มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร้องไห้แล้วมีน้ำตา

พระพุทธเจ้า พระเยซู พระมูฮัมหมัด ต่างก็น่าจะเคยร้องไห้

มิเช่นนั้นโลกเราคงไม่ถือกำเนิดศาสนา

เขาเองตกอยู่ในความเครียดมาหลายวัน จนเมื่อแบบทดสอบที่เขาหวาดหวั่น แต่ก็รวบรวมความกล้าไปเผชิญ จบลงด้วยความพ่ายแพ้อีกครั้ง น้ำตามันก็ไหลออกมาเอง ไม่ได้ไหลทันที แต่ไหลตอนที่เขาไม่ทันตั้งตัว มันไหลหลังจากที่เขายิ้มสู้วันใหม่มาแล้วหลายวัน

คนเราร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร

เด็กในตัวเราถูกรังแก คนแก่ในตัวเรากลัวหมดเวลา ?

เราร้องไห้ตอนเจ็บปวด เสียใจ น้อยใจ เห็นใจ สะเทือนใจ จำพราก สูญเสีย ถูกทอดทิ้ง ถูกหักหลัง ถูกปฏิเสธ อับจน หมดหวัง ไร้หนทาง อ่อนแอ ท้อแท้ ถูกบีบบังคับ ถูกกักขัง ถูกกดดัน แบกความเครียด แบกภาระ แบกชะตากรรมอันหนักอึ้ง แบกความฝัน ทิ้งความฝัน รู้สึกผิด รู้สึกด้อย อับอาย ถูกยิ้มเยาะ เหมือนคนนมพลุ้ยที่ถูกบังคับให้ขึ้นเวทีประกวดเพาะกาย 

เราร้องไห้เมื่อรู้สึกสมเพชตัวเอง รังเกียจตัวเอง น้อยเนื้อต่ำใจ ไร้ค่า ไร้ศักดิ์ศรี ไร้ที่พึ่ง โดดเดี่ยว คิดถึง โหยหา อาดูร อาวรณ์ อ้างว้าง บางครั้งเราก็ร้องไห้เพราะต้องการอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน และบางครั้งเราก็ร้องไห้เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดที่ไร้เงื่อนไขของใครสักคน 

เศร้าเราก็ร้อง ปีติเราก็ร้อง ซึ้งเราก็ร้อง เวลามีคนใจดีกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้อง เวลามีคนโหดร้ายกับเราโดยไม่จำเป็นเราก็ร้องอีก ตอนเกิดมาใหม่ๆ แค่หิวนมเราก็ร้องแล้ว ขี้เสร็จไม่มีใครล้างตูดให้เราก็ร้อง ขนาดไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องร้อง เรายังสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาร้อง แล้วเอาไปฉายเป็นหนังให้คนอื่นร้องตาม

มนุษย์นี่ขี้แยจริง 

จะมีสัตว์อะไรอีกไหมที่แสดงออกอารมณ์เยอะแยะซับซ้อนขนาดนี้

หรือคำถามที่อาจจะน่าสนใจกว่า สัตว์ที่ดูภายนอกไม่แสดงอารมณ์อะไรเลย จริงๆ แล้วข้างในเจ็บปวดเป็นหรือไม่

ถ้าเราเกิดมาเป็นปลา เวลาเราร้องไห้จะมีใครรู้ไหม น้ำตาเราคงกลืนไปกับน้ำ

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

แต่นั่นไม่ใช่ข้อจำกัดข้อเดียว ปลาเป็นสัตว์ที่หน้านิ่งมาก ยิ้มก็ไม่ได้ หยีตาก็ไม่ได้ ขมวดคิ้วก็ไม่ได้ ส่งเสียงกรีดร้องแบบหมาแบบแมวก็ไม่ได้ แล้วงี้เราจะอ่านความรู้สึกของมันได้อย่างไร

 จะว่าไป เคยมีนักวิทยาศาสตร์อยากรู้ให้ชัดๆ ไปเลยเหมือนกันว่า สัตว์อย่างปลารู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นหรือไม่ แน่นอน ถ้าเราเอาอะไรแหลมๆ ไปจิ้มมัน หรือเอามันขึ้นมาบนบก มันอาจจะดิ้นพรวดพราด หรือหายใจพะงาบๆ ซึ่งก็อาจจะสื่อถึงความทุกข์ทรมานบางอย่าง 

