‘ร่มเก๋ เท่นำสมัย’ คือสโลแกนของ ‘ฟลามิงโก้’ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยที่มีประสบการณ์ผลิตร่มทุกรูปแบบมากว่า 40 ปี จากร้านรองเท้าแตะที่นำเข้าร่มมาขาย ก่อนไปเรียนรู้วิธีการซ่อมร่มจริงจังจากไต้หวัน แล้วกลับมาเปิดโรงงานผลิตร่มที่ใส่ใจจนใครๆ ก็รัก

ไม่เพียงร่มพกพา ร่มฟลามิงโก้ยังผลิตร่มสนาม และสรรพสิ่งที่บังแดด บังลม และบังฝนได้ ถือเป็นแบรนด์ร่มเจ้าใหญ่และอยู่มานานถึง 3 รุ่น

ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพรำๆ ทั้งกรมอุตุฯ และคนที่ห่วงใยจึงเอ่ยเตือนเราเสมอว่า อย่าลืมพกร่ม

เช่นกันกับวันที่ The Cloud ต่อสายนัดหมายทายาทรุ่นที่ 3 ของกิจการร่ม ที่ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่ผลิตร่มทุกชนิดขายดีในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ในประเทศญี่ปุ่นให้ผลิตร่มตลอด 10 ปี

กัณฑ์อเนก และ นนทวรรษ ตวงทวีทรัพย์ สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์ร่มฟลามิงโก้

กัณฑ์อเนก และ นนทวรรษ ตวงทวีทรัพย์ สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์ร่มฟลามิงโก้ กางแขนและถือร่มรออยู่แล้ว ขอเชิญทุกท่านเข้าสู่โรงงานผลิตร่มย่านพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อพูดคุยเรื่องราวการรับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวนี้โดยพร้อมเพรียง

“ชื่อแบรนด์ว่าร่มฟลามิงโก้ แต่จริงๆ เป็นรูปนกกระยางนะ” นนทวรรษรีบเล่า เมื่อเราถามถึงที่มาของนกถือร่ม 

แค่เริ่มต้นก็สนุกแล้ว

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

ธุรกิจ : ห้างหุ้นส่วนจำกัดลีลาพงศ์

ปีก่อตั้ง : 2521

อายุ : 42

ประเภท : ผลิตและจัดจำหน่ายร่มทุกชนิด

ผู้ก่อตั้ง : เจริญ และสุภา ลีลาพงศ์

ทายาทรุ่นสอง : สมชาย, อัญชลี ตวงทวีทรัพย์ และ พิพัฒน์ ลีลาพงศ์

ทายาทรุ่นสาม : กัณฑ์อเนก และ นนทวรรษ ตวงทวีทรัพย์

จากร้านรองเท้าแตะ และโรงงานทอผ้า สู่แผนกซ่อมและประกอบโครงสร้างร่ม

เดิมครอบครัวลีลาพงศ์ ซึ่งประกอบด้วยอากงเจริญ และอาม่าสุภา สองสามีภรรยาที่เดินทางจากซัวเถามาตั้งรกรากในประเทศไทย เริ่มต้นทำธุรกิจขายรองเท้าแตะ และรับตัดเย็บเสื้อผ้า กางเกงกีฬา เมื่อเริ่มมีเงินทุน เพื่อนก็ชักชวนอากงเจริญเข้าสู่วงการผ้าในยุคที่อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังรุ่งเรือง โดยเปิดโรงงานทอผ้าแห่งแรกที่พระสมุทรเจดีย์ รับผลิตผ้าทอและผ้าตัดเสื้อเชิ้ต

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

ต่อมาอากงเจริญได้รู้จักนักธุรกิจชาวไต้หวัน ผู้นำเข้าร่มมาขายในไทย จึงเริ่มทำธุรกิจรับซื้อร่มจากไต้หวันมาขายที่ไทย

ขณะที่ธุรกิจกำลังไปได้ดี อากงเจริญก็เจอปัญหาร่มเสียหายจำนวนมาก โดยที่ไม่มีใครในบริษัทซ่อมร่มเป็นเลย จึงให้คุณพ่อสมชายไปเรียนซ่อมร่มด้วยกันที่ไต้หวัน ระหว่างเรียนรู้ก็ได้เห็นกระบวนการทำร่มทุกขั้นตอน จึงเห็นโอกาสการเป็นผู้ผลิตซึ่งได้เปรียบเรื่องแรงงาน จึงกลับมาขยับขยายส่วนงานที่เคยทอผ้าก็เปลี่ยนมาซ่อมและผลิตร่ม ใน พ.ศ. 2521 โดยช่วงแรกนำเข้าโครงเหล็กจากไต้หวันเพื่อประกอบ ซึ่งทำให้กิจการมียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะก่อตั้งโรงงานผลิตร่มแห่งที่ 2 ใน พ.ศ. 2530 โดยผลิตโครงร่มด้วยตัวเอง และเริ่มทอผ้าร่มเองในเวลาต่อมา ร่วมทั้งขยายสายการผลิตไปที่ปราจีนบุรีอีกหนึ่งแห่งใน พ.ศ. 2543 

จนถึงวันนี้ ร่มฟลามิงโก้ก็มีอายุจริงร่วม 40 ปีแล้ว

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย
ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

กางร่ม

เดิมอากงเริ่มต้นธุรกิจร่มของครอบครัว ด้วยการซื้อมาขายไป เน้นขายส่งจำนวนมากๆ ในตลาดพาหุรัด 

ธุรกิจร่มในมือของคุณพ่อสมชาย ผู้ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 2 เขาเริ่มคิดชื่อ ทำแบรนด์สินค้าส่งขายต่างจังหวัด ก่อนขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา เมียนมา ลาว และมาเลเซีย ทั้งยังเคยผลิตร่มส่งไปขายที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของญี่ปุ่นจำนวนมหาศาลเป็นตู้คอนเทนเนอร์ จนทำให้แบรนด์ร่มฟลามิงโก้กลายเป็นร่มเนื้อหอมที่สุดในตลาดเอเชียอาคเนย์ ณ ตอนนั้น 

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจรุ่งเรืองมาก ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตเจ้าแรกๆ ในตลาด ร่มฟลามิงโก้ยังเป็นที่ต้องการของลูกค้ามากจนคุณพ่อสมชายลงทุนสร้างโรงงานผลิตร่มที่ประเทศจีน แต่ระหว่างที่ธุรกิจกำลังเติบโตไปด้วยดีนั้น คุณพ่อสมชายก็เกิดล้มป่วยกะทันหัน คุณแม่อัญชลีจึงเข้ามารับช่วงต่อบริหารจัดการบริษัท

