อาจเป็นเพราะพักเที่ยง เสียงเครื่องจักรในโรงงาน ‘เฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์’ จึงเงียบกว่าช่วงเวลาอื่นๆ ของวัน มีเพียงเรื่องเล่าของการเปลี่ยนผ่าน โรงงานผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ ตู้ โต๊ะ เตียง ชุดรับแขก ขายดีตามร้านในต่างจังหวัด สู่แบรนด์ใหม่ที่ไม่เพียงสานต่องานเดิม แต่ชัดเจนในตัวตนและความสนใจ สร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจครอบครัวได้ไปต่อ

ความรู้เรื่องเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่สมัยอากงเป็นพนักงานขายคนเก่ง ถ่ายทอดสู่พ่อผู้สร้างหน้าร้านและโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากเหล็ก ไม้ และงานหุ้มบุ 

“ถ้าใครเกิดทันเคยเห็นเก้าอี้เหล็กพับได้ที่ใช้ตามงานเลี้ยงงานบุญต่างๆ ของพ่อ ซึ่งลูกค้าสั่งครั้งละจำนวนมากๆ จึงทำให้สินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่เมื่อเฟอร์นิเจอร์พลาสติกเข้ามาตีตลาด พวกเราก็แทบแย่เหมือนกัน” นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย ทายาทรุ่นสามโรงงาน ‘เฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์’ เล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

วันหนึ่ง หลังจากรับสายจากพ่อที่โทรมาถามทีเล่นทีจริงว่า เขาอยากรับช่วงต่อโรงงานของครอบครัวไหม นรุตม์ซึ่งยังเป็นนักศึกษารีบรับคำพ่อ เพราะกลัวจะสูญเสียสิ่งสำคัญของครอบครัว หลังเรียนจบเขาจริงจังกับการสร้างแบรนด์ของตัวเอง

จากนักเรียนออกแบบที่ไม่เคยสนใจงานเฟอร์นิเจอร์ จนเมื่อค้นพบคุณค่าของศาสตร์นี้ เขาใช้ความสุขที่ได้จากการค้นพบมาสร้างความสุขในการทำงานให้ลูกค้าผ่าน Flo เฟอร์นิเจอร์แนว Home Office ดูสนุกลุกนั่งสบายตามคาเฟ่ และ Co-working Space ที่เราคุ้นเคย

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่ จนพาเก้าอี้ Flo ไปไกลกว่าอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยว

เชื่อเถอะว่า ต้องมีสักครั้งที่คุณเคยสัมผัสแบรนด์เฟอร์นิเจอร์สุดเก๋นี้ ไม่ว่าจากร้านกาแฟใกล้บ้าน หรือโต๊ะ เก้าอี้ในห้องประชุมของลูกค้า

ระหว่างเดินชมจุดต่างๆ ในโรงงาน เราเห็นความต่างของสไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่นั่นก็แค่ภายนอก วิธีคิดทำเฟอร์นิเจอร์อย่างตั้งใจยังเป็นเหมือนเดิมอย่างวันแรกที่รุ่นบุกเบิกเชื่อ รุ่นพ่อสานต่อ และรุ่นลูกร่วมทำงานเพื่อปรับตัวและผสานคุณค่าที่ครอบครัวส่งต่อ 

บทสนทนาในบทความนี้จะยาวสักนิด ลองเลือกเก้าอี้ตัวที่คุณชอบและนั่งลงในท่าที่สบายๆ พร้อมฟังนรุตม์เล่าเรื่องเฟอร์นิเจอร์ของเขาและครอบครัว

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

ธุรกิจ : บริษัท เฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์ จำกัด (พ.ศ. 2537)

ประเภทธุรกิจ : โรงงานผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์

อายุ : 25 ปี

เจ้าของและผู้ก่อตั้ง : อากงปึง จือ ฮวด (เข้าวงการขายเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2510)

ทายาทรุ่นที่สอง : คุณพ่อไพโรจน์และคุณแม่ลัดดาวัลย์ ปิติทรงสวัสดิ์ (เริ่มเปิดร้านเฟอร์นิเจอร์ในนาม บริษัท ปิติสวัสดิ์ เฟอร์นิเจอร์ พ.ศ. 2528)

ทายาทรุ่นที่สาม : นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ (แบรนด์ Flo พ.ศ. 2558)

โรงเรียนในโรงงาน

มีบ้างที่เหล่าทายาทกิจการจะรู้สึกแปลกปลอมจากโรงงานหรือธุรกิจของครอบครัว เพราะไม่ได้คลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้แต่เด็ก หรือเพราะมองว่าคนรุ่นพ่อทำไว้ดีมากจนไม่มีอะไรให้ต่อยอดได้อีก แต่สำหรับนรุตม์นั้นตรงข้าม 

ย้อนกลับไปสมัยเป็นเด็ก ชีวิตเขาก็วนเวียนอยู่กับเฟอร์นิเจอร์มาตลอด เริ่มจากอากงเป็นเซลส์ขายเฟอร์นิเจอร์ ตามด้วยพ่อที่เดินตามรอยเปิดร้านค้าและตัดสินใจทำโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง ทำให้เด็กชายนรุตม์ใช้เวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์วิ่งเล่นรอบโรงงาน คุยกับช่างคนนั้น เล่นกับช่างคนนี้ ความผูกพันกับโรงงานและความสนใจด้านการออกแบบทำให้นรุตม์ตัดสินใจเข้าศึกษาระดับชั้นปริญญาตรีที่ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

แต่แม้จะโตมาในโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ แต่เขาไม่คิดอยากทำเฟอร์นิเจอร์เลย

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

สองถึงสามปีแรกในชีวิตมหาวิทยาลัยหมดไปกับการเรียนและฝึกงานตามความสนใจ ทั้งถ่ายรูป ล้างฟิล์ม ทำกราฟิกหรือแอนิเมชัน แต่สุดท้ายก็พบว่าไม่ใช่ทางที่ช่ำชองจริงๆ เป็นเหตุผลที่ทำให้นรุตม์เลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการหาความเป็นไปได้ให้โรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว 

แค่ฟังคอนเซปต์ก็น่าสนใจแล้วใช่ไหม

นรุตม์เล่าว่า วิทยานิพนธ์ของเขาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต ทั้งทำให้เขาเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่องานเฟอร์นิเจอร์ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Flo 

