Fjallraven อ่านว่า เฟียว-เรียว-เว่น เป็นภาษาสวีเดน แปลว่า สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก 

ส่วนภาษาแสลงแปลว่า คนนิยมไพร

แม้จะอ่านไม่คุ้นปาก แต่เป้าหมายของแบรนด์ลงตัวกับความหมายของชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย

Fjallraven เกิดขึ้นโดย โอเกีย นอร์ดีน (Ake Nordin) ชายชาวสวีเดนผู้เติบโตในครอบครัวที่ออกไปทำกิจกรรม เอาต์ดอร์ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์เอาต์ดอร์ที่อยากเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับที่มาของวัสดุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมประจำปีกลางป่าเพื่อให้พนักงานเข้าใจแบรนด์มากขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เขาทำเองคือกระเป๋าที่จุของได้เยอะ แต่สะพายแล้วสบายหลัง เขาใช้จักรเย็บผ้าของแม่และเครื่องไม้เครื่องมือของพ่อ ทำกระเป๋าเฟรมไม้ขึ้นในห้องใต้ดินที่บ้าน 10 ปีให้หลังในห้องใต้ดินเดียวกัน เขาก่อตั้ง Fjallraven ใน ค.ศ. 1960 และเริ่มขายสินค้าชิ้นแรกคือ กระเป๋าเป้ที่พัฒนาจากเฟรมไม้มาเป็นเฟรมอะลูมิเนียม

60 ปีผ่านไป แบรนด์ออกแบบสินค้ามากมายเพื่อตอบโจทย์คนชื่อชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์ รวมถึงกระเป๋ารุ่น Kanken ซึ่งวันนี้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้ดีเยี่ยมในใจของใครหลายๆ คน

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ปั้น-ปรัชญา กุลธำรง Brand Manager ของ Fjallraven ประเทศไทย และ Thailand Outdoor Shop มาพร้อม Brand Book สีขาวนวล หน้าปกเป็นรูปโลโก้สุนัขจิ้งจอกสีแดง สันปกสกรีนว่า ‘Forever Nature’

คำนำของหนังสือเขียนไว้ว่า 

“หนังสือเล่มนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องย้ำเตือนเราทุกคนที่ Fjallraven ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ และเราจะทำมันต่อไปอย่างไรให้ดีที่สุด

“และจะช่วยให้เรายึดมั่นกับเป้าหมายที่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกได้สัมผัสและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ… ไปพร้อมๆ กับเรา”

ถ้าแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ทุ่มเททำงานออกมาดีที่สุด โดยเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และตั้งใจให้ธุรกิจยืนยาวไป 10 20 30 60 ปี หรือมากกว่านั้น นี่ก็เป็นแบรนด์ที่ดีมากๆ อีกแบรนด์หนึ่ง

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

1. พันธกิจของแบรนด์คือสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

Fjallraven เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายที่อยากเห็นทุกคนเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงในที่นี้ คือการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ โดยยึดธรรมชาติเป็นที่ตั้ง และไม่พยายามเอาชนะ 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

คนแบบ Fjallraven คือคนที่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพราะชื่นชอบ เห็นแง่งาม ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากพิชิตสถิติเท่านั้น

วิสัยทัศน์แบบนี้ทำให้แบรนด์ยึดมั่นในดีเอ็นเอของตัวเอง ยืนยันว่าจะไม่ไล่ตามเป้าหมายระยะสั้น แต่ตั้งใจออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ชีวิตเอาต์ดอร์ง่ายและสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน เพราะเชื่อว่าหากคนเห็นธรรมชาติเป็นบ้าน ก็จะดูแลรักษามันอย่างดี และอนาคตตัวเองกับอนาคตธรรมชาตินั้นล้วนเกี่ยวข้องกัน

2. ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องแก้ปัญหาการใช้ชีวิตในธรรมชาติ

Nordin ออกแบบผลิตภัณฑ์จากการสังเกตและการใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ของตัวเอง อย่างใน ค.ศ. 1974 เขาผลิตเสื้อกันหนาวโดยเอาเสื้อดาวน์ 2 ตัวมาเย็บซ้อนกัน เพื่อให้สู้กับอากาศหนาวของประเทศสวีเดนได้ จนทำให้เสื้อแบบดังกล่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหนาวแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีชื่อเรียกว่า Expedition Down 

เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 1965 Fjallraven ออกแบบเต็นท์ใหม่ จากเดิมเต็นท์ที่ใช้กันในยุคนั้นเป็นทรงสามเหลี่ยม มีชั้นเดียว ทำให้มีไอน้ำเข้ามาในเต็นท์ทุกเช้า เขาเลยผลิตเต็นท์ 2 ชั้นเพื่อแก้ปัญหาภายในเต็นท์เปียก กระเป๋าเปียก ถุงนอนเปียก ให้คนใช้ชีวิตกลางแจ้งได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

3. มองว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และการออกแบบทุกครั้งต้องตอบโจทย์หลัก 3 ข้อ

