“ที่ที่คุณจะเรียกเขาว่าอะไรก็ได้ แต่เขาขายอาหารและกาแฟ”

บาสพูดจบแล้วขำตัวเอง “พี่ว่าเขียนไปว่าร้านอาหารก็ได้”

หลังจากที่หลับอยู่ในรถมากว่า 2 ชั่วโมง พี่คนขับก็ปลุกเราให้ลืมตามาเจอกับอาคารหลังไม่ใหญ่โต ครึ่งบนเป็นบ้านไม้เก่า ๆ อายุราว 50 ปี อีกครึ่งดูเป็นคาเฟ่โมเดิร์นราวกับอยู่ในกรุงเทพฯ หรือเมืองเก๋ ๆ อย่างเชียงใหม่ แต่ที่นี่คือ ‘สวนผึ้ง’ จังหวัดราชบุรี เพียงแค่ 30 กิโลเมตรก็จะถึงชายแดนไทย-พม่าแล้ว

‘First and Foremost’ หน้าร้านเขียนอย่างนั้น

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

Share Location คราวนี้ เรานัด บาส-ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา ผู้เคยประจำอยู่ที่พสุธารา และ Ali มาพูดคุยเรื่องพื้นที่ใหม่ของเขา ร่วมกับ โน้ต-อธิป สโมสร และ ซัน-พงศ์วิจิตร สามัตถิยะ สองพาร์ตเนอร์ที่เพิ่งมาร่วมงานกัน บาสแนะนำว่า คนหนึ่งเก่งเรื่องอาหาร คนหนึ่งเก่งเรื่องกาแฟ

ถ้าให้เจาะจงว่าที่แห่งนี้ ‘เป็นอะไร’ แม้แต่ทีมงานก็ตอบยาก พวกเขารู้แค่ว่าที่นี่สรรสร้างมาเพื่อสื่อสารเมืองสวนผึ้งในรูปแบบที่ต่างออกไป เพื่อให้คนเมืองที่อยู่สวนผึ้งหรือที่แวะมาเยี่ยมเยียน ได้รู้จักและรักสวนผึ้งยิ่งกว่าเดิม ด้วยสเปซ สถาปัตยกรรม อาหาร กาแฟ บทสนทนา และกิจกรรมที่พวกเขานำเสนอ

“พี่ว่าทุกคนที่อยู่ในเมืองนี้ ทำมาหากินกับเมืองนี้ มีสัญชาตญาณอัตโนมัติว่า อยากให้ที่นี่ดีขึ้น”

บาส ผู้คลุกคลีกับสวนผึ้งมาหลายปีให้ความเห็น

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

Decision-making

“พี่สนใจมนุษย์ แล้วก็ธรรมชาติ” บาสพูดถึงความสนใจโดยรวมของตัวเอง

เขาเป็นบัณฑิตจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอย่างที่เราเกริ่นไปในตอนแรก ที่บ้านของเขาทำกิจการชื่อ ‘พสุธารา’ แบรนด์ไทยที่แปรรูปพืชผักเป็นอาหารธรรมชาติ มี Bed & Breakfast เป็นของตัวเอง ย้อนกลับไป พ.ศ. 2559 ที่แบรนด์เปิดตัว ตอนนั้นเขารับหน้าที่เป็น Business Development ต้องประจำที่อำเภอสวนผึ้ง 2 – 3 ปี แล้วจึงย้ายไปทำแบรนด์ของครอบครัว ภายใต้ชื่อ ‘Ali’ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนจากธรรมชาติ นอกจาก 2 กิจการที่กล่าวมา เขายังทำโปรเจกต์หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูระบบนิเวศ การเชื่อมสัมพันธ์คนกับธรรมชาติ และงานด้านความยั่งยืนด้วย

“อยู่ดี ๆ เราก็รู้สึกว่าอยู่กรุงเทพฯ ไม่ไหวแล้ว” บาสเล่าถึงจุดเปลี่ยนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ที่ทั่วโลกเผชิญพร้อมกัน “โควิด 2 ปี ทำให้เราขาดการเชื่อมต่อกับทุกอย่าง ก็เลยอยากกลับไปสวนผึ้ง”

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี
First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

ทำไมถึงอยากกลับมา ที่นี่ดียังไง เราถามในฐานะคนที่มาสวนผึ้งเป็นครั้งแรก

“เราตกหลุมรักที่นี่ตั้งแต่ตอนนั้น ส่วนตัวคิดว่าคุณภาพชีวิตที่ดีมันเป็นแบบนี้ มันมีความเป็นเมือง อยากจะเข้าไปดูหนังในกรุงเทพฯ ก็สะดวก ขณะเดียวกันก็มีป่าเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดมหึมาอยู่ใกล้ ๆ ขับไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว” เรียกว่าที่นี่ตอบโจทย์เขานั่นแหละ “มันทำให้ชีวิตมีตัวเลือกที่หลากหลาย”

ถึงอย่างนั้น เขาก็ยอมรับว่าตนมีแต้มต่อ เขามีที่ทางอยู่ที่นี่ รู้จักผู้คนที่นี่พอสมควร ไม่ได้มาแบบเสื่อผืนหมอนใบหรือเริ่มจากศูนย์ สวนผึ้งกลายเป็นอีกคอมฟอร์ตโซนที่จะรองรับไอเดียใหม่ ๆ ของเขาได้

“ไอเดียในหัวคือ Community Space พี่อยากให้ที่นี่มันเป็น Friend’s Table โต๊ะเพื่อนกัน

“ให้ร้านช่วยให้คนที่มาเยือน ตกหลุมรักสวนผึ้ง” เขาเริ่มเอ่ยถึงคอนเซ็ปต์แรก

แล้วอะไรล่ะที่จะเป็น Community Space ของคนยุคนี้ คำตอบคือ ‘ร้านอาหาร’

