Fjallraven อ่านว่า เฟียว-เรียว-เว่น เป็นภาษาสวีเดน แปลว่า สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก 

ส่วนภาษาแสลงแปลว่า คนนิยมไพร

แม้จะอ่านไม่คุ้นปาก แต่เป้าหมายของแบรนด์ลงตัวกับความหมายของชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย

Fjallraven เกิดขึ้นโดย โอเกีย นอร์ดีน (Ake Nordin) ชายชาวสวีเดนผู้เติบโตในครอบครัวที่ออกไปทำกิจกรรม เอาต์ดอร์ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์เอาต์ดอร์ที่อยากเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับที่มาของวัสดุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมประจำปีกลางป่าเพื่อให้พนักงานเข้าใจแบรนด์มากขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เขาทำเองคือกระเป๋าที่จุของได้เยอะ แต่สะพายแล้วสบายหลัง เขาใช้จักรเย็บผ้าของแม่และเครื่องไม้เครื่องมือของพ่อ ทำกระเป๋าเฟรมไม้ขึ้นในห้องใต้ดินที่บ้าน 10 ปีให้หลังในห้องใต้ดินเดียวกัน เขาก่อตั้ง Fjallraven ใน ค.ศ. 1960 และเริ่มขายสินค้าชิ้นแรกคือ กระเป๋าเป้ที่พัฒนาจากเฟรมไม้มาเป็นเฟรมอะลูมิเนียม

60 ปีผ่านไป แบรนด์ออกแบบสินค้ามากมายเพื่อตอบโจทย์คนชื่อชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์ รวมถึงกระเป๋ารุ่น Kanken ซึ่งวันนี้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้ดีเยี่ยมในใจของใครหลายๆ คน

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ปั้น-ปรัชญา กุลธำรง Brand Manager ของ Fjallraven ประเทศไทย และ Thailand Outdoor Shop มาพร้อม Brand Book สีขาวนวล หน้าปกเป็นรูปโลโก้สุนัขจิ้งจอกสีแดง สันปกสกรีนว่า ‘Forever Nature’

คำนำของหนังสือเขียนไว้ว่า 

“หนังสือเล่มนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องย้ำเตือนเราทุกคนที่ Fjallraven ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ และเราจะทำมันต่อไปอย่างไรให้ดีที่สุด

“และจะช่วยให้เรายึดมั่นกับเป้าหมายที่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกได้สัมผัสและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ… ไปพร้อมๆ กับเรา”

ถ้าแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ทุ่มเททำงานออกมาดีที่สุด โดยเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และตั้งใจให้ธุรกิจยืนยาวไป 10 20 30 60 ปี หรือมากกว่านั้น นี่ก็เป็นแบรนด์ที่ดีมากๆ อีกแบรนด์หนึ่ง

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

1. พันธกิจของแบรนด์คือสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

Fjallraven เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายที่อยากเห็นทุกคนเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงในที่นี้ คือการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ โดยยึดธรรมชาติเป็นที่ตั้ง และไม่พยายามเอาชนะ 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

คนแบบ Fjallraven คือคนที่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพราะชื่นชอบ เห็นแง่งาม ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากพิชิตสถิติเท่านั้น

วิสัยทัศน์แบบนี้ทำให้แบรนด์ยึดมั่นในดีเอ็นเอของตัวเอง ยืนยันว่าจะไม่ไล่ตามเป้าหมายระยะสั้น แต่ตั้งใจออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ชีวิตเอาต์ดอร์ง่ายและสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน เพราะเชื่อว่าหากคนเห็นธรรมชาติเป็นบ้าน ก็จะดูแลรักษามันอย่างดี และอนาคตตัวเองกับอนาคตธรรมชาตินั้นล้วนเกี่ยวข้องกัน

2. ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องแก้ปัญหาการใช้ชีวิตในธรรมชาติ

Nordin ออกแบบผลิตภัณฑ์จากการสังเกตและการใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ของตัวเอง อย่างใน ค.ศ. 1974 เขาผลิตเสื้อกันหนาวโดยเอาเสื้อดาวน์ 2 ตัวมาเย็บซ้อนกัน เพื่อให้สู้กับอากาศหนาวของประเทศสวีเดนได้ จนทำให้เสื้อแบบดังกล่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหนาวแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีชื่อเรียกว่า Expedition Down 

เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 1965 Fjallraven ออกแบบเต็นท์ใหม่ จากเดิมเต็นท์ที่ใช้กันในยุคนั้นเป็นทรงสามเหลี่ยม มีชั้นเดียว ทำให้มีไอน้ำเข้ามาในเต็นท์ทุกเช้า เขาเลยผลิตเต็นท์ 2 ชั้นเพื่อแก้ปัญหาภายในเต็นท์เปียก กระเป๋าเปียก ถุงนอนเปียก ให้คนใช้ชีวิตกลางแจ้งได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

3. มองว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และการออกแบบทุกครั้งต้องตอบโจทย์หลัก 3 ข้อ

เมื่อพูดถึงเสื้อผ้า หลายๆ แบรนด์อาจคิดถึงแฟชั่น แต่สำหรับ Fjallraven เสื้อผ้าคือเครื่องเตือนความจำ ทุกครั้งที่หยิบออกมาจากตู้ จะทำให้นึกถึงการไปปีนเขาครั้งแรก เหตุการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจึงต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ ข้อแรก Timeless ดีไซน์ต้องร่วมสมัยและยังดูดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ข้อสอง Functional สินค้าต้องผ่านการทดลองใช้ก่อน เพื่อมั่นใจว่าเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถใช้งานได้จริง ข้อสาม Durable ต้องมีความทนทานเพื่อจะได้ใช้ไปนานๆ

