Fjallraven อ่านว่า เฟียว-เรียว-เว่น เป็นภาษาสวีเดน แปลว่า สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก 

ส่วนภาษาแสลงแปลว่า คนนิยมไพร

แม้จะอ่านไม่คุ้นปาก แต่เป้าหมายของแบรนด์ลงตัวกับความหมายของชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย

Fjallraven เกิดขึ้นโดย โอเกีย นอร์ดีน (Ake Nordin) ชายชาวสวีเดนผู้เติบโตในครอบครัวที่ออกไปทำกิจกรรม เอาต์ดอร์ทุกครั้งที่มีเวลาว่าง 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์เอาต์ดอร์ที่อยากเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ ให้ความสำคัญกับที่มาของวัสดุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมประจำปีกลางป่าเพื่อให้พนักงานเข้าใจแบรนด์มากขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นแรกที่เขาทำเองคือกระเป๋าที่จุของได้เยอะ แต่สะพายแล้วสบายหลัง เขาใช้จักรเย็บผ้าของแม่และเครื่องไม้เครื่องมือของพ่อ ทำกระเป๋าเฟรมไม้ขึ้นในห้องใต้ดินที่บ้าน 10 ปีให้หลังในห้องใต้ดินเดียวกัน เขาก่อตั้ง Fjallraven ใน ค.ศ. 1960 และเริ่มขายสินค้าชิ้นแรกคือ กระเป๋าเป้ที่พัฒนาจากเฟรมไม้มาเป็นเฟรมอะลูมิเนียม

60 ปีผ่านไป แบรนด์ออกแบบสินค้ามากมายเพื่อตอบโจทย์คนชื่อชอบกิจกรรมเอาต์ดอร์ รวมถึงกระเป๋ารุ่น Kanken ซึ่งวันนี้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ใช้งานได้ดีเยี่ยมในใจของใครหลายๆ คน

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ปั้น-ปรัชญา กุลธำรง Brand Manager ของ Fjallraven ประเทศไทย และ Thailand Outdoor Shop มาพร้อม Brand Book สีขาวนวล หน้าปกเป็นรูปโลโก้สุนัขจิ้งจอกสีแดง สันปกสกรีนว่า ‘Forever Nature’

คำนำของหนังสือเขียนไว้ว่า 

“หนังสือเล่มนี้จะเป็นทั้งแรงบันดาลใจและเครื่องย้ำเตือนเราทุกคนที่ Fjallraven ว่า ทำไมเราถึงทำสิ่งนี้ และเราจะทำมันต่อไปอย่างไรให้ดีที่สุด

“และจะช่วยให้เรายึดมั่นกับเป้าหมายที่อยากสร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกได้สัมผัสและใช้ชีวิตกับธรรมชาติ… ไปพร้อมๆ กับเรา”

ถ้าแบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ทุ่มเททำงานออกมาดีที่สุด โดยเห็นประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และตั้งใจให้ธุรกิจยืนยาวไป 10 20 30 60 ปี หรือมากกว่านั้น นี่ก็เป็นแบรนด์ที่ดีมากๆ อีกแบรนด์หนึ่ง

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

1. พันธกิจของแบรนด์คือสร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

Fjallraven เกิดขึ้นด้วยเป้าหมายที่อยากเห็นทุกคนเข้าถึงธรรมชาติ เข้าถึงในที่นี้ คือการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ โดยยึดธรรมชาติเป็นที่ตั้ง และไม่พยายามเอาชนะ 

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

คนแบบ Fjallraven คือคนที่ขึ้นยอดเขาเอเวอเรสต์เพราะชื่นชอบ เห็นแง่งาม ไม่ใช่เพียงเพื่ออยากพิชิตสถิติเท่านั้น

วิสัยทัศน์แบบนี้ทำให้แบรนด์ยึดมั่นในดีเอ็นเอของตัวเอง ยืนยันว่าจะไม่ไล่ตามเป้าหมายระยะสั้น แต่ตั้งใจออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ชีวิตเอาต์ดอร์ง่ายและสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน เพราะเชื่อว่าหากคนเห็นธรรมชาติเป็นบ้าน ก็จะดูแลรักษามันอย่างดี และอนาคตตัวเองกับอนาคตธรรมชาตินั้นล้วนเกี่ยวข้องกัน

2. ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นต้องแก้ปัญหาการใช้ชีวิตในธรรมชาติ

Nordin ออกแบบผลิตภัณฑ์จากการสังเกตและการใช้ชีวิตเอาต์ดอร์ของตัวเอง อย่างใน ค.ศ. 1974 เขาผลิตเสื้อกันหนาวโดยเอาเสื้อดาวน์ 2 ตัวมาเย็บซ้อนกัน เพื่อให้สู้กับอากาศหนาวของประเทศสวีเดนได้ จนทำให้เสื้อแบบดังกล่าวกลายเป็นเอกลักษณ์ของเสื้อหนาวแถบสแกนดิเนเวีย โดยมีชื่อเรียกว่า Expedition Down 

เช่นเดียวกับใน ค.ศ. 1965 Fjallraven ออกแบบเต็นท์ใหม่ จากเดิมเต็นท์ที่ใช้กันในยุคนั้นเป็นทรงสามเหลี่ยม มีชั้นเดียว ทำให้มีไอน้ำเข้ามาในเต็นท์ทุกเช้า เขาเลยผลิตเต็นท์ 2 ชั้นเพื่อแก้ปัญหาภายในเต็นท์เปียก กระเป๋าเปียก ถุงนอนเปียก ให้คนใช้ชีวิตกลางแจ้งได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