ร้านอาหารเป็นพื้นที่ที่คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ บาสมองว่าถ้าไม่ใช่ร้านอาหาร ก็หาพื้นที่ที่ทำหน้าที่นี้ได้น้อยมาก และบ้านที่นำมารีโนเวตก็เป็นบ้านไม้เก่าอายุ 50 – 60 ปีของคุณยายคนหนึ่ง ซึ่งครอบครัวของบาสซื้อต่อมา ปัจจุบันคุณยายก็ยังคงอาศัยอยู่ในบริเวณหลังบ้านนี้ด้วย

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

“ที่ตัดสินใจทำ ประกอบไปด้วย 2 ส่วน” บาสค่อย ๆ แจกแจงให้เราคิดตาม

หนึ่ง คือ โอกาสทางธุรกิจ เขารู้ว่ามีคนเมืองมากมายมาเที่ยวสวนผึ้ง แต่ไม่มีอาหารประเภทมื้อสายผสมผสานสไตล์นานาชาติแบบที่พวกเขากำลังจะทำ ซึ่งคนเมืองที่เขาว่าไม่ได้หมายถึงนักท่องเที่ยวเสมอไป แต่อาจหมายถึงผู้ประกอบการ คนที่เข้ามาทำงาน หรือคนรุ่นใหม่ที่เคยผ่านชีวิตในเมือง มีประสบการณ์กับอาหารแบบนี้ และเคยชินกับ ‘จริตโมเดิร์น’ ของพื้นที่แห่งนี้

สอง คือ จิตวิญญาณ เรียบง่าย บาสหลงรักสวนผึ้ง และอยากให้คนอื่นหลงรักเช่นกัน

บาสเชื่อว่าการนำเสนอเรื่องราวใหม่ ๆ ในพื้นที่ คือการพัฒนาเมือง ตามที่พี่คนหนึ่งบอกมา ดังนั้น เขาจึงทดลองทำหลายอย่างกับ First and Foremost ไม่จำกัดอยู่แค่การเป็นร้านอาหารหรือคาเฟ่

“ตอนแรกตั้งใจทำเป็น Pop-up Event แต่ไป ๆ มา ๆ ก็ปล่อยไหลยาวเลย รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำมาถูกทาง เพราะลูกค้าที่เข้ามาทุกคนมีความสุข สิ่งนี้เป็นตัวบอกว่า โอเค ทำต่อไป” บาสว่าถ้าผู้คนมีความสุข แปลว่าเขากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ ทั้งกับธุรกิจของเขาเอง ทั้งกับความรู้สึกของคน

ส่วนจะเรียกที่นี่ว่าอะไร ปล่อยให้คนอื่นนิยามกันเอง

Hidden Message

ย้อนกลับไป 4 – 5 ปีที่แล้ว บาสเจอกับโน้ต พาร์ตเนอร์สายอาหาร ตั้งแต่ตอนที่เขาทำพสุธารา โน้ตมาออกร้าน เขาเป็นคนทำอาหารที่สนใจเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่น รักความออร์แกนิก เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและต่อมนุษย์ บางคนก็เรียกเขาว่า ‘นักทดลองอาหาร’

“ตอนแรกพี่อยากให้เป็น Brunch แบบ Eggs Benedict, Eggs Royale แบบ Croque Monsieur มันไม่ได้สักอย่างที่พี่คิด” บาสหัวเราะเสียงดัง “พี่โน้ตเขาไม่ได้อินแบบนี้ พี่ก็เลยปล่อยให้เขาทำ”

“ตอนแรกจะเข้ามา 3 เดือนแล้วก็ออก” โน้ตที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นเป็นครั้งแรก “ไม่ต้องมีมาตรฐานตายตัวขนาดนั้น เรามองว่าเขาอุตส่าห์มาสวนผึ้ง มาใช้เวลา ก็ควรจะได้กินอะไรที่แตกต่าง”

“เรามองว่าแต่ละพื้นที่มีวัตถุดิบ มีเรื่องราวของเขาอยู่แล้ว เราไม่ได้ต้องการให้ร้านนี้โดดเด่น แต่ต้องการให้ตัวพื้นที่ทั้งหมดมีสิ่งที่จะพูด มีเรื่องราวของมัน เช่น น้องที่ร้านเป็นชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ เราก็นำอาหารบางอย่างของเขามาทำ หรือว่ากูลาชที่ทำให้กินวันนี้ ก็เป็นการเอาเนื้อต้มบ้านสิงห์มาผสมกับอาหารรัสเซีย” เขาพูดถึงเมนูที่สั่งมาให้เรากินกันอิ่มหนำก่อนเริ่มบทสนทนา

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

บ้านสิงห์เป็นตำบลหนึ่งในจังหวัดราชบุรี และเนื้อต้มบ้านสิงห์ก็เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นั่น เริ่มมาจากคุณลุงคนหนึ่งมีสูตรต้มเนื้อแสนอร่อย จนคนอื่น ๆ ในย่านนั้นเปิดร้านด้วยสูตรเดียวกัน

จุดเด่นของเนื้อต้มบ้านสิงห์คือ มีกะเพรา พริกตำ และซีอิ๊วดำ

โน้ตพยายามใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้มากที่สุด ซีอิ๊วที่ว่า เขาก็ใช้ซีอิ๊วตราเสือจากอำเภอดำเนินสะดวก ซอสพริก เขาใช้พริกกะเหรี่ยงของที่นี่ ซอสบาร์บีคิวใช้สับปะรดในพื้นที่ นมได้มาจากสหกรณ์โคนมของนักบวชคริสต์ที่จอมบึง เนื้อมาจาก KU Beef ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน และไก่ เป็นไก่พื้นเมืองจากคุณป้าร้านทำผม

ล่าสุดวัตถุดิบท้องถิ่นเหล่านั้นกลายมาเป็นเมนูพิเศษ อย่างอาหารยูเครน

“เราอยากให้คนตัวเล็ก ๆ ได้ประโยชน์ ก็เลยขับรถไปรับวัตถุดิบทุกอย่างเอง”

First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี
First and Foremost ร้านอาหารในบ้านไม้ 50 ปีที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าของสวนผึ้ง ราชบุรี

