Fjallraven อ่านว่า เฟียว-เรียว-เว่น เป็นภาษาสวีเดน แปลว่า สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก 

ส่วนภาษาแสลงแปลว่า คนนิยมไพร

แม้จะอ่านไม่คุ้นปาก แต่เป้าหมายของแบรนด์ลงตัวกับความหมายของชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย

Fjallraven เกิดขึ้นโดย โอเกีย นอร์ดีน (Ake Nordin) ชายชาวสวีเดนผู้เติบโตในครอบครัวที่ออกไปทำกิจกรรม เอาต์ดอร์ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์เอาต์ดอร์ที่อยากเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับที่มาของวัสดุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมประจำปีกลางป่าเพื่อให้พนักงานเข้าใจแบรนด์มากขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เขาทำเองคือกระเป๋าที่จุของได้เยอะ แต่สะพายแล้วสบายหลัง เขาใช้จักรเย็บผ้าของแม่และเครื่องไม้เครื่องมือของพ่อ ทำกระเป๋าเฟรมไม้ขึ้นในห้องใต้ดินที่บ้าน 10 ปีให้หลังในห้องใต้ดินเดียวกัน เขาก่อตั้ง Fjallraven ใน ค.ศ. 1960 และเริ่มขายสินค้าชิ้นแรกคือ กระเป๋าเป้ที่พัฒนาจากเฟรมไม้มาเป็นเฟรมอะลูมิเนียม

60 ปีผ่านไป แบรนด์ออกแบบสินค้ามากมายเพื่อตอบโจทย์คนชื่อชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์ รวมถึงกระเป๋ารุ่น Kanken ซึ่งวันนี้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้ดีเยี่ยมในใจของใครหลายๆ คน

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ปั้น-ปรัชญา กุลธำรง Brand Manager ของ Fjallraven ประเทศไทย และ Thailand Outdoor Shop มาพร้อม Brand Book สีขาวนวล หน้าปกเป็นรูปโลโก้สุนัขจิ้งจอกสีแดง สันปกสกรีนว่า ‘Forever Nature’

คำนำของหนังสือเขียนไว้ว่า 

“หนังสือเล่มนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องย้ำเตือนเราทุกคนที่ Fjallraven ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ และเราจะทำมันต่อไปอย่างไรให้ดีที่สุด

“และจะช่วยให้เรายึดมั่นกับเป้าหมายที่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกได้สัมผัสและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ… ไปพร้อมๆ กับเรา”

ถ้าแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ทุ่มเททำงานออกมาดีที่สุด โดยเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และตั้งใจให้ธุรกิจยืนยาวไป 10 20 30 60 ปี หรือมากกว่านั้น นี่ก็เป็นแบรนด์ที่ดีมากๆ อีกแบรนด์หนึ่ง

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

1. พันธกิจของแบรนด์คือสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

Fjallraven เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายที่อยากเห็นทุกคนเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงในที่นี้ คือการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ โดยยึดธรรมชาติเป็นที่ตั้ง และไม่พยายามเอาชนะ 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

คนแบบ Fjallraven คือคนที่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพราะชื่นชอบ เห็นแง่งาม ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากพิชิตสถิติเท่านั้น

วิสัยทัศน์แบบนี้ทำให้แบรนด์ยึดมั่นในดีเอ็นเอของตัวเอง ยืนยันว่าจะไม่ไล่ตามเป้าหมายระยะสั้น แต่ตั้งใจออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ชีวิตเอาต์ดอร์ง่ายและสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน เพราะเชื่อว่าหากคนเห็นธรรมชาติเป็นบ้าน ก็จะดูแลรักษามันอย่างดี และอนาคตตัวเองกับอนาคตธรรมชาตินั้นล้วนเกี่ยวข้องกัน

2. ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องแก้ปัญหาการใช้ชีวิตในธรรมชาติ

Nordin ออกแบบผลิตภัณฑ์จากการสังเกตและการใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ของตัวเอง อย่างใน ค.ศ. 1974 เขาผลิตเสื้อกันหนาวโดยเอาเสื้อดาวน์ 2 ตัวมาเย็บซ้อนกัน เพื่อให้สู้กับอากาศหนาวของประเทศสวีเดนได้ จนทำให้เสื้อแบบดังกล่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหนาวแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีชื่อเรียกว่า Expedition Down 

เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 1965 Fjallraven ออกแบบเต็นท์ใหม่ จากเดิมเต็นท์ที่ใช้กันในยุคนั้นเป็นทรงสามเหลี่ยม มีชั้นเดียว ทำให้มีไอน้ำเข้ามาในเต็นท์ทุกเช้า เขาเลยผลิตเต็นท์ 2 ชั้นเพื่อแก้ปัญหาภายในเต็นท์เปียก กระเป๋าเปียก ถุงนอนเปียก ให้คนใช้ชีวิตกลางแจ้งได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

3. มองว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และการออกแบบทุกครั้งต้องตอบโจทย์หลัก 3 ข้อ