3. มองว่าเสื้อผ้าไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นเครื่องเตือนความทรงจำ และการออกแบบทุกครั้งต้องตอบโจทย์หลัก 3 ข้อ

เมื่อพูดถึงเสื้อผ้า หลายๆ แบรนด์อาจคิดถึงแฟชั่น แต่สำหรับ Fjallraven เสื้อผ้าคือเครื่องเตือนความจำ ทุกครั้งที่หยิบออกมาจากตู้ จะทำให้นึกถึงการไปปีนเขาครั้งแรก เหตุการณ์ที่เสี่ยงตายมาด้วยกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งชิ้นจึงต้องตอบโจทย์ 3 ข้อ ข้อแรก Timeless ดีไซน์ต้องร่วมสมัยและยังดูดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ข้อสอง Functional สินค้าต้องผ่านการทดลองใช้ก่อน เพื่อมั่นใจว่าเมื่อลูกค้าซื้อไปแล้วสามารถใช้งานได้จริง ข้อสาม Durable ต้องมีความทนทานเพื่อจะได้ใช้ไปนานๆ

12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของ Fjallraven แบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

4. สินค้าปีนเขาต้องผ่านการทดลองโดยการไปปีนเขาจริงใน 3 ทวีป 

กว่าจะผลิตสินค้าขึ้นมาหนึ่งชิ้นต้องใช้เวลานาน แบรนด์เริ่มจากการหาว่ามีสินค้าประเภทไหนที่ยังขาดอยู่ ก่อนจะประชุมกันว่าจะออกแบบอะไร เพื่อแก้ปัญหาอะไร แล้วจึงหาวัสดุที่เหมาะสม ทดลอง สร้างโปรโตไทป์ให้คนเข้ามาลองใช้งานในสตูดิโอก่อน ปรับแก้ไขแล้วจึงนำไป Field Test โดยเฉพาะสินค้าใหม่ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน 

อย่างซีรีส์ปีนเขาชื่อ Bergtagen ที่ออกมาเมื่อ 5 ถึง 6 ปีก่อน เขาไปทดลองใช้จริงใน 3 ทวีป เพราะยอดเขาในทวีปยุโรปเหนือ อเมริกา และเนปาล ก็คนละแบบ รายละเอียดของเสื้อผ้าก็ทำขึ้นเพื่อการปีนเขาโดยเฉพาะ เช่น เสื้อแจ็กเก็ตสำหรับการปีนภูเขาน้ำแข็ง บริเวณศอกจะใช้วัสดุที่หนาขึ้น เพราะเวลาปีนต้องใช้ศอกช่วย

หรือความยาวต้องเย็บโค้งให้เลยสะโพกลงมา เพราะเวลาสะพายเป้จะได้ไม่ถกขึ้น ละเอียดถึงขั้นไม่ทำกระเป๋าหลัง เพราะยังไงก็ต้องสะพายเป้ทับอยู่แล้วจึงไม่มีความจำเป็น และถ้าเทียบกับแจ็กเก็ตซีรีส์อื่นในไซส์เดียวกัน แจ็กเก็ตปีนเขาจะขนาดใหญ่กว่า เพื่อให้เหลือพื้นที่สำหรับใส่เสื้ออีกชั้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

5. ไม่ได้คิดแค่ต้องการจะผลิตสินค้า แต่ตั้งคำถามว่าทุกอย่างที่ผลิตออกมามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

Fjallraven ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ต้น ในการประชุมประจำปีที่รวมตัวแทนจำหน่ายจำหน่ายจากทั่วโลก ใน 5 วัน มีหนึ่งวันที่พูดเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) อย่างเดียวเท่านั้น เพราะนอกจากโปรดักต์ที่ดี แบรนด์มองไปไกลถึงผลกระทบในการผลิต หรือแม้กระทั่งเมื่อลูกค้าเลิกใช้งานแล้ว มากกว่าการเลือกเดินทางง่าย 

ผ้า G1000 ชื่อดังของแบรนด์ก่อนหน้าที่เคยทำจากเส้นใยคอตตอนกับโพลีเอสเตอร์ผสมกัน ซึ่งรีไซเคิลได้ยาก ก็น่าสนใจที่เปลี่ยนมาใช้คอตตอนออร์แกนิกและโพลีเอสเตอร์แบบที่รีไซเคิลได้แทนการย้อมผ้า โดยปกติต้องทอผ้าเป็นชิ้นแล้วถึงเอาไปย้อมสี เขาก็เปลี่ยนมาย้อมเส้นด้าย ซึ่งลดการใช้น้ำในกระบวนการย้อมได้จำนวนมหาศาล 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

แบรนด์ยังเลือกลงทุนกับ Research & Development เพื่อทำเสื้อกันฝนที่ไม่ก่อสารฟลูออโรคาร์บอนในกระบวนการผลิต และเคยตัดสินใจเลิกขายแวกซ์เพิ่มประสิทธิภาพในการกันน้ำชั่วคราวตอนคนทำคนเดิมเสียชีวิต เพราะยังหาวิธีที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติอย่างที่ต้องการไม่ได้

6. พนักงานทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจว่า แบรนด์คืออะไร และไม่ใช่อะไร

พนักงานของ Fjallraven มีอุดมคติคล้ายๆ กัน ชอบชีวิตข้างนอกเหมือนๆ กัน ยิ่งเป็นที่สำนักงานใหญ่ในเมือง Örnsköldsvik ประเทศสวีเดนที่มีบรรยากาศเอื้อให้คนออกมาใช้ชีวิต และสวัสดิการวันหยุดที่ให้คนวางแผนไปเที่ยวได้นานเป็นเดือน

ปรัชญาของบริษัทนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกอย่างแสดงอยู่ในกระบวนการผลิต สินค้าทุกชิ้น และการบริการของพนักงานทุกคน เขาแบ่งออกเป็น 2 ข้อใหญ่ๆ 

ข้อแรกคือ We are ข้อสองคือ We are not

“เราคือแบรนด์ร่วมสมัยและทนทาน เราไม่ตามกระแส

“เราเป็นตัวแทนของเส้นทางที่ไม่ต้องเร็วที่สุด ไม่ต้องยากที่สุด แต่ทุกคนเลือกเอง 

“เราใช้ชีวิตกับธรรมชาติ และไม่คิดจะเอาชนะ

“เราเป็นแบรนด์ของทุกคน ไม่แบ่งแยก

“เราถ่อมตัว และไม่ได้รู้ทุกเรื่อง

“เราทำจริง ไม่ได้แค่พูด

“เราเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน

“เรายั่งยืน ไม่ฉาบฉวย

“เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม”

7. ไม่เพียงคิดค้นเสื้อผ้าอุปกรณ์ แต่จัดกิจกรรมเดินป่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ออกมาอยู่กับธรรมชาติจริงๆ

 กิจกรรมเดินป่า Fjallraven Classic จัดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 2005 ด้วยความตั้งใจอยากให้การเดินป่าเป็นมากกว่ากิจกรรม แต่กลายเป็นวัฒนธรรมและส่วนหนึ่งของชีวิต เริ่มจากมีผู้เข้าร่วมแค่ 100 คนไปตามเส้นทางเดินป่า Kungsleden ในสวีเดนที่มีระยะทาง 110 กิโลเมตร และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แบรนด์ประกาศให้ขยายกิจกรรมนี้ไปอีก 7 ที่ทั่วโลก ได้แก่ เดนมาร์ก เยอรมนี สกอตแลนด์ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน และเกาหลี

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

หรือแม้แต่กิจกรรม Fjallraven Polar ทริปสุนัขลากเลื่อนระยะทาง 330 กิโลเมตร ก็จัดขึ้นมาเพราะอยากให้คนเข้าใจถึงวิถีชีวิตสแกนดิเนเวีย สอนวิธีการใช้ชีวิตในภูมิอากาศติดลบ นอนอย่างไร ดูแลสุนัขอย่างไร แบ่งปันเคล็ดลับ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้รู้ว่าเราก็สามารถมีความสุขในความหนาวขนาดนี้ได้

วันนี้ Fjallraven Classic ที่สวีเดนมีผู้เข้าร่วมราวๆ 3,000 คน ด้วยระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร แม้จะไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 10 คน สุดท้ายจะเหลือแค่ตัวเองคนเดียว เพราะความเร็วของการเดินของแต่ละคนไม่เท่ากัน เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเปิด ทำให้เจอคนหลากหลาย ต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ คุณอาจจะเดินสวนกับเด็กอายุ 5 ขวบ เจอคนพาสุนัขไปเดินเล่น ผ่านคนอายุ 60 – 70 ปีที่เคยมาแล้วเมื่อ 40 ปีก่อน หรือครอบครัวแม่ลูกอ่อนที่พาลูกอายุ 1 ขวบมาเดินด้วยกัน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตลอดการเดินนั้นไม่มีขยะรายทางเลยสักชิ้น

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

มันกลายเป็นวัฒนธรรมที่มากกว่างานอดิเรก เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนเมืองได้ไปเห็นธรรมชาติ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในธรรมชาติ ให้เกียรติธรรมชาติและเพื่อนร่วมทางรอบข้างไม่ว่าจะต่างเผ่าพันธุ์ ต่างสถาน

นั่นเป็นเหตุผลให้ทุกๆ ปี ปั้นและ Thailand Outdoor Shop ในฐานะตัวแทนจำหน่ายประจำประเทศไทยและอดีตผู้ร่วมกิจกรรมนี้หลายต่อหลายครั้ง เปิดรับสมัครเพื่อนร่วมทางไปร่วมกิจกรรมนี้ที่สวีเดน 20 – 30 คน ใครสนใจต้องส่งเรซูเม่มาแนะนำตัวแบบละเอียด ว่าเป็นใคร ทำงานอะไร ทำไมถึงอยากไป มีโรคประจำตัวไหม ออกกำลังกายได้หรือเปล่า มีความอดทนแค่ไหน กินยากหรือไม่ แล้วค่อยนัดมานั่งคุยว่าเคมีตรงกันหรือเปล่า ใครที่ไม่เคยเดินป่ามาก่อนก็ต้องเตรียมสุขภาพร่างกาย ซ้อมออกกำลังกาย ลองไปเดินป่า และสุดท้ายเพื่อนร่วมทริปก็กลายเป็นเพื่อนตลอดไป เหมือนที่มีคนพูดไว้ว่า ธรรมชาติจะช่วยคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือลูกค้าก็ตาม

8. บอกวิธีการดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด เพราะอยากให้สินค้าอยู่กับลูกค้าไปนานๆ

‘Outdoor equipment and memories that last for generations.’

