อันที่จริง ย่อหน้าแรกนี้ควรเอ่ยแนะนำตัวนักเขียนผู้ถูกสัมภาษณ์ แต่ฉันคิดว่ามันอาจไม่จำเป็นกับ เอ๋-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หรือ ‘นิ้วกลม’ เท่าใดนัก

คงไม่เกินเลย หากบอกว่าเขาคือหนึ่งในนักเขียนไทยร่วมสมัยที่โดดเด่นที่สุด นับแต่ โตเกียวไม่มีขา บันทึกการเดินทางเล่มแรกตีพิมพ์ใน พ.ศ. 2547 และส่งให้ชื่อ ‘นิ้วกลม’ เป็นที่รู้จักของผู้อ่าน นักเขียนหนุ่มพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานมากมาย และยืนระยะผลิตงานสม่ำเสมอมานับ 10 ปี ไม่รวมถึงบทบาทอื่นนอกเหนืองานเขียนอย่างพิธีกรและผู้กำกับโฆษณา

ในงานหนังสือครั้งล่าสุด นิ้วกลมมีผลงานใหม่ หนังสือเล่มหนาหลายร้อยหน้าชื่อ หิมาลัยไม่มีจริง

เป็นบันทึกการเดินทางอีกครั้งหลังห่างหายหลายปี และมีชื่อชวนนึกถึง โตเกียวไม่มีขา ของเขาอย่างช่วยไม่ได้

ฉันหยิบหนังสือเล่มแรกและเล่มล่าสุดของเขามาพิจารณา ไม่มีอะไรใกล้เคียงกัน ตั้งแต่หน้าปก ขนาด ความหนา จนถึงเนื้อใน

13 ปีอาจรวดเร็ว อาจเนิ่นนาน แต่ที่แน่นอนคือ มันมากพอจะเปลี่ยนบุคคลกลางกระแสเวลา

จากนักเขียนวัย 26 ผู้แบ็กแพ็กครั้งแรกสู่เมืองจัดจ้านอย่างโตเกียว ถึงนักเขียนวัย 39 ผู้สะพายเป้สู่หิมาลัยขาวโพลน

การเติบโตของ นิ้วกลม จาก 'โตเกียวไม่มีขา' ถึง 'หิมาลัยไม่มีจริง'

ฉันชวนนิ้วกลมนั่งลง พูดคุยถึงการเติบโตระหว่างทางที่ผ่านมา

แด่ ความฝัน

คำอุทิศด้านบนมาจาก โตเกียวไม่มีขา หนังสือเล่มแรกในชีวิตของนิ้วกลม

หนังสือที่เขานิยามว่าเป็น ‘ความฝันที่จับต้องได้’

ในวันวัยนั้น ชายผู้นี้คือคนหนุ่มวัย 26 ผู้ดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เห็นภาพชัดเจน และต้องการก้าวสู่ยอดเขาที่สูงขึ้น เราจึงเห็นเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า เป็นบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ไปเปล่งประกายอยู่ในงานสายโฆษณา ขณะที่อีกส่วนชีวิตได้ครอบครองสถานะคอลัมน์นิสต์เจ้าของคอลัมน์  E= iq2 ในนิตยสารวัยรุ่นอย่าง a day

แต่หากถามถึงยอดเขาเปี่ยมความหมายที่สุดในช่วงชีวิตดังกล่าว

แน่นอน, คำตอบคือหนังสือที่ชื่อ โตเกียวไม่มีขา

“การออกหนังสือเล่มเป็นหมุดหมายที่ใหญ่มาก” นิ้วกลมอธิบาย“เราโตมากับการอ่าน หนังสือจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เพราะหนังสือของคนอื่นมีพลังกับเรามาก เราจินตนาการว่าถ้าวันหนึ่งสามารถเขียนแล้วได้จับถือหนังสือของตัวเองคงรู้สึกดีมาก สิ่งที่ต่างระหว่างการเขียนหนังสือเล่มกับการทำงานโฆษณา คืองานโฆษณาใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเราไปถ่ายทอดสารของคนอื่นและมีความเป็นทีมอยู่เยอะ แต่หนังสือเล่มคือตัวเราแทบร้อยเปอร์เซนต์”

เมื่อพลิกอ่านไล่เรียงทีละหน้า บันทึกการเดินทางไปโตเกียว 9 วัน ด้วยเงิน 12,000 บาทจึงไม่ได้มีเพียงความสนุก

หากเปี่ยมด้วยพลัง ความสดใหม่ และความฝัน

โตเกียวไม่มีขา อัดแน่นด้วยความฝัน สำหรับคนหนุ่มแล้วความฝันเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากคือ ฝันว่าโลกจะดีได้ ฝันถึงโลกอุดมคติบางอย่างที่ตัวเองก็เห็นไม่ชัดว่าคืออะไร แต่ว่าโลกต้องดีกว่านี้ได้แน่ๆ แล้วฉันเป็นคนหนึ่งที่จะเปลี่ยนโลกได้ ในหนังสือมีตอนที่พูดถึงวอลท์ ดิสนีย์ พูดถึงจอห์น เลนนอน มันคือการเชื่อมั่นว่าฉันอยากเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดก็อยากจะแสดงพลังของฉันให้โลกเห็น

“รองลงมาคือความฝันระดับส่วนตัว นั่นคือความเชื่อแบบคนหนุ่มว่า ไม่ว่าคนเราจะฝันอะไรไว้ ถ้ามีความพยายาม เราก็จะไปถึงที่นั่นจนได้ คุณต้องใช้ขาของคุณเดินไปหาความฝันนั้น แล้วมันจะเป็นจริง ตอนแรกเราไม่คิดว่าจะเขียนหนังสือเล่มหนึ่งจบได้ เป็นงานเขียนเล่มแรกที่นั่งลงเขียนเป็นเล่มจริงๆ ไม่ใช่รวมคอลัมน์ เราจมดิ่งอยู่ในนั้น จนเห็นว่าต้นฉบับมันหนาขึ้นเรื่อยๆ ถึงประมาณ 80 หน้า A4 เรารู้สึกว่า เฮ้ย เขียนมาขนาดนี้ได้ยังไง ในบทสุดท้ายก็เขียนไว้ด้วยความจริงใจมากว่า ผมไม่คิดเลยว่าจะเขียนมาจนถึงหน้านี้ได้ และถ้าหากว่าคุณได้อ่านถึงหน้านี้และถือหนังสือเล่มนี้อยู่ในมือ แสดงว่าฝันของผมเป็นจริงแล้ว เรารู้สึกว่าแม่งโคตรจริงใจ เราดีใจแบบนั้นจริงๆ”