แต่เราจะแน่ใจได้ยังไงว่านั่นไม่ใช่แค่รีเฟล็กซ์ หรือการขยับของร่างกายโดยอัตโนมัติ

เพื่อจะสำรวจลึกถึงความรับรู้ในระดับ ‘จิต’ นักวิจัยทดลองเลี้ยงปลาเทราต์แล้วจับพวกมันวางยาสลบ โดยแบ่งชะตากรรมออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกระหว่างที่สลบอยู่โดนเข็มจิ้มที่ริมฝีปากแล้วฉีดพิษผึ้งเข้าไป กลุ่มที่สองโดนเข็มจิ้มที่ปากเหมือนกัน แต่คราวนี้ฉีดกรดอะซีติกหรือน้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นสารกระตุ้นความเจ็บแสบแบบร้อนคัน ขณะที่พิษผึ้งน่าจะกระตุ้นความเจ็บแบบปวดระบม ต่อมากลุ่มที่สามก็โดนเข็มจิ้มแต่ฉีดแค่น้ำเกลือเซลีน ซึ่งไม่ทำให้เจ็บปวดใดๆ และสุดท้ายกลุ่มที่สี่ ไม่โดนเข็มจิ้มเลยแต่แค่ถูกจับวางยาสลบเฉยๆ

ผลปรากฏว่าเมื่อเหล่าปลาเทราต์ถูกนำไปปล่อยกลับคืนแท็งก์ตัวเองแล้วรอให้ฟื้น กลุ่มที่โดนพิษผึ้งกับน้ำส้มสายชูตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการหายใจถี่ที่สูงกว่าปกติมาก ดูจากความเร็วในการกระพือเหงือกเพิ่มจาก 50 เป็น 90 ครั้งต่อนาที ในขณะที่กลุ่มควบคุมหรือกลุ่มสามกับสี่ก็ตื่นมาพร้อมกับอัตราหายใจที่ถี่ขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่สูงเท่ากับกลุ่มที่อยู่ภายใต้ความ ‘เจ็บปวด’ นอกจากนี้ การแสดงออกอีกอย่างก็คือไม่อยากอาหาร หลังพักฟื้นประมาณ 1 ชั่วโมง ปลาในกลุ่มควบคุมกลับมาสนใจกินอาหารตามปกติ แต่ปลาในกลุ่มเจ็บปวดยังคงหอบ และไม่ยอมสนใจอาหารไปอีกนานถึง 3 ชั่วโมงครึ่ง 

ทั้งหมดนี้เป็นผลสังเกตเบื้องต้นว่า ปลามีพฤติกรรมบางอย่างที่อาจพอบ่งบอกได้ว่ามันกำลังเจ็บ แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ พฤติกรรมเหล่านั้นแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อปลาในกลุ่มเจ็บปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไป ซึ่งแน่นอน ในมนุษย์มอร์ฟีนออกฤทธิ์เป็นยาระงับความเจ็บปวดที่ได้ผลชะงัดนัก

พูดอีกอย่าง ถ้าปลาแค่เครียดหรือแสดงออกแบบอัตโนมัติโดยไม่ได้ ‘รู้สึกเจ็บ’ มอร์ฟีนก็ไม่น่าจะมีผลอะไร

อีกการทดลอง ที่พยายามจะเจาะลึก ‘จิตวิทยาปลา’ แบบละเอียดอ่อนลงไปอีก ตั้งสมมติฐานจากข้อสังเกตว่า เวลาคนเราเจ็บ เรามักจะไม่มีสมาธิสนใจอะไรนอกเหนือจากพยายามอดทนผ่านความเจ็บปวดนั้นไปให้ได้ก่อน (นึกภาพเอาขาเตียงทับไข่ แล้วพยายามอ่านหนังสือไปด้วยในเวลาเดียวกัน) เพราะฉะนั้น ถ้าปลารู้สึกเจ็บได้เช่นเดียวกับคน ความเจ็บนั้นก็น่าจะไปดึงโหลดจากสมอง ส่วนที่เอาไว้ใช้เพ่งสติของมันเช่นกัน 

