อยู่ๆ เราก็ตระหนักว่าพื้นที่แนะนำตัวนักเขียนและคอลัมนิสต์ของเราเล็กเกินไป

‘อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ คำบรรยายใต้ชื่อ เกตุวดี Marumura ว่าไว้อย่างนั้น

แต่ไม่เป็นไร พื้นที่ด้านล่างนี้มีมากพอให้เราทำความรู้จัก เกตุวดี Marumura หรือ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

ปกติคุณบทความของคุณเกตุวดีจะสั้นๆ และกระชับ

แต่มีโอกาสพบและสนทนากันทั้งที บทความนี้จึงยาวกว่าปกติเล็กน้อย หวังว่าผู้อ่านแฟนคลับคุณเกตุวดีจะไม่ว่ากัน

ก่อนจะพบสิ่งที่น่าสนใจต่อไปนี้ เราอยากให้คุณลบภาพจำอันแสนอบอุ่นละมุนละไมของเกตุวดีให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือไว้แค่เพียงรับรู้ว่าเธอคือนักถ่ายทอดผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์

และหากเรื่องราวด้านล่างจะก๋ากั่นไปบ้าง ได้โปรดอย่าตกใจ

เกตุวดี Marumura

はじめまして (ฮาจิเมะมาชิเตะ)

“ตอนนั้นฝันใหญ่มาก ฝันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และนักการเมืองที่จบการตลาดก็คงดูไม่เก๋เท่าไหร่ เราก็เลยเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์” อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เล่าย้อนความฝันเมื่อต้องเลือกสาขาวิชา เพราะหวังในใจลึกๆ ว่าจะนำสิ่งที่เรียนกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

“นโยบายการบริหารประเทศของเกตุวดีเป็นอย่างไร” เราถามเสียงขรึมให้ดูจริงจังสมกัน

“ไม่แน่ใจว่ามีที่มาจากไหน แต่ตอนนั้นเราอินเรื่องการศึกษามาก คิดแบบเด็กๆ ไว้ว่าหากเป็นนายก เราจะเพิ่มเงินเดือนครูทุกคน เพราะเรื่องการศึกษาเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศที่สำคัญ” ได้ยินอย่างนี้ก็ทำให้เราตั้งตารอคอยการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทบไม่ไหว

หากเป็นสมัยนี้เราคงไม่แปลกใจที่เด็กหัวกะทิจากสยามประเทศจะเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ในยุคสมัยที่ใครก็นิยมเรียนต่อในดินแดนฝั่งตะวันตก อะไรทำให้เกตุวดีเลือกญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทาง

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แปลกแต่น่าสนใจมาก เป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ เป็นประเทศที่มีพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีคนใส่กิโมโนอยู่ มีคนยังไปไหว้ศาลเจ้าอยู่ เขาทำอย่างไร ในหัวเรามีแต่คำว่าทำไมอยู่ตลอดเวลา ทำไมเจริญจัง ทำยังไงให้ประเทศเล็ก ๆ จากเอเชีย ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้” เกตุวดีเล่าถึงแรงดึงดูดระหว่างเธอกับประเทศญี่ปุ่น

เมื่อภาคการศึกษาสุดท้ายจบลง เกตุวดีก็สารภาพกับเราว่า เธอและวิชาเศรษฐศาสตร์ ‘เราเข้ากันไม่ได้’ เพราะกรอบทฤษฎีที่มีและหลักการบางอย่างไม่อาจตอบคำถามที่สงสัย

“ทำไมต้องมีอรรถประโยชน์ ยิ่งเรียนยิ่งสงสัย ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร ไม่อยากเป็นนายกแล้วก็ได้ ช่วงเลือกสาขาปริญญาโทจึงเลือกเรียนต่อด้านการตลาดเรื่อยมาถึงปริญญาเอก” เกตุวดีเล่าเส้นทางที่สานฝันวัยเด็ก เพราะเธอรักใคร่ชอบพอเรื่องการตลาดมาตั้งแต่อ่านนิตยสาร Marketeer และ BrandAge ที่ญาติมักซื้อมาฝากอยู่เสมอ

ในวิชาการตลาด สาววินเทจอย่างเกตุวดี ท้าทายตัวเองด้วยการศึกษานวัตกรรมของผู้บริโภค ก่อนจะทำวิจัยเรื่อง User Development Innovation Policy in Denmark

“จากเดิมที่อยู่ญี่ปุ่น เราก็ประทับใจการทำงานหนักของคนญี่ปุ่นว่าเป็นสิ่งที่ดี พอไปเจอเดนมาร์กที่ Work-life balance มีประสิทธิภาพมากๆ ก็เปิดโลกของเราเหมือนกัน ว่าญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มี successful model อย่างการเสียภาษี 40% ตอนแรกที่อ่านไปก่อนเราก็ตกใจแล้ว แต่เมื่อพูดคุยกับคนที่นั้น ทุกคนจะบอกเหมือนกันว่าภูมิใจและดีใจมากที่ได้เสียภาษี เกิดมาเราไม่เคยได้ยินใครพูดอย่างนี้มาก่อน ทุกคนยินดีที่จะจ่ายเพราะมั่นใจว่าจะมีอะไรบางอย่างกลับคืนมาให้เขาแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข” เช่นเคย ไม่ว่าเกตุวดีจะเล่าอะไร ก็ชวนให้เราตื่นเต้นตามได้อยู่เสมอ

เกตุวดีมีเรื่องเล่า

ต่อมาเกตุวดีตัดสินใจพักจากการเรียนปริญญาเอก เดินทางกลับประเทศไทยหลังจากเหตุการณ์สึนามิ ครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2011

