อยู่ๆ เราก็ตระหนักว่าพื้นที่แนะนำตัวนักเขียนและคอลัมนิสต์ของเราเล็กเกินไป

‘อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ คำบรรยายใต้ชื่อ เกตุวดี Marumura ว่าไว้อย่างนั้น

แต่ไม่เป็นไร พื้นที่ด้านล่างนี้มีมากพอให้เราทำความรู้จัก เกตุวดี Marumura หรือ ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ

ปกติคุณบทความของคุณเกตุวดีจะสั้นๆ และกระชับ

แต่มีโอกาสพบและสนทนากันทั้งที บทความนี้จึงยาวกว่าปกติเล็กน้อย หวังว่าผู้อ่านแฟนคลับคุณเกตุวดีจะไม่ว่ากัน

ก่อนจะพบสิ่งที่น่าสนใจต่อไปนี้ เราอยากให้คุณลบภาพจำอันแสนอบอุ่นละมุนละไมของเกตุวดีให้หมดสิ้นเสียก่อน เหลือไว้แค่เพียงรับรู้ว่าเธอคือนักถ่ายทอดผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์

และหากเรื่องราวด้านล่างจะก๋ากั่นไปบ้าง ได้โปรดอย่าตกใจ

เกตุวดี Marumura

はじめまして (ฮาจิเมะมาชิเตะ)

“ตอนนั้นฝันใหญ่มาก ฝันว่าอยากเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย และนักการเมืองที่จบการตลาดก็คงดูไม่เก๋เท่าไหร่ เราก็เลยเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์” อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เล่าย้อนความฝันเมื่อต้องเลือกสาขาวิชา เพราะหวังในใจลึกๆ ว่าจะนำสิ่งที่เรียนกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ

“นโยบายการบริหารประเทศของเกตุวดีเป็นอย่างไร” เราถามเสียงขรึมให้ดูจริงจังสมกัน

“ไม่แน่ใจว่ามีที่มาจากไหน แต่ตอนนั้นเราอินเรื่องการศึกษามาก คิดแบบเด็กๆ ไว้ว่าหากเป็นนายก เราจะเพิ่มเงินเดือนครูทุกคน เพราะเรื่องการศึกษาเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศที่สำคัญ” ได้ยินอย่างนี้ก็ทำให้เราตั้งตารอคอยการเลือกตั้งครั้งต่อไปแทบไม่ไหว

หากเป็นสมัยนี้เราคงไม่แปลกใจที่เด็กหัวกะทิจากสยามประเทศจะเลือกเรียนต่อระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ในยุคสมัยที่ใครก็นิยมเรียนต่อในดินแดนฝั่งตะวันตก อะไรทำให้เกตุวดีเลือกญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทาง

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แปลกแต่น่าสนใจมาก เป็นประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกได้ เป็นประเทศที่มีพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ก็มีคนใส่กิโมโนอยู่ มีคนยังไปไหว้ศาลเจ้าอยู่ เขาทำอย่างไร ในหัวเรามีแต่คำว่าทำไมอยู่ตลอดเวลา ทำไมเจริญจัง ทำยังไงให้ประเทศเล็ก ๆ จากเอเชีย ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้” เกตุวดีเล่าถึงแรงดึงดูดระหว่างเธอกับประเทศญี่ปุ่น

เมื่อภาคการศึกษาสุดท้ายจบลง เกตุวดีก็สารภาพกับเราว่า เธอและวิชาเศรษฐศาสตร์ ‘เราเข้ากันไม่ได้’ เพราะกรอบทฤษฎีที่มีและหลักการบางอย่างไม่อาจตอบคำถามที่สงสัย

“ทำไมต้องมีอรรถประโยชน์ ยิ่งเรียนยิ่งสงสัย ตอนนั้นคิดว่าไม่เป็นไร ไม่อยากเป็นนายกแล้วก็ได้ ช่วงเลือกสาขาปริญญาโทจึงเลือกเรียนต่อด้านการตลาดเรื่อยมาถึงปริญญาเอก” เกตุวดีเล่าเส้นทางที่สานฝันวัยเด็ก เพราะเธอรักใคร่ชอบพอเรื่องการตลาดมาตั้งแต่อ่านนิตยสาร Marketeer และ BrandAge ที่ญาติมักซื้อมาฝากอยู่เสมอ

ในวิชาการตลาด สาววินเทจอย่างเกตุวดี ท้าทายตัวเองด้วยการศึกษานวัตกรรมของผู้บริโภค ก่อนจะทำวิจัยเรื่อง User Development Innovation Policy in Denmark

“จากเดิมที่อยู่ญี่ปุ่น เราก็ประทับใจการทำงานหนักของคนญี่ปุ่นว่าเป็นสิ่งที่ดี พอไปเจอเดนมาร์กที่ Work-life balance มีประสิทธิภาพมากๆ ก็เปิดโลกของเราเหมือนกัน ว่าญี่ปุ่นไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มี successful model อย่างการเสียภาษี 40% ตอนแรกที่อ่านไปก่อนเราก็ตกใจแล้ว แต่เมื่อพูดคุยกับคนที่นั้น ทุกคนจะบอกเหมือนกันว่าภูมิใจและดีใจมากที่ได้เสียภาษี เกิดมาเราไม่เคยได้ยินใครพูดอย่างนี้มาก่อน ทุกคนยินดีที่จะจ่ายเพราะมั่นใจว่าจะมีอะไรบางอย่างกลับคืนมาให้เขาแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การแพทย์และสาธารณสุข” เช่นเคย ไม่ว่าเกตุวดีจะเล่าอะไร ก็ชวนให้เราตื่นเต้นตามได้อยู่เสมอ

เกตุวดีมีเรื่องเล่า

ต่อมาเกตุวดีตัดสินใจพักจากการเรียนปริญญาเอก เดินทางกลับประเทศไทยหลังจากเหตุการณ์สึนามิ ครั้งใหญ่ที่ญี่ปุ่น เมื่อปี 2011