เมื่อพูดถึงเสื้อผ้า หลายๆ แบรนด์อาจคิดถึงแฟชั่น แต่สำหรับ Fjallraven เสื้อผ้าคือเครื่องเตือนความจำ ทุกครั้งที่หยิบออกมาจากตู้ จะทำให้นึกถึงการไปปีนเขาครั้งแรก เหตุการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจึงต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ ข้อแรก Timeless ดีไซน์ต้องร่วมสมัยและยังดูดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ข้อสอง Functional สินค้าต้องผ่านการทดลองใช้ก่อน เพื่อมั่นใจว่าเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถใช้งานได้จริง ข้อสาม Durable ต้องมีความทนทานเพื่อจะได้ใช้ไปนานๆ

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

4. สินค้าปีนเขาต้องผ่านการทดลองโดยการไปปีนเขาจริงใน 3 ทวีป 

กว่าจะผลิตสินค้าขึ้นมาหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลานาน แบรนด์เริ่มจากการหาว่ามีสินค้าประเภทไหนที่ยังขาดอยู่ ก่อนจะประชุมกันว่าจะออกแบบอะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร แล้วจึงหาวัสดุที่เหมาะสม ทดลอง สร้างโปรโตไทป์ให้คนเข้ามาลองใช้งานในสตูดิโอก่อน ปรับแก้ไขแล้วจึงนำไป Field Test โดยเฉพาะสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

อย่างซีรีส์ปีนเขาชื่อ Bergtagen ที่ออกมาเมื่อ 5 ถึง 6 ปีก่อน เขาไปทดลองใช้จริงใน 3 ทวีป เพราะยอดเขาในทวีปยุโรปเหนือ อเมริกา และเนปาล ก็คนละแบบ รายละเอียดของเสื้อผ้าก็ทำขึ้นเพื่อการปีนเขาโดยเฉพาะ เช่น เสื้อแจ็กเก็ตสำหรับการปีนภูเขาน้ำแข็ง บริเวณศอกจะใช้วัสดุที่หนาขึ้น เพราะเวลาปีนต้องใช้ศอกช่วย

หรือความยาวต้องเย็บโค้งให้เลยสะโพกลงมา เพราะเวลาสะพายเป้จะได้ไม่ถกขึ้น ละเอียดถึงขั้นไม่ทำกระเป๋าหลัง เพราะยังไงก็ต้องสะพายเป้ทับอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็น และถ้าเทียบกับแจ็กเก็ตซีรีส์อื่นในไซส์เดียวกัน แจ็กเก็ตปีนเขาจะขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับใส่เสื้ออีกชั้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

5. ไม่ได้คิดแค่ต้องการจะผลิตสินค้า แต่ตั้งคำถามว่าทุกอย่างที่ผลิตออกมามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

Fjallraven ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น ในการประชุมประจำปีที่รวมตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายจากทั่วโลก ใน 5 วัน มีหนึ่งวันที่พูดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากโปรดักต์ที่ดี แบรนด์มองไปไกลถึงผลกระทบในการผลิต หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกค้าเลิกใช้งานแล้ว มากกว่าการเลือกเดินทางง่าย 

ผ้า G1000 ชื่อดังของแบรนด์ก่อนหน้าที่เคยทำจากเส้นใยคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์ผสมกัน ซึ่งรีไซเคิลได้ยาก ก็น่าสนใจที่เปลี่ยนมาใช้คอตตอนออร์แกนิกและโพลีเอสเตอร์แบบที่รีไซเคิลได้แทนการย้อมผ้า โดยปกติต้องทอผ้าเป็นชิ้นแล้วถึงเอาไปย้อมสี เขาก็เปลี่ยนมาย้อมเส้นด้าย ซึ่งลดการใช้น้ำในกระบวนการย้อมได้จำนวนมหาศาล 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

แบรนด์ยังเลือกลงทุนกับ Research & Development เพื่อทำเสื้อกันฝนที่ไม่ก่อสารฟลูออโรคาร์บอนในกระบวนการผลิต และเคยตัดสินใจเลิกขายแวกซ์เพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำชั่วคราวตอนคนทำคนเดิมเสียชีวิต เพราะยังหาวิธีที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอย่างที่ต้องการไม่ได้

6. พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจว่า แบรนด์คืออะไร และไม่ใช่อะไร

พนักงานของ Fjallraven มีอุดมคติคล้ายๆ กัน ชอบชีวิตข้างนอกเหมือนๆ กัน ยิ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Örnsköldsvik ประเทศสวีเดนที่มีบรรยากาศเอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิต และสวัสดิการวันหยุดที่ให้คนวางแผนไปเที่ยวได้นานเป็นเดือน

ปรัชญาของบริษัทนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างแสดงอยู่ในกระบวนการผลิต สินค้าทุกชิ้น และการบริการของพนักงานทุกคน เขาแบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ๆ 

ข้อแรกคือ We are ข้อสองคือ We are not

“เราคือแบรนด์ร่วมสมัยและทนทาน เราไม่ตามกระแส

“เราเป็นตัวแทนของเส้นทางที่ไม่ต้องเร็วที่สุด ไม่ต้องยากที่สุด แต่ทุกคนเลือกเอง 

“เราใช้ชีวิตกับธรรมชาติ และไม่คิดจะเอาชนะ

“เราเป็นแบรนด์ของทุกคน ไม่แบ่งแยก

“เราถ่อมตัว และไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“เราทำจริง ไม่ได้แค่พูด

“เราเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

“เรายั่งยืน ไม่ฉาบฉวย

“เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม”

7. ไม่เพียงคิดค้นเสื้อผ้าอุปกรณ์ แต่จัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ

 กิจกรรมเดินป่า Fjallraven Classic จัดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 2005 ด้วยความตั้งใจอยากให้การเดินป่าเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่กลายเป็นวัฒนธรรมและส่วนหนึ่งของชีวิต เริ่มจากมีผู้เข้าร่วมแค่ 100 คนไปตามเส้นทางเดินป่า Kungsleden ในสวีเดนที่มีระยะทาง 110 กิโลเมตร และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์ประกาศให้ขยายกิจกรรมนี้ไปอีก 7 ที่ทั่วโลก ได้แก่ เดนมาร์ก เยอรมนี สกอตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และเกาหลี

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

หรือแม้แต่กิจกรรม Fjallraven Polar ทริปสุนัขลากเลื่อนระยะทาง 330 กิโลเมตร ก็จัดขึ้นมาเพราะอยากให้คนเข้าใจถึงวิถีชีวิตสแกนดิเนเวีย สอนวิธีการใช้ชีวิตในภูมิอากาศติดลบ นอนอย่างไร ดูแลสุนัขอย่างไร แบ่งปันเคล็ดลับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้รู้ว่าเราก็สามารถมีความสุขในความหนาวขนาดนี้ได้

วันนี้ Fjallraven Classic ที่สวีเดนมีผู้เข้าร่วมราวๆ 3,000 คน ด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร แม้จะไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 10 คน สุดท้ายจะเหลือแค่ตัวเองคนเดียว เพราะความเร็วของการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเปิด ทำให้เจอคนหลากหลาย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ คุณอาจจะเดินสวนกับเด็กอายุ 5 ขวบ เจอคนพาสุนัขไปเดินเล่น ผ่านคนอายุ 60 – 70 ปีที่เคยมาแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน หรือครอบครัวแม่ลูกอ่อนที่พาลูกอายุ 1 ขวบมาเดินด้วยกัน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดการเดินนั้นไม่มีขยะรายทางเลยสักชิ้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่มากกว่างานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองได้ไปเห็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติและเพื่อนร่วมทางรอบข้างไม่ว่าจะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสถาน

นั่นเป็นเหตุผลให้ทุกๆ ปี ปั้นและ Thailand Outdoor Shop ในฐานะตัวแทนจำหน่ายประจำประเทศไทยและอดีตผู้ร่วมกิจกรรมนี้หลายต่อหลายครั้ง เปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทางไปร่วมกิจกรรมนี้ที่สวีเดน 20 – 30 คน ใครสนใจต้องส่งเรซูเม่มาแนะนำตัวแบบละเอียด ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ทำไมถึงอยากไป มีโรคประจำตัวไหม ออกกำลังกายได้หรือเปล่า มีความอดทนแค่ไหน กินยากหรือไม่ แล้วค่อยนัดมานั่งคุยว่าเคมีตรงกันหรือเปล่า ใครที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อนก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกาย ซ้อมออกกำลังกาย ลองไปเดินป่า และสุดท้ายเพื่อนร่วมทริปก็กลายเป็นเพื่อนตลอดไป เหมือนที่มีคนพูดไว้ว่า ธรรมชาติจะช่วยคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือลูกค้าก็ตาม

8. บอกวิธีการดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด เพราะอยากให้สินค้าอยู่กับลูกค้าไปนานๆ

‘Outdoor equipment and memories that last for generations.’

อุปกรณ์เอาต์ดอร์และความทรงจำที่จะคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น คือคำสัญญาที่แบรนด์ตั้งใจทำให้สำเร็จ จึงต้องมั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี คงทน และสามารถใช้ไปได้นานๆ แต่อายุของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของผู้ใช้งานด้วย 

Fjallraven บอกขั้นตอนดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด ประกอบไปด้วยการดูแล การซ่อม และการจัดเก็บ ซึ่งสินค้าแต่ละประเภทก็มีวิธีการไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นรับซ่อมตลอดอายุการใช้งาน

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

9. กางเกงเดินป่าของคนเดินป่า โดยคนเดินป่า เพื่อคนเดินป่า

หลายคนรู้จักแบรนด์นี้จากกระเป๋า Kanken ซึ่งคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1974 ตอนที่ประเทศสวีเดนมีข่าวนักเรียนปวดหลังจากการสะพายกระเป๋านักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเป๋าสะพายข้าง Nordin เลยตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้เด็กใช้งานง่ายและเล่นได้สะดวก ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม ตัดเย็บด้วยผ้าไนลอนที่ทั้งบางเบาและทนทาน จนกลายเป็นกระเป๋าที่ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว สินค้าอีกชิ้นที่โด่งดังมากเช่นกันคือกางเกงเดินป่าที่หลายคนยกย่องให้เป็นมือวางอันดับหนึ่ง และ ณ ปัจจุบันมีอยู่ร่วม 100 รุ่น ทุกรุ่นออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ เช่น กางเกงรุ่นดังอย่าง Keb ชื่อตั้งตามภูเขาที่สุดสุดในสวีเดน Kabenekaise การตัดเย็บผ้าและรอยโค้งเว้าทุกส่วนผ่านกระบวนคิดมาแล้วว่า คนเดินป่าจะใส่กางเกงตัวนี้ไปทำอะไรบ้าง อย่างเวลาเก็บเต็นท์ต้องคุกเข่า วัสดุบริเวณเข่าจึงต้องแข็งแรงพิเศษ หรือถ้าสังเกตดีๆ กางเกงของแบรนด์นี้จะโค้ง ไม่ตรงเหมือนกางเกงทั่วไป เพราะคนเดินป่าต้องก้าวเดินตลอด ตำแหน่งไหนที่เวลาลุกนั่งรู้สึกติดขัด ต้องคอยดึงกางเกงขึ้นลง ก็เปลี่ยนวัสดุให้เป็นผ้ายืด 

