ไป Float มาค่ะ

เรื่องคือ ปวดไหล่มาหลายอาทิตย์มาก คอด้านซ้ายก็ตึงแบบเอียงลงไปถึงไหล่ไม่ได้ เอวก็ปวด ไหล่ ข้อศอก และสะโพกด้านขวา ก็พากันเจ็บลึก ๆ คือถ้าความปวดมีเสียงนี่ ร่างกายอุ้มคงประหนึ่งวงมโหรีปี่พาทย์ที่เครื่องดนตรีเสียงเพี้ยนหมด รู้สึกคุณภาพชีวิตตกต่ำมากจนไม่ไหวละ

ก็เลยไปฝังเข็ม กับไปนวด Deep-Tissue ที่คลินิกตรงปากซอยบ้านค่ะ นักนวดบำบัด (จะเรียกหมอนวดก็ยังไงพิกล เพราะเขาจบปริญญาโทด้านสรีรศาสตร์กับสังคมสงเคราะห์มา) รีดกล้ามเนื้อกับเส้นเอ็นอยู่พักใหญ่ แล้วก็วินิจฉัยว่า “คุณเครียดมากค่ะ” เพราะว่าเส้นเสิ้นอะไรตึงไปหมด ไมเกรนก็เริ่มจะถามหา แล้วที่ร่างกายด้านขวาพากันประท้วงนี่ก็เพราะ (สมองซีกซ้าย) พยายามจะเข้มแข็งมานานเกินไป ไม่ให้ส่วนอ่อนโยนอ่อนไหว (สมองซีกขวา) ได้ทำงานกับเขาบ้างเลย

ฟังแล้วก็ถอนหายใจโล่งอก คือไอ้อาการที่ว่ามาเนี่ย รู้อยู่แล้วแหละ ถึงได้ลากสังขารแข็ง ๆ มาหานี่ไง แต่การได้ยินชัด ๆ ให้รู้ตัวทั่วพร้อมแบบนี้ มันเหมือนมีคนมาโอบไหล่ให้เราได้ยอมรับความจริง คำถามที่ตามมาคือ แล้วจะทำไงให้หายเครียด นี่ก็ทั้งเล่นโยคะ ออกไปเดิน นั่งสมาธิ แช่น้ำอุ่น ถักนิตติ้ง ไปคุยกับ Counselor หรือดูซีรีส์ Netflix ยาว ๆ ไป แต่ก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่ แม้แต่นอนที่ควรจะได้พัก ตื่นมาดั๊นปวดเมื่อยเนื้อตัวและเจ็บคอหนักกว่าเก่าอีก

“ยูควรไป Float” นักนวดบอกมาง่าย ๆ สั้น ๆ แค่นี้เลย 

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คือแถวบ้านอุ้มมีอยู่ร้านหนึ่งค่ะ ชื่อว่า Float On อุ้มผ่านทุกวันมาจะสิบปีแล้ว แต่ไม่เคย (จริง ๆ คือไม่กล้า) จะเข้าไปข้างในเลย เพราะรู้คร่าว ๆ มาว่ามันคือที่ที่คนไปนอนลอยมืด ๆ ในน้ำเกลือเป็นชั่วโมง แล้วเวลาเดินผ่าน มองเข้าไปก็จะเห็นผู้ชายลุคโยคี ๆ ออกมานั่งหัวเปียกหน้าตายิ้ม ๆ เหมือนไปพิชิตบุรีรัมย์มาราธอนมาหมาด ๆ คือมีความลัทธิและบุปผาชนมาก จนเดี๊ยนแน่ใจว่าไม่ใช่ที่ของตนแน่ ๆ

แต่พอนักบำบัดมาบอกแบบนี้ อุ้มก็เริ่มสนใจขึ้นมา เพราะหนึ่งคือไหล่นี่ปวดขั้นสุด จะบอกให้ไปนอนกลบหลุมทรายคาบไข่เค็มอะไรก็ยอมแล้วนะตอนนี้ แล้วสองคือนางก็มีลูกเล็ก ๆ ที่มีความต้องการพิเศษด้านการแพทย์เหมือนกันอีก เขาบอกยูไปเถอะ อาการอะไร ๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้มันจะดีขึ้น ไอยืนยัน

เหมือนตอนอุ้มจะไปวิปัสสนาที่ศูนย์ท่านโกเอ็นก้าเป็นครั้งแรกเลยค่ะ ก่อนหน้านั้นสมัยอยู่กองถ่าย สี่แผ่นดิน มีพี่ผู้ช่วยผู้กำกับมาบอกว่า ดีจริง ๆ ไปเถอะ อุ้มก็ได้แต่ขอคิดดูก่อน (ในใจคือคิดว่าบ้าเหรอ จะให้ไปนั่งหลับตาไม่พูดไม่จากับใครตั้งสิบวัน) แต่มาวันหนึ่งหลังจากนั้นหลายปี มีพี่อีกคนโทรมาบอก อุ้มลงทะเบียนแล้วแพ็กกระเป๋า ขับรถไปกาญจนบุรีคนเดียวเลยค่ะ

ชะรอยว่าบารมีแห่งการ Float ของอุ้มจะถึงพร้อม 2 วันต่อมา อุ้มก็มายืนอยู่หน้าร้านสีฟ้าที่เคยเป็นอโคจรสถานของตัวเองมาตลอด พ่อหนุ่มที่รอเช็กอินอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็โคตรจะยิ้มแย้ม พอบอกว่ามา Float เป็นครั้งแรก ฮีนี่แทบจะออกมาอุ้มเข้าไปข้างใน (ด้วยความเป็นมิตร กรุณาอย่าคิดอกุศล)

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หนุ่ม Float พาอุ้มเดินไปดูห้องที่จะให้ใช้ แล้วอธิบายว่าต้องทำอะไรยังไงบ้าง คือที่ Float On นี่มีทั้งหมด 6 ห้อง เหมือนเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วแต่ละห้องมี Float Tank อยู่ข้างในอีกทีน่ะค่ะ Tank ที่นี่มีทั้งหมด 3 แบบ มีตั้งแต่แบบที่เป็น Pod เหมือนแคปซูลลงไปนอนแล้วปิดฝาเหมือนโลงอวกาศ กับแบบเป็นตู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยเรียกว่าแบบ Cabin แล้วก็แบบ Open Pool คือเป็นบ่อโล่ง ๆ เหมือนอ่างอาบน้ำ สำหรับคนที่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดมาก ซึ่งคือข้าพเจ้าเองไม่ต้องเดาให้มากความ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

หลังถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง อุ้มก็จัดการอาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว เอาซิลิโคนใส่หูสองข้างกันน้ำเกลือเข้าไปข้างใน แล้วก็หย่อนเท้าลงไปในบ่อซึ่งลึกแค่ประมาณ 10 นิ้วได้ น้ำอุ่นกำลังสบาย และมีความลื่น ๆ แปลก ๆ (ก็บ่อแค่นี้แต่เขาละลาย Epsom Salt หรือ Magnesium Sulfate ลงไปตั้งเกือบ 500 กิโลฯ! คือเค็มกว่า Dead Sea อีก) อุ้มลองนั่งดูก่อน แล้วค่อย ๆ เอนหลังเหยียดแขนเหยียดขาเป็นท่านอนหงาย

เฮ้ย…. มันลอยจริง ๆ !!