และเมื่อ โตเกียวไม่มีขา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 มาอยู่ในมือ ชายหนุ่มวัย 26 ก็เห็นบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นพร้อมหนังสือ

บางสิ่งที่หน้าตาคล้ายคลึงกับ ‘ประตู’

“เมื่อผ่านประสบการณ์หนึ่งไปมันจะเห็นประตูไปสู่ทางใหม่ๆ ถ้าเราบอกตัวเองว่าเป็นนักอยากเขียน เราก็อาจบอกตัวเองอยู่อย่างนั้นว่า เราเป็นคนที่อยากเขียนหนังสือ แต่พอเขียนหนังสือเสร็จ เรารู้สึกว่า เฮ้ย เราเป็นคนที่เขียนหนังสือได้” นิ้วกลมย้อนเล่า “ความรู้สึกนี้สำคัญ ทำให้เรามองตัวเองใหม่ว่า ถ้าอย่างนั้นเรายังเขียนได้อีก ซึ่งพอมองตัวเองในลักษณะนี้ ก็เลยทำให้ไม่ได้เห็นตัวเองแคบว่า เอ๋เท่ากับ Copywriter ไม่ได้มองตัวเองแค่นิยามในนามบัตร แต่เห็นว่าที่จริงแล้ว เราทำอย่างอื่นได้อีก นั่นแปลว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำแค่งานประจำ คุณใช้เวลานอกงานประจำทำอย่างอื่นได้อีกเยอะ นี่คือพื้นฐานของการที่ทุกวันนี้เราเป็นแบบนี้ ซึ่งถ้าประตูบานนี้ไม่เปิด เราอาจอยู่ในกรอบของพนักงานประจำที่ทำแค่โจทย์ที่ออฟฟิศมอบให้”

การเติบโตของ นิ้วกลม จาก 'โตเกียวไม่มีขา' ถึง 'หิมาลัยไม่มีจริง'
การเติบโตของ นิ้วกลม จาก 'โตเกียวไม่มีขา' ถึง 'หิมาลัยไม่มีจริง'

นิ้วกลมและผลงาน

ในวันที่ญี่ปุ่นยังต้องขอวีซ่า และบันทึกการเดินทางน้ำเสียงกันเองเหมือนเพื่อนเล่าให้ฟังยังไม่แพร่หลาย ไม่น่าแปลกที่ โตเกียวไม่มีขา ของนิ้วกลมจะติดโผหนังสือเบสต์เซลเลอร์ กลายเป็นนามบัตรแนะนำตัวเขากับโลกภายนอก

โอกาสมากมายหลั่งไหลมา และด้วยการเปิดออกของประตูบานนั้น นิ้วกลมโอบกอดสิ่งที่ชีวิตชักนำมาอย่างเต็มใจ

“อย่างตอนที่เป็นผู้กำกับโฆษณา มีคนชวนไปทำพิธีกรรายการโทรทัศน์ แต่ก่อนคงคิดว่าแค่กำกับโฆษณาก็เหนื่อยแล้ว ทำแล้วจะล้มเหลวไหม แต่ตอนนี้เราคิดว่าก็ไปทำได้ และไม่ได้คิดเลยว่าจะต้องเป็นอะไร เราคือนักเดินทาง ก็เดินทางไปเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว เราไม่ได้เป็นอะไรหรอก ก็เปลี่ยนไป ความหยุดนิ่งมันไม่จริง ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว เราก็เปลี่ยนไปสู่นิยามใหม่ สู่คุณค่าใหม่ แล้วยิ่งทำ เราก็ยิ่งเห็นว่า อ๋อ ไอ้ประตูบานหนึ่งที่เปิดออกไป มันมีประตูซ้อนอยู่ข้างในซึ่งจะเปิดเราไปสู่พื้นที่ใหม่อีก”

นับแต่ โตเกียวไม่มีขา ลืมตาดูโลก เราจึงเห็นนิ้วกลมปรากฏตัวในบทบาทหลากหลาย ขณะที่หนังสือซึ่งมีนามปากกานี้บนปกก็ทยอยออกมาให้เห็นต่อเนื่อง

“การเขียนสำหรับเราคือ บทสรุปความคิดหรือการพยายามจะขึ้นรูปความคิดซึ่งเหมือนดินจากหลากหลายแหล่งที่กองรวมๆ กันอยู่ เรามองไม่เห็นว่าสุดท้ายหน้าตามันเป็นยังไง การเขียนคือการปั้นขึ้นมาแล้ว อ๋อ ความคิดช่วงนี้หน้าตาประมาณนี้” เขาบอกฉัน

หากเป็นอย่างนั้น เมื่อย้อนมองสิ่งที่ขึ้นรูปจากกองดินตลอด 13 ปี นิ้วกลมมองเห็นสิ่งใด

“มันเหมือนมี 2 สิ่งดำเนินคู่กันมา หนึ่งคือ ความเชื่อมั่นอย่างมากในตัวเอง ในพลังของมนุษย์ กับอีกอย่างคือ ความถ่อมตัวและการเหนี่ยวรั้งตัวเองไม่ให้ทะเยอทะยานเกินไป สองสิ่งนี้มันเดินสลับขากันมาตลอดเวลา เช่น สมมติเราเขียนถึงความฝันใน โตเกียวไม่มีขา ว่าคุณต้องเดินไปหามัน แล้วมันจะสำเร็จ พอมาเขียนถึง กัมพูชาพริบตาเดียว มันพูดถึงปราสาทหินที่ยิ่งใหญ่กับการพังทลายผุกร่อน แล้วไปจบลงตรงที่ว่า ชีวิตมีแค่พริบตาเดียวเอง คุณอาจไม่ต้องสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจต้องให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กๆ ที่มีความสำคัญกับคุณ จนถึงทุกวันนี้ เราก็ยังเห็นสาร 2 อันนี้ดึงกันไปมาตลอดเวลา”