เมื่อพูดถึงเสื้อผ้า หลายๆ แบรนด์อาจคิดถึงแฟชั่น แต่สำหรับ Fjallraven เสื้อผ้าคือเครื่องเตือนความจำ ทุกครั้งที่หยิบออกมาจากตู้ จะทำให้นึกถึงการไปปีนเขาครั้งแรก เหตุการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจึงต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ ข้อแรก Timeless ดีไซน์ต้องร่วมสมัยและยังดูดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ข้อสอง Functional สินค้าต้องผ่านการทดลองใช้ก่อน เพื่อมั่นใจว่าเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถใช้งานได้จริง ข้อสาม Durable ต้องมีความทนทานเพื่อจะได้ใช้ไปนานๆ

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

4. สินค้าปีนเขาต้องผ่านการทดลองโดยการไปปีนเขาจริงใน 3 ทวีป 

กว่าจะผลิตสินค้าขึ้นมาหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลานาน แบรนด์เริ่มจากการหาว่ามีสินค้าประเภทไหนที่ยังขาดอยู่ ก่อนจะประชุมกันว่าจะออกแบบอะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร แล้วจึงหาวัสดุที่เหมาะสม ทดลอง สร้างโปรโตไทป์ให้คนเข้ามาลองใช้งานในสตูดิโอก่อน ปรับแก้ไขแล้วจึงนำไป Field Test โดยเฉพาะสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

อย่างซีรีส์ปีนเขาชื่อ Bergtagen ที่ออกมาเมื่อ 5 ถึง 6 ปีก่อน เขาไปทดลองใช้จริงใน 3 ทวีป เพราะยอดเขาในทวีปยุโรปเหนือ อเมริกา และเนปาล ก็คนละแบบ รายละเอียดของเสื้อผ้าก็ทำขึ้นเพื่อการปีนเขาโดยเฉพาะ เช่น เสื้อแจ็กเก็ตสำหรับการปีนภูเขาน้ำแข็ง บริเวณศอกจะใช้วัสดุที่หนาขึ้น เพราะเวลาปีนต้องใช้ศอกช่วย

หรือความยาวต้องเย็บโค้งให้เลยสะโพกลงมา เพราะเวลาสะพายเป้จะได้ไม่ถกขึ้น ละเอียดถึงขั้นไม่ทำกระเป๋าหลัง เพราะยังไงก็ต้องสะพายเป้ทับอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็น และถ้าเทียบกับแจ็กเก็ตซีรีส์อื่นในไซส์เดียวกัน แจ็กเก็ตปีนเขาจะขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับใส่เสื้ออีกชั้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

5. ไม่ได้คิดแค่ต้องการจะผลิตสินค้า แต่ตั้งคำถามว่าทุกอย่างที่ผลิตออกมามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

Fjallraven ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น ในการประชุมประจำปีที่รวมตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายจากทั่วโลก ใน 5 วัน มีหนึ่งวันที่พูดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากโปรดักต์ที่ดี แบรนด์มองไปไกลถึงผลกระทบในการผลิต หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกค้าเลิกใช้งานแล้ว มากกว่าการเลือกเดินทางง่าย 

ผ้า G1000 ชื่อดังของแบรนด์ก่อนหน้าที่เคยทำจากเส้นใยคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์ผสมกัน ซึ่งรีไซเคิลได้ยาก ก็น่าสนใจที่เปลี่ยนมาใช้คอตตอนออร์แกนิกและโพลีเอสเตอร์แบบที่รีไซเคิลได้แทนการย้อมผ้า โดยปกติต้องทอผ้าเป็นชิ้นแล้วถึงเอาไปย้อมสี เขาก็เปลี่ยนมาย้อมเส้นด้าย ซึ่งลดการใช้น้ำในกระบวนการย้อมได้จำนวนมหาศาล 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

แบรนด์ยังเลือกลงทุนกับ Research & Development เพื่อทำเสื้อกันฝนที่ไม่ก่อสารฟลูออโรคาร์บอนในกระบวนการผลิต และเคยตัดสินใจเลิกขายแวกซ์เพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำชั่วคราวตอนคนทำคนเดิมเสียชีวิต เพราะยังหาวิธีที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอย่างที่ต้องการไม่ได้

6. พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจว่า แบรนด์คืออะไร และไม่ใช่อะไร

พนักงานของ Fjallraven มีอุดมคติคล้ายๆ กัน ชอบชีวิตข้างนอกเหมือนๆ กัน ยิ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Örnsköldsvik ประเทศสวีเดนที่มีบรรยากาศเอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิต และสวัสดิการวันหยุดที่ให้คนวางแผนไปเที่ยวได้นานเป็นเดือน

ปรัชญาของบริษัทนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างแสดงอยู่ในกระบวนการผลิต สินค้าทุกชิ้น และการบริการของพนักงานทุกคน เขาแบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ๆ 

ข้อแรกคือ We are ข้อสองคือ We are not

“เราคือแบรนด์ร่วมสมัยและทนทาน เราไม่ตามกระแส

“เราเป็นตัวแทนของเส้นทางที่ไม่ต้องเร็วที่สุด ไม่ต้องยากที่สุด แต่ทุกคนเลือกเอง 

“เราใช้ชีวิตกับธรรมชาติ และไม่คิดจะเอาชนะ

“เราเป็นแบรนด์ของทุกคน ไม่แบ่งแยก

“เราถ่อมตัว และไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“เราทำจริง ไม่ได้แค่พูด

“เราเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

“เรายั่งยืน ไม่ฉาบฉวย

“เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม”

7. ไม่เพียงคิดค้นเสื้อผ้าอุปกรณ์ แต่จัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ

 กิจกรรมเดินป่า Fjallraven Classic จัดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 2005 ด้วยความตั้งใจอยากให้การเดินป่าเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่กลายเป็นวัฒนธรรมและส่วนหนึ่งของชีวิต เริ่มจากมีผู้เข้าร่วมแค่ 100 คนไปตามเส้นทางเดินป่า Kungsleden ในสวีเดนที่มีระยะทาง 110 กิโลเมตร และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์ประกาศให้ขยายกิจกรรมนี้ไปอีก 7 ที่ทั่วโลก ได้แก่ เดนมาร์ก เยอรมนี สกอตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และเกาหลี

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

หรือแม้แต่กิจกรรม Fjallraven Polar ทริปสุนัขลากเลื่อนระยะทาง 330 กิโลเมตร ก็จัดขึ้นมาเพราะอยากให้คนเข้าใจถึงวิถีชีวิตสแกนดิเนเวีย สอนวิธีการใช้ชีวิตในภูมิอากาศติดลบ นอนอย่างไร ดูแลสุนัขอย่างไร แบ่งปันเคล็ดลับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้รู้ว่าเราก็สามารถมีความสุขในความหนาวขนาดนี้ได้

วันนี้ Fjallraven Classic ที่สวีเดนมีผู้เข้าร่วมราวๆ 3,000 คน ด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร แม้จะไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 10 คน สุดท้ายจะเหลือแค่ตัวเองคนเดียว เพราะความเร็วของการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเปิด ทำให้เจอคนหลากหลาย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ คุณอาจจะเดินสวนกับเด็กอายุ 5 ขวบ เจอคนพาสุนัขไปเดินเล่น ผ่านคนอายุ 60 – 70 ปีที่เคยมาแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน หรือครอบครัวแม่ลูกอ่อนที่พาลูกอายุ 1 ขวบมาเดินด้วยกัน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดการเดินนั้นไม่มีขยะรายทางเลยสักชิ้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่มากกว่างานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองได้ไปเห็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติและเพื่อนร่วมทางรอบข้างไม่ว่าจะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสถาน

นั่นเป็นเหตุผลให้ทุกๆ ปี ปั้นและ Thailand Outdoor Shop ในฐานะตัวแทนจำหน่ายประจำประเทศไทยและอดีตผู้ร่วมกิจกรรมนี้หลายต่อหลายครั้ง เปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทางไปร่วมกิจกรรมนี้ที่สวีเดน 20 – 30 คน ใครสนใจต้องส่งเรซูเม่มาแนะนำตัวแบบละเอียด ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ทำไมถึงอยากไป มีโรคประจำตัวไหม ออกกำลังกายได้หรือเปล่า มีความอดทนแค่ไหน กินยากหรือไม่ แล้วค่อยนัดมานั่งคุยว่าเคมีตรงกันหรือเปล่า ใครที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อนก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกาย ซ้อมออกกำลังกาย ลองไปเดินป่า และสุดท้ายเพื่อนร่วมทริปก็กลายเป็นเพื่อนตลอดไป เหมือนที่มีคนพูดไว้ว่า ธรรมชาติจะช่วยคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือลูกค้าก็ตาม

8. บอกวิธีการดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด เพราะอยากให้สินค้าอยู่กับลูกค้าไปนานๆ

‘Outdoor equipment and memories that last for generations.’

อุปกรณ์เอาต์ดอร์และความทรงจำที่จะคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น คือคำสัญญาที่แบรนด์ตั้งใจทำให้สำเร็จ จึงต้องมั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี คงทน และสามารถใช้ไปได้นานๆ แต่อายุของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของผู้ใช้งานด้วย 

Fjallraven บอกขั้นตอนดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด ประกอบไปด้วยการดูแล การซ่อม และการจัดเก็บ ซึ่งสินค้าแต่ละประเภทก็มีวิธีการไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นรับซ่อมตลอดอายุการใช้งาน

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

9. กางเกงเดินป่าของคนเดินป่า โดยคนเดินป่า เพื่อคนเดินป่า

หลายคนรู้จักแบรนด์นี้จากกระเป๋า Kanken ซึ่งคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1974 ตอนที่ประเทศสวีเดนมีข่าวนักเรียนปวดหลังจากการสะพายกระเป๋านักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเป๋าสะพายข้าง Nordin เลยตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้เด็กใช้งานง่ายและเล่นได้สะดวก ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม ตัดเย็บด้วยผ้าไนลอนที่ทั้งบางเบาและทนทาน จนกลายเป็นกระเป๋าที่ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว สินค้าอีกชิ้นที่โด่งดังมากเช่นกันคือกางเกงเดินป่าที่หลายคนยกย่องให้เป็นมือวางอันดับหนึ่ง และ ณ ปัจจุบันมีอยู่ร่วม 100 รุ่น ทุกรุ่นออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ เช่น กางเกงรุ่นดังอย่าง Keb ชื่อตั้งตามภูเขาที่สุดสุดในสวีเดน Kabenekaise การตัดเย็บผ้าและรอยโค้งเว้าทุกส่วนผ่านกระบวนคิดมาแล้วว่า คนเดินป่าจะใส่กางเกงตัวนี้ไปทำอะไรบ้าง อย่างเวลาเก็บเต็นท์ต้องคุกเข่า วัสดุบริเวณเข่าจึงต้องแข็งแรงพิเศษ หรือถ้าสังเกตดีๆ กางเกงของแบรนด์นี้จะโค้ง ไม่ตรงเหมือนกางเกงทั่วไป เพราะคนเดินป่าต้องก้าวเดินตลอด ตำแหน่งไหนที่เวลาลุกนั่งรู้สึกติดขัด ต้องคอยดึงกางเกงขึ้นลง ก็เปลี่ยนวัสดุให้เป็นผ้ายืด 

