มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร้องไห้แล้วมีน้ำตา

พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมูฮัมหมัด ต่างก็น่าจะเคยร้องไห้

มิเช่นนั้นโลกเราคงไม่ถือกำเนิดศาสนา

เขาเองตกอยู่ในความเครียดมาหลายวัน จนเมื่อแบบทดสอบที่เขาหวาดหวั่น แต่ก็รวบรวมความกล้าไปเผชิญ จบลงด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้ง น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ไม่ได้ไหลทันที แต่ไหลตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว มันไหลหลังจากที่เขายิ้มสู้วันใหม่มาแล้วหลายวัน

คนเราร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร

เด็กในตัวเราถูกรังแก คนแก่ในตัวเรากลัวหมดเวลา ?

เราร้องไห้ตอนเจ็บปวด เสียใจ น้อยใจ เห็นใจ สะเทือนใจ จำพราก สูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง ถูกปฏิเสธ อับจน หมดหวัง ไร้หนทาง อ่อนแอ ท้อแท้ ถูกบีบบังคับ ถูกกักขัง ถูกกดดัน แบกความเครียด แบกภาระ แบกชะตากรรมอันหนักอึ้ง แบกความฝัน ทิ้งความฝัน รู้สึกผิด รู้สึกด้อย อับอาย ถูกยิ้มเยาะ เหมือนคนนมพลุ้ยที่ถูกบังคับให้ขึ้นเวทีประกวดเพาะกาย 

เราร้องไห้เมื่อรู้สึกสมเพชตัวเอง รังเกียจตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ ไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ที่พึ่ง โดดเดี่ยว คิดถึง โหยหา อาดูร อาวรณ์ อ้างว้าง บางครั้งเราก็ร้องไห้เพราะต้องการอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน และบางครั้งเราก็ร้องไห้เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน 

เศร้าเราก็ร้อง ปีติเราก็ร้อง ซึ้งเราก็ร้อง เวลามีคนใจดีกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้อง เวลามีคนโหดร้ายกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้องอีก ตอนเกิดมาใหม่ๆ แค่หิวนมเราก็ร้องแล้ว ขี้เสร็จไม่มีใครล้างตูดให้เราก็ร้อง ขนาดไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องร้อง เรายังสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาร้อง แล้วเอาไปฉายเป็นหนังให้คนอื่นร้องตาม

มนุษย์นี่ขี้แยจริง 

จะมีสัตว์อะไรอีกไหมที่แสดงออกอารมณ์เยอะแยะซับซ้อนขนาดนี้

หรือคำถามที่อาจจะน่าสนใจกว่า สัตว์ที่ดูภายนอกไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย จริงๆ แล้วข้างในเจ็บปวดเป็นหรือไม่

ถ้าเราเกิดมาเป็นปลา เวลาเราร้องไห้จะมีใครรู้ไหม น้ำตาเราคงกลืนไปกับน้ำ

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดข้อเดียว ปลาเป็นสัตว์ที่หน้านิ่งมาก ยิ้มก็ไม่ได้ หยีตาก็ไม่ได้ ขมวดคิ้วก็ไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องแบบหมาแบบแมวก็ไม่ได้ แล้วงี้เราจะอ่านความรู้สึกของมันได้อย่างไร

 จะว่าไป เคยมีนักวิทยาศาสตร์อยากรู้ให้ชัดๆ ไปเลยเหมือนกันว่า สัตว์อย่างปลารู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นหรือไม่ แน่นอน ถ้าเราเอาอะไรแหลมๆ ไปจิ้มมัน หรือเอามันขึ้นมาบนบก มันอาจจะดิ้นพรวดพราด หรือหายใจพะงาบๆ ซึ่งก็อาจจะสื่อถึงความทุกข์ทรมานบางอย่าง 

แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่แค่รีเฟล็กซ์ หรือการขยับของร่างกายโดยอัตโนมัติ

เพื่อจะสำรวจลึกถึงความรับรู้ในระดับ ‘จิต’ นักวิจัยทดลองเลี้ยงปลาเทราต์แล้วจับพวกมันวางยาสลบ โดยแบ่งชะตากรรมออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกระหว่างที่สลบอยู่โดนเข็มจิ้มที่ริมฝีปากแล้วฉีดพิษผึ้งเข้าไป กลุ่มที่สองโดนเข็มจิ้มที่ปากเหมือนกัน แต่คราวนี้ฉีดกรดอะซีติกหรือน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นสารกระตุ้นความเจ็บแสบแบบร้อนคัน ขณะที่พิษผึ้งน่าจะกระตุ้นความเจ็บแบบปวดระบม ต่อมากลุ่มที่สามก็โดนเข็มจิ้มแต่ฉีดแค่น้ำเกลือเซลีน ซึ่งไม่ทำให้เจ็บปวดใดๆ และสุดท้ายกลุ่มที่สี่ ไม่โดนเข็มจิ้มเลยแต่แค่ถูกจับวางยาสลบเฉยๆ

ผลปรากฏว่าเมื่อเหล่าปลาเทราต์ถูกนำไปปล่อยกลับคืนแท็งก์ตัวเองแล้วรอให้ฟื้น กลุ่มที่โดนพิษผึ้งกับน้ำส้มสายชูตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหายใจถี่ที่สูงกว่าปกติมาก ดูจากความเร็วในการกระพือเหงือกเพิ่มจาก 50 เป็น 90 ครั้งต่อนาที ในขณะที่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มสามกับสี่ก็ตื่นมาพร้อมกับอัตราหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สูงเท่ากับกลุ่มที่อยู่ภายใต้ความ ‘เจ็บปวด’ นอกจากนี้ การแสดงออกอีกอย่างก็คือไม่อยากอาหาร หลังพักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง ปลาในกลุ่มควบคุมกลับมาสนใจกินอาหารตามปกติ แต่ปลาในกลุ่มเจ็บปวดยังคงหอบ และไม่ยอมสนใจอาหารไปอีกนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ทั้งหมดนี้เป็นผลสังเกตเบื้องต้นว่า ปลามีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจพอบ่งบอกได้ว่ามันกำลังเจ็บ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ พฤติกรรมเหล่านั้นแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อปลาในกลุ่มเจ็บปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไป ซึ่งแน่นอน ในมนุษย์มอร์ฟีนออกฤทธิ์เป็นยาระงับความเจ็บปวดที่ได้ผลชะงัดนัก