แล้วความฝันอยากเปลี่ยนแปลงโลกที่เคยพูดถึงยังอยู่ไหม-ฉันสงสัย

“เราว่ายังมี แต่ก็มีช่วงเวลาที่มันลดต่ำลงไป มีช่วงเวลาที่คิดว่า จะเปลี่ยนได้เหรอวะ ไม่มั่นใจ รู้สึกหดหู่” นิ้วกลมบอก ก่อนเล่าภาวะจิตใจที่สะท้อนผ่านงานเขียน “ที่จริงเราลองมาไล่ดูหนังสือช่วงหลังแล้ว มันตลกมาก หนังสือเล่มที่เราเริ่มพูดถึงสังคมคือ ความฝันที่มั่นสุดท้าย ซึ่งพูดถึงพื้นที่ของสันติภาพและความรัก ตอนนั้นมันก็เริ่มเป็นผลผลิตจากบ้านเมืองที่ขัดแย้งแล้ว ชื่อมันสะท้อนมากเลยว่า ถ้าจะเหลือความฝันอยู่ ถ้าสันติภาพและความรักยังมีอยู่ นี่เป็นที่มั่นสุดท้ายแล้วนะ

“หลังจากนั้น ก็เริ่มมีหนังสืออย่าง หยดน้ำในกองไฟ ซึ่งมันแค่หยดน้ำเอง อยู่ในกองไฟเบ้อเร่อเลย จากนั้นก็ หากความเข้าใจยังมีอยู่จริง แล้วเราก็เริ่มหมดหวังไปเรื่อยๆ ค่อนข้างสิ้นหวังกับความเข้าใจกันและความสามารถในการแลกเปลี่ยนความคิดกันของคนในสังคม เพราะรู้สึกว่ามันขัดแย้งสูงขึ้นจนเริ่มหาทางออกไม่เจอ เราอยู่ในภาวะที่มีโอกาสปะทะกับทุกคน ทั้งนอกบ้านและในบ้าน แล้วเราก็พยายามหาทางออก จนสุดท้ายผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นหนังสือ เช่น วินาทีที่เป็นอิสระ เล่มนี้คือช่วงแสวงหาแล้วว่า ถ้าเยียวยาสังคมไม่ได้ เยียวยาตัวเองก่อน ก่อนที่จะป่วย คุณต้องมีความคิดยังไง ปฏิบัติตัวยังไง ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือในการหาคำตอบ หลังจากนั้นก็กลายเป็นหนังสือ แสง เป็นอีกช่วงเวลาที่คิดพ้นตัวเองไปแล้ว เราดีขึ้นแล้ว  ก็อยากจะหาว่า ถ้าเป็นสังคมล่ะ แต่ละคนเป็นแสงได้ในสังคมที่มีความขัดแย้งสูงได้ยังไงบ้าง เราก็เลยไปศึกษาประวัติชีวิตคนมารวบรวมว่าคนที่อยู่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองขัดแย้งแล้วสามารถมอบปัญญาให้สังคมได้ ตอนนั้นเขาทำแบบไหน คิดแบบไหน”

ทางที่คล้ายไม่เห็นทางในตอนแรกเริ่มพบแสงสว่างปลายอุโมงค์ และหากจะถามว่าช่วงเวลาไหนที่ชายหนุ่มพ้นจากความมืดมิดสู่ความเจิดจ้า

คำตอบนั้นรออยู่บนเทือกเขาหิมะชื่อ หิมาลัย

การเติบโตของ นิ้วกลม จาก 'โตเกียวไม่มีขา' ถึง 'หิมาลัยไม่มีจริง'

แด่ แม่

คำอุทิศด้านบนมาจาก หิมาลัยไม่มีจริง หนังสือเล่มล่าสุดในชีวิตของนิ้วกลม

‘แม่’ ที่เขาเอ่ยถึงคือ พระแม่ธรณีหรือธรรมชาติ

ทริประยะเวลา 10 วันสู่ค่ายฐานเอเวอเรสต์ (EBC) บนหิมาลัยมอบอะไรแก่นักเขียนวัย 39 และเหตุใดที่แห่งนั้นจึงพิเศษ ในเมื่อนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นิ้วกลมออกเดินทางหรือปีนป่ายภูเขา

“หนึ่งคือความยิ่งใหญ่ของภูมิประเทศ หิมาลัยนี่ เวลาเราอยู่ข้างล่าง ก็เห็นมันแบบหนึ่ง เวลาขึ้นไปเรื่อยๆ ก็เห็นมันอีกแบบ ความยิ่งใหญ่แบบนี้ทรงพลังมาก สองคือ เราว่ามันคือพื้นที่ที่เราหนีห่างออกจากมนุษย์ไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมายถึงคนที่เดินอยู่ข้างเรา แต่คือโลกมนุษย์ โลกที่มนุษย์สร้าง มนุษย์กำหนด เรามองไปมีแต่ต้นไม้ หิน เมฆ ท้องฟ้า ต้นหญ้า และเมื่อเป็นอย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มากขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้เราเห็นความจริงในนิยามของธรรมชาติ คือมันเห็นกลไกชัดเจนมาก กลไกเหล่านี้เราเจอในหนังสือมาเยอะ แต่ไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งจริงๆ  แล้วเป็นอย่างนี้ทุกวัน จากท้องฟ้าครึ้ม พระอาทิตย์ก็ส่อง หิมะบนภูเขาละลาย แล้วเราก็เห็นเลยว่ามันระเหยขึ้นเป็นไอไปก่อเป็นก้อนเมฆ พอตกสายหรือบ่ายหน่อย บางทีมันรวมตัวกันครึ้ม แล้วฝนก็ตก น้ำฝนก็ไหลไปกลายเป็นแม่น้ำ”

สภาวะการได้หลอมรวมกับธรรมชาติกระทบใจชายหนุ่มมากจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ลอกคราบ-เขาเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนั้น

“เราไม่ได้บรรลุธรรมหรืออะไรทั้งสิ้น แต่สัมผัสได้จริงๆ ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ไม่ใช่จากการอ่าน ไม่ใช่จากการมีนักวิทยาศาสตร์มาอธิบายให้ฟัง ซึ่งทำให้เราเห็นว่า สิ่งหนึ่งประกอบด้วยอีกไม่รู้กี่สิ่ง ในตัวเราไม่รู้มีแบคทีเรียกี่ล้านตัว นั่นแปลว่ามันไม่ใช่เรา มันก็แค่สิ่งที่มาประกอบกันใช่มั้ย เพราะอย่างนั้น ในมิติอื่นของชีวิต สิ่งที่เราทำสำเร็จ มันก็ไม่ใช่เพราะเราทำแต่เพียงผู้เดียว แต่เพราะมีคนที่สร้างโอกาสเหล่านี้ให้เราได้มีชีวิตอยู่ต่อไป เราเห็นความเชื่อมโยงว่าที่เรายังนั่งคุยกันอยู่ได้ เพราะเมื่อวานมีคนทำข้าวผัดกะเพราให้เรากิน มีไก่ตัวหนึ่งยอมเป็นไก่ในจานข้าวให้เรา