อุปกรณ์เอาต์ดอร์และความทรงจำที่จะคงอยู่จากรุ่นสู่รุ่น คือคำสัญญาที่แบรนด์ตั้งใจทำให้สำเร็จ จึงต้องมั่นใจว่าสินค้าที่ผลิตออกมามีคุณภาพดี คงทน และสามารถใช้ไปได้นานๆ แต่อายุของเสื้อผ้าและอุปกรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของผู้ใช้งานด้วย 

Fjallraven บอกขั้นตอนดูแลหลังการซื้ออย่างละเอียด ประกอบไปด้วยการดูแล การซ่อม และการจัดเก็บ ซึ่งสินค้าแต่ละประเภทก็มีวิธีการไม่เหมือนกัน และที่สำคัญ สินค้าทุกชิ้นรับซ่อมตลอดอายุการใช้งาน

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

9. กางเกงเดินป่าของคนเดินป่า โดยคนเดินป่า เพื่อคนเดินป่า

หลายคนรู้จักแบรนด์นี้จากกระเป๋า Kanken ซึ่งคิดค้นขึ้นใน ค.ศ. 1974 ตอนที่ประเทศสวีเดนมีข่าวนักเรียนปวดหลังจากการสะพายกระเป๋านักเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นกระเป๋าสะพายข้าง Nordin เลยตั้งใจออกแบบกระเป๋าให้เด็กใช้งานง่ายและเล่นได้สะดวก ออกมาเป็นกระเป๋ารูปทรงสี่เหลี่ยม ตัดเย็บด้วยผ้าไนลอนที่ทั้งบางเบาและทนทาน จนกลายเป็นกระเป๋าที่ใช้กันหลากหลายในปัจจุบัน

จริงๆ แล้ว สินค้าอีกชิ้นที่โด่งดังมากเช่นกันคือกางเกงเดินป่าที่หลายคนยกย่องให้เป็นมือวางอันดับหนึ่ง และ ณ ปัจจุบันมีอยู่ร่วม 100 รุ่น ทุกรุ่นออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริงๆ เช่น กางเกงรุ่นดังอย่าง Keb ชื่อตั้งตามภูเขาที่สุดสุดในสวีเดน Kabenekaise การตัดเย็บผ้าและรอยโค้งเว้าทุกส่วนผ่านกระบวนคิดมาแล้วว่า คนเดินป่าจะใส่กางเกงตัวนี้ไปทำอะไรบ้าง อย่างเวลาเก็บเต็นท์ต้องคุกเข่า วัสดุบริเวณเข่าจึงต้องแข็งแรงพิเศษ หรือถ้าสังเกตดีๆ กางเกงของแบรนด์นี้จะโค้ง ไม่ตรงเหมือนกางเกงทั่วไป เพราะคนเดินป่าต้องก้าวเดินตลอด ตำแหน่งไหนที่เวลาลุกนั่งรู้สึกติดขัด ต้องคอยดึงกางเกงขึ้นลง ก็เปลี่ยนวัสดุให้เป็นผ้ายืด 

แม้แต่กระเป๋ากางเกง 2 ข้างก็ไม่เหมือนกัน ข้างหนึ่งยาวกว่าเพราะมีไว้ใส่แผนที่ แถมยังมีที่เหน็บขวาน เหน็บมีด ซึ่งเป็นอุปกรณ์จำเป็นในการเดินป่าอีกด้วย

10. ให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัสดุ

เดิมทีแบรนด์ใช้อะลูมิเนียมในการทำเฟรมกระเป๋า ซึ่งในกระบวนการผลิตทำให้เกิดสารฟลูออโรคาร์บอน ส่งผลให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดลง ก่อนจะเปลี่ยนวัสดุมาใช้เฟรมไม้ที่เป็นสินค้าส่งออกของประเทศสวีเดน

ส่วนขนแกะที่นำมาใช้ผลิตเสื้อผ้าก็มีโครงการ Testable Wool คอยรับรองว่าขนแกะที่ใช้ต้องมาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐาน เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ Mosing Free ตามปกติแกะจะมีขนรอบๆ ก้น ถ้าฟาร์มไม่สะอาดจะมีแมลงวันไปไข่ ฟาร์มส่วนใหญ่แก้ปัญหาโดยการขลิบหนังรอบก้นออก จะได้ไม่มีขนขึ้น แต่ Fjallraven เลือกฟาร์มที่สะอาดมากจนไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการนี้ 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

สำหรับขนห่านก็เช่นกัน แบรนด์มีโครงการ Down Promise ต้องมั่นใจว่าขนที่ได้นั้นมาจากห่านที่มีชีวิตอย่างอิสระ ตายอย่างไร้ความเจ็บปวด และจะเลือกฟาร์มห่านคุณภาพในอุตสาหกรรมเนื้อ เพราะไม่ยอมให้ห่านตัวไหนตายเพราะแค่ต้องการเอาขน 