ชีวิต 8 ปีที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนเกตุวดี จนเธอไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมไร้วินัยบางอย่างของคนไทย แต่มองเป็นเรื่องขำขันในชีวิต แล้วเล่าสู่เพื่อนพ้องในเฟซบุ๊กส่วนตัว พอดีกับเพื่อนของรุ่นพี่กำลังจะเปิดเว็บไซต์ ชุมชนคนรักเรื่องราวญี่ปุ่นๆ จนกลายเป็นคอลัมนิสต์คนเก่งประจำ Marumura

maru แปลว่า กลมๆ

mura แปลว่า หมู่บ้าน

marumura แปลว่า หมู่บ้านวงกลม

maru-mura เป็นการผวนคำเล่นที่ดูจะไม่มีความหมายใดๆ

เกตุวดีอยู่ญี่ปุ่นมานานพอ จนรู้สึกอยากเม้าอยากเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่นที่คนไทยน้อยคนจะรู้ หรือ พฤติกรรมของคนไทยที่คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจ โดยมีแหล่งข้อมูลชั้นดีอย่างชาวญี่ปุ่นหลากหลายอายุและอาชีพที่มาเรียนภาษาไทย เธอจึงเห็นมุมมองจากทั้งสองฝั่ง

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราก็เจอคนดูถูกเชื้อชาติบ้าง หรือเราเผลอไปดูถูกคนอื่นบ้าง เรารู้สึกผิดและไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้เลย ในเมื่อเราเป็นคนกลางที่ยืนอยู่ระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น เราอยากให้คนสองชาติที่แตกต่างกันเข้าใจกันอย่างมีความสุข ยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน

“เราว่าสาเหตุที่คนทะเลาะกันเพราะเรามักจะมองว่าเราถูก เขาผิด แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใครถูกหรือผิด มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น คนไทยใช้ช้อนส้อม แล้วคนญี่ปุ่นมาบอกว่าป่าเถื่อนจัง เราก็จะรู้สึกว่า บ้าหรอ เรากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หรือคนไทยไปญี่ปุ่นแล้วรู้สึกรำคาญ คนญี่ปุ่นซดน้ำราเมนเสียงดังจังเลย ไร้มารยาท ญี่ปุ่นก็จะรู้สึกว่าฉันกินแบบนี้มาตลอดชีวิตแล้วผิดตรงไหนเหรอ มันเป็นความเคยชินของคน 2 กลุ่ม 2 วัฒนธรรมมากกว่า แล้วถ้าเราไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมเหล่านั้น เราก็จะเผลอไปตัดสินคนว่าเขาผิดหรือเขาถูก เราอยากให้เข้าใจความเป็นเขาและที่มาของสิ่งนั้นมากขึ้น” เกตุวดีเล่าที่มาของคอลัมน์ Japan Gossip สุดฮิต ก่อนจะรวมเล่มกลายเป็น Japan Gossip เมาท์ญี่ปุ่นให้คุณยิ้ม หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ

เพราะสำนวนภาษาจิกกัด แซวแรง เม้ามอย ทำให้เคยมีคนคิดว่าเกตุวดีเป็นสาวประเภทสอง

หากใครมีโอกาสครอบครองหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักเกตุวดีได้เลยง่ายๆ จากความช่างคิด ช่างสงสัย ช่างเล่า ยิ่งแล้วไปกว่านั้น เธอยังเขียนเม้าหนุ่มญี่ปุ่นสนุกกว่าใครที่เราเคยพบ จึงไม่แปลกใจที่ผลงานลำดับที่ 3 ของเธอจะมีชื่อว่า Japan Love Gossip กระซิบรักฉบับญี่ปุ่น

เห็นตลกเฮฮาแบบนี้ เกตุวดีก็มีมุมจริงจังเหมือนกัน ผลงานลำดับที่ 2 สุโก้ย! Marketing ทำไมใครๆ ก็ติดใจญี่ปุ่น เล่าเรื่องการตลาดญี่ปุ่นสนุกๆ ปลุกแรงบันดาลใจ

“ความเครียดและความกดดันในสังคมญี่ปุ่นทำอะไรคุณบ้างไหม” เราถาม

“ก็ทั้งเครียดทั้งฟินนะ เหมือนเราต้องพยายามทำดีที่สุดเพื่อคนอื่น เช่น เราเป็นผู้ช่วยสอนที่ต้องไปช่วยอาจารย์บรรยายนอกสถานที่ การทำงานของเราแบบที่เราคุ้นชินคือไปดูสถานที่ก่อน ดูว่าห้องน้ำอยู่ไหน ไฟอยู่ไหน เปิด-ปิดโปรเจกเตอร์เรียบร้อยดีหรือเปล่า เมื่ออาจารย์มาถึงที่แล้วดำเนินการสอนอย่างราบรื่น และเราจะช่วยอำนวยความสะดวกแค่เปิดไฟ-ปิดไฟ การเตรียมงานอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เมื่อทุกอย่างราบรื่นเราก็รู้สึกดี เกิดความภูมิใจในตัวเอง นี่คือการทำงานสไตล์คนญี่ปุ่น

“ตัดภาพกลับมาหากเป็นเราอีกเวอร์ชันหนึ่ง เดินทางไปถึงสถานที่พร้อมอาจารย์ ลองผิดลองถูกกันเองหน้างาน แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นคนละสไตล์” โชคดีที่เกตุวดีไม่ถามว่าเราเป็นอย่างเวอร์ชันไหน

กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน

เกตุวดี ดี ดี (อ่านให้เหมือน echo วิทยุ)

เห็นชอบเม้ามอยคนญี่ปุ่นเป็นประจำอย่างนี้ จริงๆ แล้ว เกตุวดียังมีอีกหลากหลายความสนใจ ที่หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเธอ

