เป็นเรื่องง่ายมากหากวันหนึ่งเราอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 แล้วจะพบว่าสิ่งที่เคยประกาศไว้ในวัยหนุ่มสาวกลายเป็นเพียงลมปาก

ในวันที่ หนุ่ม-โตมร ศุขปรีชา เขียนหนังสือเล่มแรกในชีวิต เขาเขียนหน้าประวัติผู้เขียนวรรคหนึ่งว่า ‘อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ และหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้ายในชีวิต’

แน่นอนว่าวันสุดท้ายในชีวิตเขายังไม่มาถึง ผมจึงไม่อาจฟันธงได้ว่าถ้อยคำที่เขาประกาศจะเป็นจริงตามนั้นไหม แต่ที่บอกได้คือวันล่าสุดของชีวิต เขายังคงเขียนหนังสือ และยึดถือการเขียนเป็นอาชีพ หล่อเลี้ยงปากท้องและบางสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเขา

หากคิดถึงชื่อนักเขียนที่มีผลงานออกมาต่อเนื่องทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ ชื่อของเขายังคงเป็นชื่อแรกๆ ที่ใครหลายคนนึกถึง

นับจากหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่ชื่อ กาแแฟและชา หมาและแมว ที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2543 มาจนถึงวันนี้ เขาเขียนและแปลหนังสือรวมกันผ่านหลักครึ่งร้อยมาแล้ว และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นอกจากนั้นยังมีงานเขียนในฐานะคอลัมนิสต์และโปรเจกต์ยิบย่อยอีกนับไม่ถ้วน อาทิ นิตยสาร MAD ABOUT ที่เขาเป็นบรรณาธิการร่วมกับนิ้วกลม หรือล่าสุดเขาก็เพิ่งเปิดเว็บไซต์ tomorn.co เผยแพร่ผลงานของเขาสมัยเป็นคนทำนิตยสาร

ผมเดินทางไปพบพี่หนุ่มของน้องๆ ในวงการนักเขียนที่คอนโดมิเนียมของเขาเพื่อพูดคุยถึงหนังสือเล่มแรกในชีวิต

ไม่แน่ใจนักว่าคนอื่นๆ จดจำรายละเอียดชีวิตและความคิดของตัวเองในช่วงวันต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน แต่จากการสนทนาทำให้ผมรู้ว่าเขาจดจำได้ค่อนข้างแม่นยำ

20 เฝ้าฝันถึงสิ่งใด 30 เปลี่ยนไปไหม 40 เข้าใจอะไรใหม่ เขาบรรยายเป็นถ้อยคำได้แทบทั้งหมด

ไม่มี กาแฟ ชา และหมา มีเพียงแมวชื่อ ‘โคยะ’ ที่เขาเลี้ยงไว้เดินมานั่งเคียงข้างระหว่างที่เราสนทนากัน และนี่คือสิ่งที่แมวตัวนั้นได้ยิน

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-20-

ในหน้าประวัตินักเขียน ซึ่งเป็นสิ่งแรกที่ปะทะสายตาเมื่อพลิกหนังสือ กาแฟและชา หมาและแมว ผมสนใจข้อมูล 2 วรรค

วรรคแรก-โตมร ศุขปรีชา จบชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ความบังเอิญและความรักทำให้เขาก้าวเดินบนถนนของคนเขียนหนังสือ

วรรคสอง-ถ้าไม่ตายไปกับการเล่นดนตรี ก็อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ และหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้ายในชีวิต

ทำไมกล้าประกาศในหนังสือเล่มแรกว่าจะเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย” ผมถามชายเจ้าของห้องและเจ้าของแมวที่นอนขี้เซาอยู่ไม่ไกล

“เราก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงกล้าเขียนอย่างนั้น เพ้อฝันไปเองหรือเปล่านะ แต่ดูเหมือนทุกวันนี้ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแล้วหรือเปล่า มันอาจจะไม่ใช่การประกาศ แต่อาจจะเป็นคำสาป” โตมรหัวเราะสดชื่นเมื่อตอบถึงตรงนี้ “สาปตัวเองเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถไม่เขียนได้

“ไม่รู้สิ แต่ว่าก็รู้สึกอย่างนั้นตั้งแต่ต้น เราเขียนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ สมัยก่อนก็เขียนไปลง ลลนา หรือ สตรีสาร เราเห็นว่าการเขียนหนังสือเป็นทางหนีของเราอย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่เขียนหนังสือ เราจะรู้สึกว่าเราไม่ได้เขียนเองมาตั้งแต่ต้น เวลาลงไปนั่งเขียนเหมือนตัวหนังสือมันไหลออกมาเองที่ปลายนิ้ว เราไม่ต้องไปบีบคั้น มันไม่เคยเป็นความทุกข์ทรมาน มันเป็นความสุขในการเขียน แล้วช่วงที่เราเรียนคณะวิทยาศาสตร์ เราต้องเรียนแคลคูลัส เรียนฟิสิกส์ ซึ่งมันโหดร้ายกับตัวเองมาก พอถึงเวลาที่ต้องอ่านเพื่อเตรียมสอบ เราก็เอาหนังสือไปนั่งในห้องสมุดแล้วก็เขียนกลอน แล้วส่งไปตามนิตยสาร ซึ่งก็ได้ตีพิมพ์ ส่วนฟิสิกส์กับแคลคูลัสได้เกรด D ทั้งสองตัว” เราหัวเราะพร้อมกันเสียงดังหลังคำตอบของเขา

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

ย้อนกลับไปในวันแรกบนเส้นทางอันยาวนาน เขาเริ่มทำงานนิตยสารตั้งแต่เรียนจบ ทั้งในบทบาทของกองบรรณาธิการและบรรณาธิการ ไล่เรียงตั้งแต่นิตยสาร Trendy Man, IMAGE มาจนตำแหน่งที่ทำให้ใครหลายคนจดจำเขาได้คือบรรณาธิการบริหารนิตยสารผู้ชายอันดับ 1 ของประเทศอย่าง GM ในยุคสมัยที่นิตยสารยังรุ่งเรือง