“เดิมคุณพ่อเป็นคนบริหารจัดการทุกอย่างในโรงงานโดยลำพัง ดูแลทั้งธุรกิจโรงงานทอผ้า โรงงานผลิตร่ม และโรงงานย้อมเส้นด้าย คุณแม่ซึ่งที่ผ่านมามีหน้าที่ดูแลบัญชี ไม่ได้รู้เรื่องการผลิตเท่าคุณพ่อ จึงแบ่งงานส่วนทอผ้าให้คุณลุงพิพัฒน์เป็นผู้ดูแล และตัดสินใจขายโรงงานร่มที่จีน เพื่อให้เวลากับโรงงานผลิตร่มที่เหลืออยู่” กัณฑ์อเนกเล่า

ร่มเงา

หลังเรียนจบด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ กัณฑ์อเนกก็เข้ารับไม้ผลัดจากคุณแม่อัญชลีทันที โดยเริ่มจากงานฝ่ายขาย ซึ่งเขาก็เจอภารกิจยากๆ ตั้งแต่วันแรก นั่นคือการเจรจาต่อรองค่าปรับจากปัญหาความล่าช้าในการผลิต

“ค่าปรับตามสัญญามีมูลค่าสองแสนบาท ตอนนั้นในหัวไม่รู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดตรงไหน เพราะไม่ได้รับรู้เรื่องราวมาตั้งแต่แรก หลังจากรวบรวมสติ เราก็ขอให้ทีมในออฟฟิศส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ก่อนเปิดฉากเจรจาว่า แทนที่จะคิดค่าปรับทั้งรายการสั่งซื้อ ทำไมไม่คิดเฉพาะส่วนที่ล่าช้า สุดท้ายจากค่าปรับสองแสนบาทก็เหลือเพียงสองพันกว่าบาท” กัณฑ์อเนกเล่าความทรงจำตอนทำหน้าที่แรก

จากนั้นกัณฑ์อเนกเพิ่มโอกาสด้วยนำความรู้ที่มีสร้างเว็บไซต์พร้อมลงอีเมลในช่องทางติดต่อ จนตอบรับออร์เดอร์กลับแทบไม่ทัน เพราะเป็นช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยน ฝ่ายจัดซื้อในบริษัทใช้อีเมลเป็นช่องทางติดต่อหลักมากขึ้น และธุรกิจในฝั่งรับผลิตเริ่มเป็นที่รู้จัก

ตามด้วยการจัดการโครงสร้างบริษัท เปลี่ยนจากห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด เพื่อความสะดวกเรื่องบัญชีการเงินและการดำเนินธุรกิจ ในงานส่วนบริหาร กัณฑ์อเนกเริ่มต้นจากศูนย์ พอๆ กับที่เขาไม่มีความรู้เรื่องร่ม จึงเปิดใจรับฟังทุกอย่างทั้งจากผู้เชี่ยวชาญและทีมที่ทำงานมานาน

ซึ่งภายใต้ผ้าร่มที่ใช้บังแดดบังฝนนั้น นอกจากกระบวนการผลิตที่เล่ามา ร่มยังมีรายละเอียดยิบซ่อนอยู่มากมาย ตั้งแต่เรื่องกลไกของวัสดุที่ใช้ในการกาง-หุบ ไปจนเรื่องวัตถุดิบประกอบร่ม อย่างเหล็ก พลาสติก ผ้า ไฟเบอร์กลาส วัสดุเคลือบกันรังสี UV และอื่นๆ ยังไม่รวมชนิดของร่มที่แบ่งตามการใช้งาน เช่น ร่มกอล์ฟ ร่มสนาม ร่มเด็ก ร่มพับ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

ใจร่มๆ

หลังจากกัณฑ์อเนกเข้ามาบริหารธุรกิจได้ 2 ปี ร่มฟลามิงโก้ก็ได้รับการติดต่อจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังของญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ขอให้ผลิตร่มโดยคัดเลือกจากคุณภาพสินค้าและมาตรฐานการผลิตของโรงงาน 

เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโรงงานร่มฟลามิงโก้

“ที่ผ่านมา เราทำงานอยู่ฝ่ายขาย ไม่มีความรู้เรื่องร่มเลย ทางญี่ปุ่นก็ส่งเจ้าหน้าที่มาสอนขั้นตอนการผลิตร่มพื้นฐาน แนะนำวิธีเพิ่มคุณภาพการผลิตร่ม ก่อนยื่นเอกสารหนาๆ ให้อ่าน พร้อมบอกว่าจะมาตรวจโรงงานอีกสองเดือนข้างหน้า” กัณฑ์อเนกซึ่งขณะนั้นเรียนต่อปริญญาโทด้านสิ่งทอและกำลังให้ความสำคัญกับคุณภาพโรงงาน เล่า

เพื่อจะบอกให้ทุกคนในโรงงานเชื่อมั่นตาม กัณฑ์อเนกบอกพนักงานว่า “ผมอยากออกแบบสายการผลิตร่มระดับโลก”

กัณฑ์อเนกเริ่มออกแบบเอกสารคู่มือการทำงาน ขั้นตอนการตัดผ้า วิธีใช้งาน พร้อมข้อห้ามขนาด 200 หน้า

2 เดือนผ่านไป ทีมลูกค้าจากญี่ปุ่นชี้จุดผิดพลาดได้ถึง 200 ข้อ 

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย
ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

“เขาตรวจเข้มมาก เช่น ถ้ามีเข็มจากเครื่องเย็บผ้าหัก ต้องหาหัวเข็มให้เจอ ข้อกำหนดว่าการวางของบนพื้นนั้นผิด ลิฟต์ขนของไม่มีประตูก็ผิด แสงตรงนี้ไม่พอก็ผิด ทุกอย่างดูผิดไปหมด” กัณฑ์อเนกบรรยายถึงความเข้มข้นในการตรวจ

กัณฑ์อเนกบอกว่า เวลานั้นหากจะต้องแก้ไขข้อผิดพลาดตามมาตรฐานการผลิตของญี่ปุ่น เขาคงจะต้องเปลี่ยนกระบวนการผลิตใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก จึงตัดสินใจเปิดไลน์การผลิตใหม่ โดยเริ่มต้นจากเล็กๆ ที่ออฟฟิศของบริษัทย่านวงเวียนใหญ่ ซึ่งเดิมเป็นที่ทำงานของฝ่ายขาย เริ่มจากตั้งโต๊ะตัดผ้าใหม่ วางลำดับขั้นตอนเย็บผ้าใหม่ทั้งหมด ติดไฟในโรงงานขนาดย่อมแห่งนี้ให้มีแสงมากเพียงพอ กัณฑ์อเนกใช้เวลาเกือบ 3 ปีในการปรับปรุงกระบวนการ จนในที่สุดโรงงานก็ผ่านเกณฑ์ที่บริษัทญี่ปุ่นวางไว้ 