แม้แต่กระเป๋ากางเกง 2 ข้างก็ไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งยาวกว่าเพราะมีไว้ใส่แผนที่ แถมยังมีที่เหน็บขวาน เหน็บมีด ซึ่งเป็นอุปกรณ์จำเป็นในการเดินป่าอีกด้วย

10. ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัสดุ

เดิมทีแบรนด์ใช้อะลูมิเนียมในการทำเฟรมกระเป๋า ซึ่งในกระบวนการผลิตทำให้เกิดสารฟลูออโรคาร์บอน ส่งผลให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง ก่อนจะเปลี่ยนวัสดุมาใช้เฟรมไม้ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศสวีเดน

ส่วนขนแกะที่นำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าก็มีโครงการ Testable Wool คอยรับรองว่าขนแกะที่ใช้ต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Mosing Free ตามปกติแกะจะมีขนรอบๆ ก้น ถ้าฟาร์มไม่สะอาดจะมีแมลงวันไปไข่ ฟาร์มส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการขลิบหนังรอบก้นออก จะได้ไม่มีขนขึ้น แต่ Fjallraven เลือกฟาร์มที่สะอาดมากจนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

สำหรับขนห่านก็เช่นกัน แบรนด์มีโครงการ Down Promise ต้องมั่นใจว่าขนที่ได้นั้นมาจากห่านที่มีชีวิตอย่างอิสระ ตายอย่างไร้ความเจ็บปวด และจะเลือกฟาร์มห่านคุณภาพในอุตสาหกรรมเนื้อ เพราะไม่ยอมให้ห่านตัวไหนตายเพราะแค่ต้องการเอาขน 

11. ลองใส่เสื้อผ้าทุกชิ้นก่อนขายให้ลูกค้า

ปั้นและทีมใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ลองใส่เสื้อผ้าและใช้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ขายก่อน รุ่นนี้เหมาะกับสถานที่แบบไหน ไม่เหมาะกับแบบไหน ก่อนลูกค้าจะซื้อต้องถามก่อนว่าจะไปที่ไหน ที่ที่จะไปมีสภาพอากาศเป็นยังไง ไปนานเท่าไหร่ คาดว่าจะเจอฝนไหม ถ้าเสื้อผ้าที่เขาสนใจไม่เหมาะกับที่ที่จะไป ก็เลือกไม่ขายให้ ดีกว่าเขาซื้อไปแล้วไม่ได้ใช้งาน เพราะมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเขา

12. จัดงานประชุมกลางป่าให้พนักงานและตัวแทนจำหน่ายเข้าใจวิถีและวิธีคิดของแบรนด์มากขึ้น 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ประชุมใหญ่ประจำปีของแบรนด์นี้ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือน Press Conference บริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์เลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นในป่า ในรีสอร์ตสวยๆ บางทีนัดไปประชุมที่โรงนาซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นกิโลเมตร และทุกคนต้องเดิน ห้ามนั่งรถ 

Fjallraven จัดประชุมปีละ 2 ครั้ง หน้าหนาวจัดที่สวีเดน หน้าร้อนที่เยอรมัน วันดีคืนดีชวนไปปั่นจักรยานหลายสิบกิโลเมตร หรือให้เตรียมอุปกรณ์ออกไปคุยนอกสถานที่ท่ามกลางอากาศ -10 องศาเซลเซียส คุยเสร็จแจ้งว่าคืนนี้นอนที่นั่นเลย

วิธีนี้ทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับธรรมชาติ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับมัน พนักงานจึงเป็นคนเอาต์ดอร์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งย้อนกลับไปตอบโจทย์ที่ Ake Nordin ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ สร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

เหมือนในบทความสั้นของ Martin Axelhed ซีอีโอของแบรนด์ในหนังสือ Fjallraven Brand Book หลังจากพูดเรื่องเทรนด์การย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพ และเป้าหมายที่แบรนด์อยากไปให้ถึงในอนาคต มา 5 ย่อหน้า เขาลงท้ายว่า ‘See you out there!’

ถ้าอย่างนั้น เราขอจบบทความนี้ด้วยถ้อยคำนั้นเลยแล้วกัน

See you out there!