“ตอนนั้นคิดว่าอยากเขียนหนังสือ เราก็เลยมาทำงานเป็นคนทำหนังสือ” อดีตบรรณาธิการย้อนเล่าถึงเหตุผลที่ชีวิตหันเหมาสู่เส้นทางสายนิตยสาร “แล้วก็พบว่าการเป็นคนทำหนังสือมันขัดขวางการเขียนหนังสือชิบเป๋งเลย คือการที่เราต้องเขียนทุกเดือน ทุกอาทิตย์ ทุกสัปดาห์ ในที่สุดแล้วเราแทบจะไม่เหลืออะไรให้เขียนอีก”

แม้จะออกตัวอย่างนั้น แต่หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเขาอย่าง กาแฟและชา หมาและแมว ก็มาจากการรวมผลงานจากชีวิตการทำนิตยสาร

เมื่อพลิกอ่านทีละหน้า สิ่งที่เป็นจุดร่วมหนึ่งในหนังสือเล่มแรกคือเขาเขียนถึงคนธรรมดาที่พบเจอในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นคุณลุงคนขับแท็กซี่ คุณยายและลูกสาวบนเรือข้ามฟาก หรือชายชรานักลับมีด

แปลกดีไหม บนเส้นทางคนทำงานนิตยสาร เขาได้พบเจอผู้คนมากมายที่ชีวิตน่าสนใจ ทำสิ่งยิ่งใหญ่ มีโปรไฟล์ยาวเหยียด แต่ในหนังสือเล่มแรกเขากลับเลือกเล่าชีวิตคนธรรมดาชนิดที่ถ้ากลับไปหาอาจไม่พบ

“ตอนนั้นเราเขียนคอลัมน์ชื่อ You remind me of life ที่แปลว่า คุณเตือนให้ฉันนึกถึงชีวิต ช่วงนั้นเวลาทำนิตยสาร เราไปสัมภาษณ์คนรวยหรูหรา ใช้ก๊อกน้ำทองคำ ซื้อรถเบนซ์แบบเดินไปซื้อหน้าปากซอยแล้วขับกลับมา ซึ่งเราไม่ได้หมายความว่าชีวิตพวกเขาไม่มีคุณค่าอะไรนะ คือมันก็มีคุณค่าในแบบของเขา แต่ว่ามันไม่ได้เชื่อมโยงกับตัวเรา ไม่ได้ทำให้เรานึกถึงชีวิต ในขณะที่ชีวิตของคนที่ขาดแคลน คนที่เป็นคนธรรมดา คนที่เจอตามท้องถนน เรามองเข้าไปในตาเขาแล้วเห็นอะไรบางอย่างในนั้น บางทีมันกระทบใจเราในบางวูบมากกว่า เราจึงเขียน”

และหากการตีความของผมไม่คลาดเคลื่อนจนเกินไป ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่เขาชอบเฝ้ามองผู้คนในชีวิต อาจเป็นเพราะสิ่งที่เขาได้รับการปลูกฝังจากผู้เป็นแม่ อย่างที่เขาเขียนเอาไว้ใน ‘คำนำผู้เขียน’

แม่สอนผมด้วยคำสอนเก่าแก่ว่า

คนเราเหมือนนิ้วมือแต่ละนิ้ว แต่ละนิ้วไม่เหมือนนิ้วอื่น

แต่ไม่ได้หมายความว่านิ้วโป้งสำคัญกว่านิ้วชี้

นิ้วชี้สำคัญกว่านิ้วกลาง หรือนิ้วกลางสำคัญกว่านิ้วก้อย

แม่หมายความว่า มือต้องมีนิ้วที่แตกต่างกันเสมอ

ผมจึงชอบเฝ้าดูผู้คนโดยไม่ปริปากพูด

ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้รู้จักผู้อื่น

และปล่อยให้พวกเขาสอนเราถึงวิธีมีชีวิตอยู่อีกแล้ว

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-30-

นอกจากนักเขียน อีกสถานะหนึ่งที่เขาได้รับ-ไม่ว่าเขาจะยินดีรับไว้หรือไม่ คือนักคิด

เขาใช้ตัวอักษรอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมสม่ำเสมอ ไม่ว่าประเด็นนั้นจะละเอียดอ่อนแค่ไหนหรือใครบอกว่าอย่าหยิบมาคุยกันบนโต๊ะอาหาร-เดี๋ยวทะเลาะกัน

“ทุกวันนี้หลายคนเรียกคุณว่านักคิด ย้อนกลับไปคุณเป็นคนชอบแสดงความเห็นมาแต่ไหนแต่ไรแล้วหรือเปล่า” ผมถามโดยที่โคยะยังคงนอนนิ่งไม่สนใจราวกับบทสนทนาตรงหน้าเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่าน

“ไม่ เราไม่ค่อยได้แสดงความเห็น” นักเขียนตรงหน้าปฏิเสธทันที “หมายถึงสมมติว่าจะให้ไปเป็น activist เราก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น งานที่เราทำเป็นงานเขียนมากกว่า เป็นงานแสดงความคิดเห็นอยู่ข้างหลัง อยู่ข้างนอกวงมองดู แล้วก็เขียนถึง เรารู้ตัวเองมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้วว่าไม่ได้เป็นคนที่จะไปก่อตั้งขบวนการหรือไปอยู่ในขบวนประท้วง ชอบอยู่เงียบๆ เราไม่ชอบไปยุ่งกับคนมาก แต่อาจจะพูดคุยถกเถียงกันได้

“สมัยก่อนกินเหล้าก็อาจจะมีนั่งเถียงกันเรื่องชีวิต อย่างที่เราเคยเขียนไว้ว่า ‘เถียงกันเรื่องชีวิตทั้งที่ไม่รู้จักชีวิต’ เถียงกันถึงเช้า ตอนนั้นเราเพิ่งอายุยี่สิบกว่าเอง ก็คุยกันว่าชีวิตมันคืออะไรวะ ทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นยังไง คุยกันว่าโลกคืออะไร แล้วถ้าเกิดว่าเราขับยานอวกาศออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดแล้วมันจะไปออกจากปากคนคนนึงมั้ย คือโลกมันอาจจะเป็นแค่เซลล์นึงของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่มากๆ หรือเปล่า

“คุยอะไรกันก็ไม่รู้” ถึงตรงนี้เขาก็ยิ้มกว้างให้กับโตมรและเพื่อนพ้องในวัยหนุ่มสาว

“ย้อนมองกลับไปรู้สึกยังไงที่เห็นตัวเองคุยเรื่องชีวิตทั้งที่ไม่เข้าใจมัน” ผมชวนเขาย้อนมองตัวเองในวันวาน