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

4. สินค้าปีนเขาต้องผ่านการทดลองโดยการไปปีนเขาจริงใน 3 ทวีป 

กว่าจะผลิตสินค้าขึ้นมาหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลานาน แบรนด์เริ่มจากการหาว่ามีสินค้าประเภทไหนที่ยังขาดอยู่ ก่อนจะประชุมกันว่าจะออกแบบอะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร แล้วจึงหาวัสดุที่เหมาะสม ทดลอง สร้างโปรโตไทป์ให้คนเข้ามาลองใช้งานในสตูดิโอก่อน ปรับแก้ไขแล้วจึงนำไป Field Test โดยเฉพาะสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

อย่างซีรีส์ปีนเขาชื่อ Bergtagen ที่ออกมาเมื่อ 5 ถึง 6 ปีก่อน เขาไปทดลองใช้จริงใน 3 ทวีป เพราะยอดเขาในทวีปยุโรปเหนือ อเมริกา และเนปาล ก็คนละแบบ รายละเอียดของเสื้อผ้าก็ทำขึ้นเพื่อการปีนเขาโดยเฉพาะ เช่น เสื้อแจ็กเก็ตสำหรับการปีนภูเขาน้ำแข็ง บริเวณศอกจะใช้วัสดุที่หนาขึ้น เพราะเวลาปีนต้องใช้ศอกช่วย

หรือความยาวต้องเย็บโค้งให้เลยสะโพกลงมา เพราะเวลาสะพายเป้จะได้ไม่ถกขึ้น ละเอียดถึงขั้นไม่ทำกระเป๋าหลัง เพราะยังไงก็ต้องสะพายเป้ทับอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็น และถ้าเทียบกับแจ็กเก็ตซีรีส์อื่นในไซส์เดียวกัน แจ็กเก็ตปีนเขาจะขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับใส่เสื้ออีกชั้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

5. ไม่ได้คิดแค่ต้องการจะผลิตสินค้า แต่ตั้งคำถามว่าทุกอย่างที่ผลิตออกมามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

Fjallraven ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น ในการประชุมประจำปีที่รวมตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายจากทั่วโลก ใน 5 วัน มีหนึ่งวันที่พูดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากโปรดักต์ที่ดี แบรนด์มองไปไกลถึงผลกระทบในการผลิต หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกค้าเลิกใช้งานแล้ว มากกว่าการเลือกเดินทางง่าย 

ผ้า G1000 ชื่อดังของแบรนด์ก่อนหน้าที่เคยทำจากเส้นใยคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์ผสมกัน ซึ่งรีไซเคิลได้ยาก ก็น่าสนใจที่เปลี่ยนมาใช้คอตตอนออร์แกนิกและโพลีเอสเตอร์แบบที่รีไซเคิลได้แทนการย้อมผ้า โดยปกติต้องทอผ้าเป็นชิ้นแล้วถึงเอาไปย้อมสี เขาก็เปลี่ยนมาย้อมเส้นด้าย ซึ่งลดการใช้น้ำในกระบวนการย้อมได้จำนวนมหาศาล 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

แบรนด์ยังเลือกลงทุนกับ Research & Development เพื่อทำเสื้อกันฝนที่ไม่ก่อสารฟลูออโรคาร์บอนในกระบวนการผลิต และเคยตัดสินใจเลิกขายแวกซ์เพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำชั่วคราวตอนคนทำคนเดิมเสียชีวิต เพราะยังหาวิธีที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอย่างที่ต้องการไม่ได้

6. พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจว่า แบรนด์คืออะไร และไม่ใช่อะไร

พนักงานของ Fjallraven มีอุดมคติคล้ายๆ กัน ชอบชีวิตข้างนอกเหมือนๆ กัน ยิ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Örnsköldsvik ประเทศสวีเดนที่มีบรรยากาศเอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิต และสวัสดิการวันหยุดที่ให้คนวางแผนไปเที่ยวได้นานเป็นเดือน

ปรัชญาของบริษัทนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างแสดงอยู่ในกระบวนการผลิต สินค้าทุกชิ้น และการบริการของพนักงานทุกคน เขาแบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ๆ 

ข้อแรกคือ We are ข้อสองคือ We are not

“เราคือแบรนด์ร่วมสมัยและทนทาน เราไม่ตามกระแส

“เราเป็นตัวแทนของเส้นทางที่ไม่ต้องเร็วที่สุด ไม่ต้องยากที่สุด แต่ทุกคนเลือกเอง 

“เราใช้ชีวิตกับธรรมชาติ และไม่คิดจะเอาชนะ

“เราเป็นแบรนด์ของทุกคน ไม่แบ่งแยก

“เราถ่อมตัว และไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“เราทำจริง ไม่ได้แค่พูด

“เราเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

“เรายั่งยืน ไม่ฉาบฉวย

“เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม”

7. ไม่เพียงคิดค้นเสื้อผ้าอุปกรณ์ แต่จัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ

 กิจกรรมเดินป่า Fjallraven Classic จัดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 2005 ด้วยความตั้งใจอยากให้การเดินป่าเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่กลายเป็นวัฒนธรรมและส่วนหนึ่งของชีวิต เริ่มจากมีผู้เข้าร่วมแค่ 100 คนไปตามเส้นทางเดินป่า Kungsleden ในสวีเดนที่มีระยะทาง 110 กิโลเมตร และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์ประกาศให้ขยายกิจกรรมนี้ไปอีก 7 ที่ทั่วโลก ได้แก่ เดนมาร์ก เยอรมนี สกอตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และเกาหลี