“เมื่อคุณตระหนักรู้สิ่งนี้อยู่ในใจลึกๆ สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนมากที่สุดเลยคือ เราเคารพคนอื่น เคารพทุกสิ่ง เชื่อว่ามีสิ่งที่เกื้อหนุนให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งสิ่งนี้ลึกซึ้งมากในความรู้สึกเรา แล้วก็จะส่งผลต่อการปฏิบัติตัวกับผู้คน กับโลกใบนี้ แต่ก่อนเรารู้สึกว่า อยู่บนโลกใบนี้เพื่อหาที่ยืนแล้วประกาศกับโลกว่า กูนี่แหละนิ้วกลม มึงหันมามองกูสิ กูจะบอกมึงอย่างนี้ แล้วก็อาจจะชอบเอาชนะ หมายถึงว่าถ้าเราไม่เคารพอะไรเลย รู้สึกว่าเราถูก เรายิ่งใหญ่ เวลาเราถกเถียงกับใคร ก็จะรู้สึกอยากหาความถูกต้องบางอย่าง แต่พอมีความเคารพเกิดขึ้นในใจ เรารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ ทุกอย่างมันน่าขอบคุณน่ะ แล้วเราก็รู้สึกว่า ชีวิตมีคุณค่ามาก คนเหล่านี้ อากาศ แดด มีคุณค่ามาก เมื่อเห็นแบบนี้ นั่นแปลว่าตัวเราเองโคตรมีคุณค่าเลย เรามีคุณค่าต่อกันและกัน แล้วในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราก็ควรปฏิบัติต่อกันให้งดงามที่สุด ไม่มีเหตุผลอื่นใดเลยที่จะต้องทำดีแก่กัน เพราะมันไม่มีเราไง ไม่มีผมกับคุณ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อผมดี คุณจะงดงามด้วย นี่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้น แต่ก่อนเรามองแค่ว่าเราอยากดี แต่ตอนนี้เราเห็นความงามของคนอื่นแล้วคิดว่าก็งามไปด้วยกัน

“และถ้าอ่าน หิมาลัยไม่มีจริง จนจบ จะพบ 2 คำตอบเรื่องการเปลี่ยนแปลงโลก คือเราเปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หมายถึงเราเปลี่ยนแปลงได้โดยที่ไม่รู้ตัวและอาจไม่เห็นมันก็ได้ แล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบที่เราคิด คุณสร้างภาพสังคมอุดมคติหรือโลกอุดมคติ กำหนดมันเป็นจุดมุ่งหมายเหมือนเป็นนโยบายบริษัท แล้วมุ่งหน้านำโลกไปสู่สิ่งนั้นไม่ได้หรอก ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม เพราะคุณเป็นแค่สิ่งโคตรเล็กในจักรวาลนี้ ยังมีปัจจัยอื่นอีกมาก แต่ขณะเดียวกัน การมีอยู่ของคุณ สิ่งที่คุณทำก็ค่อยๆ เปลี่ยนจักรวาลนี้ไปเรื่อยๆ เช่นกัน”

เทือกเขาหิมะมอบความเข้าใจนี้ให้นักเขียนวัย 39 เป็นความเข้าใจที่คลี่คลายภาวะหม่นหมองก่อนหน้า และเป็นความเข้าใจที่เขาบอกว่านักเขียนในวัย 26 ซึ่งมีสภาวะภายในต่างไปคงมองไม่เห็น

และเขาก็ลงมือถ่ายทอดความเข้าใจดังกล่าว กลายเป็นผลงานเขียนที่มีจุดหมายต่างกับงานเขียนเล่มแรกของนักเขียนวัย 26 คนนั้น

“เราไม่เคยรู้สึกว่าอยากนั่งเขียนหนังสือทั้งวันทั้งคืนแบบนี้นานแล้ว แล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ในตัวที่อยากบอกเล่ามาก นั่นคือความรู้สึกตอนเขียน โตเกียวไม่มีขา เลย” นิ้วกลมเล่า “แต่ที่ไม่เหมือนคือสิ่งที่เขียนนั่นแหละ โตเกียวไม่มีขา เขียนด้วยการอยากจะบอกว่าตัวเองเจ๋ง เขียนด้วยความรู้สึกรักตัวเอง ยิ่งเขียนยิ่งรัก เก่งฉิบหายเลย แต่ หิมาลัยไม่มีจริง เขียนด้วยความรักคนอื่น คือเราได้สัมผัสประสบการณ์นี้แล้วมันดีมากกับจิตใจเรา เราก็อยากส่งต่อ อยากบอกสิ่งนี้จริงๆ เป็นความรู้สึกอยากให้คนอ่านจริงๆ ทุกวันนี้ระหว่างขับรถ เราเปิดเพลงส่งต่อความรักของพี่บอย โกสิยพงษ์ ชิงชิงยังถามว่าทำไมต้องเปิดเพลงนี้ตลอดเวลา เราก็บอกว่าไม่รู้ว่ะ อินว่ะ คือเราอาจตีขลุมไปเองก็ได้ แต่เราคิดว่าเข้าใจความรู้สึกของพี่บอยตอนแต่งเพลงนี้ คืออยากส่งต่อความรักให้คนทุกคน เราคิดว่าเราเขียน หิมาลัยไม่มีจริง ด้วยความรู้สึกนั้น”

‘บทสรุปของความเข้าใจในวัย 39’ คือนิยามที่นิ้วกลมวัย 39 มอบให้หนังสือเล่มล่าสุด

เป็นบทสรุป เป็นการเติบโตงดงาม ที่ชวนให้เฝ้ารอดูเขาปั้นดินกองต่อไป

การเติบโตของ นิ้วกลม จาก 'โตเกียวไม่มีขา' ถึง 'หิมาลัยไม่มีจริง'
 

Writer

ธารริน อดุลยานนท์

สาวอักษรฯ ผู้หลงรักการเขียนเสมอมา และฝันอยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ด้วยสิ่งที่มี ณ จุดที่ยืนอยู่ รวมผลงานการมองโลกผ่านตัวอักษรไว้ที่เพจ RINN