แม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิเคราะห์ข้อมูลการออกแบบอย่างละเอียด แต่เขาก็ยังไม่สามารถทำออกมาเป็นชิ้นงานได้สำเร็จ จนอาจารย์ยอมต่อเวลาให้ทำต่ออีก 2 เดือน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นรุตม์รู้ตัวว่า เป็นเพราะเขาไม่เคยนั่งดูและลองทำเฟอร์นิเจอร์กับเหล่าช่างในโรงงานมาก่อน เขาจึงไม่รู้ว่าขั้นตอนการทำเฟอร์นิเจอร์นอกจากการออกแบบต้องทำอย่างไร

2 เดือนแห่งโอกาสจึงเป็นช่วงที่เขาไม่ได้เข้าโรงงานในฐานะเด็กชายนรุตม์ที่วิ่งเล่นกับคนงานสมัยเด็ก แต่เข้ามาในฐานะนักเรียนคนหนึ่งที่มาขอความรู้และความช่วยเหลือจากครูช่าง

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบเจ้าของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่ จนพาเก้าอี้ Flo ไปไกลกว่าอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยว

“ตลอดห้าปีของการเรียนออกแบบ นั่นเป็นสองเดือนที่ได้เรียนรู้มากที่สุดและคุ้มค่าที่สุด เราได้เข้าหาคนงาน นั่งดูเขาทำ ปรึกษาและทดลองกันตรงนั้นเลยว่าพี่ลองอย่างนี้ อย่างนั้น เป็นช่วงที่เริ่มเข้าใจว่าไม้มันดีอย่างนี้ เหล็กมันดีอย่างนั้น ถ้าเรายังไม่เข้าใจออกแบบยังไงก็ยังไม่เวิร์ก ถ้าไม่ไปนั่งด้วยกันตรงนั้นก็ไม่มีทางรู้” จากรอยยิ้มตาหยีของเขาที่ดูเป็นกันเองเปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความมุ่งมั่นที่ทำให้เรารู้สึกเชื่ออย่างสนิทใจ

สิ่งสำคัญที่ได้จากการทำวิทยานิพนธ์คืออะไร เราถามต่อด้วยเสียงหนักแน่นตามสิ่งที่เห็นจากดวงตาของเขา

“เราสรุปในวิทยานิพนธ์และบอกกับตัวเองในวันที่เริ่มทำ Flo ว่า เราจะยืนอยู่ในความแข็งแกร่งของโรงงานที่มีเหล็ก ไม้ หุ้มบุ อยู่ในโรงงานเดียว ซึ่งโดยปกติจะไม่มีโรงงานไหนรวมทั้งสามศาสตร์นี้ไว้ด้วยกัน

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่
แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

“เเรงเหวี่ยงตอนนั้นมันยังอยู่จนถึงตอนนี้ เป็นแรงเหวี่ยงของการเข้าใจ และผลงานที่เราทำตอนนั้นก็ยังใช้ได้ดีอยู่ในเวลานี้” เขาเฉลยก่อนผายมือชวนเราดูโต๊ะไม้ที่ต่อด้วยเหล็กในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหน รู้สึกแปลกใจไปพร้อมกับชื่นชมที่เห็นสองวัสดุผสมผสานกันอย่างลงตัว

ก้าวคนละก้าว

โรงงานผลิตสามวัสดุ เหล็ก ไม้ และหุ้มบุ ที่พ่อทุ่มเททั้งกายและใจ คือทรัพยากรล้ำค่าสำหรับนักออกแบบคนหนึ่งที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ ที่ไหน 

เมื่อเรียนจบ นรุตม์จึงเริ่มลงมือทำงานชิ้นแรกของ Flo ด้วยการต่อยอดแบบจากวิทยานิพนธ์

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

เด็กชายนรุตม์วัยไร้เดียงสาที่เคยวิ่งเล่นในโรงงานคือภาพจำของครูช่างที่ยากสลัดออก ช่วงแรก เขาจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนงานว่าเขาสามารถทำได้ เริ่มจากการสวัสดีและขอบคุณให้เป็นนิสัยเพื่อบอกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้มาสั่งแต่มาเพื่อพัฒนา แรกๆ เหล่าช่างค้านหัวชนฝาว่าสิ่งที่เขาออกแบบมาไม่สามารถทำได้ แต่นรุตม์ใช้วิธีการพูดซ้ำๆ ว่าให้ลองทำ จนงานสุดแปลกในสายตาช่าง กลายเป็นงานที่ขายดีเทน้ำเทท่า

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

“ตอนนี้เขาเชื่อว่าเราทำได้ เขาพร้อมทดลองกับเราแม้รู้ว่าประหลาด มันเป็นอะไรที่นักออกแบบไม่ได้มีกันง่ายๆ” ความเชื่อมั่นที่นรุตม์เล่าคงไม่เท่าความภูมิใจที่งานออกแบบของเขาได้สร้างงานและต่อชีวิตให้ครูมากประสบการณ์เหล่านี้ เขาเล่าต่อว่า ตอนนั้นพ่อเกือบเลิกผลิตงานเหล็ก เพราะเป็นงานที่ดูไม่มีราคาเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากวัสดุชนิดอื่น

แต่เมื่อเห็นเครื่องไม้เครื่องมือที่วางระเกะระกะและเหล่าคนงานที่เขาผูกพัน ก็รู้สึกว่าเขาจะทิ้งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ งานเหล็กที่ดูไร้ค่าในสายตาลูกค้าจึงกลับมีค่าอีกครั้ง

‘ทำไมทรงแข็งอย่างนี้ ทำไมทำสีนี้ ราคาแพงไปมั้ย’ คือคำถามที่คุณพ่อมีต่องานลูกชาย แต่คำถามเหล่านั้นก็มลาย เมื่อยอดขายจากงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฟอร์นิเจอร์ แฟร์ ที่ Flo ไปร่วมออกงานครั้งแรกในปี 2557 นั้นเกินความคาดหมาย

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

“ตอนนั้นเฟอร์นิเจอร์เรายังมีแค่สองคอลเลกชัน และเรายังจำลูกค้าคนแรกของเราได้เลย เขาแทบจะไม่ถาม พูดแค่ว่า สวยจัง เท่าไร ไม้อะไร แล้วก็ซื้อเลย เราก็ อ้าว ขายได้แล้วว่ะ ตอนแรกเตรียมใจว่าจะถูกถามเยอะ ไม่น่าได้ขาย