ยกตัวอย่างเช่น การเป็นดีเจ

นอกจากงานเพื่อสังคม งานดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้พิการ ที่เกตุวดีทำเป็นประจำระหว่างเรียนที่นั่น เธอยังช่วยงานสถานีวิทยุในบทบาทผู้ดำเนินรายการ บอกเล่าเรื่องราวใกล้ตัวและวัฒนธรรมที่น่าสนใจส่งตรงจากประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของสถานีวิทยุนี้คืออยากให้คนญี่ปุ่นเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อความคิดของเกตุวดีเยอะมาก ที่นี่หล่อหลอมตัวตนของเธอผ่านการอยู่ร่วมกับคนหลายๆ วัฒนธรรม ให้เข้าใจกันและยอมรับกัน

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมน้ำเสียงของเกตุวดีเมื่อเล่าเรื่องต่างๆ จึงพิเศษกว่าทั่วไป

“เราไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียนมาก่อน แค่ชอบเล่าเรื่อง ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ ยุคนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก หรือบล็อกใดๆ ทั้งสิ้น เราก็จะเขียนอีเมลถึงเพื่อน 20 คน เช่น วันนี้ฉันกินป๊อกกี้มา 10 รส มีรูปกล่องเสร็จสรรพ เราก็จะเขียนเล่าไปเรื่อยๆ จะว่าไปคงเป็นเพราะเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ด้วย อยู่ประเทศไทยเราเหมือนนกในกรงทองนะ ไปบ้าน ไปโรงเรียน เท่านี้เลย ไม่ได้ออกไปไหน แต่พอต้องไปใช้ชีวิตต่างแดน แค่ซักผ้าเองเราก็รู้สึกฟินแล้ว มันเหมือนมีเรื่องที่อยากคุยให้ใครสักคนฟังอยู่ตลอดเวลา” เราพอจะเดาสีหน้าของเพื่อนๆ เกตุวดียามที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เล่าเรื่องป๊อกกี้ออก

เกตุวดีเปลี่ยนไป

หลังจากมีผลงานเขียนผ่านไปทั้งหมด 3 เล่ม เกตุวดีก็เปลี่ยนไป

จากเรื่องราวเม้ามอยญี่ปุ่นแบบชวนยิ้ม เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจอุ่นๆ อย่าง Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ หรือ อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน และคอลัมน์ที่ฮอตสุดๆ ของเรา Makoto Marketing และ iine

เราจึงขอเปลี่ยนวิธีการเขียนเพื่อคุณเกตุวดีบ้าง

ใช่แล้ว เปลี่ยนกันดื้อๆ อย่างนี้โดยที่คุณเกตุวดีไม่ได้ขอนั่นแหละ

ลำดับต่อไปเป็นบทสนทนา ถามคำ ตอบหลายคำ เหมาะสำหรับแฟนคลับที่สนใจวิธีคิด วิธีเขียน ของเกตุวดี the next generation ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญคุณเกตุวดีที่โพเดียมค่ะ

เกิดอะไรขึ้น ‘เกตุวดีแสนซน’ คนนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น ‘เกตุวดีคนจริง (จัง)’

ที่ผ่านมาเราคิดว่าเราเข้าใจคนไทยว่าคนไทยชอบอ่านอะไรเบาๆ ฮาๆ เราก็พยายามเขียนให้สนุกทุกๆ บทความ แต่เมื่อเขียนทุกอาทิตย์เป็นเวลา 3 ปี มันเริ่มตันแล้วว่าฉันจะฮาไปไหนอีก นึกไม่ออกว่ามีอะไรจะสนุกขำขันได้อีก เขียนมาหมดแล้วทั้งเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว

พอดีกับที่เราไปรับรู้เรื่องราวของคนรู้จักคนหนึ่งที่อยากรวยมากๆ อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ เราก็นึกถึงเรื่องของคนญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม เรารู้สึกอยากเขียนเรื่องนี้ออกมาทันที เพื่อหวังให้เขาเห็นและฉุกคิด แต่กลายเป็นว่ามีคนชอบบทความนั้นเยอะมาก และคนแชร์เยอะกว่าที่คิดมาก ทำให้รู้ว่าก็มีคนไทยที่ชอบอ่านเรื่องจริงจังเหมือนกัน

แล้วเราก็อินกับเรื่องนี้มากกว่า เป็นตัวเรามาตลอด อยากทำเรื่องดีๆ เพื่อสังคม แต่ที่ผ่านเราสร้างอีกคาแรกเตอร์หนึ่งขึ้นมาเพราะเราอยากให้คนชอบ เราก็พบว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้นี่นา จากนั้นเราก็เขียนเรื่องแนวนี้ออกมาเรื่อยๆ แล้วเห็นว่าสิ่งที่เราเขียนสร้างผลกระทบต่อใคร อย่างไรบ้าง เช่น เปลี่ยนแนวคิดของผู้ประกอบการบางคน สร้างแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานออกมาให้ดียิ่งขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกถึงพลังของตัวเอง มีแรงบันดาลใจเขียนไปเรื่อยๆ

เกตุวดี Marumura

คุณเกตุวดีมีวิธีการเลือกหยิบเรื่องมาเล่าอย่างไร

เลือกเรื่องที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง

ยอมรับก็ได้ว่า เราเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มาก

ซึ่งสิ่งที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงคือ…

อันดับแรก เราอ่านแล้วรู้สึกว่าจากเดิมที่ไม่มีใครเคยทำได้ เขาคนนั้นทำได้ หรือสองคือ ความรู้สึกที่อยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราบ้างจัง

เราเป็นนักคิด เราชอบคิด เราไม่ชอบทำ สิ่งที่เราทำได้คือส่งเรื่องราวต่อเพื่อให้คนนำไปทำตาม

แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ขนาดนั้น หลักๆ อยู่ที่เรื่องนี้ทำให้หัวใจของเราเต้นแรงมากพอจนอยากเล่าให้คนอื่นฟังต่อหรือเปล่า บ่อยครั้งเราเจอเรื่องราวของธุรกิจที่ดีมากๆ แต่หัวใจยังไม่เต้น มือยังไม่อยากเขียน เราก็จะพักหัวข้อนั้นไว้ก่อน

