ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมไปตรวจสุขภาพประจำปีตามปกติ ภาพรวมยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก แต่ก็พบว่าบางค่าในเลือดอยู่ในระดับสูงเกินไปจนไม่ปกติ และอาจมีผลเสียต่อร่างกายมากกว่านี้

แต่เดาได้ไม่ยากว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพฤติกรรมการกินอาหารที่สะสมมาตลอดก่อนหน้านั้นร่วมปี เรียกว่าไร้ระเบียบวินัย และออกจะเกินกว่าความต้องการปกติของร่างกายเสียด้วยซ้ำ

ผมมักมีข้ออ้างว่าเป็นการกินเพื่องานเสมอ การกินแบบทั้งไม่เลือกและเลือกไม่ได้ จึงกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว สุดท้ายก็มานั่งคอตกหน้าหมอกับใบรายงานสุขภาพแทบทุกปี

เรื่องปกติที่ไม่ควรจะเป็นปกติ คือ หมอแนะนำให้ผมควบคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้รู้สึกว่าจะมีค่าบางค่าที่สูงแบบไม่เคยสูงมาก่อน

ผมปรึกษาทั้งหมอเจ้าของไข้ หมอที่รู้จักกัน และคนรอบตัวที่เคยมีผลตรวจสุขภาพออกมาคล้าย ๆ กัน วิธีแก้ไขมีหลายทางมาก ทั้งบอกว่าตัวเลขนี้ไม่มีผลอะไรมาก ไม่ต้องทำอะไรกับมันก็ได้ ไปจนถึงคำแนะนำให้ลองพักการกินเนื้อสัตว์ และอีกหลายทฤษฎี ทำเอาไปไม่ถูกเหมือนกัน

แต่สุดท้ายหลายคำแนะนำก็มีส่วนที่ตรงกันว่า ให้ลดปริมาณการกินเนื้อสัตว์ลงกว่าที่เคยกินปกติ เลยคิดว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจ เพียงแต่วิธีการลดมันยากไปหน่อย ไม่รู้ว่าอย่างไรคือมาก อย่างไรคือน้อย เลยตัดสินใจงดกินเนื้อสัตว์เป็นเวลา 1 เดือน จะให้สุดก็ลองงดหลาย ๆ อย่างที่มาจากสัตว์ เช่น นม เนย แต่ก็แปลกใจที่ในคำแนะนำบอกว่า ไข่เป็นข้อยกเว้นให้กินได้

 ลดเนื้อสัตว์ : ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

นั่นคือก้าวแรกในการเข้าสู่โลกของการงดเนื้อสัตว์แบบชั่วคราว

พอลองจัดกลุ่มตัวเองว่าอยู่ในกลุ่มคนกินอาหารประเภทไหนในโลก พบว่าจะเป็นวีแกนที่งดการเบียดเบียนสัตว์ทุกชนิดก็ไม่ใช่ เพราะยังกินไข่อยู่ หรือมังสวิรัติเลยก็ไม่ใช่อีก ใกล้เคียงสุดก็น่าจะเป็นกลุ่มที่เรียกว่า Ovo-vegetarian หรือกลุ่มที่ไม่กินเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม แต่กินไข่ได้

คิดดูแล้วพยายามตัดความยุ่งยากในการทดลองครั้งนี้ออกไป เลยทำให้ง่ายที่สุด คือจำกัดแค่ว่าตัวเองกินอะไรได้บ้าง แล้วก็กินแค่อันนั้น ไม่ต้องไปสนว่าเขาจะเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร

จากคนที่กินได้ทุกอย่าง ไม่เคยเกี่ยง ตอนนี้กลายเป็นคนที่เหลือของที่กินได้ไม่กี่อย่างเท่านั้น

เมื่อเข้าสู่โลกที่ไม่มีเนื้อสัตว์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการบ้าน เพื่อให้มีของกินอย่างน้อย 3 มื้อในอีก 30 วันข้างหน้า

ต้องบอกก่อนว่าจนท้ายบทความนี้ ผมคงไม่บอกว่าการกินตลอดเวลา 1 เดือนได้ผลอย่างไรบ้าง แต่ระหว่างทางที่ทำการทดลองนี้ ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่เปลี่ยนความคิดเดิม ๆ ของผมไปเยอะมาก

ผมก็คงเหมือนหลาย ๆ คนที่ภาพจำของการกินเจหรือมังสวิรัติ คือการได้กินอาหารจืด ๆ มีแต่ผักกับแป้ง และมีแต่ร้านอาหารธงเหลืองให้กินเท่านั้น

