The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตในเมือง กินดื่มอาหารจากตู้แช่ในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยแทบไม่รู้ที่มาที่ไปของวัตถุดิบที่เลือกซื้อเลย ว่ามันผ่านขั้นตอนใดบ้างก่อนจะมาวางอยู่บนชั้นสินค้า เป็นชีวิตแสนสะดวกสบายที่ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เราจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ธรรมชาติกำลังประสบกับภัยคุกคามอะไรบ้าง 

จากท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา มาสู่จานบนโต๊ะอาหาร รู้ไหมว่าปลา 1 ตัวที่เรากิน ถูกจับมาด้วยวิธีการใด ครั้งหนึ่งท้องทะเลไทยเคยอยู่ในขั้นวิกฤติปลาหมดทะเล เพราะชาวประมงใช้อวนตาถี่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่แทบทุกชนิด เน้นเอาปริมาณ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการทำลายล้างทรัพยากรทางทะเลที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย

Fisherfolk

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณลงใต้ไปจังหวัดสตูล เพื่อสนทนากับพี่ตุ๊ก–เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย ผู้ทำงานฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทย ร่วมกับชุมชนและชาวประมงในพื้นที่ ตั้งแต่โครงการสร้างบ้านปลาและโครงการธนาคารปู มาจนถึงโครงการล่าสุดที่กำลังผลักดันและเริ่มเห็นผลเป็นรูปเป็นร่าง

นั่นคือ ร้านคนจับปลา หรือ Fisherfolk ธุรกิจอาหารทะเลเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กับการทำประมงพื้นบ้านที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 14 Life Below Water บริหารจัดการและปกป้องระบบนิเวศทางทะเล รวมถึงควบคุมกรจับปลา และยุติการทำประมงเกินขนาด การทำประมงผิดกฏหมาย และลงมือปฏิบัติฟื้นฟูเพื่อบรรลุมหาสมุทรที่อุดมสมบูรณ์

ประมงพื้นบ้าน หรือประมงชายฝั่ง คือการประมงเพื่อยังชีพ ก่อให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่น เป็นประมงขนาดเล็กที่ใช้เรือเล็ก และเครื่องมือแบบพื้นบ้าน ซึ่งจับสัตว์น้ำเป็นชนิดๆ ไป ไม่ได้กว้านจับทุกอย่างใต้น้ำแบบอวนตาถี่

‘คนจับปลา’ ชื่อง่ายๆ ที่ประทับอยู่บนแพ็กเกจอาหารทะเลแช่แข็ง ที่ดูเผินๆ ก็เหมือนกับสินค้าประเภทเดียวกันที่วางขายทั่วไป แต่ความเป็นมาและเรื่องเล่าที่ซุกซ่อนอยู่ในสินค้าแต่ละแพ็กนั้น อัดแน่นยิ่งกว่าเนื้อปลาเน้นๆ เสียอีก

เพราะอาหารทะเลยี่ห้อนี้ คือธุรกิจเพื่อสังคมที่มีชาวประมงเป็นเจ้าของ และมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นลูกน้อง ที่พร้อมส่งมอบอาหารทะเลที่การันตีมาตรฐานความสด สะอาด ปลอดภัย ในราคารับซื้อจากชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นเครือข่ายอย่างเป็นธรรม พร้อมกับการคืนกลับไปอนุรักษ์ท้องทะเลอันเป็นแหล่งหากิน

ซึ่งนอกจากการส่งมอบอาหารทะเลคุณภาพเยี่ยมให้กับผู้บริโภคแล้ว พวกเขายังทำให้คนกินอาหารทะเลในเมืองอย่างพวกเรา ได้รับรู้และเข้าใจเรื่องราวของธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น เพราะปลาทุกตัวของพวกเขา สามารถสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ต่อทั้งผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

01

ชาวประมง ‘กองปราบปลา’

จุดเริ่มต้นของร้านคนจับปลา เกิดขึ้นที่หมู่บ้านคั่นกระได จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ย้อนไปเมื่อสิบกว่าปี ทะเลหน้าบ้านของชาวบ้านคั่นกระไดอยู่ในภาวะวิกฤต ไม่มีสัตว์น้ำให้ชาวประมงในพื้นที่จับหากินเหมือนก่อน ที่เป็นเช่นนี้เพราะชาวประมงใช้อวนตาถี่กวาดจับสัตว์น้ำน้อยใหญ่แทบทุกชนิด เน้นเอาปริมาณ หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการทำลายล้างทรัพยากรทางทะเลที่มีค่าไปอย่างน่าเสียดาย

เมื่อชาวประมงไม่อาจหาปลาหน้าบ้านของตัวเองได้ พวกเขาก็เริ่มออกเรือไปจับปลาไกลขึ้น ไม่ว่าจะเข้าไปหากินในพื้นที่ใดก็ล้วนแต่ทำลายทรัพยากรให้ร่อยหรอ จนชาวประมงหมู่บ้านคั่นกระไดได้รับสมญานามว่าเป็น ‘กองปราบปลา’ เกิดการปะทะขัดแย้งกับเจ้าของน่านน้ำอื่น จนต้องล่าถอยกลับคืนสู่บ้านที่ท้องทะเลเสื่อมโทรมอย่างหนัก ไม่สามารถยึดอาชีพหาสัตว์น้ำเป็นหลักต่อไปได้

ตุ๊ก–เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย

ในเวลานั้น พี่ตุ๊ก-เสาวลักษณ์ ประทุมทอง ตัวแทนสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้เข้าไปทำงานด้านอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลที่หมู่บ้านแห่งนี้ เธอพูดคุยให้ชาวบ้านเข้าใจปัญหาและชักชวนให้ไปดูงานในพื้นที่นำร่อง จุดประกายให้ชาวบ้านร่วมมือกันฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทะเลหน้าบ้านให้กลับคืนมา

“เราเริ่มต้นทดลองฟื้นฟูตั้งแต่ปี 2550 ด้วยการทิ้งซั้ง หรือการสร้างบ้านปลาโดยนำทางมะพร้าวและใบไผ่มาใช้ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วทิ้งไว้ในทะเล เพื่อให้สัตว์น้ำได้อาศัยและเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนให้เติบโต ถัดจากนั้นไม่ถึง 6 เดือนก็เริ่มเห็นผลว่ามีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นจริง ชาวบ้านก็ตื่นเต้นและเริ่มเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์มากขึ้น ต่อมาจึงเกิดธนาคารปูที่เห็นผลจริงเช่นกัน จากนั้นชาวบ้านก็ดูแลทะเลกันเรื่อยมา”

เมื่อฟื้นฟูทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ขึ้นได้ ชาวบ้านจึงเริ่มตระหนักในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ตนฟูมฟักมาด้วยน้ำพักน้ำแรง และร่วมกันวางกฎเกณฑ์ในการจับสัตว์น้ำ ด้วยการเลิกใช้อวนตาถี่ที่เคยทำลายล้างทรัพยากร รวมไปถึงสัตว์น้ำวัยอ่อน ควบคู่กับการวางมาตรการสำหรับคนนอกพื้นที่ที่จะเข้ามาหากินในเขตของตน นับแต่นั้นมา ชาวบ้านคั่นกระไดก็ไม่ต้องออกไปหากินไกลเกินหน้าบ้านตัวเองอีกเลย

02

ถึงมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ แต่กลับเลี้ยงชีพไม่ได้

แม้ความสำเร็จในแง่ของการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาปากท้องของชาวประมงหมู่บ้านคั่นกระไดได้ 

ถึงจับปลาได้มากขึ้นแค่ไหน แต่ปัญหาราคารับซื้อสัตว์ทะเลที่ไม่เป็นธรรมจากแพปลาที่ผูกขาดการซื้อขายในพื้นที่ยังคงอยู่เช่นเดิม

“ชาวประมงไม่สามารถเป็นผู้กำหนดราคาเองได้ เพราะมีระบบเดิมที่ราคาขึ้นอยู่กับเถ้าแก่ของแพรับซื้อให้ ตอนนั้นปลาทูเยอะ เขารับซื้อกันที่ 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาในตลาดอยู่ที่ 80 – 120 บาทต่อกิโลกรัม เราคิดว่าช่องว่างราคาตรงนี้เยอะเกินไป ชาวประมงบอกว่าถ้าเขาจัดการเรื่องนี้ต่อจากการอนุรักษ์ได้ก็จะครบวงจร ความเป็นอยู่ของเขาจะดีขึ้นได้จริง”

Fisherfolk

ในขณะที่ระบบพ่อค้าคนกลางที่ค้าขายแบบผูกขาด ส่งผลให้อาหารทะเลมีราคาสูงขึ้น แต่คุณภาพและความปลอดภัยของสินค้ากลับไม่ได้สูงไปตามราคา ผู้บริโภคปลายทางไม่มีหลักประกันว่าจะได้รับอาหารทะเลสดใหม่ ไร้สารปนเปื้อน