Writer

Avatar

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

Avatar

ธนดิษ​ ศรียานงค์

ช่างภาพที่หลงรักรอยยิ้มเขินอายจากลูกชายของเขา

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

21 พฤศจิกายน 2565
2 K

อากาศเปลี่ยนนิดหน่อยผิวก็เริ่มลอกแห้ง ล้างหน้ากับน้ำที่ไม่คุ้นผื่นคันก็ถามหา หลายคนอาจไม่เชื่อว่าอาการผิวแค่นี้ก็กระทบชีวิตคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้จริง ๆ แถมไม่ได้กระทบเพียงเปลือกนอกอย่างร่างกาย แต่ทำลายความรู้สึกถึงภายใน

ใครไม่เชื่อ แต่ ‘Cetaphil’ เชื่อ เชื่อตั้งแต่ 75 ปีที่แล้วที่ผลิตภัณฑ์แรกอย่าง Cetaphil Gentle Skin Cleanser ถือกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้คนสมัยนั้น ทั้งยังเชื่อเสมอว่า ต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อให้คนผิวบอบ บางแพ้ง่าย ใช้ชีวิตตามปกติได้เช่นคนอื่น ๆ 

ไม่แปลกใจหากนี่จะเป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศแนะนำ แถมยังวางจำหน่ายกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย แต่ตัวชี้วัดเหล่านี้ไม่ได้ทำให้แบรนด์หยุดพัฒนา ยังคงมุ่งมั่นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังอยู่เสมอ 

เพราะแบบนี้เอง ในโอกาสครบรอบ 75 ปี บริษัทจึงปรับโฉมตัวเองครั้งใหญ่ ไม่ได้ปรับเพียงแค่สูตรผลิตภัณฑ์ตามเทรนด์ผิวและเป็นมิตรกับผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย เท่านั้น แต่ยังเป็นมิตรต่อโลก ทั้งในระดับใหญ่อย่างแพ็กเกจจิ้ง ไปจนถึงระดับอณูอย่างวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

วันนี้เราได้มีโอกาสพบกับ หนุ่ม-ธวัชชัย บุญทวีกิจ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท กัลเดอร์มา (ประเทศไทย) จำกัด และ ตุ่ม-ทัศนีย์ บุญไกรลาส ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อพาเราไปย้อนรอยแบรนด์เวชสำอางถึงอดีต เดินทางกลับมายังปัจจุบัน และพูดถึงเรื่องราวในอนาคตที่คาดหวัง

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

1. Cetaphil เกิดขึ้นพร้อมกับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรก

ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ทุกคนคิดว่า Cetaphil อายุเท่าคนรุ่นไหน 

เราขอเฉลยตรงนี้ว่า แม้จะมีภาพลักษณ์ทันสมัย แต่ความจริงแล้วแบรนด์นี้มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ปี 1947 หรือเมื่อ 75 ปีมาแล้ว 

เรื่องของเรื่องคือในสมัยนั้นยังไม่มีผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เหมาะกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย เภสัชกรชาวอเมริกันในรัฐเท็กซัสคนหนึ่งเลยคิดค้นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ช่วยให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ และกลับมาใช้ชีวิตแฮปปี้ได้แบบเดิม

ถ้าเทียบกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ของโลก Cetaphil ก็เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการใช้คลื่นวิทยุไมโครเวฟในการโทรศัพท์ทางไกลเป็นครั้งแรกเลยทีเดียว!

2. ก่อนปรับปรุงสูตรครบรอบ 75 ปี ผลิตภัณฑ์ตัวแรกยังคงสูตรเดิมมาตลอด 

สำหรับคนผิวแพ้ง่าย หลายคนอาจคิดว่ายิ่งต้องลงทุนกับเซรั่มหรือครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นแบบเต็มแม็กซ์ แต่ Cetaphil ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยผลิตภัณฑ์ล้างทำความสะอาดผิวหน้า และยังคงยืนหนึ่งเรื่องนี้เสมอมา บอกว่าเราอาจต้องกลับไปทำความเข้าใจการดูแลผิวใหม่ตั้งแต่ต้น

“สิ่งแรกที่เราควรให้ความสำคัญ คือการทำความสะอาดผิวหน้าให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอ แล้วถึงจะไปเติมความชุ่มชื้นในสเต็ปถัดไป ไม่ใช่ว่าล้างหน้าเสร็จปุ๊บ ผิวก็เอี๊ยดปั๊บ ซึ่งอาจจะดีในคนบางกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ผิวบอบบางมาก ๆ นี่คือการทำให้วงจรผิวยิ่งแย่ลง” ตุ่มอธิบาย

แม้ในปี 1947 ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตัวแรกอย่าง ‘Cetaphil Cleasing Lotion’ หรือที่ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ‘Cetaphil Gentle Skin Cleanser’ จะเปิดตัวได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว เพราะปลอบประโลมผิวและฟื้นฟูผิวบอบบาง แพ้ง่าย ให้แข็งแรงขึ้นได้จริง เป็นผลิตภัณฑ์ที่หายากในท้องตลาดสมัยนั้น 

ความน่าสนใจและแสดงให้เห็นว่าสูตรตั้งต้นนั้นเจ๋งและแจ๋ว คือก่อนจะปรับปรุงวัตถุดิบตั้งต้นในรอบ 75 ปี Cetaphil Gentle Skin Cleanser ยังคงใช้สูตรดั้งเดิมที่คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย คนแรกของโลกได้ทดลองใช้ และสูตรที่ว่าก็ยังเป็นหนึ่งในสูตรที่ขายดีตลอดกาลอีกด้วย