“พ่อก็เห็นว่าด้วยโรงงานเดียวกันมันสร้างมูลค่าเพิ่มได้ด้วยการออกแบบ การโฆษณาด้วยกราฟิกที่เราทำเอง นำเสนอว่าแบรนด์มีคุณค่าและประวัติศาสตร์ยังไงให้เห็นว่าเรามีราก ไม่ใช่จู่ๆ ลอยมา เรารู้สึกว่าลูกค้าเชื่อถือในแบรนด์” นรุตม์เล่า

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่ จนพาเก้าอี้ Flo ไปไกลกว่าอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยว

 จากงานแฟร์แห่งโอกาสที่มีเฟอร์นิเจอร์เพียง 2 คอลเลกชันในวันนั้น 5 ปีผ่านไป Flo ประสบความสำเร็จจนมีเฟอร์นิเจอร์กว่า 200 คอลเลกชัน ที่ไม่เพียงเป็นผลงานการสร้างสรรค์ของนรุตม์เเต่ยังรวมผลงานจากนักออกแบบไทยและเทศทั้งจากฝรั่งเศส อิตาลี และญี่ปุ่น 

“Flo ประสบความสำเร็จเพราะพ่อไม่เข้ามาขวาง เขาให้เราทำเลย บางครอบครัวจะเข้ามาจัดการ ซึ่งทำให้คนทำหมดความตั้งใจ เราจะบอกเขาว่า ขอทำ ขอรู้ได้มั้ยว่าจะเวิร์กหรือเปล่า เดี๋ยวเรารับผิดชอบเอง เราว่าเป็นข้อดีที่พ่อให้อิสระ” ไม่เพียงทำให้เขาเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้นแต่ยังทำให้พ่อเชื่อว่าเขาทำได้ แม้จะไม่เห็นด้วยในบางครั้งแต่ไม่เคยเอ่ยปากห้ามทำเลย

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

เขาเล่าต่อว่า “เวลาไปเดินห้างกับพ่อ เขาจะบอกว่า เมื่อก่อนร้านนี้ใช้เก้าอี้เราแต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว เราว่าเขาเศร้าเเต่ไม่แสดงอารมณ์ ตอนนี้เราทำได้แล้ว เก้าอี้เราอยู่ในร้านอาหารเต็มไปหมด มันไม่ง่ายที่จะเข้าไปแข่งในตลาดสมัยนี้ที่ทุกที่ต้องการความต่าง” 

เมื่อเราแอบถามความรู้สึกจากคุณพ่อไพโรจน์และคุณแม่ลัดดาวัลย์ ปิติทรงสวัสดิ์ พวกท่านรีบตอบทันที 

“เขากระโดดข้ามไปอีกระดับ ไม่ได้อยู่ร้านก๋วยเตี๋ยวแล้ว ไปอยู่ร้านใหญ่กว่าเรา เขาทำได้สูงกว่าที่ผมคาดไว้” คุณพ่อเล่าด้วยความภูมิใจ ส่วนเราฟังอย่างอิ่มเอมใจในความรักและการพยายามปรับตัวของผู้บริหารสองรุ่น 

Flo-working Space

ที่มาของชื่อเเบรนด์ Flo มาจากทฤษฎีจิตวิทยา Flow State ของ Mihály Csíkszentmihályi ที่กล่าวถึงสภาวะที่เรามีสมาธิกับการทำงานมากจนร่างกายทำงานเองโดยไม่ได้บังคับ นั่นหมายความว่าเรากำลังมีความสุขกับการทำงาน 

เพราะนรุตม์อยากให้ลูกค้าทำงานอย่างมีความสุขได้ทุกที่ ไม่ว่าจะคาเฟ่ ร้านอาหาร บ้าน หรือออฟฟิศจริง ‘Home Office’ จึงเป็นอีกหัวใจสำคัญที่เขายึดในการออกแบบ 

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่
แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

เราไม่ค่อยเห็นการต่อไม้และเหล็กเข้าด้วยกันมากนัก การผสานวัสดุเหล่านั้นออกมาในรูปแบบที่ทันสมัยน่าใช้ของ Flo จึงเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจของห้างร้าน 

เราสามารถทำเป็นงานไม้ งานเหล็ก และงานบุนวมแยกได้ การเอามาผสานกันสำคัญอย่างไร เราถาม

“ห้าปีที่แล้ว co-working space กำลังมา เราเลยจะขายตลาดนี้ ต่างกับลักษณะเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ล้วน ถ้าเอาไม้ล้วนมาวางในออฟฟิศจะรู้สึกผิดที่ผิดทาง ลูกค้าจะบอกว่านี่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ในออฟฟิศ 

“เดี๋ยวนี้ขอบเขตมันเบลอไปแล้ว เหมือนวัสดุที่เบลอ ถ้าเราเอามาผสมกัน เก้าอี้ของเราจะอยู่ได้ทุกที่ด้วยการสลับสี สลับวัสดุ เปลี่ยนเหล็กขาวเป็นดำก็อยู่ในออฟฟิศได้แล้ว แล้วลูกค้าก็เอาไปใช้จริง สิ่งที่เราวางไว้แต่แรกยังเวิร์กจนถึงตอนนี้ แล้วรู้สึกสะใจมากที่เราเดาถูกตอนนั้นและยังถูกอยู่” เมื่อฟังนรุตม์เฉลยแนวคิดของ Flo เราก็รู้สึกเห็นด้วยว่าเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้อยู่ได้ทุกที่จริงๆ ไม่เพียงเป็นการสร้างสรรค์งานแปลกใหม่ให้ลูกค้าจับจอง แต่ถือเป็นความหลักแหลมในการสร้างเฟอร์นิเจอร์ 1 ชิ้นให้ขายได้กับคนทุกกลุ่ม

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

นอกจากนรุตม์จะผสาน 3 วัสดุเข้าด้วยกันแล้ว เขายังออกแบบให้งานไม้มีเหลี่ยมมุมที่น่าสนใจ “เราเพิ่งสังเกตว่าระบบกริดมันฝังอยู่ในวิธีการออกแบบของเรา กริดที่มีอยูในเลย์เอาต์กราฟิก กลายมาอยู่ในเฟอร์นิเจอร์ด้วย เลยได้เส้นที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์” นรุตม์เล่าต่อถึงที่มาของเหลี่ยมมุมประหลาดที่นำมาสู่เฟอร์นิเจอร์ไม้หกเหลี่ยมถอดประกอบได้อย่างคอลเลกชันดินสอที่ไม่มีเเบรนด์ไหนเหมือน ว่าได้แรงบันดาลใจจากการไปเรียนงานไม้ที่ฝรั่งเศส ทำให้เขาคิดค้นใบมีดแบบใหม่ที่สามารถทำไม้ให้ออกมาเป็นทรงอะไรก็ได้ตามชอบ 