เราถามว่า เขา ‘นำเสนอ’ ความพิเศษของอาหารมากแค่ไหน

“พี่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็น Hidden Message มากกว่า” บาสให้ความเห็น เราแปลกใจนิดหน่อยที่เขาเลือกทางนี้ สำหรับเราแล้ว หากแต่ละเมนูมีที่มาขนาดนี้ นำเสนอเป็นสไตล์โอมากาเสะก็ยังได้

“พี่โน้ตไม่ได้เป็นคนป่าวประกาศว่าใช้อะไรบ้าง แต่มันมาจากความเคารพ”

โน้ตพูดต่อว่า โดยจุดมุ่งหมาย เขาไม่ได้ต้องการให้ร้านมีเอกลักษณ์ แต่เขาอยากให้ ‘พื้นที่ทั้งหมด’ โดดเด่นขึ้นมาด้วยอาหารที่เขาทำมากกว่า

“พอมันเป็น Hidden Message มันเป็นต่อมเอ๊ะ เอ๊ะ สับปะรดเหรอ สับปะรดที่นี่หรือเปล่า มันคือการเปิดบทสนทนา ก็กลับไปเรื่องของความเป็น Community Space นะ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่จะคุยกันได้” บาสวกกลับมาที่ไอเดียเดิม ซึ่งตอบโจทย์ได้ด้วยอาหาร หากลูกค้าไม่ถาม พวกเขาหรือพนักงานก็มักจะไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด สวนผึ้งเป็นเมืองพักผ่อน พวกเขาอยากให้ผู้มาเยือนมีความสุขกับช่วงเวลาให้เต็มที่ แทนที่จะต้องมานั่งรอเชฟอธิบายอาหารอย่างเป็นทางการ

Everyday Coffee

‘หาพาร์ตเนอร์กาแฟ! มาด่วนเลย!’ คือสิ่งที่บาสโพสต์ลงโซเชียลมีเดียก่อนร้านเปิดราว 10 วัน

“ด้วยวิสัยคืออยากทำคุณภาพสูงสุด แต่เรารู้ว่าถ้าให้เรียนรู้ด้วยตัวเองมันใช้เวลา แล้วไม่มีใครในโลกนี้ที่จะเป็นซูเปอร์แมน ทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น เราต้องหาเพื่อนมาส่งเสริมในสิ่งที่เราคิด”

และสมาชิกคนสุดท้ายที่มาเสริมทัพ ก็คือซัน เพื่อนของเพื่อนในเฟซบุ๊กคนนี้

หลังจากที่ไปเป็นบาริสต้าที่ออสเตรเลียมา 8 ปี ซันก็กลับมาเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ ของตัวเองที่กรุงเทพฯ กาแฟที่เข้าไทป์ซัน เป็นกาแฟเรียบง่ายที่ดื่มได้ทุกวันตามแบบฉบับซิดนีย์ เมืองที่เขาเคยไปอยู่ หากเดินกลับไปดูหน้าร้าน จะเห็นวลี SYDNEY VIBE’S COFFEE เขียนอยู่เหนือวลี ALL-DAY BRUNCH

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

เขาเล่าว่าสมัยอยู่ออสเตรเลีย ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องคำนวณ Healthy Star ให้ดูอย่างชัดเจน ถ้าดีต่อร่างกายก็ได้ 5 ดาว ขนมขบเคี้ยวให้ครึ่งดาว ส่วนจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ก็เป็นสิทธิ์ของลูกค้า ผู้ขายมีหน้าที่บอกให้ชัดเจน แต่ประเทศไทย ซันว่าผู้บริโภคต้องดูแลตัวเองเยอะเกินความจำเป็น เพราะอาหารและเครื่องดื่มที่มีผลเสียต่อสุขภาพมีขายอยู่ทั่วไป และคนไทยคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่รู้ว่ามีตัวเลือกอื่นนอกจากนั้น

“กาแฟในไทยต้องใส่นมข้นจืด นมข้นหวาน น้ำเชื่อม ครีมเทียม นมเทียม หลายคนพอเห็นเราทำกาแฟ แค่ช็อตกาแฟ แล้วก็เทนมสด จะงงว่าแค่นี้เหรอ คือกาแฟจริง ๆ ควรเป็นแบบนี้ และควรจะอร่อยได้ด้วยตัวมันเพียงเท่านี้” ซันพูดพลางเสิร์ฟกาแฟดำหอมกรุ่นให้เราชิมกันคนละแก้ว

เขาถอดรูปแบบและรสชาติของกาแฟมาจากซิดนีย์ ซึ่งเป็นเมืองของผู้ใช้แรงงาน

กาแฟของซิดนีย์ต้องดื่มแล้วอยู่ ดื่มแล้วมีแรง ไม่ต้องดื่มซ้ำเยอะแยะ!

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

“ที่ซันพูดมันคือตัวตนเขา เป็น Traditional Coffee ที่เขาทำตอนอยู่ซิดนีย์ แต่เราไม่ได้ปฏิเสธความต้องการของคนไทยนะ อย่างคาปูชิโน่เย็น เราก็มีในเมนู ในขณะเดียวกัน เราก็มีจิตวิญญาณของการทำกาแฟแบบสากล” บาสอธิบายเพิ่มเติม “พี่ไม่ชอบให้คนไม่มีตัวเลือก” ไม่ว่าจะอาหารหรือกาแฟ First and Foremost จึงพยายามนำเสนอทางเลือกให้ผู้มาเยือนสวนผึ้งได้ลิ้มลองเสมอ

Sensing x Experiencing

โน้ตเป็นพาร์ตเนอร์อาหาร ซันเป็นพาร์ตเนอร์กาแฟ แล้วบาสล่ะ?

