การตกหลุมรักดอกไม้สักดอกเป็นเรื่องง่าย การดูแลให้ดอกไม้อยู่ตลอดไปเป็นเรื่องยาก

การตกหลุมรักใครสักคนเป็นเรื่องง่าย แต่การรักษาความรักให้คงอยู่เป็นเรื่องยาก 

การเริ่มธุรกิจว่ายากแล้ว การทำให้ธุรกิจเติบโตทั้งในช่วงโรยราและเบ่งบานนั้นยากกว่า 
เดือนแห่งความรักนี้ The Cloud ชวนมาฟังเรื่องราวการสานต่อธุรกิจที่โรแมนติกที่สุดเรื่องหนึ่งของคู่รักที่เพิ่งครบรอบแต่งงาน 2 ปีในช่วงต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เมื่อสะใภ้สาวชาวไทยที่ชอบขายดอกไม้เป็นงานอดิเรก ตกหลุมรักกับหนุ่มญี่ปุ่น ผู้เป็นทายาทร้านดอกไม้ที่อิวาเตะ ทั้งคู่พลิกฟื้นธุรกิจร้านดอกไม้ที่เคยขายให้ลูกค้าในละแวกบ้าน
มาเป็นร้านขายดอกไม้ครบวงจรที่ขายดอกไม้ได้ทุกฤดู ทั้งขายส่งขายปลีก ขายดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง ดอกไม้อบแห้ง รวมทั้งยังขยายจากการขายแค่ญี่ปุ่นมาที่ไทยด้วย
เมื่อโจทย์ของการสานต่อธุรกิจไม่ใช่แค่การพิสูจน์ตัวเองให้ที่บ้านเห็น แต่เป็นการพิสูจน์ความรักระหว่างกันและกัน 

นี่คือเรื่องราวการทำร้านดอกไม้ของทายาทรุ่นสองที่อยากพิสูจน์ให้เห็นว่ารักจริง

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

(ญี่ปุ่น ค.ศ. 1992) 

ความรักเริ่มเบ่งบานจากดอกไม้กระถาง 

เรื่องเริ่มที่จังหวัดอิวาเตะ เมืองคิตะคามิ ภูมิภาคโทโฮกุ ประเทศญี่ปุ่น
จังหวัดที่มีภูเขาหิมะแต่ติดทะเล
คุณนายทาคาฮาชิ (Takahashi) เป็นครูอนุบาล มีลูก 5 คน ช่วงที่กำลังตั้งท้องลูกคนสุดท้อง เธอลาออกจากการเป็นครูโรงเรียนอนุบาล เรียนรู้วิธีการปลูกดอกไม้ด้วยตัวเอง และลงแข่งปลูกดอกไม้กระถางเพราะชื่นชอบดอกไม้ 

หลังจากลงแข่งแล้วชนะได้ที่หนึ่ง เธอก็เริ่มขับรถขายดอกไม้กระถางส่งให้เพื่อนบ้านและคนรู้จัก
จากนั้นก็ขยับขยายจากขายแค่ดอกไม้กระถางมาเป็นขายทั้งดอกไม้สด ดอกไม้แห้ง
และเปิดหน้าร้านจนมีทั้งหมด 5 สาขาในอิวาเตะ โดยมีสาขาหนึ่งอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต

เธอตั้งชื่อร้านเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า ‘Flower Studio Parterre’ แปลว่า ชั้นวางดอกไม้ และหวังมอบร้านให้ลูกชายคนสุดท้อง ทาคาฮาชิ โชเฮ (Takahashi Shohei) สืบทอดต่อ

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

(กรุงเทพ ค.ศ. 2015)

ขายดอกไม้ในงานรับปริญญา 

โน-โนโซมิ พัชรดา เนตรประไพ สาวลูกครึ่งญี่ปุ่นผู้เรียนคณะอักษรศาสตร์ เอกญี่ปุ่น ฝันอยากทำธุรกิจร้านดอกไม้ของตัวเอง
ช่วงงานรับปริญญาที่คนนิยมให้ดอกไม้กัน โนโซมิเปิดร้านขายดอกไม้ออนไลน์เป็นงานอดิเรก เธอใช้ดอกไม้ไทยที่เก็บได้นาน เช่น สแตติส สุ่ย และดอกไม้แห้งอื่นๆ มาขาย พร้อมตั้งชื่อร้านเป็นภาษาเยอรมันว่า ‘The Craft Haus’

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ดอกไม้บันดาลชักพา 

ในตอนนั้น ทั้งโนโซมิและโชเฮต่างเป็นพนักงานบริษัทที่ชอบดอกไม้เหมือนกัน
ทั้งคู่อยู่คนละประเทศ แต่บังเอิญมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดียวกัน เพื่อนเห็นว่าชอบดอกไม้ทั้งคู่ เลยแนะนำให้รู้จักกัน
ทั้งสองคนเริ่มปรึกษากันเรื่องร้านดอกไม้ และจากเรื่องดอกไม้ก็นำไปสู่เรื่องอื่นๆ
อีกมากมายที่ทั้งคู่ชอบคล้ายกัน
หลังจากเขียนจดหมายและคุยไลน์ข้ามประเทศไปมาอยู่หลายเดือน
โชเฮก็เล่าสถานการณ์ร้านดอกไม้ให้โนโซมิฟัง 

“ตอนนี้ยอดขายร้านดอกไม้ต่ำลง จะกลับไปช่วยธุรกิจที่บ้านก่อน
ถ้าฟื้นฟูธุรกิจได้เมื่อไหร่ จะมาขอแต่งงาน”
โนโซมิที่ชอบดอกไม้อยู่แล้ว ไม่อยากปล่อยให้โชเฮลำบากคนเดียว 

“ถ้าจะลำบาก ก็ลำบากด้วยกันเลยดีกว่า” 

ฉากที่ตามมา คือการขอแต่งงาน งานแต่งงานที่เต็มไปด้วยดอกไม้
ตามมาด้วยการย้ายไปอยู่ญี่ปุ่นที่ดูแสนโรแมนติก 

แต่ชีวิตจริงกำลังจะเริ่มนับจากนี้ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเริ่มสร้างดินแดนแสนดอกไม้ ที่เป็นทั้งเรื่องราวการสานต่อธุรกิจและนิยายรักของโนโซมิและโชเฮ

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ธุรกิจ : Flower Studio Parterre

ประเภทธุรกิจ : ขายดอกไม้ครบวงจร 

อายุ : 28 ปี

ผู้ก่อตั้ง : คุณแม่ทาคาฮาชิ โชโค (Takahashi Shoko) และคุณพ่อทาคาฮาชิ โยชิคาสึ (Takahashi Yoshikazu) 