สมาคมรักษ์ทะเลไทยและสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้าน แห่งประเทศไทย จึงร่วมกันขบคิดหาทางออกที่จะแก้ปัญหาทั้งสองด้านนี้ให้ได้ ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชาวประมงขายสัตว์น้ำได้ในราคาที่เป็นธรรม ส่วนผู้บริโภคก็ได้รับอาหารทะเลที่สะอาดปลอดภัย เป็นคำถามที่สุดท้ายตอบโจทย์ได้ว่า ต้องตั้งร้านค้าที่มีกติกาพิเศษกว่าใครขึ้นมาเอง 

“สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่เรื่องขายของ ต้องโยงกลับไปให้เห็นถึงความยั่งยืนของทรัพยากรด้วย การซื้อขายอยู่บนพื้นฐานของความยั่งยืน ชาวประมงได้รับราคาที่เป็นธรรม และคนเมืองได้กินอาหารทะเลที่สด ปลอดภัย เวลากินก็นึกถึงที่มาของอาหารทะเล รู้ว่าชาวประมงช่วยดูแลทะเลอย่างไร มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรทะเลอย่างไร ร้านคนจับปลาตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้” 

พี่ตุ๊กเกริ่นถึงเจตนารมณ์ที่ NGO คิดก้าวกระโดดมาทำการค้าเพื่อประโยชน์ของชาวบ้าน

ร้านคนจับปลาจึงเกิดขึ้นในปี 2557 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นที่แรก โดยพี่ตุ๊กอาสารับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านควบคู่ไปกับงานพัฒนา

04

สารพันมรสุมที่เรือเล็กต้องฟันฝ่า

ปัจจุบันร้านคนจับปลามีหน้าร้าน 4 พื้นที่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง และมีศูนย์กลางกระจายสินค้าในกรุงเทพฯ ที่ย้ายมาอยู่แถวลาดพร้าว แต่หากตัดภาพมาถึงรายละเอียดในระหว่างเส้นทาง 5 ปีของร้านคนจับปลา เรือเล็กลำนี้ต้องผ่านมรสุมหลายลูก  

พี่ตุ๊กเล่าถึงการล้มลุกคลุกคลานในการสร้างธุรกิจร่วมไปกับชาวบ้านให้ฟัง เริ่มจากประเด็นที่คิดว่าเธอน่าจะกลัวที่สุดคือ การตั้งราคา เพราะเวลานั้นทุกคนไม่มีความรู้แม้กระทั่งการคิดราคาต้นทุน โชคดีที่มีพี่เลี้ยงจากวงการธุรกิจเข้ามาช่วยเหลือ โดยมีองค์การอ็อกแฟมเป็นตัวกลางในการหาโค้ชและพี่เลี้ยงที่เชี่ยวชาญมาแนะนำดูแล

“เราไม่เคยทำธุรกิจ เลยไม่รู้ว่าการคิดต้นทุน กำไร คิดอย่างไร คิดไม่เป็น ตั้งราคาไม่ถูก เราไม่กล้าบวกทุกอย่างเข้าไปในตัวปลา เรากลัวว่าราคาจะแพง เราไม่กล้าขายของแพงเพราะรู้สึกว่ามันผิด คนยากจนจะกินได้ยังไง มีคำถามมากมายประดังเข้ามา จนได้เข้ามาเทรนด์กับโค้ชและเมนเทอร์ด้านธุรกิจ เขาบอกว่าเราเป็นธุรกิจเพื่อสังคมนะ ตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าธุรกิจเพื่อสังคมคืออะไร

“เราต้องเรียนรู้ใหม่ จนสุดท้ายคุยกันจนตกผลึกว่า สินค้าร้านคนจับปลาเป็นสินค้าพรีเมียม เราจัดการอย่างดี เราควรขายราคาระดับนี้ที่เทียบกับห้างสรรพสินค้าหรือตลาด อ.ต.ก. ดูแล้วว่าไม่ต่างกัน”

เมื่อชัดเจนว่าต้องเข้าบุกตลาดพรีเมียมจึงต้องคัดสินค้าคุณภาพเยี่ยม ควบคู่ไปกับการตอบแทนราคาที่สมน้ำสมเนื้อให้กับชาวประมง รากลึกความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการทำงานด้านพัฒนาที่อยู่กันอย่างพ่อแม่พี่น้อง นักพัฒนาที่ต้องรับหน้าที่เป็นผู้จัดการร้านขายปลาจึงกลายเป็นปัญหาที่นำไปสู่ภาระใหญ่ในทางธุรกิจอย่างไม่ตั้งใจ

Fisherfolk
Fisherfolk

“ช่วงแรกเมื่อมีการส่งสินค้ามาแล้วสินค้าไม่ดี เราก็ไม่ตีกลับ เพราะไม่กล้าทำอะไรแบบนั้น จึงต้องแบกรับภาระเอาไว้ แต่หลังๆ ไม่ไหว นานไปมันกลายเป็นภาระที่หนักมาก จึงแก้ปัญหาด้วยการเขียนมาตรฐานและทำการตรวจสอบคุณภาพ เลือกแต่ตัวที่ได้คุณภาพเท่านั้น โดยมีเจ้าหน้าที่ที่ใจแข็งกว่าพี่เป็นคนดูแลตั้งแต่ต้นทาง” พี่ตุ๊กเล่าพลางหัวเราะ

“ส่วนราคารับซื้อ ในช่วงแรกเราให้มากกว่าแพปลาปกติถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจารย์ที่เป็นพี่เลี้ยงบอกว่าสูงมากเกินไป ต่อไปพี่ตุ๊กไปไม่ไหวแน่ เราก็ต้องถอยกลับมาอยู่ที่ 5 – 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ชนิดสินค้า”

การขายอาหารทะเลให้กับลูกค้าในเมืองมีความแตกต่างจากการขายในพื้นที่ โดยเฉพาะปริมาณสินค้าต่อแพ็ก การที่ไปขายในเลมอนฟาร์มจึงได้เรียนรู้ว่า คนกรุงเทพฯ ไม่ได้ซื้อกุ้ง ซื้อปลากันครั้งละเป็นกิโลกรัม

“เมื่อก่อนเราขายปลาแพ็กละ 1 กิโลกรัม กุ้ง 1 กิโลกรัม ซึ่งไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง คนกรุงเทพฯ เขาซื้อปลาทูกัน 2 ตัว กุ้ง 1 กิโลกรัม 1,000 บาทเยอะไปสำหรับเขา พอเราได้มาขายกับเลมอนฟาร์มที่เชี่ยวชาญตลาดในกรุงเทพฯ เขาขอให้แพ็กแต่ละอย่างไม่เกิน 3 ขีด เราก็พยายามปรับสินค้าทุกอย่างให้เป็นไปตามวิถีชีวิตคนเมือง”

Fisherfolk

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาจิปาถะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดจ้างในพื้นที่ การทำระบบบัญชี แต่ที่แต่ยากและซับซ้อนที่สุดน่าจะเป็นโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมาก่อน 

“เราพยายามทำให้ร้านคนจับปลาไม่ใช่ร้านของคนใดคนหนึ่ง เป็นร้านขององค์กรชาวบ้าน โดยมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องกระบวนการ ส่วนร้านในแต่ละพื้นที่เป็นร้านย่อย ไม่ใช่สาขา ร้านเหล่านั้นต้องมีเอกภาพในการบริหารตัวเอง แต่เชื่อมต่อกันด้วยระบบธุรกิจภายใต้หลักการเดียวกัน แม้กรุงเทพฯ จะเป็นศูนย์กลาง ตรงนี้จึงยากกว่าธุรกิจเพื่อสังคมทั่วไปที่มีเจ้าของคนเดียว แต่ถึงตอนนี้เราอยู่ในกระบวนการยื่นจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแล้ว”

05

GREEN – CLEAN – FAIR คือหัวใจของคนจับปลา

เมื่อมีความชัดเจนในหลักการควบคู่กับการเรียนรู้และดำเนินธุรกิจ ร้านคนหาปลาจึงชูคอนเซปต์ด้วย 3 คำจำง่าย แต่มีความหมายครอบคลุมชัดเจน นั่นคือ GREEN-CLEAN-FAIR

เริ่มต้นจาก GREEN คือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยชาวประมงที่จะขายของให้กับร้านคนจับปลาต้องลงหุ้นเป็นสมาชิก และพวกเขาต้องทำตามกติกา นั่นคือ จับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย ไม่ทำลายทะเล สัตว์น้ำวัยอ่อน และสิ่งแวดล้อม นับเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลไปในตัว

CLEAN คือการเน้นเรื่องความสะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมี ที่ผู้บริโภคไว้วางใจได้ เพราะร้านคนจับปลาวางแผนและออกแบบกระบวนการผลิตให้สั้นที่สุด เพื่อคงคุณภาพความสดใหม่ของอาหารทะเลไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งพี่ตุ๊กเล่ากระบวนการสำคัญตรงนี้ให้ฟัง ตั้งแต่ชาวประมงออกหาปลา จนส่งตรงมาถึงผู้บริโภค อย่างเป็นขั้นตอน

เริ่มจากชาวประมงออกทะเลแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือออกเรือเพียงระยะข้ามคืน เพราะเป็นเรือเล็กที่ใช้เครื่องมือทำประมงที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ นำน้ำแข็งลงเรือเพื่อแช่รักษาความสดใหม่ได้ทันที

ชาวประมง
  • เมื่อเข้าฝั่ง ชาวประมงนำสัตว์น้ำที่จับได้มาส่งที่ร้านคนจับปลาของพื้นที่ตัวเอง เพื่อคัดเลือกตามมาตรฐาน ก่อนส่งให้ทีมเตรียมอาหารซึ่งส่วนมากเป็นผู้หญิง ได้ทำความสะอาด และตัดแต่งให้เรียบร้อย โดยปราศจากสารเคมีปนเปื้อนทุกขั้นตอน
Fisherfolk
  • จากนั้นจัดเก็บอาหารทะเลแบบสุญญากาศและแช่แข็งทันที โดยใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพและความสด
Fisherfolk

  • ร้านคนจับปลาในพื้นที่แบ่งปลาไว้ขายที่หน้าร้านตัวเอง พร้อมกับเตรียมสินค้าสำหรับรอรับออร์เดอร์จากส่วนกลาง เพื่อจัดส่งเข้าร้านคนจับปลาที่เป็นศูนย์กลางในกรุงเทพฯ
  • ปัจจุบันมีรถขนส่งแบบห้องเย็นไปรับสินค้าถึงหน้าร้านทั้ง 4 จังหวัด และจัดส่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อนำสินค้ามาไว้ที่ร้านศูนย์กลาง
  • ร้านศูนย์กลางในกรุงเทพฯ จัดส่งสินค้าสู่เลมอนฟาร์มด้วยรถขนส่งแบบห้องเย็น และขายสินค้าผ่านไลน์แอดพร้อมส่งให้แก่คนเมือง หรือบางครั้งจะมีออร์เดอร์สินค้าสดส่งให้แก่ร้านอาหารที่สั่งซื้อพิเศษ

ส่วนหัวใจสำคัญสุดท้ายคือ FAIR หรือการสร้างความเป็นธรรมตลอดเส้นทางของอาหารทะเล ร้านคนจับปลาเป็นเจ้าของโดยสมาชิกชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นผู้ถือหุ้นของร้าน โดยรับซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมงที่เป็นสมาชิกในราคาสูงกว่าแพปลาทั่วไป 5 – 20 เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ชนิดของสัตว์น้ำ 

นอกจากนี้ รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งจะแบ่งปันไปใช้ในกิจกรรมอนุรักษ์ฟื้นฟูทะเล ดังนั้น ผู้บริโภคที่อุดหนุนสินค้าจึงมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาท้องทะเลไปกับสมาชิกชาวประมงในเครือข่ายของร้านด้วย

06

มาตรฐานอาหารทะเลที่ไม่หวง และอยากให้ชาวประมงทุกคนได้ใช้

หากถึงตรงนี้แล้วสงสัยว่าร้านคนจับปลามีมาตรฐานในขั้นตอนการผลิตสินค้าอย่างไร พี่ตุ๊กจึงเล่าถึงมาตรฐาน Blue Brand Standard หรือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำชาวประมงพื้นบ้าน ให้ฟัง แนวคิดการสร้างมาตรฐานเกิดขึ้นก่อนร้านคนจับปลาเสียอีก แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็เมื่อมีร้านได้สักพักแล้ว โดยสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทยและกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านได้ช่วยกันสร้างกระบวนการรับรองมาตรฐานสินค้าที่มีกลไกตรวจสอบชัดเจน 

มาตรฐานนี้ไม่เพียงเป็นตราสัญลักษณ์ที่การันตีอาหารทะเลสด สะอาด สำหรับผู้บริโภคเท่านั้น หากยังเป็นการรับประกันถึงความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหมายถึงความมั่นคงทางอาหารที่จะดำรงอยู่ถึงคนรุ่นต่อไปด้วย

“เราไม่ได้สร้างมาตรฐานนี้เพื่อร้านของเราเท่านั้น แต่เป็นงานพัฒนาที่เราอยากให้ชาวประมงพื้นบ้านคนอื่นมาใช้ด้วย” พี่ตุ๊กเล่าว่า การสร้าง Blue Brand Standard ให้เป็นรูปธรรม นับเป็นงานพัฒนาที่มุ่งส่งเสริมให้เป็นเครื่องมือของชาวประมงพื้นบ้านในการผลิตอาหารทะเลที่ปลอดภัย ซึ่งผ่านกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบเป็นเวลาหลายปี

“มาตรฐานนี้เขียนโดยใช้หลักสากล และมี FairAgora ที่เชี่ยวชาญด้านการเขียนมาตรฐานมาดูแลให้ เราใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ลงรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้านหลายพื้นที่ จากนั้นนำมาปรับเป็นภาษามาตรฐาน แล้วนำกลับไปคุยกับชาวบ้านใหม่ ดูว่าตรงไหนใช้ได้หรือไม่ได้ ขัดกับวิถีของเขาไหม จากนั้นก็นำมาปรับกันอีกรอบ ก่อนที่จะเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและองค์กรภาครัฐมาช่วยดู จากนั้นเปิดรับฟังความคิดเห็นรอบสุดท้าย ก่อนประกาศใช้”

ด้วยความตั้งใจที่อยากผลักดันมาตรฐานนี้ให้ใช้กันทั่วไป พี่ตุ๊กเล่าว่าได้นำไปเสนอต่อกรมประมงมาสักระยะแล้ว และเมื่อไม่นานนี้ได้รับการตอบรับ และมีการจัดสัมมนาร่วมกันเพื่อหาแนวทางในการไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อไปในอนาคต

“เราลงทุนกับการสร้างมาตรฐานนี้ไปเยอะและคิดว่าเป็นประโยชน์ เพราะเป็นกระบวนการที่ดูแลตั้งแต่ในเรือจนถึงเชลฟ์สินค้า ไม่จำเป็นต้องเป็นชาวประมงของร้านคนจับปลาก็ใช้ได้ สมมติลุงแดงอยากทำอาหารทะเลปลอดภัย ใช้ชื่อแบรนด์ลุงแดงเองได้ โดยใช้มาตรฐานนี้รับรอง เรามีเช็กลิสต์ให้ มีการจัดสอบใบอนุญาตสำหรับผู้ตรวจมาตรฐาน มีการจัดอบรมทั้งตัวชาวประมงและคนทำงานในร้าน งานนี้ถือเป็นงานพัฒนาที่อยากส่งเสริมให้เป็นเครื่องมือของชาวประมงพื้นบ้านเพื่อการผลิตอาหารปลอดภัย เพราะรู้สึกว่ามาตรฐานนี้จะยั่งยืนกว่าร้านคนจับปลา”

07

อยากให้เรื่องราวประมงพื้นบ้านอยู่ในใจคนเมือง

ที่ผ่านมา ผู้บริโภคในเมืองใหญ่อาจไม่ได้รับรู้เรื่องราวของชาวประมงผ่านข่าวการเรียกร้อง ม็อบ หรือการประท้วงต่างๆ ที่ฟังผ่านไป ไม่ได้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปมากนัก ถึงตรงนี้ร้านคนจับปลาจึงอยากเป็นตัวแทนในการสื่อสารด้วยวิธีสมัยใหม่ โดยมีปลาเป็นสื่อกลางในการบอกเล่าเรื่องราวประมงพื้นบ้านให้ออกสู่สังคมในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อไป

 “เมื่อก่อนเราอาจเข้ามาม็อบบ้าง เรียกร้องในกรุงเทพฯ บ้าง แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เราก็อยากจะสื่อสารให้คนกินเข้าใจ เพราะผู้บริโภคมีส่วนอย่างมากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตลาด และคนในกรุงเทพฯ มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมใหญ่ เรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ การที่จะให้เขาเข้าใจเรื่องประมงพื้นบ้าน มีทางเดียวคือ ต้องได้คุยกับเขา ซึ่งเราใช้ปลาเป็นสื่อ ให้คน 2 กลุ่มได้มาเจอกัน” 

เมื่อคนจับปลาและคนกินปลาได้ทำความรู้จักกัน เธอเชื่อว่าจะเกิดความผูกพันมากกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภคทั่วไป