“เขาเป็นคนที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้ากับทุกคน เราไม่คุ้นเคยกับคนในพื้นที่เท่าพี่บาส เขาเป็นเหมือน Translator ที่แปลความหมายของสิ่งที่เราทำไปให้กับผู้คน” ซันพยายามหาคำจำกัดความมาให้บาส

“หรืออาจจะเป็น Director, Curator แต่จริง ๆ ร้านอาหารมันไม่มีหน้าที่พวกนี้นะ” โน้ตพูดบ้าง

“ถ้าถามว่าตัวเองทำหน้าที่อะไร รู้สึกว่าตัวเองเป็น Pointer ที่พูดได้ มีมือ มีปาก มีเท้า” บาสเล่าอย่างอารมณ์ดี “ปกติ Pointer ต้องรอคนหยิบไปชี้ใช่ไหม แต่พี่ไม่ต้องรอคนมาหยิบ อยากจะฉายไปสิ่งไหน ให้คนเห็นอะไร พี่ก็ชี้ไป ภาษาอังกฤษพี่จะใช้ว่า Talkative Pointer เป็น Pointer ที่พูดได้” หน้าที่ของบาสคือชี้ชวนให้ผู้มาเยือนเห็นและสัมผัสสิ่งต่าง ๆ ที่สวนผึ้งมีอยู่แล้ว รวมถึงสิ่งใหม่ที่พวกเขาเลือกเพิ่มเข้าไป

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

สิ่งใหม่อาจเป็นได้ทั้งข้อดีและข้อเสีย ทุก ๆ ครั้งที่นำสิ่งใหม่เข้ามา พวกเขาต้องคิดให้ดีว่า หากนำเข้ามาแล้วสิ่งนั้นจะเคารพพื้นที่หรือไม่ เช่น บ้านไม้ของคุณยาย แทนที่จะรื้อทิ้งแล้วนำไม้เก่าเหล่านี้ไปขาย บาสก็เก็บโครงบ้านไว้บางส่วน และปล่อยสนามหน้าบ้านให้โล่งโจ้ง ไม่บดบังความงามของบ้านไม้ เพื่อให้เห็นถึง ‘ราก’ ของพื้นที่ สมัยที่สวนผึ้งยังไม่เป็นแบบนี้ สมัยที่คุณตาคุณยายพากันไปตัดไม้มาสร้างบ้าน

“บ้านหลังนี้เป็นตัวสื่อสารในลักษณะภายนอก มันทำให้เราเห็นว่า สิ่งนี้เป็นมรดกของเมือง” บาสเปรย แล้วเล่าต่อถึงยันต์ที่แปะตามเสา แรกเริ่มเดิมทีตอนได้บ้านมาเขากลัวมาก แต่ก็เลือกจะเก็บไว้ วันหนึ่งมีคุณลุงอายุ 70 เดินเข้ามา แล้วอธิบายว่านี่คือยันต์มงคล แปะไว้ที่เสาเอกกับเสาโท เขาจึงมีโอกาสได้รู้ความจริง นี่ก็เป็นการเชื่อมโยงความเก่ากับความใหม่ แถมเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาได้ดี

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้สำหรับที่นี่ คือ ‘กิจกรรม’

“คนรุ่นเราในสังคมเมืองต้องการมีประสบการณ์กับพื้นที่เยอะ ๆ มันเอื้อให้เกิดการเติบโตภายในมากกว่าการขับรถไปดูธรรมชาติ ไปดูทะเลหมอกเฉย ๆ พี่ก็เลยคิดถึงกิจกรรมแนว Ecotourism หรืออาจไปไกลกว่านั้น เป็น Lifestyle หรือ Spiritual” บาสเล่าถึงที่มาของกิจกรรมสนุก ๆ ที่นี่

Coffee Sensing (สังเกตว่าใช้ Sensing ไม่ใช่ Testing) เป็นกิจกรรมที่พวกเขาจัดขึ้นมาให้ผู้คนจำนวนไม่มากมาลอง ‘ผัสสะ’ เพื่อจะได้เลือกกาแฟที่ถูกใจตัวเองในอนาคต

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

กิจกรรมต่อมาคือ Nature Walk เป็นการพาคนเข้าไปสำรวจธรรมชาติ ทำให้คนวัยผู้ใหญ่ได้คืนอำนาจการเล่นให้กับตัวเอง โดยพื้นที่ธรรมชาติที่มีอยู่แล้วในสวนผึ้งเป็นสนามทดลองให้เขา และให้คนได้สัมผัสสวนผึ้งในแง่มุมแท้จริง ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น (Human-made)

“พี่คิดว่าธรรมชาติมันตรงไปตรงมา โดนหนามก็ต้องเจ็บ อยู่กลางป่า ร้อนก็คือร้อน แต่ถ้ามนุษย์พูดแบบนี้มันคิดอีกอย่างหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น ในพื้นที่ธรรมชาติมันเลยเป็นสนามทดลองที่ดีและปลอดภัยทางความคิด” หลังจากที่นั่งคุยกันในร้านเรียบร้อย บาสก็พาเราไปเดินดูเด็ก ๆ กระโดดน้ำในพื้นที่ธรรมชาติสาธารณะแห่งเดียวของสวนผึ้ง เพื่อจำลองการเล่นอย่างที่เขาบอก

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

นอกจากนั้น บาสก็พูดถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่าง Suanphueng Wild Cooking Club ซึ่งผสมระหว่าง Nature Walk กับวัฒนธรรม พาไปเก็บวัตถุดิบตามฤดูกาล แล้วมาทำอาหารแบบคนในพื้นที่กินกัน หรือกิจกรรม Brunch in the Wood พาคนไปปิกนิกกันในโลเคชันที่เหมาะแก่การรื่นรมย์โดยไม่ประกาศล่วงหน้านานนัก ฟังแค่นี้ก็น่าสนุกแล้ว สำหรับเรา กิจกรรมทั้งหมดที่พูดมาต่างมีจุดร่วมกันคือ เน้นประสบการณ์กับตนเองและสวนผึ้ง

“พี่ว่าที่นี่คือสนามเด็กเล่น วันหนึ่งพี่อาจจะทำห้องเวิร์กชอปก็ได้นะ”

First and Foremost

First and Foremost แปลว่า เหนือสิ่งอื่นใด

“เหนือสิ่งอื่นใด เข้ามาที่นี่แล้วคนต้องมีความสุข” กว่า 6 เดือนที่เปิดร้านมา มีผู้คนมากหน้าหลายตาที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน ผลัดกันเข้ามานั่งที่ Friend’s Table ตัวนี้