“ก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้สมเพชเวทนา คิดว่าดีแล้วที่ได้คิดเรื่องพวกนี้ พูดคุยกันเรื่องพวกนี้ เพราะว่ามันก็เป็นการเปลี่ยนผ่านของชีวิตแหละ เหมือนเรารู้ว่าเดี๋ยวชีวิตจะเดินต่อไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นการคุยเรื่องพวกนี้มันก็เป็นเหมือนกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง ทำให้มองเห็นว่ามันมีความเป็นไปได้ในชีวิตอะไรบ้าง ซึ่งถ้าคุยกันเยอะๆ ก็ดี คุยเรื่องที่เราไม่รู้แหละดี มันเห็นคำตอบของคำถาม

“ใครไม่รู้บอกว่าตอนเราอายุยี่สิบจะเหมือนเรารู้ทุกอย่างในโลก แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นมุมมองแบบ tunnel vision คือเราคิดว่าเราเห็นทุกอย่างในโลก แต่มันแคบ เพราะฉะนั้น การเอาความแคบนั้นไปปะทะกับคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นคนวัยเดียวกัน เห็นโลกแคบเหมือนกัน อย่างน้อยมันก็กระทบกันแล้วอาจจะช่วยเปิดอะไรบางอย่างให้เราได้ คุยกันเอง กระทบกันเอง กระแทกกันเอง เถียงกันเอง เถียงกันไปถึงเช้า ซึ่งเราเองจำไม่ได้แล้วว่าเถียงอะไร แต่เป็นเรื่องประมาณนี้แหละ ชีวิตคืออะไร”

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

และคงไม่ใช่แค่ร่างกายที่เติบโตขึ้นตามตัวเลขนำหน้าอายุที่เปลี่ยนไป สิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ในหัวก็เติบโตขึ้นเช่นกัน

จากที่สงสัยว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม เขาเริ่มใคร่ครวญถึงเรื่องวันสุดท้ายของลมหายใจ

“มันจะมีขั้นตอนของชีวิตแต่ละคนที่ดูคล้ายๆ กัน ถ้าเป็นช่วง 20 ต้นๆ ก็อาจจะเป็นช่วงที่เราเห็นโลกสดใหม่ไปหมด ซึ่งถ้าเราไปเดินผ่านคุณลุงลับมีดที่เคยเขียนถึงตอนนี้ เราอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับลุงคนนี้ก็ได้ เพราะตอนนี้ก็เห็นคนที่ยากลำบากเยอะแยะมากมาย เราอาจจะไม่มีสายตาละเอียดอ่อนมากพอที่จะเหลือเอาไว้ดูสิ่งที่เหล่านั้นอีกต่อไป

“ส่วนพวกอายุสามสิบกว่าที่เริ่ม coming of age ก็เป็นแบบเดียวกัน คือคิดว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ ชีวิตมันจะมีอะไรใหม่ต่อไปหรือเปล่า หรือว่ามันจะย่ำอยู่กับที่อย่างเดิม ส่วนตอนอายุสามสิบปลายๆ เราคิดถึงเรื่องความตายเยอะ แล้วเพื่อนทุกคนก็คิดเหมือนกันเลย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ก็คิด ปราบดา หยุ่น ก็คิด ทำไมคนรุ่นใกล้ๆ กันถึงคิดเรื่องคล้ายๆ กัน”

“แล้วคุณเริ่มเข้าใจชีวิตตอนไหน” ผมถามนักเขียนที่วันนี้อายุของเขาขึ้นต้นด้วยเลขสี่

“โอ้ย ตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจเลยครับ” เขาตอบทันที

“ที่ว่ายังไม่เข้าใจชีวิต คุณมีวิธีทำความเข้าใจชีวิตยังไง”

“อยู่ไปเรื่อยๆ มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่เข้าใจมันหรอก แต่ว่าอยู่มันไป just be น่ะครับ ก็แค่อยู่เฉยๆ คือเราไม่เข้าใจหรอก แต่ว่าเราจะมองทุกอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดาได้มากขึ้น มีอะไรประหลาดเป็นทุกข์ที่เข้ามามันก็จะเฉยๆ มากขึ้น

“เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าไม่รู้ร้อนรู้หนาวนะ แต่หมายถึงว่ามันไม่กระเพื่อมข้างในแล้ว”

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

-40-

ทุกวันนี้แม้เขาจะบอกลางานนิตยสารแล้ว แต่การเขียนยังคงเป็นดั่งกิจวัตร เหมือนอาบน้ำ เหมือนแปรงฟัน  เหมือนกินข้าว

วันใดที่ขาดหายไป มันคงกลายเป็นวันที่ผิดปกติ

“ความสุขก็เหมือนเดิมนะ ยังอยู่ที่การได้อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ได้คิด ได้อยู่กับเพื่อน ได้พูดคุยถกเถียงกัน”

วันที่เราพบเจอกัน โตมรเพิ่งหายจากการป่วยหนักได้ไม่นาน ซึ่งผมทราบข่าวการล้มป่วยครั้งนี้จากสเตตัสเฟซบุ๊กของเขา

เขาป่วยหนักขนาดที่เห็นบ้านหมุนรุนแรงเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา 3 วัน 3 คืนติดกันซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สนุกเหมือนนั่งรถไฟเหาะหรอกนะ

ณ เวลานั้นไม่ต้องพูดถึงการเขียนสิ่งใด แค่ประคองตัวลุกนั่งเขายังทำไม่ได้ และถ้าให้เดานี่น่าจะเป็นครั้งที่โตมรหยุดเขียนหนังสือนานที่สุดในรอบหลายปี

การเติบโตของ โตมร ศุขปรีชา นักเขียนผู้ประกาศตัวในหนังสือเล่มแรกว่าหวังให้การเขียนหนังสือเป็นอาชีพสุดท้าย

“การป่วยครั้งล่าสุดทำให้คุณตระหนักถึงอะไรบางอย่างบ้างมั้ย” ผมถามโดยคิดเอาเองว่าเขาคงหวาดกลัวและคิดอะไรได้มากมายจากการป่วยครั้งล่าสุด แต่นั่นแหละ คนอย่างโตมร ใช่ว่าจะคาดเดาคำตอบกันได้ง่ายๆ