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

หากเป็นคนรักการบันทึกหรือขยันเสิร์ชกูเกิล เราย่อมรู้ว่าใน พ.ศ. 2547 มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้น บ้างถูกลบเลือน บ้างยังส่งผลกระทบกระเทือนมาจนทุกวันนี้

หนึ่งในเหตุการณ์ที่อาจตกสำรวจ แต่มีความสำคัญไม่น้อยในแวดวงวรรณกรรมไทย คือการที่ผู้อ่านได้รู้จักกับนักเขียนหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อ อุทิศ เหมะมูล เมื่อ ระบำเมถุน หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเขาวางแผง

“สมัยนั้นคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ” นักเขียนวัยขึ้นต้นด้วยเลขสี่ว่าไว้อย่างนั้น

นับตั้งแต่แนะนำตัวด้วยนามบัตรที่ชื่อ ระบำเมถุน เป็นต้นมา อุทิศสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการวรรณกรรมไทยเพียงใด ผลงานของเขาแสดงคำตอบชัดเจนดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายไตรภาคอย่าง ลับแล, แก่งคอย ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลซีไรต์มาครอง, ลักษณ์อาลัย และ จุติ ยังไม่นับหนังสือเล่มอื่นๆ อีกหลักสิบเล่ม รวมถึงบทบาทบรรณาธิการนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องราวแวดวงวรรณกรรมอย่าง WRITER

ล่าสุด อุทิศเล่าผ่านสัญญาณโทรศัพท์ว่าตอนนี้ ร่างของปรารถนา นวนิยายเล่มใหม่กำลังใกล้คลอดเต็มที หากนับเวลาจากหนังสือเล่มแรกจนถึงหนังสือเล่มนี้ก็กินระยะเวลากว่า 13 ปี ซึ่งถือว่าไม่มากไม่น้อย

ไม่มากเกินจะทำให้คนอย่างเขาหมดไฟบนเส้นทางวรรณกรรม ไม่น้อยเกินจะทำให้เขาเข้าใจสัจจะบางอย่างบนเส้นทางนักเขียน

เรานัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงบางเรื่องราวเมื่อหนที่เขาเขียนหนังสือเล่มแรก ด้วยความเชื่อที่ว่า เราจะเห็นการเติบโตของคนคนหนึ่งจากผลงาน-หมายถึงหากเราเชื่อว่าชีวิตกับงานแยกกันไม่ออกน่ะนะ

อุทิศนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมหนังสือเล่มแรกในชีวิต หลังทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เราจึงพลิก ระบำเมถุน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 แล้วชวนอุทิศในวันนี้เล่าถึงอุทิศในวันนั้น

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ระบำเมถุน พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สเกล มีนาคม พ.ศ. 2547

ในหน้าข้อมูลทางบรรณานุกรมระบุชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 ยกนิ้วบวกลบดูแล้วก็รู้ว่าตอนนั้นเขากำลังอายุ 29 ย่าง 30

“ตอนนั้นห่ามมาก จริงๆ ห่ามมาตั้งแต่อายุ 15 – 16 แล้ว ห่ามมาตลอด” อุทิศเอ่ยถึงตัวเองในวันวาน “เราเป็นพวกเรียกร้องความสนใจของโลกด้วยการห่าม ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นแหละ วัยรุ่นต้องเป็นอย่างนี้ มีดี มีอะไรสำคัญ ก็อยากประกาศให้ทุกคนรู้ ประกาศให้โลกรู้ เป็นคนอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดมาก เป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนปากร้าย ชอบจิกกัด กระแนะกระแหน ถ้าเป็นปัจจุบันก็เรียกว่าชอบแซะ เป็นหนัก”

“การเป็นคนแบบนี้ ห่าม พร้อมปะทะ มีข้อดีบ้างมั้ย” ผมถามให้ชายตรงหน้าทบทวน

“มีสิ” เขาตอบทันที “มันฝึกความกล้าหาญของเรา ทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้า อย่างน้อยที่สุดคือเรารู้ว่าตอนนั้นเราต้องการอะไร และเรากำลังเรียกร้องอะไร อย่างสมัยเราเรียนอยู่ชั้น ปวช. ที่โคราช เราก็เป็นหนึ่งในคนประท้วงอธิการที่สั่งตัดต้นไม้ในสถาบัน เพราะตอนนั้นเราซีเรียสเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ ฟังเพลงเพื่อชีวิต เรารู้สึกว่าต้นไม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง พาพรรคพวกบุกถึงห้องอธิการเลย”

“แล้วช่วงที่เขียน ระบำเมถุน คุณเป็นคนหนุ่มที่เชื่ออะไรเป็นพิเศษบ้างไหม” ผมดึงเขากลับมาที่หนังสือเล่มแรกในชีวิต

หลังได้ยินคำถาม เขาหยิบบุหรี่ขึ้นจุดก่อนตอบ

“เชื่อเรื่องศิลปะ เชื่อเรื่องการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่มีขอบเขต เราต้องมีอิสระ เสรี ที่จะคิดและทำตามสิ่งที่ตัวเองใฝ่หา ความจริงมันไม่ได้เป็นอุดมการณ์ขนาดนั้น แต่ในแง่พื้นฐานที่สุดคือคนคนนึงต้องได้ทำในสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตของตัวเอง แล้วเขาสามารถสามารถที่จะพูดสิ่งนี้ได้ สามารถทำงานสร้างสรรค์หรือว่าคิดกับสิ่งนี้เพื่อที่จะทำออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา

“หนังสือเล่มแรกเราก็ระบายเต็มที่ บอกปัญหาความคับข้อง อึดอัดใจ ทั้งหมด ทั้งในตัวชีวิต ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก กับพื้นเพข้างหลัง กับสถานการณ์ในชีวิตที่ต้องพบเจอ เราว่ามันก็บอกได้เต็มที่ตามความห้าวของเรา ตอนนั้นเราเขียนด้วยความห้าวจริงๆ พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าสามารถนำเสนอเสียงใหม่ๆ ได้ อาศัยความมั่นใจแบบนั้น ต้องการส่งเสียงว่ากูมาแล้ว” เล่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็หัวเราะในความไร้เดียงสาของตัวเองในวันนั้น

แล้วตอนที่เขียน ระบำเมถุน คุณตั้งใจพูดเรื่องอะไร” ผมถามในขณะที่พลิกหน้าหนังสือทีละหน้า ทีละหน้า