ตามปกติแล้วปลาเทราต์จะไม่ชอบเข้าใกล้ของแปลกใหม่ที่เพิ่งใส่ลงไปในแท็งก์ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมระแวงภัยตามธรรมชาติ นักวิจัยอาศัยพื้นฐานตรงนี้ทดลองหย่อนหอคอยเลโก้สีแดงสดลงไปในแท็งก์ของปลาที่ผ่านการฉีดน้ำส้มสายชูเข้าริมฝีปากมา แล้วเทียบพฤติกรรมตอบสนองกับปลาที่อยู่ในกลุ่มควบคุม ผลปรากฏว่า ปลาที่โดนน้ำส้มสายชูว่ายน้ำแบบไม่สนใจหลีกเลี่ยงหอคอยเลโก้เลย ขณะที่ปลาในกลุ่มควบคุมยังคอยรักษาระยะห่างหลีกเลี่ยงเลโก้ตลอด และแน่นอน เมื่อปลากลุ่มแสบปากได้รับมอร์ฟีนเข้าไปบรรเทา พฤติกรรมการเสียสมาธิก็หายไป ปลากลับมาสนใจสิ่งรอบตัวและว่ายน้ำเลี่ยงเลโก้ตามปกติ

ในการทดลองสุดท้าย มีการเลี้ยงปลาม้าลายในตู้ที่แบ่งออกเป็นหลายห้อง ซึ่งปกติแล้วน้องจะชอบอยู่ในห้องฝั่งที่มีพืชน้ำและวัตถุให้สำรวจเยอะๆ มากกว่าห้องที่โล่งโจ้งไม่มีอะไรเลย คำถามของงานวิจัยนี้คือ น้องจะยอมฝืนใจทำในสิ่งที่มันไม่ชอบเพื่อคลายความเจ็บปวดหรือไม่ ถ้าใช่ ก็แสดงว่าการรับรู้ความเจ็บปวดของปลามีความคล้ายคนอีกแล้ว

เช่นเคย น้องโดนฉีดน้ำส้มสายชูทำให้แสบ ซึ่งปรากฏว่าถ้าทำแค่นี้น้องก็จะเลือกอยู่แต่ห้องฝั่งที่มีต้นไม้เยอะๆ เหมือนเดิม แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีการละลายมอร์ฟีนลงไปในน้ำของห้องฝั่งที่โล่งๆ น้องที่โดนฉีดกรดจะเลือกมาอยู่ในห้องฝั่งโล่งนั้น ซึ่งปกติตัวเองไม่ชอบเลย ขณะที่น้องในกลุ่มควบคุมซึ่งโดนฉีดแค่น้ำเกลือ ยังคงเลือกอยู่ห้องฝั่งต้นไม้เยอะเหมือนเดิม แม้จะมีมอร์ฟีนมาล่อ

เปรียบเทียบกับสถานการณ์ขาเตียงทับไข่อีกครั้ง สมมติมีคนมาบอกว่าจะช่วยยกเตียงขึ้นให้หากเรายอมกินลูกอมรสชาติอุบาทว์ การที่เรารีบยอมทันทีแปลว่าเราเจ็บไข่มาก และอยากให้ความทรมานนั้นหยุดลงให้เร็วที่สุด แต่ถ้าเราไม่สนข้อเสนอนี้เลยก็แปลว่าเราไม่เจ็บ หรือไม่ลูกอมนั้นก็ต้องรสชาติอุบาทว์มากจริงๆ ผลการทดลองในปลาก็ตีความได้คล้ายๆ กัน

  ที่เล่ามา เป็นงานวิจัยที่เน้นสืบสวนว่า ‘จิต’ ของปลานั้น รับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานกาย’ ได้หรือไม่ ดูเหมือนคำตอบก็จะชี้ไปในทางที่บอกว่าได้ ขณะเดียวกันก็มีคนพยายามศึกษาการรับรู้ความ ‘เจ็บปวดทรมานใจ’ ของปลาด้วย จนกระทั่งค้นพบว่าปลาก็มีอาการ ‘ซึมเศร้า’ ได้เหมือนกัน 