แม้แต่กระเป๋ากางเกง 2 ข้างก็ไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งยาวกว่าเพราะมีไว้ใส่แผนที่ แถมยังมีที่เหน็บขวาน เหน็บมีด ซึ่งเป็นอุปกรณ์จำเป็นในการเดินป่าอีกด้วย

10. ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัสดุ

เดิมทีแบรนด์ใช้อะลูมิเนียมในการทำเฟรมกระเป๋า ซึ่งในกระบวนการผลิตทำให้เกิดสารฟลูออโรคาร์บอน ส่งผลให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง ก่อนจะเปลี่ยนวัสดุมาใช้เฟรมไม้ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศสวีเดน

ส่วนขนแกะที่นำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าก็มีโครงการ Testable Wool คอยรับรองว่าขนแกะที่ใช้ต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Mosing Free ตามปกติแกะจะมีขนรอบๆ ก้น ถ้าฟาร์มไม่สะอาดจะมีแมลงวันไปไข่ ฟาร์มส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการขลิบหนังรอบก้นออก จะได้ไม่มีขนขึ้น แต่ Fjallraven เลือกฟาร์มที่สะอาดมากจนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

สำหรับขนห่านก็เช่นกัน แบรนด์มีโครงการ Down Promise ต้องมั่นใจว่าขนที่ได้นั้นมาจากห่านที่มีชีวิตอย่างอิสระ ตายอย่างไร้ความเจ็บปวด และจะเลือกฟาร์มห่านคุณภาพในอุตสาหกรรมเนื้อ เพราะไม่ยอมให้ห่านตัวไหนตายเพราะแค่ต้องการเอาขน 

11. ลองใส่เสื้อผ้าทุกชิ้นก่อนขายให้ลูกค้า

ปั้นและทีมใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ลองใส่เสื้อผ้าและใช้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ขายก่อน รุ่นนี้เหมาะกับสถานที่แบบไหน ไม่เหมาะกับแบบไหน ก่อนลูกค้าจะซื้อต้องถามก่อนว่าจะไปที่ไหน ที่ที่จะไปมีสภาพอากาศเป็นยังไง ไปนานเท่าไหร่ คาดว่าจะเจอฝนไหม ถ้าเสื้อผ้าที่เขาสนใจไม่เหมาะกับที่ที่จะไป ก็เลือกไม่ขายให้ ดีกว่าเขาซื้อไปแล้วไม่ได้ใช้งาน เพราะมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเขา

12. จัดงานประชุมกลางป่าให้พนักงานและตัวแทนจำหน่ายเข้าใจวิถีและวิธีคิดของแบรนด์มากขึ้น 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ประชุมใหญ่ประจำปีของแบรนด์นี้ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือน Press Conference บริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์เลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นในป่า ในรีสอร์ตสวยๆ บางทีนัดไปประชุมที่โรงนาซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นกิโลเมตร และทุกคนต้องเดิน ห้ามนั่งรถ 

Fjallraven จัดประชุมปีละ 2 ครั้ง หน้าหนาวจัดที่สวีเดน หน้าร้อนที่เยอรมัน วันดีคืนดีชวนไปปั่นจักรยานหลายสิบกิโลเมตร หรือให้เตรียมอุปกรณ์ออกไปคุยนอกสถานที่ท่ามกลางอากาศ -10 องศาเซลเซียส คุยเสร็จแจ้งว่าคืนนี้นอนที่นั่นเลย

วิธีนี้ทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับธรรมชาติ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับมัน พนักงานจึงเป็นคนเอาต์ดอร์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งย้อนกลับไปตอบโจทย์ที่ Ake Nordin ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ สร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

เหมือนในบทความสั้นของ Martin Axelhed ซีอีโอของแบรนด์ในหนังสือ Fjallraven Brand Book หลังจากพูดเรื่องเทรนด์การย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพ และเป้าหมายที่แบรนด์อยากไปให้ถึงในอนาคต มา 5 ย่อหน้า เขาลงท้ายว่า ‘See you out there!’