ชาวประมง

 “เมื่อเขารู้จักและเข้าใจกันแล้ว เชื่อว่าชาวประมงจะนึกถึงและตระหนักถึงคนกินมากขึ้น เหมือนกับว่าเขากำลังทำอาหารดีๆ ให้เพื่อน พี่น้องที่รู้จักได้กิน สำหรับคนกิน แม้ราคาสูงไปนิด แต่เขารู้ที่มาของปลาตัวนี้ว่าใครเป็นคนจับ มีความลำบากยังไง เขาดูแลสิ่งนี้เพื่อเรายังไง และเงินที่ได้จะย้อนกลับไปหาใครบ้าง อยากให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า การซื้อปลาจากเราเป็นทั้งการลงทุนเรื่องสุขภาพตัวเอง และลงทุนเรื่องสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการเกื้อกูลชาวประมง”

แล้วที่ผ่านมาเป็นอย่างที่คิดไหม เราถามเพราะได้ยินว่าพี่ตุ๊กพาชาวประมงจากจังหวัดต่างๆ มาออกร้านอยู่หลายหน เธอยิ้มแทนคำตอบ พร้อมเล่าว่าชาวประมงชอบมาขายของในงานที่กรุงเทพฯ เพราะอยากเล่าให้คนซื้อฟังว่า เขาจับปลาแต่ละตัวอย่างไร ด้วยเครื่องมือแบบไหน 

“เมื่อก่อนเขาแทบไม่พูดคุยเลย แต่ตอนนี้พูดเก่งกันทุกคน เราไปเปลี่ยนเขาเหมือนกันนะ ถึงวันนี้เขาเข้าใจ เขาก็อยากทำเอง เรื่องการอนุรักษ์ก็เหมือนกัน มันกลายเป็นวิถีชีวิตของเขาแล้ว”

08

น่านน้ำใหญ่ที่ต้องไปให้ถึง

“เราต้องเป็นทางเลือกของอาหารทะเล ต้องมีส่วนแบ่งการขายในตลาดอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์” คือเป้าหมายของการทำธุรกิจที่ผู้จัดร้านคนเก่งบอกกับเรา

“อาจจะคิดใหญ่ แต่ก็เป็นเป้าหมายที่ตั้งกันไว้แต่ต้น ช่วงนี้ก็อาจมีขยับขยายได้อีก เริ่มคุยกับห้างสรรพสินค้า และพี่ที่ทำสายส่งรถห้องเย็นที่เพิ่งเข้ามาช่วยกันก็ชวนไปเปิดตลาดหัวเมืองอย่างเชียงใหม่ อุดรฯ ขอนแก่น ที่เขาวิ่งรถอยู่แล้ว มีชวนไปถึงเวียงจันทน์ด้วยนะ เราก็หาทางไป แต่ตอนนี้ทีมเราคนน้อย” เธอเล่าด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง 

ในวันนี้ร้านคนจับปลาเข้าสู่ขวบปีที่ 5  สามารถอยู่ได้ด้วยรายได้จากการขายโดยไม่มีเงินสนับสนุนจากองค์กรใดมา 2 ปีกว่าแล้ว แต่ในทางธุรกิจบอกว่า ยังไม่อยู่ในสภาวะที่มั่นคง 

“จากที่ได้ไปพูดคุยกับพี่ๆ นักธุรกิจใหญ่ๆ เขาบอกกันว่าต้องทำสัก 8 ปี ถึงจะรู้ว่ามั่นคงไหม อยู่ได้หรือไม่ได้ พวกเมนเทอร์ที่เขามาช่วยเราก็บอกว่า ช่วงนี้เป็นจังหวะหัวเลี้ยวหัวต่อ แล้วร้านเราไม่ใหญ่ไม่เล็ก ถ้าไม่เร่งเปิดตลาดก็มีสิทธิ์จะไปต่อไม่ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาร้านแบบนี้เกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เราต้องนำหน้าเขา 1 ก้าวให้ได้ สิ่งที่จะทำให้เราก้าวนำได้คือ เรื่องมาตรฐาน Blue Brand Standard ที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ชัดเจน”

ตลอดเส้นทางการทำธุรกิจที่พิเศษไม่เหมือนใคร หลายต่อหลายครั้งที่พี่ตุ๊กได้รับคำแนะนำให้เปลี่ยนเป้าหมายแรกในการจัดตั้งร้าน นั่นคือ การลดราคาซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมง ที่วันนี้กลายเป็นต้นทุนที่หนักหนาในทางค้าขาย แต่เธอยืนยันว่า ไม่มีทางทำ

“ในทางธุรกิจ การขายสินค้าชิ้นหนึ่งควรได้กำไร 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ที่ผ่านมามีหลายคนบอกให้เราลดราคาซื้อจากชาวประมง เพราะตอนนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนอยู่ที่การรับซื้อ แต่เราไม่มีทางทำอย่างนั้น เพราะเป้าหมายของเราคืออยากให้เขาได้ราคาดี การลดราคาซื้อทำให้เสียหลักการ เสียเจตนารมณ์ เราไม่ทำ” พี่ตุ๊กย้ำหนักแน่น

“เราอยากแก้ปัญหาด้วยการทำการตลาดแทน เราเชื่อว่าถ้ามีตลาดแล้วขายได้มากขึ้น เราก็ทำกำไรได้ และเราพูดเสมอว่า เราไม่ใช่ธุรกิจปกติ เราให้ความสำคัญกับประโยชน์ของชาวประมงพื้นบ้านเป็นเป้าหมาย และยืนยันว่าเรายอมในเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน” คำตอบย้ำชัดถึงความมุ่งมั่นของเธอ

09

ผลลัพธ์ที่มากกว่ากำไร

ขณะที่ร้านคนจับปลาพัฒนาและหาช่องทางขายของตัวเองไปไม่หยุด แพปลาซึ่งเป็นแหล่งขายดั้งเดิมของชาวประมงพื้นบ้านก็หันมาปรับตัวเช่นกัน 

“เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าแพปลาเป็นสิ่งเลวร้าย เราต้องไปทะเลาะกับเขา แต่ตอนนี้ไม่ใช่ พอมีช่องทางใหม่ แพปลาเองเขาก็เริ่มปรับตัว แทนที่จะรับเหมาไปทั้งปลาเน่า เขาก็ดูแลผลผลิตมากขึ้น เขาต้องการปลาที่สดแล้วเพิ่มราคาให้ชาวประมง ปลาที่ชาวประมงจับมาได้ คัดส่วนหนึ่งขายให้เรา แล้วเขาก็ไปขายแพปลาเหมือนเดิม” พี่ตุ๊กอธิบาย

“ในแง่ของการทำงานพัฒนา ถ้าช่องทางเดิมที่ชาวบ้านเคยขายเขาให้ราคาสูงขึ้น หันมาตื่นตัวในการดูแลสินค้าให้ดีขึ้น คนหันมาสนใจอาหารทะเลปลอดภัยมากขึ้น เราก็ดีใจ เพราะคนได้ประโยชน์คือ ชาวบ้านและคนกินอาหารทะเล”

ความเป็นธุรกิจเพื่อสังคมน้องใหม่ที่น่าจับตา ร้านคนจับปลาจึงยังได้รับความสนใจในวงการธุรกิจ SME และยังคงมีคนมากมายอยากยื่นมือเข้ามาช่วยอยู่เสมอ 

“เราโชคดีมากที่มีคนหลายส่วนอยากมาช่วย เหมือนเป็นเรื่องใหม่ที่มีคนอยากพิสูจน์ไปกับเราเยอะว่าจะเป็นไปได้ไหม จะเดินต่อไปยังไง มีคนถามว่าอยากได้เงินสนับสนุนไหม เราไม่ได้อยากได้นะ เราอยากได้ตลาดมากกว่า เราเชื่อว่าถ้ามีตลาดเราจะขายของได้ เรามียอดขาย มีกำไร เราจะอยู่ได้และทำให้ร้านยั่งยืน นี่คือสิ่งที่เราหวัง”

ครอบครัวคนจับปลาใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้มีชาวบ้าน 400 ครอบครัว ซึ่งเป็นเจ้าของเรือประมงเล็กกว่า 400 ลำในน่านน้ำทะเลไทยเป็นเจ้าของร่วมในธุรกิจ ร้านค้าแห่งนี้จึงกลายเป็นความหวังและศูนย์รวมใจของชาวบ้านที่จะจับมือกันหาเลี้ยงตัวเองและดูแลทะเลต่อไป

“เรารู้สึกว่าเขามีความเป็นเจ้าของ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาเรียนรู้ไปด้วยกันกับเรา เขาอยากให้ร้านเติบโต เพราะรู้ว่านี่คือช่องทางทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และเป็นช่องทางที่ทำให้เขาดูแลทะเลได้ มาถึงวันนี้เขาตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์กันมาก และเขาก็รักร้านของเขามากเช่นกัน มาถึงวันนี้เรารู้สึกว่า ถึงร้านคนจับปลาจะไปต่อได้หรือไม่ได้ จะมีเราหรือไม่มีเราต่อไป ชาวบ้านก็ทำกันต่อไปได้แล้ว”