Flo & Furnist Industry

เรามักเห็นว่าเมื่อลูกเข้ามารับช่วงต่อ รูปแบบและวิธีการบริหารงานของรุ่นพ่อจะหายไป 

แต่ไม่ใช่กับครอบครัวนี้ เฟอร์นิเจอร์รุ่นเก๋ายังคงผลิตออกสู่ตลาดโดยการบริหารของพ่อ เพราะกลุ่มลูกค้าเดิมถือเป็นกลุ่มหลักที่หล่อเลี้ยงโรงงาน ส่วน Flo ของนรุตม์เป็นแรงที่ช่วยพยุงในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง แม้ตอนนี้พ่อลูกยังแยกกันบริหาร เพราะ Flo เพิ่งเปิดตัวไม่นาน แต่ในอนาคต ทั้งคู่พยายามผสานทั้งสองแบรนด์ให้เข้ากัน

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

พูดถึงความลงตัว เราขอยกให้การแบ่งงานกันระหว่างคุณพ่อผู้จบการตลาด คุณแม่ผู้จบบัญชี และคุณลูกผู้จบออกแบบ เป็นทีมเวิร์กที่ทำให้บริษัทดำเนินไปได้อย่างไม่ลำบาก แต่เมื่อพ่อและแม่มีอายุมากขึ้น ความเป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้องช่วยดูแลและจัดการเรื่องต่างๆ ทำให้นรุตม์ต้องเรียนรู้เรื่องการบริหาร การตลาด และการบัญชีให้มากขึ้น และนี่คือสิ่งที่ยากสำหรับนักออกแบบอย่างเขา 

บริหารงานคือสิ่งที่ยาก แต่บริหารความสัมพันธ์ก็เป็นอีกงานที่เขาต้องทำ นรุตม์บอกว่า เขาต้องแบ่งเส้นการเป็นลูกน้องกับลูก ว่าควรปรึกษาพ่อยังไงไม่ให้ดูเหมือนเถียง ให้พ่อเชื่อและอนุญาตให้ทำในสิ่งที่คิด มีครั้งหนึ่งที่เขาต้องขับรถไปพบลูกค้า แต่พ่อไม่อยากให้ไปเพราะกลัวอันตราย เขาจึงใช้ไม้เด็ดเล่าเหตุการณ์เปรียบเทียบสมัยพ่อเริ่มทำงาน

“ตอนแรกเราให้เขาเล่าว่าตอนเขาเป็นเซลส์เขาขับรถยังไง เขาเล่าว่า ‘ป๊าขับจากนี่ไปเพชรบูรณ์ ไปโคราช เชียงใหม่’ เราบอกว่าไม่เห็นเป็นไรเลยป๊า ผมขับน้อยกว่าป๊าอีก เขาก็โอเค ไปเลย นี่เป็นครั้งที่ประสบความสำเร็จที่สุดแล้ว เข้าใจว่า อ๋อ ต้องทำแบบนี้ พูดตรงๆ ไม่ได้ เราต้องมีวิธี” นรุตม์เล่าถึงความสำเร็จครั้งนั้นเคล้าด้วยเสียงหัวเราะที่พาเราอมยิ้มตาม

นรุตม์ ปิติทรงสวัสดิ์ นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Flo แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติไทย

สิ่งที่อากงและพ่อสอนเสมอคืออะไร นรุตม์ตอบอย่างไวแทบไม่ต้องคิดว่า คือการพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ การซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และการไม่หยุดเรียนรู้ เขาขยายความว่า แม้พ่อจะจบการตลาด แต่ก็สร้างโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ได้เพราะพ่อเป็นคนใฝ่รู้อยู่เสมอ แม้ไม่มีความรู้ด้านเฟอร์นิเจอร์ พ่อก็ไปเรียนการผลิต การบริหาร และการบัญชี จนสร้างโรงงานที่บรรจุคนงานกว่า 300 ชีวิตได้ นรุตม์จึงมีนิสัยรักเรียนแต่เด็ก แม้จะจบปริญญาตรีและมี Flo ในอ้อมใจ เขาก็ยังไปเรียนงานไม้ที่ฝรั่งเศส เรียนปริญญาโทที่สวิตเซอร์เเลนด์และปัจจุบันกำลังเรียนปริญญาโทการบริหารที่มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่พอ! ขอออกตัวว่าเราพบเขาที่คอร์ส Rinen

“เราเคยสับสนว่าจบแล้วทำอะไรดี เพื่อนก็บอกว่า เราชัดจะตายอยู่แล้วจะสับสนทำไม มีโรงงานที่บ้านก็ทำสิ เป็นคำที่ง่ายแต่มาในจังหวะที่ดีมาก ถ้าเขาพูดก่อนหน้านั้นเราอาจไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนั้นมันเปลี่ยนเลยว่าไม่เห็นต้องลังเล” จากความฝันของรุ่นพ่อที่อยากเปลี่ยนโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ขายส่งไร้แบรนด์ให้มีแบรนด์ วันนี้นรุตม์สานฝันนั้นให้พ่อได้

“พ่อชอบพูดว่า ปู่สร้าง พ่อขยาย ลูกทำลาย ถ้ามันมาเจ๊งรุ่นเราคงเสียหายไปถึงวงศ์ตระกูล” นรุตม์เล่าติดตลกถึงความกังวลเมื่อพ่อให้เลือกว่าจะรับกิจการต่อหรือให้ขายไป แต่เราคิดว่าคำขวัญนั้นคงไม่ใช่กับแบรนด์ที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยและมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจอย่าง Flo 

แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Home Office สัญชาติไทยที่ต่อยอดธุรกิจอากงและพ่อแม่

บริษัท เฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์ จำกัด (พ.ศ. 2537)

กิจการครอบครัวอันเกี่ยวเนื่องกับเฟอร์นิเจอร์เริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2510 เมื่ออากงปึง จือ ฮวด มีอาชีพเป็นเซลส์ขายเฟอร์นิเจอร์ให้โรงงาน ต่อมาคุณพ่อตั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์ในนาม บริษัท ปิติสวัสดิ์ เฟอร์นิเจอร์ ใน พ.ศ. 2528 ร่วมกับคุณแม่ลัดดาวัลย์ โดยมีอากงคอยสนับสนุน