ทายาทรุ่นสอง : ทาคาฮาชิ โชเฮ (Takahashi Shohei) และทาคาฮาชิ โนโซมิ (Takahashi Nozomi) หรือพัชรดา เนตรประไพ 

สถานการณ์ธุรกิจร้านดอกไม้และการแก้โจทย์ดอกไม้ที่สูญเสียไป 

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ธุรกิจดอกไม้เฟื่องฟู แต่ความจริงแล้วร้านดอกไม้ไม่ได้ขายดีตลอดทั้งปี 

ฤดูหนาว คนซื้อดอกไม้น้อยเพราะอากาศหนาวทำให้ดอกไม้อยู่ได้นาน ไม่ต้องซื้อบ่อย 

ส่วนฤดูร้อน คนญี่ปุ่นก็นิยมปลูกดอกไม้ในสวนเองที่บ้านทำให้ไม่ค่อยมีคนมาซื้อ
ฤดูที่ดอกไม้ขายดีมีแค่ฤดูใบไม้ผลิ ทำให้โดยรวมแล้วร้านดอกไม้ขายดีแค่ครึ่งปี ส่วนอีกครึ่งปีจะเงียบ

ด้วยสาเหตุนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ร้านดอกไม้ในอิวาเตะที่เคยเปิดถึง 5 สาขา จึงปิดเหลือ 2 สาขา 

โชเฮเริ่มเข้ามาช่วยกิจการที่สาขาในซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มสังเกตเห็นว่า มักจะมีดอกไม้บางส่วนที่ขายไม่ได้และเหลืออยู่เสมอ

โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ให้ได้ คือปัญหาเรื่องการสูญเสียดอกไม้

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

เปลี่ยนดอกไม้เหลือเป็นงาน DIY ขายส่งห้างฯ

เพื่อแก้ปัญหาดอกไม้เหลือ โชเฮที่ก่อนหน้านี้ทำงานบริษัทจัดจำหน่ายสินค้า
แผนกค้าส่งกับห้างสรรพสินค้า ก็เห็นโอกาสเพิ่มมูลค่าจากดอกไม้เหลือด้วยการนำดอกไม้มาทำ Herbarium หรือขวดดอกไม้ในน้ำมันและขายส่งห้างสรรพสินค้า 

Herbarium เป็นสินค้า DIY ซึ่งในช่วงนั้นงานศิลปะทำมือเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในญี่ปุ่น 

ในขณะที่สะใภ้บ้านอื่นอาจต้องทำอาหารให้อร่อยเพื่อเอาใจแม่สามี โนโซมิเล่าว่า เธอต้องพิสูจน์ความสามารถในการจัด Herbarium ให้สวยเพื่อชนะใจคุณแม่ 

“เราเริ่มจากทำ Herbarium แล้วก็ปิ๊งไอเดียทำข้าวของเครื่องใช้เรซิ่นจากดอกไม้ 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ทั้งเครื่องประดับ ปากกา นาฬิกา กล่องเก็บของ เครื่องคิดเลข กลายเป็นว่าสามีเรายังไม่เห็นภาพด้วยซ้ำว่าสินค้ากุ๊กกิ๊กหลายอย่างจะขายได้ยังไง แต่คุณแม่สามีที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันจะเข้าใจว่าคนน่าจะอยากใช้และขายได้ พอทำออกมาทั้งคนญี่ปุ่นและคนไทยก็ชอบ” โนโซมิเล่าความเป็นมากว่าจะขายส่งให้ห้างสรรพสินค้ามากมายในญี่ปุ่นทั้ง Takashimaya, Ito Yokado, Loft ได้ “เคล็ดลับ คือเราไม่ได้ใช้แค่ดอกไม้ที่ดี แต่ใช้เรซิ่นคุณภาพดีด้วย ซึ่งทำให้เก็บได้นาน สีไม่เหลือง” 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ
Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกคุณพ่อของโชเฮยังไม่ค่อยเห็นด้วยนัก 

การขายส่งหมายถึงต้องขายให้ได้ปริมาณมากและต้องลดต้นทุนให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย 

วิธีหนึ่งที่โนโซมิและโชเฮเห็นว่าช่วยในการลดต้นทุนได้ คือการจ้างแรงงานที่สนับสนุนกลุ่มคนพิการ แม่บ้าน และคนชรา 

“ค่าแรงงานที่ญี่ปุ่นแพง ประมาณแปดร้อยถึงหนึ่งพันเยน เราเลยเลือกเข้าไปสอนการจัดดอกไม้ให้กลุ่มคนเหล่านี้ นอกจากช่วยให้พวกเขามีรายได้แล้ว ยังเป็นศิลปะบำบัดไปในตัวด้วย” 

 ดังนั้นแทนที่จะมีดอกไม้เหลือทิ้งขว้าง ดอกไม้ที่เหลือเหล่านั้นก็กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นของใช้ในบ้านได้ และทำให้คนทำเบิกบาน มีงานอดิเรกจากดอกไม้ด้วย 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

สะใภ้ผู้เป็นทูตระหว่างประเทศของครอบครัว

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนและสร้างความแตกต่าง คือการนำดอกไม้ไทยมาขายที่ญี่ปุ่นและนำดอกไม้ญี่ปุ่นมาขายที่ไทย

“เรามีแหล่งซื้อดอกไม้ญี่ปุ่นในราคาถูก สามารถเอามาขายไทยในราคาไม่แพงเกินไป ในทางกลับกันพอเอาดอกไม้ไทยมาขายที่ญี่ปุ่น ดอกไม้ของเราก็แตกต่างและไม่เหมือนร้านดอกไม้ที่ญี่ปุ่นร้านไหน” โนโซมิเล่า 

ด้วยเทรนด์การจัดดอกไม้ไทยที่มักช้ากว่าญี่ปุ่น ทำให้ร้านนำเสนอสินค้าที่มีความทันสมัยเทียบเท่าเทรนด์ดอกไม้ที่ญี่ปุ่นแต่ราคาจับต้องได้ Herbarium ที่ตอนแรกได้รับความนิยมก่อนในญี่ปุ่น สุดท้ายก็มีเทรนด์ความนิยมในไทยตามมา 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

“การมีต้นทุนแหล่งซื้อดอกไม้ไม่แพงทำให้เราขายแบบไม่งกดอกไม้ เวลาจัดดอกไม้และทำสินค้า เราใส่ดอกไม้เยอะได้ ไม่เหมือนที่อื่นที่ให้ดอกไม้นิดเดียว” โนโซมิยังบอกอีกด้วยว่าเพราะงานอดิเรกของเธอที่ชอบเล่าเรื่องทำให้มีลูกเพจที่ตามมาเป็นลูกค้าพอสมควร 