แต่การค้นหาร้านอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ ณ วันนี้ มีมากขึ้นจนน่าตกใจ แบบที่ถ้าไม่เข้ามาอยู่ในวงการ คงไม่มีทางเห็นทางเลือกเยอะขนาดนี้

ร้านอาหารวีแกนและมังสวิรัติผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีหมดทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น แขก และมากหน่อยก็เป็นอาหารฝรั่ง ร้านกระจุกตัวอยู่ในย่านกลางเมือง โดยเฉพาะเส้นสุขุมวิท

ไม่ว่าจะมีอาหารของกี่ชาติก็ตาม สิ่งที่อาหารไร้เนื้อสัตว์ของทุกชาติมีร่วมกัน แบ่งได้คร่าว ๆ ดังนี้

อย่างแรกคืออาหารที่เป็นแบบดั้งเดิม เอาเนื้อสัตว์ออก แล้วแทนที่เครื่องปรุงบางอย่างที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์

 ลดเนื้อสัตว์ : ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

แบบที่สองคืออาหารดั้งเดิมของวัฒนธรรมนั้น ๆ เป็นอาหารที่ใช้พืชอยู่แล้ว เช่น เต้าหู้ในวัฒนธรรมตะวันออก อาหารจีนแถบที่มีวัฒนธรรมกินอาหารมังสวิรัติ หรืออาหารเม็กซิกันที่ใช้ข้าวโพด มะเขือเทศ และมะนาว

ลดเนื้อสัตว์ : ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น
ลดเนื้อสัตว์ : ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น
ลดเนื้อสัตว์ : ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

ส่วนอีกแบบที่มักจะเห็น คือการทำเลียนแบบรูป รส สัมผัส แบบเนื้อสัตว์ทดแทนเข้าไป แต่ยุคนี้จะไม่พูดถึง Plant-based เลยก็คงไม่ได้ ปี 2022 เป็นปีที่ Plant-based มาแรงในวงการอาหารบ้านเรามากจริง ๆ ต่อให้ยังกินเนื้อสัตว์ก็น่าจะเคยเห็นเนื้อจากพืชหรืออาหารจากพืชกันบ้าง หากใครได้เดินในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2022 คงเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเล็กหรือเจ้าใหญ่ ก็ลงมาเล่นในตลาดอาหารไร้เนื้อสัตว์นี้ จนเห็นมวลพลังที่อีกสักปีสองปีน่าจะมีอะไรสนุก ๆ แน่

ซึ่งแบบหลังนี้ถึงจะมีมานานแล้วในรูปแบบโปรตีนเกษตร ออกมาเป็นหมูเจ เป็ดเจ แต่เทคโนโลยีก็ทำให้อาหารจากพืชนี้ไปไกลกว่ารูปลักษณ์และสัมผัสในปาก ไปไกลถึงขั้นสกัดเอาโมเลกุลจากธาตุเหล็กมาผสม เพื่อให้ได้ความรู้สึกของเนื้อสัตว์จริง ๆ

การเลือกกินในยุคสมัยที่คนเริ่มเขี่ยเนื้อสัตว์มากกว่าเขี่ยผัก
การเลือกกินในยุคสมัยที่คนเริ่มเขี่ยเนื้อสัตว์มากกว่าเขี่ยผัก
การเลือกกินในยุคสมัยที่คนเริ่มเขี่ยเนื้อสัตว์มากกว่าเขี่ยผัก
การเลือกกินในยุคสมัยที่คนเริ่มเขี่ยเนื้อสัตว์มากกว่าเขี่ยผัก

ความคิดที่ชอบพูดประมาณว่า “จะลำบากกินอาหารเลียนแบบไปทำไม” ยังมีอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจในเหตุผลของการเลือกกินอาหารเลียนแบบเนื้อสัตว์มากขึ้น เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะทิ้งความชอบในรสและสัมผัสของเนื้อสัตว์ได้ แต่ก็อาจจะจำเป็นต้องงด

อย่างไรก็ตาม ถ้าเปรียบเทียบกับตอนนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจับได้ว่าอันไหนเนื้อจริง อันไหนทำจากพืช ด้วยรส กลิ่น และสัมผัสที่ไม่คุ้นเคย แต่การปรุงรสของอาหารบ้านเราก็ช่วยได้มาก

ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

จะว่าไปแล้วในแต่ละมื้อที่ผมกินตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา บางเมนูมีส่วนผสมของอาหาร Plant-based เข้าไปด้วย แต่กลิ่นสมุนไพร รสเผ็ด กลิ่นหอมไหม้ หรือความมัน ก็ทำให้เราแทบแยกไม่ออกด้วยซ้ำ ทั้งหมดคือการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เราคุ้นเคยล้วน ๆ

แต่อาหาร Plant-based ในมุมของผู้บริโภค ก็รู้สึกว่าอาหารแปรรูปจากพืชนี้ ยังไม่ได้ไปด้วยกันกับอาหารเพื่อสุขภาพเท่าไรนัก โดยส่วนตัวผมอาจจะชอบอาหารแบบไม่แปรรูปมากกว่า เลยต้องพูดว่าการแปรรูปยังมีคุณค่าทางโภชนาไม่ครบถ้วนเท่าอาหารจริงจากธรรมชาติ กระบวนการทำก็ยังต้องเติมสารอาหารเข้าไปชดเชย นี่ยังไม่รวมถึงปริมาณโซเดียมที่น่าจะสูงในบางยี่ห้อด้วย ยิ่งปรุงเยอะจึงยิ่งมีข้อควรระวัง

ในขณะเดียวกัน การกินแบบ Whole Food Plant-based หรือการกินพืชผักจริงจากธรรมชาติ ก็เป็นวิธีที่ดีหากกินได้ตลอด ยิ่งถ้าเป็นการทำอาหารที่บ้านด้วยตัวเองยิ่งดี เพราะควบคุมปริมาณการปรุงได้ เสียอย่างเดียวที่การกินผัก ผลไม้ ธัญพืชตลอดเวลา ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เร้าใจ โดยเฉพาะการต้องทำอาหารเองที่บ้าน

ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

ร้านอาหารจึงเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุด อย่างที่เล่าไปแล้วว่าร้านอาหารที่เป็นมิตรกับเหล่าคนไม่กินเนื้อสัตว์มีมากขึ้นอย่างมีนัย ร้านที่ประกาศตัวเองว่าเป็นร้านอาหารวีแกนหรือมังสวิรัติก็ชัดเจน มีความครีเอทีฟในเมนูมากขึ้น อาจเพราะมีทางเลือกของวัตถุดิบและคนกินที่หลากหลายมากขึ้นด้วย

แต่ที่ดีใจคือ การที่ร้านอาหารปกติมีอาหารทางเลือกของ Plant-based วีแกน หรือมังสวิรัติที่มากขึ้น ร้านใหม่ ๆ ที่เพิ่งเปิดก็มีเมนูอย่างน้อย 1 – 2 เมนูประดับไว้ในเล่ม จะเป็นเพราะเทรนด์หรืออะไรก็ตาม ก็รู้สึกยินดีมากที่เป็นเช่นนั้น

ข้อดีอีกอย่างหลังจากที่ทดลองเข้ามากินแบบต้องเลือกส่วนผสม คือการต้องเพิ่มความสังเกตส่วนผสมที่มากขึ้นตามไปด้วย อ่านฉลาก อ่านส่วนประกอบ ไปจนถึงอ่านคุณค่าทางโภชนาการบ้าง หรือเริ่มมีการสอบถามร้านถึงส่วนผสมที่กำลังจะสั่งมากิน หลายร้านก็ยินดีที่จะบอกอย่างเต็มใจเช่นกัน

ความยืดหยุ่นในการกินของผู้บริโภคและร้านอาหาร ในยุคที่อาหารที่ดีต่อโลกและร่างกายมีทางเลือกมากขึ้น

เหมือนจะกลายเป็นคนเรื่องมากขึ้น แต่ก็ถือว่าโชคดีที่สังคมยุคนี้มีคนแพ้อาหารมากจนเป็นเรื่องปกติสำหรับร้านอาหารไปแล้ว และเป็นยุคที่คนให้ความสำคัญกับที่มาของวัตถุดิบเช่นกัน การสอบถามกับร้านจึงกลายเป็นความปกติใหม่ที่ดีไปแล้ว