ชีวิต 8 ปีที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนเกตุวดี จนเธอไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมไร้วินัยบางอย่างของคนไทย แต่มองเป็นเรื่องขำขันในชีวิต แล้วเล่าสู่เพื่อนพ้องในเฟซบุ๊กส่วนตัว พอดีกับเพื่อนของรุ่นพี่กำลังจะเปิดเว็บไซต์ ชุมชนคนรักเรื่องราวญี่ปุ่นๆ จนกลายเป็นคอลัมนิสต์คนเก่งประจำ Marumura

maru แปลว่า กลมๆ

mura แปลว่า หมู่บ้าน

marumura แปลว่า หมู่บ้านวงกลม

maru-mura เป็นการผวนคำเล่นที่ดูจะไม่มีความหมายใดๆ

เกตุวดีอยู่ญี่ปุ่นมานานพอ จนรู้สึกอยากเม้าอยากเล่าเรื่องของคนญี่ปุ่นที่คนไทยน้อยคนจะรู้ หรือ พฤติกรรมของคนไทยที่คนญี่ปุ่นไม่เข้าใจ โดยมีแหล่งข้อมูลชั้นดีอย่างชาวญี่ปุ่นหลากหลายอายุและอาชีพที่มาเรียนภาษาไทย เธอจึงเห็นมุมมองจากทั้งสองฝั่ง

“ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราก็เจอคนดูถูกเชื้อชาติบ้าง หรือเราเผลอไปดูถูกคนอื่นบ้าง เรารู้สึกผิดและไม่อยากให้คนอื่นเข้าใจผิดแบบนี้เลย ในเมื่อเราเป็นคนกลางที่ยืนอยู่ระหว่างวัฒนธรรมไทยและญี่ปุ่น เราอยากให้คนสองชาติที่แตกต่างกันเข้าใจกันอย่างมีความสุข ยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน

“เราว่าสาเหตุที่คนทะเลาะกันเพราะเรามักจะมองว่าเราถูก เขาผิด แต่จริงๆ ไม่ใช่เรื่องใครถูกหรือผิด มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เช่น คนไทยใช้ช้อนส้อม แล้วคนญี่ปุ่นมาบอกว่าป่าเถื่อนจัง เราก็จะรู้สึกว่า บ้าหรอ เรากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ หรือคนไทยไปญี่ปุ่นแล้วรู้สึกรำคาญ คนญี่ปุ่นซดน้ำราเมนเสียงดังจังเลย ไร้มารยาท ญี่ปุ่นก็จะรู้สึกว่าฉันกินแบบนี้มาตลอดชีวิตแล้วผิดตรงไหนเหรอ มันเป็นความเคยชินของคน 2 กลุ่ม 2 วัฒนธรรมมากกว่า แล้วถ้าเราไม่อาจเข้าใจพฤติกรรมเหล่านั้น เราก็จะเผลอไปตัดสินคนว่าเขาผิดหรือเขาถูก เราอยากให้เข้าใจความเป็นเขาและที่มาของสิ่งนั้นมากขึ้น” เกตุวดีเล่าที่มาของคอลัมน์ Japan Gossip สุดฮิต ก่อนจะรวมเล่มกลายเป็น Japan Gossip เมาท์ญี่ปุ่นให้คุณยิ้ม หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเธอ

เพราะสำนวนภาษาจิกกัด แซวแรง เม้ามอย ทำให้เคยมีคนคิดว่าเกตุวดีเป็นสาวประเภทสอง

หากใครมีโอกาสครอบครองหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าคุณจะตกหลุมรักเกตุวดีได้เลยง่ายๆ จากความช่างคิด ช่างสงสัย ช่างเล่า ยิ่งแล้วไปกว่านั้น เธอยังเขียนเม้าหนุ่มญี่ปุ่นสนุกกว่าใครที่เราเคยพบ จึงไม่แปลกใจที่ผลงานลำดับที่ 3 ของเธอจะมีชื่อว่า Japan Love Gossip กระซิบรักฉบับญี่ปุ่น

เห็นตลกเฮฮาแบบนี้ เกตุวดีก็มีมุมจริงจังเหมือนกัน ผลงานลำดับที่ 2 สุโก้ย! Marketing ทำไมใครๆ ก็ติดใจญี่ปุ่น เล่าเรื่องการตลาดญี่ปุ่นสนุกๆ ปลุกแรงบันดาลใจ

“ความเครียดและความกดดันในสังคมญี่ปุ่นทำอะไรคุณบ้างไหม” เราถาม

“ก็ทั้งเครียดทั้งฟินนะ เหมือนเราต้องพยายามทำดีที่สุดเพื่อคนอื่น เช่น เราเป็นผู้ช่วยสอนที่ต้องไปช่วยอาจารย์บรรยายนอกสถานที่ การทำงานของเราแบบที่เราคุ้นชินคือไปดูสถานที่ก่อน ดูว่าห้องน้ำอยู่ไหน ไฟอยู่ไหน เปิด-ปิดโปรเจกเตอร์เรียบร้อยดีหรือเปล่า เมื่ออาจารย์มาถึงที่แล้วดำเนินการสอนอย่างราบรื่น และเราจะช่วยอำนวยความสะดวกแค่เปิดไฟ-ปิดไฟ การเตรียมงานอาจจะเหนื่อยกว่า แต่เมื่อทุกอย่างราบรื่นเราก็รู้สึกดี เกิดความภูมิใจในตัวเอง นี่คือการทำงานสไตล์คนญี่ปุ่น

“ตัดภาพกลับมาหากเป็นเราอีกเวอร์ชันหนึ่ง เดินทางไปถึงสถานที่พร้อมอาจารย์ ลองผิดลองถูกกันเองหน้างาน แก้ปัญหาไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นคนละสไตล์” โชคดีที่เกตุวดีไม่ถามว่าเราเป็นอย่างเวอร์ชันไหน

กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน

เกตุวดี ดี ดี (อ่านให้เหมือน echo วิทยุ)

เห็นชอบเม้ามอยคนญี่ปุ่นเป็นประจำอย่างนี้ จริงๆ แล้ว เกตุวดียังมีอีกหลากหลายความสนใจ ที่หล่อหลอมวิธีคิดและวิธีเขียนของเธอ