การทดลองที่สรุปผลว่า ปลารู้สึกเจ็บ ซึมเศร้า และอกหัก ได้ไหม

สำหรับปลา คำว่า ‘ดิ่ง’ ก็คือดิ่งจริงๆ ปลาที่ซึมเศร้ามักจะจมลงไปนอนอยู่ก้นตู้ แล้วไม่สนใจอาหารหรือสิ่งเร้าอะไรทั้งนั้น ขณะที่ปลาร่าเริงปกติจะคอยว่ายขึ้นลงสำรวจนู่นนี่นั่นอยู่ตลอด ในการทดลองที่น่าสนใจมากอันหนึ่ง นักวิจัยให้ตัวเมียของปลาหมอสีพันธุ์หนึ่งเลือกระหว่างตัวผู้สองตัว (กั้นกระจกซ้ายขวา ตัวเมียอยู่ตรงกลาง) ถ้าเป็นในธรรมชาติ เมื่อตัวเมียเลือกคู่แล้วก็จะไปอยู่กินกับตัวผู้ตัวนั้นเพื่อสร้างครอบครัวและช่วยกันเลี้ยงลูก ทั้งสองจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปอีกนาน เทียบกับคนก็เปรียบได้ดังการแต่งงานนั่นเอง แต่ในเซ็ตติ้งของงานวิจัยนี้ พอตัวเมียเลือกเสร็จ นักวิจัยจะแบ่งชะตากรรมตัวเมียออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่สมหวังได้ไปอยู่กับสามีที่ตัวเองเลือก กับอีกกลุ่มคือถูกบังคับให้ไปอยู่กับตัวผู้อีกตัวที่หล่อนไม่ได้เลือก

ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร ก่อนเฉลยเราต้องแฟลชแบ็กไปดูก่อนว่า ตัวเมียเหล่านี้เคยผ่านการฝึกให้เล่นเกมจดจำสีของกล่องปริศนา กล่าวคือถ้านักวิจัยหย่อนกล่องที่มีฝาปิดสีขาวให้ แสดงว่ากล่องนั้นมีหนอนตัวอ้วนๆ อร่อยๆ รออยู่ข้างใน ซึ่งตัวเมียก็จดจำได้ และเรียนรู้ที่จะรีบว่ายเข้าไปหากล่องสีขาวและใช้ปากดุนฝาเอารางวัลในทันที 

ในทางตรงข้าม ถ้านักวิจัยหย่อนกล่องฝาสีดำให้ นั่นแปลว่าเป็นกล่องเปล่า ซึ่งตัวเมียเรียนรู้ที่จะไม่สนใจ ถ้าเห็นกล่องสีดำปุ๊บก็จะเมิน เพราะจำได้ว่าไม่มีรางวัล นี่คือสิ่งที่ปลาตัวเมียเหล่านี้ทำเป็นตั้งแต่ก่อนให้เลือกคู่ ทีนี้ตัดฉากกลับมาหลังเลือกคู่แล้ว พฤติกรรมต่อกล่องสีขาวและสีดำของตัวเมียทุกตัวยังคงเหมือนเดิม แต่คราวนี้สิ่งที่นักวิจัยทำเพิ่มก็คือหย่อนกล่องสีเทาลงไป 

กล่องสีเทาเป็นตัวแทนของกล่องที่ไม่รู้คำตอบ ผลปรากฏว่าพบความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมตัวเมียที่สมหวังในความรัก กับตัวเมียที่ต้องทนอยู่กับตัวผู้ที่ตัวเองไม่ชอบ โดยกลุ่มแรกจะรีบเข้าไปลองเปิดกล่องปริศนาสีเทาอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มหลังไม่ค่อยสนใจกล่องสีเทา หรือถ้าสนก็ใช้เวลาลังเลอยู่นานมากกว่าจะเข้าไปลองเปิด 

นักวิจัยตีความผลการทดลองว่าปลาตัวเมียซึ่งอยู่ในความสัมพันธ์ที่สมหวังก็เหมือนกับคนที่แฮปปี้ เวลามีความท้าทายอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตก็มักจะมีมองบวก มองเห็นความเป็นไปได้แง่ดีมากกว่าแง่ลบ จึงกล้าและมั่นใจที่จะลองเผชิญสิ่งต่างๆ อย่างไม่คิดมาก ขณะที่ปลาตัวเมียซึ่งถูกบังคับให้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่ได้เลือก ก็เหมือนคนที่กำลังทนทุกข์ เศร้าหมอง มองโลกในแง่ลบ เห็นกล่องที่ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน ก็สรุปไปเลยว่าคงไม่มีอะไรดีๆ อยู่หรอก ไม่ต้องเสียเวลาไปเปิดหรอก เฮ่อ…ชีวิตมันไม่มีดีอะไร 