สำหรับพี่ตุ๊กซึ่งเป็นหนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงที่ก่อร่างร้านคนจับปลามาแต่ต้น เรียกว่าร้านคนจับปลาเป็นเหมือนกับลูกแท้ๆ ที่มีพัฒนาการที่น่าชื่นใจ

“เราทุ่มเทกับงานนี้มาก เรียกว่าทุ่มลงไปทั้งชีวิต แต่สิ่งที่เห็นคือความภูมิใจที่ร้านคนจับปลามาได้ถึงวันนี้ ซึ่งพิสูจน์ได้หลายอย่าง พิสูจน์ได้ว่าชาวประมงหรือชาวบ้านทำธุรกิจได้ NGO ก็ทำธุรกิจได้ นี่คือโมเดลใหม่ของธุรกิจเพื่อสังคมที่เราได้สร้างไว้ ตอนนี้ระบบก็เริ่มลงตัวและเริ่มเดินไปตามจังหวะของมันได้ ถ้าเป็นเด็กก็คงอยู่ในวัยที่เดินไปโรงเรียนเองได้แล้ว” เธอยิ้ม

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภารกิจของร้านคนจับปลา หรือ Fisherfolk ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ข้อที่ 14 Life Below Water ทั้งในแง่ผู้ผลิต ชาวประมงจับปลาด้วยความเข้าใจ รู้ว่าจะทำการประมงไปพร้อมกับการอนุรักษ์ท้องทะเลได้อย่างไร ในขณะเดียวกันผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองอย่างพวกเรา ก็ได้รับรู้เรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมอย่างที่เป็นมาผ่านอาหารทะเลสดใหม่ คุณภาพดี

ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ท้องทะเลอย่างชาวประมง หรือคนที่อยู่ไกลทะเลอย่างพวกเรา ทุกการกระทำต่างก็ส่งผลต่อธรรมชาติทั้งนั้น เมื่อทุกคนในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) รู้ว่าตัวเองมีความสำคัญต่อระบบนิเวศอย่างไร และพยายามใช้ชีวิตให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เมื่อนั้นท้องทะเลก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกครั้ง

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

Sustainable Development Goals

ทำความเข้าใจเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ผ่าน 17 กลุ่มผู้มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมทางสังคม

The Cloud x Sustainable Development Goals

Sustainable Development Goals หรือ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คือข้อตกลงระหว่างองค์การสหประชาชาติ (UN) กับประเทศต่างๆ ว่าจะร่วมมือสร้างโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันใน 17 เป้าหมาย

หลายปีมานี้ เราได้ยินข่าวคราวการรับบริจาคสิ่งของจากมูลนิธิกระจกเงาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ชุดนักเรียน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ได้ยินว่าเขารับได้ทุกอย่าง 

คนยุคปัจจุบันที่หันมาสนใจเรื่องการจัดบ้าน เคลียร์สิ่งของไม่ได้ใช้ในชีวิต จึงจดชื่อ ‘โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง’ ไว้ในลิสต์ เพื่อจัดส่งสิ่งของล้นความจำเป็นไปให้

คอลัมน์ Sustainable Development Goals พาคุณไปตะลุยโกดังสารพัดข้าวของบริจาคของมูลนิธิกระจกเงา และพูดคุยกับ สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการ ถึงการผลักดัน เป้าหมายพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ภายใน พ.ศ. 2573 ลดการสร้างขยะในปริมาณมากโดยวิธีการป้องกัน ลดการใช้ รีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบรรลุการบริหารจัดการที่ยั่งยืนและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

เราเชื่อว่าหลายคนคงได้ยินชื่อโครงการนี้มานานหลายสิบปีแล้ว เผลอๆ อาจเป็นหนึ่งในผู้บริจาคด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือความเจ๋งของโครงการนี้ ซึ่งสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานั้น มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดถึง 3 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

เท่ากับว่าของที่เราส่งไปบริจาคให้กับพวกเขา ทำประโยชน์ได้อีกหลายต่อ สิ่งของที่คนมองว่าเหลือใช้กลับเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งยังแฝงด้วยกำลังใจและศรัทธาอันยิ่งใหญ่ขนาดที่เจ้าของไม่ได้คาดคิด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ต่อที่สาม สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือมีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้งอาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด ผู้บริจาคบางท่านอาจคิดว่า เมื่อบริจาคให้ไป ก็คือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่จริงๆ สิ่งของที่ว่าต้องผ่านกระบวนการอีกมากมาย

แต่ละวันจะมีขยะในรูปแบบของเหลือใช้ที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ พ่วงมากับของบริจาคจำนวน 20 ถุงดำต่อวัน เพื่อสุดท้ายสิ่งของเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สูงสุดในอีกหลายทาง มูลนิธิกระจกเงาจึงได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้หรือผ้าที่นำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)

ขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา นำไปใช้ต่อได้ยากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ ก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า ซึ่งมูลนิธิกระจกเงาสามารถจัดการได้ดีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกจากประโยชน์ 3 ต่อ โครงการนี้ ยังมีกำลังใจ ความหวัง และการขับเคลื่อนสังคมในแง่มุมอื่นติดไปกับของบริจาคอีกด้วย อย่างหลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟมันก็เป็นแค่ของชิ้นหนึ่ง แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนชนบทที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กๆ นั่งเรียนได้ การศึกษาเพื่ออนาคตของชาติก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกัน ความหวังก็เกิดขึ้น

เราทุกคนมีส่วนในการขับเคลื่อนสังคมได้ ถ้าคุณมีสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก อย่าปล่อยให้ทรัพยากรเหล่านั้นไร้ค่า ส่งไปให้โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ทรัพยากรเหล่านั้นก็จะสามารถไปสู่มือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธาและกำลังใจยิ่งใหญ่ที่ไปไกลเกินกว่านั้น

01

เริ่มต้นจากชุดนักเรียนมือสอง

ช่วงสายของวันธรรมดา เราเดินมาเข้ามาในพื้นที่ 3 ไร่ของ Mirror Art ในซอยแจ้งวัฒนะ 1แยก 6 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการแบ่งปันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงของมูลนิธิกระจกเงา

เท่าที่สังเกตจากทางเข้า เราเห็นรถขนส่งสิ่งของเข้ามาไม่ขาดสาย รวมถึงผู้คนหลายสิบเดินมุ่งตรงเข้าไปในโกดังเปิดโล่งขนาดใหญ่ ด้านในนั้นมีคนเดินขวักไขว่ถือตะกร้าเดินเข้าไปในส่วนที่กั้นด้วยตาข่ายเหล็กที่แบ่งพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน

“ตรงนี้เป็นพื้นที่คัดแยกสิ่งของบริจาค และส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าสำหรับธุรกิจเพื่อสังคมของเรา” สฤษดิ์อธิบายภาพตรงหน้าที่เรากำลังสนใจ ก่อนย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการที่หลายปีมานี้ คนในสังคมให้ความสนใจกันมากขึ้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เริ่มจาก 15 ปีที่แล้ว กลุ่มศิลปวัฒนธรรมกระจกเงาเริ่มทำงานด้านปัญหาสัญชาติพี่น้องชนเผ่า และปัญหายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดเชียงราย จึงได้พบปัญหาเพิ่มเติมในด้านการขาดแคลนชุดนักเรียนของเด็กๆ ชนเผ่า พวกเขาจึงเปิดรับบริจาคชุดนักเรียนมือสองผ่านระบบ Mailing List ในสมัยนั้น และได้การตอบรับอย่างดี มีผู้บริจาคชุดนักเรียนเข้ามาจำนวนมาก

แต่นอกเหนือจากชุดนักเรียนแล้ว ผู้บริจาคได้ส่งเสื้อผ้าทั่วไป และสิ่งของอื่นๆ ติดมาด้วย ทางกลุ่มจึงคิดแบบแผนการจัดการให้เกิดประโยชน์ ด้วยการนำไปขายในหมู่บ้านในพื้นที่เหล่านั้นในราคาชิ้นละ 1 บาท เพื่อนำเงินรายได้มอบให้กับผู้นำชุมชนหรือกรรมการหมู่บ้านไปใช้พัฒนาชุมชนของตนเอง

“ถามว่าทำไมเราต้องคิดราคาหนึ่งบาท เพราะต้องการให้คนในหมู่บ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้ โดยรายได้ที่ได้ก็มอบกลับไปให้เขาเพื่อใช้พัฒนาชุมชนของตัวเอง ซึ่งในสมัยนั้นมีการพัฒนาเส้นทางหรือสร้างแนวกันไฟ แต่ไม่นานนักโครงการนี้ต้องปิดตัวลง เพราะเรายังไม่มีการบริหารจัดการและวิธีรับมือกับสิ่งของบริจาคที่มีความหลากหลายมากเสียจนทำให้ระบบที่มีอยู่พัง จึงต้องหยุดเรื่องนี้ไว้ก่อน”