ยกตัวอย่างเช่น การเป็นดีเจ

นอกจากงานเพื่อสังคม งานดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้พิการ ที่เกตุวดีทำเป็นประจำระหว่างเรียนที่นั่น เธอยังช่วยงานสถานีวิทยุในบทบาทผู้ดำเนินรายการ บอกเล่าเรื่องราวใกล้ตัวและวัฒนธรรมที่น่าสนใจส่งตรงจากประเทศไทย

จุดเริ่มต้นของสถานีวิทยุนี้คืออยากให้คนญี่ปุ่นเข้าใจวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเรื่องนี้ก็ส่งผลต่อความคิดของเกตุวดีเยอะมาก ที่นี่หล่อหลอมตัวตนของเธอผ่านการอยู่ร่วมกับคนหลายๆ วัฒนธรรม ให้เข้าใจกันและยอมรับกัน

ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมน้ำเสียงของเกตุวดีเมื่อเล่าเรื่องต่างๆ จึงพิเศษกว่าทั่วไป

“เราไม่เคยคิดจะเป็นนักเขียนมาก่อน แค่ชอบเล่าเรื่อง ตอนไปญี่ปุ่นใหม่ๆ ยุคนั้นยังไม่มีเฟซบุ๊ก หรือบล็อกใดๆ ทั้งสิ้น เราก็จะเขียนอีเมลถึงเพื่อน 20 คน เช่น วันนี้ฉันกินป๊อกกี้มา 10 รส มีรูปกล่องเสร็จสรรพ เราก็จะเขียนเล่าไปเรื่อยๆ จะว่าไปคงเป็นเพราะเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปลกใหม่ด้วย อยู่ประเทศไทยเราเหมือนนกในกรงทองนะ ไปบ้าน ไปโรงเรียน เท่านี้เลย ไม่ได้ออกไปไหน แต่พอต้องไปใช้ชีวิตต่างแดน แค่ซักผ้าเองเราก็รู้สึกฟินแล้ว มันเหมือนมีเรื่องที่อยากคุยให้ใครสักคนฟังอยู่ตลอดเวลา” เราพอจะเดาสีหน้าของเพื่อนๆ เกตุวดียามที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่เล่าเรื่องป๊อกกี้ออก

เกตุวดีเปลี่ยนไป

หลังจากมีผลงานเขียนผ่านไปทั้งหมด 3 เล่ม เกตุวดีก็เปลี่ยนไป

จากเรื่องราวเม้ามอยญี่ปุ่นแบบชวนยิ้ม เปลี่ยนมาเป็นเรื่องราวธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจอุ่นๆ อย่าง Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ หรือ อย่ายอมให้ใครเหยียบฝัน และคอลัมน์ที่ฮอตสุดๆ ของเรา Makoto Marketing และ iine

เราจึงขอเปลี่ยนวิธีการเขียนเพื่อคุณเกตุวดีบ้าง

ใช่แล้ว เปลี่ยนกันดื้อๆ อย่างนี้โดยที่คุณเกตุวดีไม่ได้ขอนั่นแหละ

ลำดับต่อไปเป็นบทสนทนา ถามคำ ตอบหลายคำ เหมาะสำหรับแฟนคลับที่สนใจวิธีคิด วิธีเขียน ของเกตุวดี the next generation ถ้าพร้อมแล้ว ขอเชิญคุณเกตุวดีที่โพเดียมค่ะ

เกิดอะไรขึ้น ‘เกตุวดีแสนซน’ คนนั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น ‘เกตุวดีคนจริง (จัง)’

ที่ผ่านมาเราคิดว่าเราเข้าใจคนไทยว่าคนไทยชอบอ่านอะไรเบาๆ ฮาๆ เราก็พยายามเขียนให้สนุกทุกๆ บทความ แต่เมื่อเขียนทุกอาทิตย์เป็นเวลา 3 ปี มันเริ่มตันแล้วว่าฉันจะฮาไปไหนอีก นึกไม่ออกว่ามีอะไรจะสนุกขำขันได้อีก เขียนมาหมดแล้วทั้งเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว

พอดีกับที่เราไปรับรู้เรื่องราวของคนรู้จักคนหนึ่งที่อยากรวยมากๆ อยากประสบความสำเร็จเร็วๆ เราก็นึกถึงเรื่องของคนญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ช่วยสังคม เรารู้สึกอยากเขียนเรื่องนี้ออกมาทันที เพื่อหวังให้เขาเห็นและฉุกคิด แต่กลายเป็นว่ามีคนชอบบทความนั้นเยอะมาก และคนแชร์เยอะกว่าที่คิดมาก ทำให้รู้ว่าก็มีคนไทยที่ชอบอ่านเรื่องจริงจังเหมือนกัน

แล้วเราก็อินกับเรื่องนี้มากกว่า เป็นตัวเรามาตลอด อยากทำเรื่องดีๆ เพื่อสังคม แต่ที่ผ่านเราสร้างอีกคาแรกเตอร์หนึ่งขึ้นมาเพราะเราอยากให้คนชอบ เราก็พบว่าเราเป็นตัวของตัวเองได้นี่นา จากนั้นเราก็เขียนเรื่องแนวนี้ออกมาเรื่อยๆ แล้วเห็นว่าสิ่งที่เราเขียนสร้างผลกระทบต่อใคร อย่างไรบ้าง เช่น เปลี่ยนแนวคิดของผู้ประกอบการบางคน สร้างแรงบันดาลใจให้เขาสร้างสรรค์งานออกมาให้ดียิ่งขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกถึงพลังของตัวเอง มีแรงบันดาลใจเขียนไปเรื่อยๆ

เกตุวดี Marumura

คุณเกตุวดีมีวิธีการเลือกหยิบเรื่องมาเล่าอย่างไร

เลือกเรื่องที่ทำให้หัวใจเราเต้นแรง

ยอมรับก็ได้ว่า เราเป็นมนุษย์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์มาก

ซึ่งสิ่งที่ทำให้หัวใจคุณเต้นแรงคือ…

อันดับแรก เราอ่านแล้วรู้สึกว่าจากเดิมที่ไม่มีใครเคยทำได้ เขาคนนั้นทำได้ หรือสองคือ ความรู้สึกที่อยากเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราบ้างจัง