“เราเปิดเพจ เมื่อฉันมาอยู่อิวาเตะ เพราะชอบเล่าเรื่องที่สนใจให้คนไทยฟัง ไม่ได้เล่าแค่ดอกไม้ แต่เล่าชีวิตสะใภ้ญี่ปุ่น ทั้งเรื่องอาหารการกิน วัฒนธรรมที่แตกต่าง”

แม้ไม่ได้ตั้งใจเปิดเพจเพื่อโฆษณาร้านดอกไม้โดยตรง แต่สิ่งที่เธอได้ คือการติดต่อไปขายที่ห้างญี่ปุ่นในไทยอย่าง Isetan รวมทั้งการออกคอลเลกชันร่วมกับผู้ประกอบการไทยรายย่อยที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง เช่น แบรนด์เสื้อผ้าที่อยากทำชุดเดรสติดกระดุมดอกไม้แห้ง 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

นิตยสารญี่ปุ่นในไทยอย่าง DACO ก็ให้โนโซมิเขียนคอลัมน์ Blooming Day เล่าเรื่องสนุกๆ ในญี่ปุ่น 

บทบาทการเป็นสะใภ้ไทยในแดนปลาดิบของเธอจึงไม่ใช่แค่มาช่วยร้านดอกไม้เท่านั้น แต่ยังเป็นทูตระหว่างประเทศที่ทำให้คนญี่ปุ่นสนใจดอกไม้ไทย และคนไทยสนใจวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ดอกไม้จำนวนมากในงานสำคัญของคนสำคัญ

ฝั่งโชเฮก็เข้ามาบริหารระบบการจัดเก็บดอกไม้ให้เป็นระบบมากขึ้น 

“แต่ก่อนเราคาดเดาไม่ได้ว่าจะมีออเดอร์งานที่ต้องใช้ดอกไม้เยอะเมื่อไหร่ เช่น งานศพมักเป็นออเดอร์กะทันหัน ทำให้ต้องตุนดอกไม้ไว้เยอะและมีดอกไม้เหลือ” 

โชเฮบอกว่า สิ่งสำคัญคือต้องคาดการณ์ได้ว่า ช่วงไหนเป็นช่วงเบ่งบานของธุรกิจที่ขายดี ส่วนช่วงที่ขายได้น้อยก็หาช่องทางเพิ่มเติม 

ช่วงที่ดอกไม้สดขายดีในญี่ปุ่นนั้นต่างจากไทย ไม่ใช่ช่วงวาเลนไทน์หรือรับปริญญา แต่เป็นช่วงวันแม่ในเดือนพฤษภาคมและเทศกาลวันไหว้บรรพบุรุษในเดือนสิงหาคม

“วันไหว้บรรพบุรุษที่สุสานในอิวาเตะมีความพิเศษ ไม่เหมือนที่ไหน คือนอกจากไหว้สุสานของญาติตัวเองแล้ว คนอิวาเตะยังไหว้สุสานของเพื่อนบ้านรอบๆทั้งสี่ทิศด้วย ทำให้ต้องใช้ดอกไม้เยอะมาก ไหว้หนึ่งครั้งใช้ดอกไม้สิบช่อ”

เมื่อพ้นจากช่วงเทศกาลเหล่านี้ ทางร้านก็เพิ่มช่องทางการขายอื่นๆ ที่ใช้ดอกไม้ปริมาณมากเหมือนกัน เช่น งานแต่งงาน 

“แต่ก่อนไม่ทำเพราะเรื่องเยอะ ต้องไปคุยกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวหลายรอบ แต่เราเห็นว่ามันเป็นโอกาส” 

โชเฮบอกว่าทางร้านยังมีตัวเลือกดอกไม้พิเศษให้ลูกค้าอีกด้วย เช่น ดอกไม้มงคล รวมถึงดอกไม้ไทยที่ทำให้งานแต่งงานของบ่าวสาวชาวญี่ปุ่นแตกต่างจากงานอื่นๆ 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

Spread the Love ด้วยเครือข่ายคนรักดอกไม้  

ทั้งคู่ยังริเริ่มช่องทางการขายใหม่ๆ เช่น การขายออนไลน์ ในญี่ปุ่นมีเว็บไซต์ที่รวบรวมร้านดอกไม้จากทั่วประเทศ แพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้ร้านดอกไม้กับลูกค้าได้เจอกัน เช่น สมมติถ้าเราอยู่โตเกียว แต่อยากส่งดอกไม้ให้คุณยายที่จังหวัดอิวาเตะ ก็เข้ามาดูในเว็บไซต์ว่าที่อิวาเตะมีร้านดอกไม้อะไรบ้างแล้วสั่งดอกไม้ผ่านทางเว็บได้เลย 

“ร้านเราอยู่ในสองเว็บไซต์ คือ Hana Cupid และ E-Flora เพราะดีคนละแบบ

Hana Cupid ขึ้นชื่อว่าเป็นเครือข่ายร้านดอกไม้ที่เก่าแก่ ส่วน E-Flora จะเน้นผลงานมากกว่า” 

โชเฮบอกว่าสิ่งที่ทางร้านพัฒนา คือระบบจัดส่ง ที่ช่วยส่งดอกไม้ให้ลูกค้าทั่วญี่ปุ่นได้สะดวก “ร้านเราเพิ่งเข้าเป็นสมาชิกกับ E-Flora เมื่อหกเดือนที่แล้ว และตอนนี้ก็ขึ้นเป็นร้านอันดับหนึ่งในเครือข่ายร้านดอกไม้จังหวัดอิวาเตะ” 

แม้มีช่องทางเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น แต่ทั้งคู่ยังไม่ลืมความพิเศษที่คนรักดอกไม้ได้มานั่งเรียนจัดดอกไม้ด้วยกัน 

ทางร้านมีจัดสอนเวิร์กช็อปการจัดดอกไม้ทั้งในไทยและญี่ปุ่น โดยใส่ใจในความชอบที่แตกต่างของลูกค้าต่างวัฒนธรรม เช่น คนญี่ปุ่นชอบจัดดอกไม้โทนสีพาสเทล ส่วนคนไทยชอบดอกไม้สีสด

โนโซมิยังมองว่า ในอนาคตเธออยากจัดกิจกรรมให้คนที่มีอาการซึมเศร้าได้จัดดอกไม้เป็นงานอดิเรกอีกด้วย

ที่แน่ๆ จุดแข็งที่ Flower Studio Parterre มีเพิ่มขึ้นมา คือการมีเครือข่ายคนรักดอกไม้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ในทุกความรักมีทั้งศาสตร์และศิลป์ 

นั่งฟังมานานก็สงสัยว่าคู่รักที่ทำธุรกิจดอกไม้ด้วยกัน มีมุมมองการจัดดอกไม้เหมือนหรือแตกต่างกันแค่ไหน 

โชเฮบอกว่า “ผมมองการจัดดอกไม้เหมือนคิดเลข มีสูตรของมัน” 