‘พี่แนน คุณหมอที่โรงพยาบาลสวนผึ้ง’ ขอบคุณที่พวกเขาทำร้านนี้ขึ้นมา

‘น้องกราฟิกดีไซเนอร์แห่งสวนผึ้ง’ แวะมาที่นี่ด้วยความสุข

‘สาวซิดนีย์’ บังเอิญเข้ามาชิมกาแฟแล้วคิดถึงบ้าน

‘ฝรั่งที่สอนศาสนากลุ่มชาติพันธุ์’ สบายใจที่เข้ามาทานอาหาร พร้อมแลกเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ

ทีม First and Foremost ทั้งบาส โน้ต ซัน รวมถึงแอมและตาล ดีใจที่พื้นที่ไร้คำจำกัดความแห่งนี้ ตอบสนองผู้คนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

“เราต้องการเพื่อนเยอะ ๆ มานั่งโต๊ะนี้กันเยอะ ๆ นะ” บาสเชิญชวนเป็นการปิดท้าย

First and Foremost; brunch and coffee ร้านอาหารและกาแฟที่เล่าเรื่องเมืองผ่านวัตถุดิบท้องถิ่น วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ในอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

First and Foremost

ที่ตั้ง : 25/1 ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 70180 (แผนที่)
วัน-เวลาทำการ : เปิดให้บริการวันจันทร์-พฤหัสบดี (ยกเว้นวันพุธ) เวลา 09.00 – 16.00 น. วันศุกร์-เสาร์ เวลา 09.00 – 20.00 น. และวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 18.00 น.
โทรศัพท์ : 09 8754 1535
Facebook : First and Foremost; brunch and coffee

Writer

พู่กัน เรืองเวส

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ สนใจใคร่รู้เรื่องผู้คนและรูปแบบการใช้ชีวิตอันหลากหลาย ชอบลองทำสิ่งแปลกใหม่ พอ ๆ กับที่ชอบนอนนิ่ง ๆ อยู่บ้าน

Photographer

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

Share Location

รวมสถานที่สวยและดีที่อยากชวนคุณแวะเวียนไปช่วงวันหยุด

คนเมืองเหนือเปิ้นฮ้องพื้นที่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ว่า ‘เก๊าไม้’ ส่วน ‘เก๊าไม้ล้านนา’ คือชื่อรีสอร์ตในอำเภอสันป่าตอง อยู่ระหว่างเส้นทางที่เชื่อมตัวเมืองเชียงใหม่สู่ดอยอินทนนท์

หลายคนจดจำรีสอร์ตแห่งนี้ได้ดีจากพื้นที่ที่อุดมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ (สมชื่อ) ราวกับป่าขนาดย่อม และอาคารห้องพักที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบเก่า เขียวขจีไปด้วยต้นตีนตุ๊กแกที่ฝังรากลงบนผนัง ราวกับจะกลืนกินไปทั้งอาคาร สวยจนใครก็อดใจถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้

นอกจากการเป็นรีสอร์ตที่มีอาคารเป็นเอกลักษณ์ และเป็นโลเคชันยอดฮิตสำหรับคู่รักที่กำลังมองหาสถานที่ถ่าย Pre Wedding ล่าสุด เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ก็ได้ปรับภูมิทัศน์ด้านในให้กลายมาเป็น Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่รวมเอาคาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ และลานอเนกประสงค์กลางแจ้งที่รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เข้าไว้ด้วยกัน เป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ที่แม้คุณจะไม่ใช่แขกของรีสอร์ตก็สามารถเข้ามานั่งทอดอารมณ์ยามเช้าจรดบ่ายให้สุกกรอบพอดีคำได้อย่างรื่นรมย์

และล่าสุด Kaomai Estate 1955 เพิ่งได้รับรางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก ในสาขาการออกแบบใหม่ในบริบทมรดก

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่โครงการจากประเทศไทยได้รับรางวัลในสาขานี้จาก UNESCO เอเชีย-แปซิฟิก โดยรางวัลสาขานี้จะมอบให้กับโครงการที่มีสิ่งปลูกสร้างใหม่ผ่านการออกแบบอันโดดเด่นให้กลมกลืนกับบริบทในอดีต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เราจึงอยากชวนคุณอ่านเรื่องราวความตั้งใจของ Kaomai Estate 1955 ในการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรม จากโครงอาคารโรงบ่มใบยาสูบเก่าดั้งเดิม ไปพร้อมๆ กับต้นไม้ใหญ่และธรรมชาติในพื้นที่ให้คงอยู่ให้นานที่สุด

1
ประวัติศาสตร์ย่อของอาคารก่อนที่ต้นตีนตุ๊กแกจะฝังรากลงบนผนัง

ต้นตีนตุ๊กแกหาใช่ไม้เลื้อยเพียงพันธุ์เดียวที่ปกคลุมอาคารของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท จนเกิดเป็นอัตลักษณ์คุ้นตา เพราะหากสังเกตดีๆ นอกจากใบจิ๋วๆ ของตีนตุ๊กแก ยังมีต้นพริกไทยและผลสีแดงจากต้นดีปลีแซมขึ้นมาอย่างกลมกลืน ซึ่งความกลมกลืนบนผนังอาคารนี้ (จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ช่วยสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ทางผลหมากรากไม้ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ที่เหลื่อมซ้อนกันในภาพใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีเลยล่ะ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

ทั้งนี้การจะไล่เรียงถึงเก๊าไม้ เอสเตท 1955 ให้เห็นภาพมากที่สุด คือการต้องย้อนกลับไปใน พ.ศ. 2498 (ค.ศ. 1955) ณ จุดเริ่มต้นบนที่ดินขนาด 44 ไร่ ริมถนนสายเชียงใหม่-ฮอด ถูกครอบครองโดยต้นจามจุรีและต้นมะขามสูงใหญ่ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่มาตั้งแต่ต้น ก่อนจะมีการก่อสร้างกลุ่มอาคารโครงสร้างไม้ไผ่สานแตะฉาบด้วยดินโคลนแบบบ้านๆ สำหรับเป็นโรงบ่มใบยาสูบของบริษัท แม่ปิงยาสูบ ขึ้นทีละหลัง