โห มันสนุกมากเลย” แน่นอน บนใบหน้าของผมมีเครื่องหมายคำถาม “เราได้เห็นว่าเราควบคุมร่างกายตัวเองไม่ได้ คือบ้านหมุนมันมีหลายแบบ ของเราหมุนเพราะเส้นประสาทที่หูอักเสบ ทำให้ตากับหูทำงานไม่ประสานกัน แล้วมันหมุนอย่างรุนแรงและเร็ว หมุนรุนแรงอยู่ประมาณ 3 วัน 3 คืนติดกันไม่หยุดเลย หัวต้องนอนที่พื้น ยกขึ้นมาก็ไม่ได้ ต้องอยู่อย่างนั้น เพราะมันหมุน แล้วเราก็อ้วกเต็มตัวไปหมด พอดีแม่อยู่ก็เรียกแม่ให้มาช่วยโทรศัพท์ไปหาโรงพยาบาล เขาก็มารับไป พอไปถึงหมอก็ให้ยานอนหลับขนานแรง มันได้หลับก็ดีขึ้น ตอนแรกยังเดินไม่ได้ ต้องทำกายภาพบำบัด หลังจากนั้นสักอาทิตย์นึงก็เหมือนกินไวน์ 2 แก้วตลอดเวลา

“แล้วตอนนอนกองอยู่บนพื้น 3 วัน 3 คืน คิดอะไร”

“ไม่คิดอะไรเลย คิดว่าเมื่อไหร่จะหาย มันจะเป็นอย่างนี้ไปชั่วชีวิตมั้ย แต่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเป็นทุกข์ฟูมฟายเหมือนตอนเด็กๆ มันก็จะแบบ โอเค เป็นก็เป็น ไม่กลัว ไม่ได้รู้สึกว่ากูจะตายแล้ว เพราะว่าเราก็ทดสอบตัวเองตลอดเวลา แล้วตอนนั้นถึงแม้ว่าโลกมันจะโคลงเคลง แต่โชคดีเราดูอะไรใกล้ๆ ได้ ดูซ้ายขวาได้ เพราะฉะนั้น เราสามารถทำอย่างนี้ได้”

พูดถึงตรงนี้ เขาก็หยิบไอแพดขึ้นมาวางบนขาที่ชันเข่าตั้งขึ้นในท่านอน ในขณะที่มือทำท่าพิมพ์ลงบนหน้าจอทัชสกรีน

“คือโลกมันโคลงเคลงนะ แต่เราเขียนต้นฉบับส่งได้” นักเขียนที่เพิ่งหายป่วยพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ

“สิ่งที่คุณทำมันตรงกับที่เขียนไว้ในหน้าประวัตินักเขียนของ กาแฟและชา หมาและแมว เลยนะ ที่บอกว่า อยากตายไปกับการเขียนหนังสือ” ผมแซวเขา

“เออว่ะ เขียนแล้วตายไปเลย” โตมรตอบเคล้าเสียงหัวเราะ

แม้เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่น แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ลึกๆ เขาอาจคิดเช่นนั้นจริงๆ

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ณัฎฐาจิตรา ชินารมย์รัตน์

ช่างภาพที่ชอบการแต่งตัว อยู่กับเสียงเพลงและหลงรักในความทรงจำ

พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง

การเติบโตของนักเขียนจากเล่มแรกจนถึงเล่มล่าสุด

หากเป็นคนรักการบันทึกหรือขยันเสิร์ชกูเกิล เราย่อมรู้ว่าใน พ.ศ. 2547 มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้น บ้างถูกลบเลือน บ้างยังส่งผลกระทบกระเทือนมาจนทุกวันนี้

หนึ่งในเหตุการณ์ที่อาจตกสำรวจ แต่มีความสำคัญไม่น้อยในแวดวงวรรณกรรมไทย คือการที่ผู้อ่านได้รู้จักกับนักเขียนหนุ่มหน้าใหม่ที่ชื่อ อุทิศ เหมะมูล เมื่อ ระบำเมถุน หนังสือเล่มแรกในชีวิตของเขาวางแผง

“สมัยนั้นคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ” นักเขียนวัยขึ้นต้นด้วยเลขสี่ว่าไว้อย่างนั้น

นับตั้งแต่แนะนำตัวด้วยนามบัตรที่ชื่อ ระบำเมถุน เป็นต้นมา อุทิศสร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการวรรณกรรมไทยเพียงใด ผลงานของเขาแสดงคำตอบชัดเจนดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายไตรภาคอย่าง ลับแล, แก่งคอย ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลซีไรต์มาครอง, ลักษณ์อาลัย และ จุติ ยังไม่นับหนังสือเล่มอื่นๆ อีกหลักสิบเล่ม รวมถึงบทบาทบรรณาธิการนิตยสารที่ว่าด้วยเรื่องราวแวดวงวรรณกรรมอย่าง WRITER

ล่าสุด อุทิศเล่าผ่านสัญญาณโทรศัพท์ว่าตอนนี้ ร่างของปรารถนา นวนิยายเล่มใหม่กำลังใกล้คลอดเต็มที หากนับเวลาจากหนังสือเล่มแรกจนถึงหนังสือเล่มนี้ก็กินระยะเวลากว่า 13 ปี ซึ่งถือว่าไม่มากไม่น้อย

ไม่มากเกินจะทำให้คนอย่างเขาหมดไฟบนเส้นทางวรรณกรรม ไม่น้อยเกินจะทำให้เขาเข้าใจสัจจะบางอย่างบนเส้นทางนักเขียน

เรานัดพบเขาในบ่ายวันหนึ่งเพื่อพูดคุยถึงบางเรื่องราวเมื่อหนที่เขาเขียนหนังสือเล่มแรก ด้วยความเชื่อที่ว่า เราจะเห็นการเติบโตของคนคนหนึ่งจากผลงาน-หมายถึงหากเราเชื่อว่าชีวิตกับงานแยกกันไม่ออกน่ะนะ

อุทิศนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมหนังสือเล่มแรกในชีวิต หลังทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เราจึงพลิก ระบำเมถุน ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 แล้วชวนอุทิศในวันนี้เล่าถึงอุทิศในวันนั้น

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ระบำเมถุน พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์สเกล มีนาคม พ.ศ. 2547