แบบลอยตุ๊บป่อง ๆ เลยค่ะ ลองกดขาให้จมแตะก้นบ่อ พอปล่อยมันก็ลอยขึ้นมาเอง ส่วนหัวนี่คือจมลงไปถึงประมาณครึ่งแก้ม แปลว่าหูสองข้างอยู่ใต้น้ำ ไม่ได้ยินอะไร

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอุ้มก็ลองปิดไฟ มันมืดตึ๊ดตื๋อแบบลืมตายังมองอะไรไม่เห็นเลยค่ะ

5 นาทีแรกอุ้มแอบนอยด์นิดหน่อย แถมงงด้วย ว่าตกลงตรูจะทำอะไรดีฟระ คือยังรู้สึกถึงส่วนของร่างกายที่ลอยพ้นน้ำ อย่างมือ เท้า หน้าท้อง และที่สำคัญ ปวดคอและปวดไหล่ม้ากกกก!

ดีที่วิปัสสนามา 14 ปี ก็เลยทำใจร่ม ๆ รอดูว่าความปวดมันจะคลี่คลายหรือเปลี่ยนแปลงยังไงของมันต่อไป ส่วนสติสตังที่ยังพอมีเหลือ ก็แวะไปดูส่วนอื่น ๆ ของร่างกายว่ายังปลอดภัยกันดีอยู่ไหม

ไม่น่าเชื่อเลยค่ะว่าอยู่ดี ๆ อุ้มก็พบความปวดความเจ็บที่อื่น ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อนด้วย เหมือนร่างทั้งร่างหายไป แล้วเหลือไว้ให้เห็นแต่ความปวดเป็นหย่อม ๆ นอนดู (จริง ๆ คือรู้สึกเอาเพราะมองไม่เห็น) มันไปเรื่อย ๆ ก็เพลินได้แฮะ แปลกจริง

นอนหายใจนิ่ง ๆ อยู่พักใหญ่ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นขึ้นมาค่ะ ตุบ ๆ ตุบ ๆ เหมือนฟังจากหูฟังของหมอแบบนั้นน่ะค่ะ แต่ไม่ได้น่าตกใจหรือน่ากลัวอะไรนะคะ แค่รู้สึกว่าเออแปลกดีแฮะ ทำไมเพิ่งได้ยิน

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แล้วอยู่ ๆ ก็งีบหลับไปค่ะ (เฮ่ย!) คือพอแช่ไปสักพัก มันจะเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่นน่ะค่ะ ยังรู้สึกตัวอยู่นะคะ แต่มันจะ เอ๊ะ นี่เราทำอะไรอยู่ที่ไหน ตกลงเราอยู่นิ่ง ๆ หรือเราลอยวน ๆ อ้าว แล้วนี่ตัวเราทำไมหายไป ลองขยับมือขยับขาดูซิ เออ ก็ยังอยู่นิ พอโล่งใจว่าไม่ได้วิญญาณหลุดจากร่าง แล้วผ่อนคลาย มันก็เหมือนงีบหลับไปอีก ที่อุ้มรู้เพราะหัวคงจะหงายลงไปในน้ำมากขึ้น น้ำลายเลยไหลย้อนขึ้นมา ก็เลยสะดุ้งตื่นมากลืนน้ำลาย 

แล้วก็คิดว่าตกลงเอมิลี่จะได้กับเชฟหรือเปล่า (ขอได้ไหมเชฟเนี่ย จะเอามาย่างกิน คนอะไรหล่อเกิ้น คิดแล้วก็หิว) แล้วก็คิดว่าจะส่งต้นฉบับเรื่อง Float ทันไหม (ออกจากบ่อ จะไลน์ไปบอกก้องว่าไม่ทัน) 

เออพูดถึงเรื่องเวลา ตกลงนี่ต้องลอยอีกนานเท่าไหร่ อิหนุ่มนั่นลืมฉันหรือเปล่า แต่คงเพิ่งครึ่งชั่วโมงเองละมั้ง มันตั้ง 77 เหรียญนะ อย่าเพิ่งรีบจบสิ ยังไม่ได้มีประสบการณ์ Out-Of-Body เห็นแสงเหนือแสงใต้เลย

แล้วอยู่ดี ๆ เพลงจากลำโพงใต้น้ำก็ดังค่ะ เป็นสัญญาณว่าครบ 90 นาทีแล้วจ้า (What?!? ทำไมเร็ว) ไปอาบน้ำซะนะ มีเวลาให้อยู่ในห้องได้อีก 15 นาที เพราะเดี๋ยวเขาต้องปล่อยแสงยูวีกับฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีมหากาพย์ เพื่อรอรับคนจะมาลอยต่อไป

อุ้มขึ้นมาจากบ่อด้วยความงง ๆ เล็กน้อย แต่ก็ไปอาบน้ำแต่งตัว กลับออกมายืนหัวเปียกอยู่ในห้องโถงข้างหน้า หนุ่ม Float ยิ้ม ๆ เหมือนคงรู้ว่ากำลังพยายามจะทำความเข้าใจ แล้วบอกว่า “Time is really funky in there.” เออใช่ ตรูสับสนมาก เพราะมันทั้งเร็วและนานไปพร้อม ๆ กัน

อุ้มเปิดประตูออกมาหน้าร้าน เจอลมเย็น ๆ ของผอดแลนด์ฤดูหนาว รู้สึกเหมือนตัวเบาจนคิดว่าต้องอุปาทานไปเองแน่ ๆ แต่ระหว่างเดินกลับบ้าน ความพิสดารก็บังเกิดค่ะ อยู่ดี ๆ ก็เอียงคอลงไปติดไหล่ซ้ายได้เฉยเลย! What What What What?!?! คืออัลไล นี่ไปรักษามาทุกขนานแล้วนะ ตั้งแต่ฝังเข็ม, Craniosacral, นวด Deep Tissue, นวดไทย, ไปสปาแช่น้ำร้อนจี๋แล้วโดดลงบ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ, ทาโอสถทิพย์ไปเป็นขวด ๆ ไม่เคยมีอะไรช่วยได้จริง ๆ เลย

แล้วนี่คืออะไร ไปนอนลอยแค่ชั่วโมงครึ่ง ความพยายามอย่างเดียวที่ทำ คือพยายามจะไม่ทำอะไร เสร็จแล้วออกมาหัวโล่ง ตัวโล่ง รู้สึกสบายหายปวด เมืองถลอก ๆ ที่ก่อนหน้านี้รู้สึกสกปรกจัง ตอนนี้กลับดูรับได้ขึ้นมา จะบ้าแล้ว นี่เราเดินผ่านอยู่ทำไมตั้งสิบปี รู้งี้มาลอยตั้งนานแล้วเนี่ย ไม่มีอะไรน่ากลัวอย่างที่คิดเล้ยยยย

ประสาคนอยากรู้อยากเห็น อุ้มกลับมาบ้านรีบหาข้อมูลว่า Float มันช่วยเราได้ยังไง แล้วใครเป็นคนประดิษฐ์ไอ้เจ้าแทงก์แบบนี้ขึ้นมา เสิร์ชไปปุ๊บ มีแต่ข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยขึ้นมาล้วน ๆ เลยค่ะ แถมสื่อใหญ่ ๆ อย่าง CNN, abc, The Guardian, BBC, The Huffington Post หรือแม้กระทั่ง Vogue ก็พูดถึงเรื่อง Float กันหมด แปลว่านี่ไม่ใช่แค่กระแสเห่อกันเองลอย ๆ แล้วล่ะ

เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 1954 หรือเกือบ 70 ปีที่แล้วค่ะ ตอนนั้นมีประเด็นร้อนที่นักประสาทวิทยา (Neurophysiologists) พากันถกเถียงว่า สมองคนเราจะยังทำงานอยู่ไหม ถ้าปราศจากสิ่งเร้าจากภายนอก อย่างเช่น ภาพ กลิ่น เสียง รส และสัมผัส กลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่มีอะไรมากระตุ้นให้ทำงาน สมองมันก็ต้องหลับดับวูบไปสิ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งบอกว่าไม่จริงหรอก สมองคนเราเนี่ยมีความสามารถในการทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