11. ลองใส่เสื้อผ้าทุกชิ้นก่อนขายให้ลูกค้า

ปั้นและทีมใช้วิธีเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง ลองใส่เสื้อผ้าและใช้อุปกรณ์ทุกชิ้นที่ขายก่อน รุ่นนี้เหมาะกับสถานที่แบบไหน ไม่เหมาะกับแบบไหน ก่อนลูกค้าจะซื้อต้องถามก่อนว่าจะไปที่ไหน ที่ที่จะไปมีสภาพอากาศเป็นยังไง ไปนานเท่าไหร่ คาดว่าจะเจอฝนไหม ถ้าเสื้อผ้าที่เขาสนใจไม่เหมาะกับที่ที่จะไป ก็เลือกไม่ขายให้ ดีกว่าเขาซื้อไปแล้วไม่ได้ใช้งาน เพราะมันไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเขา

12. จัดงานประชุมกลางป่าให้พนักงานและตัวแทนจำหน่ายเข้าใจวิถีและวิธีคิดของแบรนด์มากขึ้น 

12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ
12 เรื่องของแบรนด์ Outdoor ที่เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

ประชุมใหญ่ประจำปีของแบรนด์นี้ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเหมือน Press Conference บริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์เลยแม้แต่น้อย ส่วนใหญ่จะเป็นในป่า ในรีสอร์ตสวยๆ บางทีนัดไปประชุมที่โรงนาซึ่งอยู่ห่างออกไปเป็นกิโลเมตร และทุกคนต้องเดิน ห้ามนั่งรถ 

Fjallraven จัดประชุมปีละ 2 ครั้ง หน้าหนาวจัดที่สวีเดน หน้าร้อนที่เยอรมัน วันดีคืนดีชวนไปปั่นจักรยานหลายสิบกิโลเมตร หรือให้เตรียมอุปกรณ์ออกไปคุยนอกสถานที่ท่ามกลางอากาศ -10 องศาเซลเซียส คุยเสร็จแจ้งว่าคืนนี้นอนที่นั่นเลย

วิธีนี้ทำให้ทุกคนดื่มด่ำกับธรรมชาติ เข้าใจ และมีส่วนร่วมกับมัน พนักงานจึงเป็นคนเอาต์ดอร์แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งย้อนกลับไปตอบโจทย์ที่ Ake Nordin ตั้งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ สร้างแรงบันดาลใจให้คนออกไปใช้ชีวิตกับธรรมชาติ

เหมือนในบทความสั้นของ Martin Axelhed ซีอีโอของแบรนด์ในหนังสือ Fjallraven Brand Book หลังจากพูดเรื่องเทรนด์การย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบต่อจิตใจและสุขภาพ และเป้าหมายที่แบรนด์อยากไปให้ถึงในอนาคต มา 5 ย่อหน้า เขาลงท้ายว่า ‘See you out there!’

ถ้าอย่างนั้น เราขอจบบทความนี้ด้วยถ้อยคำนั้นเลยแล้วกัน

See you out there!

Writer

พิมพ์อร นทกุล

บัญชีบัณฑิตที่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

ธนดิษ​ ศรียานงค์

ช่างภาพที่หลงรักรอยยิ้มเขินอายจากลูกชายของเขา

Big Brand

เรื่องราวน่ารู้เบื้องหลังแบรนด์ดังที่รัก

ยาอมแก้ไอสมุนไพรลูกกลม เม็ดเล็ก รสชาติแรกลองเฝื่อนหน่อย ๆ อมไปแล้วหวานนิด ๆ ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเมื่อเห็นตะขาบเลื้อยอยู่บนซอง

ตราตะขาบ 5 ตัวอยู่คู่คนไทยมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกวันนี้มียอดขายหลายร้อยล้านบาท ส่งออกไปยังอาเซียนและหลากหลายประเทศ โดยยังคงโลโก้ตะขาบขนาบข้างในซองดังเดิม มีสรรพคุณแก้ไอได้ชะงักงัน เป็นดั่งฮีโร่ยาสมุนไพรไทยคู่บ้านที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่นมาตลอด ความท้าทายใหม่ของแบรนด์ในยุคนี้ คือทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่สนใจแบรนด์สินค้าจากสมุนไพรไทย ไม่มองว่าเชย ตกยุค แต่เก๋าจนอยากรู้จัก จำสรรพคุณของตะขาบ 5 ตัวได้แบบไม่กลัวความขม

ถ้าเคยตัดสินยาอมแก้ไอจากรูปลักษณ์ วันนี้ขอชวนมาทำความรู้จักตะขาบ 5 ตัวให้ลึกลงอีกสักหน่อย จากวันแรกที่ผู้ก่อตั้งรุ่นหนึ่งแบกกระเป๋าเดินขายยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ จนถึงวันนี้ที่คลิปหนังโฆษณาเกิดไวรัล คนดูหลายล้านวิว ฮีโร่คนเดิมคนนี้เข้าไปนั่งในใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร

The Cloud ชวนมาพูดคุยกับ คุณอรมณส์ แก่นศักดิ์ศิริ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และ คุณไพบูลย์ สิมะวรา ผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ ของบริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เผยให้เห็นเรื่องราวกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวในทุกวันนี้

1. ชายลึกลับบนซองตะขาบ 5 ตัว คือ จุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้ปรุงยาสมุนไพรเป็นงานพาร์ตไทม์จนได้ดี

