าช่วยในการลดต้นทุนได้ คือการจ้างแรงงานที่สนับสนุนกลุ่มคนพิการ แม่บ้าน และคนชรา 

“ค่าแรงงานที่ญี่ปุ่นแพง ประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันเยน เราเลยเลือกเข้าไปสอนการจัดดอกไม้ให้กลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากช่วยให้พวกเขามีรายได้แล้ว ยังเป็นศิลปะบำบัดไปในตัวด้วย” 

 ดังนั้นแทนที่จะมีดอกไม้เหลือทิ้งขว้าง ดอกไม้ที่เหลือเหล่านั้นก็กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นของใช้ในบ้านได้ และทำให้คนทำเบิกบาน มีงานอดิเรกจากดอกไม้ด้วย 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

สะใภ้ผู้เป็นทูตระหว่างประเทศของครอบครัว

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนและสร้างความแตกต่าง คือการนำดอกไม้ไทยมาขายที่ญี่ปุ่นและนำดอกไม้ญี่ปุ่นมาขายที่ไทย

“เรามีแหล่งซื้อดอกไม้ญี่ปุ่นในราคาถูก สามารถเอามาขายไทยในราคาไม่แพงเกินไป ในทางกลับกันพอเอาดอกไม้ไทยมาขายที่ญี่ปุ่น ดอกไม้ของเราก็แตกต่างและไม่เหมือนร้านดอกไม้ที่ญี่ปุ่นร้านไหน” โนโซมิเล่า 

ด้วยเทรนด์การจัดดอกไม้ไทยที่มักช้ากว่าญี่ปุ่น ทำให้ร้านนำเสนอสินค้าที่มีความทันสมัยเทียบเท่าเทรนด์ดอกไม้ที่ญี่ปุ่นแต่ราคาจับต้องได้ Herbarium ที่ตอนแรกได้รับความนิยมก่อนในญี่ปุ่น สุดท้ายก็มีเทรนด์ความนิยมในไทยตามมา 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

“การมีต้นทุนแหล่งซื้อดอกไม้ไม่แพงทำให้เราขายแบบไม่งกดอกไม้ เวลาจัดดอกไม้และทำสินค้า เราใส่ดอกไม้เยอะได้ ไม่เหมือนที่อื่นที่ให้ดอกไม้นิดเดียว” โนโซมิยังบอกอีกด้วยว่าเพราะงานอดิเรกของเธอที่ชอบเล่าเรื่องทำให้มีลูกเพจที่ตามมาเป็นลูกค้าพอสมควร 

“เราเปิดเพจ เมื่อฉันมาอยู่อิวาเตะ เพราะชอบเล่าเรื่องที่สนใจให้คนไทยฟัง ไม่ได้เล่าแค่ดอกไม้ แต่เล่าชีวิตสะใภ้ญี่ปุ่น ทั้งเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรมที่แตกต่าง”

แม้ไม่ได้ตั้งใจเปิดเพจเพื่อโฆษณาร้านดอกไม้โดยตรง แต่สิ่งที่เธอได้ คือการติดต่อไปขายที่ห้างญี่ปุ่นในไทยอย่าง Isetan รวมทั้งการออกคอลเลกชันร่วมกับผู้ประกอบการไทยรายย่อยที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง เช่น แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากทำชุดเดรสติดกระดุมดอกไม้แห้ง 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

นิตยสารญี่ปุ่นในไทยอย่าง DACO ก็ให้โนโซมิเขียนคอลัมน์ Blooming Day เล่าเรื่องสนุกๆ ในญี่ปุ่น 

บทบาทการเป็นสะใภ้ไทยในแดนปลาดิบของเธอจึงไม่ใช่แค่มาช่วยร้านดอกไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นทูตระหว่างประเทศที่ทำให้คนญี่ปุ่นสนใจดอกไม้ไทย และคนไทยสนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ดอกไม้จำนวนมากในงานสำคัญของคนสำคัญ

ฝั่งโชเฮก็เข้ามาบริหารระบบการจัดเก็บดอกไม้ให้เป็นระบบมากขึ้น 

“แต่ก่อนเราคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีออเดอร์งานที่ต้องใช้ดอกไม้เยอะเมื่อไหร่ เช่น งานศพมักเป็นออเดอร์กะทันหัน ทำให้ต้องตุนดอกไม้ไว้เยอะและมีดอกไม้เหลือ” 

โชเฮบอกว่า สิ่งสำคัญคือต้องคาดการณ์ได้ว่า ช่วงไหนเป็นช่วงเบ่งบานของธุรกิจที่ขายดี ส่วนช่วงที่ขายได้น้อยก็หาช่องทางเพิ่มเติม 

ช่วงที่ดอกไม้สดขายดีในญี่ปุ่นนั้นต่างจากไทย ไม่ใช่ช่วงวาเลนไทน์หรือรับปริญญา แต่เป็นช่วงวันแม่ในเดือนพฤษภาคมและเทศกาลวันไหว้บรรพบุรุษในเดือนสิงหาคม

“วันไหว้บรรพบุรุษที่สุสานในอิวาเตะมีความพิเศษ ไม่เหมือนที่ไหน คือนอกจากไหว้สุสานของญาติตัวเองแล้ว คนอิวาเตะยังไหว้สุสานของเพื่อนบ้านรอบๆทั้งสี่ทิศด้วย ทำให้ต้องใช้ดอกไม้เยอะมาก ไหว้หนึ่งครั้งใช้ดอกไม้สิบช่อ”

เมื่อพ้นจากช่วงเทศกาลเหล่านี้ ทางร้านก็เพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ ที่ใช้ดอกไม้ปริมาณมากเหมือนกัน เช่น งานแต่งงาน 

“แต่ก่อนไม่ทำเพราะเรื่องเยอะ ต้องไปคุยกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวหลายรอบ แต่เราเห็นว่ามันเป็นโอกาส” 