แน่นอน การทดลองต่างๆ ที่เล่ามายังไม่ถือว่าฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ช่วยแง้มให้เห็นความเป็นไปได้ที่สำคัญมาก

สรุปแล้ว หน้านิ่งไม่ได้แปลว่าเจ็บไม่เป็นนะ

ใต้น้ำนั่นน่าจะมีความเจ็บปวดอยู่มากมาย ที่ต่อให้ร้องไห้เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับรู้

ในขณะเดียวกัน เขาก้าวเดินลงทะเลไปเรื่อยๆ

ฝนตก ลมแรงพัดหยดน้ำปะทะใบหน้า เสียงคลื่นซัดเข้าหาหาดโครมๆ กลบเสียงสะอื้น

นี่เป็นที่ที่เขาปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาได้ โดยไม่ต้องกลัวใครจะรู้ว่าอ่อนแอ

อ้างอิงงานวิจัยเรื่องความรับรู้ของปลา

หนังสือ What a Fish Knows โดย Jonathan Balcombe

รายงานวิจัย Pair-bonding influences affective state in a monogamous fish species

ภาพ : unsplash.com

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

เมฆนม

งานเขียนเบาๆ ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่ง โดยแทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – คอลัมน์เมฆนมหายไปนาน เพราะผู้เขียนมัวแต่ติดพันงานอื่นเยอะแยะมากมายก่ายกองสารพัดสารพันอิรุงตุงตุ้มมะรุมตุมนังไปหมด แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่มีเวลาและจังหวะสมาธิพอที่จะละเมียดเขียนตอนใหม่ ด้วยฉะนี้แล้วจึงขอหยิบยืมผลงานเก่าของตัวเองที่เคยตีพิมพ์ในเว็บ Open Online เมื่อปี 2007 มาเผยแพร่ใหม่อีกครั้งก็แล้วกัน หวังว่าสาธุชนจะยังได้รับสาระบันเทิงจากเรื่องนี้อยู่ และถ้าชอบ ขอแนะนำให้ไปฟังเรื่องไคเมร่าต่อได้ในรายการ WiTcast ep 10.2 นะขอรับ

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนหนึ่งจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง? (ตอนเขียนบทความนี้ ผมยังไม่เคยดู Game of Thrones)

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่า ครึ่งหนึ่งของสเปิร์มในอัณฑะ (หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่… แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ 

‘มาร์โมเส็ท’ (Marmoset) เป็นลิงตัวเล็ก ๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่าเมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซลล์ มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลล์เดียว จากนั้นจึงค่อย ๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เป็น 4 เซลล์ เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลล์รวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซลล์ เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 2 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลล์เยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลล์พวกนี้ทุก ๆ เซลล์ก็จะยังมีรหัสดีเอ็นเอที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ ๆ ต่อ ๆๆๆ กันมาจากเซลล์เริ่มต้นเซลล์เดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลล์ดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกัน ระหว่างไข่ของแม่กับสเปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนสักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลล์ที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลล์ผิวหนัง เซลล์ลำไส้เล็ก เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์รากขนจมูก เซลล์เยื่อบุทวารหนัก หรือเซลล์ส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุก ๆ เซลล์ล้วนมีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจนำเซลล์ชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษสักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชูสักใบ (เอาแบบสาก ๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็เก็บเอาเศษเซลล์พวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฎี)

สรุป เซลล์ทุกเซลล์มีรหัสดีเอ็นเอเหมือนกันหมด และรหัสดีเอ็นเอชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลล์ไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลล์ไหนในตัวคุณ มันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลล์เช่นกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน โดยปกติในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคนหรือในชนิดไหน ๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่าในมาร์โมเส็ท มันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกแฝด 2 เสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉย ๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ Unidentical Twins (เรียกอีกอย่างว่า Fraternal Twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่าในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมาก ๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18 – 20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อย ๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเซลล์ระหว่างกันและกันได้ เซลล์จากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลล์แฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลล์ของตัวอ่อนพี่ได้! 