ใน พ.ศ. 2537 นักการตลาดที่ไม่มีความรู้เรื่องวิศวกรรมอย่างคุณพ่อก่อตั้ง บริษัท เฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์ จำกัด โรงงานเฟอร์นิเจอร์ที่มีคนงานเพียง 100 คน เริ่มจากงานเหล็ก รับผลิตเก้าอี้พับ โต๊ะพับ เเละเตียงเหล็กดัดส่งขายทั้งต่างประเทศและในประเทศ แต่เมื่อเก้าอี้พลาสติกเข้ามาแทนที่เหล็ก โรงงานจึงเริ่มมีปัญหา เพราะคนหันไปซื้อเก้าอี้พลาสติกจนคุณพ่อต้องเพิ่มส่วนงานผลิตหุ้มบุเพื่อทำโซฟา เก้าอี้เบาะ และเตียงหุ้มผ้า เข้ามา และต่อมาจึงเพิ่มส่วนการผลิตไม้เพื่อเพิ่มความหลากหลายของงาน

“ตอนนั้นคนทำเหล็กไม่ทำไม้ คนทำไม้ไม่ทำเหล็ก พอเราทำออกไปก็ดูแปลกกว่าคนอื่น ก็เลยขายได้ เราพยายามทำแบรนด์ แต่ไม่ได้โดดเด่นเลย เป็นลักษณะ OEM ให้บริษัทต่างประเทศและในประเทศเสียส่วนใหญ่”

จุดสูงสุดของเฟอร์นิสท์ อินดัสทรีส์ คือช่วงหลังวิกฤตการณ์น้ำท่วม พ.ศ. 2554 ก่อนหน้านั้นคนมักใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้อัดเสียส่วนมาก เมื่อน้ำท่วมทำให้ต้องทิ้งของเหล่านั้นไป ขณะที่ไม้จริงเพียงขัดสีฉวีวรรณใหม่ก็ยังใช้ได้ดี ทำให้คนหันกลับมาใช้ไม้อีกครั้ง เพราะคำนวณระดับน้ำได้แม่นยำ เมื่อน้ำลดจึงผลิตขายได้ทันที ถือเป็นวิกฤตโรงงานอื่นแต่เป็นโอกาสของโรงงานนี้

แม้คุณพ่อจะเริ่มสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่ได้หวั่นเกรงว่าเมื่อลูกเข้ามารับช่วงต่อแล้วจะทำไม่ได้ สิ่งที่คุณพ่อย้ำเสมอคือการเปิดโอกาสให้รุ่นลูกได้เข้ามาสานต่อกิจการ 

“ต้องให้โอกาสเขา คลื่นลูกหลังต้องกลบคลื่นลูกเเรกถึงจะเอาตัวรอดได้ในปัจจุบันที่คู่แข่งเยอะขึ้น รุ่นพ่อต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ครอบงำมาเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา ถอยออกมาให้เขาเเสดงฝีมือ เหมือนนักฟุตบอล ถ้าเป็นตัวสำรองไม่ได้ลงสนามก็คงเป็นอย่างนั้นตลอด ถ้ามีโอกาสได้ลงสนามบ้างก็จะได้เกิด” คุณพ่อทิ้งท้าย

Facebook : Flo

Website : www.flofurniture.com

Writer

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

ธุรกิจ : บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด

ประเภทธุรกิจ : ธุรกิจอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา

ปีก่อตั้ง : พ.ศ. 2544

อายุ : 21 ปี

ผู้ก่อตั้ง : สมชาย โรจนมงคล

ทายาทรุ่นสอง : ภรภัทร โรจนมงคล

‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’

‘เดินตามหลังผู้ใหญ่ หมาไม่กัด’

นี่คงเป็น 2 สุุภาษิตไทยที่หลายคน โดยเฉพาะทายาทธุรกิจ ได้ยินจากผู้ใหญ่ที่บ้านบ่อยเป็นอันดับต้น ๆ

แน่นอนว่าการเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อาวุโสย่อมมีประโยชน์ แต่การตั้งคำถามและกล้าที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้โลกของเราพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน

เพราะฉะนั้น ก่อนเริ่มบทความ เราขอชวนคุณคิดตามสักหน่อย

หากท่านเป็นเจ้าของโรงงานสินค้าโภคภัณฑ์แห่งหนึ่ง แต่ทว่านับวันผ่านไป การแข่งขันในอุตสาหกรรมยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ สงครามราคาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น การขยายฐานการผลิตเป็นสิ่งที่ยาก เนื่องจากแหล่งที่มาของวัตถุดิบมีอยู่อย่างจำกัด คุณจะทำอย่างไรให้โรงงานแห่งนี้เติบโต

พัฒนาคุณภาพของสินค้า นั่นไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจประเภทนี้ (สินค้าโภคภัณฑ์คือประเภทสินค้าที่มีความแตกต่างของสินค้าจากแต่ละผู้ผลิตน้อยมาก ๆ จนเรียกได้ว่า ไม่ว่าซื้อจากที่ไหนก็เหมือนกัน)

สิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนี้โดยตลอดคือ การให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อให้ผลิตได้เยอะที่สุดและถูกที่สุด ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ลดค่าตอบแทนบุคลากร ลดจำนวนคน ไม่ลงทุนในด้านระบบหรือการตลาด แต่สิ่งที่ทายาทธุรกิจรายนี้ทำนั้นต่างออกไป

เขาหันมาเพิ่มงบประมาณด้านบุคลากร พัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานตลอดจนระบบในการทำงาน

แม้ว่าสิ่งที่เขาทำจะเรียกได้ว่าเป็นคนละขั้วกับสิ่งที่คนอื่น ๆ เคยทำมาในอุตสาหกรรมนี้ แต่นั่นทำให้ธุรกิจของเขามีเปอร์เซ็นต์การเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นเกือบทุกปี และอัตรากำไรที่ก้าวกระโดดเป็นเท่าตัว

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

วันนี้ The Cloud จึงมีนัดพิเศษกับ นิ้ง-ภรภัทร โรจนมงคล ทายาทรุ่นสอง บริษัท เมกก้าวู้ด จำกัด ธุรกิจแปรรูปไม้ยางพาราในจังหวัดตรัง ที่ตั้งใจจะปฏิรูปวิธีการทำธุรกิจในอุตสาหกรรมนี้ และพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า การทำธุรกิจที่ ‘ดี’ จริง ๆ แล้วนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่เอาไว้โฆษณาบริษัท แต่ทำให้ผลประกอบการของบริษัทเพิ่มขึ้นได้ด้วย