โชเฮบอกว่าทางร้านยังมีตัวเลือกดอกไม้พิเศษให้ลูกค้าอีกด้วย เช่น ดอกไม้มงคล รวมถึงดอกไม้ไทยที่ทำให้งานแต่งงานของบ่าวสาวชาวญี่ปุ่นแตกต่างจากงานอื่นๆ 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

Spread the Love ด้วยเครือข่ายคนรักดอกไม้  

ทั้งคู่ยังริเริ่มช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น การขายออนไลน์ ในญี่ปุ่นมีเว็บไซต์ที่รวบรวมร้านดอกไม้จากทั่วประเทศ แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ร้านดอกไม้กับลูกค้าได้เจอกัน เช่น สมมติถ้าเราอยู่โตเกียว แต่อยากส่งดอกไม้ให้คุณยายที่จังหวัดอิวาเตะ ก็เข้ามาดูในเว็บไซต์ว่าที่อิวาเตะมีร้านดอกไม้อะไรบ้างแล้วสั่งดอกไม้ผ่านทางเว็บได้เลย 

“ร้านเราอยู่ในสองเว็บไซต์ คือ Hana Cupid และ E-Flora เพราะดีคนละแบบ

Hana Cupid ขึ้นชื่อว่าเป็นเครือข่ายร้านดอกไม้ที่เก่าแก่ ส่วน E-Flora จะเน้นผลงานมากกว่า” 

โชเฮบอกว่าสิ่งที่ทางร้านพัฒนา คือระบบจัดส่ง ที่ช่วยส่งดอกไม้ให้ลูกค้าทั่วญี่ปุ่นได้สะดวก “ร้านเราเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกกับ E-Flora เมื่อหกเดือนที่แล้ว และตอนนี้ก็ขึ้นเป็นร้านอันดับหนึ่งในเครือข่ายร้านดอกไม้จังหวัดอิวาเตะ” 

แม้มีช่องทางเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่ทั้งคู่ยังไม่ลืมความพิเศษที่คนรักดอกไม้ได้มานั่งเรียนจัดดอกไม้ด้วยกัน 

ทางร้านมีจัดสอนเวิร์กช็อปการจัดดอกไม้ทั้งในไทยและญี่ปุ่น โดยใส่ใจในความชอบที่แตกต่างของลูกค้าต่างวัฒนธรรม เช่น คนญี่ปุ่นชอบจัดดอกไม้โทนสีพาสเทล ส่วนคนไทยชอบดอกไม้สีสด

โนโซมิยังมองว่า ในอนาคตเธออยากจัดกิจกรรมให้คนที่มีอาการซึมเศร้าได้จัดดอกไม้เป็นงานอดิเรกอีกด้วย

ที่แน่ๆ จุดแข็งที่ Flower Studio Parterre มีเพิ่มขึ้นมา คือการมีเครือข่ายคนรักดอกไม้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ในทุกความรักมีทั้งศาสตร์และศิลป์ 

นั่งฟังมานานก็สงสัยว่าคู่รักที่ทำธุรกิจดอกไม้ด้วยกัน มีมุมมองการจัดดอกไม้เหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหน 

โชเฮบอกว่า “ผมมองการจัดดอกไม้เหมือนคิดเลข มีสูตรของมัน” 

เช่น การจัดดอกไม้แบบอเมริกานิยมจัดดอกไม้เข้าหาศูนย์กลางของตัวกระถาง ดอกใหญ่และสีเข้มอยู่ข้างล่าง ใบที่หนาอยู่ข้างบน และไม่ควรมีดอกไม้เกิน 3 โทนสี ส่วนแบบยุโรป จัดเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปพระจันทร์เสี้ยว ในขณะที่จัดแบบญี่ปุ่นจะมีความมินิมอลมากกว่า เช่น ดอกไม้หนึ่งดอกปักตรงๆ ในหนามเตยทรงกลมหรือกระถางเหล็ก 

โชเฮเห็นความจำเป็นของการเรียนจัดดอกไม้แบบฝรั่ง นอกเหนือจากการจัดแบบญี่ปุ่นด้วยว่า บ้านสไตล์ญี่ปุ่นสมัยก่อนบ้านมีเสื่อทาทามิ มีที่วางดอกไม้ แต่บ้านสมัยนี้เป็นแบบโมเดิร์นสไตล์ฝรั่งมากขึ้น วิธีการจัดดอกไม้จึงต้องปรับให้ทันยุคสมัยและหลากหลายจะได้ตรงความต้องการลูกค้า 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ขณะที่โนโซมิมองการจัดดอกไม้เป็นศิลปะบำบัด ซึ่งงานศิลปะจะสนุกได้ต้องเริ่มจากความสุขและความชอบเป็นสำคัญ

และไม่ใช่แค่อิเคบานะที่เป็นศาสตร์การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ซึ่งช่วยบำบัดความเครียด

แต่การจัดแบบ Herbarium ก็ช่วยให้มีสมาธิขึ้นเหมือนกัน

“การใช้คีมวางดอกไม้ผ่านคอขวดเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเวลาขาย Herbarium ส่งห้างจะเข้มงวดเรื่องคุณภาพสินค้ามาก อาจดูเหมือนว่าวางตำแหน่งปลา ดอกไม้มั่วๆ ได้ตามใจ แต่ความจริงแล้ว สินค้าแต่ละชิ้น เราต้องกำหนดให้ละเอียดมาตั้งแต่แรกว่า ดอกไม้และปลาแต่ละอย่างจะอยู่ตำแหน่งตรงไหน” โนโซมิยิ้มรับ