เช่น การจัดดอกไม้แบบอเมริกานิยมจัดดอกไม้เข้าหาศูนย์กลางของตัวกระถาง ดอกใหญ่และสีเข้มอยู่ข้างล่าง ใบที่หนาอยู่ข้างบน และไม่ควรมีดอกไม้เกิน 3 โทนสี ส่วนแบบยุโรป จัดเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปพระจันทร์เสี้ยว ในขณะที่จัดแบบญี่ปุ่นจะมีความมินิมอลมากกว่า เช่น ดอกไม้หนึ่งดอกปักตรงๆ ในหนามเตยทรงกลมหรือกระถางเหล็ก 

โชเฮเห็นความจำเป็นของการเรียนจัดดอกไม้แบบฝรั่ง นอกเหนือจากการจัดแบบญี่ปุ่นด้วยว่า บ้านสไตล์ญี่ปุ่นสมัยก่อนบ้านมีเสื่อทาทามิ มีที่วางดอกไม้ แต่บ้านสมัยนี้เป็นแบบโมเดิร์นสไตล์ฝรั่งมากขึ้น วิธีการจัดดอกไม้จึงต้องปรับให้ทันยุคสมัยและหลากหลายจะได้ตรงความต้องการลูกค้า 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

ขณะที่โนโซมิมองการจัดดอกไม้เป็นศิลปะบำบัด ซึ่งงานศิลปะจะสนุกได้ต้องเริ่มจากความสุขและความชอบเป็นสำคัญ

และไม่ใช่แค่อิเคบานะที่เป็นศาสตร์การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น ซึ่งช่วยบำบัดความเครียด

แต่การจัดแบบ Herbarium ก็ช่วยให้มีสมาธิขึ้นเหมือนกัน

“การใช้คีมวางดอกไม้ผ่านคอขวดเล็กๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเวลาขาย Herbarium ส่งห้างจะเข้มงวดเรื่องคุณภาพสินค้ามาก อาจดูเหมือนว่าวางตำแหน่งปลา ดอกไม้มั่วๆ ได้ตามใจ แต่ความจริงแล้ว สินค้าแต่ละชิ้น เราต้องกำหนดให้ละเอียดมาตั้งแต่แรกว่า ดอกไม้และปลาแต่ละอย่างจะอยู่ตำแหน่งตรงไหน” โนโซมิยิ้มรับ

เคล็ดลับสำหรับคู่รักที่ทำงานด้วยกัน คือการแบ่งหน้าที่ ทั้งขอบเขตและเวลาการทำงานให้ชัดเจน และเป็นเรื่องโชคดีที่ทั้งคู่มีความถนัดที่แตกต่างแต่เข้ากันได้ดี 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

โชเฮถนัดด้านหาช่องทางการขายและขายส่ง มองการจัดดอกไม้เป็นสูตร
โนโซมิถนัดด้านสร้างสรรค์คิดค้นสินค้าใหม่ มองดอกไม้เป็นศิลปะ 

“การทำธุรกิจกับคนรักมีทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติ เราเคารพข้อดีของกันและกัน อีกฝ่ายไม่ถนัดอะไร ก็ไม่ต้องให้ทำตรงนั้น เอาสิ่งที่ถนัด” มุมมองของโชเฮทำให้รู้สึกว่า ความรักที่ยืนยาวอาจเป็นเรื่องของการบริหารศาสตร์และศิลป์ให้ลงตัว

หากมีแต่ใจที่รักดอกไม้ แต่ไม่รู้ศาสตร์วิธีจัด ร้านดอกไม้ก็ไม่อาจอยู่ยืนยาวได้ 

หากรักใครแล้ว อิงแต่ทฤษฎีความรัก ไม่มีความเข้าใจในกันและกัน ความรักก็ไม่อาจยืดยาวเช่นกัน 

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

อย่าปลูกดอกไม้ในกระถางใบเดียว

ร้าน Flower Studio Parterre ในรุ่นที่โชเฮและโนโซมิมารับช่วงต่อ จึงกลายเป็นร้านที่ขายสินค้าจากดอกไม้แบบครบวงจร ไม่ได้ขายแค่ดอกไม้กระถาง ดอกไม้สด และดอกไม้แห้งเหมือนรุ่นคุณแม่ 

ธุรกิจมีสินค้าและกลุ่มลูกค้าหลากหลาย

Herbarium และของใช้จากดอกไม้เน้นขายส่งให้ห้าง 

ดอกไม้แห้งขายให้แม่บ้านเอาไปประดิษฐ์ 

ดอกไม้สดขายให้คนหลายกลุ่ม ทั้งลูกหลานที่ไปไหว้บรรพบุรุษ ซื้อพวงหรีดไปงานศพ บ่าวสาวที่กำลังแต่งงานหรือคนที่อยากมอบดอกไม้เป็นของขวัญให้กัน 

เพราะขายดอกไม้ได้หลายแบบ จากที่ร้านเคยขายดีแค่บางฤดู ก็กลายเป็นขายดอกไม้ได้ทุกฤดู ช่วงที่ดอกไม้สดขายไม่ค่อยดีก็กลายเป็นช่วงที่ห้างอยากได้สินค้ามาขายพอดี 

หากเคยได้ยินสำนวน ‘อย่าวางไข่ในตะกร้าใบเดียว’ เพราะคนเราควรกระจายความเสี่ยง 

กลยุทธ์ที่โชเฮและโนโซมิใช้ก็คงคล้ายกัน คือการไม่ปลูกดอกไม้ในกระถางใบเดียว ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นพร้อมความรักและความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เริ่มเบ่งบานตามไปด้วย แม้ครอบครัวโชเฮจะมีข้อกังขาหลายอย่างอยู่บ้างในตอนแรก 

แต่เมื่อลงมือทำแล้วพิสูจน์ว่าขายได้จริง ทางบ้านก็เริ่มยอมรับและตัดสินใจวางมือ ส่งมอบธุรกิจให้โชเฮและโนโซมิอย่างเต็มตัวในต้นปีนี้ 

เรื่องราวความรักและการทำธุรกิจของทั้งคู่สอนให้รู้ว่า แม้จะตกหลุมรักดอกไม้สดแค่ไหน อย่าเพียรขายแต่ดอกไม้สด 

เมื่อความรักและธุรกิจต้องเติบโตขึ้นทุกวัน รักนิรันดร์อาจเป็นดอกไม้แห้งที่แช่ในน้ำมันก็ได้

Flower Studio Parterre การต่อยอดธุรกิจของสะใภ้คนไทยที่ชอบขายดอกไม้กับหนุ่มญี่ปุ่นทายาทธุรกิจ ร้านดอกไม้ แห่งอิวาเตะ