บริษัท แม่ปิงยาสูบ ก่อตั้งโดย เจ้าชื่น สิโรรส ผู้ริเริ่มและส่งเสริมให้ปลูกใบยาสูบในภาคเหนือของประเทศไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจยาสูบท้องถิ่นอันเฟื่องฟูอยู่หลายทศวรรษ ก่อนจะค่อยๆ ซบซาไปตามกาลเวลา

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

“ในแต่ละโรงบ่มจะมีการวางคานต่อๆ กันเป็นชั้น พอถึงเวลาบ่มจะใช้คน 6 คนยืนต่อกันบนคาน ส่งใบยาที่ขึ้นไปวางซ้อนกันจากข้างบนลงมาข้างล่าง พอวางเสร็จก็จะทยอยออกมาสุมไฟจากเตาฟืนที่อยู่นอกโรงบ่ม ความร้อนจะส่งผ่านท่อที่ต่อเข้าไปในอาคาร ด้วยวิธีการนี้ทำให้สามารถบ่มใบยาโดยไม่มีควันเข้าไปปนกับกลิ่นยาสูบ พอบ่มพ้นหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็ม ก็จะมีการจัดเก็บเข้าโรงคัด ส่งไปขายที่โรงงานยาสูบในตัวเมืองเชียงใหม่พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน ย้อนความจำเมื่อครั้งสถานที่แห่งนี้ยังคงอวลไปด้วยกลิ่นใบยาสูบ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

พ่อหลวงอาทิตย์ วรรณเรือน เกิด พ.ศ. 2499 หนึ่งปีให้หลังที่โรงบ่มยาสูบแห่งนี้เปิดทำการ พ่อหลวงเป็นลูกชายของคนงานบ่มยาที่นี่ เขามีบ้านอยู่ด้านหลังโรงบ่มยา (ซึ่งปัจจุบันเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม) และแม้พ่อหลวงจะไม่เคยทำงานที่เดียวกับพ่อ แต่ความทรงจำในวัยเด็กเกี่ยวกับขั้นตอนการบ่มยาสูบจากการติดตามพ่อไปทำงาน รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านในยุคสมัยต่างๆ ภายในพื้นที่ยังคงแจ่มชัด

“ความที่ต้องทำงานกับไฟ จึงจำเป็นต้องมีนายสถานีคอยดูแลพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง นายสถานีจะมีบ้านประจำอยู่ที่นี่ (ปัจจุบันบ้านของนายสถานียังถูกรักษาไว้อย่างดี และปรับเปลี่ยนเป็นอาคารสปาของรีสอร์ต-ผู้เขียน) ต่อมาบริษัทก็เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารก่ออิฐมอญ และภายหลังค่อยเปลี่ยนมาเป็นอาคารอิฐบล็อกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิการบ่มได้ดีกว่า” พ่อหลวงคนเดิมกล่าว

แต่แม้จะมีการปรับเปลี่ยนวัสดุเพื่อรองรับการบ่มยาให้ปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพอยู่เสมอ ก็ใช่ว่าจะป้องกันอุบัติเหตุได้ทั้งหมด เพราะในระหว่างการบ่มครั้งหนึ่งใน พ.ศ.2512 ใบยาที่ถูกอบแห้งเกิดร่วงตกลงมาโดนท่อส่งความร้อนที่กำลังแดง จึงเกิดไฟไหม้จนทำให้กำแพงภายในอาคารที่เกิดเหตุและอาคารข้างเคียงอีกหลังทลายลงมา ต่อมาจึงมีการบูรณะดังกล่าวโดยการสร้างโรงบ่มใหม่ควบรวมอาคารที่เสียหายทั้งสองหลังเป็น ‘อาคารแฝด’ เพียงหลังเดียว

ซึ่งนั่นล่ะค่ะ แม้แต่ผู้บูรณะในยุคนั้นเองก็ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า อีกเกือบ 50 ปีต่อมาเจ้าของรุ่นหลังจะเปลี่ยนโรงบ่มแฝดดังกล่าวให้กลายมาเป็นคาเฟ่สุดชิค ศูนย์กลางของโครงการเก๊าไม้เอสเตทฯ ในยุคปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

2
เรื่องของฟาร์มทุ่งเสี้ยว การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรม

พ้นจากเรื่องเล่าของพ่อหลวงอาทิตย์ คนต่อมาที่จะมาบอกเล่าการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่แห่งนี้ได้ดีคือ คุณธวัช เชิดสถิรกุล นักธุรกิจการเกษตรที่เข้ามาซื้อกิจการโรงบ่มใบยาสูบแห่งนี้เมื่อ พ.ศ. 2529 ก่อตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัด ฟาร์มทุ่งเสี้ยว (ตั้งชื่อตามหมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของโรงบ่ม)

คุณธวัชเข้ามาดำเนินกิจการโรงบ่มยาสูบต่อจากบริษัท แม่ปิงยาสูบ เปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอิฐบล็อกเพื่อความทนทาน และขยายกำลังการผลิตจากโรงบ่มเดิมที่มีอยู่ 35 หลัง เป็น 50 หลัง ปรับปรุงพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านอาหาร รวมทั้งเปลี่ยนพื้นที่ภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักตากอากาศของครอบครัวและเพื่อนฝูง เขาบริหารโรงบ่มจนถึง พ.ศ. 2538 เมื่อกิจการยาสูบในประเทศถูกบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาด ประกอบกับปัจจัยหลายอย่าง จึงตัดสินใจเลิกกิจการ

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

กระนั้น ด้วยความที่เขาเคยได้ปรับเปลี่ยนภายในอาคารโรงบ่มเป็นที่พักมาก่อนแล้ว สิ่งนี้จุดประกายให้เขาเปลี่ยนอาคารโรงบ่มเป็นอาคารที่เหมาะสำหรับการหลับค้างอ้างแรมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 18 หลัง ปลูกตีนตุ๊กแก พริกไทย และดีปลี ให้ขึ้นปกคลุมผิวอาคาร และเปิดพื้นที่เป็น ‘เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท’ รีสอร์ทแห่งแรกของประเทศที่ดัดแปลงมาจากโรงบ่มยาสูบ เปิดทำการ 2 ปีให้หลังจากกิจการบ่มยาสูบลาโรงไป