ย้อนกลับไปในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม ผู้เคยเป็นเด็กช่วยปรุงยาในร้านหมอจีน ได้ย้ายถิ่นฐานจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำสวน เลี้ยงเป็ดไก่ไปเพื่อยังชีพ พอเริ่มมีเงินทุนจึงนำไปเปิดร้านขายของชำในตลาด

ราว พ.ศ. 2478 จึงย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ย่านตลาดเก่า เยาวราช เขายังคงรับจ้างแบกหามในตอนกลางวันและปรุงยาตอนกลางคืน แต่ด้วยความรู้ติดตัวด้านยาสมุนไพร เป็นอย่างดี พอมีเวลาว่างจากงานจึงริเริ่มคิดสูตรยาสมุนไพรและทดลองปรุงยาอื่น ๆ อีกหลากหลายชนิดตามแบบฉบับของตนเอง เพื่อใช้กันเองในหมู่ญาติและคนใกล้ชิด ยาแก้ไอเป็นยาที่คนละแวกนั้นเริ่มชอบมากสุด จึงเริ่มนำไปฝากขายตามร้านยาภายใต้ชื่อ ‘ยาอมแก้ไอซิมเทียนฮ้อ’

หากเป็นสมัยนี้คงเรียกงานปรุงยาของนายจุ้ยไซว่างานพาร์ตไทม์ ใช้วิธีทำเป็นงานเสริมปั้นแบรนด์ไปเรื่อย ๆ สลับกับงานประจำเพื่อหาเลี้ยงชีพ

2. หิ้วกระเป๋าขายยาตามร้านกว่า 20 ปี จนเกิด Word of Mouth ชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวติดหูลูกค้า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นายจุ้ยไซพาครอบครัวอพยพหนีสงครามไปอยู่ที่อำเภอพระประแดงชั่วคราว ครั้งนั้นเจอน้ำท่วมใหญ่ สังเกตเห็นตะขาบหนีน้ำมาเกาะตามฝาบ้าน เห็นสัตว์มีพิษแล้วนึกถึงความเชื่อของศาสตร์การรักษาอาการป่วยแบบจีนสมัยโบราณที่เชื่อว่าพิษล้างพิษ ตะขาบถือเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์มีพิษจึงมีสรรพคุณช่วยล้างพิษได้

นายจุ้ยไซจึงเกิดไอเดียนำตะขาบมาทำเป็นเครื่องหมายการค้า ส่วนเลข 5 คือเลขมงคลของชาวจีน หากสังเกตชื่อแบรนด์สินค้าที่คุ้นหูในอดีต จะพบว่าหลายแบรนด์นิยมนำเลข 5 มาตั้งชื่อ ไม่ว่าจะเป็น 5 เจดีย์ หรือ 5 มังกร รวมทั้งครอบครัวของนายจุ้ยไซยังมีลูกถึง 10 คน แบ่งเป็นผู้ชาย 5 คน ผู้หญิง 5 คน เลข 5 จึงเป็นเลขที่ทั้งมีความมงคลและผูกพัน เกิดเป็นชื่อแบรนด์ตะขาบ 5 ตัว พร้อมซองยาที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปตะขาบขนาบทั้งสองข้างและรูปนายจุ้ยไซอยู่ตรงกลาง

ด้วยความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อและเชื่อมั่นในสรรพคุณยาของตนเอง เขายังคงหิ้วกระเป๋าเดินทางไปฝากขายตามร้านขายยาต่าง ๆ เป็นเวลา 20 กว่าปีจนสินค้าเริ่มติดหู ลูกค้าจดจำได้ ลูกค้าบอกปากต่อปากจนสามารถขยายกิจการ เช่าตึกแถวเปิดร้านขายยาซิมเทียนฮ้อที่ศาลเจ้าแซ่ซิ้ม ตากสิน ซ.8 ฝั่งธนบุรี ใน พ.ศ. 2496 ทั้งขายยาสำเร็จรูป จัดยาสมุนไพร และตรวจผู้ป่วย

3. ตะขาบ 5 ตัวไม่ได้ขายแค่ยาแก้ไอ แต่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศด้วยเพื่อความหลากหลาย

จากร้านขายยาเติบโตเป็นบริษัทผลิตยาอย่างเดียวแบบเต็มตัว ในยุคของทายาทรุ่นสองภายใต้ชื่อ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ในเวลาต่อมา โดยสร้างโรงงานใหม่ที่เขตบางขุนเทียนนี้ สามารถพัฒนากระบวนการผลิตยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการนำเครื่องจักรที่ทันสมัยมาใช้ร่วมกับแรงงานคน และเพิ่มบุคลากรที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพื่อร่วมทำการวิจัยกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานและทันสมัยเรื่อยมา