If Love is Flower 

โชเฮ : ความรักเหมือนดอกกล้วยไม้ Phalaenopsis ดอกไม้กระถางส่วนใหญ่เลี้ยงง่าย แต่พันธ์ุนี้ต้องหมั่นใส่ใจ ทั้งรดน้ำและดูแลให้ได้รับแสงและอาหารที่เพียงพอ
ความรักเหมือนดอกไม้กระถางที่ต้องดูแล

โนโซมิ : ความรักเหมือนดอกแอปเปิ้ลญี่ปุ่น ถ้าเราไม่ดูแลดอกให้ดีจะไม่มีผล ถ้าปล่อยให้โตเอง แอปเปิ้ลอาจไม่มีทั้งดอกและผลให้เรา 

ความรักคือ การเอาใจใส่และตอบแทนกันและกัน 

Flower Studio Parterre : www.flowerstudioparterre.com

Facebook เพจของโนโซมิ : เมื่อฉันมาอยู่อิวาเตะ  

Facebook เพจของโชเฮ : พ่อบ้านญี่ปุ่นรีวิว

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : Wawa Group หรือ บริษัท นิวไวเต็ก จำกัด (เดิม)

ประเภทธุรกิจในอดีต : สิ่งพิมพ์

ประเภทธุรกิจในปัจจุบัน : เทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซ

ปีที่ก่อตั้ง : พ.ศ. 2500

อายุ : 65 ปี

ผู้ก่อตั้ง : ไว เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสอง : เกรียงไกร เธียรนุกุล

ทายาทรุ่นสาม : กร เธียรนุกุล

ไม่มีใครเข้าใจคำว่า Digital Disruption หรือการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลันของเทคโนโลยีเท่ากับธุรกิจสิ่งพิมพ์อีกแล้ว

กลิ่นหมึก เสียงเครื่องจักรทำงานดังสนั่นและเครื่องพิมพ์ Mitsubishi สีฟ้ารุ่นแรกของประเทศไทยคือสิ่งที่บอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ของ ‘นิวไวเต็ก’ ได้เป็นอย่างดี กระดาษกองโตจำนวนมหาศาลถูกแปลงเป็นใบปลิว โบรชัวร์ คู่มือใช้งานสินค้าและอีกสารพัดสิ่งพิมพ์โฆษณาหลายล้านชิ้นในช่วงกว่า 6 ทศวรรษจากวันแรกของ ไว เธียรนุกุล ผู้ก่อตั้งสู่ปัจจุบัน กร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งทำงานอยู่ในอาคารเก่าแก่ย่านสี่พระยานี้

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

ผ่านจุดที่รุ่งเรืองที่สุดของวงการสิ่งพิมพ์ และจุดเปลี่ยนที่มาเยือนแท่นพิมพ์เร็วกว่าที่คิด

ว่ากันว่าคนรุ่นแรกคือผู้ก่อร่างสร้างตัวจากสองมือเปล่า และคนรุ่นสองคือผู้ต่อยอดสร้างธุรกิจให้เติบโต แต่บทถัดไปของคนรุ่นสามที่โรงพิมพ์นิวไวเต็กนี้ ต้องการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่เชื่อมโยง 45 อุตสาหกรรมไว้ด้วยกันบนตลาดออนไลน์ เพื่อก้าวต่อไปบนเส้นทางที่ท้าทายกว่าเดิม

อยู่รอดเพื่อเติบโต

เติบโตเพื่อสร้างตำนานต่อไปในอนาคต

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เริ่มต้นที่ ‘เสื่อผืน หมอนใบ’

คุณกรเล่าให้เราฟังว่า คุณปู่ของเขา (ไว เธียรนุกุล) คืออีกหนึ่งตัวอย่างของคนจีนโพ้นทะเลที่มาตามหาอนาคตในเมืองไทย ยุคนั้นเทคโนโลยียังไม่ได้ใกล้ตัวและมีบทบาทกับผู้ประกอบการมากเหมือนปัจจุบัน หนทางเดียวของ ‘คนต้นตระกูล’ หรือเบบี้บูมเมอร์ทั้งหลาย คือต้องขยันทำมาหากิน หนักเบาเอาสู้และเปิดรับทุกโอกาสโดยไม่มีข้อแม้

ปู่ของเขาเห็นว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะคนทำโรงพิมพ์ยังมีน้อยราย จึงก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งแรกของตระกูลที่ตลาดน้อย รับจ้างผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการโฆษณาตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนธุรกิจเติบโตมากขึ้นจึงย้ายมาโรงพิมพ์แห่งใหม่ย่านสี่พระยา ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน

“คุณปู่เล่าว่าแต่ก่อนตรงสี่พระยาโล่งมาก จากนั้นก็เริ่มมีคนจีนเข้ามาทำมาหากิน สังเกตดูชื่อบริษัทแถวนี้จะเป็นชื่อภาษาจีนหมดเลย”

โรงพิมพ์นิวไวเต็กในยุคเริ่มต้นเน้นพิมพ์สื่อโฆษณาเป็นหลัก จนเมื่อธุรกิจถูกส่งต่อให้กับลูกชายคนโตอย่าง เกรียงไกร เธียรนุกุล ทายาทรุ่นสองจึงหันมาขยายตลาดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ปลอดการปลอมแปลงหรือ Security Prining สำหรับลูกค้ากลุ่มธนาคาร ซึ่งผลตอบรับดีมาก หลายสถาบันการเงินรวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง American Express ต่างก็เป็นลูกค้าของที่นี่ทั้งนั้น เนื่องจากการพิมพ์ลักษณะนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงและมีเพียงไม่กี่โรงพิมพ์ที่ทำได้ ขณะเดียวกันสิ่งพิมพ์โฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญก็ยังเติบโตต่อเนื่องด้วย

“สมัยผมยังเด็ก ธุรกิจโรงพิมพ์ดีมาก ทำงานกัน 7 วันแทบไม่หยุดเพราะงานล้นมือ ตั้งแต่จำความได้ ผมเดินเข้าไปในโรงพิมพ์ก็เห็นเครื่องพิมพ์ทำงานเสมอ วุ่นวายมาก กลับมาดึกแค่ไหนก็เห็นคนงานเดินไปมา รถจัดส่งวิ่งเข้าออกตลอด โกดังที่นี่ไม่ได้ใหญ่เท่าคนอื่น ก็ต้องบริหารจัดการพื้นที่ให้ดี อยู่ข้างนอกเวลาเจอใบปลิวของแบรนด์ดัง ๆ ที่พิมพ์จากโกดังเรา ก็ภูมิใจว่านี่มันของบ้านเราพิมพ์นี่นา”