เราเป็นนักคิด เราชอบคิด เราไม่ชอบทำ สิ่งที่เราทำได้คือส่งเรื่องราวต่อเพื่อให้คนนำไปทำตาม

แต่ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ขนาดนั้น หลักๆ อยู่ที่เรื่องนี้ทำให้หัวใจของเราเต้นแรงมากพอจนอยากเล่าให้คนอื่นฟังต่อหรือเปล่า บ่อยครั้งเราเจอเรื่องราวของธุรกิจที่ดีมากๆ แต่หัวใจยังไม่เต้น มือยังไม่อยากเขียน เราก็จะพักหัวข้อนั้นไว้ก่อน

นอกจากเรื่องที่เลือกมาเล่าจะดีมากๆ แล้ว เราชอบเวลาคุณหามุมดราม่าในเรื่อง หรือมุมขยี้ที่ทำให้คนอ่านรู้สึกร่วมไปด้วย

จริงๆ เราก็ไม่รู้ตัวนะ แต่อาจจะเป็นเพราะเราดูรายการสารคดีเล่าชีวิตผู้ประกอบการเยอะ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรูปแบบการเล่าคล้ายกัน เปิดเล่าภาพรวมเรียกน้ำจิ้ม โปรดักต์ฉันเป็นแบบนี้ เลิศหรูอลังการ เรื่องราวแนวคิดและวิธีการ แต่เรื่องราวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีเหตุการณ์ความยากลำบากอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ฝ่าฟันขึ้นมาได้ แล้วจบด้วยผลประกอบการและความสำเร็จอลังการ

เส้นเรื่องส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

จนกระทั้งมีโอกาสเข้าเรียนวิชา Presentation ได้รู้จักการเรียงลำดับ การเล่าเรื่อง เราก็กลับมาอ่านงานเก่าๆ แล้วพบว่า อ๋อ เราเล่าเรื่องเป็นภาพยนตร์มาโดยตลอด

และคนหนึ่งที่มีอิทธิพลกับเรามากๆ คือ พี่ตุ้ม คุณหนุ่มเมืองจันท์

พอเราอ่านงานเขาเยอะๆ อ่านทุกเล่ม อ่านทุกคอลัมน์ ลำดับการเรียบเรียงเล่าเรื่องจึงคล้ายกันโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงในภาษา การตัดประโยค เว้นเพื่อช่วยคนคิด

คุณมักจะบอกเสมอว่า ตัวเองไม่ใช่นักเขียน แต่เป็นนักเล่าเรื่อง เป็นนักถ่ายทอด

หลายครั้งเราได้ยินจากผู้อ่านว่า อ่านแล้วน้ำตาไหล อ่านแล้วเหมือนเราเล่าเรื่องให้ฟังตรงหน้า

แต่จริงๆ มันคือเกดเล่าเรื่องให้ตัวเกดฟังเอง พอเขียนๆ ไปจะเกิดคำถามว่า เขา (เราอีกคนที่เป็นคนอ่าน) จะเข้าใจไหมนะ ก่อนจะค่อยๆ ขยายความเพิ่มลงไป เช่น ข้าวนานี้ใหญ่เท่าโตเกียวโดม 10 โดม เราก็จะมีความคิดแว้บขึ้นมาว่า แล้ว 10 โดมที่ว่ามีขนาดเท่าไหร่ เป็นต้น

ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ
เกตุวดี Marumura

งานเขียนของคุณเหมือนหรือแตกต่างจากงานสอนที่ทำเป็นประจำอย่างไรบ้าง

ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรืองานสอน สิ่งที่เราทำ เราอยากให้คนตื่นเต้นและรู้สึกสนุกไปกับสิ่งที่เราอยากเล่า ยกตัวอย่าง เวลาสอนแล้วหยิบเรื่องโกดักและฟูจิมาเล่า ถ้าเล่าแบบธรรมดาเราก็เล่าได้ โกดักไม่อาจเติบโตได้เพราะไม่ลงทุนด้าน innovation ขณะที่ฟูจิค่อยๆ ทำเรื่อง innovation มาตลอดก็เลยประสบความสำเร็จ แต่เวลาสอน เราอยากให้เรื่องมีความเซ็กซี่กว่านั้น ค่อยๆ เปิดขาโชว์ข้อมูลออกมาทีละนิด ชวนสงสัย ให้เขาคิดตามดึงให้นิสิตมีส่วนร่วม เมื่อมาถึงเฉลยทุกคนก็จะรู้สึกว้าว

นิสัยแบบนี้ด้วยมั้ง แล้วเราก็กลับมาใช้กับงานเขียนด้วยเหมือนกัน

จริงๆ ตอนอยู่ญี่ปุ่นเราทำงานสอนภาษาไทยมา 7 ปี ก็พอจะมีทักษะและกลวิธีทำให้คนสนใจอยู่บ้าง

โดยสรุปแล้ว งานเขียนไม่ได้ทำให้เราสอนดีขึ้น แต่งานสอนต่างหากที่เพิ่มทักษะการคิด การเล่าเรื่อง ทำให้เราเขียนสนุกยิ่งขึ้น

มีคำแนะนำเรื่องรับมือกับความกดดันในงานเขียนอย่างไรบ้าง

เคยได้ยินเรื่อง สภาพมุชิน (Mushin) มั้ย เป็นแนวคิดของพวกซามูไร เรื่องการทำจิตใจให้เป็นกลาง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากชนะ เราจะแพ้

เรามีอาการนี้เหมือนกันช่วงที่เขียนงานปีที่ 2 อยากได้ยอดไลก์เยอะๆ อยากให้คนมาคอมเมนต์เยอะๆ กดดันและเครียด เราก็ต้องพยายามโยนทิ้งให้เหลือเพียง ฉันอยากอ่านเรื่องนี้ ฉันชอบเรื่องนี้ ดังนั้น ฉันจะเขียนเรื่องนี้ ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเองเหมือนกัน (หัวเราะ)