น้อยคนจะรู้ว่านอกจากยาอมแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัวแล้ว บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด ยังมีบริษัทในเครือคือ บริษัท ห้าตะขาบ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าสินค้ายาจากต่างประเทศหลากหลายชนิด อย่างแผ่นแปะพริก ปอราส แคพซิคัม พลาสเตอร์ แผ่นแปะบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ยาน้ำมันสมุนไพร ยู่ยี่ออยล์ที่มีประวัติกว่า 150 ปีในมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยคัดเลือกยาที่เป็นที่ยอมรับในท้องถิ่น มีประวัติขึ้นชื่ออย่างยาวนานในประเทศนั้น ๆ เหมือนยาแก้ไอตะขาบ 5 ตัว เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าและเพิ่มความหลากหลายของสินค้า รวบรวมของดีให้คนไทยได้ใช้ โดยไม่ทอดทิ้งเอกลักษณ์ดั้งเดิมของตราตะขาบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงข้อต่อเพื่อที่จะมารับช่วงของทายาทรุ่นสองและรุ่นสามของตระกูลที่ทำงานร่วมกันเพื่อขยับขยายกิจการ

7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก
7 เรื่อง ‘ตราตะขาบ 5 ตัว’ ยาแก้ไอสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่แบรนด์คนรุ่นใหม่ระดับโลก

4. ยาสมุนไพรไทยลุคบ้าน ๆ ที่พร้อมคิดค้นสูตรใหม่ให้อมง่าย และปรับแพ็กเกจให้เข้ากับยุคสมัย

คนรุ่นพ่อรุ่นแม่จดจำตะขาบ 5 ตัวเป็นยาอมแก้ไอสมุนไพรที่แก้เจ็บคอได้อย่างชะงักงัน ด้านรสชาตินั้นว่ากันว่า แรก ๆ มันขม แต่อมไปมันจะหวาน โดยความหวานมาจากสมุนไพรล้วน ไม่ใส่น้ำตาล เด็ดขาดแต่ละมุนละม่อม ทำให้ชุ่มคอ เมื่อดื่มน้ำหรือชาร้อนตาม ความชุ่มคอนั้นจะยิ่งทวีคูณ

สิ่งที่ตะขาบ 5 ตัวอยากบอกคือ อย่าตัดสินกันที่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะแม้จะเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นยาสมุนไพรไทย แต่อมแล้วหายได้จริง พิสูจน์แล้วทั้งจากการบอกต่อกันปากต่อปากมาเป็นเวลากว่า 80 ปี และผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก สวทช. พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 99.99 เปอร์เซ็นต์ภายใน 5 นาที ข้อดีของสมุนไพรไทย คือ ไม่ดื้อยา อมได้บ่อยตามต้องการ ต่างจากยาสมัยใหม่ที่อาจมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย

นอกจากรสสมุนไพรแบบดั้งเดิมแล้ว แบรนด์ยังพัฒนาสูตรยาอมให้หลากหลาย เคลือบรสมิ้นท์ บ๊วย ตะไคร้ เพื่อตอบโจทย์คนที่กลัวความขม และยังพัฒนาจากบรรจุภัณฑ์แบบซองดั้งเดิม เพิ่มแบบตลับและสเปรย์แก้ไอเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาของลูกค้า สำหรับคนที่ชอบภาพลักษณ์ทันสมัย การพกตลับยาอมแก้ไอจะสะดวกกว่า ส่วนคนที่ไม่อยากอมยานาน ไม่อยากอมสมุนไพรแล้วลิ้นดำ แบบสเปรย์ก็เข้ามาตอบโจทย์เป็นทางเลือกใหม่ที่ละลายเสมหะ ทำให้ชุ่มคอได้เหมือนกัน

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

5. บทสนทนาระหว่าง 2 เจเนอเรชันที่อยากให้คนรุ่นใหม่เปิดใจให้ตะขาบในหนังโฆษณาฝีมือ ต่อ ธนญชัย

ด้วยเป็นยาอมสมุนไพรแผนโบราณที่โด่งดังมานานร่วมศตวรรษ ความท้าทายของตราตะขาบ 5 ตัว คือ ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่อยากเปิดใจลอง เพราะแบรนด์มั่นใจว่าถ้ารู้จักแล้วจะรัก ลองแล้วชอบในประสิทธิภาพแน่นอน

ความตั้งใจของแบรนด์ คือสื่อสารภาพลักษณ์ให้มีความคลาสสิกแต่เท่ เป็นแบรนด์จากภูมิปัญญาไทยที่ถูกใจคนรุ่นใหม่แต่ก็ไม่ทิ้งลูกค้าเก่า หนังโฆษณาล่าสุดของตะขาบโดย ต่อ-ธนญชัย ศรศรีวิชัย แห่งฟีโนมีนา เล่าเรื่องการคุยกันของพ่อกับลูก เปรียบสมุนไพรไทยเป็นญาติผู้ใหญ่ที่อบอุ่น เป็นมิตร แก้ปัญหาเก่ง สอดแทรกมุกโดนใจวัยรุ่น ให้ปรับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูล้าสมัยให้เป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย เล่าเรื่องความแตกต่างระหว่างเจเนอเรชันผ่านการสอดแทรกภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่าและการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่ที่แม้แตกต่างกัน แต่ด้วยความรักก็ทำให้เข้าใจกันได้

หากแบรนด์ตะขาบ 5 ตัวที่อายุกว่า 80 ปีเป็นคน คงเป็นแด๊ดดี้สายวินเทจที่ไม่เคยเชยตามกาลเวลา ยังแต่งตัวด้วยชุดเดิมแต่พร้อมเล่นโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook และ TikTok เป็นตะขาบที่พร้อมปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปเร็ว ใช้ทั้งสื่อออนไลน์และออฟไลน์ ปรับตามไลฟ์สไตล์ลูกค้าเสมอ พร้อมก้าวเข้าหาคนรุ่นใหม่ โดยยังคงความเป็นตัวเองไปด้วย