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

งานพิมพ์ที่ดีเขาดูกันอย่างไร

คุณกรบอกว่าคนในวงการพิมพ์จะดูกันที่เม็ดสี เมื่อพิมพ์งานเสร็จแล้ว เม็ดสีต้องไม่เหลื่อมกัน ผู้เชี่ยวชาญจะใช้กล้องส่องแบบเดียวกับการตรวจสอบอัญมณี เพื่อดูว่างานพิมพ์คมชัดหรือไม่ การลงทุนซื้อเครื่องพิมพ์คุณภาพสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ทัดเทียมหรือเหนือกว่าคู่แข่งได้ แม้จะต้องใช้เงินราว 30 – 40 ล้านบาทต่อเครื่อง แต่การทำธุรกิจในช่วง ‘ขาขึ้น’ อย่างไรเสียก็มีกำไร โรงพิมพ์นิวไวเต็กไว้เวลาเพียง 2 – 3 ปีเท่านั้นก็คืนทุนแล้ว

คำสอนที่คุณปู่สอนคุณพ่อ และคุณพ่อก็สอนเขาต่อกันมาคือ “ทำธุรกิจอะไรก็ได้ แต่ขอให้สุจริต ไม่เบียดเบียนคนอื่น” คุณกรจึงเชื่อว่าธุรกิจต้องยึดเรื่องความดีเป็นหลักก่อน ไม่นานจากก้าวแรก นิวไวเต็กเติบโตมากขึ้นจากรุ่นที่หนึ่งไปสู่รุ่นที่สอง ในยุคที่การพิมพ์เฟื่องฟูที่สุดได้

คุณพ่อเกรียงไกร เป็นที่นับหน้าถือตาในอุตสาหกรรมนี้มานานแล้ว เคยดำรงนายกสมาคมการพิมพ์ไทยมาหลายสมัย และมีส่วนผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมสินสาคร (ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร) ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ธุรกิจการพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย ความมุ่งมั่นในตอนนั้นคือการยกระดับวงการการพิมพ์ โดยมีคู่เทียบที่สำคัญคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ของเอเชีย ทั้งที่มีขนาดเล็กกว่าประเทศไทยและจำนวนอุตสาหกรรมก็น้อยกว่า จึงเป็นที่มาของพื้นที่อุตสาหกรรมการพิมพ์ขนาดใหญ่และสถาบันการพิมพ์ไทย (Thai Printing Academy) ผลิตคนมีฝีมือออกไปสร้างชื่อเสียงในเวทีสากลจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของธุรกิจการพิมพ์ ราคางานพิมพ์ดีมาก เราเลือกลูกค้าเองด้วยซ้ำว่าเราอยากจะทำให้ใคร แต่เดี๋ยวนี้ลูกค้าเป็นฝ่ายเลือกเรา เพราะอุปสงค์ต่ำกว่าอุปทานมาก แถมสู้ราคากันจนกำไรแทบไม่มี”

ขึ้นชื่อว่าโลกธุรกิจ ไม่เคยมีอะไรง่ายและจะไม่มีวันง่าย การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ภาพอดีตที่หอมหวานผ่านไปอย่างรวดเร็ว สื่อดิจิทัลขยายตัวสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เสน่ห์ของสิ่งพิมพ์จึงแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมที่เคยมีอีกต่อไป

จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่
จากนิวไวเต็ก สู่ Wawa Group เปลี่ยนผ่านตำนานโรงพิมพ์ 6 ทศวรรษเพื่อการแข่งขันในโลกใหม่

เทคโนโลยีป่วน ธุรกิจเปลี่ยน

เดิมคุณกรมีแผนไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังจากเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่แล้วโชคชะตาก็พลิกผัน เมื่อต้องกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัวเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากคุณน้าซึ่งเป็นกำลังหลักฝั่งทีมขายเสียชีวิต เขาจึงต้องรับหน้าที่ดูแลลูกค้ารายใหญ่ต่อ ในวันที่อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย

“ผมไปคุยกับลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด เพื่อแนะนำตัวว่ามาทำแทนคุณน้า เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง จำได้เลยว่าเจอลูกค้าอินเดีย เขาบอกผมว่ามีข่าวร้ายนะ คืองบประมาณโฆษณาสื่อออฟไลน์สำหรับการทำการตลาดก็คือสิ่งที่เราทำให้ทั้งหมด จะโดนหั่นออกไป 80 เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นคนเริ่มนิยมใช้เฟซบุ๊กและยูทูบกันมากแล้ว เห็นว่าช่องทางการทำการตลาดออนไลน์มีประสิทธิภาพมากกว่า ตรวจสอบได้เลย คนก็เทเงินไปการตลาดออนไลน์กัน วันนั้นผมรู้เลยว่า สิ่งที่เราทำอยู่ไม่ทันสมัยแล้ว มันไม่ใช่แล้วล่ะ”

คุณกรพบว่าลูกค้ารายอื่น ๆ ก็บอกกับเขาแบบนี้เช่นกัน จึงปรึกษากับคุณพ่อในฐานะนักธุรกิจใหญ่ซึ่งเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงมาก่อนหน้านี้ จากการเดินทางไปดูงานในต่างประเทศ และพบว่าการพิมพ์เพื่อการโฆษณาไม่ได้มีอนาคตที่สดสดใสอีกต่อไป สองพ่อลูกนั่งคุยกันว่าจะทำอย่างไรกับธุรกิจของครอบครัว ซึ่งเวลานั้นโรงพิมพ์หลายรายเริ่มหันไปผลิตบรรจุภัณฑ์แทน เพื่อสอดรับกับการขายของออนไลน์ที่เติบโตมากขึ้น ปรับแต่งเครื่องจักรและกระบวนการเข้าไปก็ทำให้เห็นทางออกเพื่อหนีตายได้

แต่นั่นไม่ใช่ทางที่คุณกรเลือก

เขาคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทำสิ่งใหม่โดยไม่ยึดโยงกับอุตสาหกรรมเดิม นั่นคือแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ Wawa Pack เป็นการต่อยอดจากความรู้ด้านบรรุภัณฑ์และเครือข่ายทางธุรกิจที่ครอบครัวมี ตั้งเป้าเป็นตลาดออนไลน์สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์และคู่ค้าหรือ B2B โดยเฉพาะ โดยที่คุณกรต้องดูแลทั้งธุรกิจสิ่งพิมพ์ที่เป็นหลักยึดของครอบครัวและธุรกิจดิจิทัลไปพร้อม ๆ กัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“Wawa Pack เริ่มจากทีมเล็ก ๆ เราดึงพนักงานนิวไวเต็กที่ดูมีหน่วยก้านดีมาร่วมกันทำงาน จะสัมภาษณ์ดูความเข้าใจว่าเขารู้จักเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน เปิดรับสิ่งใหม่ ๆ หรือเปล่า และให้ลองมาทำกันจริง ตอนนั้นคุณพ่อและผู้ใหญ่ในครอบครัวเขาก็ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็มีข้อสงสัยในใจ อย่างลงทุนของโรงพิมพ์ยังได้เห็นเครื่องจักรที่จับต้องได้ รู้ว่ามีสินทรัพย์เท่าไหร่ ขายต่อก็ได้ แต่มาทำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มจับต้องไม่ได้ ก็เลยกล้า ๆ กลัว ๆ คิดกันว่ามันจะดีหรือเปล่า แถมลงทุนเยอะด้วย พอไม่ใช้แล้วจะขายต่อก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรอีก หายไปเลย ไม่เหมือนเครื่องจักรที่ขายต่อมือสองหรือขายเป็นเศษเหล็กได้”