เคล็ดลับสำหรับคู่รักที่ทำงานด้วยกัน คือการแบ่งหน้าที่ ทั้งขอบเขตและเวลาการทำงานให้ชัดเจน และเป็นเรื่องโชคดีที่ทั้งคู่มีความถนัดที่แตกต่างแต่เข้ากันได้ดี 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

โชเฮถนัดด้านหาช่องทางการขายและขายส่ง มองการจัดดอกไม้เป็นสูตร
โนโซมิถนัดด้านสร้างสรรค์คิดค้นสินค้าใหม่ มองดอกไม้เป็นศิลปะ 

“การทำธุรกิจกับคนรักมีทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ เราเคารพข้อดีของกันและกัน อีกฝ่ายไม่ถนัดอะไร ก็ไม่ต้องให้ทำตรงนั้น เอาสิ่งที่ถนัด” มุมมองของโชเฮทำให้รู้สึกว่า ความรักที่ยืนยาวอาจเป็นเรื่องของการบริหารศาสตร์และศิลป์ให้ลงตัว

หากมีแต่ใจที่รักดอกไม้ แต่ไม่รู้ศาสตร์วิธีจัด ร้านดอกไม้ก็ไม่อาจอยู่ยืนยาวได้ 

หากรักใครแล้ว อิงแต่ทฤษฎีความรัก ไม่มีความเข้าใจในกันและกัน ความรักก็ไม่อาจยืดยาวเช่นกัน 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

อย่าปลูกดอกไม้ในกระถางใบเดียว

ร้าน Flower Studio Parterre ในรุ่นที่โชเฮและโนโซมิมารับช่วงต่อ จึงกลายเป็นร้านที่ขายสินค้าจากดอกไม้แบบครบวงจร ไม่ได้ขายแค่ดอกไม้กระถาง ดอกไม้สด และดอกไม้แห้งเหมือนรุ่นคุณแม่ 

ธุรกิจมีสินค้าและกลุ่มลูกค้าหลากหลาย

Herbarium และของใช้จากดอกไม้เน้นขายส่งให้ห้าง 

ดอกไม้แห้งขายให้แม่บ้านเอาไปประดิษฐ์ 

ดอกไม้สดขายให้คนหลายกลุ่ม ทั้งลูกหลานที่ไปไหว้บรรพบุรุษ ซื้อพวงหรีดไปงานศพ บ่าวสาวที่กำลังแต่งงานหรือคนที่อยากมอบดอกไม้เป็นของขวัญให้กัน 

เพราะขายดอกไม้ได้หลายแบบ จากที่ร้านเคยขายดีแค่บางฤดู ก็กลายเป็นขายดอกไม้ได้ทุกฤดู ช่วงที่ดอกไม้สดขายไม่ค่อยดีก็กลายเป็นช่วงที่ห้างอยากได้สินค้ามาขายพอดี 

หากเคยได้ยินสำนวน ‘อย่าวางไข่ในตะกร้าใบเดียว’ เพราะคนเราควรกระจายความเสี่ยง 

กลยุทธ์ที่โชเฮและโนโซมิใช้ก็คงคล้ายกัน คือการไม่ปลูกดอกไม้ในกระถางใบเดียว ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นพร้อมความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เริ่มเบ่งบานตามไปด้วย แม้ครอบครัวโชเฮจะมีข้อกังขาหลายอย่างอยู่บ้างในตอนแรก 

แต่เมื่อลงมือทำแล้วพิสูจน์ว่าขายได้จริง ทางบ้านก็เริ่มยอมรับและตัดสินใจวางมือ ส่งมอบธุรกิจให้โชเฮและโนโซมิอย่างเต็มตัวในต้นปีนี้ 

เรื่องราวความรักและการทำธุรกิจของทั้งคู่สอนให้รู้ว่า แม้จะตกหลุมรักดอกไม้สดแค่ไหน อย่าเพียรขายแต่ดอกไม้สด 

เมื่อความรักและธุรกิจต้องเติบโตขึ้นทุกวัน รักนิรันดร์อาจเป็นดอกไม้แห้งที่แช่ในน้ำมันก็ได้

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

If Love is Flower 

โชเฮ : ความรักเหมือนดอกกล้วยไม้ Phalaenopsis ดอกไม้กระถางส่วนใหญ่เลี้ยงง่าย แต่พันธ์ุนี้ต้องหมั่นใส่ใจ ทั้งรดน้ำและดูแลให้ได้รับแสงและอาหารที่เพียงพอ
ความรักเหมือนดอกไม้กระถางที่ต้องดูแล

โนโซมิ : ความรักเหมือนดอกแอปเปิ้ลญี่ปุ่น ถ้าเราไม่ดูแลดอกให้ดีจะไม่มีผล ถ้าปล่อยให้โตเอง แอปเปิ้ลอาจไม่มีทั้งดอกและผลให้เรา 

ความรักคือ การเอาใจใส่และตอบแทนกันและกัน 

Flower Studio Parterre : www.flowerstudioparterre.com

Facebook เพจของโนโซมิ : เมื่อฉันมาอยู่อิวาเตะ  

Facebook เพจของโชเฮ : พ่อบ้านญี่ปุ่นรีวิว

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“กลิ่นหนังและบรรยากาศของที่นี่ เหมือนโรงงานทำเบาะหนังจักรยานเก่าแก่ของอังกฤษไม่มีผิด” ช่างภาพหนุ่มของเราเอ่ยปาก ทำให้เราเผลอสูดกลิ่น และยิ้มให้กับรองเท้าทรงคุ้นตาหลายสิบคู่ตรงหน้า สะกดใจกลั้นไว้ใม่ให้หยิบมาลองจนทำเลอะเทอะ

และเหตุผลที่เรายืนอยู่ใน ‘บักเซ้ง’ โรงงานรองเท้าหนังเล็กๆ ย่านวงเวียนใหญ่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเรื่องราวยุคเรืองรองของที่นี่