ชายตรงหน้านิ่งคิดนานกว่าปกติ ต่างจากก่อนหน้าที่เขาตอบทันทีที่คำถามสิ้นสุด “พูดเรื่องของคนตัวเล็กๆ คนที่ดูเหมือนไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้มีอะไร แต่ว่ามีชีวิตอยู่ และน่าจะมีความหมายต่อการรับรู้ ไม่ใช่ความหมายในแง่ของสถานภาพบทบาทของเขา แต่ว่าเป็นความหมายทางประสบการณ์ร่วมที่เราคิดว่าประสบการณ์นี้จะเข้าไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางชีวิตของคนอ่านได้

“ตอนนั้นคนตัวเล็กๆ ไม่ค่อยมีเสียงเท่าไหร่ ตอนนั้นหนังสือฮาวทูเต็มท้องตลาด พ่อสอนลูกรวยอะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่า เฮ้ย วรรณกรรมควรจะทำหน้าที่ของเสียงที่ไม่ได้พูด เสียงที่ไม่ได้เล่า แต่มีความหมายไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคนที่มีพื้นที่จะเล่า หรือเป็นอภิมหาเรื่องเล่าของสังคมตอนนั้น มันก็เลยกลายเป็นจุดหนึ่งที่ยังทำงานมาถึงปัจจุบันนี้ หมายความว่าเรื่องเล่าของเราเป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่มันผูกกันไว้ด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ ทางความรู้สึก หรือสภาวะที่เกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีสถานะแบบไหนก็ตามในทางสังคม คุณเลี่ยงประสบการณ์ทางอารมณ์หรือทางชีวิตแบบนี้ไม่ได้เลย”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

คำนำเสนอโดย แดนอรัญ แสงทอง

ก่อนพลิกเข้าบทที่ 1 ของนวนิยาย-หรือที่เขาใช้ว่า ‘ชิ้นส่วนที่ 1’ เราจะพบกับคำนำเสนอจากหนังเขียนรุ่นพี่แห่งกระท่อมผู้ชนะอย่าง แดนอรัญ แสงทอง

ด้วยความห่าม เขาตัดสินใจส่งต้นฉบับร่างแรกไปให้นักเขียนรุ่นพี่อ่าน

“ตอนนั้นพี่แดนอรัญเขาเริ่มมีชื่อแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้โด่งดังเป็นนักเขียนซีไรต์เหมือนในปัจจุบัน แน่นอน เขามีความน่านับถือ ความน่าเกรงขาม ซึ่งเกิดขึ้นมาจากตัวงานเขียนเขาเอง ตอนที่เราอ่าน เงาสีขาว หรืออ่าน อสรพิษ เราก็รู้สึกว่า โอ้ย อยากรู้จักนักเขียนคนนี้จังเลย อยากเรียกพี่จัง รู้สึกว่านี่พี่ชายกูนี่หว่า รู้สึกว่าเป็นคนทางเดียวกัน เป็นธาตุเดียวกัน พอเขียนเสร็จก็เลยใช้นิสัยห่ามๆ แบบที่เคยเป็นส่งต้นฉบับไปให้แกอ่าน เพราะว่าในหนังสือ อสรพิษ แกเขียนที่อยู่ไว้ เราก็เอาจากตรงนั้นแหละ แล้วเขียนจดหมายปะหน้าว่าอยากให้อาอ่าน อยากฟังคอมเมนต์”

คำตอบที่เขาได้รับกลับมาหาได้เป็นคำชมหรือให้กำลังใจอะไรเทือกนั้น ตรงกันข้าม เขาได้รับคำวิจารณ์ให้ไปแก้ไขปรับเปลี่ยนเสียใหม่ พร้อมคำแนะนำว่า อย่ามาเป็นนักเขียนเลย

รู้ไหมทำไมนักเขียนรุ่นพี่จึงแนะนำอย่างนั้น” ผมถามด้วยความสงสัย

คงเพราะการทำงานเขียนมันเป็นงานที่ลำบากลำบน บางทีความฝันที่ว่าใครสักคนอยากจะเป็นนักเขียนมันเป็นความฝันแบบ lollipop สวยงาม แต่ว่าพอมาอยู่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สวยขนาดนั้น มันไม่ได้สวยอย่างภาพ มันมีความขมขื่น ความเสียอกเสียใจ อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลา คนที่จะเป็นนักเขียนได้ต้องเป็นคนที่มีจิตอันสาหัส คือมีแรงเสียดทานที่สูงมากๆ กับการที่จะต้องยอมรับความเจ็บปวด ความเสียใจ ความขมขื่น อยู่บ่อยๆ ถูกฉีดเข้าไปด้วยสิ่งนี้บ่อยๆ เราคิดว่ามันคือคำเตือนด้วยความหวังดีที่บอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามาเลย ยังหนุ่มอยู่ ยังมีชีวิตชีวา ไปใช้ชีวิตดีกว่า ถ้าอายุมากกว่านี้แล้วคิดว่าสิ่งที่อยากเขียนอยู่มันยังมีอยู่กับตัว ถึงวันนั้นค่อยเขียน”

แล้วทำไมตอนนั้นคุณไม่เชื่อคำเตือนของนักเขียนรุ่นพี่ที่อุตส่าห์หวังดีแนะนำ”

“ก็เราไม่ได้อ่านที่เขาเขียนมาแล้วคิดว่าให้เชื่อเขาไง แต่เราอ่านในความหมายที่ว่า กูถูกลองดีแล้ว” ว่าถึงตรงนี้เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ “เฮ้ย ผมทำได้ ผมอยากเป็นนักเขียนจริงๆ ผมมีแรงเสียดทานที่ก่อนนี้ก็ฝึกฝนมา ถ้าเป็นจอมยุทธ์ก็ฝึกฝนมาระดับนึง มีอาวุธ อาจจะไม่ได้แหลมคม หรือว่ามีท่วงท่าการสังหารที่เร้าใจ ตรึงตา แต่ว่าเรื่องนี้มันก็ค่อยๆ ฝึกไปได้ แต่ถามว่าจิตใจที่มุ่งมั่นและตั้งมั่นมีมาก่อนแล้วมั้ย เรามี เพราะฉะนั้นเราก็มองคำพูดนี้ของพี่เขาเป็นลักษณะที่ท้าทายเรา ท้าทายว่ามึงเป็นไม่ได้หรอก อย่ามาทำเลย เราก็เลยรู้สึกว่า นี่ดูถูกกันนี่ เดี๋ยวเป็นให้ดู”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