เอาล่ะ เขาทำได้อย่างไร ขอเชิญทุกท่านติดตามได้ ณ บัดนี้

ก่อตั้งโรงไม้

ย้อนกลับไปในสมัยก่อน ชาวสวนในภาคใต้ปลูกต้นยางเพื่อเอาน้ำยางเป็นหลัก เมื่อต้นยางอายุประมาณ 20 – 25 ปี ก็จะหมดอายุการให้น้ำยาง ทำให้ต้นยางเหล่านั้นถูกโค่นทิ้งและนำไปเผา 

เมื่อเวลาผ่านไป เทคโนโลยีในการถนอมเนื้อไม้ก็ได้เข้ามาในประเทศไทย ทำให้เก็บรักษาไม้ยางพาราได้ จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพาราขึ้น โดยโรงงานแปรรูปไม้จะรับไม้ยางพารามาจากเกษตรกรเพื่อนำมาแปรรูป ก่อนส่งต่อไปให้โรงงานอื่น ๆ ที่นำไม้เหล่านั้นไปผลิตเป็นสินค้าต่าง ๆ

“คุณพ่อเริ่มต้นจากการเป็นพนักงาน ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และความสามารถในการดูแลทุกอย่างแทนเจ้าของโรงงานได้ ทำให้เขากลายเป็นผู้จัดการที่มีชื่อเสียงในวงการขึ้นมา เลยมีนายทุนชาวนครศรีธรรมราช 3 – 4 ท่าน เข้ามาชวนคุณพ่อว่า สนใจอยากเป็นเถ้าแก่ไหม จะช่วยลงทุนโรงงานไม้ที่ตรังให้ แล้วก็จะมีหุ้นให้ส่วนหนึ่ง”

นั่นจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Megawood

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“จำได้ว่าคุณพ่อกินนอนอยู่ที่โรงงานกว่า 5 ปี คอยเฝ้าโรงงานทั้ง 2 กะ จำภาพได้ว่าโรงไม้ในสมัยนั้นค่อนข้างสกปรก รกรุงรัง ผมก็ไม่ชอบ แต่คุณพ่อผมบอกว่า นี่แหละคือสิ่งที่จะทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ด้วยจิตวิญญาณในการเป็นผู้ประกอบการที่เน้นผลลัพธ์ บวกกับความโปร่งใสของคุณพ่อของนิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มนำนักบัญชีเข้ามาตรวจสอบบริษัท หรือความซื่อสัตย์กับหุ้นส่วน ทำให้ผลประกอบการของโรงงานเป็นที่น่าพึงพอใจ นักลงทุนเหล่านั้นตัดสินใจที่จะลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เช่าโรงงานก็เปลี่ยนมาเป็นการสร้างโรงงานขึ้นมาเอง

“สไตล์ของคุณพ่อผมไม่เน้นระบบมาก เน้นใช้จิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ เรียกว่าเข้าโรงงานทุกวัน ใช้คนน้อย ๆ ต้นทุนต่ำ ๆ แล้วผู้บริหารตัดสินใจเองหมด พนักงานมีปัญหาก็ให้มาบอก แล้วฉันจะบอกว่าแก้ยังไง นั่นคือในยุคของคุณพ่อผม คุณพ่อผมสอนว่าการเป็นโรงงาน ปัญหาเป็นอาหารเช้า วิธีการมีแค่อย่างเดียวคือแก้ให้เร็ว นั่นคือคำสอนของท่านตั้งแต่วันแรก 

“ท่านไม่เชื่อในเรื่องระบบ ในเรื่องคน ท่านเชื่อในจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ ว่าไม่มีอะไรทดแทนสิ่งนี้ได้ ซึ่งผมไม่ได้เห็นด้วย แต่ต้องเก็บไว้ในใจ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

The Next Gen

เวลาผ่านไป Megawood ค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนเมื่อนิ้งเรียนจบ คุณพ่อจึงเรียกตัวเขาให้กลับมาช่วยบริหารธุรกิจที่บ้าน

“เดิมทีผมตั้งใจว่าอยากจะหน่วงเวลานิดหนึ่งเพื่อไปพิสูจน์ตัวเองก่อน แต่เมื่อคุณพ่อเอ่ยปากชวน ใจหนึ่งผมก็อยากกลับมาทำที่บ้านอยู่แล้ว”

ทว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

ตำแหน่งแรกของนิ้งคือผู้ช่วยผู้จัดการโรงงาน ในแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้เข้าไปดูในทุก ๆ ส่วนของโรงงาน แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาอึดอัดมาก ๆ เพราะแนวทางบริหารของเขากับผู้จัดการโรงงาน ซึ่งเป็นพนักงานเก่าแก่ของคุณพ่อนั้นไม่ตรงกัน 

“สมัยก่อนบริษัทไม่มีวิศวกรแม้แต่คนเดียว ผมจะรับเข้ามาสักคน เขาก็จะบอกว่าไม่จำเป็น เวลาจะขับเคลื่อนคน เขามีความเชื่อแบบดั้งเดิมว่าต้องใช้พลังลบคอยไล่หลัง แต่วิธีการของผมคือ เราไปข้างหน้า แล้วชวนเขาให้ตามเรามา”

เมื่อความขัดแย้งมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี นิ้งตัดสินใจลาออกจาก Megawood ย้ายจากตรังไปอยู่โคราช เพื่อเป็นการพักใจให้กับตัวเอง

แต่ชะตาของเขากับ Megawood ก็มาบรรจบกันอีกครั้ง เพราะหลังจากนั้น Megawood ได้ขยายโรงงานไปที่หาดใหญ่ ทำให้หุ้นส่วนคนหนึ่งตัดสินใจโทรมาขอนัดพบกับนิ้ง

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

“ตอนนั้นผมก็สงสัยว่ามานัดเจอทำไมถึงโคราช เขาบอกว่าโรงงานที่หาดใหญ่เปลี่ยนผู้จัดการมาแล้วหลายคน แต่หาผู้จัดการดี ๆ ที่ลงตัวไม่ได้สักที เลยอยากให้ผมกลับไปช่วย

“ผมตอบเลยว่า ไม่ ถ้าจะให้ผมกลับไปแล้วเจอแบบเดิม ยังไงก็ไม่ ตอนนี้ถึงแม้ผมอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่ผมมีความสุขดี ถ้าจะให้ผมกลับไปจริง ๆ ผมยื่นเงื่อนไขว่า ต้องมีพื้นที่ให้ผมทำงาน ให้ผมกำหนดนโยบาย ให้ทรัพยากรผม คุณเฝ้าอยู่ห่าง ๆ ผมจะรีพอร์ตเป็นระยะ ๆ ถ้าหากผลงานไม่ได้ เดี๋ยวผมถอยเอง”