นักวิทยาศาสตร์หนุ่มไฟแรงสองคน ชื่อ Dr.Jay Shurley กับ Dr.John Lilly เกิดอยากหาคำตอบเรื่องนี้ขึ้นมาค่ะ ต้องบอกก่อนนะคะว่าตาจอห์น ลิลลี่เนี่ย แกมีชื่อเสียงในด้านทำการทดลองพิสดารอยู่เป็นทุนเดิม คือเข้าข่ายเป็น Mad Scientist เราดี ๆ นี่เอง การทดลองนึงที่คนยังพูดถึงจนทุกวันนี้ ก็คือการสร้างบ้านพิเศษที่มีน้ำทุกห้อง ให้ผู้ช่วยสาวของเขาอาศัยอยู่กับโลมาชื่อปีเตอร์ เพื่อศึกษาการสื่อสารของสิ่งมีชีวิตต่างชนิด แล้วคุณลิลลี่นี่แกอินเรื่อง LSD กับ Ketamine มาก ว่ามันสร้างการรับรู้ใหม่ ๆ ตัวแกเองก็มี Trip มานับไม่ถ้วน แกก็เลยลองฉีด LSD ใส่โลมาด้วย (ย้าก!) ผลปรากฏว่าสารเคมีทำอะไรโลมาไม่ได้ แกก็เลยหายตื่นเต้น แล้วก็เลิกโครงการนี้ไป

ย้อนกลับมาที่เรื่อง Float ทีแรกที่ทำการทดลองเรื่องนี้ มันออกจะเป็นแนว Sensory Deprivation คือหาทางตัดขาดประสาทสัมผัสทั้งห้าซะมากกว่าค่ะ เริ่มตั้งแต่ใส่หน้ากากปิดหูปิดตา (หลอนมากจนไม่อยากเอารูปมาให้ดู) ไปจนกระทั่งดอกเตอร์เชอร์ลีย์สร้างแทงก์หน้าตาแบบนี้ขึ้นมาได้เมื่อปี 1957

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

คุณพระ! คือเอาแทงก์แบบนี้มาตั้งแถวบ้าน จ้างห้าพันอุ้มยังไม่ลงไปเลย พุทโธ่พุทถัง (เออถังจริง ๆ) แค่เห็นก็เครียดแล้ว คนที่มาทำการทดลองตอนนั้น นอกจากต้องเข้าไปยืนลอยเป็นชั่วโมง ๆ หรือเป็นวันแล้ว ยังต้องใส่หมวกกันน็อกมืดทึบ มีท่อต่อให้หายใจ มีสายเสียบวัดค่าโน้นค่านี้ติดกับหัว สรุปตอนนั้นตาสีตาสาทั่วไปไม่มีใครทนได้ เหลือใครรู้มั้ยคะที่ทนไหว… นักบินอวกาศที่ฝึกจะไปดวงจันทร์ไงละคะคู้ณณ เออดู ๆ ไปมันก็เหมือนชุดนักบินอวกาศอยู่แหละนะ

อีกคนที่ทนแทงก์นี้ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวดอกเตอร์ลิลลี่เองนั่นแหละค่ะ แกทดลองทั้งแบบตัวเปล่า ๆ กับแบบมี LSD มีไวตามิน K แล้วก็ประกาศว่า กลุ่มที่สองชนะ! คือหากไม่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสทั้งห้า สมองกลับจะตื่นตัว ได้เดินทางเข้าไปพบกับความจริงภายในตัวเอง และเกิด Altered State หรือสภาวะทางจิตที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย (เลยเป็นที่มาของหนังยุค 80 เรื่อง Altered State ไง) คือสรุปว่ามันดีมากนะ ชาวโลกนะ

แต่ชาวโลกอย่างอุ้มจะไม่มีโอกาสมีประสบการณ์ที่ว่าเลย ถ้าไม่มีลูกน้องของลิลลี่คนหนึ่ง ที่ชื่อ เกล็น แพร์รี่ (Glen Perry) หมอนี่มีศรัทธาสูงส่งต่อความฉลาดล้ำเลิศของลิลลี่มาก แต่ก็แบบ…ถังหัวหน้ามันฮาร์ดคอร์มากอะฮะ ขอผมไปออกแบบถังที่คนทั่วไปไม่ตกใจมากดูได้ไหม ลองแล้วลองอีกอยู่นาน สุดท้ายก็ผ่าน หลวงพี่ลิลลี่อนุมัติให้จัดสร้าง แถมตั้งชื่อให้ด้วยว่า Samadhi Tank (อุ้มแปลเป็นไทยให้ว่า ถังสมาธิ นี่ถ้ามีรุ่นต่อไป จะเสนอให้ชื่อถังสังฆทาน)

ปี 1973 Commercial Float Tank แบบแรกของโลกก็ถือกำเนิดขึ้น หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า
อุ้ม สิริยากร ลอง Float ลอยตัวในน้ำเกลือ ที่ช่วยแก้ปวด เครียด วิตกกังวลและซึมเศร้า

แอบเหมือนถังน้ำแข็งอยู่นะ แต่นี่เป็นถัง Float แบบแรกที่ให้คนได้นอนหงาย แล้วการ Float ก็กลายเป็นเรื่องฮิป ๆ เป็นกระแสในหมู่เซเลบริตี้สมัยนั้นขึ้นมา แม้แต่ Yoko Ono ยัง Float!

แล้วจู่ ๆ โรค AIDS ก็ระบาด (จำได้ไหมคะ) ผู้คนแตกตื่น ไม่รู้อะไรปลอดภัยไม่ปลอดภัย กระแส Float กำลังมาแรงอยู่ดี ๆ ก็เลยวูบไป แล้วก็ค่อย ๆ กลายมาเป็นกระแสอีกทีใน 50 ปีต่อมา

แรกเริ่มมันมาจากทางยุโรปก่อนค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ขยายมาอเมริกา Float Tank ก็ปรับปรุงให้หน้าตากลม ๆ มน ๆ หรือเหมือนตู้ซาวน่า ดูเป็นมิตรมากกว่าแต่ก่อนเยอะ จนเดี๋ยวนี้มี Float Center ในสองทวีปนี้เป็นร้อย ๆ แห่ง มากที่สุดก็แน่นอนว่าคือชาติแห่งการกอบโกยอย่างอเมริกา รับรองว่าเมืองใหญ่ ๆ นี่ต้องมี Float Center อย่างน้อย 1 แห่ง กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรของเราก็มีด้วยนะคะ อยู่แถวพระโขนง ดูจากเว็บไซต์ แล้วฟันธงลงไปเลยว่าฝรั่งทำฝรั่งใช้กันเองแน่นวล ราคาพอ ๆ กับที่นี่เลยค่ะ (ที่ร้าน Float On คิด 77 เหรียญต่อ 90 นาที ที่เมืองไทย 2,500 บาท) เท่าที่เห็นมีแต่แบบ Pod ไม่มีแบบ Cabin หรือ Open Pool (ซึ่งส่วนตัวอุ้มชอบมากกว่า)

 กลับมาที่ว่า ทำไมไป Float แล้วความเครียด ความกังวล และความเจ็บปวดตามร่างกายดูจะลดลง

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Dr.Justin Feinstein

เรื่องนี้จำเป็นต้องพูดถึงงานวิจัยของนักประสาทวิทยาหนุ่มชาวอเมริกันที่ชื่อ Dr.Justin Feinstein ค่ะ ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์นี่แกทำงานกับคนไข้ที่เป็นโรคจิตเภทอย่างโรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD ในระดับที่รุนแรงขนาดใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ คือใช้ยาก็ไม่ได้ผล หรือมีผลข้างเคียงที่ทำให้คนไข้ไม่ยอมกินยา