“จริงๆ พ่อผมเขาแค่อยากมีมุมสำหรับนั่งดื่มกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่นอกเมืองเท่านั้น แต่พอเปลี่ยนพื้นที่เป็นที่พักและพบถึงความเป็นไปได้ เก๊าไม้ล้านนาเลยกลายเป็นโครงการที่เป็นรูปธรรม” คุณจักร์ เชิดสถิรกุล Project Manager ของโครงการเก๊าไม้ เอสเตท 1955 กล่าวถึงต้นเหตุสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากโรงบ่มใบยาสูบเจ้าใหญ่ทางตอนเหนือของจังหวัดเชียงใหม่สู่การเป็นบูทีกรีสอร์ทที่ถือได้ว่ามาก่อนเทรนด์ Renovation หรือ Up-cycling ทั้งหลายที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

คุณจักร์เป็นลูกชายของคุณธวัช เขาเติบโตทันในช่วงที่พ่อของเขาบริหารโรงบ่มยาสูบ ที่ซึ่งในเกือบทุกสุดสัปดาห์ พ่อจะพาแม่ เขา และพี่สาวของเขา ขับรถมานอนค้างยังโรงบ่มที่มีชื่อว่า ‘ฟาร์มทุ่งเสี้ยว’ แห่งนี้

ชายหนุ่มเล่าว่า ควบคู่ไปกับการบ่มยาสูบ พ่อเขายังใช้พื้นที่ดังกล่าวเพาะพันธุ์ต้นไม้เพื่อจำหน่าย รวมถึงเป็นที่เพาะครั่งดิบสำหรับส่งออกต่างประเทศ โดยกิจการที่พ่อของเขาทำควบคู่ไปเหล่านี้ ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ของรีสอร์ตจึงเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ร่มรื่นและหลากหลายมากกว่า 100 สายพันธุ์ แถมต้นไม้เหล่านี้ยังกลายเป็นบ้านของนกที่หมุนเวียนมาพักอาศัยกว่า 50 สายพันธุ์ และเหล่านี้คือมรดกที่ไม่อาจประเมินค่าได้ซึ่งตกทอดมาสู่เขา หลังจากที่พ่อจากเขาไปเมื่อ 2 ปีก่อน

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

3
ถนนสายเก่าตัดใหม่ที่ชื่อเก๊าไม้

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 คือโครงการที่คุณจักร์ก่อตั้งร่วมกับพี่สาวของเขา คุณขัตติรัตน์ เชิดสถิรกุล เป็นโครงการต่อขยายด้านหลังของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ประกอบด้วย ‘พิพิธภัณฑ์เก๊าไม้’ ที่ปรับพื้นที่ภายในโรงบ่มให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ‘คาเฟ่โรงบ่ม’ คาเฟ่ที่พัฒนาจากโรงบ่มแฝด และ Amphitheater หรือลานอเนกประสงค์ที่จัดกิจกรรมทางตลาดนัดสินค้าทำมือ การแสดงดนตรี หรือกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีการผัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เสมอ

ที่แห่งนี้ถือเป็นการต่อยอดครั้งล่าสุดของพื้นที่ การต่อยอดที่คุณจักร์ตั้งใจจะรื้อฟื้นคุณค่าที่เป็นมาแต่ดั้งแต่เดิม ผ่านประจักษ์พยานทางสถาปัตยกรรมและวัตถุที่ยังคงมีการอนุรักษ์ให้เห็นจริง สู่สถานะของพื้นที่เปิดกึ่งสาธารณะในปัจจุบัน…

เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่
เก๊าไม้ล้านนา, Kaomai Estate 1955 จากโรงบ่มยาสูบเก่าสู่ที่พักและคาเฟ่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่

นั่นล่ะค่ะ เป็นเหตุผลว่าทำไมการจะเขียนถึงสถานที่แห่งนี้ คนเขียนจึงต้องเล่ายาว ย้อนไปตั้งแต่ปี 1955 ด้วย

“ส่วนใหญ่คนจะรู้จักเก๊าไม้รีสอร์ทว่าเป็นพื้นที่ปิด หรือรู้จักแต่อาคารที่มีต้นตีนตุ๊กแกเท่านั้น ผมจึงคิดว่าจริงๆ แล้วข้างในพื้นที่ยังมีเรื่องน่าสนใจกว่านั้น ทั้งการเป็นอาคารโรงบ่มเก่า ไม้ใหญ่ในพื้นที่อีกหลายสายพันธุ์ หรือพื้นที่ที่สามารถต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ๆ ท่ามกลางบริบทดั้งเดิมได้อีกมาก นั่นทำให้เราคิดถึงการเปิดพื้นที่ส่วนนี้ให้ทุกคนมีโอกาสได้รับชม แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวแก่แขกที่มาพักในรีสอร์ตไว้อยู่” คุณจักร์ กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 ตั้งอยู่บนถนนสายเก๊าไม้ ถนนสายเล็กๆ ที่คนงานโรงบ่มเคยใช้สัญจรเพื่อทำงานประจำวัน หากขับรถเข้ามาจากประตูหน้าโรงแรม ตรงผ่านทิวอาคารห้องพักที่ตั้งเรียงกันทางด้านขวา ถนนสายนี้จะตั้งอยู่สุดทางด้านขวามือ สองข้างทางเรียงรายไปด้วยโรงบ่มเก่าแก่ซึ่งมีโรงบ่มเวอร์ชันต่างๆ ในแต่ละยุคสมัย ยืนประชันโฉมเรียงกัน สอดแซมด้วยแนวต้นไม้น้อยใหญ่