เมื่อเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ หุ้นส่วนคนนั้นก็ได้โทรกลับมาหานิ้งว่าพวกเขาตกลงตามเงื่อนไข โดยจะให้สิทธิ์นิ้งในการบริหารโรงงานสาขาเต็มที่ ตั้งแต่ก่อสร้างโรงงานจนถึงการดำเนินกิจการ และหลังจากนั้นไม่นาน บอร์ดบริหารก็ตัดสินใจย้ายผู้จัดการคนเก่าไปคุมที่หาดใหญ่แทน และย้ายมาคุมโรงงานที่กำลังขยายตัวที่ตรัง ทำให้นิ้งได้ขึ้นเป็นผู้บริหารเต็มตัวในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ปฏิรูปธุรกิจไม้ยาง โดยให้ความสำคัญกับคนมากขึ้น

ปฏิวัติ

ย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2558 – 2560 ที่นิ้งเข้ามา ตอนนั้นเป็นช่วงที่อุตสาหกกรมนี้กำลังไปได้ดี ทำให้กำไรของ Megawood เพิ่มขึ้น 3 – 4 เท่า แต่เขายอมรับว่าตัวเองก็มีข้อผิดพลาดในช่วงนั้น

“ในช่วงนั้นเรียกได้ว่าลมมันส่ง ผมโชคดีที่เข้ามาในจังหวะที่ถูกต้อง ทำให้เลยดูเหมือนว่าผมเก่ง ในแง่หนึ่งมันก็ดี เพราะทำให้เรามีความมั่นใจ ผู้ถือหุ้นเราก็แฮปปี้ แต่ข้อเสียคือมันทำให้อัตตาเรามากขึ้น ผมบ้าบิ่นไปลงทุนสิ่งที่ไม่ควรเยอะ ไปทำธุรกิจที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับความเชี่ยวชาญของเราเลย อย่างเช่นสวนผักออร์แกนิก”

เมื่อวิกฤตวงการยางพารามาถึงใน พ.ศ. 2561 เขาจึงจำเป็นต้องตัดธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักออกไป แต่อีกสิ่งที่เขาเปลี่ยนบริษัทไปอย่างเห็นได้ชัด และทำให้ Megawood ฟื้นตัวจากวิกฤตในวงการไม้ยางพาราตอนนั้นได้อย่างรวดเร็วคือ

“ผมหันมาให้ความสำคัญกับระบบและคน”

“ตอนนั้นที่บริหารร่วมกับคุณพ่อ ผมยังไม่มีโอกาสได้ทำ แต่ตอนนี้ผมมีโอกาสแล้วก็เลยเต็มที่เลย เริ่มมีการจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ เอาที่ปรึกษาเข้ามาช่วงวางระบบบัญชี อะไรต่าง ๆ และข้อพิสูจน์ที่ดีที่สุดเลยว่าสิ่งที่เราวางรากฐานวันนั้นแล้วมันประสบความสำเร็จ ก็คือการที่วันนี้ผมย้ายภูมิลำเนามาอยู่กรุงเทพฯ ได้”

“คนอื่นอีกหลายคน เขาบอกว่าผมกำลังทำผิดพลาดมหันต์ เพราะว่าอุตสาหกรรมไม้ยางพารา โดยปกติถ้าเจ้าของไม่อยู่จะมีแต่ความฉิบหาย เพราะช่องโหว่ค่อนข้างเยอะ แต่ปรากฏว่า 4 เดือนที่ผ่าน ระบบที่เราเซ็ตไว้ คนที่เราฝึกเขาไว้ เขาสานต่อสิ่งที่เราทำไว้ได้ แต่ก็แน่นอนว่ายังต้องพัฒนาอีกเยอะ”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The People

เนื่องจากอุตสาหกรรมไม้ยางพาราโดยปกติแล้ว เป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันที่ปริมาณ อัตรากำไรไม่ได้สูง สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดมาเลย ก็คือการจ้างแรงงานในอัตราที่ถูกมาก ๆ

“ผมรู้สึกอึดอัดกับเรื่องนี้มานาน ผมไปเห็นบ้านพักของพนักงานที่อยู่กันแบบแร้นแค้น มีหนี้มีสินแล้วผมรับไม่ได้ ผมเลยตั้งใจจะเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมนี้”

นิ้งตั้งใจจะทำสิ่งที่บริษัทอื่นไม่กล้าทำ เพื่อให้เป็นแบบอย่างกับบริษัทอื่น ๆ ในวงการ แล้วทำให้วงการนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางเดียวกับเขา

ณ ตอนนี้คนงานกว่า 500 คนของ Megawood เป็นแรงงานไทยทั้งหมดเกือบ 100% โดยมีแรงงานต่างด้าวเพียง 3 คน ที่นิ้งเอาไว้ฝึกแผนก HR ในเรื่องของการทำเอกสารเท่านั้น

ถ้าหากถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนไทย เหตุผลของคุณนิ้งมีอยู่สั้น ๆ ข้อเดียว

“เพราะเราสื่อสารกันรู้เรื่อง”

“มันเป็นค่านิยมข้อแรกของเราเลยว่า เพราะเมื่อธุรกิจเกิดปัญหา แล้วเราไปเล่าให้เขาฟังว่าทุกคนต้องช่วยกันนะ เขาก็ปรับให้เราได้เลย เพราะฉะนั้น การพูดภาษาเดียวกับพวกเขามีความหมายมาก” 

มากกว่านั้น ค่าตอบแทนพนักงานที่ Megawood ในหลาย ๆ ตำแหน่ง ก็เรียกได้ว่าอยู่ในระดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่มีขนาดใกล้เคียงกัน 

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

“สำหรับคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงาน เราต้องมองให้ออกถึงเบื้องหลังของเขา ว่าครอบครัวเขามีหนี้สิน มีปัญหาชีวิตอะไรที่อยู่เบื้องหลัง แม้เงินจะซื้อความสุขไม่ได้ แต่มันซื้อความสะดวกได้ แล้วถ้าเราจ้างเขาดีพอ มีงานให้เขาทำต่อเนื่องมากพอ ทำให้เขาเอาเงินตรงนั้นไปแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิตเขาได้ มันจะทำให้เขาโฟกัสกับเรื่องงานได้มากขึ้น”