พูดอีกอย่าง ถ้าปลาแค่เครียดหรือแสดงออกแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ ‘รู้สึกเจ็บ’ มอร์ฟีนก็ไม่น่าจะมีผลอะไร

อีกการทดลอง ที่พยายามจะเจาะลึก ‘จิตวิทยาปลา’ แบบละเอียดอ่อนลงไปอีก ตั้งสมมติฐานจากข้อสังเกตว่า เวลาคนเราเจ็บ เรามักจะไม่มีสมาธิสนใจอะไรนอกเหนือจากพยายามอดทนผ่านความเจ็บปวดนั้นไปให้ได้ก่อน (นึกภาพเอาขาเตียงทับไข่ แล้วพยายามอ่านหนังสือไปด้วยในเวลาเดียวกัน) เพราะฉะนั้น ถ้าปลารู้สึกเจ็บได้เช่นเดียวกับคน ความเจ็บนั้นก็น่าจะไปดึงโหลดจากสมอง ส่วนที่เอาไว้ใช้เพ่งสติของมันเช่นกัน 

ตามปกติแล้วปลาเทราต์จะไม่ชอบเข้าใกล้ของแปลกใหม่ที่เพิ่งใส่ลงไปในแท็งก์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมระแวงภัยตามธรรมชาติ นักวิจัยอาศัยพื้นฐานตรงนี้ทดลองหย่อนหอคอยเลโก้สีแดงสดลงไปในแท็งก์ของปลาที่ผ่านการฉีดน้ำส้มสายชูเข้าริมฝีปากมา แล้วเทียบพฤติกรรมตอบสนองกับปลาที่อยู่ในกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่า ปลาที่โดนน้ำส้มสายชูว่ายน้ำแบบไม่สนใจหลีกเลี่ยงหอคอยเลโก้เลย ขณะที่ปลาในกลุ่มควบคุมยังคอยรักษาระยะห่างหลีกเลี่ยงเลโก้ตลอด และแน่นอน เมื่อปลากลุ่มแสบปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไปบรรเทา พฤติกรรมการเสียสมาธิก็หายไป ปลากลับมาสนใจสิ่งรอบตัวและว่ายน้ำเลี่ยงเลโก้ตามปกติ

ในการทดลองสุดท้าย มีการเลี้ยงปลาม้าลายในตู้ที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง ซึ่งปกติแล้วน้องจะชอบอยู่ในห้องฝั่งที่มีพืชน้ำและวัตถุให้สำรวจเยอะๆ มากกว่าห้องที่โล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย คำถามของงานวิจัยนี้คือ น้องจะยอมฝืนใจทำในสิ่งที่มันไม่ชอบเพื่อคลายความเจ็บปวดหรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดงว่าการรับรู้ความเจ็บปวดของปลามีความคล้ายคนอีกแล้ว

เช่นเคย น้องโดนฉีดน้ำส้มสายชูทำให้แสบ ซึ่งปรากฏว่าถ้าทำแค่นี้น้องก็จะเลือกอยู่แต่ห้องฝั่งที่มีต้นไม้เยอะๆ เหมือนเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีการละลายมอร์ฟีนลงไปในน้ำของห้องฝั่งที่โล่งๆ น้องที่โดนฉีดกรดจะเลือกมาอยู่ในห้องฝั่งโล่งนั้น ซึ่งปกติตัวเองไม่ชอบเลย ขณะที่น้องในกลุ่มควบคุมซึ่งโดนฉีดแค่น้ำเกลือ ยังคงเลือกอยู่ห้องฝั่งต้นไม้เยอะเหมือนเดิม แม้จะมีมอร์ฟีนมาล่อ

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ขาเตียงทับไข่อีกครั้ง สมมติมีคนมาบอกว่าจะช่วยยกเตียงขึ้นให้หากเรายอมกินลูกอมรสชาติอุบาทว์ การที่เรารีบยอมทันทีแปลว่าเราเจ็บไข่มาก และอยากให้ความทรมานนั้นหยุดลงให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเราไม่สนข้อเสนอนี้เลยก็แปลว่าเราไม่เจ็บ หรือไม่ลูกอมนั้นก็ต้องรสชาติอุบาทว์มากจริงๆ ผลการทดลองในปลาก็ตีความได้คล้ายๆ กัน

  ที่เล่ามา เป็นงานวิจัยที่เน้นสืบสวนว่า ‘จิต’ ของปลานั้น รับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานกาย’ ได้หรือไม่ ดูเหมือนคำตอบก็จะชี้ไปในทางที่บอกว่าได้ ขณะเดียวกันก็มีคนพยายามศึกษาการรับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานใจ’ ของปลาด้วย จนกระทั่งค้นพบว่าปลาก็มีอาการ ‘ซึมเศร้า’ ได้เหมือนกัน 