บุญนักหนาที่เมื่อ 5 ปีก่อน ดอกเตอร์ไฟน์สไตน์แกได้รู้จักการ Float ค่ะ แกตื่นเต้นกับผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองมาก จนคิดว่าจะทำการทดลองกับคนไข้ดู เพราะไม่เคยมีใครทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง ถึงผลของการ Float ต่อคนไข้ในกลุ่มนี้มาก่อน (กรุณาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ นะคะ อย่าเพิ่งคิดว่านี่ไม่เกี่ยวกับเรา เพราะเราไม่ได้ป่วย) 

แกก็เลยไปหาทุน แล้วก็คัดกลุ่มตัวอย่างมาได้ 50 คน ที่ถูกวินิจฉัยมาแล้วว่ามีอาการซึมเศร้าวิตกกังวลในระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน จากนั้นก็ให้คนสร้าง Float Tank แบบเป็นอ่างกลม ๆ ไม่มีฝาปิด แล้วให้ห้องทั้งห้องเก็บเสียงและกันแสงได้แทน เพราะคนไข้กลุ่มนี้มีความวิตกกังวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถูกไหมคะ จะให้เข้าไปอยู่ในตู้ปิดฝาก็จะ Panic Attack กันเสียเปล่า ๆ แบบนี้ทุกคนก็ยังสบายใจได้ว่า ไฟจะปิดมืดหรือเหลือทิ้งไว้เรือง ๆ ก็ได้นะ จะลุกออกจากอ่างเมื่อไหร่ก็ได้นะ (เหมือนตอนเราไปร้าน Float นั่นแล)

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
การทดลองที่มี EEG กับ EKG ติดที่ผู้เข้ารับการทดลอง

อีกสองอย่างที่ต้องประดิษฐ์ขึ้นมา ก็คือเครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ (EKG) กับเครื่องวัดคลื่นสมอง (EEG) แบบกันน้ำและไร้สาย สำหรับเอาไว้ติดที่หน้าผากกับหน้าอกของกลุ่มตัวอย่างเวลาลงไป Float เขาบอกว่า ที่ไม่เคยมีใครทำการทดลองแบบนี้ได้มาก่อน ก็เพราะเพิ่งจะมีเทคโนโลยีสองอย่างนี้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง

หลังจากให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 50 คน ทำการ Float อาทิตย์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งหมด 12 ครั้ง ก็พบว่า 75 เปอร์เซ็นต์ ของทั้งกลุ่ม และ 82 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่มีความวิตกกังวล (Anxiety) ขั้นสุด บอกว่านี่เป็นการบำบัดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากที่สุดในชีวิต เทียบกับวิธีอื่น ๆ ที่เคยลองมาทั้งหมด และยังส่งผลต่อเนื่องในระยะยาวด้วย

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
รูปเปรียบเทียบความเครียดในร่างกายก่อนและหลัง Float เทียบกับคนที่ดูโทรทัศน์

ไฟน์สไตน์อธิบายแบบนี้ค่ะ เมื่อสมองส่วนต่าง ๆ ของคนเราไม่ต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า มันก็จะสงบลง และหยุดหลั่ง Cortisol หรือฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งเวลาเครียด วัดเป็นตัวเลขได้ชัดเจน จากอัตราการเต้นของหัวใจและคลื่นสมอง ดูจากกราฟนี้ก็ได้ค่ะ เขาวัดเทียบกับคน 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งคือคนที่นั่งดูรายการสารคดีทาง BBC สบาย ๆ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เท่ากับอีกกลุ่มหนึ่งที่นอน Float มันต่างกันเห็น ๆ เลยค่ะ ทำให้รู้เลยว่า การดูทีวีดูซีรีส์ยาว ๆ ไปนี่มันแค่เบี่ยงเบนความสนใจ แต่ไม่ได้ทำให้หายเครียดจริง ๆ หรอก

นี่คือ Profound Intervention for the Nervous System หรือการแทรกแซงเพื่อปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาทเสียใหม่ในระดับที่ลึกมาก

ไม่แปลกหรอกค่ะที่เวลา Float 2 อย่างที่เราจะรับรู้ได้ชัดเจนแทบจะตลอดเวลา ก็คือลมหายใจกับเสียงหัวใจเต้น ซึ่งเป็น 2 ระบบหลักที่ผู้ป่วยจิตเภทต้องทุกข์ทรมาน เพราะเวลาอาการกำเริบขึ้นมา อาการก็คือหัวใจเต้นแรง หรือพาลจะหายใจไม่ออก ถึงขั้นคิดว่าตัวเองหัวใจวาย ต้องไปไอซียูก็มีให้เห็นบ่อย ๆ พอหมอจับตรวจทุกระบบก็ไม่มีความผิดปกติอะไร

ทีนี้การทดลองนี้มันเกี่ยวข้องกับพวกเราคนทำงานยังไง

ไหนลองตอบสิคะว่าใครมีอาการเหล่านี้บ้าง ปวดคอ หลัง ไหล่ นอนไม่ค่อยหลับหรือหลับยาก บางทีก็ไม่อยากตื่น กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา แล้วก็อยากกินแป้งหรือของหวาน ๆ ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร สิ่งที่เคยชอบทำก็พาลเบื่อไม่อยากทำซะงั้น เศร้า รู้สึกตันไม่มีทางออก

ฟังดูคุ้น ๆ ทั้งนั้นเลยใช่ไหมคะ ขอต้อนรับสู่ดินแดนแห่งใหม่ ที่กำลังมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นทุกที ดินแดนแห่งนี้ชื่อ Disability Land ค่ะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนี้ ความทุพพลภาพอันดับหนึ่งของโลกนี้คืออะไร ไม่ใช่แขนขาขาดต้องนั่งรถเข็น ไม่ใช่ตกบันไดกลายเป็นอัมพาต แต่คือ โรคซึมเศร้า (Depression) ค่ะ! ส่วนอีกโรคที่ไล่มาติด ๆ ก็คือโรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) แปลว่าสภาวะทั้งสองนี้กระทบคุณภาพชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม แล้วไม่ใช่แค่คนที่เป็น แต่คนรอบข้าง อย่างครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงานก็จะพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย

1 ใน 4 ของประชากรทั้งโลกมีอาการ 2 อย่างนี้ค่ะ (นั่นมันมากกว่า 1,500 ล้านคนอีกนะ!) ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ที่น่าตกใจก็คือ 3 ใน 4 ไม่ได้รับการบำบัดรักษา เพราะคิดว่าอาการไม่หนักเท่าไหร่ แค่เครียดเฉย ๆ แหละ หรือไม่อยากไปหาหมอ หรือไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้ตัวเองดีขึ้น

อุ้มพูดได้เต็มปากเลยว่าเคยเป็นโรคซึมเศร้าแบบต้องไปหาหมอมาแล้ว ตอนอายุประมาณ 30 ได้ หมอให้ลองยาหลายขนานมาก บอกแต่ว่า “คุณลองยานี้ไปสัก 3 เดือน ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนยาใหม่ แต่ก็ไม่รู้ยาใหม่จะได้ผลหรือเปล่านะ ต้องลองไปเรื่อย ๆ” ตอนนั้นชีวิตบัดซบมากเลยค่ะขอบอก คือยาแต่ละตัวมันจะสร้างความตื่นเต้นแบบปลอม ๆ แล้วพอตกเย็นราว ๆ ทุ่มนึง อุ้มก็จะ Panic Attack แบบหนักมาก แบบกลัวมือไม้สั่นน่ะค่ะ กลัวอะไรไม่รู้ด้วย