ในหน้าข้อมูลทางบรรณานุกรมระบุชัดเจนว่าหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2547 ยกนิ้วบวกลบดูแล้วก็รู้ว่าตอนนั้นเขากำลังอายุ 29 ย่าง 30

“ตอนนั้นห่ามมาก จริงๆ ห่ามมาตั้งแต่อายุ 15 – 16 แล้ว ห่ามมาตลอด” อุทิศเอ่ยถึงตัวเองในวันวาน “เราเป็นพวกเรียกร้องความสนใจของโลกด้วยการห่าม ด้วยความที่เป็นวัยรุ่นแหละ วัยรุ่นต้องเป็นอย่างนี้ มีดี มีอะไรสำคัญ ก็อยากประกาศให้ทุกคนรู้ ประกาศให้โลกรู้ เป็นคนอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดมาก เป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนปากร้าย ชอบจิกกัด กระแนะกระแหน ถ้าเป็นปัจจุบันก็เรียกว่าชอบแซะ เป็นหนัก”

“การเป็นคนแบบนี้ ห่าม พร้อมปะทะ มีข้อดีบ้างมั้ย” ผมถามให้ชายตรงหน้าทบทวน

“มีสิ” เขาตอบทันที “มันฝึกความกล้าหาญของเรา ทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้า อย่างน้อยที่สุดคือเรารู้ว่าตอนนั้นเราต้องการอะไร และเรากำลังเรียกร้องอะไร อย่างสมัยเราเรียนอยู่ชั้น ปวช. ที่โคราช เราก็เป็นหนึ่งในคนประท้วงอธิการที่สั่งตัดต้นไม้ในสถาบัน เพราะตอนนั้นเราซีเรียสเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ ฟังเพลงเพื่อชีวิต เรารู้สึกว่าต้นไม้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง พาพรรคพวกบุกถึงห้องอธิการเลย”

“แล้วช่วงที่เขียน ระบำเมถุน คุณเป็นคนหนุ่มที่เชื่ออะไรเป็นพิเศษบ้างไหม” ผมดึงเขากลับมาที่หนังสือเล่มแรกในชีวิต

หลังได้ยินคำถาม เขาหยิบบุหรี่ขึ้นจุดก่อนตอบ

“เชื่อเรื่องศิลปะ เชื่อเรื่องการทำงานสร้างสรรค์ที่ไม่มีขอบเขต เราต้องมีอิสระ เสรี ที่จะคิดและทำตามสิ่งที่ตัวเองใฝ่หา ความจริงมันไม่ได้เป็นอุดมการณ์ขนาดนั้น แต่ในแง่พื้นฐานที่สุดคือคนคนนึงต้องได้ทำในสิ่งที่เป็นปัญหาในชีวิตของตัวเอง แล้วเขาสามารถสามารถที่จะพูดสิ่งนี้ได้ สามารถทำงานสร้างสรรค์หรือว่าคิดกับสิ่งนี้เพื่อที่จะทำออกมาเป็นงานศิลปะได้อย่างเต็มที่ ตรงไปตรงมา

“หนังสือเล่มแรกเราก็ระบายเต็มที่ บอกปัญหาความคับข้อง อึดอัดใจ ทั้งหมด ทั้งในตัวชีวิต ผ่านชีวิตของตัวละครหลัก กับพื้นเพข้างหลัง กับสถานการณ์ในชีวิตที่ต้องพบเจอ เราว่ามันก็บอกได้เต็มที่ตามความห้าวของเรา ตอนนั้นเราเขียนด้วยความห้าวจริงๆ พกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมว่าสามารถนำเสนอเสียงใหม่ๆ ได้ อาศัยความมั่นใจแบบนั้น ต้องการส่งเสียงว่ากูมาแล้ว” เล่าถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็หัวเราะในความไร้เดียงสาของตัวเองในวันนั้น

แล้วตอนที่เขียน ระบำเมถุน คุณตั้งใจพูดเรื่องอะไร” ผมถามในขณะที่พลิกหน้าหนังสือทีละหน้า ทีละหน้า

ชายตรงหน้านิ่งคิดนานกว่าปกติ ต่างจากก่อนหน้าที่เขาตอบทันทีที่คำถามสิ้นสุด “พูดเรื่องของคนตัวเล็กๆ คนที่ดูเหมือนไม่ได้มีความหมาย ไม่ได้มีอะไร แต่ว่ามีชีวิตอยู่ และน่าจะมีความหมายต่อการรับรู้ ไม่ใช่ความหมายในแง่ของสถานภาพบทบาทของเขา แต่ว่าเป็นความหมายทางประสบการณ์ร่วมที่เราคิดว่าประสบการณ์นี้จะเข้าไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ทางชีวิตของคนอ่านได้

“ตอนนั้นคนตัวเล็กๆ ไม่ค่อยมีเสียงเท่าไหร่ ตอนนั้นหนังสือฮาวทูเต็มท้องตลาด พ่อสอนลูกรวยอะไรแบบนี้ เรารู้สึกว่า เฮ้ย วรรณกรรมควรจะทำหน้าที่ของเสียงที่ไม่ได้พูด เสียงที่ไม่ได้เล่า แต่มีความหมายไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าคนที่มีพื้นที่จะเล่า หรือเป็นอภิมหาเรื่องเล่าของสังคมตอนนั้น มันก็เลยกลายเป็นจุดหนึ่งที่ยังทำงานมาถึงปัจจุบันนี้ หมายความว่าเรื่องเล่าของเราเป็นเรื่องของคนตัวเล็กๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่มันผูกกันไว้ด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ ทางความรู้สึก หรือสภาวะที่เกิดขึ้นกับชีวิต ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีสถานะแบบไหนก็ตามในทางสังคม คุณเลี่ยงประสบการณ์ทางอารมณ์หรือทางชีวิตแบบนี้ไม่ได้เลย”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

คำนำเสนอโดย แดนอรัญ แสงทอง

ก่อนพลิกเข้าบทที่ 1 ของนวนิยาย-หรือที่เขาใช้ว่า ‘ชิ้นส่วนที่ 1’ เราจะพบกับคำนำเสนอจากหนังเขียนรุ่นพี่แห่งกระท่อมผู้ชนะอย่าง แดนอรัญ แสงทอง