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

สำหรับปลา คำว่า ‘ดิ่ง’ ก็คือดิ่งจริงๆ ปลาที่ซึมเศร้ามักจะจมลงไปนอนอยู่ก้นตู้ แล้วไม่สนใจอาหารหรือสิ่งเร้าอะไรทั้งนั้น ขณะที่ปลาร่าเริงปกติจะคอยว่ายขึ้นลงสำรวจนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ในการทดลองที่น่าสนใจมากอันหนึ่ง นักวิจัยให้ตัวเมียของปลาหมอสีพันธุ์หนึ่งเลือกระหว่างตัวผู้สองตัว (กั้นกระจกซ้ายขวา ตัวเมียอยู่ตรงกลาง) ถ้าเป็นในธรรมชาติ เมื่อตัวเมียเลือกคู่แล้วก็จะไปอยู่กินกับตัวผู้ตัวนั้นเพื่อสร้างครอบครัวและช่วยกันเลี้ยงลูก ทั้งสองจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปอีกนาน เทียบกับคนก็เปรียบได้ดังการแต่งงานนั่นเอง แต่ในเซ็ตติ้งของงานวิจัยนี้ พอตัวเมียเลือกเสร็จ นักวิจัยจะแบ่งชะตากรรมตัวเมียออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สมหวังได้ไปอยู่กับสามีที่ตัวเองเลือก กับอีกกลุ่มคือถูกบังคับให้ไปอยู่กับตัวผู้อีกตัวที่หล่อนไม่ได้เลือก

ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ก่อนเฉลยเราต้องแฟลชแบ็กไปดูก่อนว่า ตัวเมียเหล่านี้เคยผ่านการฝึกให้เล่นเกมจดจำสีของกล่องปริศนา กล่าวคือถ้านักวิจัยหย่อนกล่องที่มีฝาปิดสีขาวให้ แสดงว่ากล่องนั้นมีหนอนตัวอ้วนๆ อร่อยๆ รออยู่ข้างใน ซึ่งตัวเมียก็จดจำได้ และเรียนรู้ที่จะรีบว่ายเข้าไปหากล่องสีขาวและใช้ปากดุนฝาเอารางวัลในทันที 

ในทางตรงข้าม ถ้านักวิจัยหย่อนกล่องฝาสีดำให้ นั่นแปลว่าเป็นกล่องเปล่า ซึ่งตัวเมียเรียนรู้ที่จะไม่สนใจ ถ้าเห็นกล่องสีดำปุ๊บก็จะเมิน เพราะจำได้ว่าไม่มีรางวัล นี่คือสิ่งที่ปลาตัวเมียเหล่านี้ทำเป็นตั้งแต่ก่อนให้เลือกคู่ ทีนี้ตัดฉากกลับมาหลังเลือกคู่แล้ว พฤติกรรมต่อกล่องสีขาวและสีดำของตัวเมียทุกตัวยังคงเหมือนเดิม แต่คราวนี้สิ่งที่นักวิจัยทำเพิ่มก็คือหย่อนกล่องสีเทาลงไป 

กล่องสีเทาเป็นตัวแทนของกล่องที่ไม่รู้คำตอบ ผลปรากฏว่าพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมตัวเมียที่สมหวังในความรัก กับตัวเมียที่ต้องทนอยู่กับตัวผู้ที่ตัวเองไม่ชอบ โดยกลุ่มแรกจะรีบเข้าไปลองเปิดกล่องปริศนาสีเทาอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มหลังไม่ค่อยสนใจกล่องสีเทา หรือถ้าสนก็ใช้เวลาลังเลอยู่นานมากกว่าจะเข้าไปลองเปิด 

นักวิจัยตีความผลการทดลองว่าปลาตัวเมียซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมหวังก็เหมือนกับคนที่แฮปปี้ เวลามีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็มักจะมีมองบวก มองเห็นความเป็นไปได้แง่ดีมากกว่าแง่ลบ จึงกล้าและมั่นใจที่จะลองเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างไม่คิดมาก ขณะที่ปลาตัวเมียซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เลือก ก็เหมือนคนที่กำลังทนทุกข์ เศร้าหมอง มองโลกในแง่ลบ เห็นกล่องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ก็สรุปไปเลยว่าคงไม่มีอะไรดีๆ อยู่หรอก ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดหรอก เฮ่อ…ชีวิตมันไม่มีดีอะไร 

แน่นอน การทดลองต่างๆ ที่เล่ามายังไม่ถือว่าฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยแง้มให้เห็นความเป็นไปได้ที่สำคัญมาก

สรุปแล้ว หน้านิ่งไม่ได้แปลว่าเจ็บไม่เป็นนะ

ใต้น้ำนั่นน่าจะมีความเจ็บปวดอยู่มากมาย ที่ต่อให้ร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับรู้

ในขณะเดียวกัน เขาก้าวเดินลงทะเลไปเรื่อยๆ

ฝนตก ลมแรงพัดหยดน้ำปะทะใบหน้า เสียงคลื่นซัดเข้าหาหาดโครมๆ กลบเสียงสะอื้น

นี่เป็นที่ที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวใครจะรู้ว่าอ่อนแอ

อ้างอิงงานวิจัยเรื่องความรับรู้ของปลา

หนังสือ What a Fish Knows โดย Jonathan Balcombe

รายงานวิจัย Pair-bonding influences affective state in a monogamous fish species

ภาพ : unsplash.com

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

เริ่มต้นที่ท่านปู่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ละกัน

นักธรรมชาติวิทยาระดับตำนาน บิดาแห่งวิวัฒนาการ ผู้ค้นพบกระบวนการธรรมชาติที่คัดสรรให้กำเนิดความสารพัดสารพันของสิ่งมีชีวิต นักคิดผู้เบิกเนตรและเปลี่ยนแปลงมุมมองของมนุษยชาติไปตลอดกาล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา

นั่นคือภาพจำที่คนทั่วไปมักมีต่อปูชนียบุคคลเครางามท่านนี้

แต่จริง ๆ แล้ว คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ยังมีอีกมุมที่เป็นคนบ้างานอดิเรกมาก ๆ ด้วย