ตอนนั้นเลยตัดสินใจว่า ไม่เอาแล้วโว้ย กรูจะตายก็เพราะอิยาพวกนี้แหละ เคยฝึกนั่งสมาธิมาบ้าง แต่ ณ จุดนั้นนี่ สภาพจิตสั่นคลอนเหมือนแผ่นดินไหวตลอดเวลา จะให้มานั่งพิจารณาลมหายใจก็ไม่รอดอีก ก็เลยตัดสินใจออกวิ่งค่ะ วิ่งแบบคิดแค่ ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ไปเรื่อย ๆ แบบนี้ ทำอยู่เป็นเดือน จนอาการดีขึ้น รอดมาได้ แต่ลองนึกดูสิคะว่ามีใครบ้างที่ยังทุกข์ทรมาน หรือแพ้พ่ายกับสภาวะใจถดถอยแบบนี้บ้าง

มีงานวิจัยในทางประสาทวิทยาหลายชิ้นเลยค่ะ ที่สันนิษฐานว่าความเครียดสะสม คือการที่ร่างกายหลั่งคอร์ติซอลออกมามาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นสาเหตุสำคัญของอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล

อะไรคือตัวกระตุ้นสำคัญให้ร่างกายหลั่งคอร์ติซอล นอกเหนือไปจากสิ่งเร้าภายนอกรู้ไหมคะ… กาแฟ!

สรุปว่าตอนนั้นคือทำงานหนักมาก กินกาแฟเยอะมาก คอร์ติซอลหลั่งพรั่งพรูมาก ร่างกายบอกว่ารับไม่ไหวแล้ว อะไรอีกนิดเดียวก็รับไม่ได้แล้วววววว

การ Float ถึงได้เหมาะมากกับคนที่เครียดจัด ๆ แบบนี้ เพราะจะให้พยายามทำอะไรอีกก็ไม่มีเรี่ยวแรงและความพยายามเหลือแล้ว ให้ไปวิปัสสนาสิบวันจะไหวมั้ย ฝึกโยคะกว่าจะสุริยนมัสการจบ นอนดูทีวีเพลิน ๆ ก็ไม่ช่วย เอานี่แหละ…ไปนอนเฉย ๆ ปิดการรับรู้ทั้งหมด แล้วให้ร่างกาย Reset ตัวเอง ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนกินยาด้วย มิน่าผลการทดลองของดอกเตอร์ไฟน์สไตน์ถึงได้ดูมีความหวังในการรักษามาก ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

หลังจากเขียนมาถึงตรงนี้ อุ้มก็ตัดสินใจไป Float อีกรอบค่ะ

ครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย ส่วนครั้งนี้อ่านข้อมูลมาอย่างเยอะ ดูซิว่าประสบการณ์จะลึกล้ำยิ่งกว่าเดิมไหม

อุ้มพบว่า สามารถลื่นไหลลงไปสู่ความสงบได้เร็วขึ้นค่ะ ไม่มัวแต่สงสัยแล้วว่าต้องทำอะไร ไปถึงลอยปั๊บปิดไฟหลับตาเลย แค่ไม่นาน ลมหายใจ เสียงหัวใจเต้นก็ช้าลงจนรู้สึกได้ แต่ความปวดนี่สิ…คอหลังไหล่ปวดเป็นปื้นใหญ่ทรมานม๊ากกกกเหมือนเดิมเลย

ก็เลยโฟกัสอยู่กับความปวดนั่นแหละ ดูซิว่าคราวนี้มันจะมลายหายไปกับน้ำเกลือไหม ระหว่างนี้สมองก็ดำดิ่งลึกลงไปสู่ความเงียบ เสียแต่คราวนี้เลือกห้องแบบ Cabin ที่เล็กลงกว่าคราวที่แล้ว เดี๋ยว ๆ มือหรือเท้าก็จะลอยไปแตะผนังให้รู้สึกตัวขึ้นมา (คราวหน้าจะเลือกห้องที่ใหญ่กว่านี้) แล้วอะไรรู้ไหมคะ หงายหน้าเยอะไปนิด น้ำเกลือเข้าตา!!! ภวังค์ภเวิงเปิดเปิงหมด ร้องเจี๊ยกในใจแบบเสียอาการมาก ควานหาผ้าขนหนูที่เขาแขวนเอาไว้ให้เช็ดหน้าอยู่พักใหญ่ เช็ดเสร็จก็ยังแสบ จนคิดว่าออกไปล้างหน้าอาบน้ำเลยดีไหม แต่ก็ตัดสินใจอยู่ต่อ สักพักก็หายแสบ อันนี้ก็บอกกันเอาไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ น้ำเกลือไม่ทำให้ตาบอด It’s okay. ไม่ต้องตกใจ

หลังจากต้องผุดลุกขึ้นนั่งเช็ดน้ำเกลือออกจากตา อุ้มก็แอบเซ็งนิดหน่อยว่า แหมกำลังเข้าที่เลย ต้องเริ่มใหม่อีกสิเนี่ย แต่ปรากฏว่า ร่างกายกลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายต่อได้เกือบจะทันทีเลยค่ะ ดูเหมือนจะยิ่งมีสมาธิลึกลงไปอีกด้วย (เขาบอกว่านั่นคือสมองผลิตคลื่น Theta เหมือนกับคนที่ปฏิบัติมานาน ๆ แล้วมีสมาธิขั้นสูง)

แล้วจู่ ๆ อุ้มก็มี Realization นี้เกิดขึ้นมาค่ะ เรานี่บ้าไปแล้ว มัวแต่ใช้เวลาที่ผ่านมาทั้งชั่วโมง เพ่งจ้องแต่ความเจ็บปวด แล้วก็หวังให้มันหายวับไป โฟลทแทงก์ แกต้องทำให้ไหล่ชั้นหายปวดก่อนหมดเวลา 90 นาที ทั้งที่ความเจ็บปวดนี้ ตัวเราเองก็สร้างก็สะสมมาทั้งนั้น อยู่ดี ๆ จะมาหวังให้คนอื่นช่วยแก้ปัญหา มันใช่เหรอ ถ้าปวดยังไม่หายมันก็คือไม่หาย ก็อยู่กับมันให้ได้ แล้วร่างกายที่เหลือมีอีกตั้งเยอะที่ผ่อนคลายสบายดี ทำไมต้องมาเพ่งแต่ความปวดที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

อุ้มเดินออกมาจากบ่อ Float ครั้งนี้แบบเพลียกว่าคราวที่แล้ว แต่ก็ทึ่งด้วยที่ได้พบความจริงอะไรใหม่ ๆ คือบางคนที่มีแนวโน้มจะหลอนก็อาจจะคิดเรื่องอะไรร้าย ๆ อย่างเช่นพ่อสมคิดที่บ้าน เคยไป Float เมื่อนานมาแล้ว ฮีบอกว่าสิบนาทีแรกกลัวมาก คิดว่าจะมีคนเข้ามาฆ่า ส่วนอิเมียคิดได้แต่อะไรบ้า ๆ บ๊อง ๆ อย่างเช่น อยากรู้ว่าถ้าพระพุทธเจ้าหรือท่านโกเอ็นก้ามา Float จะรู้สึกยังไง คือจะบอกว่าการ Float นี่ก็เหมือนไปวิปัสสนาเลยค่ะ ที่แต่ละคนจะมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน และบางทีก็อธิบายไม่ได้ด้วยคำพูด แต่อุ้มคิดว่ามันเป็นทางเลือกในการบำบัดความเครียดและความเจ็บปวดของร่างกายที่ได้ผลมาก เป็น 90 นาทีที่ได้อยู่กับตัวเองจริง ๆ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้
Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะตะบี้ตะบันฝากความหวังไว้กับถังน้ำเกลือ โดยไม่คิดจะทำอะไรอย่างอื่นอีกเลยนะคะ อย่างแรกเลยคือมันแพง ใครจะไปมีเงิน Float ได้บ่อย ๆ ที่ไปลอยก็ยังมีไม่มาก (เว้นเสียแต่ว่าจะมีเงินเหลือทิ้งขว้าง ซื้อถังมาติดที่บ้านมันเสียเลย อย่างคนรู้จักอุ้มที่นี่คนหนึ่ง แค่หกเจ็ดแสนบาทเอ๊ง ถูกกว่าซื้อ Tesla อีก งือออ) อย่างที่สองก็คือเทคนิคผ่อนคลายอย่างอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียง อย่างวิปัสสนาหรือ Counseling หรือออกกำลังกาย ไปอยู่ในธรรมชาติ กินอาหารที่มีประโยชน์ ยังไงก็เป็นสิ่งที่ควรทำควบคู่กันไป แล้วก็ทำได้บ่อย ๆ กว่าด้วย