ถ้าอย่างนั้น เราขอจบบทความนี้ด้วยถ้อยคำนั้นเลยแล้วกัน

See you out there!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธนดิษ​ ศรียานงค์

ช่างภาพที่หลงรักรอยยิ้มเขินอายจากลูกชายของเขา

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

Blancpain คือแบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มีอายุครบ 286 ปีในปีนี้ นับเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยสร้างชื่อเสียงจากนาฬิกาดำน้ำรุ่น Fifty Fathoms ที่ได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือหลายประเทศ

Fifty Fathoms คือนาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกในประวัติศาสตร์ พัฒนาจากประสบการณ์ตรงของเจ้าของแบรนด์ ณ ขณะนั้น และแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วเกือบ 70 ปี นาฬิการุ่นนี้ยังมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ยังครองที่หนึ่งในใจนักดำน้ำและนักสะสมไม่เสื่อมคลาย

ในฐานะผู้ผลิตนาฬิกา นี่คือมือวางอันดับต้นๆ ที่แน่วแน่ในเรื่องนวัตกรรม พิถีพิถันในการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เติบโตจากนาฬิกาดำน้ำเป็นนาฬิกาที่รักของใครหลายคน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญการทำนาฬิการะบบกลไกดั้งเดิมตามแบบฉบับสวิส

ในฐานะแบรนด์แบรนด์หนึ่ง Blancpain มองเป้าหมายตัวเองไปไกลกว่าการผลิตนาฬิกาคุณภาพดี แต่พาตัวเองเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของการดูแลรับผิดชอบ ศึกษา และปกป้องมหาสมุทร ธรรมชาติที่ผูกพันกับแบรนด์มาเนิ่นนาน

เราขอพาคุณกลั้นหายใจ ดำน้ำย้อนกลับไปใน ค.ศ. 1735 อันเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัทนาฬิกาสวิสที่อยากให้คนภูมิใจเวลาสวมใส่และมีคนรักอยู่ทั่วโลก

10 เรื่องที่ทำให้ Blancpain เป็นนาฬิกาดำน้ำที่หน่วยซีลสหรัฐฯ เลือกใช้
นาฬิการุ่นคลาสสิกตามแบบฉบับสวิสดั้งเดิมของ Blancpain

1. บริษัทผลิตนาฬิกาแรกของโลก ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นธุรกิจครอบครัวชาวสวิสอายุเกือบสองร้อยปี ก่อนส่งไม้ต่อให้คนนอกบริหาร

มีหลักฐานว่า Blancpain ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1735 จากการลงทะเบียนอาชีพของนาย Jehan-Jacques Blancpain อดีตชาวนา ผู้นำหมู่บ้าน และช่างทำนาฬิกาคนแรกและคนเดียวในสมัยนั้น เขาใช้ชั้นสองของบ้านในหมู่บ้าน Villeret เป็นสตูดิโอเวิร์กชอปพิถีพิถันสร้างนาฬิกาขึ้นมาด้วยตัวเอง 

ธุรกิจดำเนินต่อมาถึง 6 เจเนอเรชัน จนถึงรุ่น Frédéric-Louis Blancpain เหลนชายที่เปลี่ยนวิธีการผลิตให้ทันสมัย ปรับกระบวนการผลิตจากงานฝีมือ 100 เปอร์เซ็นต์ให้เข้ากับนวัตกรรมใหม่ เพื่อรองรับการผลิตในจำนวนที่มากขึ้น

หลังจาก Frédéric-Émile ทายาทคนสุดท้ายของครอบครัว Blancpain ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุด ณ ตอนนั้นเสียชีวิตลง ทายาทรุ่นถัดไปเลือกที่จะไม่รับช่วงต่อ Betty Fiechter ผู้ช่วยคนสนิทของเขาจึงซื้อกิจการทั้งหมด นับเป็นครั้งแรกที่ธุรกิจครอบครัวอายุเกือบสองร้อยปีได้อยู่ในการบริหารของคนนอกที่มีใจรักในแบรนด์นี้ และยังเป็นซีอีโอหญิงคนแรกของอุตสาหกรรมนาฬิกา ก่อนจะส่งต่อธุรกิจให้หลานชาย Jean-Jacques Fiechter ผู้เข้ามาสร้างชื่อเสียงให้ Blancpain อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

Jean-Jacques Fiechter ผู้ให้กำเนิดนาฬิกา Fifty Fathoms

2. คติและความมุ่งมั่นของแบรนด์ ‘นวัตกรรมคือประเพณีของเรา’ ยังคงหนักแน่นถึงปัจจุบัน

แม้จะเป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่รู้ไหมว่า Blancpain ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่มาตั้งแต่เมื่อเกือบ 300 ปีก่อน และพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดการทำนาฬิกาที่เคยมี โดยมีความเชื่อ ‘Innovation is our tradition.’ ที่คนในองค์กรยึดถือร่วมกัน ในเวลาเดียวกันก็พยายามรักษาคุณค่าของการทำนาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมเอาไว้ด้วย นั่นเป็นเหตุผลให้นาฬิกาแบรนด์นี้โดดเด่น และมักจะได้รับคำยกย่องว่าเป็น ‘เรือนแรกของโลก’ ในด้านต่างๆ อยู่เสมอ 

3. นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลกเกิดจากประสบการณ์เสี่ยงชีวิตของเจ้าของแบรนด์ 