ในปี 1859 หลังจากบ่ม กรำ เคี่ยว และอู้ จากการส่งต้นฉบับหนังสือเล่มสำคัญนานเป็นสิบ ๆ ปี ในที่สุดคุณชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็ได้ตีพิมพ์ผลงานสะท้านโลกอย่าง On the Origin of Species ออกสู่สาธารณะ (รู้สึกโล่งแทน) หลังจากนั้น แกก็ใช้เวลาฟินและหมกมุ่นอย่างเต็มที่แบบเช้าจรดค่ำ อยู่กับงานอดิเรกใหม่ซึ่งเพิ่งจะตกหลุมรักหมาด ๆ นั่นก็คือการเลี้ยงพืชกินแมลง

ถ้าไปอ่านบันทึกและจดหมายต่าง ๆ ของแกในยุค 1860 จะเต็มไปด้วยถ้อยคำพรรณนาถึงความฟินในการเลี้ยงน้องหยาดหรือหยาดน้ำค้าง (Sundews) พืชกินแมลงที่ดักจับเหยื่อด้วยหยดน้ำเหนียว ๆ ตรงปลายขน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
ภาพจากหนังสือพืชกินแมลงของชาร์ลส์ ดาร์วิน

ต่อจากนี้เป็นตัวอย่างคำของคุณดาร์วินที่ผมอ่านเจอจากหนังสือ Darwin’s Most Wonderful Plants

ข้าพเจ้า ‘เพลิดเพลินไม่รู้จบ’ (แกใช้คำว่า infinitely amused) กับการปลูกและทำการทดลองในต้นหยาดน้ำค้าง ข้าพเจ้าเฝ้าแต่ศึกษาหยาดน้ำค้าง ‘เหมือนคนบ้า (working like a madman)’

สมัยก่อนหน้านั้นสัก 10 กว่าปี แกเคยหมกมุ่นศึกษาเพรียงแล้วเรียกพวกมันว่า ‘เหล่าเพรียงที่รักของข้าพเจ้า (my beloved barnacles)’ แต่มายุคนี้แกเบื่อหน้าเพรียงแล้ว เปลี่ยนเป็น ‘หยาดน้ำค้างที่รักของข้าพเจ้า (my beloved Drosera)’ แทน ในจดหมายฉบับหนึ่งแกเขียนว่า “ณ นาทีนี้ ข้าพเจ้าสนใจเรื่องหยาดน้ำค้างมากกว่าเรื่องกำเนิดสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลกเสียอีก” “โอ้หยาดน้ำค้างเอ๋ย ข้าจะรักเจ้าอย่างเหนียวแน่นจนวันตาย”

ความรักในพืชกินแมลงของปู่ดาร์วินนั้นลากยาวต่อมาเป็นทศวรรษ และช่วงหลังยังลามต่อไปถึงสายพันธุ์อื่น ๆ ด้วย ในปี 1874 แกเขียนบันทึกถึง 1 วันเต็ม ๆ ที่นั่งศึกษาสาหร่ายข้าวเหนียว (Utricularia) ซึ่งเป็นพืชกินแมลงอีกกลุ่มว่า “ในชีวิตของข้าพเจ้า ไม่เคยมีวันไหนทำงานแล้วมีความสุขเท่าวันนี้เลย” ให้ตายเถอะ จะฟินไปถึงไหน ถัดจากสาหร่ายข้าวเหนียว แกก็ยังลามต่อไปกาบหอยแครง และบรรยายถึงการงับด้วยกาบจับแมลงของมันไว้ว่า “ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแข็งแกร่ง ควรได้รับชื่อว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก”

ผมดีใจมากที่คุณชาร์ลส์ ดาร์วิน หลงใหลในพืชกินแมลงขนาดนี้ เพราะผมเองก็ชอบและปลูกไว้เต็มบ้านเหมือนกัน โดยไม่ได้รู้มาก่อนด้วยว่าเป็นไม้กลุ่มโปรดของท่านปู่ เพิ่งมารู้ไม่นานนี้เองและแอบตัวลอยเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองบังเอิญมีรสนิยมตรงกับปู่ อย่างไรก็ตาม ความฟินของผมไปได้ไม่สุด เพราะพืชกินแมลงที่ผมชอบเลี้ยงหลัก ๆ คือหม้อข้าวหม้อแกงลิง (Nepenthes) ซึ่งปู่ชาร์ลส์ ดาร์วิน แทบไม่ได้เขียนอะไรถึงพวกนี้ไว้เลย นอกจากบอกว่ามันมีน้ำย่อยในหม้อที่ย่อยแมลงได้

แอบเซ็งเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็นปู่ดาร์วินเขียนเรียก โอ้ ‘หม้อที่รักของข้าพเจ้า’ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะหม้อเป็นพืชเขตร้อนชื้นที่เลี้ยงยากพอสมควร โดยเฉพาะถ้าปลูกในภูมิอากาศแบบอังกฤษ ปู่อาจเคยพยายามเลี้ยงแล้วไม่รอดเลยถอดใจ แม้ปู่จะไม่ได้เลี้ยงเอง แต่ก็ยังเขียนจดหมายไปถามถึงหม้อที่เพื่อน (คุณโจเซฟ ฮุกเกอร์) ปลูกไว้ในกรีนเฮาส์ของสวนพฤกษศาสตร์คิวแห่งสหราชอาณาจักรอยู่เป็นระยะ ๆ