มากไปกว่านั้น Megawood ไม่ได้เพียงดูแลพนักงานในเรื่องค่าตอบแทน แต่ยังดูแลไปถึงคุณภาพชีวิตและพื้นเพของพนักงานเหล่านั้นด้วย บริษัทแห่งนี้เปิดคลินิกด้านการเงินสำหรับพนักงาน เพื่อช่วยเหลือในด้านวางแผนการเงินให้กับพนักงาน เรียกได้ว่าหลายครั้งถึงกับจูงมือไปปิดบัตร ลดหนี้ เลิกยากันเลยทีเดียว

“การที่เราให้ความสำคัญเรื่องพวกนี้ มันทำให้เราแตกต่างในหมู่ตลาดผู้ใช้แรงงาน

“เวลาเข้ามาทำงานแล้วถ้าเขามีความสุข ไม่ใช่แค่เราเห็นเขายิ้มในโรงงาน แต่ครอบครัวที่บ้านเขาก็จะได้ความรู้สึกที่ดีไปด้วย แต่ถ้าเขากลับไปแล้วเครียด ทะเลาะกับที่บ้าน แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นมาทำงานในสภาพที่ไม่พร้อม มันคือสิ่งที่ส่งต่อถึงกัน เราต้องมองเบื้องหลังของเบื้องหลังให้เห็น”

เมื่อคุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จึงทำให้องค์กรน่ารักขึ้น พนักงานของ Megawood เกือบทุกคนแทบจะไม่มีใครลาออกเพราะไม่ชอบองค์กรเลย และจุดนี้จึงทำให้ Megawood มีพนักงานดี ๆ ที่คอยอยู่เคียงข้างองค์กร และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อวิกฤตผ่านไป

“เวลาเราจะหาคน ผมจะสัมภาษณ์โดยที่แทบไม่คุยเรื่องงานเลย เราจะคุยเรื่องการใช้ชีวิตเป็นหลัก เพื่อดู Mindset และ Character ของเขาว่าน่าทำงานด้วยไหม เราเชื่อว่าคาแรกเตอร์พวกนี้มันฝึกกันไม่ได้ แต่ทักษะต่าง ๆ มันฝึกกันได้”

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

The System

จุดที่ทำให้นิ้งมาลงทุนในด้านคนได้ คือ ภรรยาของเขา ดิว-ภรรัก บวรธนสารกุล เข้ามาเป็นหนึ่งในทาเลนต์ของบริษัท

ในขณะที่นิ้งมีความรู้ในด้านวิศวกรรม ดิวก็มีความรู้ในด้านการวางระบบและการขาย ทำให้ Megawood สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารคลังสินค้า สร้างความเชื่อใจกับลูกค้าเพื่อปรับเปลี่ยนราคาซื้อ-ขาย วัตถุดิบและสินค้าให้เหมาะสมที่สุด ตั้งแต่การยอมให้ลูกค้านำสินค้าไปลองใช้ดูก่อน แล้วค่อยพิจารณาเพิ่มราคาในล็อตถัดไป

นี่จึงเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น จนลงทุนกับบุคลากรในองค์กรเพิ่มได้

ในทางกลับกัน ขณะที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งเน้นเพิ่มกำไรโดยการนำเครื่องจักรเข้ามาทดแทนพนักงาน แต่สำหรับ Megawood นิ้งกลับมองว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ควรจะมาช่วย Empower พนักงานต่างหาก

“เมื่อวานเราเพิ่งประชุมกันไปว่า เรากำลังทำวิจัยพัฒนาเครื่องจักรชุดหนึ่งอยู่ โดยวัตถุประสงค์ไม่ใช่เพื่อการเลย์ออฟ แต่เป็นการมอบพลังให้เขา ทำให้เขาทำงานสะดวกขึ้น สร้างผลผลิตได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีในการจัดการที่ทาง Megawood นำเข้ามาใช้ ในขณะที่บริษัทประเภทเดียวกันที่อื่น ๆ ยังไม่ได้นำเข้ามา เพื่อทำให้ช่างซ่อมบำรุงจนถึงหัวหน้างานติดต่อกันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในเรื่องของการพัฒนาองค์กรเอง นิ้งก็ยังสร้างเซ็ตคำถามขึ้นมา เพื่อให้พนักงานในองค์กรใช้ฟีดแบ็กและชื่นชมกันเองได้ ตลอดจนมี Session ที่นำคำถามเหล่านั้นมาฟีดแบ็กให้ผู้บริหารอย่างนิ้งฟังได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่การพัฒนาระบบ ช่วยทลายกำแพงของอัตตาในการสื่อสารในองค์กรได้

Mega’s Future

สำหรับก้าวต่อไปของ Megawood นั้น นิ้งมองไว้ว่าคือการนำบริษัทไปสู่จุดที่มีรายได้ 2,000 ล้านให้ได้ โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญนั่นก็คือ การทำงานโดยไม่มีอัตตาและการเลือกคนที่ใช่เข้ามา ทำให้บริษัทก้าวไปข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าวิกฤตเข้ามามากแค่ไหนก็ตาม

ท้ายที่สุด อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ Megawood มาอยู่ในจุดนี้ได้ และจะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความกล้าหาญ’

“พ่อเลือกที่จะปล่อยผมเล่นเองตั้งแต่ผมอายุเพียง 30 ในขณะที่รุ่นพ่อแม่ของกิจการอื่น ๆ ยังคงไม่ปล่อยมือกันง่าย ๆ ไม่ใช่เพราะท่านเห็นว่าผมเก่งหรือเชื่อใจผมหรอกนะครับ แต่เพราะท่านอ่านออกว่า ถ้าไม่ให้ผมเล่นท่าถนัดให้เต็มที่ ก็คงวัดผลไม่ได้ ดึงกันไปมา เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งผลประกอบการเปล่า ๆ

“ผมว่านี่คือความกล้าหาญมากครับ”

และความกล้าหาญนี้ก็คงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นิ้งได้รับสืบทอดมาจากคุณพ่อของเขาด้วยเช่นกัน

ทายาท Megawood โรงงานแปรรูปไม้ในตรัง ผู้พิสูจน์ว่าการทำธุรกิจที่ดี พัฒนาผลประกอบการได้จริง

Writer

วุฒิเมศร์ ฉัตรอิสราวิชญ์

นักเรียนรู้ผู้ชื่นชอบการได้สนทนากับผู้คนและพบเจอสิ่งใหม่ๆ หลงใหลในการจิบชา และเชื่อว่าทุกสิ่งล้วนมีเรื่องราวให้ค้นหา

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load