Fifty Fathoms คือนาฬิการุ่นที่ดังที่สุดของแบรนด์ ไอเดียได้มาจากประสบการณ์จริงของ Jean-Jacques Fiechter ซีอีโอในสมัยนั้นผู้เป็นนักดำน้ำมืออาชีพรุ่นแรกๆ ของโลก วันหนึ่งเขาดำน้ำในทะเลทางตอนใต้ของฝรั่งเศส โดยจำไม่ได้ว่าอยู่ใต้น้ำมานานเท่าไหร่แล้ว ในขณะที่ออกซิเจนก็ค่อยๆ หมดลง เขาจึงต้องขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉินซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ปลอดภัย สถานการณ์นี้ทำให้เขาคิดขึ้นได้ว่า สิ่งที่นักดำน้ำต้องการไม่ใช่แค่ถังออกซิเจนหรือตีนกบ แต่ต้องการนาฬิกาที่สามารถบอกระยะเวลาการดำน้ำตั้งแต่เริ่มจนจบได้ด้วย

ในยุค 1950 มีนาฬิกากันน้ำขายในท้องตลาด แต่เพราะคนยังไม่เชื่อมั่นว่าจะกันน้ำได้จริงหรือไม่ ทำให้นักดำน้ำส่วนใหญ่ถอดนาฬิกาก่อนลงน้ำทุกครั้ง Jean-Jacques Fiechter ได้ทำการออกแบบและทดลองเอง จนเกิดเป็น Fifty Fathoms นาฬิกาดำน้ำโมเดิร์นเรือนแรกของโลก

ภาพแสดงส่วนประกอบของนาฬิกา Fifty Fathoms

นาฬิการุ่นนี้เปิดตัววางจำหน่ายครั้งแรกใน ค.ศ. 1953 พร้อมนวัตกรรมที่บริษัทจดสิทธิบัตรคุ้มครอง ได้แก่ หนึ่ง เม็ดมะยมที่กันน้ำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอง ยาง O Ring ที่ฝาด้านหลังตัวเรือนเพื่อกันน้ำเข้าเช่นกัน และสาม ขอบตัวเรือนที่หมุนเพื่อให้นักดำน้ำจับเวลาที่อยู่ใต้ทะเลได้ 

4. Blancpain และโจทย์หลัก 5 ข้อที่ยึดถือในการผลิตนาฬิกาดำน้ำ

หลัง Jean-Jacques Fiechter เจอปัญหาการดำน้ำกับตัวเอง เขามุ่งมั่นผลิตนาฬิกาดำน้ำโดยต้องมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ทั้ง 5 ข้อได้อย่างดีเยี่ยม คือ

  1. กันน้ำได้อย่างแท้จริง
  2. บอกระยะเวลาที่อยู่ใต้น้ำได้
  3. มองเห็นข้อมูลบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน
  4. ลดความเสี่ยงโดยใช้กลไกอัตโนมัติ
  5. สามารถป้องกันคลื่นสนามแม่เหล็กได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กองทัพเรือฝรั่งเศสต้องการ
นาฬิกา Fifty Fathoms รุ่นแรกเมื่อ ค.ศ.1953

ถึงแม้ในเวลาต่อมาจะมีนาฬิกาดำน้ำหลากหลายยี่ห้อเกิดขึ้นมากมาย Blancpain ก็ยังแตกต่างด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สรรหาวัสดุและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อพัฒนานาฬิกาต่อไปเรื่อยๆ

5. การันตีคุณภาพด้วยการเป็นนาฬิกาประจำกองทัพเรือของหลายเชื้อชาติ

นาฬิการุ่น Fifty Fathoms ออกมาในช่วงเดียวกับที่กองทัพเรือฝรั่งเศสกำลังหานาฬิกาให้หน่วยรบใต้น้ำ โดยตั้งใจจะใช้นาฬิกาจากบริษัทฝรั่งเศสในทีแรก แต่ไม่พบแบบที่ตรงใจ จนสุดท้ายมาเจอกับ Blancpain ที่ตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพทุกข้อ เพราะเกิดขึ้นจากเจ้าของที่เป็นผู้ใช้งานจริงๆ กองทัพฝรั่งเศสเพียงขอให้พัฒนาเรื่องการป้องกันสนามแม่เหล็กเพิ่มเติม ก่อนจะออกมาเป็น Fifty Fathoms รุ่นแรก ค.ศ. 1953

ทหารเรือฝรั่งเศสกำลังปฏิบัติภารกิจขณะสวมใส่นาฬิกา Fifty Fathoms

ต่อมา กองทัพเรืออเมริกาหรือหน่วยซีลก็มองหานาฬิกาดำน้ำเหมือนกัน กว่าจะผ่านการทดสอบต้องให้ทางหน่วยลองใช้ในการปฏิบัติงานทั้งทางบกและทางน้ำ สุดท้ายได้ข้อสรุปจากกองทัพว่าพึงพอใจอย่างมาก และไม่มีข้อเสนอแนะใดๆ ให้ปรับปรุงนาฬิการุ่นนี้แม้แต่ข้อเดียว

นอกจากนี้ยังได้รับความไว้วางใจจากกองทัพเรือประเทศต่างๆ อาทิ สเปน เยอรมนี และปากีสถานอีกด้วย

6. ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ ด้วยจุดยืนแน่วแน่ และตั้งใจทำสิ่งที่ทำได้ดีอย่างดีที่สุด