ใครอยากจะเปิด Float Center ที่เมืองไทย ขอร้องอย่างหนึ่งเลยนะคะ ช่วยศึกษาให้ลึกซึ้ง ทำให้ดีจริง ๆ ปลอดภัยจริง ๆ และอย่าให้แพงมาก คนจะได้มีโอกาส Float มากขึ้น ตอนนี้มีงานวิจัยมีข้อมูลให้ศึกษาเยอะขึ้นมากเลย ลองฟังดอกเตอร์ไฟน์สไตน์จากวิดีโอนี้ ก่อนเลยก็ได้ค่ะ แล้วถ้าอยากตามไปอ่านงานวิจัยอย่างละเอียดก็เข้าไปในเว็บไซต์นี้

อ้อแล้วก็ยังมี Float Conference ให้ได้อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ทุกปีด้วยนะคะ คนก่อตั้งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ผู้บริหารทั้งสองของ Float On นี่เอง ดูภูมิฐานสมกับเป็นนักธุรกิจใหญ่แห่งพอร์ตแลนด์ดีมั้ยคะ

Float การทำสมาธิด้วยการลอยตัวในน้ำเกลือตั้งแต่ยุค 1950 ที่กำลังกลับมาฮิต เพราะช่วยลดอาการตึง-เครียดได้

สองคนนี้นอกจากจะบริหารร้าน Float On ที่เป็นเหมือนสถาบันแห่งการ Float รุ่นบุกเบิกของอเมริกาแล้ว ตอนนี้ยังมีธุรกิจให้คำปรึกษาสำหรับคนที่จะเปิด Float Center ชื่อว่า Float Tank Solutions กับซอฟต์แวร์สำหรับบริหารร้าน ให้เอาไปใช้ได้เลย ชื่อ Helmbot คือครบวงจรมากสำหรับคนที่อยากจะเริ่มทำเรื่อง Float จริงจัง

ตายละ เขียนมายาวมากเป็นประวัติการณ์ สงสัยสมองทำงานดีผิดปกติหลังจากไป Float มา 2 หน เห็นทีต้องเก็บค่าต้นฉบับแพงเป็น 2 เท่า อ้อ ข่าวว่าส่งเลต ว้า หลับตา ปิดไฟ ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น

ไป Float ต่อดีกว่า ลากันแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีค่ะ

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

คุณ-ภาพ-ชี-วิต

อุ้ม-สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอท ชวนคิดอย่างคนพอร์ตแลนด์

บอกก่อนเลยว่าผู้เขียนเคยเป็นคนกลัวแมลงทุกชนิด โดยเฉพาะต่อ แตน และผึ้ง (เพราะเคยโดนแตนต่อยมาแล้วหลายหน)

แล้วทำไมอยู่ดีๆ จะมาเล่าเรื่องผึ้ง แถมไม่เล่าเปล่า จะมาชวนกันเลี้ยงเสียด้วย!

เหตุเพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เพื่อนที่น่ารักคนหนึ่งมาแนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับผึ้งท้องถิ่นของอเมริกา ที่เรียกว่า Mason Bees แล้วบอกว่าเป็นผึ้งนิสัยดี ไม่ต่อย และช่วยผสมเกสรต้นไม้ได้ดีมาก โดยเฉพาะไม้ผล แถมยังเหมาะจะเลี้ยงไว้หน้าบ้านให้เด็กๆ ได้ตื่นเต้นและเรียนรู้ไปด้วย

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นความรู้ใหม่เกี่ยวกับผึ้ง Mason (ขอตั้งชื่อให้แบบบ้านๆ ว่าผึ้งก่อสร้าง) นี้ก็คือมันไม่ได้ทำรังใหญ่ๆ มีราชินีผึ้งหรือผึ้งงาน และผลิตน้ำผึ้งเหมือนผึ้งที่เราเคยรู้จัก แต่มันจะทำรังในท่อหรือโพรงเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กัน อารมณ์เหมือนคนอยู่คอนโด ที่ห้องติดกันแต่ต่างคนต่างอยู่ (เป็นเหตุให้ผึ้งเหล่านี้มีอีกชื่อเรียกว่า Solitary Bees คือเป็นผึ้งสันโดษ ไม่มีราชินีให้ต้องปกป้อง มันจึงไม่ดุเหมือนผึ้งที่เราเคยรู้จัก หน้าตาออกจะกระเดียดไปทางแมลงวันเสียมากกว่าด้วยซ้ำ ตอนที่มันออกมาจากรังใหม่ๆ ลูกสาวผู้เขียนเอามือไปลูบเล่นยังได้เลย)

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ตอนแรกผู้เขียนก็ยังลังเลเพราะไม่เคยเลี้ยงมาก่อน ไม่รู้จะไปหารังและอุปกรณ์การเลี้ยงจากที่ไหน แต่ปรากฏว่าหาข้อมูลไปได้ไม่นาน ก็อ่านเจอว่าเพื่อนบ้านประกาศแจกรังให้ฟรีทางอินเทอร์เน็ต เลยไปรับเอามา 30 รัง (ถ้านึกไม่ออกให้คิดถึงรังไหม แต่ขนาดเล็กจิ๋วกว่ามากและเป็นสีน้ำตาล) วางไว้ที่โต๊ะกินข้าว ระหว่างนั้นก็ขับรถออกไปซื้อท่อกระดาษที่ร้านขายอุปกรณ์ทำสวน กะว่ากลับมาจะเลื่อยไม้ทำบ้านให้ ปรากฏว่าเปิดเข้าประตูบ้านมา คุณผึ้งแกกัดรังออกมาส่งเสียงหวี่ๆ กันอยู่ในซองกระดาษที่เพื่อนบ้านใส่มาให้ เล่นเอาผู้เขียนตกอกตกใจ รีบออกไปเลื่อยไม้ตอกตะปูประกอบเป็นบ้านหลังน้อยแทบไม่ทัน

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ความมหัศจรรย์ที่ผู้เขียนและลูกสาววัย 4 ขวบได้ประสบในเวลาหลายเดือนหลังจากเอาบ้านและรังผึ้งน้อยนักก่อสร้างออกไปวางที่หน้าบ้านวันนั้น มีมากมายหลายเรื่องอย่างที่ผู้เขียนไม่เคยนึกมาก่อน เราได้เห็นตั้งแต่ผึ้งออกมาจากรังใหม่ๆ แล้วเริ่มต้นทำงาน มันบินเข้าบินออกจากบ้านวันละหลายสิบรอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อหาเกสรและน้ำหวานมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ ใส่ไว้ด้านในสุดของท่อ วางไข่ แล้วไปหาดินมาก่อเป็นผนังบางๆ กั้นเป็นห้อง จากนั้นก็ปั้นก้อนเกสรก้อนใหม่ วางไข่ เอาดินปิดท่ออย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนเต็ม (ทีนี้เข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าผึ้งก่อสร้าง)