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

3. ถ้าไม่มีวิทยาศาสตร์ ไม่ถือเป็น Cetaphil

แม้จะตั้งต้นจากเภสัชกรที่ห่วงใยคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ก็จริง แต่แกนหลักอีกแกนที่ทำให้แบรนด์อยู่ยั้งยืนยงจนปัจจุบันได้ขนาดนี้ คือการคิดค้น วิจัย และการอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ 

ถ้าใครสงสัยว่า Cetaphil เป็นแบรนด์สายวิทย์แค่ไหน? ตุ่มเล่าให้ฟังว่าตลอดระยะเวลาการวิจัยที่ผ่านมาของ Cetaphil ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจะต้องศึกษาวิจัยมากกว่า 550 ครั้งกับอาสาสมัครมากกว่า 32,000 ราย อีกทั้งในแต่ละผลิตภัณฑ์ยังต้องเน้นการวิจัยเพื่อช่วยเรื่องผิวบอบบาง คนแพ้ง่ายใช้ได้จริง คงความชุ่มชื้น และไม่ทำลายโครงสร้างผิว

นอกจากนั้น วัตถุดิบที่คัดสรรก็ต้องมีใบรับรองและผ่านการทดสอบมาแล้วว่าไม่เป็นภัยกับคนผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแม้บางครั้งการใส่วัตถุดิบที่สุ่มเสี่ยงอาจทำให้เกิดผลลัพธ์กับลูกค้าแบบทันตาเห็น แต่แบรนด์ก็เลือกที่จะไม่ทำ

“เราไม่ได้ใส่ใจเรื่องการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แค่เฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่กับการสื่อสารแบรนด์ออกไปยังตลาด เราก็ใส่ใจเรื่องวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เช่น ถ้าเราจะพูดว่าผลิตภัณฑ์ของเราคงความชุ่มชื้นกี่เปอร์เซ็นต์ เราจะต้องอ้างอิงงานวิจัยเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปถูกต้องและไม่เกินความจริงจนเกินไป” ตุ่มยืนยันถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ฝังรากลึกในทุกอณูของ Cetaphil

4. โจทย์หลักในการผลิตสินค้า คือการเป็นทางออกให้ผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย

เมื่อนึกถึง Cetaphil หลายคนคงนึกถึงผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่เราเล่าไปแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้วยังมีสินค้าอีกมากที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกคน ทุกวัย ทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะสินค้าสำหรับทารกแรกเกิด ไปจนกระทั่งสินค้าสำหรับกู้ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ สิว และผู้ที่เป็นผื่นแพ้ผิวหนัง แห้งคันอีกด้วย

แม้มีสินค้าหลากหลาย แต่แก่นแกนที่แท้จริงยังอยู่ นั่นคือการผลิตสินค้าเพื่อให้คนที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้ 

“ลูกค้าจำนวนมากมีผิวบอบบาง แพ้ง่าย แต่ก็อยากได้ผิวกระจ่างใสด้วย พอสินค้าในตลาดส่วนใหญ่โฟกัสแค่เรื่องความกระจ่างใสอย่างเดียว ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ก็แพ้ทันที ต่างจาก Cetaphil ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือคนที่มีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เวลาจะผลิตสินค้าชิ้นใหม่ เราจึงต้องเอาผิวบอบบาง แพ้ง่าย เป็นที่ตั้ง แล้วค่อยโยงออกไปว่าลูกค้าต้องการให้ช่วยแก้ไขปัญหาผิวอะไรอีกบ้าง” หนุ่มอาสาตอบ ก่อนที่ตุ่มจะเสริมถึงแก่นสำคัญ 

“อีกหัวใจสำคัญคือ ลูกค้าต้องใช้สินค้าของเราได้ในระยะยาว โดยไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างหรืออันตรายกับผิว เราจะไม่ทำสินค้าที่ทาแล้วขาวเดี๋ยวนี้ แต่เราจะทำสินค้าที่ทำให้ผิวค่อย ๆ กระจ่างใสขึ้น และค่อย ๆ ดีขึ้นในองค์รวม ไม่อย่างนั้นเราคงไม่สามารถอยู่กับคนแพ้ง่ายมาได้นานถึง 75 ปี” 

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

5. เพราะเทรนด์ผิวที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาปรับ 3 ส่วนผสมใหม่ให้คนผิวบอบบาง แพ้ง่าย ไม่ยอมแพ้กว่าเดิม

ถ้าเทียบกับคน อายุอานาม 75 ปีก็เป็นรุ่นยายรุ่นทวดได้แล้ว แต่แบรนด์สัญชาติอเมริกันนี้ก็ไม่ได้หยุดพัฒนาตัวเองแม้แต่น้อย Cetaphil ยังคงเป็นวัยรุ่นที่พัฒนาตัวเองและตามเทรนด์ตลอดเวลา หลังจากผลิตภัณฑ์แรกเดินทางด้วยสูตรดั้งเดิมมานาน ฉลองครบรอบ 75 ปีครั้งนี้ จึงหยิบจับเอาเทรนด์ผิวในปัจจุบันมาปรับปรุงสูตรให้ทันสมัยกว่าเดิม 