โรงงานทำรองเท้าหนังเล็กๆ ของช่างมีฝีมือที่มีกำลังผลิต ช่าง 1 คนทำรองเท้าวันละ 1 คู่ สู่การเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างไทยไดมารู และรับจ้างผลิตส่งออกประเทศในตะวันออกกลางและยุโรป จนมีรายได้ปีละ 200 ล้านบาท

ถ้าป๊าเกิดในยุคนี้ เราคงได้คุยกับป๊าเรื่องอายุน้อยร้อยล้านแทน

และอีกส่วนเป็นเพราะเรื่องราวการชุบชีวิตโรงงานรองเท้าหนัง ผ่านสร้างแบรนด์รองเท้าเป็นของตัวเองหลังจากเปิดโรงงานมากว่า 65 ปี ด้วยวิธีคิดของทายาทรุ่นสามที่เป็นนักการตลาด ครีเอทีฟโฆษณา และนักออกแบบภายใน โรงงานรองเท้าหนัง

ต้นทุนองค์ความรู้เรื่องรองเท้าหนังชั้นดีของครอบครัวต่อยอดให้ เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์ สร้างแบรนด์กระเป๋าและรองเท้าแฟชั่นหรู เติบโตในวงการแฟชั่นและได้รับการยอมรับในระดับโลก ก่อนจะชวนพี่ชายทั้งสอง ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์ และ เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์ กลับบ้านมาเริ่มต้นแบรนด์ Youngfolks แบรนด์จากความรักของพี่น้องนี้ด้วยกัน

เราเคยได้ยินความเชื่อที่ถือมาแต่โบราณว่าอย่าซื้อรองเท้าให้กัน เพราะจะต้องเดินจากกันไป แต่รองเท้าคู่นี้ทำให้ทุกคนใส่…เพื่อเดินไปด้วยกัน

โรงงานรองเท้าหนัง

บักเซ้ง

ธุรกิจ : บักเซ้ง (พ.ศ. 2495)  Estate Footwear (พ.ศ. 2522)  Wagon Way (พ.ศ. 2533)  31 Thanwa / ๓๑ ธันวา (พ.ศ. 2555)  Youngfolks (พ.ศ. 2560)
ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตรองเท้าหนัง
อายุ : 65 ปี
เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : อากง งี่บั๊ก แซ่โง้ว
ทายาทรุ่นสอง : ไพฑูรย์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาแปะ), ไพโรจน์ วิทยสัมฤทธิ์ (อาป๊า),  พิราภรณ์ วิทยสัมฤทธิ์
ทายาทรุ่นสาม : ซ้ง-ประสงค์ วิทยสัมฤทธิ์, เม้ง-ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์, เก๋-บุณยนุช วิทยสัมฤทธิ์

ยังจำไม่เคยลืมเลือน

“พวกเราโตมาในยุคที่โรงงานรุ่งเรืองสุดๆ และบ้านนี้เป็นที่ตั้งโรงงานเดิม ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยคนงาน ที่จำได้ดีคือเราชอบไปวิ่งเล่นที่ตึกฝั่งนู้น เล่นซ่อนแอบในกล่องรองเท้า ซึ่งมีเยอะพอที่จะสร้างเป็นฐานทัพของเราได้เลย พอตกเย็นก็เล่นฟุตบอลกับพี่ๆ คนงานหน้าบ้าน” เฮียเม้ง พี่ชายคนรอง เล่าย้อนความทรงจำยุคเรอเนซองส์ของโรงงานที่บ้าน จากกำลังการผลิตรองเท้าของช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ สู่การเป็นโรงงานผลิตรองเท้าวันละ 4,500 คู่ มีรายได้ 200 ล้านบาทต่อปี

เช่นเคย ใครสนใจอ่านเรื่องราวของป๊า ขอเชิญเลื่อนลงไปที่ล้อมกรอบด้านล่างก่อนได้เลย เรารอได้

“ตอนนั้นเราเด็กสุด เท่าที่จำได้เราเห็นป๊าทำงานหาเลี้ยงครอบครัวทุกอย่าง ไม่เคยบอกให้พวกเรามาช่วยเรื่องงานที่บ้าน ปล่อยให้พวกเราทำในสิ่งที่รัก และขอแค่พวกเราตั้งใจเรียน” เก๋ น้องสาวคนเล็กอดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่เลือกเส้นทางนักออกแบบภายในงานอีเวนต์ เล่าเสริม

เช่นเดียวกับพี่ชายทั้งสองที่เลือกเดินในเส้นทางที่รักและชอบ เฮียซ้ง พี่ชายคนโตทำโรงงานสิ่งพิมพ์ และให้บริการดูแลการตลาดออนไลน์ ขณะที่เฮียเม้ง พี่ชายคนรองทำบริษัทโฆษณา ชูใจ กะ กัลยาณมิตร

จุดเริ่มต้นของการกลับมารวมตัว รองเท้าของพี่น้อง ไม่ได้ง่ายดายแบบในละคร ที่คิดอยากจะต่อยอดโรงงานรับผลิตรองเท้าหนังที่มีมานาน 65 ปี ด้วยการออกแบบและทำแบรนด์รองเท้าหนังตามสมัยนิยม ก็ทำได้เลยง่ายๆ