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

หรือแม้แต่กิจกรรม Fjallraven Polar ทริปสุนัขลากเลื่อนระยะทาง 330 กิโลเมตร ก็จัดขึ้นมาเพราะอยากให้คนเข้าใจถึงวิถีชีวิตสแกนดิเนเวีย สอนวิธีการใช้ชีวิตในภูมิอากาศติดลบ นอนอย่างไร ดูแลสุนัขอย่างไร แบ่งปันเคล็ดลับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้รู้ว่าเราก็สามารถมีความสุขในความหนาวขนาดนี้ได้

วันนี้ Fjallraven Classic ที่สวีเดนมีผู้เข้าร่วมราวๆ 3,000 คน ด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร แม้จะไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 10 คน สุดท้ายจะเหลือแค่ตัวเองคนเดียว เพราะความเร็วของการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเปิด ทำให้เจอคนหลากหลาย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ คุณอาจจะเดินสวนกับเด็กอายุ 5 ขวบ เจอคนพาสุนัขไปเดินเล่น ผ่านคนอายุ 60 – 70 ปีที่เคยมาแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน หรือครอบครัวแม่ลูกอ่อนที่พาลูกอายุ 1 ขวบมาเดินด้วยกัน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดการเดินนั้นไม่มีขยะรายทางเลยสักชิ้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่มากกว่างานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองได้ไปเห็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติและเพื่อนร่วมทางรอบข้างไม่ว่าจะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสถาน

นั่นเป็นเหตุผลให้ทุกๆ ปี ปั้นและ Thailand Outdoor Shop ในฐานะตัวแทนจำหน่ายประจำประเทศไทยและอดีตผู้ร่วมกิจกรรมนี้หลายต่อหลายครั้ง เปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทางไปร่วมกิจกรรมนี้ที่สวีเดน 20 – 30 คน ใครสนใจต้องส่งเรซูเม่มาแนะนำตัวแบบละเอียด ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ทำไมถึงอยากไป มีโรคประจำตัวไหม ออกกำลังกายได้หรือเปล่า มีความอดทนแค่ไหน กินยากหรือไม่ แล้วค่อยนัดมานั่งคุยว่าเคมีตรงกันหรือเปล่า ใครที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อนก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกาย ซ้อมออกกำลังกาย ลองไปเดินป่า และสุดท้ายเพื่อนร่วมทริปก็กลายเป็นเพื่อนตลอดไป เหมือนที่มีคนพูดไว้ว่า ธรรมชาติจะช่วยคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือลูกค้าก็ตาม

8. บอกวิธีการดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด เพราะอยากให้สินค้าอยู่กับลูกค้าไปนานๆ

‘Outdoor equipment and memories that last for generations.’

อุปกรณ์เอาต์ดอร์และความทรงจำที่จะคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น คือคำสัญญาที่แบรนด์ตั้งใจทำให้สำเร็จ จึงต้องมั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี คงทน และสามารถใช้ไปได้นานๆ แต่อายุของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของผู้ใช้งานด้วย 

Fjallraven บอกขั้นตอนดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด ประกอบไปด้วยการดูแล การซ่อม และการจัดเก็บ ซึ่งสินค้าแต่ละประเภทก็มีวิธีการไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นรับซ่อมตลอดอายุการใช้งาน

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

9. กางเกงเดินป่าของคนเดินป่า โดยคนเดินป่า เพื่อคนเดินป่า

หลายคนรู้จักแบรนด์นี้จากกระเป๋า Kanken ซึ่งคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1974 ตอนที่ประเทศสวีเดนมีข่าวนักเรียนปวดหลังจากการสะพายกระเป๋านักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเป๋าสะพายข้าง Nordin เลยตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้เด็กใช้งานง่ายและเล่นได้สะดวก ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม ตัดเย็บด้วยผ้าไนลอนที่ทั้งบางเบาและทนทาน จนกลายเป็นกระเป๋าที่ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว สินค้าอีกชิ้นที่โด่งดังมากเช่นกันคือกางเกงเดินป่าที่หลายคนยกย่องให้เป็นมือวางอันดับหนึ่ง และ ณ ปัจจุบันมีอยู่ร่วม 100 รุ่น ทุกรุ่นออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ เช่น กางเกงรุ่นดังอย่าง Keb ชื่อตั้งตามภูเขาที่สุดสุดในสวีเดน Kabenekaise การตัดเย็บผ้าและรอยโค้งเว้าทุกส่วนผ่านกระบวนคิดมาแล้วว่า คนเดินป่าจะใส่กางเกงตัวนี้ไปทำอะไรบ้าง อย่างเวลาเก็บเต็นท์ต้องคุกเข่า วัสดุบริเวณเข่าจึงต้องแข็งแรงพิเศษ หรือถ้าสังเกตดีๆ กางเกงของแบรนด์นี้จะโค้ง ไม่ตรงเหมือนกางเกงทั่วไป เพราะคนเดินป่าต้องก้าวเดินตลอด ตำแหน่งไหนที่เวลาลุกนั่งรู้สึกติดขัด ต้องคอยดึงกางเกงขึ้นลง ก็เปลี่ยนวัสดุให้เป็นผ้ายืด 

แม้แต่กระเป๋ากางเกง 2 ข้างก็ไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งยาวกว่าเพราะมีไว้ใส่แผนที่ แถมยังมีที่เหน็บขวาน เหน็บมีด ซึ่งเป็นอุปกรณ์จำเป็นในการเดินป่าอีกด้วย

10. ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัสดุ

เดิมทีแบรนด์ใช้อะลูมิเนียมในการทำเฟรมกระเป๋า ซึ่งในกระบวนการผลิตทำให้เกิดสารฟลูออโรคาร์บอน ส่งผลให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง ก่อนจะเปลี่ยนวัสดุมาใช้เฟรมไม้ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศสวีเดน

ส่วนขนแกะที่นำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าก็มีโครงการ Testable Wool คอยรับรองว่าขนแกะที่ใช้ต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Mosing Free ตามปกติแกะจะมีขนรอบๆ ก้น ถ้าฟาร์มไม่สะอาดจะมีแมลงวันไปไข่ ฟาร์มส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการขลิบหนังรอบก้นออก จะได้ไม่มีขนขึ้น แต่ Fjallraven เลือกฟาร์มที่สะอาดมากจนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

สำหรับขนห่านก็เช่นกัน แบรนด์มีโครงการ Down Promise ต้องมั่นใจว่าขนที่ได้นั้นมาจากห่านที่มีชีวิตอย่างอิสระ ตายอย่างไร้ความเจ็บปวด และจะเลือกฟาร์มห่านคุณภาพในอุตสาหกรรมเนื้อ เพราะไม่ยอมให้ห่านตัวไหนตายเพราะแค่ต้องการเอาขน 

11. ลองใส่เสื้อผ้าทุกชิ้นก่อนขายให้ลูกค้า

ปั้นและทีมใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ลองใส่เสื้อผ้าและใช้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ขายก่อน รุ่นนี้เหมาะกับสถานที่แบบไหน ไม่เหมาะกับแบบไหน ก่อนลูกค้าจะซื้อต้องถามก่อนว่าจะไปที่ไหน ที่ที่จะไปมีสภาพอากาศเป็นยังไง ไปนานเท่าไหร่ คาดว่าจะเจอฝนไหม ถ้าเสื้อผ้าที่เขาสนใจไม่เหมาะกับที่ที่จะไป ก็เลือกไม่ขายให้ ดีกว่าเขาซื้อไปแล้วไม่ได้ใช้งาน เพราะมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเขา

12. จัดงานประชุมกลางป่าให้พนักงานและตัวแทนจำหน่ายเข้าใจวิถีและวิธีคิดของแบรนด์มากขึ้น 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ประชุมใหญ่ประจำปีของแบรนด์นี้ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือน Press Conference บริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์เลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นในป่า ในรีสอร์ตสวยๆ บางทีนัดไปประชุมที่โรงนาซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นกิโลเมตร และทุกคนต้องเดิน ห้ามนั่งรถ 

Fjallraven จัดประชุมปีละ 2 ครั้ง หน้าหนาวจัดที่สวีเดน หน้าร้อนที่เยอรมัน วันดีคืนดีชวนไปปั่นจักรยานหลายสิบกิโลเมตร หรือให้เตรียมอุปกรณ์ออกไปคุยนอกสถานที่ท่ามกลางอากาศ -10 องศาเซลเซียส คุยเสร็จแจ้งว่าคืนนี้นอนที่นั่นเลย

วิธีนี้ทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับธรรมชาติ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับมัน พนักงานจึงเป็นคนเอาต์ดอร์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งย้อนกลับไปตอบโจทย์ที่ Ake Nordin ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ สร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

เหมือนในบทความสั้นของ Martin Axelhed ซีอีโอของแบรนด์ในหนังสือ Fjallraven Brand Book หลังจากพูดเรื่องเทรนด์การย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพ และเป้าหมายที่แบรนด์อยากไปให้ถึงในอนาคต มา 5 ย่อหน้า เขาลงท้ายว่า ‘See you out there!’

ถ้าอย่างนั้น เราขอจบบทความนี้ด้วยถ้อยคำนั้นเลยแล้วกัน

See you out there!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธนดิษ​ ศรียานงค์

ช่างภาพที่หลงรักรอยยิ้มเขินอายจากลูกชายของเขา

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ถ้าพูดถึงแบรนด์ SMEG ผลิตภัณฑ์แรกที่คุณนึกถึงคงเป็นตู้เย็นสีจัดทรงโค้งมน หน้าตาเรโทร แบบที่เราเห็นใน Ads โฆษณาหรือภาพยนตร์ยุคเก่า

ส่วนผู้ใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวตัวจริง คงรู้ว่าเตาอบแบรนด์นี้ขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆ เรื่องความเสถียรของความร้อนและความทนทาน

SMEG เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง และออกสู่ตลาดด้วยเตาทำอาหารที่ทำให้ชีวิตผู้คนสะดวกสบายยิ่งขึ้น

จุดเปลี่ยนของแบรนด์มี 2 ครั้งใหญ่ๆ ครั้งแรกคือตอนที่ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการออกแบบผลิตภัณฑ์ จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่หน้าตาเหมือนคู่แข่งเจ้าอื่นๆ ในตลาด เป็นการให้ความสำคัญกับดีไซน์ เพราะเชื่อว่าลูกค้าก็อยากได้ความสวยงามเช่นกัน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

จุดเปลี่ยนครั้งที่สองคือตอนที่เจ้าของผู้เป็นพ่อส่งต่อธุรกิจให้กับลูกชาย หลังจากนั้น SMEG จึงทำงานร่วมกับดีไซเนอร์และแบรนด์ดังอีกมากมาย เกิดเป็นหลายคอลเลกชันที่ไม่ได้วางตำแหน่งว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควบการเป็นงานศิลปะและงานออกแบบเข้าไปด้วย

Dolce & Gabbana, Disney Micky Mouse, FIAT500 และ Supreme คือตัวอย่างของการทำงานร่วมกันที่ผ่านมา

แม้มีความสวยงามเป็นพระเอกด่านหน้า แต่ SMEG กลับให้ความสำคัญในดีไซน์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ ไม่ว่าเรื่องสรีรศาสตร์ รายละเอียดเล็กๆ อย่างการถนัดซ้าย-ขวา ไปจนถึงการนำองค์ความรู้จากการตีเหล็กของครอบครัวในอดีตมาสร้างสรรค์เป็นผลงานที่มีอายุยืนหลายสิบปี และจะไม่ยอมใส่เทคโนโลยีเข้าไปในโปรดักต์ เพียงเพราะเป็นของใหม่ล่าสุดในตลาดเท่านั้น