ด้วยความห่าม เขาตัดสินใจส่งต้นฉบับร่างแรกไปให้นักเขียนรุ่นพี่อ่าน

“ตอนนั้นพี่แดนอรัญเขาเริ่มมีชื่อแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้โด่งดังเป็นนักเขียนซีไรต์เหมือนในปัจจุบัน แน่นอน เขามีความน่านับถือ ความน่าเกรงขาม ซึ่งเกิดขึ้นมาจากตัวงานเขียนเขาเอง ตอนที่เราอ่าน เงาสีขาว หรืออ่าน อสรพิษ เราก็รู้สึกว่า โอ้ย อยากรู้จักนักเขียนคนนี้จังเลย อยากเรียกพี่จัง รู้สึกว่านี่พี่ชายกูนี่หว่า รู้สึกว่าเป็นคนทางเดียวกัน เป็นธาตุเดียวกัน พอเขียนเสร็จก็เลยใช้นิสัยห่ามๆ แบบที่เคยเป็นส่งต้นฉบับไปให้แกอ่าน เพราะว่าในหนังสือ อสรพิษ แกเขียนที่อยู่ไว้ เราก็เอาจากตรงนั้นแหละ แล้วเขียนจดหมายปะหน้าว่าอยากให้อาอ่าน อยากฟังคอมเมนต์”

คำตอบที่เขาได้รับกลับมาหาได้เป็นคำชมหรือให้กำลังใจอะไรเทือกนั้น ตรงกันข้าม เขาได้รับคำวิจารณ์ให้ไปแก้ไขปรับเปลี่ยนเสียใหม่ พร้อมคำแนะนำว่า อย่ามาเป็นนักเขียนเลย

รู้ไหมทำไมนักเขียนรุ่นพี่จึงแนะนำอย่างนั้น” ผมถามด้วยความสงสัย

คงเพราะการทำงานเขียนมันเป็นงานที่ลำบากลำบน บางทีความฝันที่ว่าใครสักคนอยากจะเป็นนักเขียนมันเป็นความฝันแบบ lollipop สวยงาม แต่ว่าพอมาอยู่จริงๆ แล้วมันไม่ได้สวยขนาดนั้น มันไม่ได้สวยอย่างภาพ มันมีความขมขื่น ความเสียอกเสียใจ อยู่ในทุกๆ ช่วงเวลา คนที่จะเป็นนักเขียนได้ต้องเป็นคนที่มีจิตอันสาหัส คือมีแรงเสียดทานที่สูงมากๆ กับการที่จะต้องยอมรับความเจ็บปวด ความเสียใจ ความขมขื่น อยู่บ่อยๆ ถูกฉีดเข้าไปด้วยสิ่งนี้บ่อยๆ เราคิดว่ามันคือคำเตือนด้วยความหวังดีที่บอกว่าอย่าเพิ่งเข้ามาเลย ยังหนุ่มอยู่ ยังมีชีวิตชีวา ไปใช้ชีวิตดีกว่า ถ้าอายุมากกว่านี้แล้วคิดว่าสิ่งที่อยากเขียนอยู่มันยังมีอยู่กับตัว ถึงวันนั้นค่อยเขียน”

แล้วทำไมตอนนั้นคุณไม่เชื่อคำเตือนของนักเขียนรุ่นพี่ที่อุตส่าห์หวังดีแนะนำ”

“ก็เราไม่ได้อ่านที่เขาเขียนมาแล้วคิดว่าให้เชื่อเขาไง แต่เราอ่านในความหมายที่ว่า กูถูกลองดีแล้ว” ว่าถึงตรงนี้เขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ “เฮ้ย ผมทำได้ ผมอยากเป็นนักเขียนจริงๆ ผมมีแรงเสียดทานที่ก่อนนี้ก็ฝึกฝนมา ถ้าเป็นจอมยุทธ์ก็ฝึกฝนมาระดับนึง มีอาวุธ อาจจะไม่ได้แหลมคม หรือว่ามีท่วงท่าการสังหารที่เร้าใจ ตรึงตา แต่ว่าเรื่องนี้มันก็ค่อยๆ ฝึกไปได้ แต่ถามว่าจิตใจที่มุ่งมั่นและตั้งมั่นมีมาก่อนแล้วมั้ย เรามี เพราะฉะนั้นเราก็มองคำพูดนี้ของพี่เขาเป็นลักษณะที่ท้าทายเรา ท้าทายว่ามึงเป็นไม่ได้หรอก อย่ามาทำเลย เราก็เลยรู้สึกว่า นี่ดูถูกกันนี่ เดี๋ยวเป็นให้ดู”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

แด่…แอล

ใน ระบำเมถุน มีหน้าหนึ่งที่ซ่อนตัวเงียบเชียบ อาจไม่มีความหมายกับผู้อ่านมากนัก-บางคนอาจหนักถึงขั้นเปิดข้าม แต่สำหรับนักเขียนคนหนึ่ง ในหน้าที่ระบุชื่อของใครบางคนลงไปหลังคำว่า ‘แด่’ นั้นมีความหมายยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่

หนังสือเล่มแรกในชีวิต เขาอุทิศแด่คนรัก

“ก็อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ตั้งแต่เราเริ่มเขียนเรื่องสั้น แล้วก็พบรักกันตอนนั้น พอเขาอ่านเรื่องสั้นชื่อ ปริมาตรรำพึง ที่ได้ลงในนิตยสาร GM เขาก็ถูกดูดเลย เราก็ถูกเขาดูดเหมือนกัน ก็รักกัน พอมาอยู่ด้วยกันเขาก็ให้เราทำงานเขียนให้เต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานอะไรที่จะดึงความสนใจจากการเขียนหนังสือไป เพราะฉะนั้น ทุกความยากลำบาก ทุกบาททุกสตางค์ ที่เขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาถูกหล่อเลี้ยงโดยคนรักของเรา เราแทบไม่ได้หาเงินเข้าบ้านเลย เขียนอย่างเดียว”

นักเขียนซีไรต์ในวันนี้เล่าว่าตอนนั้นชีวิตแต่ละวันผ่านไปด้วยความรู้สึกผิด แทนที่นักเขียนคนหนึ่งจะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตัวเอง มีเวลาพาคนรักไปกินอาหารที่ร้านดีๆ สักมื้อ แต่เขากลับไม่ได้ทำ-ทำไม่ได้