ถ้าเขียนจบแล้วเรายิ้มให้กับตัวเองได้ เท่านั้นเลย พอแล้ว

ได้ยินว่าคุณมีความฝันเล็กๆ ว่าอยากเขียนบทละคร

เคยเป็นเหมือนกันมั้ย เราสามารถเกลียดตัวร้ายในละครได้ในเวลาเพียงแค่ช่วงตอนเดียวที่นั่งดูหน้าโทรทัศน์ ขนาดเราเพิ่งดูแค่ตอนเดียวนะ เรายังรู้สึกโมโหหงุดหงิดขนาดนี้ แล้วคิดถึงคนที่ดูละครเป็นสิบๆ ปี

คนไทยขี้อิจฉากันเพราะอะไร ไม่ต้องคิดซับซ้อนเลย ละครไทยนี่เอง

เราก็คิดว่าน่าจะมีละครไทยที่ดีและสนุกด้วย ช่วงที่ซีรีส์ HORMONES วัยว้าวุ่น เปิดตัว เราประทับใจมาก เป็นไอดอลเลย เป็นซีรีส์ที่ออกมาเปลี่ยนชีวิตและวิธีคิดของคน และถือเป็นความฝันเล็กๆ ที่มองไว้ อยากทำได้บ้างสักวันหนึ่ง

ความเชื่อเรื่องความฝันและการทำธุรกิจด้วยความตั้งใจ

เมื่อมองจากห้องเรียน เราเห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ชอบการประสบความสำเร็จแบบเร็วๆ กดดันความฝันนั้น ในขณะที่ญี่ปุ่นมีกิจการหรือผู้ประกอบการไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จตอนอายุ 60 ค่อยๆ ทำและมีความสุขโดยไม่ต้องประกาศบอกใคร พอเราอินกับ passion ตรงนี้มากๆ เราอยากให้คนประสบความสำเร็จในแบบตัวเอง ไม่ต้องเลียนแบบใครก็เลยกลายเป็นหนังสือเล่มที่ 4 ชื่อ Slow Success ยิ่งใหญ่ได้ด้วยก้าวเล็กๆ

ประกอบกับช่วงนี้เราสอนที่จุฬาฯ (ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มา 3 – 4 ปีแล้ว ความคิดเราก็เริ่มเปลี่ยน อยากสนับสนุน ส่งเสริม สร้างแรงบันดาลใจ อยากให้คนไปในทางที่ถูกต้อง มีแนวคิดที่ถูกต้อง วิธีทำธุรกิจที่ถูกต้อง ตอนนี้จะให้กลับไปเขียนแบบตอนเล่มแรกๆ ก็ไม่ได้ องค์กระเทยที่เคยมีไม่สามารถลงได้อีกแล้ว (หัวเราะ)

ฝันเราเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากตอนแรกที่อยากให้คนเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้น เรื่อยๆ ไปจนเปลี่ยนแนวคิดการทำธุรกิจ ทำให้คนอ่านมี role model เพิ่มขึ้นจากเรื่องราวที่เราเขียน

แล้วมีธุรกิจในฝันแบบไหนที่อยากลงทำเองบ้างไหม

อยากทำร้านอาหารที่กินแล้วไม่แสบคอ เป็นเรื่องปกติมากในญี่ปุ่น แต่ทำไมประเทศไทยเราหายากจัง อาหารที่ใช้น้ำมันน้อย มีผักเยอะๆ

เกตุวดี Marumura
 

Writer

นภษร ศรีวิลาศ

อดีตนักเรียนเศรษฐศาสตร์ผู้วิ่งเล่นในแวดวงตลาดทุน หน่วยงานสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม และงานสายแบรนดิ้งเพื่อความยั่งยืน หลงรักการลองเสื้อคอลเลกชันใหม่ของ COS MUJI Marimekko BEAMS และมีเพจชื่อ น้องนอนในห้องลองเสื้อ

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

เป็นเรื่องง่ายมากหากวันหนึ่งเราอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 แล้วจะพบว่าสิ่งที่เคยประกาศไว้ในวัยหนุ่มสาวกลายเป็นเพียงลมปาก

ในวันที่ หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา เขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต เขาเขียนหน้าประวัติผู้เขียนวรรคหนึ่งว่า ‘อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ และหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้ายในชีวิต’

แน่นอนว่าวันสุดท้ายในชีวิตเขายังไม่มาถึง ผมจึงไม่อาจฟันธงได้ว่าถ้อยคำที่เขาประกาศจะเป็นจริงตามนั้นไหม แต่ที่บอกได้คือวันล่าสุดของชีวิต เขายังคงเขียนหนังสือ และยึดถือการเขียนเป็นอาชีพ หล่อเลี้ยงปากท้องและบางสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขา

หากคิดถึงชื่อนักเขียนที่มีผลงานออกมาต่อเนื่องทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ชื่อของเขายังคงเป็นชื่อแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง

นับจากหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่ชื่อ กาแแฟและชา หมาและแมว ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2543 มาจนถึงวันนี้ เขาเขียนและแปลหนังสือรวมกันผ่านหลักครึ่งร้อยมาแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นอกจากนั้นยังมีงานเขียนในฐานะคอลัมนิสต์และโปรเจกต์ยิบย่อยอีกนับไม่ถ้วน อาทิ นิตยสาร MAD ABOUT ที่เขาเป็นบรรณาธิการร่วมกับนิ้วกลม หรือล่าสุดเขาก็เพิ่งเปิดเว็บไซต์ tomorn.co เผยแพร่ผลงานของเขาสมัยเป็นคนทำนิตยสาร

ผมเดินทางไปพบพี่หนุ่มของน้องๆ ในวงการนักเขียนที่คอนโดมิเนียมของเขาเพื่อพูดคุยถึงหนังสือเล่มแรกในชีวิต

ไม่แน่ใจนักว่าคนอื่นๆ จดจำรายละเอียดชีวิตและความคิดของตัวเองในช่วงวันต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่จากการสนทนาทำให้ผมรู้ว่าเขาจดจำได้ค่อนข้างแม่นยำ

20 เฝ้าฝันถึงสิ่งใด 30 เปลี่ยนไปไหม 40 เข้าใจอะไรใหม่ เขาบรรยายเป็นถ้อยคำได้แทบทั้งหมด