นอกจากเรื่องที่เลือกมาเล่าจะดีมากๆ แล้ว เราชอบเวลาคุณหามุมดราม่าในเรื่อง หรือมุมขยี้ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกร่วมไปด้วย

จริงๆ เราก็ไม่รู้ตัวนะ แต่อาจจะเป็นเพราะเราดูรายการสารคดีเล่าชีวิตผู้ประกอบการเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการเล่าคล้ายกัน เปิดเล่าภาพรวมเรียกน้ำจิ้ม โปรดักต์ฉันเป็นแบบนี้ เลิศหรูอลังการ เรื่องราวแนวคิดและวิธีการ แต่เรื่องราวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีเหตุการณ์ความยากลำบากอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ฝ่าฟันขึ้นมาได้ แล้วจบด้วยผลประกอบการและความสำเร็จอลังการ

เส้นเรื่องส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

จนกระทั้งมีโอกาสเข้าเรียนวิชา Presentation ได้รู้จักการเรียงลำดับ การเล่าเรื่อง เราก็กลับมาอ่านงานเก่าๆ แล้วพบว่า อ๋อ เราเล่าเรื่องเป็นภาพยนตร์มาโดยตลอด

และคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับเรามากๆ คือ พี่ตุ้ม คุณหนุ่มเมืองจันท์

พอเราอ่านงานเขาเยอะๆ อ่านทุกเล่ม อ่านทุกคอลัมน์ ลำดับการเรียบเรียงเล่าเรื่องจึงคล้ายกันโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงในภาษา การตัดประโยค เว้นเพื่อช่วยคนคิด

คุณมักจะบอกเสมอว่า ตัวเองไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นนักเล่าเรื่อง เป็นนักถ่ายทอด

หลายครั้งเราได้ยินจากผู้อ่านว่า อ่านแล้วน้ำตาไหล อ่านแล้วเหมือนเราเล่าเรื่องให้ฟังตรงหน้า

แต่จริงๆ มันคือเกดเล่าเรื่องให้ตัวเกดฟังเอง พอเขียนๆ ไปจะเกิดคำถามว่า เขา (เราอีกคนที่เป็นคนอ่าน) จะเข้าใจไหมนะ ก่อนจะค่อยๆ ขยายความเพิ่มลงไป เช่น ข้าวนานี้ใหญ่เท่าโตเกียวโดม 10 โดม เราก็จะมีความคิดแว้บขึ้นมาว่า แล้ว 10 โดมที่ว่ามีขนาดเท่าไหร่ เป็นต้น

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
เกตุวดี Marumura

งานเขียนของคุณเหมือนหรือแตกต่างจากงานสอนที่ทำเป็นประจำอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรืองานสอน สิ่งที่เราทำ เราอยากให้คนตื่นเต้นและรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่เราอยากเล่า ยกตัวอย่าง เวลาสอนแล้วหยิบเรื่องโกดักและฟูจิมาเล่า ถ้าเล่าแบบธรรมดาเราก็เล่าได้ โกดักไม่อาจเติบโตได้เพราะไม่ลงทุนด้าน innovation ขณะที่ฟูจิค่อยๆ ทำเรื่อง innovation มาตลอดก็เลยประสบความสำเร็จ แต่เวลาสอน เราอยากให้เรื่องมีความเซ็กซี่กว่านั้น ค่อยๆ เปิดขาโชว์ข้อมูลออกมาทีละนิด ชวนสงสัย ให้เขาคิดตามดึงให้นิสิตมีส่วนร่วม เมื่อมาถึงเฉลยทุกคนก็จะรู้สึกว้าว

นิสัยแบบนี้ด้วยมั้ง แล้วเราก็กลับมาใช้กับงานเขียนด้วยเหมือนกัน

จริงๆ ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราทำงานสอนภาษาไทยมา 7 ปี ก็พอจะมีทักษะและกลวิธีทำให้คนสนใจอยู่บ้าง

โดยสรุปแล้ว งานเขียนไม่ได้ทำให้เราสอนดีขึ้น แต่งานสอนต่างหากที่เพิ่มทักษะการคิด การเล่าเรื่อง ทำให้เราเขียนสนุกยิ่งขึ้น

มีคำแนะนำเรื่องรับมือกับความกดดันในงานเขียนอย่างไรบ้าง

เคยได้ยินเรื่อง สภาพมุชิน (Mushin) มั้ย เป็นแนวคิดของพวกซามูไร เรื่องการทำจิตใจให้เป็นกลาง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากชนะ เราจะแพ้

เรามีอาการนี้เหมือนกันช่วงที่เขียนงานปีที่ 2 อยากได้ยอดไลก์เยอะๆ อยากให้คนมาคอมเมนต์เยอะๆ กดดันและเครียด เราก็ต้องพยายามโยนทิ้งให้เหลือเพียง ฉันอยากอ่านเรื่องนี้ ฉันชอบเรื่องนี้ ดังนั้น ฉันจะเขียนเรื่องนี้ ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน (หัวเราะ)

ถ้าเขียนจบแล้วเรายิ้มให้กับตัวเองได้ เท่านั้นเลย พอแล้ว

ได้ยินว่าคุณมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากเขียนบทละคร

เคยเป็นเหมือนกันมั้ย เราสามารถเกลียดตัวร้ายในละครได้ในเวลาเพียงแค่ช่วงตอนเดียวที่นั่งดูหน้าโทรทัศน์ ขนาดเราเพิ่งดูแค่ตอนเดียวนะ เรายังรู้สึกโมโหหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วคิดถึงคนที่ดูละครเป็นสิบๆ ปี

คนไทยขี้อิจฉากันเพราะอะไร ไม่ต้องคิดซับซ้อนเลย ละครไทยนี่เอง

เราก็คิดว่าน่าจะมีละครไทยที่ดีและสนุกด้วย ช่วงที่ซีรีส์ HORMONES วัยว้าวุ่น เปิดตัว เราประทับใจมาก เป็นไอดอลเลย เป็นซีรีส์ที่ออกมาเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคน และถือเป็นความฝันเล็กๆ ที่มองไว้ อยากทำได้บ้างสักวันหนึ่ง