โอวว นึกภาพอะไรดีล่ะครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกระเปาะแก้วฝั่งหนึ่งมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาสัก 2 – 3 รอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลล์ผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลล์ต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่า พอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลล์ที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลล์ที่บรรจุรหัสพันธุกรรมพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า Genetic Chimera หรือ ไคเมร่าพันธุกรรม

ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลาย ๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวหนึ่งเป็นสิงโต อีกหัวหนึ่งเป็นมังกร ส่วนอีกหัวหนึ่งเป็นแพะ ในทางพันธุกรรม ภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลล์เท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน

มาร์โมเส็ท กับพันธุกรรมไคเมร่า เมื่อลิงหนึ่งตัวมีหลายตัวตนในร่างเดียว

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วล่ะครับว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลล์ของตัวเองและเซลล์ที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่เมื่อปี 2007 เพิ่งมีการค้นพบว่า ระบบอื่น ๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้า สาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในม้ามหรือในตับ อาจจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มาจากฝาแฝดถึงประมาณ 30 – 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างผิวหนังหรือสมอง อาจจะพบเซลล์ของฝาแฝดปะปนอยู่แค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือสมองเท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลล์สืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดิน ๆ ชิลล์ ๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาสเปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็ก ๆ อาจถือกำเนิดมาจากสเปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากสเปิร์มของพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และเป็นลูกพี่ลูกน้องกันด้วยในเวลาเดียวกัน

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านนจะพบเป็นข่าวขึ้นมาสักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฎคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจดีเอ็นเอดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะอนุมัติให้ไม่ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผลดีเอ็นเอระบุว่า เด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง… คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัด ๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเขาก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผลดีเอ็นเอเป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นมาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็ก ๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสูติฯ ต่าง ๆ นานาเอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐานดีเอ็นเอถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุ๊กแบบสุด ๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลล์นำไปตรวจดีเอ็นเอในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของลิเดียอยู่ดี! 

ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็น ๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้คลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริง ๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ Happy Ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริง ๆ 

ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาล่ะก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัสดีเอ็นเอในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? สันนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริง ๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง (แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนคนเดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลล์กระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลล์ไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่าเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ค่อนข้างน้อยในมนุษย์ แต่ก็ไม่แน่นะครับ จริง ๆ แล้วมันอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดี ๆ นั่งอยู่เฉย ๆ จะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ 

อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่าข้างในท้องอีกข้างหนึ่งมีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลล์ของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก)

ผู้หญิงอีกคนชื่อ คุณแม็คเคย์ ไปตรวจเลือดเพื่อจะบริจาคแล้วบังเอิญเจอว่าตัวเองเป็นคนมีเลือด 2 กรุ๊ป คือทั้ง A และ O ปนกัน หมอที่มีความรู้เรื่องไคเมร่าจึงถามคุณแม็คเคย์ว่ามีฝาแฝดหรือเปล่า คุณแม็คเคย์ตกใจมาก และตอบกลับไปว่า เคยมีน้องชายแฝด แต่เขาตายไปแล้วตั้งแต่ตอนอายุ 3 เดือน 

ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลล์ของเขาก็เป็นได้… ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง 

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริง ๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมาก ๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมาก ๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา พ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่น ๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติ ๆ ป้า ๆ น้า ๆ อา ๆ ลุง ๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมาก ๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่าเอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่าแต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเป็นไคเมร่า เซลล์ของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลล์ของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วย ๆ กันเลี้ยงนั่นแหละดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติ ๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ บางครั้งการถ่ายเทเซลล์ระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลล์จากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล์ล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ 

ทีมวิจัยทีมเดิมใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น พ่อของมันจะแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเอง โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่เซลล์ผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลล์ของมันเอง และเซลล์ของน้อง (หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่เข้าข่ายนั้นเป๊ะ ๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่ การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง

แท้จริงแล้ว ความรักคืออะไร

Writer

Avatar

แทนไท ประเสริฐกุล

นักสื่อสารวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยา ผู้เคยผ่านทั้งช่วงอ้วนและช่วงผอมของชีวิต ชอบเรียนรู้เรื่องราวสนุกๆ ที่แฝงอยู่ในธรรมชาติแล้วนำมาถ่ายทอดต่อ ไม่ว่าจะผ่านงานเขียน งานแปล และงานคุยในรายการพอดแคสต์ที่ชื่อว่า WiTcast

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load