ก่อนจะมาเป็น Youngfolks …ยังก่อน เรามีเรื่องน่าสนใจก่อนหน้า ที่อยากเล่าให้คุณฟัง

ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์ครอบครัววิทยสัมฤทธิ์

ยังยิ้มได้

หลังจากสนุกกับงานหนักจนล้มป่วย เก๋จึงพักงานกลับมาอยู่ที่บ้าน

เก๋บอกว่า เก๋วันนี้ กับ เก๋สมัยก่อน เป็นคนละเวอร์ชันกันอย่างสิ้นเชิง

“จากลูกสาวคนเล็กผู้สมบูรณ์แบบ ได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนทั้งบ้านเสมอ ในวันที่ทั้งเราและป๊าไม่สบายหนักมาก เราจึงเห็นคุณค่าของชีวิตและเวลาแสนสั้น เราควรที่จักดูแลตัวเองและกันและกัน เราก็เปรี้ยวลุกขึ้นมาประกาศกร้าวว่าป๊าไม่ต้องทำงานแล้วนะ ต่อไปเราจะทำเอง เราจะทำแบรนด์กระเป๋า” เก๋เล่า ใช่แล้ว เธอประกาศออกไปแบบนั้นโดยที่ไม่เคยเรียนออกแบบกระเป๋าหรือมีความรู้ทำเครื่องหนังมาก่อน

นอกจากความชอบในเรื่องแฟชั่น เก๋เชื่อว่าคนเราเลือกหยิบของสำคัญในชีวิตประจำวันบรรจุลงในกระเป๋า เธอจึงสร้างแบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ (31 Thanwa) จากคนที่ไม่ได้เรียนทำรองเท้าหรือกระเป๋ามาก่อน โดยช่างทำรองเท้าที่ไม่เคยทำกระเป๋ามาก่อนเช่นกัน

รองเท้า กระเป๋าหนัง

ป๊าจึงให้อาจารย์ชาวสิงคโปร์ของป๊ามาสอนเก๋ทำรองเท้า

“กระเป๋าใบแรกของเราไม่ได้สวยงามเท่าไหร่ แต่เราภูมิใจมาก ป๊าตรวจดูและโยนทิ้ง บอกว่าทำแบบนี้ใครจะซื้อ ขายไม่ได้หรอก เท่านั้นแหละเราร้องไห้เลย ก่อนจะลงมือทำมาให้ป๊าดูอีก 30 ใบ และป๊าก็โยนทิ้งเหมือนเดิมทุกครั้ง ตอนนั้นเราคิดแต่ว่าถ้าป๊าผู้ซึ่งเชี่ยวชาญอยู่กับงานหนังมาตลอดชีวิตยังไม่โอเค เราก็ต้องทดลองทำอีก ทำอีก เพราะป๊าดูออกหมดนะว่าชิ้นงานที่เราทำออกมามีหรือไม่มีคุณภาพ”

ก่อนจะมาถึงกระเป๋าใบสุดท้าย เก๋คุยกับอาจารย์ช่างว่าถ้าไม่ผ่านอีกเธออาจจะขอเลิกล้มความตั้งใจแล้ว แต่ปรากฏว่าออกมาสวยมาก ป๊าหยิบดูและไม่พูดอะไร นอกจากคำว่า “เออ สวยดี” หลังจากนั้นเก๋จึงตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเต็มตัว

‘๓๑ ธันวา’ จึงเป็นแบรนด์กระเป๋าที่ใช้วิธีการทำแบบรองเท้าแทบทั้งหมด มีความแข็งแรงแบบเดียวกับที่ผูกเย็บส้นรองเท้าด้วยมือ ทั้งคอนเซปต์ที่ออกคอลเลกชันใหม่ทุกวันที่ 31 ธันวาคม และความประณีตเพราะใช้ช่าง 1 คนต่อกระเป๋า 1 ใบ เท่จนเข้าตานิตยสารแฟชั่นระดับโลกอย่าง Vogue ฉบับ UK จัดให้เป็นงานของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองภายในปีแรกที่เปิดตัวแบรนด์

๓๑ ธันวา

31 Thanwa

You Make Me Feel So Young

หลังจากที่แบรนด์ ‘๓๑ ธันวา’ เติบโตในเส้นทางสายแฟชั่น 4 – 5 ปี

เก๋เริ่มกลับมาคิดถึงองค์ความรู้เรื่องรองเท้า สิ่งที่อากงและป๊ารัก และทำให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตอย่างทุกวันนี้ ไม่อยากให้จางหายไป และอยากพัฒนาและทำให้ป๊าและช่างฝีมือทุกคนรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้

“เราเริ่มคุยกันว่าเราอยากทำรองเท้าให้มีประโยชน์ ไม่อยากให้เป็นแค่รองเท้า” เฮียซ้ง ผู้รับตำแหน่ง จิปาถะ manager ดูแลเรื่องการขายและส่งสินค้า เล่าจุดเริ่มต้นของรองเท้าที่พูดเรื่องความสัมพันธ์

“ส่วนตัวเราเองไม่ถนัดเรื่องแฟชั่นนัก และไม่ค่อยเห็นด้วยกับการมาเร็วไปเร็วของแฟชั่นเท่าไหร่ เมื่อคุยกันว่าอยากทำแบรนด์ ผมก็เสนอว่า หนึ่ง อยากทำรองเท้าที่เราถนัด และสอง เป็นรองเท้าที่ใส่ได้ทุกวัน ใส่วันทำงาน วันหยุด ไปจนถึงออกงานได้ และรองเท้าที่บ้านเราทำก็ตอบโจทย์นี้อยู่แล้ว เมื่อก่อนเรารับผลิตให้แบรนด์อื่นๆ พอมาทำแบรนด์ตัวเอง เราก็อยากทำออกมาให้ดีและเข้าถึงได้ วัตถุดิบที่เลือกใช้อาจจะไม่ใช่วัตถุดิบดีและแพงที่สุด แต่รู้ว่าอะไรดี อะไรใส่แล้วสบายและสวย” เฮียเม้งเสริม

นอกจากครอบครัววิทยสัมฤทธิ์แล้ว การทำ Youngfolks ก็ทำให้ช่างทุกคนรู้สึกกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ มีสีสันในครอบครัว เพราะทุกคนเรียนรู้ด้วยกัน ทำด้วยกัน ช่วยกันคิดช่วยกันทำในส่วนที่ตัวเองถนัด