The Cloud มาเยี่ยมโชว์รูมพร้อมพูดคุยกับ ธนัชพร สวนศิลป์พงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ และ นภัสวรรณ สุขวุฒิไชย ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ถึงความเชื่อและเป้าหมายของแบรนด์ SMEG

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่อยากมีดีแค่สวย แต่อยากแก้ปัญหาการใช้งานของผู้คนอย่างยั่งยืน

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

1. SMEG ก่อตั้งโดยครอบครัวช่างตีเหล็กใน Guastalla เมืองเล็กๆ ในประเทศอิตาลี และเป็นผู้บุกเบิกการผลิตแบบ Mass Production ของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว

ใน ค.ศ.1948 Vittorio Bertazzoni ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นโดยใช้ความรู้จากการตีเหล็กและการเคลือบสีอีนาเมลซึ่งเป็นวิชาชีพดั้งเดิมของครอบครัว ชื่อ SMEG ย่อมาจาก Smalterie Metallurgiche Emiliane Guastalla แปลว่าโรงงานเคลือบโลหะแห่งเมือง Guastalla เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเครื่องแรกของแบรนด์คือ Cooker ชื่อ Elizabeth ที่ด้านบนเป็นเตาแก๊สปรุงอาหาร ด้านล่างเป็นเตาอบ ตอบโจทย์ผู้คนยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เศรษฐกิจกำลังกลับมาเฟื่องฟูอีกครั้ง

พอถึงยุคอุตสาหกรรมหนัก เทคโนโลยีพัฒนาจากเดิมทีเคยผลิตแบบประกอบส่วนทีละชิ้น ก็เปลี่ยนเป็นคราวละมากๆ (Mass Production) SMEG เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ผลิตเครื่องซักผ้า ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในสมัยนั้น ต่อมาจึงผลิตเครื่องล้างจานเครื่องแรกของโลกที่ใส่ได้ 14 ชุดอาหาร ซึ่ง 1 ชุดอาหารมีทั้งแก้ว จาน ชาม ช้อน ส้อม และอื่นๆ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

2. ในยุคอุตสาหกรรมหนักที่เน้นเครื่องมือเครื่องใช้แข็งแรงทนทาน SMEG มองไกลไปถึงดีไซน์ที่สวยงามและรื่นรมย์

ค.ศ. 1985 ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ สินค้าส่วนใหญ่ในยุคนั้นมีหน้าตาเรียบๆ ผลิตง่ายได้ทีละจำนวนมาก เน้นต้นทุนต่ำ การใช้งานทนทาน SMEG เล็งเห็นความต้องการของลูกค้าว่า จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ชอบดีไซน์แข็งๆ ทื่อๆ เหลี่ยมๆ แต่มองหาอะไรที่สวยงามหรูหรามากขึ้น เราจึงเห็นแบรนด์ทำงานร่วมกับสถาปนิกและดีไซเนอร์มากมายนับจากนั้น โดยมี Guido Canali เป็นสถาปนิกชาวอิตาเลียนคนแรกที่แบรนด์ชวนมาร่วมงานเพื่อออกแบบเตาอบคอลเลกชันชื่อ Classica ที่มีรูปร่างชัดเจนและดีเทลเล็กๆ แบบที่เตาอบในท้องตลาดไม่เคยมีมาก่อน

และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าดีไซน์ของคอลเลกชันนี้ยังมีขายมาจนถึง ค.ศ. 2021 จะมีปรับก็แค่รายละเอียดเล็กๆ หรือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

3. สินค้าแสดงถึงค่านิยมและวัฒนธรรมอิตาเลียน และป้าย Made in Italy เป็นเหมือนเครื่องการันตีคุณภาพ

เมื่อพูดถึงสินค้าจากเยอรมนี เรามักคิดถึงความแข็งแรง ทนทาน เมื่อพูดถึงสินค้าจีน เรานึกถึงราคาที่ถูกกว่า เมื่อพูดถึงสินค้าจากญี่ปุ่น คงเป็นคุณภาพและความละเอียดที่ไม่มีใครทัดเทียม ส่วนเอกลักษณ์ของสินค้าจากอิตาลีคือ Craftsmanship ดีไซน์ และความสุนทรีย์ที่อยู่ในธรรมชาติของคนอิตาเลียน 

วัฒนธรรมอิตาเลียนแสดงอยู่ในสินค้าทุกชิ้น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอย่างสีสันสดใสของเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว SMEG ที่มิกซ์แอนด์แมตช์สีตัดกันเหมือนบ้านเมืองในอิตาลี คอลเลกชัน Sicily is My Love ที่ทำร่วมกับ Dolce & Gabbana แบรนด์แฟชั่นสัญชาติเดียวกัน ที่นำลูกแพร์ ส้ม นก และสีแดง สีเหลือง ซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองซิซิลี หรือแม้กระทั่งฟังก์ชันเตาหินสำหรับอบพิซซ่าโดยเฉพาะที่มีอยู่ในเตาอบบางรุ่น แถมยังสามารถซื้อติดตั้งเพิ่มเติมสำหรับรุ่นที่ไม่มีอีกด้วย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