ถ้าเอาแค่ความรู้สึกของผม ทางเลือกที่เพิ่มขึ้นของร้านอาหาร ยังไม่เท่าคนที่ผันตัวมาเริ่มไม่บริโภคเนื้อสัตว์ที่มีมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลและวิธีการที่ต่างกันไป ส่วนใหญ่เป็นเพราะเรื่องสุขภาพ ที่มีทั้งการแก้ไขปัญหาอย่างผม และการป้องกันก่อนจะมีปัญหา กลุ่มคนที่ผันตัวมามากที่สุดตามสถิติที่ผ่านตามา ไม่ใช่กลายมากินแบบวีแกน หรือ Vegetarian เต็มตัว แต่เป็นกลุ่มคนที่ผันตัวมากินแบบ Meat Reducer คือกลุ่มที่ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และ Flexitarian หรือกลุ่มที่กิน Plant-based แต่สลับมากินเนื้อสัตว์บ้างเป็นครั้งคราว

การเป็น Meat Reducer หรือ Flexitarian ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ใหม่คือการขยายของคนกลุ่มนี้ที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ การยืดหยุ่นในการกินแบบไม่เข้มงวดมากนัก เป็นทางเลือกที่ดูสมดุลและน่าจะยั่งยืนที่สุด ณ ตอนนี้

คนกลุ่มนี้เข้าร้านอาหารได้ทุกประเภท บางทีอาจไม่จำเป็นว่ามื้อนั้นต้องเป็นวีแกนหรือมังสวิรัติทั้งมื้อ แต่บนโต๊ะอาจมีทั้งเนื้อสัตว์ปกติกับ Plant-based อยู่ด้วยกันก็ได้แบบยืดหยุ่น

และคำว่า ‘ยืดหยุ่น’ ไม่ใช่ว่าเฉพาะกับผู้บริโภคเท่านั้น ถ้าร้านอาหารคิดเรื่องความยืดหยุ่นของเมนูด้วยก็จะดีมากเลยครับ

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

Eat Direction

ทิศทางการปรับตัวของอาหารและการกิน

ผมกับเพื่อนมักจะพูดกันเล่น ๆ บ่อยครั้งว่า ไปจังหวัดตรังทีไรเราไม่เคยรู้สึกหิวสักที และครั้งสุดท้ายที่รู้สึกหิว คือก่อนกินข้าวมื้อแรกที่ตรังเสมอ หลังจากนั้นก็อิ่มตลอด 

จำได้ว่าตอนลงไปจังหวัดตรังครั้งแรกได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าบ้าน กินอาหารเต็มอิ่มทุกมื้อ และมีคนพาไปเที่ยวในสถานที่สำคัญหลายแห่งในอำเภอต่าง ๆ แต่ละที่มักจะมีของกินเลี้ยงต้อนรับอยู่เต็มโต๊ะ 

เป็นความทรงจำที่มีต่อจังหวัดเล็ก ๆ ฝั่งอันดามันที่ผมเริ่มเอะใจแล้วว่า ท่าทางคนเมืองนี้คงให้ความสำคัญกับเรื่องกินเป็นพิเศษ

การลงไปตรังครั้งถัด ๆ ไป ล้วนแต่มีเรื่องอาหารการกินเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องหลักเสมอ 

ผมลงไปตรังครั้งแรก ๆ ด้วยความรู้จักหมูย่างเมืองตรังแค่อย่างเดียว แต่การไปครั้งนั้นทำให้เปิดโลกของอาหารตรังครั้งสำคัญของตัวเอง เจ้าถิ่นหลายคนพาไปกิน ไปเห็นทั้งภูมิประเทศ วัตถุดิบ ร้านอาหาร รวมถึงวิถีการกินแบบคนตรัง และค่อนข้างมั่นใจว่าคนที่นี่ให้ความสำคัญกับเรื่องกินเป็นพิเศษอย่างที่คิด จนมีคำพูดที่บอกว่า ‘คนตรังกิน 9 มื้อ’

ที่ว่ากิน 9 มื้อ ไม่ได้หมายความว่าคนคนเดียวจะกินข้าว 9 มื้อต่อวัน แต่หมายถึงที่ตรังมีอาหารให้กินทั้งวันทั้งคืนรวม ๆ แล้วน่าจะมีถึง 9 มื้อ ตั้งแต่เช้าตรู่ไปจนดึก และข้ามไปถึงเช้าของอีกวัน

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

เรียกว่าเวลาไหนก็มีของให้กินไม่ขาด

หลังจากไป ๆ มา ๆ ตรังอยู่หลายครั้งในรอบหลายปี ผมพบว่าตรังเริ่มมีภาพที่ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องอาหาร กลายเป็นจุดหมายสำคัญจุดหนึ่งของนักกินทั้งหลาย