ไม่มี กาแฟ ชา และหมา มีเพียงแมวชื่อ ‘โคยะ’ ที่เขาเลี้ยงไว้เดินมานั่งเคียงข้างระหว่างที่เราสนทนากัน และนี่คือสิ่งที่แมวตัวนั้นได้ยิน

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-20-

ในหน้าประวัตินักเขียน ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ปะทะสายตาเมื่อพลิกหนังสือ กาแฟและชา หมาและแมว ผมสนใจข้อมูล 2 วรรค

วรรคแรก-โตมร ศุขปรีชา จบชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความบังเอิญและความรักทำให้เขาก้าวเดินบนถนนของคนเขียนหนังสือ

วรรคสอง-ถ้าไม่ตายไปกับการเล่นดนตรี ก็อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ และหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้ายในชีวิต

ทำไมกล้าประกาศในหนังสือเล่มแรกว่าจะเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย” ผมถามชายเจ้าของห้องและเจ้าของแมวที่นอนขี้เซาอยู่ไม่ไกล

“เราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงกล้าเขียนอย่างนั้น เพ้อฝันไปเองหรือเปล่านะ แต่ดูเหมือนทุกวันนี้ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแล้วหรือเปล่า มันอาจจะไม่ใช่การประกาศ แต่อาจจะเป็นคำสาป” โตมรหัวเราะสดชื่นเมื่อตอบถึงตรงนี้ “สาปตัวเองเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถไม่เขียนได้

“ไม่รู้สิ แต่ว่าก็รู้สึกอย่างนั้นตั้งแต่ต้น เราเขียนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ สมัยก่อนก็เขียนไปลง ลลนา หรือ สตรีสาร เราเห็นว่าการเขียนหนังสือเป็นทางหนีของเราอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เขียนหนังสือ เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เขียนเองมาตั้งแต่ต้น เวลาลงไปนั่งเขียนเหมือนตัวหนังสือมันไหลออกมาเองที่ปลายนิ้ว เราไม่ต้องไปบีบคั้น มันไม่เคยเป็นความทุกข์ทรมาน มันเป็นความสุขในการเขียน แล้วช่วงที่เราเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เราต้องเรียนแคลคูลัส เรียนฟิสิกส์ ซึ่งมันโหดร้ายกับตัวเองมาก พอถึงเวลาที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมสอบ เราก็เอาหนังสือไปนั่งในห้องสมุดแล้วก็เขียนกลอน แล้วส่งไปตามนิตยสาร ซึ่งก็ได้ตีพิมพ์ ส่วนฟิสิกส์กับแคลคูลัสได้เกรด D ทั้งสองตัว” เราหัวเราะพร้อมกันเสียงดังหลังคำตอบของเขา

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

ย้อนกลับไปในวันแรกบนเส้นทางอันยาวนาน เขาเริ่มทำงานนิตยสารตั้งแต่เรียนจบ ทั้งในบทบาทของกองบรรณาธิการและบรรณาธิการ ไล่เรียงตั้งแต่นิตยสาร Trendy Man, IMAGE มาจนตำแหน่งที่ทำให้ใครหลายคนจดจำเขาได้คือบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้ชายอันดับ 1 ของประเทศอย่าง GM ในยุคสมัยที่นิตยสารยังรุ่งเรือง

“ตอนนั้นคิดว่าอยากเขียนหนังสือ เราก็เลยมาทำงานเป็นคนทำหนังสือ” อดีตบรรณาธิการย้อนเล่าถึงเหตุผลที่ชีวิตหันเหมาสู่เส้นทางสายนิตยสาร “แล้วก็พบว่าการเป็นคนทำหนังสือมันขัดขวางการเขียนหนังสือชิบเป๋งเลย คือการที่เราต้องเขียนทุกเดือน ทุกอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ ในที่สุดแล้วเราแทบจะไม่เหลืออะไรให้เขียนอีก”

แม้จะออกตัวอย่างนั้น แต่หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเขาอย่าง กาแฟและชา หมาและแมว ก็มาจากการรวมผลงานจากชีวิตการทำนิตยสาร

เมื่อพลิกอ่านทีละหน้า สิ่งที่เป็นจุดร่วมหนึ่งในหนังสือเล่มแรกคือเขาเขียนถึงคนธรรมดาที่พบเจอในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นคุณลุงคนขับแท็กซี่ คุณยายและลูกสาวบนเรือข้ามฟาก หรือชายชรานักลับมีด

แปลกดีไหม บนเส้นทางคนทำงานนิตยสาร เขาได้พบเจอผู้คนมากมายที่ชีวิตน่าสนใจ ทำสิ่งยิ่งใหญ่ มีโปรไฟล์ยาวเหยียด แต่ในหนังสือเล่มแรกเขากลับเลือกเล่าชีวิตคนธรรมดาชนิดที่ถ้ากลับไปหาอาจไม่พบ

“ตอนนั้นเราเขียนคอลัมน์ชื่อ You remind me of life ที่แปลว่า คุณเตือนให้ฉันนึกถึงชีวิต ช่วงนั้นเวลาทำนิตยสาร เราไปสัมภาษณ์คนรวยหรูหรา ใช้ก๊อกน้ำทองคำ ซื้อรถเบนซ์แบบเดินไปซื้อหน้าปากซอยแล้วขับกลับมา ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่าชีวิตพวกเขาไม่มีคุณค่าอะไรนะ คือมันก็มีคุณค่าในแบบของเขา แต่ว่ามันไม่ได้เชื่อมโยงกับตัวเรา ไม่ได้ทำให้เรานึกถึงชีวิต ในขณะที่ชีวิตของคนที่ขาดแคลน คนที่เป็นคนธรรมดา คนที่เจอตามท้องถนน เรามองเข้าไปในตาเขาแล้วเห็นอะไรบางอย่างในนั้น บางทีมันกระทบใจเราในบางวูบมากกว่า เราจึงเขียน”

และหากการตีความของผมไม่คลาดเคลื่อนจนเกินไป ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่เขาชอบเฝ้ามองผู้คนในชีวิต อาจเป็นเพราะสิ่งที่เขาได้รับการปลูกฝังจากผู้เป็นแม่ อย่างที่เขาเขียนเอาไว้ใน ‘คำนำผู้เขียน’