ความเชื่อเรื่องความฝันและการทำธุรกิจด้วยความตั้งใจ

เมื่อมองจากห้องเรียน เราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ชอบการประสบความสำเร็จแบบเร็วๆ กดดันความฝันนั้น ในขณะที่ญี่ปุ่นมีกิจการหรือผู้ประกอบการไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จตอนอายุ 60 ค่อยๆ ทำและมีความสุขโดยไม่ต้องประกาศบอกใคร พอเราอินกับ passion ตรงนี้มากๆ เราอยากให้คนประสบความสำเร็จในแบบตัวเอง ไม่ต้องเลียนแบบใครก็เลยกลายเป็นหนังสือเล่มที่ 4 ชื่อ Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ

ประกอบกับช่วงนี้เราสอนที่จุฬาฯ (ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มา 3 – 4 ปีแล้ว ความคิดเราก็เริ่มเปลี่ยน อยากสนับสนุน ส่งเสริม สร้างแรงบันดาลใจ อยากให้คนไปในทางที่ถูกต้อง มีแนวคิดที่ถูกต้อง วิธีทำธุรกิจที่ถูกต้อง ตอนนี้จะให้กลับไปเขียนแบบตอนเล่มแรกๆ ก็ไม่ได้ องค์กระเทยที่เคยมีไม่สามารถลงได้อีกแล้ว (หัวเราะ)

ฝันเราเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อยากให้คนเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้น เรื่อยๆ ไปจนเปลี่ยนแนวคิดการทำธุรกิจ ทำให้คนอ่านมี role model เพิ่มขึ้นจากเรื่องราวที่เราเขียน

แล้วมีธุรกิจในฝันแบบไหนที่อยากลงทำเองบ้างไหม

อยากทำร้านอาหารที่กินแล้วไม่แสบคอ เป็นเรื่องปกติมากในญี่ปุ่น แต่ทำไมประเทศไทยเราหายากจัง อาหารที่ใช้น้ำมันน้อย มีผักเยอะๆ

เกตุวดี Marumura
 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

มีน้องวัยรุ่นคนหนึ่งถามฉันว่า ทำไมถึงชอบ ‘สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา’ คำถามนี้อยู่ในใจฉันมาจนถึงตอนเขียนบทความนี้

บางทีคนตอบได้อาจไม่ใช่ตัวฉันในปัจจุบัน แต่คือฉันในอดีตที่อายุไม่ต่างจากน้องคนถามเท่าไหร่ ตอนนั้นอยู่ๆ แม่ก็ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งมาให้ ชื่อของมันคือ สิบวันเปลี่ยนชีวิต โดยนักเขียนชื่อ เรือรบ เป็นหนังสือของสำนักพิมพ์ชื่อสวนเงินมีมา 

หนังสือเล่มนั้นไม่หนา อ่านไม่นานก็จบ แต่ผลลัพธ์คือคุณเรือรบช่วยให้ฉันรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ‘สุนทรียสนทนา (Dialogue)’  หรือการที่ผู้คนล้อมวงพูดคุยแบบตั้งใจฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนตัดสิน ไม่วิจารณ์ ในวันที่ Dialogue ยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าทุกวันนี้ และสังคมเต็มไปด้วยผู้คนที่มักอยากเล่าเรื่องของตัวเองเป็นหลัก

นี่คือคาแรกเตอร์ของหนังสือสวนเงินมีมาสำหรับฉัน มันคือประตูที่พาเราไปเรียนรู้สิ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในกระแสหลักของสังคม แต่แปลกใหม่และมีความหมายกับชีวิต 

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

วรนุช ชูเรืองสุข บรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาเล่าให้ฉันฟังว่า สวนเงินมีมาเกิดขึ้นโดยชาว NGOs ที่คุ้นเคยกับการทำสิ่งพิมพ์ นำโดย วัลลภา แวน วิลเลี่ยนส์วาร์ด และ ฮันส์ แวน วิลเลี่ยนส์วาร์ด มีเป้าหมายคือการเก็บรักษาและส่งต่อองค์ความรู้จากเสมสิกขาลัย หน่วยงานภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ซึ่ง อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยามร่วมก่อตั้ง 

สำนักพิมพ์ที่ลืมตาดูโลกใน พ.ศ. 2544 นี้ ตั้งใจบอกเล่า 5 เรื่องหลักกับผู้อ่าน นั่นคือการศึกษาทางเลือก อาหารที่ดี นิเวศวิทยา ทางเลือกเพื่อออกจากสังคมบริโภคนิยม และชีวิตในมิติจิตวิญญาณ

แน่นอนว่าประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความเป็น ‘ทางเลือก’ อยู่เต็มเปี่ยม แต่เมื่อได้ฟังวรนุชและทีมงาน (นงลักษณ์ สุขใจเจริญกิจ-นักอ่าน ก้องกานต์ จันทร์อ่อน-ผู้ดูแลร้านสวนเงินมีมา และ พิชญ์นันท์ พุ่มสวัสดิ์-ผู้ดูแลส่วนออนไลน์) ฉันก็สัมผัสถึงความตั้งใจและเต็มใจที่จะเลือกไปในทางที่ยากกว่า เพราะอยากช่วยจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคม ตลอดการเดินทาง 20 ปี สวนเงินมีมาจึงรับบทเป็นผู้เล่นคนแรกๆ ในสนามที่คนเริ่มสนใจจริงจังกัน ณ ปัจจุบัน ตั้งแต่เรื่องอาหารออร์แกนิกจนถึงการศึกษาแนวใหม่