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะบอกว่า แม้ปู่จะไม่มีโอกาสได้สัมผัสหม้อมากระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ดวงวิญญาณของปู่จะต้องฟินมากแน่ ๆ หากรู้ว่าในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา เหล่านักชีววิทยารุ่นหลังได้ค้นพบอะไรที่น่ามหัศจรรย์เกี่ยวกับหม้อบ้าง พืชกลุ่มนี้เป็นแหล่งรวมตัวอย่างการปรับตัวทางวิวัฒนาการที่เจ๋ง ๆ ทั้งนั้น ไหนจะหม้อที่เปลี่ยนตัวเองเป็นกระโถน หม้อที่ประกอบอาชีพเสริมเปิดโรงแรมให้ค้างคาวมาเช่า หม้อที่กลายเป็นหมู่บ้านมดชาวประมง หม้อที่กลายเป็นไหหมักกิมจิ และอื่น ๆ อีกมากมาย เดี๋ยวผมจะเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม

ในทางวิวัฒนาการ อวัยวะใดที่เกิดขึ้นมาแล้ว พอกระจายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างหลากหลาย มันจะค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนดัดแปลงไป กลายเป็นเครื่องมือที่เหมาะกับสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ เช่น กระดูกมือของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กลายเป็นทั้งปีกค้างคาว อุ้งตีนหมี ครีบพะยูน และอื่น ๆ อีกมากมาย กรณีของหม้อก็เช่นกัน มันเริ่มจากเบสิก ถังใส่น้ำมีผนังลื่น แมลงตกลงไปก็ขึ้นมาไม่ได้ หม้อก็ย่อยและดูดซึมไปเป็นปุ๋ยไนโตรเจนให้ตัวเอง ซึ่งจากเบสิกนี้มันผันแปรไปได้อีกสารพัด ที่สำคัญคือแม้วงการวิทยาศาสตร์จะรู้จักและวิจัยหม้อมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว แต่เราก็ยังค้นพบตัวอย่างใหม่ ๆ อยู่เรื่อย ๆ

ล่าสุดเมื่อเดือนที่ผ่านมานี้ มีรายงานการค้นพบ ‘หม้อใต้ดิน’

เพื่อนในอินเทอร์เน็ตที่รู้ว่าผมบ้าหม้อ กดส่งลิงก์ข่าวนี้มาให้ผมอ่านกันอย่างกระหน่ำ จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเริ่มคิดเขียนบทความนี้

หม้อใต้ดินเป็นหม้อชนิดใหม่ที่มีชื่อว่า Nepenthes pudica โดยคำหลังที่เป็นนามสกุล (พูดิกา) มีความหมายว่า ‘เหนียมอาย’ ก็คืออายจนมุดลงดิน (พืชอีกชนิดหนึ่งที่ได้สมญานี้คือไมยราบ Mimosa pudica ซึ่งอันนั้นก็เหนียมอายเหมือนกัน แต่อายแบบแตะแล้วม้วนต้วน)

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2012 คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย Palacký University Olomouc แห่งสาธารณรัฐเช็ก ชวนกันไปสำรวจป่าบนภูเขาแห่งหนึ่งที่จังหวัดกาลีมันตัน เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างเดินสำรวจ สิ่งหนึ่งที่สะดุดสายตาทีมวิจัยในตอนนั้นก็คือ พวกเขาเจอต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายต้นที่ไม่มีหม้อเลย แต่ดูจากลักษณะใบแล้วใช่หม้อแน่ ๆ

ตอนแรกทีมวิจัยสันนิษฐานว่า บนภูเขาความสูงระดับ 1,100 – 1,300 เมตร มีอากาศเย็น แมลงก็อาจจะมีน้อย บางทีหม้อพันธุ์นี้อาจวิวัฒนาการเลิกประกอบอาชีพดักแมลงไปแล้วก็ได้ เพราะผลิตหม้อไปก็ไม่คุ้ม ซึ่งก็ถือว่าเป็นสมมติฐานที่น่าคิดดี จนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกคณะสำรวจ คุณ Ľuboš Majeský ได้พยายามถ่ายรูปต้นหม้อดังกล่าวใกล้ ๆ แล้วเผลอซุ่มซ่ามไปก่ายหรือเหยียบชั้นมอสส์ที่ปกคลุมโคนมันอยู่จนยุบพรวดลงไป ซึ่งเอ้า! ปรากฏว่าเผยให้เห็นหม้อจำนวนมากเรียงสลอนอยู่ในโพรงใต้ดิน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes pudica กับหม้อเหนียมอายที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน
ภาพ : งานวิจัย phytokeys.pensoft.net/article/82872/

หม้อใต้ดินเหล่านี้มีรูปทรงเหมือนแจกันสีแดงเลือดหมู แต่ละใบขนาดยาวประมาณ 10 กว่าเซนติเมตร และมีจำนวนยุ่บยั่บดกดื่นมาก จังหวะที่ค้นพบนี้คงเป็นจังหวะยูเรก้าพอสมควรสำหรับทีมวิจัย หลังจากกรี๊ดกร๊าดกันเสร็จ พวกเขาก็ลองเช็กหม้อต้นอื่น ๆ ในบริเวณนั้นดู ปรากฏว่าเจอหม้ออีกมากมายที่ฝังอยู่ใต้ดินในลักษณะเดียวกัน แสดงว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว

เมื่อสังเกตอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ทีมวิจัยพบว่าหม้อใต้ดินเหล่านี้ล้วนงอกออกมาจากลำต้นและใบสีขาว ๆ ซีด ๆ ซึ่งก็ถูกกลบฝังอยู่ใต้ดินเช่นกัน ในรายงานวิจัยบอกว่า หม้อพันธุ์นี้อาจมีวิวัฒนาการยอดพิเศษสำหรับงอกลงดินโดยเฉพาะ คือยอดหลักที่งอกขึ้นฟ้าก็งอกไป แต่ยอดที่มุดดินน่าจะมีกลไกของฮอร์โมนที่พาหนีแสงแทนที่จะชูเข้าหาแสง ใบใต้ดินมีจุดสังเกตคือลดรูปเหลือเล็กลีบกระจึ๋งเดียวและมีสีขาวจั๊วะ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างคลอโรฟิลล์มาสังเคราะห์แสงอีกต่อไป แต่ขณะเดียวกันหม้อที่งอกจากใบเหล่านั้นกลับเป็นหม้อที่พัฒนาดีตามปกติ ทั้งยังมีผนังหนากว่าหม้อทั่วไปด้วย เพราะต้องแหวกดินในระหว่างที่มันป่องโตขึ้นมา ลงทุนขนาดนี้ทำให้น่าสงสัยมากว่าพวกมันมีหม้อไว้ดักจับอะไรกันนะ

ทีมวิจัยเก็บตัวอย่างมา 5 หม้อ แล้ววิเคราะห์ดูคอนเทนต์ที่อยู่ภายในอย่างละเอียด ก็พบว่าเหยื่อที่หม้อใต้ดินเหล่านั้นจับได้ส่วนใหญ่คือมด โดยมีด้วงกับสัตว์ตัวจิ๋วอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ใต้ดินปะปนมาบ้างนิดหน่อย และที่น่าสนใจคือ มีพวกลูกน้ำยุงอาศัยอยู่ในหม้อแบบเป็น ๆ โดยไม่ถูกย่อยด้วย นี่เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยในหม้อหลายสายพันธุ์อยู่แล้ว แต่กรณีนี้น่าสนใจมากว่ายุงมุดลงไปวางไข่ในน้ำของหม้อที่อยู่ใต้ดินได้ยังไงกันฟะ (Life finds a way คิดแล้วรู้สึกเกลียดยุงยิ่งกว่าเก่า)

สรุปแล้ว หม้อที่มุดลงดินน่าจะเป็นวิวัฒนาการของการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมบนเขาสูง ซึ่งในดินมีแมลงให้จับมากกว่าในอากาศ (ใต้ดินน่าจะมีอุณหภูมิและความชื้นเหมาะสมกว่า) ถือเป็นการปรับตัวที่แยบยล ซึ่งถ้าท่านปู่ดาร์วินได้มาเห็นก็น่าจะชื่นชอบใช้ได้ แต่ผมว่าปู่ต้องฟินยิ่งกว่านี้อีกถ้าได้รู้จักหม้อกระโถน

Nepenthes lowii ชื่อเล่นสั้น ๆ ว่าน้องโลวี่ เป็นหม้ออีกสายพันธุ์ที่ต้องเผชิญโจทย์การอยู่รอดบนภูเขาสูงซึ่งแมลงไม่ค่อยชุกชุม แต่แทนที่มันจะวิวัฒนาการมุดลงดินไปล่ามดแบบเหนียม ๆ มันกลับใช้วิธีห้อยหม้อใหญ่ ๆ เด่น ๆ แล้วเปลี่ยนหม้อเป็นส้วมสาธารณะเสียเลย

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
Nepenthes lowii หม้อที่วิวัฒนาการเป็นโถส้วมให้กับกระแต
ภาพ : photos.chienclee.com/

ทุก ๆ เช้า กระแตแถวนั้นจะแวะเวียนมาที่หม้อ เพราะฝาหม้อจะผลิตผลึกน้ำตาลหวาน ๆ กลิ่นฟรุตตี้ออกมาเรียกลูกค้า ระหว่างที่กระแตนั่งเลียฝาหม้อและอ่านข่าวจากมือถือ ตูดของมันจะอยู่ในตำแหน่งหย่อนอุนจิตุ๋ม ๆๆ ลงหม้อได้พอดี บางแหล่งบอกว่าของหวานที่หม้อปรุงให้กระแตกินนั้นมียาถ่ายปนอยู่ด้วย ที่แน่ ๆ รูปทรงของหม้อน้องโลวี่นี้วิวัฒนาการจนกลายเป็นโถส้วมจริง ๆ ไปแล้ว ไหนจะขอบโถที่กว้างกระชับรับสัดส่วน ถังพักคอนเทนต์ที่มีน้ำรองรับ และรูที่คอดเป็นคอห่านเพื่อป้องกันการตกส้วม ให้คุณกระแตได้นั่งปลดทุกข์อย่างปลอดภัยและมั่นใจ เริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใสเอร็ดอร่อย จะขาดก็แค่ที่กดชักโครกกับสายฉีดตูดเท่านั้น

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อทรงโถส้วมพันธุ์ Nepenthes Lowii
ภาพ : www.facebook.com/californiacarnivores/

ในทางนิเวศวิทยา นี่ถือเป็นการแลกเปลี่ยนกันที่แฟร์มาก หม้อผลิตน้ำตาลได้ไม่ยากจากกระบวนการสังเคราะห์แสงตามปกติ แต่ปุ๋ยไนโตรเจนเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน ส่วนกระแตวิ่งไล่จับแมลงกินเอาไนโตรเจนได้ไม่ยาก แต่น้ำตาลที่ให้พลังงานเป็นปัจจัยที่จำกัดสำหรับมัน เมื่อเจอพาร์ตเนอร์ที่เหมาะสมกันขนาดนี้ หม้อโลวี่ก็เลยวิวัฒนาการเปลี่ยนอาชีพจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินขี้อย่างเต็มตัว

งานวิจัยพบว่ากว่าครึ่งถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจนที่โลวี่ใช้ในการเติบโต ได้มาจากขี้กระแตนั่นเอง และโครงสร้างที่หม้อทั่วไปมีในโลวี่ก็ลดรูปหายไปหมดแล้ว เช่น ปากหยัก ๆ แหลม ๆ เอาไว้กันแมลงปีนออก เหมือนพอเปลี่ยนอาชีพ เครื่องมือเก่า ๆ ก็ถูกโละทิ้ง