น่าคิดต่อว่าอะไรที่ทำให้ตรังกลายเป็นจุดหมายของนักกินได้ 

ถ้าให้ลองเดาจากมุมมองคนนอกแบบสุด ๆ อย่างแรก ผมคิดว่าตรังเป็นเมืองที่มีภูมิประเทศและธรรมชาติที่เป็นต้นทุนที่ดีมาก มีทั้งภูเขา มีทั้งที่ราบสำหรับทำนาและเป็นแหล่งปลูกข้าวแหล่งสำคัญของภาคใต้ มีข้าวพื้นเมืองเป็นของตัวเอง มีแม่น้ำและมีทะเลอันดามันรวมอยู่ในจังหวัดเดียว ตรังเลยเป็นแหล่งเพาะปลูก แหล่งผลิต และเต็มไปด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ 

อย่างที่สองที่ทำให้ตรังโดดเด่นเรื่องอาหาร คือความหลากหลายของชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันในเมืองมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะคนจีนเชื้อสายต่าง ๆ ที่อยู่ร่วมกัน วิถีการกินที่แตกต่างกันทำให้เกิดความหลากหลายของภูมิปัญญาในการเอาวัตถุดิบมาใช้ทำเป็นเมนูต่าง ๆ 

ผมเคยไปทำสกู๊ปเรื่องอาหารประเภทเส้นที่ตรัง สามารถจำแนกการกินเส้นแบบต่าง ๆ ว่ามีที่มาจากจีนหลายชนชาติได้แทบไม่ซ้ำรูปแบบกัน 

อาหารของตรังก็เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตอย่างแนบแน่น คนตรังให้ความสำคัญกับอาหารมาก บางอย่างถือเป็นหน้าเป็นตาและแสดงออกถึงการต้อนรับ 

หรือถ้าจะบอกว่าหมูย่างเมืองตรังเองคือหนึ่งในวิถีการกินของจีนก็ไม่ผิด หมูย่างเมืองตรังเกิดจากวัฒนธรรมการทำอาหารและการกินของชาวจีน การกินหมูคือการเฉลิมฉลองหรือเลี้ยงดูแขก ในงานสำคัญ ต่าง ๆ และคลี่คลายมาจนเป็นของกินคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งจะต้องกินคู่กับโกปี๊ในตอนเช้า 

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ
ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ
ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

ขอนอกเรื่องสักหน่อย หากใครไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าหมูย่างเมืองตรังมีรสเค็มนำ หอมเครื่องเทศเหมือนหมูย่างทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วหมูย่างเมืองตรังมีรสหวานมากกว่าหมูย่างแบบอื่น ตามคำบอกเล่าว่าหมูย่างแบบตรังมีส่วนผสมของน้ำผึ้งหรือน้ำตาลธรรมชาติ หมักรวมกับเครื่องเทศสูตรใครสูตรมันเอาไว้ตั้งแต่ตอนเย็น ผ่านกระบวนการสุดประณีตหลายขั้นตอน แล้วเอาลงเตาในตัวย่ำรุ่ง ก่อนจะย่างเสร็จสรรพในตอนเช้า พร้อมขายเสิร์ฟกินคู่กับกาแฟร่วมกับติ่มซำอีกมากมาย

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

พอพูดถึงโต๊ะอาหารเช้าสิ่งที่อยู่คู่โต๊ะของชาวตรังคือ ‘ค่อมเจือง’ น้ำจิ้มสีส้มหน้าตาคล้ายซอสพริก แต่รสไม่เหมือนกันเลย ค่อมเจืองเป็นของที่ยังไม่มีใครบอกได้ชัดว่าทำจากอะไร แต่เป็นภูมิปัญญาเดียวกับการทำซอสหรือซีอิ๊วของคนจีน

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

ในตลาดสดตอนเช้า มีขนมปากหม้อที่ใช้น้ำราดทำจากน้ำจิ้มค่อมเจืองด้วยเช่นเดียวกัน

ตัวอย่างที่ว่ามาเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของอาหารทั้งหมดที่มี แต่ก็เห็นว่าอาหารจากภูมิปัญญาและวิถีการกินแบบคนจีนในตรัง ทำให้ตรังมีของกินที่อาจจะดูแปลก มีความเฉพาะตัว แต่ก็ยังดูคุ้นเคยได้ง่ายสำหรับลิ้นของนักท่องเที่ยว หรือนักกินคนไทยที่มีความคุ้นเคยดีกับรสอาหารแบบไทย จีน ๆ อยู่แล้ว 