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

มั่นใจได้แล้วว่า ร่มทุกคันที่มาจากโรงงานนี้เป็นร่มที่มีมาตรฐานเดียวกับที่ญี่ปุ่น

เวลาเกือบ 3 ปีที่ใช้ปรับปรุงระบบโรงงานเพียงเพื่อผลิตส่งไปขายประเทศญี่ปุ่นอาจจะไม่คุ้มค่าหากวัดที่ตัวเลข แต่ทายาทรุ่นสามก็บอกว่านั่นทำให้โรงงานพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นำมาซึ่งความเชื่อมั่นของบริษัทในประเทศไทยที่อยากให้ร่มฟลามิงโก้ผลิตสินค้าให้

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

“ขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพที่เคยยาก ก็ไม่ยากสำหรับพวกเราอีกต่อไป วันนี้เราก็ยังไม่ได้ดีที่สุด แต่ร่มทุกคันที่มาจากเรา พวกเราตั้งใจทำที่สุด เพื่อให้ทุกคนใช้ร่มคุณภาพดีไปนานๆ” กัณฑ์อเนกยิ้ม

ร่มรื่น

ถ้าจะมีชาติใดในโลกใช้ร่มได้คุ้มที่สุด ชาติเดียวเรานึกถึงคือ คนชาติไทย 

ประเทศที่มีฤดูร้อน ฤดูร้อนมาก ฤดูร้อนมากๆ และฤดูฝน

สิ่งที่เราสงสัยคือ แล้วถ้าคนไทยใช้ร่มกันทุกคน ทำไมตลาดร่มจึงไม่คึกคักเท่าสินค้าอื่นๆ

ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการมาของร่มแจกฟรี ทำให้เราไม่เห็นความจำเป็นต้องซื้อหาร่มให้เข้ากับไลฟ์สไตล์และบุคลิกแบบชาติอื่นๆ

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

“ประเทศไทยเริ่มทำร่มแจกครั้งแรกเมื่อประมาณสิบแปดปีก่อน เป็นช่วงที่หลายๆ บริษัทสนใจแผนกการตลาดเชิงรุกโดยเห็นโอกาสทองของร่ม ที่เป็นพื้นที่โฆษณาแบรนด์ง่ายๆ ไม่เพียงตั้งให้หลบร้อนตามร้านค้าทางเดิน ยังรวมไปถึงการแจกให้คนทั่วไปใช้ฟรีๆ” กัณฑ์อเนกเล่า จากที่เคยผลิตเพื่อจำหน่ายผู้ใช้งานโดยตรง ร่มฟลามิงโก้ก็ขยายตลาดรับจ้างผลิตร่มเพื่อห้างร้านและหน่วยงานต่างๆ 

ด้วยประสบการณ์จากตลาดรับผลิตร่มมาอย่างยาวนาน ทำให้ร่มฟลามิงโก้เป็นแบรนด์ผู้ผลิตที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกรูปแบบและทุกความต้องการ ตั้งแต่โครงร่มและด้ามที่มีให้เลือกเป็นร้อยๆ แบบ ผ้า สายรัด อุปกรณ์ตกแต่งร่มต่างๆ

ทายาทรุ่นสามฟลามิงโก้ แบรนด์ร่มสัญชาติไทยอายุ 42 ปีผู้เชี่ยวชาญเรื่องร่มทุกประเภท, ร่มฟลามิงโก้, ธุรกิจคนไทย

หากพร้อมสรรพเรื่องร่มขนาดนี้ แล้วทำไมจึงไม่ทำร่มแฟชั่นขายในตลาด เราถาม

“ที่ผ่านมา ร่มไม่ได้เป็นสินค้าแฟชั่นสำหรับคนไทย แต่ที่อื่นอย่างพม่า ลาว กัมพูชา เขาถือว่าร่มเป็นแฟชั่น แต่ละประเทศมีร่มแบบที่นิยมชัดเจน อย่างพม่าชอบโทนมืดๆ ลาวจะชอบสีสว่าง สำหรับสองตลาดนี้จึงมีการผลิตสินค้ารุ่นที่ตอบสนองได้ง่ายกว่า” กัณฑ์อเนกเล่าการวิเคราะห์ตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่รุ่นพ่อ

ร่มเย็น

ทุกเดือนที่โรงงานร่มฟลามิงโก้มีจำนวนการผลิตร่มราวๆ ห้าแสนคัน ทั้งร่มที่รับผลิต และร่มภายใต้แบรนด์บริษัท

“นอกจากแบรนด์ร่มฟลามิงโก้ ซึ่งเราจัดให้เป็นร่มที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูง ยังมีแบรนด์ลูกที่ตั้งใจทำเพื่อเปิดตลาดแฟชั่นกลุ่มบนด้วย” กัณฑ์อเนกเล่า

กัณฑ์อเนก และ นนทวรรษ ตวงทวีทรัพย์ สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์ร่มฟลามิงโก้

ขณะที่ตลาดร่มเจ้าอื่นสู้กันที่ราคา ร่มฟลามิงโก้มีจุดยืน ไม่ขอลดคุณภาพวัสดุที่ใช้ พร้อมมองหานวัตกรรมสร้างจุดขายใหม่ๆ ให้กับร่มของพวกเขา โชคดีที่นนทวรรษผู้เป็นน้องชาย ซึ่งเรียนจบได้เข้ามาช่วยดูแลงานส่วนการตลาดในช่องทางออนไลน์ สื่อสารและเปิดตลาดกับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการผลิตร่มจำนวนไม่มากอย่างก่อน

ร่มโพธิ์ร่มไทร

ขณะที่ร่มในมือผู้ก่อตั้งอย่างอากงสร้างมาตรฐานการผลิตร่มคุณภาพที่ยากจะลอกเลียนแบบ 

ร่มในมือทายาทรุ่นสองเน้นการออกแบบที่เข้าใจตลาด เจาะกลุ่มลูกค้าทุกระดับจนสร้างยอดขายถล่มทลาย 

สำหรับร่มในมือทายาทรุ่นสามอย่างกัณฑ์อเนกและนนทวรรษ ตั้งใจสร้างมูลค่าแก่ร่มด้วยการแต่งตัวใหม่ คิดค้นและพัฒนาให้ร่มทุกคันมีคุณสมบัติตอบสนองทุกความต้องการของคนยุคนี้

การมารับช่วงต่อของสองพี่น้องในวัยที่ไฟแรงเวอร์ สิ่งสำคัญคือการเปิดรับและเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ ทำให้วันนี้ร่มฟลามิงโก้เติบโตอย่างก้าวกระโดดไปได้อีกขั้น และสร้างตัวตนในตลาดร่มไม่น้อยหน้ารุ่นก่อนๆ 

กัณฑ์อเนก และ นนทวรรษ ตวงทวีทรัพย์ สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 3 ของแบรนด์ร่มฟลามิงโก้