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

หลังจากจัดตั้งมูลนิธิกระจกเงาและตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการทำงานในพื้นที่เชียงราย มูลนิธิฯ เริ่มเปิดรับบริจาคคอมพิวเตอร์และหนังสือ เพื่อมอบให้กับชุมชนที่ขาดแคลน ซึ่งมีผู้บริจาคจำนวนหนึ่งมอบเสื้อผ้าทั่วไปติดมาเช่นเคย จึงกลายเป็นที่มาของโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง

“มีเสื้อผ้าเข้ามาจำนวนหนึ่งจนเราต้องมานั่งขบคิดกันว่ารอบนี้ต้องออกแบบกิจกรรมจริงจัง จึงตั้งเป็นโครงการเพื่อเปิดรับเสื้อผ้าและสิ่งของทั่วไป”

ในปีที่ 2 ของโครงการ มีผู้บริจาคเข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีผู้บริจาคที่เป็นภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สิ่งของเพิ่มเป็นจำนวนมหาศาล จึงเกิดการวางเป้าหมายบริหารสิ่งของบริจาคให้ได้ประโยชน์ที่สุด

02

รับได้ทุกอย่าง

 “ตอนนี้เรารับทุกสิ่งทุกอย่าง ของที่อยู่ในบ้าน ของใช้ในชีวิตประจำวัน เรารับหมด” สฤษดิ์ยิ้มเมื่อเราถามว่าหลังจากระบบลงตัว ทางโครงการรับบริจาคอะไรบ้าง

เขาเล่าต่อว่า แต่ละปีมูลนิธิฯ จะจัดแคมเปญประชาสัมพันธ์ในชื่อเก๋เรียกความสนใจอย่าง ‘ของเก่าเราขอ’ ‘มหกรรมเคลียร์’ และ ‘แฟชั่นสัญจร’ เพื่อระดมสิ่งของบริจาคจากผู้สนใจ

ส่วนการเดินทางของสิ่งของบริจาคเข้ามา 3 ทาง คือ หนึ่ง ผู้บริจาคเดินทางมาด้วยตัวเอง สอง ผู้บริจาคขอให้นำรถออกไปรับ และสาม ผู้บริจาคส่งสิ่งของผ่านพาร์ตเนอร์ด้านระบบโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ไทย Kerry NIM Express ที่มีการร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค เช่นถ้าส่งมาที่มูลนิธิกระจกเงา มีส่วนลดค่าส่ง 50 เปอร์เซ็นต์ หรือบริการส่งฟรี 3 เดือน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

เมื่อสิ่งของบริจาคมาถึงศูนย์รับบริจาค จะมีเจ้าหน้าที่แบ่งแยกสิ่งของออกเป็นแต่ละประเภทยิบย่อย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ชุดนักเรียน ของกิฟต์ช็อป ของใช้ทั่วไป เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และวัสดุก่อสร้าง หลังจากนั้นสิ่งของที่คัดแยกแล้วจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่นำไปบริจาคและกลุ่มที่นำไประดมทุน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับบริจาคมานี้มีการบริหารจัดการเพื่อให้ได้ประโยชน์ 2 ต่อ

ต่อแรก คือ นำสิ่งของบริจาคไปส่งต่อโดยตรงแก่คนขาดแคลน ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบสาธารณภัย รวมไปถึงคนในค่ายอพยพ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเริ่มแรกของโครงการ

ต่อที่สอง คือ คัดสิ่งของที่ไม่เหมาะกับการบริจาคมาเปิดขายระดมทุน เพื่อนำรายได้สนับสนุนโครงการทั้งหมดของมูลนิธิกระจกเงา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลคนหาย โครงการอาสามาเยี่ยม โครงการผู้ป่วยข้างถนน โครงการโรงพยาบาลมีสุข โครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“ของที่เรานำไปส่งต่อโดยตรงเราจะจัดไว้เลยคือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนทุกอย่าง สื่อการเรียนการสอนทุกชนิด อาจมีเสื้อผ้าทั่วไปบ้าง ซึ่งเราจะจัดให้โรงเรียน ศูนย์ในชุมชน วัด หรือแม้กระทั่งองค์กรพัฒนาชุมชนในพื้นที่ แม้แต่หน่วยงานกู้ภัย ซึ่งน้ำท่วมขอนแก่นครั้งนี้ เราก็เอาของลงไปช่วยได้ทันที” สฤษดิ์อธิบายถึงเส้นทางของการจัดการสิ่งของบริจาค ที่ต้องคัดสรรให้ตรงกับความต้องการของผู้รับ

“ผู้รับมีสิทธิ์เลือกหนังสือหรือเสื้อผ้า สำหรับชุดนักเรียน เรากำลังพัฒนาถึงการแบ่งตามไซส์หรือโรงเรียนต้องการไซส์แบบนี้ ถ้ามีเราก็ส่งให้ เพื่อให้ได้ประโยชน์โดยตรง ไม่ต้องเอาของไปกอง เพราะของที่กองนั้นอาจสร้างประโยชน์หรือเป็นโอกาสของคนอื่นได้

“ระยะหลังเราส่งเฟอร์นิเจอร์ไปตามโรงเรียนเยอะมาก จนบางทีแปลกใจว่าไม่มีการจัดสรรงบประมาณด้านนี้ให้โรงเรียนหรือ การส่งของชิ้นใหญ่นับเป็นเรื่องหนักเอาการเหมือนกัน เพราะมีค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและการใช้กำลังคนเยอะ แต่เรายินดีที่จะทำให้ เพราะเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ช่วยจัดห้องเรียน หรือแม้แต่ห้องสมุดพร้อมใช้ให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนและประสบภัยพิบัติได้เยอะทีเดียว”

ต่อมาเมื่อเอ่ยถึงประเด็นการขายระดมทุน หลายคนคงสงสัยว่าทำไมต้องนำสิ่งของบริจาคมาขาย สฤษดิ์เข้าใจความรู้สึกและความกังวลของผู้บริจาคหลายคนเช่นกัน และเขาให้เหตุผลว่า

 “สิ่งของบริจาคบางรายการไม่เหมาะกับการบริจาค และเป็นสิ่งของที่คุณภาพค่อนข้างดี เช่นเสื้อผ้าหรือกระเป๋าบางอย่าง เราจึงนำมาเปิดระดมทุนในราคาถูก เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนเพื่อนในแต่ละโครงการของมูลนิธิฯ ที่ทำงานร่วมกัน เพราะการเขียนขอทุนมีปัจจัยต่างหลายอย่างที่อาจทำให้งานล่าช้า เราต้องการความเร็วและความเป็นเอกภาพในการทำงาน”

03

เส้นทางการระดมทุน

การระดมทุนในที่นี้ไม่ใช่การนำไปขายทอดตลาดเพื่อหวังกำไรสูงสุดอย่างธุรกิจทั่วไป หากเป็นการจัดการในลักษณะของธุรกิจเพื่อสังคม โดยขายสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นหลักในราคาเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของราคาจริง เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมาเลือกซื้อเป็นสินค้ามือสอง และนำไปขายสร้างเป็นอาชีพเลี้ยงตัวเองต่อไป

“เราเปิดกว้างให้คนมาซื้อโดยไม่มีการผูกขาด หรือสร้างเงื่อนไขให้คนมีกำลังซื้อเยอะมารับของไปทั้งหมด เพราะเราต้องการกระจายให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรได้ ระยะแรกเหมือนจะมีการแย่งชิงกัน ต่อมาจึงพัฒนาเป็นระบบโควตา แต่ละวันคุณต้องมาลงทะเบียนซื้อเพื่อของได้หกตะกร้า คัดเลือกตามที่พอใจแล้วนำมาคิดเงิน ที่เหลือคนอื่นก็จะได้เลือกไป”

สฤษดิ์พาเราเดินดูห้องต่างๆ ในโกดังเก็บสิ่งของบริจาคที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากห้องแยกประเภทสิ่งของบริจาค ไปสู่ห้องคัดแยกเสื้อผ้าซึ่งเป็นของบริจาคหลักของที่นี่

ในห้องเล็กๆ ที่กั้นด้วยผืนพลาสติกใสหน้าประตูคล้ายโรงงาน มีอาสาสมัคร 5 – 6 คนคัดแยกประเภทเสื้อผ้าใส่ลังพลาสติกอย่างขยันขันแข็ง ต่อมาลังเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แยกชัดเจนว่าเป็นเสื้อผ้าสำหรับนำไปส่งต่อ หรือเสื้อผ้าที่จะนำไปเป็นสินค้าต่อไป 

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 9.30 – 12.00 น. จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งเข้ามาเลือกซื้อเสื้อผ้าในพื้นที่ขาย ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่ แบ่งสัดส่วนสินค้าอย่างชัดเจน เสื้อผ้าจะแบ่งตามราคา 10 – 20 – 30 บาท ทุกคนถือตะกร้าเข้าไปรื้อไปเลือกได้ตามใจ

ที่น่าทึ่งสำหรับเราคือ เสื้อผ้าเหล่านี้เปลี่ยนใหม่วันต่อวัน!