“เรามั่นใจว่าสูตรที่ผ่านมาของเราดี แต่สภาพแวดล้อมในปัจจุบันมันเปลี่ยนไป มลภาวะทางอากาศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผิวแพ้ง่ายก็มีมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ ถ้าวันไหนค่าฝุ่น PM 2.5 สูง แค่จับหน้าก็รู้แล้วว่าหน้าเราไม่ปกติ” ตุ่มเกริ่นถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

เพราะแบบนี้เอง หลังจากเก็บข้อมูลได้ว่าคนในปัจจุบันมีปัญหาผิวบอบบาง แพ้ง่าย มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ Cetaphil จึงสรุปออกมาเป็น 5 สัญญาณผิวแพ้ง่ายที่ให้ชาวเราหมั่นสังเกต ไม่ว่าจะผิวแห้งกร้าน ผิวระคายเคืองง่าย ผิวไม่เรียบเนียน ผิวแน่นตึง และเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ จากนั้นจึงนำสัญญาณผิวเหล่านี้ไปคิดค้นและพัฒนา จนได้สูตรปรับปรุงใหม่ของ 4 ผลิตภัณฑ์ขายดีตลอดกาล ทั้ง Cetaphil Gentle Skin Cleanser, Cetaphil Oily Skin Cleanser, Cetaphil Moisturising Lotion และ Cetaphil Moisturising Cream 

สูตรปรับปรุงใหม่ที่ว่าเน้นการปรับปรุงต้นทางของวัตถุดิบและการคัดสรร Skin Power Solution หรือ 3 วัตถุดิบสำคัญให้ดียิ่งขึ้น นั่นคือวิตามินบี 3 (Niacinamide) โปรวิตามินบี 5 (Panthenol) และกลีเซอรีน (Glycerin) ซึ่งช่วยคงความชุ่มชื้น ปลอบประโลมผิว ช่วยให้ผิวกลับมาแข็งแรง และทำให้ผิวมีสุขภาพดี 

“หลายคนอาจบอกว่าวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีมานานแล้วนี่ แต่มันไม่ใช่แบบนั้น การคิดค้นสูตรไม่ได้ผลลัพธ์แบบ 1 + 1 เท่ากับ 2 แต่ต้องดูว่าสารตัวไหนมารวมกับสารตัวไหนแล้วจะทำหน้าที่ได้ดีกว่า เช่น ตัว Oily Skin Cleanser ต้องมีสารลดความมันมากกว่าตัวอื่น แต่นักวิจัยจะทำยังไงให้ลดความมันได้แต่ต้องไม่ระคายเคืองผิวด้วย” ตุ่มอธิบาย

6. 75 ปีทั้งที Cetaphil ยังปรับแพ็กเกจจิ้งใหม่ให้ใส่ใจโลกมากกว่าเดิม

เพราะเชื่อว่าสภาพผิวของผู้คนสะท้อนสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ได้ Cetaphil จึงมีอีกขาสำคัญอย่าง Clear Skies ที่พยายามใส่ใจโลกมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการปรับเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้งใหม่เป็น Smart Packaging ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนลุคธรรมดา ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนเพื่อโลก 

อย่างที่หลายคนรู้ว่าวัสดุบางชิ้นรีไซเคิลไม่ได้ เพราะวัสดุนั้น ๆ ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายประเภท แบรนด์จึงหันมาเลือกใช้หีบห่อและวัสดุปิดที่ทำจากวัสดุประเภทเดียวกัน ทั้งยังแยกชิ้นส่วนได้ เพื่อส่งเสริมการแยกขยะ และเพื่อให้วัสดุเหล่านี้ส่งไปรีไซเคิลที่โรงงานรีไซเคิลทั่วไปได้ ไม่ต้องปวดหัว ความน่ารักอีกข้อคือ บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษก็ผลิตขึ้นจากวัสดุหมุนเวียน ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติด้วยนะ 

7. ไม่ได้ใส่ใจแค่แพ็กเกจจิ้ง แต่เป็นมิตรกับโลกระดับอณู

ในโปรเจกต์ Clear Skies ที่ทำ แบรนด์ยังมองลงไปถึงระดับอณูว่า นักวิจัยในมือจะทำยังไงให้วัตถุดิบทั้งหลายเป็นมิตรกับโลกด้วย พร้อมหันมาเลือกใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติมากขึ้น ไร้พาราเบน ซัลเฟต และส่วนผสมจากสัตว์มากวนใจ 

ความปังคือในฟากการผลิต ธุรกิจยังลดการใช้น้ำได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ต่อการผลิตสินค้า 1 ตัน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานเฉลี่ยทั้งปีได้มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 95 เปอร์เซ็นต์ และลดการสร้างขยะฝังกลบจนเหลือศูนย์ 

“เราคือบริษัทที่มีเป้าหมายช่วยให้คนมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้นก็จริง แต่สมัยนี้ก็มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะช่วยให้สภาวะโลกร้อนดีขึ้น ในเมื่อทำได้ ก็ต้องมาดูว่าจะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผลิตภัณฑ์ของเรายังไง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วยกันกับโลก” หนุ่มอธิบายถึงปณิธานของ Cetaphil และบริษัท Galderma

10 เรื่องเบื้องหลัง Cetaphil แบรนด์เวชสำอางอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คน ‘ขี้แพ้’ มากว่า 75 ปี