“มีอยู่ 10 บาทในกระเป๋า ทำยังไงล่ะ เขาเลี้ยงอีกแล้ว ทุกครั้งที่เขาซื้อข้าวกลับมาให้กิน คุณก็กินด้วยความรู้สึกว่าทำไมกูอยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองขนาดนี้ ต้องมีคนเลี้ยงตลอดเลยเหรอ ดื้อด้านเนาะ หน้าด้านฉิบหาย มันจะมีความรู้สึกอะไรอื่นอีกล่ะ มึงก็รู้สึกผิด รู้สึกแย่ ได้แต่ถอนหายใจ คือชีวิตมันเป็นเรื่องที่ถอนหายใจบ่อยๆ” อุทิศเล่าถึงวันวานอันสาหัส

“ในขณะที่นักเขียนบางคนเรียกร้องความโดดเดี่ยวในการเขียนงาน แต่ชีวิตคุณเหมือนตรงกันข้าม มีคนรักหล่อเลี้ยงการเป็นนักเขียนเรื่อยมา” ผมตั้งข้อสังเกต

“ตอนที่เขียนหนังสือโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แน่นอน มันเป็นอย่างนั้น แต่มีคนรักดีกว่า มีคนที่รักดีที่สุด ดีสำหรับหัวใจของนักเขียน เวลาที่คุณทำงาน คุณอยู่คนเดียว คุณเผชิญหน้ากับเรื่องที่คุณกำลังทำอยู่ มันโดดเดี่ยวอยู่แล้ว แต่พอคุณเงยหน้าออกมาจากมัน หลุดออกจากมัน คุณก็ต้องการสิ่งที่มีความหมายกับคุณใช่ไหม สิ่งที่เป็นชีวิตชีวาของคุณ มันย่อมดีกว่าอยู่แล้วที่จะมีใครอยู่ข้างๆ แล้วคุณได้พูดว่า วันนี้เขียนงานได้ดีจัง”

แล้วตอนที่เห็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตพิมพ์เสร็จ คุณเฉลิมฉลองยินดีมั้ย”

“ยินดีสิ ยินดีมาก สมัยนั้นคือคุณจะบอกใครว่าเป็นนักเขียนได้คุณต้องมีหนังสือเป็นเล่มนะ ตอนนั้นมันก็ยังเป็นสุนทรียะแบบนั้นอยู่นะ มันก็ยังเป็นกรอบเกณฑ์แบบนั้นอยู่ แล้วพอมันเป็นเล่มแล้ว คุณละเลียดดู คุณดมมันอยู่นั่น กลิ่นกระดาษเป็นยังไง

“คุณก็เป็นเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ” เขาถาม

ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

เกี่ยวกับผู้เขียน

หลังจากนวนิยายเล่มแรก อุทิศเดินหน้าผลิตตัวอักษรอย่างต่อเนื่องจนมีผลงานหนังสือรวม 17 เล่ม ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ โดยนวนิยายเรื่อง ลับแล, แก่งคอย คว้ารางวัลซีไรต์มาครองเมื่อ พ.ศ. 2552

ทั้งปริมาณและคุณภาพ ไม่เกินเลยไปนักหากจะบอกว่าเขาคือนักเขียนที่เอาจริงเอาจังที่สุดคนหนึ่งในบรรณพิภพ และยืนหยัดได้ด้วยการเขียนล้วนๆ เหมือนที่เขาเชื่อว่า การเขียนเท่านั้นที่จะพิสูจน์นักเขียน

“จริงๆ คนที่เขียนหนังสือมันอ่านกันไม่ยากหรอก มันไม่ได้ดูที่ท่าที บุคลิกท่าทางของคนคนนั้นนะ มันดูที่เรื่อง ที่คุณเขียนออกมา แค่นั้นเอง ถ้าคุณบอกว่าเป็นนักเขียน ไหน เอาเรื่องที่คุณเขียนมาอ่านซิ เท่านั้นเอง คุณมีอะไรอยากจะพูด อยากจะแสดง มีความคับข้องอะไรอยู่ในตัวคุณ มันก็ออกมากับงานเขียนแหละ มันไม่ได้ออกมากับท่าทีของคุณ ไม่ได้ออกมากับการพูด ไม่ได้ออกมากับการโพสต์สเตตัสอะไรเลย

“เอางานมาดู จบ” อุทิศสรุปห้วนสั้นได้ความหมาย

“แล้วทุกวันนี้คุณได้กลับไปอ่านหนังสือเล่มแรกบ้างไหม” ผมถามถึงหนังสือที่นอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าเราสองคน-หนังสือที่เดาว่าเขาคงไม่ได้อ่านนานแล้ว

กลับมาอ่าน เขิน เขินในความมุทะลุบ้าบอของตัวเอง ซึ่งกับหลายๆ คนที่ได้อ่าน คนที่ตามงานเราต่อเนื่องสม่ำเสมอ คนที่เป็นนักอ่านตัวยงหลายคนจะบอกว่าชอบ ระบำเมถุน เพราะสิ่งนี้แหละ เพราะความห่าม ความไม่คิดหน้าคิดหลัง เพราะความมุทะลุของมัน มันคือความสดที่ผ่านแล้วผ่านเลย คุณไม่มีสิ่งนี้อีกแล้วในงานเขียนถัดจากนั้น

“ในขณะที่เรามองมันบางครั้งเราก็อาย ขวยเขิน เฮ้ย ไอ้ตรงนั้นเขียนได้ยังไง จักจี้ว่ะ ถ้าพิมพ์ใหม่จะตัดตรงนี้ออก แต่พอคิดไปคิดมาก็คิดว่าไม่ควรทำ เพราะมันคือบันทึกช่วงวัยนั้น คุณไปตัดด้วยวัยของคุณตอนอายุ 40 แล้วจะได้อะไรขึ้นมา วัยของเราตอนอายุ 29 ก็หายไปกับฉบับ edition ใหม่ด้วยสิ ฉะนั้นก็ดีแล้วที่มันบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ ทั้งความสดใหม่ ความห่าม ความมุทะลุ ซึ่งคนที่อ่านงานเราอย่างต่อเนื่องยืนยันว่า มันเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ในนิยายเรื่องแรกของเรา เป็นสิ่งที่ทำให้ อุทิศ เหมะมูล ต่างไปจากนักเขียนคนอื่นๆ”

“เสียดายมั้ยที่ทุกวันนี้สูญเสียความสดแบบวัยนั้นไป”