เย็บรองเท้า โรงงานรองเท้า รองเท้าหนังทำมือ

เมื่อเรื่องงานออกแบบและการขายเป็นหน้าที่ของเก๋และเฮียซ้ง หน้าที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดเรื่องราวจึงตกเป็นของเฮียเม้งอย่างไม่ต้องสงสัย

เฮียเม้งเล่าว่า สิ่งยากสุดในการทำแบรนด์นี้คือ ‘ชื่อ’

“ตอนทำงานโฆษณา การคิดชื่อ คิด branding ให้ลูกค้านั้นง่ายมาก แต่พอเป็นของตัวเองเรามักจะคิดเยอะ ต้องเป็นชื่อที่เรารักและคนอื่นก็รักด้วยมันถึงจะขายของ คิดขนาดวิธีออกเสียงมันเพราะหรือยัง เราเคยผ่านชื่อแม้กระทั่ง ‘ซ้งเม้งเก๋’ จนเก๋ไปเจอเพลง Young Folks ของ Peter Bjorn and John แปลว่าพี่น้อง เราอยากทำรองเท้าแบบคลาสสิก บ้านเรามีเรื่องราว คำว่า folk ดูเชยๆ ดูเก่าๆ แต่มีคำว่า young เราทำเรื่องเก่าๆ ให้ร่วมสมัย ก็ลงตัวมาเป็นชื่อ Youngfolks”

เช่นเดียวกับ โลโก้ โดยรูปปีกกามาจากหน้ากากรองเท้า moccasin และมีอีกความหมายหนึ่งว่า ความกลมเกลียว การอยู่รวมกันของพี่น้อง

รองเท้าหนัง Youngfolks

Way Back into Love

Youngfolks เป็นแบรนด์นำองค์ความรู้ของครอบครัวเรื่องการร้อยรองเท้าหนังแบบ moccasin หรือการแต่งรองเท้าด้วยการปัดสีหนังด้วยมือทีละคู่ มาทำในแบบที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่

คอลเลกชันแรกของ Youngfolks เป็นรุ่นที่มีปีกนกคลาสสิกที่ทำมาตั้งแต่สมัยอากง เก๋ออกแบบให้มีทั้งแบบปิดส้นและเปิดส้น และตั้งใจให้ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ส่วนคอลเลกชันที่สอง เพิ่มเติมสีพิเศษได้แก่ sugar จากเทคนิคพิเศษ เป็นหนังปัดสีด้วยมือ องค์ความรู้ดั้งเดิมที่ส่งต่อกันมา ซึ่งการปัดรองเท้าแต่ละครั้งใน 1 คู่จะเกิดแสงและเงาที่ไม่เหมือนกันเลยขึ้นกับช่างแต่ละคน ทำให้เห็นความเชี่ยวชาญและเรื่องราวอยู่ในนั้น นอกจากนี้ยังมีสีธรรมชาติ สีนู้ด สีน้ำตาลเข้ม

“เราอยากทำ Youngfolks ให้เป็นรองเท้าที่ทุกคนใส่ แล้วชวนคนที่เรารักมาใส่ด้วยกัน ใส่ร่วมกันเป็นครอบครัว ใส่เป็นคู่ ใส่เป็นกลุ่ม จึงออกมาเป็นรองเท้าแบบที่เข้าใจง่าย และราคาเข้าใจได้ ใส่ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเพราะมีตั้งแต่ไซส์ 36 – 45” เก๋เล่าที่มาของแบบทรงรองเท้าที่แม้ให้เลือกหลากหลาย แต่เป็นเพราะคัดสรรและคิดมาอย่างดีแล้ว

ธรรมชาติของการเลือกซื้อรองเท้า ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั่วไป เพราะเต็มไปเป็นความรู้สึกส่วนตัว รองเท้าคู่นี้แบบทรงสวยทันสมัยพอที่จะส่งเสริมให้เรามั่นใจในการก้าวเดินมั้ย สวมใส่แล้วสบายเท้าไม่ว่าจะเดินเหินด้วยท้วงท่าแบบไหนหรือเปล่า

ไม่รู้ว่าเพราะเป็นเราได้ยินได้ฟังเรื่องราวความเป็นมาของรองเท้า จากทั้ง 3 พี่น้องมากเกินไป หรือเพราะรองเท้าหนังคู่ตรงหน้าส่งเสียงเล็กๆ เรียกเรา เราจึงรู้สึกไม่ได้อยากได้รองเท้าคู่นี้แค่คู่เดียว แต่อยากชวนให้คนรัก เพื่อนสนิท กัลยาณมิตร ใส่รองเท้าคู่นี้เหมือนกันกับเรา และนั่นเป็นสิ่งพิเศษที่ทำให้ Youngfolks มีชื่อเล่นอีกชื่อว่า รองเท้าที่เต็มไปด้วยความรัก

จึงไม่แปลกใจ ที่ไม่ว่า Youngfolks จะไปออกร้านในตลาดเทศกาลงานไหนๆ ก็มักจะมีลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวเลือกและลองรองเท้ากันอย่างสนุกสนาน

“ครอบครัว The Cloud สนใจ ก็สั่งไปใส่เป็นกลุ่มได้นะครับ” เฮียซ้ง ปิดการขาย

Youngfolks

รองเท้าหนัง

ยังแอบเห็นและชื่นชม

เช่นเดียวกับเฮียซ้ง เฮียเม้ง และเก๋ ที่ใส่พลังและความเชี่ยวชาญของตัวเองลงไปใน Youngfolks ป๊าเองก็รู้สึกสนุกไปด้วย จนทำให้ป๊ากลับมาเปิดกระเป๋าเครื่องมือในรอบ 10 ปี ก่อนจะมอบหมายให้หาซื้อไส้ดินสอ และตามหานานาเครื่องไม้เครื่องมือที่เลิกผลิตไปแล้ว