“สำหรับเรานี่คือหน้าที่ของพวกเราที่ต้องคิดหาวิธีการใหม่ๆ และพัฒนาให้ร่มของเราให้ดีขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ทำราคาให้ย่อมเยาเข้าถึงได้ สำคัญคืออยากให้ผู้ใช้มีมุมมองต่อร่มเปลี่ยนไป” นนทวรรษเสริม ก่อนกัณฑ์อเนกจะทิ้งท้ายว่า

“ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตยังดำรงต่อไป ร่มฟลามิงโก้เองก็พยายามอยู่เช่นกัน เราอยากให้พนักงานอยู่ได้ เราอยู่ได้ อยากเห็นแบรนด์อยู่ไปเป็นร้อยปี ไม่อยากให้มาจบที่รุ่นของเรา ในอนาคตอยากให้คนเปลี่ยนภาพจำที่มีต่อร่มใหม่ เป็นสินค้าที่สร้างสรรค์ต่อยอดต่อไปได้ไม่สิ้นสุด เราอยากไปถึงจุดนั้น”

Writers

นพพร ทัตสิริวรวัฒน์

ครีเอทีฟและกราฟิกดีไซเนอร์ อยู่เบื้องหลังอีเวนท์เทศกาลกาแฟ พบตัวได้ที่หน้าโต๊ะคอนโทรลในทุกงานอีเวนท์ของ The Cloud

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ทายาทรุ่นสอง

เรื่องราวการต่อยอดธุรกิจครอบครัวในมือทายาทรุ่นต่อมา

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

คือปณิธานข้อเดียวของสถาปนิกและนักออกแบบผู้ก่อตั้ง Plan Architects หนึ่งในบริษัทออกแบบเก่าแก่ของประเทศ เจ้าของดีไซน์อาคารอย่าง Sindhorn Kempinski Hotel Bangkok, Kensington Learning Space และหอพักพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

วิฑูรย์ วิระพรสวรรค์ คือหนึ่งในผู้ริเริ่มทั้งเจ็ด ตึกแรกที่พวกเขาออกแบบคือตึกออฟฟิศของตัวเองริมถนนสาทร โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอยครึ่งหนึ่งทำ Green Space ซึ่งขัดจากอาคารอื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

พวกเขาตั้งใจให้ตึกนี้เป็นแบบอย่าง 

หลังจากทำบริษัทได้ 2 ปีก็กลับมานั่งคุยกันว่า ถ้าอยากเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ต้องเริ่มต้นที่เด็ก

พื้นที่ด้านข้างจึงปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนอนุบาล ซึ่งต่อยอดมาเป็นโรงเรียนรุ่งอรุณในปัจจุบัน

เมื่อทำโรงเรียนแล้วก็เห็นว่าต้องมีสื่อการสอนที่เหมาะสม เหล่านักออกแบบไฟแรงเลยลุกขึ้นลงมือทำเองด้วยการขยายธุรกิจสิ่งพิมพ์รักลูกกรุ๊ป ต่อเนื่องมาเป็น ‘PlanToys’ แบรนด์ที่เป็นมากกว่าของเล่น แต่ตั้งใจออกแบบประสบการณ์ ‘การเล่น’ เพื่อตอบโจทย์การเรียนการสอนแบบ Play-based 

และนี่คือเรื่องราวแบรนด์ของเล่นที่ทำเรื่องความยั่งยืน ตั้งแต่วันที่ผู้คนยังไม่รู้จักนิยามของคำว่า Sustainability ด้วยซ้ำ

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ของเล่นไม้ที่ปลอดภัยกับเด็ก

ย้อนกลับไปที่ปณิธานแรก ของเล่นพวกเขาต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับบริษัทออกแบบ

ของเล่นไม้ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นวัสดุจากธรรมชาติ หาได้ง่ายในประเทศ และปลอดภัยกับเด็ก

ไม้ชนิดแรกที่เลือกคือไม้ลัง เนื่องจากในสมัยนั้นมีการนำเข้าเครื่องจักรหีบห่อในกล่องไม้พาเลตจำนวนมาก แต่ทำไปทำมาอุปทานในตลาดไม่เท่าทันอุปสงค์ เหล่านักออกแบบจึงต้องหาทางเลือกใหม่

พื้นเพของผู้ก่อตั้งเป็นคนตรัง เลยเห็นศักยภาพของไม้ยางพาราที่มีมากในภาคใต้ ซึ่งมักนำไปแปรรูปทำเฟอร์นิเจอร์ ขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อมที่พวกเขายึดมั่นด้วยใจจริง

Made in Trang แต่ส่งออกทั่วโลก

จากบริษัทออกแบบ โรงเรียนอนุบาล โรงพิมพ์ สู่แบรนด์ของเล่น ชาวแปลนขยายธุรกิจเหล่านี้ภายใน 2 – 3 ปี ถ้าอยู่ในยุคนี้คงเปรียบได้กับสตาร์ทอัพ

ธุรกิจของเราจำเป็นต้องสเกลอัป จึงตั้งใจแต่แรกว่าของเล่นที่ทำจะเน้นตลาดส่งออก” ออฟ-โกสินทร์ วิระพรสวรรค์ หลานชายคุณวิฑูรย์และทายาทรุ่นสองเล่าย้อนไปถึงตอนนั้น

ยอดขาย 98% ของ PlanToys คือส่งออกต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป หรือประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น ส่วนอีกราว ๆ 2% เป็นยอดขายในประเทศ ซึ่งส่วนแบ่งทรงตัวเท่านี้มาตลอดเพราะตั้งใจมุ่งตลาดพรีเมียม

“ราคาของเล่นเราไม่ถูก ลูกค้าที่ซื้อคือคนที่เข้าใจความปลอดภัยของของเล่น วัสดุที่ใช้ปลอดภัยหรือเปล่า สีที่ใช้มีโลหะหนักหรือเปล่า”

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า PlanToys เป็นแบรนด์ต่างชาติ แม้แต่เพื่อนของออฟยังเคยซื้อกลับมาจากเมืองนอก ถึงเห็นว่ากล่องตีตรา Made in Thailand

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

บุกเบิกเรื่องความยั่งยืน

40 ปีก่อน คำว่า ยั่งยืน แทบจะไม่เคยปรากฏในหน้าสื่อ ไม่ต้องพูดถึงการสื่อสารแบรนดิ้งของสินค้าต่าง ๆ นี่ไม่ใช่จุดขายเหมือนวันนี้

จุดเด่นของเล่นที่แบรนด์แปลนเล่าขานออกไป ณ วันนั้นจึงเป็นเรื่องความเรียบง่าย (Simplicity) อย่างรูปทรงเรขาคณิต สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม ไม่มีอะไรซับซ้อน แต่ช่วยเรื่องพัฒนาการเด็กได้จริง

ความปลอดภัย (Safety) การผลิตที่ไม่ใช่สารเคมี ไม่ใช้วัสดุหรือสีอันตราย และดีไซน์ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและการใช้งานของเด็ก