แด่…แอล

ใน ระบำเมถุน มีหน้าหนึ่งที่ซ่อนตัวเงียบเชียบ อาจไม่มีความหมายกับผู้อ่านมากนัก-บางคนอาจหนักถึงขั้นเปิดข้าม แต่สำหรับนักเขียนคนหนึ่ง ในหน้าที่ระบุชื่อของใครบางคนลงไปหลังคำว่า ‘แด่’ นั้นมีความหมายยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

หนังสือเล่มแรกในชีวิต เขาอุทิศแด่คนรัก

“ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ตั้งแต่เราเริ่มเขียนเรื่องสั้น แล้วก็พบรักกันตอนนั้น พอเขาอ่านเรื่องสั้นชื่อ ปริมาตรรำพึง ที่ได้ลงในนิตยสาร GM เขาก็ถูกดูดเลย เราก็ถูกเขาดูดเหมือนกัน ก็รักกัน พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็ให้เราทำงานเขียนให้เต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานอะไรที่จะดึงความสนใจจากการเขียนหนังสือไป เพราะฉะนั้น ทุกความยากลำบาก ทุกบาททุกสตางค์ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาถูกหล่อเลี้ยงโดยคนรักของเรา เราแทบไม่ได้หาเงินเข้าบ้านเลย เขียนอย่างเดียว”

นักเขียนซีไรต์ในวันนี้เล่าว่าตอนนั้นชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความรู้สึกผิด แทนที่นักเขียนคนหนึ่งจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง มีเวลาพาคนรักไปกินอาหารที่ร้านดีๆ สักมื้อ แต่เขากลับไม่ได้ทำ-ทำไม่ได้

“มีอยู่ 10 บาทในกระเป๋า ทำยังไงล่ะ เขาเลี้ยงอีกแล้ว ทุกครั้งที่เขาซื้อข้าวกลับมาให้กิน คุณก็กินด้วยความรู้สึกว่าทำไมกูอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองขนาดนี้ ต้องมีคนเลี้ยงตลอดเลยเหรอ ดื้อด้านเนาะ หน้าด้านฉิบหาย มันจะมีความรู้สึกอะไรอื่นอีกล่ะ มึงก็รู้สึกผิด รู้สึกแย่ ได้แต่ถอนหายใจ คือชีวิตมันเป็นเรื่องที่ถอนหายใจบ่อยๆ” อุทิศเล่าถึงวันวานอันสาหัส

“ในขณะที่นักเขียนบางคนเรียกร้องความโดดเดี่ยวในการเขียนงาน แต่ชีวิตคุณเหมือนตรงกันข้าม มีคนรักหล่อเลี้ยงการเป็นนักเขียนเรื่อยมา” ผมตั้งข้อสังเกต

“ตอนที่เขียนหนังสือโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แน่นอน มันเป็นอย่างนั้น แต่มีคนรักดีกว่า มีคนที่รักดีที่สุด ดีสำหรับหัวใจของนักเขียน เวลาที่คุณทำงาน คุณอยู่คนเดียว คุณเผชิญหน้ากับเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ มันโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แต่พอคุณเงยหน้าออกมาจากมัน หลุดออกจากมัน คุณก็ต้องการสิ่งที่มีความหมายกับคุณใช่ไหม สิ่งที่เป็นชีวิตชีวาของคุณ มันย่อมดีกว่าอยู่แล้วที่จะมีใครอยู่ข้างๆ แล้วคุณได้พูดว่า วันนี้เขียนงานได้ดีจัง”

แล้วตอนที่เห็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตพิมพ์เสร็จ คุณเฉลิมฉลองยินดีมั้ย”

“ยินดีสิ ยินดีมาก สมัยนั้นคือคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ ตอนนั้นมันก็ยังเป็นสุนทรียะแบบนั้นอยู่นะ มันก็ยังเป็นกรอบเกณฑ์แบบนั้นอยู่ แล้วพอมันเป็นเล่มแล้ว คุณละเลียดดู คุณดมมันอยู่นั่น กลิ่นกระดาษเป็นยังไง

“คุณก็เป็นเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เขาถาม

ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

เกี่ยวกับผู้เขียน

หลังจากนวนิยายเล่มแรก อุทิศเดินหน้าผลิตตัวอักษรอย่างต่อเนื่องจนมีผลงานหนังสือรวม 17 เล่ม ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ โดยนวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย คว้ารางวัลซีไรต์มาครองเมื่อ พ.ศ. 2552

ทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่าเขาคือนักเขียนที่เอาจริงเอาจังที่สุดคนหนึ่งในบรรณพิภพ และยืนหยัดได้ด้วยการเขียนล้วนๆ เหมือนที่เขาเชื่อว่า การเขียนเท่านั้นที่จะพิสูจน์นักเขียน

“จริงๆ คนที่เขียนหนังสือมันอ่านกันไม่ยากหรอก มันไม่ได้ดูที่ท่าที บุคลิกท่าทางของคนคนนั้นนะ มันดูที่เรื่อง ที่คุณเขียนออกมา แค่นั้นเอง ถ้าคุณบอกว่าเป็นนักเขียน ไหน เอาเรื่องที่คุณเขียนมาอ่านซิ เท่านั้นเอง คุณมีอะไรอยากจะพูด อยากจะแสดง มีความคับข้องอะไรอยู่ในตัวคุณ มันก็ออกมากับงานเขียนแหละ มันไม่ได้ออกมากับท่าทีของคุณ ไม่ได้ออกมากับการพูด ไม่ได้ออกมากับการโพสต์สเตตัสอะไรเลย

“เอางานมาดู จบ” อุทิศสรุปห้วนสั้นได้ความหมาย

“แล้วทุกวันนี้คุณได้กลับไปอ่านหนังสือเล่มแรกบ้างไหม” ผมถามถึงหนังสือที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าเราสองคน-หนังสือที่เดาว่าเขาคงไม่ได้อ่านนานแล้ว

กลับมาอ่าน เขิน เขินในความมุทะลุบ้าบอของตัวเอง ซึ่งกับหลายๆ คนที่ได้อ่าน คนที่ตามงานเราต่อเนื่องสม่ำเสมอ คนที่เป็นนักอ่านตัวยงหลายคนจะบอกว่าชอบ ระบำเมถุน เพราะสิ่งนี้แหละ เพราะความห่าม ความไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะความมุทะลุของมัน มันคือความสดที่ผ่านแล้วผ่านเลย คุณไม่มีสิ่งนี้อีกแล้วในงานเขียนถัดจากนั้น