ความเก่งของผึ้งตัวเมียก็คือมันจะวางไข่ตัวผู้ไว้ด้านหน้าเพื่อป้องกันไข่ตัวเมียที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในจากแมลงและสิ่งรบกวนอื่นๆ แล้วพอฤดูใบไม้ผลิปีต่อไป ผึ้งตัวผู้ก็จะกัดรังออกมาก่อนเพื่อเคลียร์สถานที่ พอตัวเมียออกมาผสมพันธุ์กัน ตัวผู้ก็ตายไป ส่วนตัวเมียเมื่อทำหน้าที่วางไข่เสร็จเรียบร้อยก็ตายตามไปเช่นกัน วงจรชีวิตตั้งแต่กัดรังออกมาจนตายนั้นจึงแสนสั้นเพียง 4 – 6 สัปดาห์เท่านั้นเอง

ถ้าใครอ่าน (หรืออ่านข้าม 55) มาถึงตรงนี้ อาจจะสงสัยว่าเล่ามาทำไมเสียยืดยาว แล้วตกลงผึ้งก่อสร้างนี่มันสำคัญหรือดีตรงไหน คำตอบก็คือ ด้วยความที่ผึ้งก่อสร้างนั้นใช้ทั้งตัวลงไปคลุกเกสร และไม่มีกลไกของร่างกายที่เก็บเกสรกลับรังได้เก่งเท่าผึ้งงานที่สร้างน้ำผึ้ง (ซึ่งลงตอมตรงไหนก็เก็บเกสรกลับรังเสียเรียบวุธ) ทำให้มันต้องไปแวะเก็บเกสรจากดอกไม้จำนวนมากมายมหาศาลกว่าหลายสิบเท่า แต่นั่นแปลว่าโอกาสที่มันจะช่วยผสมพันธุ์ให้ต้นไม้ติดลูกก็มากกว่าหลายสิบเท่าด้วย!  ว่ากันว่าผึ้งก่อสร้างเพียงตัวเดียว สามารถผสมเกสรได้มากเท่ากับผึ้งงานถึง 60 ตัว เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนกับผึ้งงานเป็นคนเก่งแต่รักษาผลประโยชน์เฉพาะพวกพ้องของตัวเอง

ส่วนผึ้งก่อสร้างทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่มีความอุตสาหะ และงานที่ทำก่อทั้งประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน สังคมเราควรจะส่งเสริมคนประเภทหลังมากกว่าจริงไหมคะ อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ ทุกวันนี้เราได้ข่าวเรื่องปรากฏการณ์รังผึ้งล่มสลาย (Colony Collapse Disorder) ที่ผึ้งงานหายไปอย่างฉับพลันเกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย ผึ้งหลายพันธุ์เข้าข่ายหรือสูญพันธ์ุไปแล้วก็มี จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาผึ้งหรือแมลงที่มีความสำคัญต่อการผสมเกสรหรือการถ่ายเรณูมาทดแทน ไม่อย่างนั้นปรากฏการณ์ต่อไปที่จะเกิดขึ้นก็คือการขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่จะสูงขึ้นอย่างมหาศาล อันเนื่องมาจากพืชพันธุ์ต่างๆ ไม่ติดลูกหรือไม่ติดเมล็ด

ฟังดูอาจจะไกลตัวใช่ไหมคะ แต่ผู้เขียนบอกได้เลยว่าจริงๆ แล้วมันใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมาก เพราะอาหารที่เรากินแทบทุกอย่างนั้นต้องอาศัยการผสมเกสรจากแมลงเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว พืชที่ให้น้ำมัน พืชที่เป็นอาหารสัตว์ ไล่เรื่อยไปจนถึงพืชที่นำมาทอเป็นเส้นใยอย่างฝ้ายและกัญชง ลองคิดดูสิคะว่ามันจะน่ากลัวแค่ไหนถ้าผลผลิตเหล่านี้ลดน้อยลงจริงๆ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ทุกวันนี้สวนและไร่ขนาดใหญ่ในอเมริกานั้นใช้บริการของคนเลี้ยงผึ้งน้ำหวาน (Honeybee) ที่จะขนรังใส่รถบรรทุกขนาดยักษ์พาผึ้งมาผสมเกสรในช่วงที่พืชออกดอก แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จำนวนผึ้งได้ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง เพราะมีการใช้ยาฆ่าแมลงฉีดพ่นในแปลง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผึ้งด้วย การขนรังผึ้งย้ายไปไร่แล้วไร่เล่าเองก็ทำให้ผึ้งเกิดความเครียด แถมไม่กี่ปีก่อน รถบรรทุกที่ขนผึ้งเกิดอุบัติเหตุ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกของอเมริกา ทำให้เสียประชากรผึ้งไปหลายสิบล้านตัว! เรียกว่ามีวิกฤตขนาดหนักที่คนเริ่มต้องหันมาสนใจ และหาทางทำอะไรคนละไม้คนละมือเพื่อช่วยกู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

และนี่เองเป็นที่มาของความตื่นตัวเรื่องการหาผึ้งพื้นเมืองที่เลี้ยงได้ง่ายกว่า และมีประสิทธิภาพในการผสมเกสรมากกว่าผึ้งน้ำหวาน (การวิจัยรายงานว่าผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการผสมเกสรของผึ้งนั้นมีมูลค่าสูงกว่ารายได้จากน้ำผึ้งและผลผลิตจากผึ้งอื่นๆ มาก) ผึ้งก่อสร้างนั้นเป็นผึ้งในตระกูล Osmia ซึ่งเป็นผึ้งพื้นเมืองของอเมริกามาช้านาน และผ่านวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับสภาพอากาศและต้นไม้ที่เติบโตอยู่ในภูมิภาคนี้ แต่ก็ถูกคุกคามจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร และการรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยจากการขยายตัวของเมือง ทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่ไปรุกรานอย่างเราเช่นกัน

การสร้างบ้านและดูแลผึ้งก่อสร้างอย่างที่ผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำนี้ ถือว่าเป็นวิธีง่ายๆ แต่ช่วยเพิ่มประชากรผึ้งท้องถิ่นให้มากขึ้นได้หลายเท่า (จากแค่ 30 รังที่ไปรับมา ผ่านไปไม่กี่เดือน ผู้เขียนเพิ่งแกะท่อกระดาษออกมาล้างทำความสะอาดรัง และเก็บเข้าตู้เย็น* นับจำนวนรังใหม่ได้เกือบ 150 รัง เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า จนปีหน้าต้องเตรียมบ้านเพิ่ม และต้องหาทางแจกจ่ายรังให้คนอื่นบ้างแล้ว) บางคนก็ถึงกับเริ่มต้นเป็นเกษตรกรเลี้ยงผึ้งก่อสร้าง เพื่อส่งรังให้กับไร่หรือสวนขนาดใหญ่ มีรายได้รังละสิบกว่าบาท ส่งทีละเป็นพันๆ รังก็มีรายได้หลายหมื่นบาททีเดียว

ในประเทศไทย เท่าที่ได้หาข้อมูลดู แมลงที่น่าจะใกล้เคียงกับผึ้งก่อสร้างในอเมริกาน่าจะเป็นแมลงที่เรียกว่าผึ้งจิ๋วหรือชันโรง (อ่านว่า ชัน-นะ-โรง) ซึ่งเป็นแมลงท้องถิ่นมีทุกภาคของประเทศไทย (ทำให้มีชื่อเรียกอื่นๆ แตกต่างกันไปในแต่ละภาคด้วย ไม่ว่าจะเป็นขี้ตึง ขี้ตังนี ขี้ย้า แมลงอุง แมลงโลม แมลงขี้สูด หรือตัวตุ้งติ้ง) และมีความสามารถในการผสมเกสรสูงมาก และไม่มีเหล็กไนเหมือนผึ้งหลวง สำนักพิมพ์บ้านและสวนเพิ่งจะมีหนังสือ มาเลี้ยงผึ้งและชันโรงกัน หรือในอินเทอร์เน็ตก็มีข้อมูลพอสมควร