สรุปง่าย ๆ คือเน้นการสื่อสารประโยชน์ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภค โดยมีสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เป็นความตั้งใจเป็นเรื่องรอง 

ออกสู่ตลาดโลกครั้งแรก

1983 คือปีที่ของเล่นจากเมืองตรังไปออกงานแฟร์ครั้งแรก

ครั้งนั้นเป็นงานแฟร์หน้าหนาวในเมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี แม้จะทำงานมาหลายปี แต่นี่เป็นการมาต่างประเทศครั้งแรกของคุณวิฑูรย์ 

“หนาวแบบต้องใส่หนังสือพิมพ์ไว้ในเสื้อผ้าอีกชั้น” ออฟว่าตามคำบอกเล่าของคุณลุง “ใส่รองเท้าไปเหยียบหิมะ เปียก กลับมาเอามาผึ่งตากบนฮีตเตอร์ ปรากฏรองเท้างอ” 

ไม่ได้เป็นมือใหม่แค่การใช้ชีวิตในต่างแดน แต่ในฐานะผู้ประกอบการก็ใหม่เอี่ยมไม่แพ้กัน

พวกเขาร่วมมือกับกรมการค้าระหว่างประเทศ เดินทางไปออกงานแฟร์โดยไม่มีเอาสินค้าติดตัวไปสักชิ้น มีแค่กล่องพร้อมเรื่องราวและแพสชันเต็มกระเป๋า

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ลุงวิฑูรย์ยังใช้วิธีนำเสนอผลงานตามโชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ บางร้านชื่นชอบคอนเซ็ปต์ บางร้านก็ไม่ ยิ่งในตลาดยุโรปต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่วนมากเขาทำของเล่นจากไม้สน ไม้ยางคืออะไรเขาไม่รู้จัก ผ่านไปหลายปีจนแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ประกอบการของเล่นน้อยใหญ่ ตลอดจนบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีภารกิจหาของเล่นให้ลูก ๆ

ทำธุรกิจด้วยกันต้องมีแนวคิดเดียวกัน

ถ้าให้นึกชื่อแบรนด์ของเล่นไทยเร็ว ๆ เราอาจรู้จักไม่กี่ชื่อ แต่ครั้งหนึ่งอุตสาหกรรมของเล่นในบ้านเราเคยรุ่งเรือง เพราะเป็นฐานการผลิต OEM ให้แบรนด์ต่างชาติ

เช่นเดียวกับโรงงาน OEM ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ค่อย ๆ ล้มหายตายจากในวันที่จีนเปิดประเทศ โรงงานของเล่นส่วนใหญ่ต้องปิดตัวเพราะลูกค้าย้ายฐานการผลิต และแบรนดิ้งตัวเองก็ไม่แข็งแรงพอให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

PlanToys โชคดีที่ผู้บริหารรุ่นบุกเบิกให้ความสำคัญเรื่องนี้ ทันทีที่จีนเปิดรับชาวต่างชาติก็หันมาวางกลยุทธ์การทำธุรกิจเสียใหม่ โดยแบ่งสัดส่วนผลิตแบรนด์ตัวเองกับ OEM และเลือกผลิตให้เฉพาะลูกค้าที่เข้าใจแนวคิดและกระบวนการของธุรกิจจริง ๆ

แม้แต่ Distributor ที่อยากทำธุรกิจด้วยกันก็ต้องรู้จักแบรนด์อย่างถ่องแท้ โดยมีกฎเหล็กหนึ่งข้อ คือ ‘ต้องเดินทางมาดูโรงงานก่อน ถึงจะยอมขายของให้’

“เราพยายามสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า” ทายาทรุ่นสองกล่าวเสียงหนักแน่น “ไม่อย่างนั้นคนจะไม่เข้าใจว่าทำไมของเราถึงราคาสูง เราไม่อยากให้เขาทำธุรกิจกับเราปีสองปีก็จากกันไป เขาเลยต้องมาเห็นว่าวิธีการทำงานเราเป็นยังไง ที่ราคาสูงหน่อยเพราะหนึ่ง สอง สาม สี่ พอเขาเข้าใจ การทำธุรกิจด้วยกันก็ยั่งยืน”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่กลายเป็นจุดขาย

แบรนด์ของเล่นในตลาดโลกมีทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป ของเล่นแบบหนึ่งที่ฮอตฮิตสุด ๆ เมื่อ 30 ปีก่อนคือ บ้านตุ๊กตา (Doll House) 

บ้านตุ๊กตาก็มีหลายแบบ แต่แบบหนึ่งที่เป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้หญิงคือ แบบวิกตอเรียน

บ้านวิกตอเรียนสไตล์ยุโรปหลังใหญ่ มีห้องหับนับสิบ แต่ละห้องมีเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ อีกหลายชิ้น เวลาขายก็ขายทั้งหลังบรรจุในกล่องใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่ติดขัดอะไรเพราะทำในยุโรป ส่งในยุโรป แต่พอแบรนด์จากจังหวัดตรังจะทำบ้าง มันเป็นข้อจำกัด

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ข้อจำกัดที่ชัดที่สุดคือการขนส่ง หากใช้วิธีแบบเดียวกับแบรนด์ต่างชาติ ตัวเลขต้นทุนค่าขนส่งคงสูงทะลุ ส่งผลกับราคาขายที่อาจแพงกว่าราคาตลาด ชาวแปลนทอยส์จึงต้องกลับมาคิดหาทางออกใหม่

“เรากลับมาคุยกันว่า ทำไมต้องทำบ้านหลังใหญ่ เพราะส่งไปไม่ได้แน่ ๆ วิธีแก้คือทำบ้านแบบที่อยากทำนี่แหละ แต่ทำให้เป็น Knock-down”

บ้าน Knock-down คือทางรอดของพวกเขา ตอบโจทย์โลจิสติกส์แน่นอนเพราะกล่องเล็กลง แต่กลายเป็นว่าไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในวันนั้น

“ผู้บริโภคเขายังรู้สึกว่าได้กล่องใหญ่คุ้มกว่า ไม่เหมือนวันนี้ที่การขนส่งเอาใจใส่สิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างขนส่งในเกาหลีใต้ เขาบอกเลยว่าปริมาณของสินค้าต้องมีสัดส่วนเหมาะสมเมื่อเทียบกับขนาดกล่อง ให้พอดีกัน จะได้ไม่เปลืองแพ็กเกจจิ้ง”

ใช้น็อตแค่ 10 ตัว ข้างหน้า 5 ตัว ข้างหลัง 5 ตัว ไขควงขันให้แน่นก็ได้บ้านในฝัน แต่ลูกค้ายังไม่เข้าใจ

‘ทำไมต้องมาต่ออีก’

‘ทำไมต้องต่อเอง ทั้ง ๆ ที่ในตลาดมีบ้านสำเร็จรูปขาย’