“ในขณะที่เรามองมันบางครั้งเราก็อาย ขวยเขิน เฮ้ย ไอ้ตรงนั้นเขียนได้ยังไง จักจี้ว่ะ ถ้าพิมพ์ใหม่จะตัดตรงนี้ออก แต่พอคิดไปคิดมาก็คิดว่าไม่ควรทำ เพราะมันคือบันทึกช่วงวัยนั้น คุณไปตัดด้วยวัยของคุณตอนอายุ 40 แล้วจะได้อะไรขึ้นมา วัยของเราตอนอายุ 29 ก็หายไปกับฉบับ edition ใหม่ด้วยสิ ฉะนั้นก็ดีแล้วที่มันบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ ทั้งความสดใหม่ ความห่าม ความมุทะลุ ซึ่งคนที่อ่านงานเราอย่างต่อเนื่องยืนยันว่า มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในนิยายเรื่องแรกของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้ อุทิศ เหมะมูล ต่างไปจากนักเขียนคนอื่นๆ”

“เสียดายมั้ยที่ทุกวันนี้สูญเสียความสดแบบวัยนั้นไป”

“ไม่เสียดาย จะให้ทำยังไงล่ะ รูปถ่ายตัวเองตอนอายุ 15 – 16 ตอนนั้นก็ผอม หน้ายาว จมูกยาว แล้วตอนอายุ 40 คุณอวบขึ้น โครงสร้างใหญ่ขึ้น แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ จะให้ผมกลับไปเป็นแบบนั้นมันไม่ได้ ตอนนั้นผิวหนังยังตึงอยู่เลย มันไม่ได้เหี่ยวย่น ไม่ได้ขยายแบบนี้ ก็มันผ่านมาแล้ว ไม่ได้เสียใจอะไร มันเรียกคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่คนพูดว่า ความสดแบบนั้นมันไม่มีอีกแล้ว ไม่กลับมาแล้ว มันก็จริง ถูกต้อง เรากลับไปเขียนเหมือนตอนอายุ 29 ไม่ได้อีกแล้วไง มันเลยกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ร่างของปรารถนา พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์จุติ มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างของปรารถนา หนังสือลำดับที่ 18 ของอุทิศ เหมะมูล กำลังจะวางแผงในเดือนนี้ ห่างจากหนังสือเล่มแรกราว 13 ปี

หากเปรียบกับนุษย์ จากวัยหนุ่มในวันวานตอนนี้เขาก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มขั้นทั้งเนื้อตัวและหัวใจ แน่นอน บางสิ่งหล่นหายไประหว่างทางในขณะเดียวกันกับที่ค้นพบบางอย่าง

“อุทิศตอนที่เขียน ระบำเมถุน กับอุทิศตอนที่เขียน ร่างของปรารถนา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหม” ผมถามในวันที่เขาเผชิญเรื่องเจ็บปวดต่างๆ มาแล้ว

“ในด้านกายภาพ ไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีเงินกินเบียร์” เขาหัวเราะผ่อนคลายในอารมณ์ขันของตัวเอง “วันนั้นยังบ่นอยู่เลยว่ามีเงินติดกระเป๋าอยู่ 10 บาท วันนี้ก็จัดการชีวิตได้ ต่อรองกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น”

“แล้วในแง่ความคิดหรือมุมมองต่อโลกเปลี่ยนไปหรือเปล่า” ผมถามต่อ

นักเขียนในวัยเริ่มต้นเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจส่วนตัวทั้งนั้นแหละ แต่กว่าเราจะมองเห็นเป็นภาพสังคมใหญ่ได้ก็ตอนที่เราโตมากแล้ว มีวุฒิภาวะแล้ว เราเห็นโลกรอบด้านมากขึ้น สมมติตอนเป็นวัยรุ่นเราเดินอยู่บนทางเท้าแล้วเตะก้อนหิน เราก็รู้สึกเกลียดโชคชะตาของตัวเอง แม้แต่เดินอยู่เฉยๆ ยังเตะก้อนหินได้ ชีวิตรังเกียจกูขนาดนี้เลยเหรอ ตอนวัยรุ่นเราบ่นแบบนี้ แต่พอ 10 ปีผ่านไปเราก็เห็นว่า ก้อนหินก้อนนั้นมันมีอยู่ก็เพราะว่าการสร้างทางไม่เคยเรียบร้อย เทศบาลนี้มันได้งบประมาณมาก็ทำแบบขอไปที ผ่านไป 10 ปีคุณจึงเริ่มเห็นระบบโครงข่ายของมัน ในขณะที่ 10 ปีก่อนคุณเห็นว่าก้อนหินคือโชคชะตาชีวิตของคุณ เป็นความอุบาทว์ในชีวิต

“คือการเขียนเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจของตัวนักเขียนคนนึงกับสภาพแวดล้อมเล็กๆ ของเขา แต่ถ้าดูจากความยิ่งใหญ่ของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือนักเขียนที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป เราจะเห็นว่าไม่จำเป็นหรอกที่นักเขียนจะต้องตีแผ่ให้เห็นเรื่องระบอบสังคมการเมืองเท่านั้น ตราบใดที่นักเขียนสามารถที่จะให้แง่มุมชีวิตที่เราไม่เคยฉุกคิดมาก่อน เป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนใจเหลือเกินกับเหตุการณ์เล็กๆ หรือว่าช่วงเวลาที่มันไม่มีชื่อเรียกแล้วนักเขียนทำชื่อเรียกให้กับมันได้ อย่างเช่นเดินๆ อยู่แล้วเรารู้สึกตื้นตันจนร้องไห้ออกมาเฉยๆ มันดูเหมือนไม่มีความหมายเลยในพฤติกรรมของมนุษย์ แต่คุณสามารถเขียนสิ่งนี้ออกมา แล้วมันให้ความหมายนี้กับคนอ่าน เป็นภาพภาพนึง เป็นช่วงเวลานึงที่ตราตรึงอยู่อย่างนั้น คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้”

คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้-ผมทวนประโยคนี้ในใจ

ซึ่งคุณในความหมายของผม หมายถึงเขา

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load