อีกข้อสำคัญที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ตรังเป็นจุดหมายเรื่องอาหารการกิน น่าจะเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะจากเมื่อหลายปีก่อนตรังได้รับการโปรโมตเรื่องเมืองท่องเที่ยวเมืองรองจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

ในจังหวัดเมืองรองของภาคใต้ ตรังถูกหยิบยกเรื่องอาหารมากกว่าจังหวัดเมืองรองอื่น ๆ ไม่ยากเลยที่จะถูกดึงดูดให้อยากมากินถึงที่เพียงแค่เห็นจากรูปภาพ หรือวิดีโอที่แสดงให้เห็นจุดหมายใหม่ที่ยังมีอะไรให้ค้นหาและทำความรู้จักได้อีกมาก

กลับมาถึงเรื่องสำคัญคือตรังถูกย้ำให้เห็นภาพของเมืองที่มีการกินตลอดทั้งวันทั้งคืนและมีหลากหลายประเภท เลยเป็นจุดหมายที่ถึงจะไกล ก็คุ้มค่าพอที่จะเดินทางมาเพื่อค้นหาหรือตามล่าของกินอร่อย ๆ 

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

อาหารของตรังยังมีเสน่ห์และแง่มุมที่น่าสนใจอีกเยอะ รอให้นักกิน-นักท่องเที่ยวมาค้นหา ผมลงไปตรังแต่ละครั้งก็มักจะเจออาหารที่ไม่รู้จักเพิ่มขึ้นทุกครั้ง เหมือนจะค้นหาได้ไม่มีวันหมด มีของกินจากแม่น้ำและทะเลที่สมบูรณ์มากไม่แพ้จังหวัดอื่น ๆ แต่ยังไม่ถูกพูดถึงมากในวงกว้างเท่าอาหารจีน หรือหมูย่าง อาหารแบบไทยมุสลิมที่เป็นวัฒนธรรมใหญ่ไม่แพ้วัฒนธรรมไทยจีนเลย หรืออาหารจากคนรุ่นใหม่ที่กลับบ้านและพยายามหาวิธีทำให้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอาหารของตรังแข็งแรงมากขึ้นก็ทำออกมาได้น่าสนใจ

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ
ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

น่าจะยังมีอีกหลายอย่างที่ทำให้ตรังกลายเป็นจุดหมายของนักกินที่อาจจะยังนึกไม่ถึง แต่จากมุมมองของคนที่เป็นนักท่องเที่ยวอย่างผมมองว่า ที่จริงแล้วศักยภาพในการเป็นเมืองแห่งอาหารของตรัง เหมือนเพิ่งเริ่มต้นด้วยซ้ำ เห็นการเติบโตทีละนิดในจังหวะกำลังดี มีความครีเอทีฟและพัฒนาในเรื่องอาหารใหม่ ๆ หยิบจับเอาของที่มีในวิถีชีวิตมาทำให้ร่วมสมัยขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังมีภูมิปัญญาและวิถีชีวิตเดิม ๆ ที่ยังแข็งแรงอยู่ ไม่ค่อยเปลี่ยนไปมาก

ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ
ตรัง : จุดหมายของนักกินที่มีอาหารเป็นขุมทรัพย์ให้ค้นพบได้ไม่รู้จบ

ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นจังหวะการเติบโตที่กำลังดีของจังหวัด อาหารเป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยดึงดูดคนมาเที่ยว และสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจของตรังอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่การเติบโตนี้จะเหมาะกับยุคสมัยนี้ได้แค่ไหน ต้องฝากคนตรังคิดต่อ

ผมเชื่อว่ายังมีขุมทรัพย์อีกมากที่น่าจะค้นหา รอการแนะนำให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก และผลักดันให้มีชื่อเสียงได้เหมือนหมูย่างเมืองตรัง ซึ่งต้องระวังไม่ให้ความหลากหลายและค้นพบไม่รู้จบนี้หายไป เพียงเพราะนักท่องเที่ยวจะรู้จักตรังแค่มุมเดิม

Writer & Photographer

Avatar

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร

Art Director และนักวาดภาพประกอบ สนใจเรียนรู้เรื่องราวเบื้องหน้าเบื้องหลังของอาหารกับกาแฟ รวบรวมทั้งร้านที่คิดว่าอร่อย และความรู้เรื่องอาหารไว้ที่เพจถนัดหมี และรวมร้านกาแฟที่ชอบไปไว้ใน IG : jiranarong2

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load