Blancpain ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ มาอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกคือในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในแทบทุกวงการ มีแบรนด์อเมริกันเกิดขึ้นมากมาย ส่งผลให้ราคาของนาฬิกาตกลงเรื่อยๆ จนทำให้หลายบริษัทต้องปิดตัวลง สิ่งที่ Blancpain ทำเพื่อให้อยู่รอดในยุคนั้นคือ สร้างโรงงาน 2 ชั้นริมแม่น้ำ ใช้พลังงานน้ำผลิตไฟฟ้าที่ใช้ในการดำเนินการผลิต พยายามปรับกระบวนการต่างให้ทันสมัย มุ่งทำผลิตภัณฑ์รุ่นที่ดีที่สุดก่อน จนเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทนาฬิกาในหมู่บ้าน Villeret ที่ผ่านพ้นมาได้

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
โรงงาน 2 ชั้น ของ Blancpain ริมแม่น้ำในเมือง Villeret ค.ศ. 1923

วิกฤตถัดมาคือ Quartz Crisis นวัตกรรมนาฬิกาใส่ถ่านจากญี่ปุ่นที่ทำให้บริษัทนาฬิกาสวิสหลายแห่งล้มหายตายจาก รวมถึงแบรนด์นี้ที่หยุดชะงักไปเป็นเวลาร่วม 10 ปี จนกระทั่ง Jacques Piguet และ Jean-Claude Biver ชายสองคนในแวดวงนาฬิการะบบกลไกมาซื้อชื่อแบรนด์ Blancpain ไปพัฒนาต่อใน ค.ศ. 1982 บนความเชื่อว่านาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่เป็นศิลปะที่จะอยู่ไปได้ตลอด โดยมีสโลแกนที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของแบรนด์ คือ “ตั้งแต่ ค.ศ. 1735 Blancpain ไม่เคยทำนาฬิกา Quartz และจะไม่มีวันทำแน่นอน”

นาฬิกาสวิสนี้เอาชนะเทคโนโลยี Quartz ที่ทั้งถูกกว่า ทั้งทำงานได้เสถียรกว่า รวมถึงการผลิตที่ง่ายกว่า ด้วยอุดมการณ์และความตั้งใจแน่วแน่ ทำให้คนทั้งโลกกลับมาให้ความสนใจกับแบรนด์และนาฬิกาสวิสอีกครั้ง จนวันนี้ผ่านมา 40 ปี แม้แบรนด์นาฬิกาในระดับเดียวกันจะผลิตรุ่น Quartz ออกมา Blancpain ก็ยังยึดมั่นความตั้งใจ และจนวันนี้ก็ไม่มีนาฬิกา Quartz ออกมาสักรุ่น จวบจนถึงปัจจุบันภายใต้การดูแลของ Marc Hayek แห่งอาณาจักร Swatch Group ก็ยังสืบทอดเจตจำนงนี้ไว้อย่างดีเยี่ยม

7. คุณภาพคือหัวใจ ส่วนประกอบและนาฬิกาทุกเรือนต้องผลิตที่โรงงานของตัวเอง 100 เปอร์เซ็นต์

โรงงาน Blancpain ในบริเวณหุบเขา Vallée de Joux อันเปรียบเสมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา

Blancpain เป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่ผลิตทุกชิ้นส่วนของนาฬิกาที่โรงงานของตัวเอง โรงงานทั้งสองที่อยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ บริเวณหุบเขาชื่อ Vallée de Joux ซึ่งเปรียบเหมือน Silicon Valley ของวงการนาฬิกา เป็นเหมือนศูนย์กลางของช่างฝีมือและองค์ความรู้เกี่ยวกับนาฬิกาสวิสที่มีการแลกเปลี่ยนตลอดเวลา ทำให้อุตสาหกรรมเกิดการพัฒนาไปด้วยกัน สองโรงงานอยู่ห่างกัน 5 นาที โรงงานแรกผลิตสินค้า Hi-end จำพวกนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนหรือนาฬิกาที่ทำตามออเดอร์ ส่วนโรงงานที่สองดูแลนาฬิการุ่นทั่วไป โดยผลิตแบบแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งสองโรงงาน

8. นาฬิกาโดยช่างยอดฝีมือที่สืบทอดกันมาหลายเจเนอเรชัน

ย้อนไปในอดีต ชุมชนบริเวณหุบเขา Vallée de Joux ส่วนใหญ่เป็นชาวนาชาวไร่ ในช่วงฤดูหนาวที่ไม่สามารถทำเกษตรกรรมหรือเดินทางไปไหนมาไหนได้ ผู้คนจึงหันมาประดิษฐ์ส่วนประกอบของนาฬิกา ฝึกฝนจนทำกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมา จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทนาฬิกาสวิสให้ผลิตชิ้นส่วน หนึ่งในระบบกลไกที่น่ายกย่องที่สุดต้องยกให้บริษัท Louis-Elysée Piguet ซึ่งภายหลังกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Blancpain

เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
บรรยากาศภายในโรงงานผลิตนาฬิกาของ Blancpain
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
ช่างฝีมือกำลังประกอบชิ้นส่วนนาฬิกาอย่างประณีต