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

Distributor ก็ไม่เข้าใจจึงไม่มีใครยอมสั่ง แต่นักธุรกิจไทยไม่ยอมแพ้ ยืนยันให้ลองสั่งไปขายดู กลายเป็นว่าปีนั้น บ้านตุ๊กตาคือสินค้าที่ขายดีที่สุด

“มาปีที่ 2 เรานำของเล่นชิ้นนี้ไปงานแฟร์แล้วขึ้นราคาทุกวันเพื่อลองตลาด”

เช้าราคาหนึ่ง บ่ายราคาหนึ่ง ราคาเปิดอยู่ที่ประมาณ 10 ยูโร ราคาสุดท้ายอยู่ที่ราว ๆ 20 และปัจจุบันราคาขายของบ้านตุ๊กตาหลังนี้คือ 100 กว่าเหรียญฯ

ทำความรู้จักลูกค้าโดยไม่ผ่านคนกลาง

 20 ปีของ PlanToys คือบทบาทของนักออกแบบ ผู้ผลิต และผู้ส่งออก พวกเขาไม่เคยติดต่อกับร้านของเล่นหรือแม้กระทั่งลูกค้า 

ออฟบอกว่าเขาพึ่งลมหายใจของ Distributor มาตลอด ถ้าให้หันขวาก็หันขวา หันซ้ายก็หันซ้าย โดยแทบไม่รู้เลยว่านั่นคือสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการหรือเปล่า

PlanToys จึงลงทุนในการออกแบบสินค้า ส่งนักออกแบบไปงานแฟร์ต่างประเทศ บางครั้งก็ให้ลองไปใช้ชีวิตต่างแดนเป็นเดือนเพื่อหาแรงบันดาลใจ ดูบรรยากาศบ้านเมือง เที่ยวร้านค้า แล้วกลับมาดีไซน์ของเล่นให้ตอบโจทย์ตลาดจริง ๆ

พวกเขาเริ่มจากลงทุนในบริษัท Distributor ที่ญี่ปุ่น เมื่อมีประสบการณ์มากพอจึงตั้งบริษัทลูกที่อเมริกาในปี 2006 เช่าบ้านเป็นออฟฟิศใกล้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ส่งของให้อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ทั้งหมด ลบข้อจำกัดที่แต่ก่อนต้องสั่งทั้งตู้คอนเทนเนอร์ พอมีศูนย์กลางอยู่ตรงนี้ ประเทศเล็ก ๆ ก็สั่งในจำนวนน้อยลงได้ 

“Globalization ทำให้คนเข้าถึงสินค้าเรามากขึ้น เราในฐานะผู้ผลิตก็ได้รู้จักร้านค้ามากขึ้น รู้จักผู้บริโภคมากขึ้น ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างเพื่อกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช่แค่ออกแบบอย่างเดียว”

เมื่อก่อนจะผลิตของเล่นสักชิ้นก็เน้นสีเขียว เหลือง แดง เพราะมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก แต่พอศึกษาตลาดก็เห็นว่าแต่ละปีจะมีเทรนด์สี ปีนี้เน้นสีพาสเทล ปีนี้เป็นสีเข้มก่ำ PlanToys จึงมีคอลเลกชันเฉดสีอื่น ๆ ซึ่งขายดีมาก แล้วก็ไม่ได้ไปแย่งกลุ่มที่ซื้อรุ่นปกติอยู่แล้ว กลับไปช่วยสร้างตลาดใหม่ ๆ ขึ้น

“พ่อแม่ยุคใหม่เขามีรสนิยมแตกต่าง สมมติเขาออกแบบห้องลูกเป็นสีพาสเทล ก็อยากได้ของเล่นโทนสีเดียวกัน Pain Point แบบนี้เราไม่ได้รู้ผ่าน Distributor ที่เป็นคนกลาง แต่ต้องไปคุยกับลูกค้าจริง ๆ”

PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี
PlanToys ของเล่นไม้ Made in ตรัง ที่ปลอดภัย ยั่งยืน และอยู่คู่เด็กทั่วโลกมา 40 ปี

ร้านแรกของ PlanToys

หลังเปิดออฟฟิศที่อเมริกาได้ไม่นานก็เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศขึ้นสูง กิจการเล็ก ๆ อยู่ไม่ไหวก็ปล่อยเซ้งร้าน

ธุรกิจของเล่นไทยจับพลัดจับผลูได้เซ้งร้านลูกค้าในปาโลอัลโต เปิดเป็น PlanToys Shop ใจกลางเมือง โดยไม่เคยมีประสบการณ์ขายปลีก ออฟบอกว่าไม่คาดหวังด้านยอดขาย แต่มองมันเป็น Learning Center เป็นพื้นที่ที่ชาวแปลนจะได้ทำความรู้จักลูกค้าของตัวเอง

เขาเล่าต่อไปถึงของเล่น 2 ชิ้นที่ทำให้เกิดนโยบายใหม่ของบริษัท 

“เรามีรถบัส 2 คัน หน้าตาคล้าย ๆ กัน คันหนึ่งเป็น School Bus สีเหลือง อีกคันเป็นบัสธรรมดาสีขาว ปกติรถบัสโรงเรียนขายดีกว่า แต่มีอยู่ 2 เดือนที่ยอดขายตกฮวบ อยู่ ๆ บัสสีขาวก็กลับมาขายดี เลยไปย้อนหาเหตุผล 

“พบว่าเดือนนั้นลูกค้าเอาบัสสีขาวที่ซื้อไปมาคืน พนักงานก็เลยเอาตัวรับคืนมาตั้งโชว์เป็นเดโม่ เด็กเข้ามาร้านได้เห็นก็อยากได้ ร้องขอให้พ่อแม่ซื้อ เราเลยลองเก็บเดโม่เข้าหลังร้าน ยอดขายบัสสีขาวก็ตกลง รถโรงเรียนก็กลับมาขายดีเหมือนเดิม”

PlanToys Shop จึงปฏิรูปใหม่เป็น Experience Shop มีสินค้าจริงให้เด็ก ๆ เข้ามาลองจับ ลองเล่นว่าชอบหรือไม่ชอบแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

และตั้งใจให้เป็นแบบเดียวกันในทุกร้านที่มีจำหน่าย จึงมีนโยบาย Free Sample เอื้อประโยชน์ให้กิจการคู่ค้าและลูกค้า โดยทุก ๆ 5% ของยอดซื้อ บริษัทจะให้เขาเลือกเดโม่ไปวางให้ลูกค้าลองเล่น เพราะของเล่นนอกกล่อง ยังไงก็ดีกว่าในกล่อง

ร้านค้าขายดี ธุรกิจก็อยู่ได้ เป็นการทำธุรกิจแบบเข้าใจเขา เข้าใจเรา พึ่งพาอาศัยและโตไปด้วยกัน