แม่สอนผมด้วยคำสอนเก่าแก่ว่า

คนเราเหมือนนิ้วมือแต่ละนิ้ว แต่ละนิ้วไม่เหมือนนิ้วอื่น

แต่ไม่ได้หมายความว่านิ้วโป้งสำคัญกว่านิ้วชี้

นิ้วชี้สำคัญกว่านิ้วกลาง หรือนิ้วกลางสำคัญกว่านิ้วก้อย

แม่หมายความว่า มือต้องมีนิ้วที่แตกต่างกันเสมอ

ผมจึงชอบเฝ้าดูผู้คนโดยไม่ปริปากพูด

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้รู้จักผู้อื่น

และปล่อยให้พวกเขาสอนเราถึงวิธีมีชีวิตอยู่อีกแล้ว

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-30-

นอกจากนักเขียน อีกสถานะหนึ่งที่เขาได้รับ-ไม่ว่าเขาจะยินดีรับไว้หรือไม่ คือนักคิด

เขาใช้ตัวอักษรอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมสม่ำเสมอ ไม่ว่าประเด็นนั้นจะละเอียดอ่อนแค่ไหนหรือใครบอกว่าอย่าหยิบมาคุยกันบนโต๊ะอาหาร-เดี๋ยวทะเลาะกัน

“ทุกวันนี้หลายคนเรียกคุณว่านักคิด ย้อนกลับไปคุณเป็นคนชอบแสดงความเห็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหรือเปล่า” ผมถามโดยที่โคยะยังคงนอนนิ่งไม่สนใจราวกับบทสนทนาตรงหน้าเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่าน

“ไม่ เราไม่ค่อยได้แสดงความเห็น” นักเขียนตรงหน้าปฏิเสธทันที “หมายถึงสมมติว่าจะให้ไปเป็น activist เราก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น งานที่เราทำเป็นงานเขียนมากกว่า เป็นงานแสดงความคิดเห็นอยู่ข้างหลัง อยู่ข้างนอกวงมองดู แล้วก็เขียนถึง เรารู้ตัวเองมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้วว่าไม่ได้เป็นคนที่จะไปก่อตั้งขบวนการหรือไปอยู่ในขบวนประท้วง ชอบอยู่เงียบๆ เราไม่ชอบไปยุ่งกับคนมาก แต่อาจจะพูดคุยถกเถียงกันได้

“สมัยก่อนกินเหล้าก็อาจจะมีนั่งเถียงกันเรื่องชีวิต อย่างที่เราเคยเขียนไว้ว่า ‘เถียงกันเรื่องชีวิตทั้งที่ไม่รู้จักชีวิต’ เถียงกันถึงเช้า ตอนนั้นเราเพิ่งอายุยี่สิบกว่าเอง ก็คุยกันว่าชีวิตมันคืออะไรวะ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง คุยกันว่าโลกคืออะไร แล้วถ้าเกิดว่าเราขับยานอวกาศออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดแล้วมันจะไปออกจากปากคนคนนึงมั้ย คือโลกมันอาจจะเป็นแค่เซลล์นึงของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่มากๆ หรือเปล่า

“คุยอะไรกันก็ไม่รู้” ถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มกว้างให้กับโตมรและเพื่อนพ้องในวัยหนุ่มสาว

“ย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไงที่เห็นตัวเองคุยเรื่องชีวิตทั้งที่ไม่เข้าใจมัน” ผมชวนเขาย้อนมองตัวเองในวันวาน

“ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้สมเพชเวทนา คิดว่าดีแล้วที่ได้คิดเรื่องพวกนี้ พูดคุยกันเรื่องพวกนี้ เพราะว่ามันก็เป็นการเปลี่ยนผ่านของชีวิตแหละ เหมือนเรารู้ว่าเดี๋ยวชีวิตจะเดินต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการคุยเรื่องพวกนี้มันก็เป็นเหมือนกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ทำให้มองเห็นว่ามันมีความเป็นไปได้ในชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งถ้าคุยกันเยอะๆ ก็ดี คุยเรื่องที่เราไม่รู้แหละดี มันเห็นคำตอบของคำถาม

“ใครไม่รู้บอกว่าตอนเราอายุยี่สิบจะเหมือนเรารู้ทุกอย่างในโลก แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นมุมมองแบบ tunnel vision คือเราคิดว่าเราเห็นทุกอย่างในโลก แต่มันแคบ เพราะฉะนั้น การเอาความแคบนั้นไปปะทะกับคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นคนวัยเดียวกัน เห็นโลกแคบเหมือนกัน อย่างน้อยมันก็กระทบกันแล้วอาจจะช่วยเปิดอะไรบางอย่างให้เราได้ คุยกันเอง กระทบกันเอง กระแทกกันเอง เถียงกันเอง เถียงกันไปถึงเช้า ซึ่งเราเองจำไม่ได้แล้วว่าเถียงอะไร แต่เป็นเรื่องประมาณนี้แหละ ชีวิตคืออะไร”

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

และคงไม่ใช่แค่ร่างกายที่เติบโตขึ้นตามตัวเลขนำหน้าอายุที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ในหัวก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

จากที่สงสัยว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม เขาเริ่มใคร่ครวญถึงเรื่องวันสุดท้ายของลมหายใจ

“มันจะมีขั้นตอนของชีวิตแต่ละคนที่ดูคล้ายๆ กัน ถ้าเป็นช่วง 20 ต้นๆ ก็อาจจะเป็นช่วงที่เราเห็นโลกสดใหม่ไปหมด ซึ่งถ้าเราไปเดินผ่านคุณลุงลับมีดที่เคยเขียนถึงตอนนี้ เราอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับลุงคนนี้ก็ได้ เพราะตอนนี้ก็เห็นคนที่ยากลำบากเยอะแยะมากมาย เราอาจจะไม่มีสายตาละเอียดอ่อนมากพอที่จะเหลือเอาไว้ดูสิ่งที่เหล่านั้นอีกต่อไป