เป็นเรื่องธรรมดาของคนรุ่นใหม่ที่ต้องสานต่อธุรกิจของครอบครัว ทุกคนจะต้องพิสูจน์ฝีมือการบริหารธุรกิจเพื่อซื้อใจหัวหน้าคนสำคัญ ซึ่งก็คือบุพการีหรืออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ยังมีบทบาทและอำนาจตัดสินใจในองค์กร ทายาทรุ่นสามของนิวไวเต็กเชื่อว่าการยืมปากคนอื่นมาพูดแทน คือวิธีการที่ช่วยได้มาก จึงสมัครเข้าแข่งขันตามเวทีแข่งขันหรือพิชชิ่งของกลุ่มสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้ ‘คนนอก’ มาช่วยรับรองวิธีคิดและไอเดียของเขาว่าน่าสนใจและทำได้จริงผ่านรางวัลต่าง ๆ ที่คว้ามาได้

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย
เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมบอกเขาว่าจะไปหาลูกค้าของโรงพิมพ์นะ แต่ที่จริงผมไปพิชชิ่งกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแทน หายไป 3 วันเลย คุณพ่อก็เข้าใจว่าผมไปหาลูกค้า จนผมก็ได้รางวัลรองชนะเลิศกลับมา นั่นเป็นเวทีแรกเลย ผมแบกรางวัลมาโชว์ให้พวกเขาเห็นว่างานของผมมีคนซื้อไอเดียนะ ก็เลยสร้างความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น เขาเลยให้ลอง หลังจากนั้นก็ยังไปประกวดอีกหลายเวที 

“ทำ Wawa Pack ถือว่าท้าทายมาก เพราะตลาดออนไลน์แบบ B2B ตอนนั้นเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ผมอายุน้อย คนที่คุยด้วยก็เป็นคนรุ่นพ่อ ถ้าเจอคนต่างรุ่นก็ต้องใช้รางวัลและการรับรองที่ได้ทั้งจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) รวมทั้งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มาสร้างความมั่นใจ จะดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

เมื่อโจทย์เก่าถูกแก้ด้วยวิธีการใหม่ ก็มักจะมีโจทย์ใหม่เข้ามาทายเสมอ

การเดินทางจากนิวไวเต็กจึงไม่ได้จบแค่เพียง Wawa Pack เท่านั้น

ฝันใหญ่ที่ต้องไปให้ถึงกับแพลตฟอร์มสินค้าอุตสาหรรมของคนไทย

เมื่อธุรกิจใหม่ขยายตัวได้พอสมควร จนมีสินค้ากว่า 3,000 รายการในระยะเวลาไม่กี่เดือนจากผู้ขายนับร้อยราย คุณกรเห็นโอกาสต่อยอดจากห่วงโซ่อุปทานที่หลายบริษัทบนแพลตฟอร์มมี ซึ่งไม่ได้ทำแค่บรรจุภัณฑ์เท่านั้น ยังมีสินค้ากลุ่มอื่นอีกมากในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีศักยภาพด้วย

“ลูกค้าก็มาคุยว่าในเครือของเขามีสินค้าประเภทอื่นอีกเยอะ ถ้าเอาสินค้าทั้งบริษัทเขามาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้หรือเปล่า ก็เลยเกิดไอเดียว่านี่อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของเรา เพราะถ้าจำกัดแค่บรรจุภัณฑ์ ตลาดก็จะแคบ แต่ถ้าคนต้องการสินค้าประเภทอื่นด้วยมันก็ขายได้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Wawa Pack เป็น myWawa ซึ่งตั้งเป้าจะเป็นตลาดออนไลน์ของ 45 กลุ่มอุตสาหกรรมไปเลย”

สิ่งที่น่าทึ่งของการเชื่อมจุดในโลกธุรกิจ คือจะมีจุดใหม่ ๆ ให้เชื่อมต่อไปเสมอ

แม้จะยังไม่ได้เปิดตัวในวงกว้างอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันแพลตฟอร์ม myWawa มียอดขายเกิดขึ้นระดับพันล้านบาท จากผู้ขายรายใหญ่ที่มีความเคลื่อนไหวประจำหลายสิบราย สำหรับเป้าหมายในอนาคต คุณกรต้องการดึงกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เข้ามามากขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นพื้นที่ของผู้ประกอบการไทยโดยคนไทยอย่างแท้จริง โจทย์สำคัญที่ต้องแก้ของคนตัวเล็กคือข้อจำกัดด้านบุคลากร เทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่ต้องช่วยกันเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่โลกดิจิทัลด้วยกัน

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ธุรกิจใหญ่ไปได้ ธุรกิจก็ต้องมีทางเดินด้วย

สำหรับโครงสร้างองค์กรนั้น นิวไวเต็กจะเป็นเหมือน ‘ยานแม่’ หรือบริษัทโฮลดิ้งของ Wawa Group ที่แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มแรกคือ Wawa Service and Marketing Group นั่นคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ myWawa ที่เป็นทั้งตลาดและการบริการลูกค้า กลุ่มที่สองคือ Wawa Financial Group ธุรกิจด้านความปลอดภัยที่เข้ามาช่วยเสริมแพลตฟอร์มให้แข็งแรง เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งานและการชำระเงินที่ปลอดภัย และกลุ่มที่สามคือ Wawa Logistics Group ธุรกิจบริหารจัดการการขนส่งที่เกิดขึ้นบน myWawa

ความท้าทายของตลาด B2B คือมีปริมาณการซื้อขายที่ใหญ่ ผ่านกระบวนการทางธุรกิจที่มากกว่าการขายปลีกโดยตรงให้กับผู้บริโภค ผู้ซื้อสินค้าจะสอบถามราคาสินค้าโดยอ้างอิงจากปริมาณที่ต้องการจากนั้นผู้ขายจะเสนอราคา ต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่พอใจทั้งสองฝ่าย จากนั้นจึงเปิดคำสั่งซื้อพร้อมกับตกลงเงื่อนไขการชำระเงินในรูปแบบเครดิตเทอม ซึ่งระบบของ myWawa ต้องรองรับขั้นตอนที่สลับซับซ้อนเหล่านี้ทั้งหมด ครอบคลุมตั้งแต่การสอบถามสินค้าไปจนถึงการจัดส่งถึงโรงงาน