หลังเที่ยงวันเสื้อผ้าทั้งหมดจะถูกเก็บใส่กระสอบและขายเหมาในราคา 70 บาท เพราะนับเป็นสินค้าเหลือจากการเลือก ในวันต่อไปเสื้อผ้าล็อตใหม่ที่คัดสรรเรียบร้อยและเก็บไว้เป็นสต็อกแล้ว จะนำมาลงขายให้ผู้ซื้อมาเลือกกันได้ใหม่

“เป็นเสน่ห์ทางธุรกิจที่เรานำมาปรับใช้ ให้คนซื้อรู้สึกว่าได้ของใหม่ตลอดเวลา” สฤษดิ์ว่าอย่างนั้น

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

นอกเหนือจากกองเสื้อผ้าราคาย่อมเยาแล้วอีกด้านหนึ่งนั้นเป็นส่วนของร้านแบ่งปัน ที่คัดเสื้อผ้าคุณภาพระดับมีแบรนด์มาแขวนขายในราคาตัวละ 100 บาท รวมถึงสินค้าคุณภาพดีชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า กระเป๋าเดินทาง สินค้าสำหรับเด็ก

เราถามถึงประเด็นที่อาจมีคนกังวลว่า สินค้าเหล่านี้อาจไม่ได้กระจายไปถึงคนที่ลำบากจริงๆ หากมีผู้ขายเจ้าใหญ่แอบมาซื้อไปด้วย

“จริงๆ เป็นระบบที่อาจพึ่งพากันนิดหน่อยในวงการธุรกิจของมือสอง อาจต้องมี Supplier มาเป็นตัววิ่งบ้าง แล้วก็มีรายเล็กมาวิ่ง ถึงจะเกิดตลาดที่สมบูรณ์ได้” เขาอธิบายให้เข้าใจ

“ถ้าเราไปเจาะว่าให้แต่คนยากจนและลำบาก อาจทำให้ตลาดของเขาหดตัว เพราะพวกเขามีเงื่อนไขนิดหน่อยตรงที่เงินไม่เยอะ เวลาต้องเอาเงินมาซื้อของทำให้เงินจม ดังนั้นก็จะมีรายใหญ่หน่อยมาช่วยอีกที และพึ่งพากันในระบบนิเวศถึงจะไปต่อได้ แต่เราก็โฟกัสและมีการควบคุมอยู่”

04

ธุรกิจเพื่อคนจน

เมื่อดำเนินงานมาได้สักระยะ ทีมงานโครงการได้พบว่าคู่ค้าที่เข้ามาซื้อของเป็นประจำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทำอาชีพเป็นแม่ค้าขายของมือสองตามตลาดนัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล คนกลุ่มนี้มีปัญหาด้านความเป็นอยู่อื่นๆ ติดมาด้วย เช่นการมีหนี้สินจากการกู้นอกระบบ หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ดังนั้นการสร้างอาชีพที่มั่นคงให้พวกเขาจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง ทีมงานจึงมีการต่อยอดพัฒนา ‘ธุรกิจเพื่อคนจน’ โดยใช้ระบบสมาชิก

“เราจัดเป็นระบบสมาชิก โดยมีการสะสมยอดการซื้อ หรือถ้ามีคนที่ไม่ขายเลยแต่อยากลองดู เราก็เริ่มต้นโดยให้ของฟรีไปก่อน พอเขาตั้งต้นได้ก็กลับมาหา มาเป็นสมาชิกและซื้อของกับเราต่อไป ตอนนี้เรามีสมาชิกประมาณหนึ่งพันคนแล้ว ในแต่ละวันก็มีคนที่มาซื้อของกับเราประมาณสองร้อยคน”

ข้อได้เปรียบที่สมาชิกจะได้มากกว่าขาจรทั่วไปคือ ได้รับเงินปันผลที่จ่ายปีละ 2 ครั้ง พร้อมการดูแลเยียวยาปัญหาชีวิตจากมูลนิธิฯ โดยตรง

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

“สิ่งที่สมาชิกจะได้รับนอกจากการซื้อของได้ในราคาถูกมากเพื่อนำไปสร้างอาชีพให้ตัวเองได้ คือ หนึ่ง เขาจะได้รับการช่วยเหลือในกรณีที่ยากจนจริงๆ เช่น หากลูกเขาเจ็บป่วย พ่อแม่ไม่สบาย มีผู้ป่วยติดเตียง เราก็มีทรัพยากรบางอย่างที่ดูแลเขาได้ สองคือ ในทุกปีเราจะมีปันผลให้สองครั้ง ในหนึ่งปีคุณซื้อของเป็นยอดรวมเท่าไหร่ คุณมาเบิกคืนได้ห้าเปอร์เซ็นต์ เป็นเหมือนการออมหรือเป็นโบนัสให้ตัวเอง ซึ่งเงินส่วนนี้อาจนำไปแก้ไขในสภาวะที่ติดขัดได้ 

“สุดท้ายแล้วโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลงออกแบบมาเพื่อแบ่งปันจริงๆ เราไม่ได้คิดเอาเงินปันผลห้าเปอร์เซ็นต์มาเป็นการเก็งกำไรทางการตลาด ขณะเดียวกันเราก็บริหารจัดการให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมได้ เมื่อเราอยู่ได้ก็นำเงินที่มีไปลงทุนช่วยเหลือคนได้จริง” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

05

ขยะที่แฝงตัวมา

สิ่งที่เหนือความคาดคิดของเราคือ มีขยะเยอะมากแฝงมากับสิ่งของบริจาค สิ่งของจากการบริจาค 1 ครั้ง อาจมีของใช้งานได้เพียง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นขยะเกือบทั้งหมด

“ผู้บริจาคบางท่านอาจไม่เข้าใจว่าของที่บริจาคควรดีแค่ไหน หรืออย่างไรนับเป็นขยะ และเขาอาจคิดว่าเมื่อให้มาคือสิ้นสุดกระบวนการแล้ว แต่ถ้าเห็นขั้นตอนที่เล่ามาคือมีการจัดการอีกเยอะมาก” สฤษดิ์เริ่มอธิบาย

“เมื่อโครงการใหญ่ขึ้น เราจึงต้องคิดเรื่องขยะต่อด้วย เริ่มจากเสื้อผ้า จะมีเสื้อผ้าที่ไม่สามารถใช้ได้จริง ขนาดจะเป็นผ้าขี้ริ้วยังลำบาก ซึ่งแต่ละวันจะมีของเหล่านี้พ่วงมาเสมอ เรารับมาเยอะจนคิดว่าเราเป็นภาระสังคมแล้ว เพราะเราผลิตขยะเยอะมากและจัดการไม่ได้จำนวนยี่สิบถุงดำต่อวัน ในขณะเดียวกันเราก็กำลังเป็นผู้ถูกกระทำด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

ทีมงานต้องระดมความคิดเพื่อวางมาตรการจัดการขยะอย่างจริงจังและเร่งด่วน ในที่สุดก็หาทางแก้ปัญหาเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า และแปลงเป็นรายได้ ไปพร้อมกับการจัดการให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ได้สำเร็จ

“จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรต้องมีอยู่แล้ว เราให้เทศกิจมารับขยะไปได้ แต่ก็ต้องไปเป็นภาระกับทางเทศกิจที่ไปจัดการขยะที่โรงขยะอีก เราจึงคิดจัดการตั้งแต่ที่เราเอง เราได้ประสานงานกับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญต่างๆ เริ่มจากผ้าที่ใช้งานไม่ได้ที่เป็นผ้าผสม ซึ่งนำไป Reuse ไม่ได้ จะส่งต่อให้ SCG เพื่อนำไปเป็นขยะพลังงานทางเลือก เป็น RDF (Refuse Derived Fuel)”

“ต่อมาเป็นขยะเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้ Particle หรือไม้ชานอ้อยเคลือบน้ำยา พวกนี้นำไปใช้ต่อยากมากและผุกร่อนเร็วเมื่อโดนน้ำ เราก็ส่งไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ส่วนพลาสติกทั้งหมด เราแยกเป็นชนิดและนำไปขายให้กับซาเล้งและโรงงานที่รับซื้อกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนนี้ขยะในโครงการเป็นของมีมูลค่า และเราจัดการได้ดีถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว และจะเดินทางต่อไปให้เข้าใกล้การเป็น Zero Waste ให้ได้มากที่สุด”