“ส่วนพวกอายุสามสิบกว่าที่เริ่ม coming of age ก็เป็นแบบเดียวกัน คือคิดว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ ชีวิตมันจะมีอะไรใหม่ต่อไปหรือเปล่า หรือว่ามันจะย่ำอยู่กับที่อย่างเดิม ส่วนตอนอายุสามสิบปลายๆ เราคิดถึงเรื่องความตายเยอะ แล้วเพื่อนทุกคนก็คิดเหมือนกันเลย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ก็คิด ปราบดา หยุ่น ก็คิด ทำไมคนรุ่นใกล้ๆ กันถึงคิดเรื่องคล้ายๆ กัน”

“แล้วคุณเริ่มเข้าใจชีวิตตอนไหน” ผมถามนักเขียนที่วันนี้อายุของเขาขึ้นต้นด้วยเลขสี่

“โอ้ย ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเลยครับ” เขาตอบทันที

“ที่ว่ายังไม่เข้าใจชีวิต คุณมีวิธีทำความเข้าใจชีวิตยังไง”

“อยู่ไปเรื่อยๆ มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่เข้าใจมันหรอก แต่ว่าอยู่มันไป just be น่ะครับ ก็แค่อยู่เฉยๆ คือเราไม่เข้าใจหรอก แต่ว่าเราจะมองทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาได้มากขึ้น มีอะไรประหลาดเป็นทุกข์ที่เข้ามามันก็จะเฉยๆ มากขึ้น

“เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวนะ แต่หมายถึงว่ามันไม่กระเพื่อมข้างในแล้ว”

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-40-

ทุกวันนี้แม้เขาจะบอกลางานนิตยสารแล้ว แต่การเขียนยังคงเป็นดั่งกิจวัตร เหมือนอาบน้ำ เหมือนแปรงฟัน  เหมือนกินข้าว

วันใดที่ขาดหายไป มันคงกลายเป็นวันที่ผิดปกติ

“ความสุขก็เหมือนเดิมนะ ยังอยู่ที่การได้อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ได้คิด ได้อยู่กับเพื่อน ได้พูดคุยถกเถียงกัน”

วันที่เราพบเจอกัน โตมรเพิ่งหายจากการป่วยหนักได้ไม่นาน ซึ่งผมทราบข่าวการล้มป่วยครั้งนี้จากสเตตัสเฟซบุ๊กของเขา

เขาป่วยหนักขนาดที่เห็นบ้านหมุนรุนแรงเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา 3 วัน 3 คืนติดกันซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สนุกเหมือนนั่งรถไฟเหาะหรอกนะ

ณ เวลานั้นไม่ต้องพูดถึงการเขียนสิ่งใด แค่ประคองตัวลุกนั่งเขายังทำไม่ได้ และถ้าให้เดานี่น่าจะเป็นครั้งที่โตมรหยุดเขียนหนังสือนานที่สุดในรอบหลายปี

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

“การป่วยครั้งล่าสุดทำให้คุณตระหนักถึงอะไรบางอย่างบ้างมั้ย” ผมถามโดยคิดเอาเองว่าเขาคงหวาดกลัวและคิดอะไรได้มากมายจากการป่วยครั้งล่าสุด แต่นั่นแหละ คนอย่างโตมร ใช่ว่าจะคาดเดาคำตอบกันได้ง่ายๆ

โห มันสนุกมากเลย” แน่นอน บนใบหน้าของผมมีเครื่องหมายคำถาม “เราได้เห็นว่าเราควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ คือบ้านหมุนมันมีหลายแบบ ของเราหมุนเพราะเส้นประสาทที่หูอักเสบ ทำให้ตากับหูทำงานไม่ประสานกัน แล้วมันหมุนอย่างรุนแรงและเร็ว หมุนรุนแรงอยู่ประมาณ 3 วัน 3 คืนติดกันไม่หยุดเลย หัวต้องนอนที่พื้น ยกขึ้นมาก็ไม่ได้ ต้องอยู่อย่างนั้น เพราะมันหมุน แล้วเราก็อ้วกเต็มตัวไปหมด พอดีแม่อยู่ก็เรียกแม่ให้มาช่วยโทรศัพท์ไปหาโรงพยาบาล เขาก็มารับไป พอไปถึงหมอก็ให้ยานอนหลับขนานแรง มันได้หลับก็ดีขึ้น ตอนแรกยังเดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หลังจากนั้นสักอาทิตย์นึงก็เหมือนกินไวน์ 2 แก้วตลอดเวลา

“แล้วตอนนอนกองอยู่บนพื้น 3 วัน 3 คืน คิดอะไร”

“ไม่คิดอะไรเลย คิดว่าเมื่อไหร่จะหาย มันจะเป็นอย่างนี้ไปชั่วชีวิตมั้ย แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเป็นทุกข์ฟูมฟายเหมือนตอนเด็กๆ มันก็จะแบบ โอเค เป็นก็เป็น ไม่กลัว ไม่ได้รู้สึกว่ากูจะตายแล้ว เพราะว่าเราก็ทดสอบตัวเองตลอดเวลา แล้วตอนนั้นถึงแม้ว่าโลกมันจะโคลงเคลง แต่โชคดีเราดูอะไรใกล้ๆ ได้ ดูซ้ายขวาได้ เพราะฉะนั้น เราสามารถทำอย่างนี้ได้”

พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาวางบนขาที่ชันเข่าตั้งขึ้นในท่านอน ในขณะที่มือทำท่าพิมพ์ลงบนหน้าจอทัชสกรีน

“คือโลกมันโคลงเคลงนะ แต่เราเขียนต้นฉบับส่งได้” นักเขียนที่เพิ่งหายป่วยพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ

“สิ่งที่คุณทำมันตรงกับที่เขียนไว้ในหน้าประวัตินักเขียนของ กาแฟและชา หมาและแมว เลยนะ ที่บอกว่า อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ” ผมแซวเขา

“เออว่ะ เขียนแล้วตายไปเลย” โตมรตอบเคล้าเสียงหัวเราะ

แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่น แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ลึกๆ เขาอาจคิดเช่นนั้นจริงๆ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load