“อย่างเรื่องการขนส่ง เขาไม่ได้ส่งกันเป็นชิ้น แต่ส่งเป็นรถคันใหญ่ทีละ 50 – 60 ลัง ดังนั้น จะใช้ขนส่งรูปแบบเดิมไม่ได้ เราจะใช้แบบเหมาทั้งคัน จะขนของขึ้นเต็มคันหรือครึ่งคันก็ตามที ค่าขนส่งจะถูกลง เรื่องนี้คนทำธุรกิจส่วนใหญ่คุ้นเคยดี จะต่อรองกันอยู่แล้วว่าถ้าส่งปริมาณมาก ๆ จะมีส่วนลดเพิ่มหรือเปล่า พอตกลงกันได้ก็คุยกันเรื่องเงื่อนไขการชำระเงินต่อ ส่วนใหญ่ใช้การโอนเงินหรือจ่ายเช็คกันทั้งนั้น”

กลายเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบเต็มตัว เหลือภาพแท่นพิมพ์และกลิ่นหมึกเป็นความทรงจำสีจาง ๆ เท่านั้น

“คุณพ่อผมเห็นธุรกิจการพิมพ์ที่รุ่งโรจน์มาก ๆ มาวันนี้ต้องเปลี่ยนผ่านแล้ว เขารู้นะว่าต้องหันไปทำอย่างอื่นมากขึ้น แต่ก็ทำใจได้ยากอยู่ดี ต้องใช้เวลา เราคิดกันว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ผลตอบรับค่อนข้างดี สมัยก่อนนิวไวเต็กเป็นตัวบอกว่าเราคือใคร ตอนนี้ก็จะไปอยู่เบื้องหลังและใช้ Wawa Group นำหน้าแทน ตอนนี้พนักงานของนิวไวเต็กน้อยลงมาก หลายคนก็เกษียณไปแล้ว บางคนบอกว่าเห็นคุณกรตั้งแต่แรกเกิด คนที่อยู่ตอนนี้เราก็ยังให้เขาทำงาน แต่ไม่ได้รับคนและไม่ได้ลงทุนเพิ่มแล้ว”

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

ส่งต่อความคิด สื่อสารเพื่อความเข้าใจ

ธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินการมายาวนานมักจะเจอปัญหาการทำงานของคนต่างรุ่น คนรุ่นเก่าถือเป็นหลักสำคัญที่ช่วยเจ้าของธุรกิจสร้างเนื้อสร้างตัว อยู่รอดจนเติบโตได้ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็เป็นเรี่ยวแรงที่เป็นอนาคตเพื่อสานต่อและเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่สิ่งใหม่ คุณกรในฐานะทายาทรุ่นสามเชื่อว่าการสื่อสารระหว่างกันเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ที่จะผสานศักยภาพของคนในองค์กรเข้าด้วยกันได้

“คนรุ่นเก่าไม่ใช่ไม่เก่งนะ เขามีประสบการณ์เยอะมาก เรื่องอะไรที่เขาเคยผิดพลาด เราก็รับฟังและเอามาใช้ แต่ไม่ไปบังคับให้เขามาเชี่ยวชาญเทคโนโลยีแบบเด็ก ๆ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตโดยที่ไม่มีคนรุ่นเก่ามาคอยดึงเขาไว้ ต้องรักษาสมดุล หน้าที่ของซีอีโอคือการทำให้คนทั้งสองรุ่นทำงานด้วยกันได้ Wawa Group จะวิ่งไปข้างหน้าและดึงคนเก่ง ๆ เข้ามาให้ได้ ต้องเป็นมืออาชีพเหมือนกับองค์กรระดับโลกที่คนอยากเข้ามาทำงาน ไม่เพียงแต่คนไทย คนต่างชาติก็ต้องอยากมาทำงานกับเราด้วย”

คุณกรในวันนี้เป็นทั้งลูกชายคนโตของครอบครัว และหลานชายคนโตของตระกูลเธียรนุกุล อีกบทบาทที่สวยงามคือการเป็นคุณพ่อของลูกชายตัวน้อย ๆ ซึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่บังคับให้ลูกมาสานต่อธุรกิจถ้าเขาไม่ได้สนใจจะทำ อย่างไรก็ตาม องค์กรนี้ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรมืออาชีพอยู่ดี การเปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและลองทำสิ่งที่ตัวเองชอบจึงสำคัญมากกว่า

“ถ้าเขาอยากทำอย่างอื่น อย่างเป็นนักกีฬาหรือนักดนตรี ผมก็จะให้เขาทำ ไม่ห้าม พยายามจะไม่ให้บรรยากาศองค์กรเป็นกงสี อยากให้เป็นมืออาชีพ ถ้าลูกจะเข้ามาทำก็ควรมีฝีมือ ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ก่อน ไม่ใช่ว่าเป็นลูกผมแล้วมาเป็นผู้จัดการได้เลย

“ผมบอกเสมอว่าสตาร์ทอัพของผมไม่ได้เริ่มมาจากโรงรถ เราเริ่มจากโรงพิมพ์ ความท้าทายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ถึงผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่ก็มีตำนานธุรกิจของครอบครัวอยู่ ความยากคือทำอย่างไรผู้ใหญ่จะยอมรับและมั่นใจในตัวเรา ต้องทำให้เขาเปิดใจและอยากลองสิ่งใหม่กับเรา มันใช้เวลาและความอดทนนะ การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ละที่มีวิถีไม่เหมือนกัน แต่เริ่มต้นเหมือนกันได้คือ การสื่อสารที่ดี เข้าใจปัญหาซึ่งกันและกัน และดูว่ามีทางแก้อะไรได้บ้าง”

ไม่เคยมีสูตรสำเร็จที่ตายตัว มีแต่ธุรกิจที่ตายไปจากระบบเพราะยึดติดกับความสำเร็จเดิม ชื่อนิวไวเต็กจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรใหม่ ๆ ที่ยืดหยุ่นมากพอกับการเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

ใครที่ไม่เปลี่ยน สักวันก็ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยนอยู่ดี

เปิดทางให้ทายาทรุ่นสามพาธุรกิจครอบครัวเข้าสู่ตลาดใหม่ พลิกโรงพิมพ์เก่าเป็นอีคอมเมิร์ซเพื่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

Writer

มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล

นักข่าวธุรกิจที่ชอบตั้งคำถามใหม่ๆ กับโลกใบเดิม เชื่อว่าตัวเองอายุ 20 ปีเสมอ และมีเพจชื่อ BizKlass

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load