4. Fab สินค้าฮีโร่ที่เปลี่ยนภาพจำของตู้เย็นและไม่เคยเปลี่ยนดีไซน์เลยตั้งแต่ ค.ศ. 1997

ในปีนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส ไม่ก็สีเรียบๆ อย่างสีขาวและสีดำ ดีไซน์เหลี่ยม ตู้เย็นรุ่น Fab ของ SMEG จึงโดดเด่นและกลายเป็นที่จดจำอย่างมากเมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด ด้วยสีสันสดใสมากว่า 10 สีและรูปทรงโค้งมน เป็นสไตล์ Retro แบบตู้เย็นที่เรามักเห็นในหนังเก่า เอกลักษณ์นี้ทำให้กระแสตอบรับดีและได้รับความนิยมมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ซึ่งดีไซน์ก็ยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

คนออกแบบก็ไม่ใช่สถาปนิกหรือดีไซเนอร์ชื่อดัง แต่เป็นทีม In-house ของแบรนด์ และในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราอาจจะเริ่มเห็นแบรนด์อื่นทำตู้เย็นหน้าตาคล้ายคลึงกัน นั่นเป็นเพราะสิทธิบัตรที่ยืนยันว่าดีไซน์นี้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของ SMEG แต่เพียงผู้เดียวได้หมดอายุลงแล้ว

5. รุ่นพ่อทำงานกับสถาปนิก รุ่นลูกทำงานกับนักออกแบบและดีไซเนอร์ 

จุดเปลี่ยนอีกครั้งของ SMEG คือช่วงส่งต่อธุรกิจจากพ่อสู่ลูกชาย ในยุคของ Vittorio Bertazzoni เน้นออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวชิ้นใหญ่อย่างเตาอบ เตาทำอาหาร เครื่องล้างจาน เพื่อความแข็งแรงคงทนและดีไซน์ที่เป็นอมตะ ทำงานกับสถาปนิกเป็นหลัก ตั้งแต่ Guido Canali, Mario Bellini, Marc Newson จนถึง Renzo Piano ผู้ออกแบบอาคาร Pompidou ที่ปารีส

มาถึงยุคของลูกชาย Vittorio Bertazzoni Jr. เป็นผู้ริเริ่มและผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กออกมา จำพวกเครื่องตีไข่ เครื่องปั่น เพื่อให้เข้าชุดกับเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่แล้ว และนำ Smeg ไปร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นต่างๆ อย่าง Dolce & Gabbana หรือ Supreme ที่ตอบโจทย์ความสนใจของลูกค้ารุ่นใหม่

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

6. ใช้ความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กที่มีผลิตสินค้าที่แตกต่างจากตลาด

“ทำไมแค่กาต้มน้ำราคาถึงสูง” คือคำถามที่ลูกค้ามักถามแบรนด์อยู่เสมอ 

การผลิตสินค้าจากเหล็กไม่ง่ายเหมือนพลาสติก เพราะพลาสติกมี Mold เป็นโครงหลัก วิธีการคือฉีดพลาสติกเข้าไปก็ขึ้นรูปทรงตามที่ต้องการ ส่วนการทำเหล็กยุ่งยากกว่านั้น ต้องดัดให้เป็นลักษณะที่ต้องการและเชื่อมแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน เหล็กที่สวยต้องเชื่อมให้มีความโค้งมน ไม่มีรอยต่อ เตาอบของ SMEG ที่ด้านไหนโค้งสวยงาม เป็นฉาก เป็นมุม ทำองศาพอดีกันทั้งหมด ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยหวือหวา แต่เป็นความเชี่ยวชาญของครอบครัวช่างตีเหล็ก

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

สินค้าที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือมากที่สุดคือ เตาอบของ Renzo Piano สถาปนิกชาวอิตาเลียนที่โด่งดังเรื่องสไตล์ Inside-out เหมือนผลงานอาคาร Pompidou ที่นำโครงสร้างและระบบต่างๆ มาไว้นอกตึก พอจะออกแบบเตาอบ เขาไม่อยากให้ด้านในมืด จึงทำด้วยสเตนเลสทั้งหมด ทุกครั้งที่อบอาหาร ด้านในจะสว่างเปล่งประกายออกมา ซึ่งกระบวนการที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำเหล็กอย่างมากคือการผลิตขอบบริเวณฝาปิด ในขณะที่เตาอบรุ่นทั่วไปจะใช้เป็นขอบยางเพื่อกั้นความร้อน Renzo Piano ใช้สเตนเลสแทน ความท้าทายคือต้องทำให้พอดี ถ้าไม่พอดีความร้อนจะรั่ว แล้วจะรักษาความเสถียรของอุณหภูมิไม่ได้เลย 

7. ตอบโจทย์คนชอบแต่งบ้านที่จุดอ่อนมักเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้องครัว

ลูกค้าของ SMEG ส่วนใหญ่เป็นคนทำอาหารและชอบตกแต่งบ้าน ต้องการสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวเองได้ดีที่สุด บางคนชอบสไตล์ลอฟต์ เท่ๆ ดิบๆ บางคนชอบขาวๆ คลีนๆ เฟอร์นิเจอร์อื่นๆ มีให้เลือกหลากหลาย แต่มักประสบปัญหาเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่เข้ากับสไตล์บ้านที่ออกแบบ

ถ้าเดินดูในโชว์รูมจะเห็นเลยว่า ด้านหนึ่งเป็นสไตล์ทันสมัย เรียบๆ เท่ๆ อีกด้านเหมือนอยู่ในครัวกระท่อมสวนอังกฤษ เพราะต้องการตอบโจทย์ความชอบที่แตกต่าง สินค้าของแบรนด์เลยมีให้เลือกหลากหลายสไตล์ มีผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวครบเซ็ตทุกชิ้นในแต่ละคอลเลกชัน ไม่ได้มีเพียงแต่ เตาอบ ตู้เย็น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวขนาดเล็กเท่านั้น