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

และแม้เรื่องที่เล่าผ่านตัวอักษรจะมีความเฉพาะตัว จนผู้อ่านบางคนอาจรู้สึกไม่แน่ใจเมื่อจะหยิบหนังสือมาลองชิม ก็มีผู้อ่านหลายคนที่พบว่าหนังสือของสวนเงินมีมา ‘ทำงาน’ กับพวกเขาอย่างลึกซึ้ง

ถ้าคุณยังไม่เคยหยิบผลงานสำนักพิมพ์นี้มาเปิดอ่าน ฉันอยากลองชวนคุณมารู้จักความเป็นสวนเงินมีมาจาก 10 ผลงานที่วรนุชและทีมงานคัดสรรมาแนะนำ

งานเหล่านี้ล้วนสะท้อนหัวใจของสำนักพิมพ์ และไม่แน่ว่า 1 ใน 10 เล่มนี้อาจพาคุณไปสู่การอ่านครั้งที่ 1 ก็ได้นะ

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ
สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ
01 

ประตูสู่การศึกษาทางเลือก

เด็กตามธรรมชาติ 

ผู้เขียน : จอห์น บี. ทอมสัน, ทิม คาน, มิลเดรด มาเชเดอ, ลิน โอลฟิลด์, มิเชลา คึกเกลอ และโรแลน มีกแฮน

ผู้แปล : วิศิษฐ์ วังวิญญู

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2546

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

หนึ่งในแก่นของสวนเงินมีมาคือเรื่องการศึกษาทางเลือก ใน พ.ศ. 2546 ซึ่งการศึกษาที่เน้นให้เด็กเล็กเรียนรู้ตามธรรมชาติมากกว่าเคร่งวิชาการยังไม่แพร่หลาย แถมหนังสือแนวนี้ก็แทบไม่มีอยู่ สวนเงินมีมาจึงจัดพิมพ์ ‘เด็กตามธรรมชาติ’ คู่มือดูแลและส่งเสริมศักยภาพเด็กที่ชวนผู้อ่านสำรวจจิตวิทยาและพัฒนาการเด็กผ่านมุมมองแบบองค์รวม และพาเด็กไปเชื่อมโยงกับโลกธรรมชาติ โดยผู้ที่คัดเลือกหนังสือมากับมือคือ ฮันส์ แวน วิลเลี่ยนส์วาร์ด ซึ่งคุ้นเคยกับแนวคิดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ ที่สนับสนุนให้เด็กมีอิสระในการเล่นและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับธรรมชาติ

เด็กตามธรรมชาติ เป็นหนังสือที่ค่าลิขสิทธิ์แพง เล่มหนา พิมพ์ 4 สี ต้นทุนจึงสูงลิ่วจนราคาขายจัดว่าไม่ถูก แม้จะมีการขอทุนแล้วบางส่วนเพื่อให้ขายได้ถูกลง สำนักพิมพ์จึงได้เรียนรู้ว่างานบางแบบนั้นต้องการทุนสนับสนุนจริงๆ แต่ขณะเดียวกัน เมื่อหนังสือออกสู่ตลาดไปพักใหญ่ มันก็เริ่มทยอยได้ออกจากชั้นไปสู่มือนักอ่านจนได้ เพราะมีคนหลายกลุ่มสนใจตั้งแต่พ่อแม่ คุณครู จนถึงผู้อยู่ในแวดวงการศึกษา

02 

หนังสือชวนดูภูฏานแล้วย้อนดูไทย

เรื่องราวในดินแดนแห่งความสุข 

ผู้เขียน : คินเลย์ ดอร์จิ

ผู้แปล : สดใส ขันติวรพงศ์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2552

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

ณ วันที่สังคมไทยหมุนเร็วไปพร้อมกับโลก และมี GDP (Gross Domestic Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศเป็นตัวชี้วัดการพัฒนา สวนเงินมีมาได้จัดพิมพ์หนังสือที่เล่าเรื่องราวของภูฏาน ประเทศเล็กๆ ที่ในตอนนั้นเพิ่งเริ่มเปิดประเทศ และตั้งใจพัฒนาประเทศด้วยหลักไม่เหมือนใคร นั่นคือ GNH (Gross National Happiness) หรือความสุขมวลรวมประชาชาติ 

จุดประสงค์ของการพิมพ์หนังสือเล่มนี้คือ ชวนสังคมไทยเรียนรู้และทบทวนตัวเอง สวนเงินมีมาเชื่อว่า เราสามารถใช้ชีวิตโดยโอบรับทั้งโลกดั้งเดิมและโลกใหม่ไปพร้อมกันได้ และนี่จะเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

03 

บัตรเชิญกลับมาหาความเงียบสงบ

พลังความเงียบ: เปิดพื้นที่เพื่อความสร้างสรรค์

ผู้เขียน : จอห์น เลน

ผู้แปล : สดใส ขันติวรพงศ์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2550

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

ในโลกที่วุ่นวายจนความเงียบห่างหายไปจากชีวิตผู้คน สวนเงินมีมาเลือกจัดพิมพ์หนังสือของ จอห์น เลน นักเขียนที่มักชวนคนอ่านมองเห็นโลกภายในของตัวเอง และเห็นความสัมพันธ์ของตัวเองกับโลกภายนอก ในหนังสือเล่มนี้ จอห์น เลน พูดถึงศักยภาพของความเงียบซึ่งช่วยให้เราทำงานสร้างสรรค์ได้ดี โดยมีตัวอย่างคนมีชื่อเสียงที่สร้างสรรค์งานได้เพราะมีความเงียบสงบเกื้อหนุน 

เมื่อพลังความเงียบฯ ออกวางขาย หนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็นที่ชื่นชอบของนักอ่านทุกช่วงวัย แสดงให้เห็นว่ามีคนสนใจมองหาสิ่งเดียวกับสำนักพิมพ์อยู่เช่นกัน และนอกจาก พลังความเงียบฯ สวนเงินมีมายังพิมพ์หนังสือของจอห์น เลนอีกหลายเล่ม เช่น ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา : การมีชีวิตอย่างสร้างสรรค์ในสังคมบริโภค ที่พูดถึงการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในโลกบริโภคนิยม โดยไม่ต้องหนีไปปลีกวิเวกในที่ห่างไกล 