8. เป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดสอบผลิตภัณฑ์กับสัตว์

เห็นข้อนี้แล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ 

นอกจากจะเป็นมิตรกับโลก Cetaphil ยังเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมโลกอย่างเจ้าสัตว์ทดลอง เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าหลายปีมานี้ ประเด็นการทดลองสารพัดของอุปโภคบริโภคกับสัตว์กำลังเป็นที่ถกเถียง ถึงขนาดที่แบรนด์ใหญ่ ๆ หลายแบรนด์ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเองกันยกใหญ่ แต่ Cetaphil ถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ที่ยกเลิกการทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ก่อนที่หลายประเทศจะออกกฎหมายข้อนี้อีกนะ ยกเว้นก็แต่ในบางประเทศที่มีกฎหมายกำชับว่า ยังไงก็ตาม สินค้าที่นำมาขายต้องทดลองกับสัตว์ด้วย แต่ก็ต้องอ้างอิงตามกฎหมายของแต่ละประเทศกันไป เพื่อให้ถูกต้องตามกฎของแต่ละที่

9. การตลาดแบบไม่ได้อยู่แค่วันนี้

“บอกตามตรงว่า ตลาดบ้านเราเป็นตลาดที่ไม่ง่าย” ตุ่มเกริ่น 

ที่ว่าไม่ง่าย ตุ่มขยายความว่า โดยธรรมชาติของคนเอเชียนั้นรักสวยรักงามมากกว่าคนทวีปอื่น ๆ นอกจากนั้น ตลาดเมืองไทยยังวิ่งเร็ว มีตัวเลือกให้ลูกค้าหลากหลายแบบ ทั้งในเชิงวัตถุดิบและราคา ที่สำคัญ คนไทยถือเป็นลูกค้าที่มีองค์ความรู้เยอะและทำการบ้านก่อนซื้อของเสมอ แต่ถึงจะยากยังไง ตุ่มก็ยืนยันว่า พวกเขาจะไม่ยอมทำการตลาดแบบหวือหวา

“เราพยายามทำการตลาดแบบยั่งยืน และพยายามทำการตลาดที่ไม่ได้อยู่แค่วันนี้ เพราะเราอยากเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าได้ ราคาสมเหตุสมผล และลูกค้าไม่ต้องคิดเยอะ”

ตุ่มยกตัวอย่างให้ฟังว่า ในการโฆษณาของ Cetaphil จะไม่มีคำว่าขาวอย่างรวดเร็วสักครั้งเดียว เพราะพวกเขาเชื่อในความกระจ่างใสของสีผิว ผิวสุขภาพดีตามธรรมชาติ และความเร็วระดับกลางที่ปลอดภัยกับผิวมากกว่า

10. มากกว่ายอดขาย คือผู้มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ได้กลับมาใช้ชีวิต 

ปัจจุบัน Cetaphil เป็นแบรนด์เวชสำอางเพื่อผิวหน้าอันดับ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศทั่วโลกแนะนำ วางจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก ทั้งยังเป็นแบรนด์ที่ทำงานร่วมกับหมอทั้งในโรงพยาบาลและคลินิกมายาวนาน เรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จหนึ่งของแบรนด์ที่น่าภาคภูมิใจ

แต่ยอดขายไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวที่แบรนด์อยากได้ มากกว่าเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่บริษัท เสียงตอบรับจากลูกค้าต่างหากที่ทำให้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดีกว่าเดิม

“ผมเคยเจอคนที่ผิวแพ้แบบรุนแรงมาก เขาดูไม่มีความมั่นใจเลย และเขาก็มองโลกด้วยความสิ้นหวัง เวลาจะพูด จะเดิน หรือจะทำอะไร มันดูหดหู่ไปหมด แต่เมื่อเขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา มุมมองที่เขามีต่อโลกก็สดใสขึ้น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ทางกายอย่างเดียวนะ แต่มันคือผลลัพธ์ทางใจด้วย

“ในฐานะของแบรนด์ที่มุ่งเน้นเรื่องสุขภาพผิว เรารู้สึกดีว่ามากกว่ารายได้คือเราทำให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายหลักของทั้งบริษัท Galderma และ Cetaphil ว่าไม่ว่ายังไง เราขอเป็นหนึ่งในคนที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพผิวที่ดีขึ้น” หนุ่มเล่าประสบการณ์ที่เขาเจอกับตัวเอง

“เหมือนกับสโลแกนใหม่ของเราว่า We do skin, you do skin ที่เราตั้งใจอยากบอกผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ว่าคุณไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเป็นเรื่องผิว เราจะช่วยให้คุณกลับไปใช้ชีวิตที่คุณต้องการให้ได้” ตุ่มทิ้งท้ายความตั้งใจ

เพราะผิวแพ้ง่ายบอบบางมีอยู่จริง สนทนากับ Cetaphil ประเทศไทย ถึง 75 ปีที่ผ่านมาและการเปลี่ยนแปลงนับจากนี้ต่อไป

Writer

Avatar

ฉัตรชนก ชัยวงค์

เด็กเอกไทยที่สนใจประวัติศาสตร์ งานคราฟต์ และเรื่องท้องถิ่น เวลาว่างชอบกิน เล่นแมว และชิมโกโก้

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load