Vallée de Joux จึงมีบทบาทอย่างมากในวงการนาฬิกาสวิสและทุกวันนี้ ช่างทำนาฬิกาของแบรนด์หลายคนก็ยังเป็นทายาทจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากจะสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิม ช่างเหล่านี้ของ Blancpain ยังต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญใหม่ๆ เช่น การนำเทคนิค ‘ชาคุโด’ ที่เป็นกระบวนการย้อมดาบเก่าแก่ของญี่ปุ่นมาทำหน้าปัด หรือเทคนิคการลงรักปิดทองของจีน เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อดีของการผลิตทุกชิ้นส่วน ทุกขั้นตอน ในโรงงานตัวเอง นั่นแปลว่า Blancpain ไม่มีข้อจำกัด อะไรที่ดีที่สุดสำหรับโปรดักต์ ก็สามารถลองทำได้เลย

9. พันธกิจแบรนด์ที่มีความหลงใหลมากกว่าแค่ผลิตนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ แต่ต้องการปกป้องมหาสมุทรอย่างยั่งยืน

Blancpain Ocean Commitment เกิดขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับนักดำน้ำ นักวิทยาศาสตร์ นักสำรวจใต้น้ำ นักสิ่งแวดล้อม ช่างภาพ และองค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลต่างๆ ในการอนุรักษ์มหาสมุทร ในฐานะแบรนด์เจ้าของนาฬิกาดำน้ำรุ่นสำคัญของโลก พันธกิจของ Blancpain เปลี่ยนไปจากที่แค่อยากผลิตนาฬิกาคุณภาพดี เป็นการมองเห็นปัญหาและสนับสนุนกิจกรรมทางทะเลต่างๆ ทั้งในด้านอนุรักษ์ สำรวจ และสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจมากขึ้น เพราะเชื่อว่าคนจะเคารพ ปกป้องสิ่งที่ตัวเองรัก และจะรักได้ ก็ต่อเมื่อรู้จักสิ่งนั้นอย่างแท้จริง

เส้นทาง 286 ปีของ Blancpain นาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ให้การสนับสนุนทีมนักสำรวจใต้น้ำในโครงการ Gombessa Expeditions
เส้นทาง 286 ปีของนาฬิกาสัญชาติสวิตฯ ที่มองไกลมากกว่าบอกเวลา แต่อยากรักษาและรับผิดชอบต่อมหาสมุทร
Blancpain ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฟื้นฟูปะการังที่เกาะ Fregate ในประเทศ Seychelles

แบรนด์ยังผลิตนาฬิกา Fifty Fathoms รุ่น Ocean Commitment ซึ่งเป็นนาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการปกป้องมหาสมุทร โดยทุกๆ การซื้อนาฬิกา 1 เรือน บริษัทจะบริจาคเงิน 1,000 ยูโร หรือราวๆ 40,000 บาทให้โครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10. เชื่อในความสวยงามที่แท้จริง ไม่โฉ่งฉ่าง แต่เป็นความภูมิใจสำหรับผู้สวมใส่

Blancpain เป็นแบรนด์ที่คนรักนาฬิการู้กันดีว่า Low-key และไม่มีดีไซน์โจ่งแจ้ง ยกตัวอย่างเช่น ตุ้มเหวี่ยง (Rotor) ของนาฬิการุ่น Fifty Fathoms ทำจากทองคำ 18K ทั้งหมด เนื่องจากมีน้ำหนักที่เหมาะสมต่อการใช้งาน แทนที่จะโชว์วัสดุที่หรูหราและราคาแพง แบรนด์เลือกที่จะนำตุ้มเหวี่ยงไปเคลือบแพลตตินัมอัลลอยด์ให้เป็นสีดำ เพื่อไม่ให้สีสันของทองดูโดดเด่นและไม่เข้ากับลักษณะของนาฬิกา

หรือแม้แต่ชิ้นส่วนที่ผู้สวมใส่ไม่มีทางมองเห็น Blancpain ก็เลือกที่จะขัดแต่ง และทำทุกกระบวนการราวกับว่าส่วนประกอบนี้จะอยู่ภายนอกและเป็นที่ต้องตาอย่างไรอย่างนั้น

แบรนด์ตั้งใจให้เจ้าของนาฬิกาทุกเรือนรู้สึกว่า “I know what I’m wearing, and I’m proud of it.” โดยไม่จำเป็นต้องแสดงออกหรือตะโกนบอกใครว่าเราใส่อะไรอยู่ จึงพิถีพิถันกับทุกกระบวนการการผลิตชิ้นส่วน การออกแบบ และการประกอบนาฬิกาขึ้นมาหนึ่งเรือน เพราะทุกขั้นตอนสะท้อนถึงชื่อเสียงและประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในปีนี้ Blancpain จะมีอายุครบรอบ 286 ปีแล้ว แต่ความตั้งใจเดิมตั้งแต่ปีแรกในการเสาะหานวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น ยังคงอยู่ในผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น เป้าหมายทุกข้อ ทั้งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าและความรู้สึกที่ได้รับขณะสวมใส่ ให้สมกับที่เป็นแบรนด์นาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

นาฬิกา Fifty Fathoms กับภารกิจการสำรวจใต้น้ำเพื่อการศึกษาและอนุรักษ์

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load