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

โดยส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคต่างๆ ตั้งแต่คอลเลกชัน Classica ในยุคอุตสาหกรรมหนัก Linea ที่ตอบโจทย์สไตล์โมเดิร์น หรูหรา เน้นกระจกวาวๆ เส้นตรงขนาน Victoria จำลองยุค 50 สีสันหลากหลาย มีความเป็นเลเยอร์ เหมือนกับเครื่องแต่งกายในสมัยเดียวกัน และเป็นเตาอบรุ่นเดียวของ SMEG ที่มีขอบบานประตูเป็นชั้น คอลเลกชัน Colonial เป็นยุคที่หลังคาสถาปัตยกรรมเป็นโดม เสากลม ผลิตภัณฑ์จึงมีหลักษณะโค้งๆ มนๆ ใช้สีทองเหลือง มือจับกลมๆ รีๆ นาฬิกาเตาอบก็ออกแบบใหม่ให้เป็นหน้าปัดนาฬิกาพกแทนจอดิจิตัล

หรือจะเป็นคอลเลกชัน Dolce Stil Novo ใช้สีดำตัดสลับกับสีคอปเปอร์และกระจกมันเงาแสดงถึงความทันสมัย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

8. ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้นวัตกรรมตามความจำเป็นของผู้ใช้

ทุกครั้งที่ออกแบบหรือพัฒนาสินค้าใหม่ ดีไซน์ของ SMEG ไม่ได้มุ่งที่ความสวยอย่างเดียว แต่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาและตอบโจทย์การใช้งาน สินค้าหลายรุ่นมีลักษณะเหมือนเดิมมาตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ที่เพิ่มเข้ามาคือเทคโนโลยีที่ตามสมัย โดยมองความจำเป็นของผู้ใช้เป็นหลัก และต้องเป็นฟังก์ชันที่เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่าง ไม่ใช่มีไว้เพื่อความไฮเทคทันสมัยหรือกิมมิก 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ถ้าไม่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ก็ไม่ใส่

เรื่องหนึ่งที่แบรนด์ให้ความสำคัญมากคือ Ergonomics หรือ สรีรศาสตร์ ยกตัวอย่างเช่น Hand Blender ที่ออกแบบให้ด้ามจับมีสัมผัสนุ่ม กันลื่น จับแล้วเข้าอุ้งมือพอดี ไม่ต้องยกบ่า และอยู่ในท่าที่สบายที่สุด หรือ Stand Mixer ก็ออกแบบให้ปุ่มปรับความเร็วอยู่ด้านบน ใช้ได้ทั้งคนถนัดซ้ายและคนถนัดขวา ปลั๊กไฟถูกออกแบบให้อยู่ตรงกลาง จะวางมุมไหนก็ได้ทั้งหมด ไม่ต้องอ้อม

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ตู้เย็นรุ่น Fab ที่โด่งดังก็เช่นเดียวกัน แบรนด์มีให้เลือกด้ามจับและบานเปิดประตูไม่ว่าคุณจะถนัดซ้ายหรือขวา หากตำแหน่งที่วางตู้เย็นของคุณไม่เหมาะกับการเปิดบานด้านไหน ก็เลือกอีกด้านได้

9. ผลิตสินค้าแต่ละชิ้นโดยกระทบสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด

Responsibility Policy ของ SMEG คือ ทำอย่างไรให้ใช้พลังงานในการผลิตต่ำที่สุด เกิดเป็นขยะให้น้อยที่สุด แบรนด์มองตั้งแต่การเลือกวัสดุจากทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสเตนเลส แก้ว อะลูมิเนียม และทองเหลือง เขาคิดไปถึงว่า หากวันหนึ่งคนเลิกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเหล่านี้แล้ว ต้องมั่นใจว่ามันจะเอาไปย่อยสลายหรือนำกลับมารีไซเคิลได้ ส่วนในกระบวนการผลิตใช้ค่าพลังงานไฟฟ้าน้อย สินค้าหลายรุ่นของ SMEG ได้คะแนน Energy Rating เท่ากับ A+ 

ถ้าแบรนด์จะโตได้ คนใช้ต้องมีความสุขกับการใช้งาน และโลกต้องอยู่ต่อไปได้ 

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

10. ไม่ได้ออกแบบโปรดักต์ แต่ออกแบบสภาพแวดล้อมโดยรอบ

เมื่อหลายปีก่อน แบรนด์เคยสัมภาษณ์ลูกค้าหลายคนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มีเครื่องใช้ไฟฟ้า SMEG หนึ่งชิ้นทำให้บรรยากาศในบ้านเปลี่ยน”

สิ่งที่ได้มาพร้อมกับตู้เย็นราคาหลักแสนคือการใช้งานดี ทนทาน ไปจนถึงสุนทรียะและความละมุนละไม ที่ทำให้รู้สึกมีความสุข SMEG เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวไม่กี่เจ้าที่มีรีวิวบนอินเทอร์เน็ต เล่าถึงบรรยากาศในห้องครัวที่เปลี่ยนไปทันทีเมื่อมีสินค้าของแบรนด์มาตั้ง

เหมือนที่เคยมีคนบอกไว้ มันไม่ใช่ประโยชน์ใช้สอย แต่เป็นประโยชน์ใช้สวย

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

11. ถ้าจะซื้อเครื่องทำขนม ก็ต้องลองทำขนมก่อนซื้อ

ก่อนขายสินค้าโดยเฉพาะเตาอบ SMEG จะสอบถามลูกค้าว่าจะซื้อไปใช้ทำขนมอะไร หากเป็นขนมพื้นฐาน เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ ทางแบรนด์จะเตรียมวัตถุดิบให้ล่วงหน้าเพื่อให้ลูกค้ามาลองทำก่อนตัดสินใจซื้อ หากเป็นขนมที่พิเศษขึ้นมาหน่อย ลูกค้าสามารถเตรียมวัตถุดิบมาทดลองเอง เพื่อทดลองใช้งานจริงก่อนซื้อ