06

สร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันร่วมกัน 

สังคมไทยเป็นสังคมที่ชื่นชมในเรื่องของการแบ่งปันและการให้ แต่ความท้าทายยิ่งใหญ่ก็คือ วัฒนธรรมของการบริจาคที่สั่งสมมาแต่เดิม

“ส่วนใหญ่เรายังติดวัฒนธรรมที่ว่า ของที่ให้เป็นของทำบุญ ควรจะไปถึงมือผู้รับโดยตรง ดังนั้นในช่วงแรกหลังจากที่เราสื่อสารข้อเท็จจริงว่า มีการนำของบริจาคไปขายระดมทุน จึงมีคำถามมากมายจากผู้บริจาค เพราะบางทีเขาไม่ได้รับข้อความจากเราโดยตรง ซึ่งเราต้องใช้ความพยายามสื่อสารสักสองปีกว่าจะเข้าใจกัน

“ที่ผ่านมาเราพยายามสร้างวัฒนธรรมการบริจาคให้เห็นภาพร่วมกันชัดเจน โดยการเล่าเรื่องการทำงาน เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส” สฤษดิ์เล่าถึงการแก้ไขปมปัญหาที่ต้องคลี่คลายให้ชัดเจน

แต่หลังจากปลุกปั้นและดูแลโครงการนี้มาเป็นเวลา 9 ปี เขาก็ได้เห็นการเติบโตของโครงการและกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันมากขึ้น และมีโอกาสที่จะก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืนได้

“เมื่อคนเปิดรับเทรนด์ด้าน CSR มากขึ้น เขาก็อยากช่วยเหลือสังคมมากขึ้น คนเริ่มฉุกคิดถึงว่าอะไรเป็นเงื่อนไขสำคัญ ให้เราเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ เมื่อก่อนเราอาจรู้สึกว่าการจะมอบเสื้อผ้าให้คนที่ต้องการเป็นเรื่องยากมาก แต่วันนี้มันง่ายขึ้นเพราะมีเรามีวิธีการจัดการให้คุณได้

แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ
แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง โครงการส่งต่อของเหลือใช้ที่ช่วยทั้งคนและช่วยลดปริมาณขยะ

“วันนี้สิ่งของที่อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งสามารถตกไปถึงมือของคนอีกกลุ่มที่ขาดแคลนได้จริง ทรัพยากรเหล่านี้ไหลไปถึงพวกเขา หากคุณมีทรัพยากรที่ดูเหมือนไม่มีค่า จัดการไม่ได้ คิดไม่ออก คุณแค่ส่งมาให้เรา เราจัดการต่อให้คุณได้

“ที่ผ่านมาเราดึงพาร์ตเนอร์ด้านต่างๆ มาร่วมงานกับเรา สร้างคุณค่าและนวัตกรรมร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปัน ใครมีจุดแข็งด้านไหนก็มาร่วมกัน บางบริษัทมีอุปกรณ์สำนักงาน โต๊ะ เก้าอี้ เขาก็นำมาให้ เราส่งต่อให้โรงเรียนได้ หรือแม้แต่สถาบันการศึกษาส่งนักศึกษามาฝึกงาน ส่งอาสาสมัครมาร่วมทำงานกับเราได้ มันมีช่องทางให้ทำภารกิจนี้ร่วมกันได้เยอะมาก”

สำหรับรายได้จากการขายระดมทุนในแต่ละปีนับว่าเป็นไปตามเป้าหมาย เพราะมีรายได้เพียงพอสำหรับการบริหารจัดการโครงการ และช่วยเหลือเพื่อนในโครงการให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและสำเร็จได้

“แต่เรามีเงินไม่เยอะนะครับ บางทีมีการตีความว่ากระจกเงาได้เงินเยอะเป็นร้อยล้าน ไม่จริงครับ” สฤษดิ์ยืนยัน

“เรามีเงินไม่เยอะ และเราไม่เก็บเงิน เพราะเราลงหมดกับงานและโครงการ ซึ่งแต่ละงานก็เป็นการแก้ไขปัญหาระดับชาติ แต่ทั้งนี้เราได้คำนึงถึงความคุ้มทุน และบริหารให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยพยายามผลักดันให้งานไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ หลายโครงการก็ประสบความสำเร็จแล้ว”

ในอนาคตเขาอยากให้โครงการนี้พัฒนาไปถึงการจัดเป็น Warehouse ที่ดูแลทรัพยากรสำหรับผู้ขาดแคลนรวมไปถึงให้องค์กรพัฒนาสังคมต่างๆ มาเลือกนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ผมวาดความสำเร็จของโครงการไว้ในมุมของการบริหารทรัพยากร โดยนำไปวางให้ถูกจุดถูกที่ ส่งต่อให้คนที่ขาดแคลนจริงๆ ได้ใช้ทั้งหมด นั่นถือว่าเราประสบความสำเร็จแล้ว”

07

สิ่งของน้อยนิด กำลังใจมหาศาล

จากประสบการณ์ทำงานเพื่อสังคมที่ยาวนานกว่า 15 ปี สฤษดิ์รับรู้ปัญหามากมายที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย ความขาดแคลนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงไม่ใช่ภาพที่หน่วยงาน NGO สร้างขึ้นมา

จะเชื่อไหมว่า โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานีที่นับเป็นปริมณฑลของเมืองหลวง ยังมีความขาดแคลนชนิดเดียวกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ

“ผมไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะเจอสภาพโรงเรียนอย่างนี้ ป้ายโรงเรียนก็ล้มพิงกำแพงมานานแล้วแต่ไม่มีงบซ่อมแซม”สฤษดิ์เล่าด้วยสีหน้าครุ่นคิด 

“ในโรงเรียนมี ผอ. ผู้หญิงและครูผู้หญิงทั้งหมดเพียงไม่กี่คน เรานำสิ่งของที่เขาขาดไปมอบให้ พาอาสาสมัครร้อยกว่าคนไปเซ็ตอัพโรงเรียนให้ใหม่ ให้นักเรียนได้ใช้ประโยชน์ แต่สิ่งที่มากกว่านั้นคือจิตใจ คุณครูที่รู้สึกหมดกำลังใจก็มีพลัง มีแรงใจขึ้นมาทำงานที่เขาต่อสู้มาตลอดได้”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย

สุดท้ายแล้วการแบ่งปันเพียงเล็กน้อยสร้างศรัทธา กำลังใจอย่างยิ่งใหญ่ และการหมุนเวียนทรัพยากร อันเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 12 Responsible Consumption and Production ซึ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด

“นอกจากการแบ่งปันสิ่งของแล้ว มันมีกำลังใจและความหวังติดไปกับของด้วย หลอดไฟหลอดหนึ่ง ถ้าเรามองว่าเป็นหลอดไฟก็จบ แต่ถ้านำไปติดที่โรงเรียนที่แสงสว่างไม่พอ พอติดแล้วไฟสว่างพร้อมใช้งาน เด็กนั่งเรียนได้ ความหวังก็เกิดขึ้น คุณครูก็รู้สึกดี ตรงนี้ผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก”

“เพราะการให้ของคุณมันไปได้ไกลกว่าที่คิด มันไปถึงแก่น ไปสู่จิตใจของผู้รับ ไม่ได้อยู่แค่ปัจจัยทางกายที่เขาได้รับ การให้ของเราเป็นการให้โดยที่เขาไม่ต้องมากราบไหว้ เราให้ในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์พึงจะได้รับ เรามอบความปรารถนาดีและศรัทธาให้เขา เขาก็ให้ความรู้สึกดีตอบกลับมา พอภาพของคนสองฝั่งมาเจอกัน ผมว่าอย่างนี้ทุกอย่างจบ”

สำหรับสฤษดิ์ ในฐานะคนทำงานด้านสังคมมานาน นับเป็นฟันเฟืองสำคัญหนึ่งในการสร้างบรรยากาศการแบ่งปัน ที่ผลักดันเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในสังคมของเราให้เกิดขึ้น

“ผมภูมิใจที่เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ที่เอาไปต่อเป็นภาพใหญ่ และพยายามสร้างแนวคิดร่วมกับภาพนั้นให้เป็นฝันที่เกิดขึ้นจริงได้ นั่นคือ ภาพของสังคมที่มีการช่วยเหลือและแบ่งปันกันอย่างแท้จริง ซึ่งนับเป็นความสำเร็จที่สุดของโครงการและตัวผมเอง”

Writer

เชิญพร คงมา

อดีตเด็กยอดนักอ่านประจำโรงเรียน ชอบอ่านพอๆ กับชอบเขียน สนุกกับการเล่าเรื่องราวรักการเที่ยวเล่น ติดชิมของอร่อย และสนใจธรรมะ

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load