“ป๊าเป็นคนละเอียด งานป๊าต้องเนี้ยบมาก” เฮียซ้งเล่าถึงการทำงานกับป๊า ก่อนที่เฮียเม้งจะเสริมว่า ป๊าเชื่อในการทำการตลาดแบบเดิมๆ โตมากับการถือสินค้าตัวอย่างไปเสนอกับห้างร้านสินค้าต่างๆ ไม่เข้าใจการเล่าเรื่องราวแบรนด์ในโซเชียล หรือสร้างจุดขายผ่านดึงประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า

“แล้วทั้งสามพี่น้องมีวิธีพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองเชื่ออย่างไง” เราถาม

“ก็ทำให้ดูเลย” เฮียซ้งตอบสั้นๆ

“ถ้าเป็นบ้านเรา เราเชื่อเรื่องการลงมือทำให้เห็น เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่ายังมีวิธีการอื่นใดอีกมาก”

“ถ้าเราเอาแต่พูด ยังไงป๊าหรือช่างที่ทำงานด้วยเขาก็จะมองว่าเราเป็นเด็กอยู่เสมอ การเอาชนะใจคนที่เพียรพยายามฝึกฝนทุกเรื่องอย่างอดทนแบบคนสมัยก่อน นั่นคือจงลงมือทำ ทำให้เขาเห็นและยอมรับความพยามยามของเรา” เก๋ยิ้มตอบ

บุณยนุช ประสงค์ ประสิทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

Like Father, Like Son, Like Daughter

“ป๊าไม่เคยสอนว่าทำรองเท้ายังไง ทำธุรกิจยังไง ป๊าไม่เคยกดดันให้รวย ให้ประสบความสำเร็จ แต่สิ่งสำคัญที่สอนมาทั้งชีวิตคือให้พวกเราพี่น้องรักกัน” เก๋รีบตอบ ทันทีที่เราถามว่าอะไรคือสิ่งที่ป๊าสอนทั้งพวกเขาเสมอ

“ป๊าไม่ได้สอนวิธีทำงาน แต่ป๊าทำให้เห็น วิธีปฏิบัติกับคนที่ทำงานด้วย ดูแลและให้เกียรติคนทำงาน วิธีที่ป๊าให้แม่เป็นคนจ่ายค่าแรงช่างเพื่อให้ทุกคนเกรงใจอาซ้อ” เฮียเม้งเสริม

“ทุกครั้งที่พวกเราเจอเพื่อนหรือคนรู้จักของป๊า ทุกคนจะเข้ามาชื่นชมป๊าให้ฟัง ว่าป๊ากตัญญูดูแลอากงอาม่า ทุกวันนี้ป๊ายังให้เราไปเยี่ยม ไปทักทาย และเอากระเช้าไปให้นายช่างรุ่นอากงอยู่เลย” เฮียซ้งปิดท้ายสิ่งที่เรียนรู้และเห็นตัวอย่างจากป๊า

Youngfolks สำคัญกับชีวิตพวกคุณยังไง เราถาม

“สำหรับผม สิ่งที่ทำวันนี้มันทำให้ผมกลับบ้าน ทำให้รู้จักพ่อตัวเอง จากที่ได้ฟังเขาบ่อยขึ้น เขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเล่าเรื่องที่เคยไปเก็บค่าแรง หรือการทำงานกับคน ผมว่าทำให้เรารู้จักรากเหง้าตัวเอง อายุเท่านี้ กว่าจะรู้ตัวว่าต้องกลับบ้านมันนานมากเลยนะ” คำตอบของเฮียเม้งชวนเราย้อนกลับมามองตัวเองว่าตอนนี้กำลังเดินทางไกลจากบ้านเท่าไหร่

“ส่วนตัวผมเกเรน้อยลงเยอะ กลับมาทำงานจริงจัง” เฮียซ้งสรุปกับตัวเองสั้นๆ ก่อนที่เอ่ยปากมอบมงให้เก๋ ที่ปิดท้ายบทสนทนาด้วยตาเป็นประกาย

“เราเห็นป๊ากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากไม่สบายหนัก หลังช่วงยุครุ่งเรืองเรอเนซองส์สุดๆ ของป๊า เข้าสู่ยุคมืดเพราะป๊าไม่สบายหนัก และทุกคนก็สนใจสุขภาพป๊าเป็นสำคัญ มาถึงวันที่เราเริ่มทำอะไรใหม่ๆ จนเขาเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน ป๊าก็ลุกขึ้นมามีชีวิตชีวา มีแรงเดินลงมาดูว่าช่างทำอะไรไปถึงไหน เหมือนสมัยก่อน”

วิทยสัมฤทธิ์ วิทยสัมฤทธิ์

บักเซ้ง พ.ศ. 2495

หลังจากแบกเสื่อผืนหมอนใบนั่งมากับเรือสำเภาจากจีนแผ่นดินใหญ่ อากงเริ่มต้นชีวิตในแผ่นดินสยามด้วยเป็นหนึ่งในช่างโรงงานทำรองเท้าของญี่ปุ่นที่มาตั้งในช่วงสงคราม ก่อนจะร่วมกันกับเพื่อนที่เป็นช่างฝีมือเปิดโรงงาน ด้วยทักษะการบริหารที่มีทำให้อากงจับพลัดจับผลูจากช่างมาเป็นเจ้าของโรงงาน

ป๊าเล่าว่า ในสมัยก่อนอากงทำการตลาดง่ายๆ อย่างการเสนอขายร้านค้าต่างๆ แต่เพราะปัญหาเรื่องภาษาและระบบการเก็บเงิน อาแปะและป๊าจึงช่วยหาตลาดใหม่ๆ จนกลายเป็นรองเท้าหนังเจ้าแรกๆ ที่ขายในห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะห้างไทยไดมารูที่มียอดขายดีที่สุด ไม่ว่าจะออกแบบทรงล่าสุดรุ่นไหนมา เป็นต้อง sold out ทุกรุ่น