คนทำขนมไม่ได้มีแค่โจทย์ว่าเตาอบใช้งานยังไง แต่ใช้เตาอบรุ่นนี้ทำขนมแบบนี้ยังไงต่างหาก SMEG จึงมีทีมแยกออกมาเพื่อหาคำตอบให้ลูกค้าหลังการขาย 

‘ทำไมเค้กถึงหน้าแตก’

‘ทำไมตรงกลางถึงยุบ’

‘อบขนมเปี๊ยะด้วยเครื่องนี้ต้องทำยังไง’

แบรนด์จึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่คนขายเครื่องใช้ในครัว แต่เป็นที่ปรึกษาด้านการทำขนมและอาหาร สูตรไหนลูกค้าทำไม่สำเร็จ ทีมโภชนาการจะทดลองทำด้วยเตาอบรุ่นนั้น แบ่งปันสูตรและเทคนิค ซึ่งคำถามของลูกค้าก็เปลี่ยนไปตามเทรนด์ของโลกขนม บางช่วงเป็นขนมไข่ เมื่อปีกลายเป็น Basque Burnt Cheesecake การบริการส่วนใหญ่ทำผ่านโทรศัพท์ อินบ็อกซ์เพจ ถ้ายังไม่สำเร็จ ก็ชวนลูกค้าเขามาลองทำไปพร้อมๆ กัน 

และหลายครั้งที่ลูกค้าคิดว่าเป็นเพราะเครื่องเสียในตอนแรก แบรนด์กลับไม่ต้องส่งช่างไปเช็กเครื่องด้วยซ้ำ

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

12. แบรนด์ที่อยู่คู่ครอบครัวนานกว่า 73 ปี จนกลายเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น

หลายคนอาจคิดว่าความสวยคือสิ่งที่ทำให้ SMEG ครองใจใครหลายๆ คน แต่จริงๆ แล้วดีไซน์ที่ไม่ได้จำกัดแค่คนกลุ่มเดียวและการใช้งานได้ดีต่างหาก คือข้อได้เปรียบ

ตู้เย็นหลายบ้านมีอายุนานถึง 30 ปี จนกลายเป็นสมบัติที่ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน ทำให้ทุกวันนี้ยังมีคนมาถามหาอะไหล่ และขอคู่มือเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นเก่าที่ตกทอดมาจากคุณแม่ บางคนยอมรื้อดีไซน์ของนักออกแบบภายในใหม่เพื่อให้รองรับสินค้ารุ่นใหม่ที่กำลังจะออก

SMEG ซื้อใจคนด้วยฝีมือที่เฉียบขาด ดีไซน์หลากหลายที่เป็นอมตะ และบริการที่ทำให้รู้ว่ายังไงจะไม่มีวันทิ้งลูกค้าอย่างแน่นอน วันนี้แบรนด์เดินทางมานานถึง 73 ปี ท่ามกลางคู่แข่งใหม่ๆ ที่ราคาถูกกว่าหลายเท่า แบรนด์ยังคงแข็งแรงทั้งในเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการ และยังยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อมาตั้งแต่วันแรก คืออยากให้คนมีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ออกแบบโดยเน้นการแก้ปัญหาและต้องไม่สวยอย่างเดียว แต่ใช้งานได้ดีอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลง

13. เป็นมากกว่าแบรนด์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ Made My Day ให้ทุกวันมีความสุข

สินค้าของ SMEG เปรียบเสมือนงานศิลปะ ยกตัวอย่างง่ายๆ ตู้เย็นของแบรนด์เปิดก็สวย ปิดก็สวย และไม่ได้เป็นแค่เครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่อยู่ในส่วนหนึ่งของทุกวัน แบรนด์มาถึงจุดที่จุดเด่นไม่ใช่เรื่องดีไซน์ มันคือความรื่นรมย์ในแต่ละวัน

แคมเปญล่าสุดของแบรนด์ชวนคนนึกถึงความสุขเรียบง่ายอีกครั้งผ่านเสียงเพลง นึกถึงกลิ่นหอมคลุ้งในบ้านทุกครั้งที่แม่อบขนมใหม่ๆ ในครัว นาทีที่สามีกลับมาเจอภรรยาทำเค้กไว้เซอร์ไพรส์ เช้าวันอาทิตย์ที่ได้ตื่นสายและดื่มกาแฟร้อนๆ สักถ้วย SMEG เชื่อว่าความสุขเกิดได้จากสัมผัสทั้งห้า และเสียงคือส่วนประกอบที่สำคัญมาก จากความตั้งใจ แรงบันดาลใจ เกิดเป็นเพลย์ลิสต์ทั้งสามที่แบรนด์ตั้งใจคัดสรรมาอย่างดี แต่ไม่ได้มีเพียงเพลย์ลิสต์ที่สะท้อนคุณภาพชีวิตผ่านเสียงเพลงเท่านั้น ยังมีเมนูอาหาร งานศิลปะ เวิร์กช็อป และสุนทรียะอื่นๆ ที่จะมาอยู่ได้ในทุกด้านและทุกจังหวะของชีวิตเร็วๆ นี้

13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้
13 เรื่อง SMEG แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ออกแบบให้แก้ปัญหาผู้ใช้

ฟังเพลย์ลิสต์ Made My Day ของ Smeg ที่ประกอบด้วย Lazy Afternoon Tea, Sunday Baking และ Cooking is an Art ได้ที่ช่องทาง Spotify และ Youtube Channel พร้อมติดตามเมนูพิเศษของแบรนด์ ข้อมูลเวิร์กช็อป และข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ Facebook : Smegthai หรือเว็บไซต์ www.smeg.co.th/

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load