หมดยุคร้านค้าแบบเก่า เข้าสู่โลกออนไลน์

กิจการค้าปลีกสมัยนั้นมีเอกลักษณ์มาก ๆ ส่วนใหญ่มักขายของชนิดเดียว เช่น ร้านขายเตียงก็ขายแค่เตียง ร้านขายรถเข็นเด็กก็ขายแค่รถเข็นเด็ก ร้านขายของเล่นก็ขายแค่ของเล่น

หลังจากวิกฤตครั้งนั้น PlanToys Shop ก็สู้ค่าเช่าไม่ไหวจึงต้องปิดตัวลง เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ตลาดออนไลน์เริ่มเข้ามาในช่วงปี 2020 ร้านค้าปลีกจำนวนมากต้องปรับตัว 

จากลูกค้าในสหรัฐอเมริกาที่มีเกือบ 5,000 เจ้า ลดเหลือแค่ 2,000 กว่า ๆ 

จากรูปแบบร้านที่ขายของอย่างเดียวจากหลาย ๆ แบรนด์ ก็เปลี่ยนเป็น One-stop Service ที่มีขายทุกอย่าง โดยผ่านการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน เป็นเหมือน Selected Store ที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

“ร้านของเล่นมักจะมีของเยอะไปหมด แต่ร้านรูปแบบใหม่นี้เน้นไลฟ์สไตล์มากขึ้น ซึ่งเราไม่ได้เล่นตลาดแมสอยู่แล้ว ถ้าไปร้านอย่าง Toys“R”Us, Walmart หรือ Target จะไม่เจอของเล่นเรา”

ออฟว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่แบรนด์เขาอยู่ในทั้งตลาด Mass และ Specialty ผู้บริโภคจะเลิกสนับสนุนไปโดยอัตโนมัติ ด้วยสเกลที่เล็กกว่าทำให้ไม่สามารถต่อรองราคา ลด แลก แจก แถม สู้กับแบรนด์ใหญ่ ๆ ในตลาดแมส ถึงสู้ได้ สุดท้ายตลาด Specialty ก็จะไม่สนใจ เพราะขาดกลิ่นอายความพิเศษและความเฉพาะตัวไปแล้ว

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

จุดเปลี่ยน 2 ครั้งใหญ่ที่พลิกแนวคิดธุรกิจไปตลอดกาล

“วงจรของธุรกิจจะมีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ 10 ปี” PlanToys เองมีจุดเปลี่ยนใหญ่ ๆ 2 ครั้ง 

ครั้งแรกในปี 2000 ตอนที่ผู้บริหารยุคบุกเบิกค่อย ๆ วางมือ แล้วจ้าง Professional คนนอกเข้ามาบริหาร เป้าหมายของทีมบริหารใหม่นี้คือการเติบโต 2 เท่าภายใน 3 ปี

“เราสร้างความแตกต่าง (Differentiation) มาเยอะแล้ว ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์หรือนวัตกรรมต่าง ๆ สิ่งที่เราอยากลองตอนนั้นคือการลดต้นทุน”

แนวทางคือขายให้เยอะขึ้น ในราคาที่ถูกลง แต่กลายเป็นว่ายอดขายไม่โตอย่างที่คิด กำไรที่ได้ก็น้อยลง กระทบถึงดีไซน์ที่ต่างไปจากความตั้งใจแรก ชาวแปลนจึงตกลงกันว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ กลับมาปัดฝุ่นดูแลธุรกิจอายุนับสิบปี 

“เราจัดระเบียบใหม่ทั้งเรื่องคน การดำเนินงาน เช่น มีพนักงานร้องเรียนเรื่องฝุ่นในโรงงานที่เกิดจากการเลื่อยไม้ เราก็ทำระบบดูดฝุ่น ถ้าไปโรงงานจะเห็นเลยว่าเครื่องจักรแต่ละตัวมีท่อดูดฝุ่น แม้จะกินค่าไฟกว่า 40% ของโรงงาน แต่สุขภาพพนักงานสำคัญมาก เราอยากให้พนักงานแฮปปี้ ฝุ่นที่ดูดมาก็ต่อยอดไปทำธูปได้

“เราอาจไม่ใช่ Innovator แต่เราคือนักแก้ปัญหา ขี้เลื่อยที่เหลือจากการผลิตก็เอามาอัดเป็นไม้แผ่นแล้วผลิตของเล่นต่อได้”

ขี้เลื่อยที่ว่านำมาซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งที่ 2 ในปี 2012 ที่ออฟให้นิยาม ณ วันนั้นว่าจะเป็น New S-curve ของธุรกิจ

หลังเจอทางออกในการจัดการขี้เลื่อยในโรงงาน อัดเป็นไม้เพื่อใช้เป็นวัสดุในการผลิต พวกเขาใช้ความกล้าบ้าบิ่นตัดสินใจเลิกผลิตสินค้าไม้ยางพาราปกติ แล้วทำคอลเลกชันใหม่จากขี้เลื่อยเท่านั้น

สตอรี่ดี รักสิ่งแวดล้อม ต้นทุนต่ำ ราคาขายถูกลง ทำไมจะไม่เวิร์ก 

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

“เราภูมิใจมากกับคอลเลกชันนั้น มั่นใจว่าสำเร็จ จากแคตตาล็อกเล่มหนา ปีนั้นเหลือบางนิดเดียว ตอนแรกจะไม่พิมพ์ด้วยนะ แต่ลูกค้าขอ ราคาที่ลูกค้าเคยบอกว่าแพง พอเปลี่ยนมาใช้ขี้เลื่อยราคาก็ลดลงได้

“ปรากฏยอดขายตกฮวบ ตอนนั้นผมอยู่อเมริกาก็ตะหงิด ๆ ใจ เราอยู่หน้าตลาด ไม่มั่นใจเลย เลยขอเมืองไทยขาย 2 แบบควบคู่กันไปเพราะยังมีสต็อกเหลืออยู่ มีสต็อกแยก 2 เล่ม สุดท้ายพบว่าเราตายตรงคนกลางที่สั่งของเราไปขาย เจ้าของร้านของเล่นตอนนั้นมักเป็นเจนเนอเรชันเก่า ๆ ที่ไม่คุ้นเคยคอนเซ็ปต์ Zero Waste พอลองหยิบจับของเล่นจากขี้เลื่อย พื้นผิวมันต่างไปจากเดิม ความรู้สึกไม่ใช่ของเล่นที่เขาคุ้นเคยก็เลยไม่สั่งซื้อ

“จนผมได้คุยกับลูกค้ารายหนึ่งในนิวยอร์ก เขามีอายุแล้วนะ ผมบอกให้เขาลองไปขายดูได้ไหม คุณไม่รู้หรอกว่าลูกค้าจะชอบหรือเปล่า ลองดูก่อน แล้วส่งไปให้ 24 ตัว ตั้งคู่กับของเล่นไม้ยางรุ่นปกติ ดีไซน์เดียวกัน แต่ราคาถูกกว่า 5 เหรียญฯ”