04 

หนังสือว่าด้วยมนุษย์และถิ่นที่อยู่

สถานพำนักจิตวิญญาณ: สถาปัตยกรรมและการออกแบบสภาพแวดล้อมในฐานะศิลปะบำบัด

ผู้เขียน : คริสโตเฟอร์ เดย์

ผู้แปล : สดใส ขันติวรพงศ์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2562

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

สวนเงินมีมามักชวนคนอ่านสำรวจความสัมพันธ์ของเราและโลกรอบตัว ในหนังสือเรื่อง สถานพำนักจิตวิญญาณฯ เล่มนี้ ผู้อ่านจะได้สำรวจความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างมนุษย์ สถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อมที่อาคารนั้นตั้งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เราอาศัย จนถึงโรงพยาบาลที่เราไปเยี่ยมเยือนเมื่อป่วยไข้ หนังสือเล่มนี้เขียนโดยสถาปนิกผู้ออกแบบอาคารสถานที่ โดยให้ความสำคัญกับธรรมชาติของพื้นที่เดิมและความต้องการแท้จริงของผู้ใช้ รวมถึงเชื่อว่าการออกแบบที่ยั่งยืนนั้นต้องคำนึงถึงจิตวิญญาณด้วย

นอกจากพิมพ์หนังสือเผยแพร่ความรู้ สวนเงินมีมายังตั้งใจใช้สิ่งพิมพ์เล่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการเข้าไปจัดกิจกรรมกับเหล่าสถานิกที่สนใจออกแบบอย่างมีส่วนร่วม เพื่อขยายผลเรื่องนี้ให้กว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น

   05 

งานเขียนที่พระชวนตั้งคำถามกับความเป็นพุทธ

อะไรทำให้คุณไม่ใช่พุทธ

ผู้เขียน : ซองซาร์ จัมยัง เคียนเซ

ผู้แปล : รวิวาร โฉมเฉลา

บรรณาธิการต้นฉบับ : พจนา จันทรสันติ

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2556

สวนเงินมีมา สำนักพิมพ์ทางเลือกที่ชวนคนอ่านกินอาหารดี มีชีวิตดี และสนิทกับธรรมชาติ

การทำหน้าที่จุดประกายย่อมหมายถึงการชวนคนอ่านตั้งคำถามน่าสนใจกับชีวิตและโลกที่อยู่ สวนเงินมีมาจึงเลือกแปลหนังสืออะไรทำให้คุณไม่ใช่พุทธซึ่งพระเป็นคนเขียนเองกับมือ (วรนุชรับประกันว่าเป็นหนังสือที่มันมาก) เพื่อชวนคนอ่านทบทวนว่า ศาสนาพุทธที่แท้คืออะไร และเราเองเป็นชาวพุทธตัวจริง หรือแค่เป็นพุทธเพราะระบุอยู่ในบัตรประชาชน 

   06 

หนังสือที่บอกเราว่าทุกศาสนาหมุนด้วยความรัก

ศาสนาทั้งผองพี่น้องกัน: วิถีสู่ความปรองดองในหมู่ศาสนา

ผู้เขียน : องค์ทะไลลามะที่ 14

ผู้แปล : นัยนา นาควัชระ

บรรณาธิการต้นฉบับแปล : พจนา จันทรสันติ

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2563

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

นอกจากมนุษย์และโลก สวนเงินมีมายังอยากชวนผู้อ่านมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เพราะที่จริงแล้วเราล้วนไม่ได้เป็นเกาะโดดเดี่ยวแต่พึ่งพากันเสมอ และเราล้วนมีศักยภาพที่จะรัก จะเอื้ออาทรต่อกันได้

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หลายคนมองว่าศาสนาเท่ากับความรุนแรง สำนักพิมพ์จึงเลือกพิมพ์หนังสือ ศาสนาทั้งผองพี่น้องกันฯ ขององค์ทะไลลามะซึ่งบอกผู้อ่านว่า แท้จริงแก่นของทุกศาสนานั้นสอนให้เรารักกัน และนอกจากเล่มนี้ ยังมีซีรีส์แนวเดียวกันที่ตามมา เช่น หนังสือ ข้ามพ้นศาสนา: จริยธรรมเพื่อคนทั้งโลก ซึ่งองค์ทะไลลามะเป็นผู้เขียนเช่นกัน 

   07 

แรงบันดาลใจรักสิ่งแวดล้อม

ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน

ผู้เขียน : ราเชล คาร์สัน

ผู้แปล : ดิสทัต โรจนาลักษณ์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2559

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน เป็นผลงานเขียนของนักชีววิทยาทางทะเลซึ่งพูดถึงผลร้ายที่เกิดจากการใช้สารเคมีในการทำเกษตร เริ่มจากในธรรมชาติและสุดท้ายก็มาจบลงที่ตัวมนุษย์เอง ด้วยวิธีเล่าที่ทำเอาคนอ่านสะเทือนใจไปตามๆ กัน 

หนังสือเล่มนี้เป็น 1 ใน 100 หนังสือเล่มที่ดีที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นตัวอย่างการทำงานเรื่องนิเวศวิทยาที่สวนเงินมีมาขับเคลื่อนมาตลอด อีกทั้งเนื้อหาของหนังสือยังเป็นตัวจุดประกายให้สวนเงินมีมาลุกขึ้นขับเคลื่อนเรื่องระบบอาหารและเกษตรอินทรีย์ด้วย 