“ไม่เสียดาย จะให้ทำยังไงล่ะ รูปถ่ายตัวเองตอนอายุ 15 – 16 ตอนนั้นก็ผอม หน้ายาว จมูกยาว แล้วตอนอายุ 40 คุณอวบขึ้น โครงสร้างใหญ่ขึ้น แล้วคุณจะให้ผมทำยังไงล่ะ จะให้ผมกลับไปเป็นแบบนั้นมันไม่ได้ ตอนนั้นผิวหนังยังตึงอยู่เลย มันไม่ได้เหี่ยวย่น ไม่ได้ขยายแบบนี้ ก็มันผ่านมาแล้ว ไม่ได้เสียใจอะไร มันเรียกคืนไม่ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่คนพูดว่า ความสดแบบนั้นมันไม่มีอีกแล้ว ไม่กลับมาแล้ว มันก็จริง ถูกต้อง เรากลับไปเขียนเหมือนตอนอายุ 29 ไม่ได้อีกแล้วไง มันเลยกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์”

การเติบโตของอุทิศ เหมะมูล จาก 'ระบำเมถุน' ถึง 'ร่างของปรารถนา'

ร่างของปรารถนา พิมพ์ครั้งที่ 1 สำนักพิมพ์จุติ มิถุนายน พ.ศ. 2560

ร่างของปรารถนา หนังสือลำดับที่ 18 ของอุทิศ เหมะมูล กำลังจะวางแผงในเดือนนี้ ห่างจากหนังสือเล่มแรกราว 13 ปี

หากเปรียบกับนุษย์ จากวัยหนุ่มในวันวานตอนนี้เขาก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มขั้นทั้งเนื้อตัวและหัวใจ แน่นอน บางสิ่งหล่นหายไประหว่างทางในขณะเดียวกันกับที่ค้นพบบางอย่าง

“อุทิศตอนที่เขียน ระบำเมถุน กับอุทิศตอนที่เขียน ร่างของปรารถนา มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปไหม” ผมถามในวันที่เขาเผชิญเรื่องเจ็บปวดต่างๆ มาแล้ว

“ในด้านกายภาพ ไลฟ์สไตล์ เปลี่ยนแน่นอนอยู่แล้ว ทุกวันนี้มีเงินกินเบียร์” เขาหัวเราะผ่อนคลายในอารมณ์ขันของตัวเอง “วันนั้นยังบ่นอยู่เลยว่ามีเงินติดกระเป๋าอยู่ 10 บาท วันนี้ก็จัดการชีวิตได้ ต่อรองกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น”

“แล้วในแง่ความคิดหรือมุมมองต่อโลกเปลี่ยนไปหรือเปล่า” ผมถามต่อ

นักเขียนในวัยเริ่มต้นเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจส่วนตัวทั้งนั้นแหละ แต่กว่าเราจะมองเห็นเป็นภาพสังคมใหญ่ได้ก็ตอนที่เราโตมากแล้ว มีวุฒิภาวะแล้ว เราเห็นโลกรอบด้านมากขึ้น สมมติตอนเป็นวัยรุ่นเราเดินอยู่บนทางเท้าแล้วเตะก้อนหิน เราก็รู้สึกเกลียดโชคชะตาของตัวเอง แม้แต่เดินอยู่เฉยๆ ยังเตะก้อนหินได้ ชีวิตรังเกียจกูขนาดนี้เลยเหรอ ตอนวัยรุ่นเราบ่นแบบนี้ แต่พอ 10 ปีผ่านไปเราก็เห็นว่า ก้อนหินก้อนนั้นมันมีอยู่ก็เพราะว่าการสร้างทางไม่เคยเรียบร้อย เทศบาลนี้มันได้งบประมาณมาก็ทำแบบขอไปที ผ่านไป 10 ปีคุณจึงเริ่มเห็นระบบโครงข่ายของมัน ในขณะที่ 10 ปีก่อนคุณเห็นว่าก้อนหินคือโชคชะตาชีวิตของคุณ เป็นความอุบาทว์ในชีวิต

“คือการเขียนเกิดจากความอึดอัดคับข้องใจของตัวนักเขียนคนนึงกับสภาพแวดล้อมเล็กๆ ของเขา แต่ถ้าดูจากความยิ่งใหญ่ของนักเขียนที่มีชื่อเสียงหรือนักเขียนที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป เราจะเห็นว่าไม่จำเป็นหรอกที่นักเขียนจะต้องตีแผ่ให้เห็นเรื่องระบอบสังคมการเมืองเท่านั้น ตราบใดที่นักเขียนสามารถที่จะให้แง่มุมชีวิตที่เราไม่เคยฉุกคิดมาก่อน เป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนใจเหลือเกินกับเหตุการณ์เล็กๆ หรือว่าช่วงเวลาที่มันไม่มีชื่อเรียกแล้วนักเขียนทำชื่อเรียกให้กับมันได้ อย่างเช่นเดินๆ อยู่แล้วเรารู้สึกตื้นตันจนร้องไห้ออกมาเฉยๆ มันดูเหมือนไม่มีความหมายเลยในพฤติกรรมของมนุษย์ แต่คุณสามารถเขียนสิ่งนี้ออกมา แล้วมันให้ความหมายนี้กับคนอ่าน เป็นภาพภาพนึง เป็นช่วงเวลานึงที่ตราตรึงอยู่อย่างนั้น คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้”

คุณก็เป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ได้-ผมทวนประโยคนี้ในใจ

ซึ่งคุณในความหมายของผม หมายถึงเขา

Writer

จิรเดช โอภาสพันธ์วงศ์

อดีตบรรณาธิการบทสัมภาษณ์ The Cloud และเจ้าของนามปากกา jirabell เขียนหนังสือมาแล้ว 5 เล่มชื่อ เราไม่ได้อยู่คนเดียวอยู่คนเดียว, ความทรงจำอยู่ที่ไหน ความคิดถึงอยู่ที่นั่น, Lonely Land ดินแดนเดียวดาย, The Fairy Tale of Underfox และ รักเขาเท่าทะเล

Photographer

ธีรพันธ์ ลีลาวรรณสุข

ช่างภาพ นักออกแบบกราฟิก นัก(หัด)เขียน โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ และอื่นๆอีกมากมายแล้วแต่ว่าไปเจออะไรน่าทำ IG : cteerapan

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load