ไม่ถึง 2 สัปดาห์ เจ้าของร้านคนนั้นโทรศัพท์กลับมาว่าขายของเล่นจากขี้เลื่อยหมดแล้ว คนซื้อเป็นพ่อแม่ยุคใหม่ที่สนใจงานดีไซน์และเข้าใจคอนเซ็ปต์ Zero Waste พร้อมยอมรับว่าเขาไม่เชื่อว่ามันจะขายได้ เพราะตัวเองโตมากับของเล่นไม้ เลยไม่ได้มองว่าการเอาขี้เลื่อยมาอัดเป็นแผ่นก็เป็นไม้เหมือนกัน

PlanToys กลับมาวางกลยุทธ์ใหม่ ไม่ชูโรงคอลเลกชันจากขี้เลื่อย แต่ใช้ลักษณะเฉพาะของมันเป็นจุดขาย โดยนำไปผลิตเป็นชิ้นส่วนประกอบของเล่นต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เช่น ลูกบอลอาจจะใช้ไม้ทั้งอัน แต่ถ้าเป็นอีกชนิดควรเป็นลูกผสม ใช้วัสดุหลาย ๆ อย่างเข้าด้วยกัน

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Play Space ของทายาทรุ่นสอง

ออฟกลับเมืองไทยพร้อมครอบครัวในปี 2015 ครั้งหนึ่งมีนักข่าวสัมภาษณ์เขา ชื่นชมแนวคิดการออกแบบของเล่นและการเล่น แล้วทิ้งคำถามว่า ทำไมเด็กไทยไม่ได้เล่นของเล่นคนไทย

คำพูดนั้นติดอยู่ในใจออฟ 

ในด้านการขาย ตลาดในประเทศเล็กกว่าต่างประเทศด้วยเหตุผลใหญ่ ๆ 2 ข้อ คือ หนึ่ง ค่านิยมด้านการศึกษาของเด็กยังมุ่งเน้นที่วิชาการมากกว่าพัฒนาการและประสบการณ์ สอง ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังไม่เห็นคุณค่าของการเล่น 

เมื่อยอดขายไม่สามารถขยับได้รวดเร็ว ตึกหนึ่งของออฟฟิศจึงปรับเปลี่ยนเป็น Play Space พื้นที่ให้เด็กได้มาสนุก ใช้เวลาคุณภาพ ทำหน้าที่มากกว่าแบรนด์ของเล่น แต่เป็นประสบการณ์การเล่นที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก กลายเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของบริษัท

“ความรู้สึกของการซื้อสินค้ากับซื้อบริการของคนไทยไม่เหมือนกัน เราให้คุณค่ากับบริการมากกว่า เช่น ส่งลูกไปกวดวิชา เรียนบัลเล่ต์ ปั้นดินน้ำมัน คิดค่าบริการเป็นชั่วโมง เรายอมจ่าย ไม่รู้สึกว่าแพง แต่ถ้าต้องซื้อของเล่น 1 ชิ้น กลับรู้สึกไม่คุ้มค่า

“เราเลยรื้อคอนเซ็ปต์ของการเล่นใหม่ ให้มันเป็นประสบการณ์มากขึ้น ในมุมของธุรกิจถ้าเป็นธุรกิจทำของเล่น อยากโตก็ต้องขยายโรงงาน ลงทุนเพิ่ม ใช้เงินมหาศาล แต่เราโฟกัสที่ ‘การเล่น’ ซึ่งต่อยอดไปได้หลายทาง”

Play Space เป็นเหมือนสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์จาก PlanToys ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รวมถึงมีกิจกรรม Play Group ตามวาระ มีค่ายเยาวชน พาเด็ก ๆ ไปศึกษาป่าดิบชื้นที่จังหวัดตรัง ขึ้นเขา แล้วจบที่การเยี่ยมชมโรงงาน

เปิดได้เพียง 2 – 3 เดือนก็เจอกับวิกฤตโควิด-19 พวกเขาเริ่มจากแจกของเล่นชิ้นเล็ก ๆ ฟรี ให้เด็กกลับไปเล่นที่บ้าน แต่ถ้าแจกอย่างเดียวคงไม่ยั่งยืน จึงพัฒนาต่อเป็นให้เช่า คิดค่าเช่า 10 – 15% ของราคาขาย ระยะเวลาเช่า 1 เดือน ซึ่งคนที่มาเช่าก็ไม่ใช่ลูกค้าประจำ แต่เป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่ ๆ โดยอนาคตจะมีแอปพลิเคชันเพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้น

มากไปกว่านั้น ที่จังหวัดตรังยังมี Forest of Play สนามเด็กเล่นที่เปิดสาธารณะให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กในจังหวัด พร้อมสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติผ่านการเล่น กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนตัวจิ๋ว รวมถึงสถานที่ทัศนศึกษายอดนิยมของโรงเรียนด้วย

เบื้องหลัง แปลนทอยส์ ประเทศไทย แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก
เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

เล่นให้ได้เรื่อง

PlanToys ตั้งใจเป็นโรงงานที่มี Carbon Neutrality (การที่ปริมาณการปล่อยคาร์บอน (CO2) สู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับกลับคืน) รวมถึงนำไร่ยางพาราของบริษัทและพนักงานเข้าโครงการคาร์บอนเครดิต 

เป้าหมายต่อไปคือการออกแบบ End-of-life Cycle ของโปรดักต์ให้เหมาะสมและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

ส่วนผลิตภัณฑ์ แม้กระแสค่านิยมการมีบุตรจะลดลงทุกปี แต่คนทำของเล่นไม่มองว่าเป็นอุปสรรค เพราะผู้คนหันมาตัดสินใจมีลูกเมื่อพร้อม ในทางกลับกัน PlanToys ก็หาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ อย่างการทำของเล่นคนสูงวัยเพื่อต้อนรับ Aging Society 

“เราออกแบบของเล่นสำหรับผู้ใหญ่มา 6 ชิ้น กำลังจะเริ่มขายปีหน้า โดยเริ่มจาก Nursing Home”

นิยาม ‘การเล่น’ ของ PlanToys ต่อยอดเป็นประสบการณ์การเล่นใหม่ จากของเล่นเพื่อพัฒนาการเด็ก เป็นเครื่องมือลับสมองผู้สูงวัยให้ตื่นตัว และกิจกรรมที่ให้คนทุกเจนเนอเรชันในครอบครัวมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันก็ยังไม่ละทิ้งปณิธานที่มีมาตั้งแต่วันที่หนึ่ง

“ต้องไม่เบียดเบียนสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งทั้งเจ็ดยังเด่นชัดในของเล่นทุกชิ้น

เบื้องหลัง PlanToys แบรนด์ของเล่นไม้อายุ 40 ปีที่ปลอดภัย ยั่งยืน และส่งออกจากเมืองตรังสู่มือเด็กทั่วโลก

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographers

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load