อาชีพพืชกินขี้ถือว่าฮิตพอสมควรบนเขาโคตา คินาบาลู เพราะยังมีหม้ออีกชนิดที่ผันตัวมาเข้าวงการนี้เหมือนกัน ชื่อว่าน้องราจา (Nepenthes rajah) ซึ่งเป็นหนึ่งในหม้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และบางใบใหญ่เกือบเท่าหม้อหุงข้าวจริง ๆ วิธีกินขี้ของราจาต่างจากโลวี่เล็กน้อย คือแทนที่จะเป็นส้วมลอยฟ้า หน้าตาอย่างกับเครื่องเล่นสวนสนุก หม้อราจากลับมีลักษณะเป็นกระโถนยักษ์ที่วางนอนไว้กับพื้นอย่างมั่นคง แต่ดีไซน์คอนเซ็ปต์อื่น ๆ ก็คล้ายกัน คือมีองศาของฝาผลิตน้ำหวานที่พอดีกับการเลียของลูกค้า และมีพื้นที่แห้งให้นั่งขับถ่าย พร้อมรับประทานอาหารได้อย่างสบายโดยไม่ต้องกลัวตูดเปียก

ทีนี้เนื่องจากหม้อของราจาอยู่ติดดิน จึงได้ลูกค้าประจำนอกเหนือจากกระแต นั่นก็คือหนู แต่คุณผู้อ่านไม่ต้องกลัวว่าหนูกับกระแตจะทะเลาะตบตีแย่งส้วมกันจนเกิดภาพน่ารัก เพราะหนูส่วนใหญ่จะมาขี้กลางคืน ส่วนกระแตจะชอบขี้กลางวัน

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หนูกำลังอุนจิใส่กระโถนซึ่งเป็นหม้อของ Nepenthes rajah
ภาพ : photos.chienclee.com

กิจการส้วมสาธารณะของราจาที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงนี้ดูจะไปได้ฉลุย อย่างไรก็ตาม จากสถิติที่นักวิจัยสำรวจหม้อราจาทั้งหมด 42 หม้อ พบว่าส่วนใหญ่ได้ผลประกอบการดีจริง แต่มีอยู่หม้อหนึ่งที่ผลประกอบการดีเกินคาดไปนิด คือมีลูกค้าตกลงไปตายในหม้อด้วย ขอดวงวิญญาณน้องกระแตจงไปสู่สุขาวดี

เนี่ย! ปู่ดาร์วินจะไม่ฟินได้ยังไงถ้าได้ยินเรื่องแบบนี้

แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังมีหม้อเฮ็มสลียาน่า (Nepenthes hemsleyana) ที่ลดระดับน้ำข้างในลง และดึงดูดให้ค้างคาวบางชนิดเข้ามาใช้เป็นโรงแรมสำหรับนอนกลางวันอย่างปลอดภัย โดยเก็บค่าห้องพักเป็นปุ๋ยขี้ค้างคาวแค่ไม่กี่ก้อน หม้อชนิดนี้มีช่วงฝาที่สะท้อนเสียงอัลตราโซนิกโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้าที่จะใช้โซนาร์หาเจอง่าย ๆ นี่ถ้าค้างคาวมีสื่อโซเชียลคงเป็นโรงแรมที่ได้รีวิวดีมาก

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes hemsleyana ที่ให้ค้างคาวมาเช่านอนกลางวัน
ภาพ : www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0960982215006697

หม้ออีกพันธุ์ชื่อไบคาลคาราต้า (Nepenthes bicalcarata) หรือย่อสั้น ๆ ว่าไบคาล จากที่เคยจับมดกิน ตอนหลังกลับกลายเป็นพันธมิตรกับมด โดยสร้างโพรงในกิ่งให้มดมาทำรังอยู่ติดกับหม้อเลย และมดชนิดนี้ก็ไม่ธรรมดา (Colobopsis schmitzi) เป็นสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงที่ดำน้ำเก่ง ส่วนไบคาลก็วิวัฒนาการลดความรุนแรงของน้ำย่อยลง ทำให้เวลามีตัวอะไรตกลงมาในหม้อ หรือมีลูกน้ำยุงมาโตอยู่ในหม้อ พวกมดประดาน้ำก็จะกรูกันลงไปล่า จากนั้นจะจับเหยื่อขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บ้างกินเอง บ้างร่วงกลับลงหม้อในสภาพที่ย่อยง่ายขึ้น อีกทั้งขี้กับฉี่ของมดก็ไม่ได้ไปไหนเสีย แต่ร่วงกลับลงไปเป็นปุ๋ยให้กับหม้อนั้นแล

วิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิง จากพืชกินแมลง สู่หม้อเปิบพิสดารที่ไม่ได้กินแค่มดธรรมดา
หม้อ Nepenthes bicalcarata เลี้ยงมดไว้ให้ดำน้ำลงไปเก็บเหยื่อตัวใหญ่ ๆ ขึ้นมาหั่นเป็นชิ้น ๆ
ภาพ : www.nbcnews.com/id/wbna47362396

นี่เองคือหม้อหมู่บ้านมดชาวประมงที่ผมเกริ่นไว้ในตอนแรก ซึ่งผมว่ายากที่จะหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่อริเก่าที่สวยงามและซับซ้อนไปกว่านี้ ปัจจุบันไม่พบมดพันธุ์นี้อาศัยอยู่ที่อื่นเลยนอกเหนือจากในหม้อของไบคาล และหม้อไบคาลต้นที่มีมดก็เติบโตได้ดีกว่าต้นที่ไม่มีมดอย่างบุมบาราเฮ่มาก (ถ้าลองนึกตามดู ลูกน้ำที่ปกติแค่มาอาศัยในน้ำของหม้อ แล้วกลายเป็นยุงบินจากไป พอมีมดก็จับมาแปรรูป กลายเป็นอาหารเสริมให้หม้อได้ด้วย)