   08 

ไกด์บุ๊กแนะนำร้านอาหารดีต่อเราและโลก

ช่างเลือกช่างกิน คู่มือกินเพื่อวิถีสีเขียว เล่มที่ ๒

ผู้เขียน : ภาศานต์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2556

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Food For Living Green Together เนื้อหาคือการแนะนำร้านอาหารของผู้ประกอบการเจ้าเล็กที่เลือกใช้วัตถุดิบดีๆ ปลอดสารพิษจากเกษตรกรรายย่อย เพราะสวนเงินมีมาอยากให้คนเมืองได้เข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัย ไม่ทำลายโลก รวมถึงอยากสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ด้วย

   09 

วรรณกรรมเยาวชนสะท้อนโลกคนออทิสติก

พี่ซิมเปิ้ล

ผู้เขียน : มารี-โอ๊ด มูรัย

ผู้แปล : เย็นตา

บรรณาธิการ : จิระพรรษ์ บุณยเกียรติ

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2561

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

วรนุชเติบโตมากับการอ่านวรรณกรรมเยาวชนหลากหลายเรื่อง แต่ช่วงหลังรู้สึกว่าหางานแนวนี้ที่ถูกใจยาก จนกระทั่งมีรุ่นพี่คนหนึ่งเสนอให้แปลผลงานของ มารี-โอ๊ด มูรัย นักเขียนหญิงชาวฝรั่งเศส และเธอลองอ่านต้นฉบับแล้วชอบมาก วรนุชจึงตัดสินใจพาสวนเงินมีมาลงเล่นในตลาดงานวรรณกรรมเยาวชน โดยหนึ่งในผลงานที่หยิบมาแปลคือ พี่ซิมเปิ้ล ซึ่งพูดถึงน้องชายที่ต้องดูแลพี่ชายซึ่งเป็นออทิสติก ด้วยวิธีการเล่าแบบเสียดสี นับเป็นงานสะท้อนสังคมที่อ่านสนุก ช่วยให้คนอ่านเข้าใจโลกของคนออทิสติกและโลกของวัยรุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สำนักพิมพ์พบว่างานนี้อาจไม่ใช่แนวถนัด และผู้อ่านเองก็ยังไม่คุ้นกับการที่สวนเงินมีมาพิมพ์วรรณกรรมเยาวชน ทางสำนักพิมพ์จึงมองว่าอาจหยุดงานแนวนี้ไว้ก่อน แล้วหันไปลองทำเรื่องอื่นที่น่าสนใจไม่แพ้กันต่อไป   

   10 

ตัวช่วยให้เราเข้าใจผู้มีบาดแผลทางใจ

ฝันร้ายในร่างกาย: สมอง ร่างกาย จิตใจ ในการเยียวยาบาดแผลทางใจ

ผู้เขียน : เบสเซล แวน เดอ คอล์ค

ผู้แปล : ภัทร กิตติมานนท์

บรรณาธิการฉบับแปล : กรรณิการ์ พรมเสาร์

พิมพ์ครั้งแรก : พ.ศ. 2562

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

เมื่อเรื่องของสุขภาพใจกลายเป็นปัญหาสำคัญในสังคมปัจจุบัน สวนเงินมีมาจึงหยิบเรื่อง ฝันร้ายในร่างกายฯ ซึ่งเป็นงานเขียนแนวจิตวิทยามาแปลให้คนไทยได้อ่าน 

ฝันร้ายในร่างกายฯ พาเราไปสำรวจกระบวนการทำงานของร่างกายที่สลับซับซ้อน บันทึกเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับเราได้อย่างละเอียด เล่าหลากหลายเคสของผู้มีบาดแผลทางใจ และเรื่องของวิธีการบำบัดเยียวยาบาดแผลที่เกิดขึ้น นับเป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจผู้มีบาดแผลทางใจ รู้วิธีดูแลและอยู่กับพวกเขา รวมถึงช่วยให้สังเกตและเตรียมดูแลสุขภาพจิตตัวเองได้ด้วย 

หนังสือ 10 เล่มด้านบนที่คุณเห็น คือตัวแทนจากหนังสือกว่า 250 เล่มที่สำนักพิมพ์สวนเงินมีมาผลิตมาเสิร์ฟให้นักอ่านตลอดการเดินทาง 20 ปี

ในช่วงเวลายาวนานนี้ วรนุชและทีมผลิตหนังสือหลากหลาย และไม่ต่างจากนิตยสาร สิ่งที่สวนเงินมีมาเลือกมาตีพิมพ์ก็แปรเปลี่ยนเติบโตไปตามความสนใจของคนทำ 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกทั้งชัดเจนกว่าเก่า คือการทำหนังสือที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจตัวเอง เห็นคุณค่าความหมายของชีวิต เคารพผู้อื่น และมีความเอื้ออาทรต่อกัน

“เมื่อไหร่ที่เราเห็นตัวเอง เห็นคนอื่น ความเป็นมนุษย์ก็จะตามมาด้วยกัน” บรรณาธิการสำนักพิมพ์สวนเงินมีมาบอกกับฉัน ท่ามกลางเหล่าหนังสือของสวนเงินมีมาตั้งแต่เล่มเก่ายุคแรกเริ่ม จนถึงเล่มใหม่ล่าสุดที่มีชื่อบนปกว่า ‘ความเอื้อเฟื้อ: พลังกรุณาสู่การเปลี่ยนแปลงตนเองและโลก’

แน่นอน, สำนักพิมพ์เล็กๆ นี้ยังคงมุ่งมั่นจุดประกายให้สังคมต่อไป

จากก้าวแรกที่ต้นฉบับ สู่มือผู้อ่านอย่างฉัน และวันพรุ่งนี้อาจเป็นคุณ

เปิด 10 หนังสือจาก ‘สวนเงินมีมา’ อ่านเรื่องราวการจุดประกายเรื่องสำคัญให้สังคมไทย ของสำนักพิมพ์ทางเลือกแห่งนี้

ข้อมูลอ้างอิง 

suanspirit.com

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ปัจจุบันกำลังหัดนอนก่อนเที่ยงคืน

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load