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

6. ตะขาบไม่ทิ้งลาย Takabb x Greyhound x SAPPE เพิ่มสินค้าที่เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ 

ความเป็นผู้ใหญ่ที่ทันยุคสมัยของตะขาบ 5 ตัว คือการพร้อมสร้างสรรค์สิ่งใหม่กับแบรนด์รุ่นใหม่อยู่เสมอโดยไม่ละทิ้งความเป็นตัวเอง ตราตะขาบเคยคิดอยากทำแบรนด์ให้โมเดิร์นขึ้น มินิมอลขึ้นตามกระแส แต่พบว่าหากขาดภาพตะขาบและอากงไป ก็จะขาดตัวตนของแบรนด์ที่เป็นภาพจำของยาสมุนไพรคู่คนไทยไป จึงยังคงโลโก้เดิม แล้วหาทางทำให้ภาพลักษณ์ของตะขาบเป็นแบรนด์ที่วัยรุ่นอยากรู้จักและอยู่ในไลฟ์สไตล์ให้ได้

เพราะเป็นแด๊ดดี้ก็เก๋าได้ ‘ตะขาบ’ ร่วมกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยอายุ 40 ปีอย่าง Greyhound ที่มีประสบการณ์ในการทำสินค้าไลฟ์สไตล์มากมาย และมีจุดเด่นในการคิดนอกกรอบและทดลองสิ่งใหม่ ๆ สร้างสรรค์ลายวินเทจอย่างตะขาบ 5 ตัวให้เป็นลายคลาสสิกสุดเท่บนสินค้าของที่ระลึกอย่างเสื้อผ้าและกระเป๋า สร้างความผูกพันและติดตากับลายตะขาบในชีวิตประจำวัน

กลางปีที่ผ่านมา Takabb ยังร่วมกับ SAPPE แบรนด์เครื่องดื่มทางเลือกสุขภาพของคนรุ่นใหม่ เช่น บิวตี้ดริงก์ที่เน้นฟังก์ชันสุขภาพหลากหลาย ปรับตามเทรนด์ไลฟ์สไตลรักสุขภาพของคนรุ่นใหม่ ออกสินค้าเครื่องดื่มสมุนไพรไทย Functional Herbal Drink แบบช็อต สำหรับเสริมความมั่นใจในการใช้เสียง ดึงจุดเด่นของสมุนไพรไทยให้เด่นขึ้น เพิ่มทางเลือกให้คนเจเนอเรชั่น Y และ Z ที่พร้อมอยากลองของใหม่

เรื่องราวของยาแก้ไอตราตะขาบ 5 ตัว แบรนด์คู่คนไทยกว่าศตวรรษ ที่พร้อมปรับตัวให้เก๋า โดนใจคนรุ่นใหม่

7. แบรนด์ตะขาบไทยอยากเติบโตไปไกลทั่วโลก มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและไม่หยุดพัฒนา

ความตั้งใจของตะขาบ 5 ตัว ไปอยากเติบโตเป็นแบรนด์ระดับโลก อยากนำตราตะขาบสินค้าภูมิปัญญาไทยให้คนต่างชาติได้รู้จัก

ตราตะขาบเริ่มส่งออกไปยังหลากหลายประเทศ เริ่มจากฮ่องกงเป็นที่แรกใน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่สมัยที่ไม่มียาแผนโบราณออกจำหน่ายมากนัก เมื่อเริ่มขยายไปยังประเทศที่มีอิทธิพลอย่างสิงคโปร์ได้แล้ว ก็ขยายต่อไปยังอินโดนีเซีย มาเลเซีย จนขยายครอบคลุมในแถบอาเซียน ทั้งบรูไน กัมพูชา ลาว พม่า พร้อมมีแผนขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ทั้งรัสเซียและแถบอินเดียอีกในอนาคต

สมัยก่อนภาพลักษณ์ยาสมุนไพรไทยที่ Made in Thailand ยังคล้ายสินค้าจากจีนอยู่ เมื่อสะสมการสร้างชื่อมาอย่างยาวนาน พิสูจน์สรรพคุณได้จริงทำให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในต่างประเทศ โดยทุกครั้งที่แบรนด์ตีตลาดใหม่ จะต้องศึกษาวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น คนรัสเซียไม่ชอบความหวาน ประเทศมุสลิมมีข้อกำหนดด้านฮาลาล เป็นต้น

ความท้าทายของการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการไม่หยุดพัฒนาสินค้าและระบบการทำงาน คงตำราสมุนไพรดั้งเดิมแต่ก็ไม่ Out พร้อมสร้างความแปลกใหม่ให้เข้าถึงง่ายอยู่เสมอ

Writer

รตา มนตรีวัต

อดีตสาวอักษรผู้โตมาในร้านขายหวายอายุ 100 กว่าปีย่านเมืองเก่า เป็นคนสดใสเหมือนดอกทานตะวัน สะสมแรงบันดาลใจไว้ในบล็อคชื่อ My Sunflower Thought ขับรถสีแดงชื่อ Cherry Tomato ระหว่างวันทำงานในโลกธุรกิจ เวลาว่างซาบซึ้งในศิลปะ

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load