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
หม้อ Nepenthes bicalcarata ที่มีมดคอยจับลูกน้ำยุงขึ้นมาแปรรูปเป็นปุ๋ย
ภาพ : journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0063556

ยังไม่หมด ยังมีหม้อไหกิมจิ (Nepenthes ampullaria) ซึ่งมักขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่แล้วผลิตหม้อทรงไหป้อม ๆ เล็ก ๆ ผุด ๆๆๆ ขึ้นมาจากดินเรียงรายติดกันหลายสิบใบ แต่ละใบเปิดฝาอ้าปากพร้อม ๆ กัน เป็นภาพที่ไม่เหมาะกับคนกลัวรูเป็นอย่างยิ่ง หม้อเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นถังรองรับเศษใบไม้ หรือเศษอะไรก็ตามที่ร่วงหล่นมาจากข้างบน แล้วก็นำมาบ่มหมักเป็นปุ๋ยให้ตัวเองได้ดูดซึมใช้ต่อไป เรียกว่าเปลี่ยนจากพืชกินแมลงกลายเป็นพืชกินพืชก็พอจะว่าได้

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ข้าพเจ้ากับหม้อ Nepenthes ampullaria ที่มาเลเซีย
ภาพ : แทนไท ประเสริฐกุล

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นหม้อที่เปลี่ยนอาชีพจากกินแมลงไปประกอบกิจการอย่างอื่นสารพัด แต่ในบรรดาพืชที่ยังคงกินแมลงอยู่ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง หลายสายพันธุ์มีวิวัฒนาการเฉพาะทางแบบไปให้สุด เช่น ผลิตสารเคลือบปากหม้อมาล่อปลวกกินโดยเฉพาะ (Nepenthes albomarginata) บ้างก็มีนวัตกรรมสารเหนียวสำหรับจับแมลงมีปีกโดยเฉพาะ บ้างปล่อยสารระเหยที่แมลงดมแล้วเวียนหัวจนเดินเซตกหม้อ (นักวิจัยที่ดมนาน ๆ บางทีก็มึนด้วย) หรือบางชนิดอย่าง Nepenthes gracilis ก็ใช้กลยุทธ์ ‘ฝาเด้งฝน’ คือวันใดที่ฝนตกแล้วมีมดกำลังเกาะเลียน้ำหวานอยู่ใต้ฝาหม้อ ก็จะเหมือนมีนิ้วเทพเจ้ามาดีดเป๊าะให้มดหลุดกระเด็นลงไปในหม้ออย่างง่ายดาย

สืบสานความหลงใหลในพืชกินแมลงของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ศึกษาวิวัฒนาการหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่เปิบพิสดารขึ้นเรื่อย ๆ
ซ้าย-หม้อล่อปลวก Nepenthes albomarginata ขวา-หม้อดีดมดตกลงหม้อด้วยฝาเด้งฝน Nepenthes gracilis
ภาพ: www.nature.com/articles/415036a
และ journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371/journal.pone.0038951

สิ่งหนึ่งที่น่าคิดคือ พืชพวกนี้มีพฤติกรรมราวกับผู้ล่าที่ชาญฉลาด แต่ก็ไม่ได้ฉลาดอยู่ในสมองด้วยนะ (ชัดเจนว่าหม้อไม่มีสมองอยู่แล้ว) มันเป็นความฉลาดที่อยู่ในงานออกแบบ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลงานของนักออกแบบชาญฉลาดที่ไหน แต่ออกแบบโดยความโง่ของแมลงที่ตกลงมาตายซ้ำ ๆ ด้วยความตะกละนั่นแหละ แมลงถูกหลอกแบบไหนง่าย หม้อก็จะถูกคัดเลือกออกมาเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ความโง่นั่นเองที่เป็นบ่อเกิดแห่งความฉลาด

แต่ถ้าให้พูดอย่างยุติธรรมกับแมลงหน่อย ถ้าแมลงโง่มากจริง ๆ หม้อก็คงไม่ต้องฉลาดขนาดนี้ แค่เปิดหม้อไว้เฉย ๆ แมลงโง่ก็คงเดินมาตกแล้ว แต่นี่เป็นเพราะแมลงยังฉลาดอยู่ ล่อเฉย ๆ ไม่หลงกล หม้อก็เลยถูกปั้นออกมามากมายหลายทรงและหลากคุณสมบัติขนาดนี้ แล้วแต่จุดอ่อนของแมลงเป็นตัวกำหนด

นานมาแล้ว ท่านปู่ดาร์วินได้จบหนังสือ On the Origin of Species ด้วยย่อหน้าที่เขียนว่า “…จากต้นกำเนิดอันแสนสุดเรียบง่าย รูปแบบชีวิตอันสุดแสนงดงาม อีกทั้งมหัศจรรย์ไร้สิ้นสุด ยังคงวิวัฒน์เรื่อยมาและเรื่อยไป”

ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ แต่ผมเชื่อในสปิริตความฟินของท่านปู่ที่ส่งต่อมายังผมและผู้ชื่นชอบศึกษาธรรมชาติรุ่นหลังอีกนับไม่ถ้วน และผมเชื่อว่าสปิริตนี้จะยังอยู่กับมนุษยชาติสืบไป จนถึงรุ่นที่พวกเราไปสำรวจใต้น้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปานู่นแหละ

ตราบใดที่เราไม่ทำลายตนเองหรือธรรมชาติทิ้งเสียก่อน

Writer & Photographer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load