Estate Footwear พ.ศ. 2522

ป๊าเล่าว่า ยุครุ่งเรืองของโรงงานคือช่วงที่ผลิตรองเท้าส่งออกไปต่างประเทศ เริ่มจากประเทศในตะวันออกกลาง ซาอุดิอาระเบีย คูเวต จอร์แดน ก่อนจะขยายไปทางยุโรป

หลังจากสองพี่น้องทายาทรุ่นสองเข้ารับช่วงต่อจากอากงอย่างเต็มตัว ก็เริ่มสนใจตลาดต่างจังหวัด ทดลองนำเสนอสินค้าและส่งของด้วยตัวเอง ก่อนจะทำผลงานเข้าตา supplier เจ้าหนึ่งในประเทศซาอุดิอาระเบีย ทำให้มียอดสั่งผลิตหลักพันคู่ จนป๊าต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน จากที่ช่าง 1 คนใช้เวลาทำ 1 – 2 วันต่อรองเท้า 1 คู่ ต้องเร่งฝีมือเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด และยังมีเรื่องขนาดมาตรฐานของรองเท้าที่ป๊าลงทุนไปเรียนกับช่างฝีมือชาวสิงคโปร์เมื่อครั้งสมาคมผู้ประกอบการเครื่องหนังจัดงานสัมมนา ป๊าจึงได้องค์ความรู้เรื่องการคำนวณ sizing ขนาดข้อเท้า กระดูกเท้า ตามหลักสากลเพื่อคุยกับลูกค้าทางยุโรป สร้างความน่าเชื่อถือให้กับโรงงาน และเป็นนักออกแบบรองเท้า ได้รางวัลออกแบบรองเท้า moccasin ระดับชาติมาแล้ว

รายการสั่งผลิตกว่าหมื่นคู่หรือจำนวนการผลิตวันละคู่เป็นวันละ 4,500 คู่ ยังไม่ใช่จุดสูงสุดของความสำเร็จที่อาแปะและป๊าพบเจอ เพื่อการเติบโตของโรงงานและการทำงานผลิตให้ได้มาตรฐาน ป๊าในวัยสามสิบกว่า ผู้มีวุฒิการศึกษาแค่ ป.2 ลงมือเรียนรู้วิธีจัดการคนและการผลิตในโรงงานด้วยตัวเองผ่านหนังสือระดับปริญญาโท แล้วชวนเพื่อนที่เป็นวิศวกรมาช่วยวางระบบ ก่อนจะนำมาซึ่งตัวเลข 200 ล้านบาทต่อปี ของหวานที่ดึงดูดนักลงทุนในตลาดหุ้น

หลังจากยื่นคำขาดว่าจะไม่นำโรงงานเข้าตลาดทุนได้ไม่นานป๊าก็ล้มป่วยหนัก เมื่อขาดคนดูแลตรวจสอบคุณภาพ อาแปะไม่สบายกะทันหัน ประกอบกับเศรษฐกิจที่แย่ลง จนมาถึงจุดที่ทายาทรุ่นสองต้องแยกย้ายจากกัน

Wagon Way พ.ศ. 2533

แม้ป๊าจะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการธุรกิจและตลาดซึ่งป๊าไม่ถนัด กิจการของโรงงานซึ่งย้ายกลับมาที่ตั้งเดิม ก็ยังคงดำเนินต่อมาถึงปัจจุบัน

ป๊าทำงานเหนื่อยขนาดนี้ เคยแอบคิดให้ลูกทั้งสามมาสานต่อสิ่งที่ป๊าวางรากฐานอย่างแข็งแรงนี้มั้ย เราถาม

“ไม่คิดเลย เพราะอุตสาหกรรมนี้เหนื่อยมาก อยากให้เขาทำอย่างอื่นมากกว่า ที่ป๊าทำได้เพราะ ป๊ามีใจรัก เราเป็นร้านเล็กๆ อยากขยายไปต่างจังหวัด อยากขายบนห้างใหญ่ อยากส่งขายไปต่างประเทศ มีความฝันและความตั้งใจที่อยากทำให้เป็นจริง เมื่อมีจังหวะเข้ามาและทำให้ดีที่สุด แต่จะเครียดมากนะ ช่วงที่มียอดสั่งผลิตเยอะๆ ป๊านอนวันละ 2 ชั่วโมง” ป๊าเล่า

จากคนที่ไม่สนใจกิจการที่บ้านเลย เกเรไปวันๆ จนอากงยังถามว่า ไปเข้าคอร์สทำไมตั้งหลายหมื่นบาท เรียนไปก็ทำรองเท้าไม่ได้หรอก มาถึงวันที่ป๊าพิสูจน์ให้อากงเห็นว่าสามารถพารองเท้าไปไกลถึงต่างบ้านต่างเมืองได้ แล้วกลายเป็นอากงเองที่ต้องเป็นคนบอกให้ป๊าพักผ่อนบ้าง

ในวันที่ลูกทั้งสามบอกว่าจะทำแบรนด์รองเท้า ป๊าบอกว่า ป๊ายังไม่มั่นใจ

“แต่ก็ยอมรับว่าเก๋ตั้งใจจริง ตอนที่ให้อาจารย์ที่สอนป๊ามาสอน เขายังบอกว่าไม่เคยเห็นใครเรียนทำรองเท้าเพื่อทำกระเป๋าเลย จริงๆ เป็นทั้งสามพี่น้องเลย พวกเขามีใจรัก ทุ่มเทในงานที่ทำ” ป๊ายิ้มปิดท้าย หลังเล่าเรื่องราวขนาดยาว 60 ปี ในเวลา 3 ชั่วโมง

 

Facebook: Youngfolks

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load