ถึงตอนนี้อาจจะยังดูเป็นเรื่องของเกษตรกร แต่ผู้เขียนเชื่อว่าเรามีสวนผักคนเมืองแล้ว ต่อไปก็น่าจะมีสวนผลไม้คนเมือง และแมลงผสมเกสรสำหรับคนเมืองด้วยเช่นกัน เพราะการผลิตอาหารไม่ได้เป็นหน้าที่ของเกษตรกรเพียงลำพัง แต่เราทุกคนช่วยกันได้และต้องช่วยกันด้วย

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

ย้อนกลับมาถึงโครงการเลี้ยงผึ้งก่อสร้างของผู้เขียนกับลูกสาวตัวน้อย สิ่งที่ผู้เขียนถือว่าได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือความรู้มากมายมหาศาลที่เราได้รับในช่วงเวลาอันแสนสั้น จากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับผึ้งก่อสร้าง เพียงฤดูกาลเดียวผู้เขียนก็เข้าใจวงจรชีวิตทั้งหมด และมีความรู้เรื่องการผสมเกสรและห่วงโซ่อาหารมากขึ้นหลายเท่า จากคนที่กลัวแมลงขึ้นสมอง เราสองแม่ลูกกลับไปนั่งมองดูผึ้งน้อยทำงานแบบจมูกแทบจะชนรังวันละหลายรอบ โดยที่ผึ้งแสนขยันก็บินเข้าบินออกทำงานวุ่นไม่ได้สนใจเราเลย

เมื่อวันก่อนนี้ผู้เขียนแกะท่อกระดาษแล้วจับรังผึ้งก่อสร้างสบายๆ ลูกสาวตัวน้อยเห็นแม่ไม่กลัวก็จับบ้างและนั่งเล่นข้างรังผึ้งหน้าตาเฉย เรายังคุยกันว่าฤดูใม้ผลิปีหน้าจะสร้างบ้านและเอารังผึ้งก่อสร้างไปให้ที่โรงเรียนใส่ไว้ในสวนด้วย เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาก็มีงาน Mason Bee Cocoon Harvesting Party ที่คนเลี้ยงผึ้งก่อสร้างเอาท่อเอาบ้านผึ้งก่อสร้างมาแกะและทำความสะอาดด้วยกัน ถือเป็นกิจกรรมชุมชนที่สนุกดีและทำให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน และที่สำคัญ ทำให้ได้รู้ว่ามีคนอื่นที่เห็นความสำคัญของเรื่องนี้เหมือนกับเรา ผู้เขียนเลยมีกำลังใจที่จะไปบอกต่อ เพราะในอเมริกาเองเรื่องการเลี้ยงผึ้งก่อสร้างก็ยังอยู่ในช่วงก่อร่างสร้างตัว และต้องการอาศัยการช่วยกันบอกปากต่อปากเช่นเดียวกัน

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

อีกวิธีหนึ่งที่เราจะช่วยกันได้ก็คือปลูกดอกไม้หรือพืชผักที่มีเกสรให้ผึ้ง (และแมลงผสมเกสรอื่นๆ) ได้มาหาอาหาร แต่ปัจจัยที่สำคัญก็คือต้องเป็นต้นไม้ดอกไม้หรือเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านสารเคมี และจะให้ดีก็ควรเป็นผักพื้นบ้าน บ้านใครมีบริเวณพอสมควร แล้วเคยปลูกหรือคิดจะปลูกแต่ไม้ประดับ ลองเปลี่ยนใจปลูกไม้ผลดูก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ เพราะนอกจากจะได้ผลไม้ที่ปลอดภัยไว้กินแล้ว ยังสร้างระบบนิเวศที่ดีให้กับผึ้งยามต้นไม้ออกดอก และเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างพื้นดินและน้ำอย่างได้ประโยชน์ด้วย

ว่าจะเขียนเรื่องผึ้ง ไหงมาจบลงที่เรื่องชวนกันปลูกต้นไม้ไปได้ แต่เอาเข้าจริง มันก็เป็นเรื่องเดียวกันนะคะ เพราะห่วงโซ่อาหารนั้นจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้ ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องผักเรื่องต้นไม้มีคนพูดถึงกันอยู่มากมายแล้ว แต่เรื่องผึ้งและแมลงที่มีประโยชน์นั้นยังได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย ถ้าบทความสั้นๆ นี้จะช่วยจุดประกายให้คนหันมาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ก็จะดีใจมากเลยล่ะค่ะ

ใครสนใจอยากหาข้อมูลเพิ่มเติม มีองค์กรชื่อ Crown Bees ที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีความรู้ในเว็บไซต์ด้วย ลองเข้าไปดูกันได้ค่ะ

ชวนกันมาเลี้ยงผึ้งท้องถิ่นที่ใจดี แสนขยัน และเป็นความหวังใหม่ของวงการอาหารโลก

*หลังจากที่ผึ้งก่อสร้างตัวเมียวางไข่และเอาดินมาปิดปากท่อเรียบร้อยแล้ว ไม่นานไข่ก็จะฟักเป็นหนอน แล้วเริ่มกินเกสรและน้ำหวานที่แม่ผึ้งปั้นทิ้งไว้ให้เป็นอาหาร จากนั้นก็จะสร้างเส้นใยเป็นรังรอบๆ ตัวเอง แล้วพัฒนาจนกลายเป็นผึ้งก่อสร้างที่โตเต็มวัย ก่อนจะจำศีลไปตลอดหน้าหนาว พออากาศอุ่นขึ้นในฤดูใบไม้ผลิก็จะกัดรังออกมาเริ่มต้นวงจรชีวิตใหม่อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราปล่อยผึ้งที่โตเต็มวัยอยู่ในรังทิ้งไว้ข้างนอกก็ได้ แต่ก็มีโอกาสสูงที่จะมีเชื้อราหรือแมลงอื่นๆ เข้าไปเจาะวางไข่และกินหนอนผึ้งก่อสร้างจนไม่ได้กลายมาเป็นผึ้งรุ่นต่อไป เมื่อถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง คนเลี้ยงจึงต้องเอาท่อกระดาษมาแกะออกเพื่อดูว่ารังปลอดภัยดีหรือเปล่า และล้างน้ำทำความสะอาดก่อนจะใส่กล่องรักษาความชื้น เก็บเข้าตู้เย็นเพื่อให้อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ แล้วเอารังออกไปวางในท่อกระดาษชุดใหม่เมื่ออุณหภูมิภายนอกอุ่นพอ และดอกไม้เริ่มบานมากพอจะมีเกสรเป็นอาหารให้ผึ้งที่กำลังหิวพอดี ท่อกระดาษของผู้เขียนดูด้านนอกก็เรียบร้อยสะอาดสะอ้านดี แต่พอแกะออกมาด้านในมีทั้งรา ทั้งหนอนของแมลงอื่นๆ และรังที่โดนแตนเจาะ ผู้เขียนเลยเข้าใจว่าทำไมจึงต้องมาแกะมาเก็บให้วุ่นวายด้วย

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Save

Writer

สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

อดีตนักแสดงและพิธีกร จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ย้ายมาเป็นพลเมืองพอร์ตแลนด์ ออริกอน ตั้งแต่ปี 2012 ปัจจุบันเป็นคุณแม่ลูกสองของน้องเมตตาและน้องอนีคา เธอยังสนุกกับงานเขียนและแปลหนังสือ รวมทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในเมืองนอกกระแสที่ชื่อพอร์ตแลนด์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load