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

อาคารโรงบ่มที่ตั้งอยู่บริเวณปากถนนฝั่งซ้ายถูกปรับให้เป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าช่วงเวลาต่างๆ ของพื้นที่ ขณะที่อาคารปากถนนฝั่งขวาคงโฉมทั้งภายในและภายนอกของโรงบ่มไว้ ที่ซึ่งคานไม้สำหรับวางใบยา และท่อส่งความร้อนเข้าไปในโรงบ่มถูกจัดแสดงพร้อมป้ายอธิบายกระบวนการถ่ายเทความร้อนระหว่างบ่มใบยาในอดีต วัตถุจัดแสดงถูกกำกับโดยป้ายบอกข้อมูลที่สรุปเรื่องได้อย่างกระชับ อ่านง่าย ดีไซน์สวย (คุณจักร์เล่าให้ฟังภายหลังว่า เป็นผลงานออกแบบของ PAVA architects กลุ่มสถาปนิกที่หลงใหลในการออกแบบพิพิธภัณฑ์เป็นพิเศษ)

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

คาเฟ่โรงบ่มตั้งอยู่ถัดจากโซนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เป็นอาคารกล่องกระจกใสที่แต่เดิมคืออาคารโรงบ่มแฝดหลังเดียวของพื้นที่ (อาคารที่เคยเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้จนถล่มลงมา ก่อนจะมีการซ่อมแซมโดยการสร้างอาคารฟิวชันดังที่กล่าวไว้ตอนต้น) ทั้งนี้เมื่อปรับเปลี่ยนเป็นคาเฟ่ ก็ยังคงเหลือผนังของอาคารโรงบ่มแฝดทั้งสองฝั่งเอาไว้ คาเฟ่มี 2 ชั้น ชั้นบนนอกจากเป็นที่นั่งแล้ว ยังมีนิทรรศการเสริมที่แสดงภาพถ่ายเก่าๆ ในพื้นที่เล่าต่อมาจากส่วนพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งอีก ขณะที่ผนังด้านในยังมีตัวอย่างของ ‘พื้นผิว’ โรงบ่มในแต่ละยุค ไล่เรียงเป็นไทม์ไลน์ ตั้งแต่ยุคไม้ไผ่สาน อิฐมอญ อิฐบล็อก และผนังที่ปกคลุมด้วยต้นตีนตุ๊กแกอันเป็นสถานะของเก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ในปัจจุบัน รวมไปถึงผนังเปล่าๆ ที่ชวนตั้งคำถามถึงอนาคตของพื้นที่แห่งนี้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

ด้านหลังของคาเฟ่คือลานสนามหญ้ากว้างขวางมีอัฒจันทร์กลางแจ้งขนาดย่อม ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีใหญ่ยักษ์ ต้นไม้ดั้งเดิมในพื้นที่ ที่นี่คือ Amphitheater ที่คุณจักร์ตั้งใจจะใช้เป็นทั้งสวนพักผ่อน ลานอเนกประสงค์จัดดนตรีในสวน รวมไปถึงตลาดนัดสินค้าทำมือ เป็นอาทิ

4
พื้นที่ที่ต้นไม้ยังคงเป็นเจ้าถิ่น

ความพิเศษของเก๊าไม้ เอสเตทฯ ไม่ได้อยู่ที่คาเฟ่ พิพิธภัณฑ์ หรือลานสนามหญ้า อย่างใดอย่างหนึ่ง หากเป็นการทำงานร่วมกันด้านทัศนียภาพของพื้นที่สามส่วนนี้ รวมไปถึงภูมิทัศน์ของต้นไม้น้อยใหญ่ที่มีอยู่ก่อนเดิมรวมไปถึงเพิ่งล้อมมาลงใหม่ตลอดตลอด 63 ปีที่พื้นที่นี้ได้รับการพัฒนา ทั้งต้นมะขามเอย จามจุรีเอย มะขามเทศ (ที่ใหญ่เสียจนผิดแผกมะขามเทศทั่วไป) กาสะลอง กัลปพฤกษ์ ไทรย้อย พะยูง ยอป่า มะเดื่อ ไล่เรียงไม่หวาดไหว (อันนี้ไม่ใช่ชื่อต้นไม้นะคะ) ไหนจะแปลงผักผลไม้ออร์แกนิก และอาคารเก่าอย่างโกดังที่แต่เดิมคือโรงรับซื้อใบยา และอาคารรีสอร์ตที่ปกคลุมด้วยไม้เลื้อย ซึ่งล้วนตระหง่านอยู่อย่างนอบน้อมกับต้นไม้เจ้าถิ่นอย่างน่ารัก ซึ่งก็ต้องยกเครดิตให้ทีมภูมิสถาปนิก Shma SoEn ที่คุณจักร์ชักชวนให้มาร่วมกันไฮไลต์ต้นไม้ให้เฉิดฉาน

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์

นอกจากนี้ความน่ารักอีกอย่างก็คือต้นไม้ทุกต้นที่เราเห็นล้วนมีป้ายเล็กๆ ที่ระบุชื่อ สายพันธุ์ และแหล่งที่มา ของต้นไม้เหล่านั้นไว้ครบถ้วน (จัดทำข้อมูลโดยนักวิจัยจากสำนักหอพรรณไม้) ทำให้การเดินเล่นและถ่ายรูปในสวนยังทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอยู่บนเวทีประกวดนางงามต้นไม้โลกไปกลายๆ (นี่ก็เพิ่งรู้จากการได้มาที่นี่แหละค่ะว่าต้นจามจุรีที่เราคุ้นเคยและเข้าใจไปว่าคือไม้พื้นถิ่นมีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้นู่นเลย)

“เครดิตส่วนสำคัญต้องยกให้คุณพ่อ ที่ท่านริเริ่มในการเปลี่ยนโรงบ่มเป็นรีสอร์ต รวมไปถึงการกำชับไม่ให้เราตัดต้นไม้ต้นใดในพื้นที่ออกเลย นั่นทำให้เราตระหนักว่าการสร้างสิ่งใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องรื้อทำลายสิ่งเก่า และคิดถึงการรักษาสมดุลระหว่างสิ่งปลูกสร้างกับต้นไม้ ให้สองส่วนนี้สอดคล้องไปด้วยกัน” คุณจักร์กล่าว

เก๊าไม้ เอสเตท 1955 เปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ขณะที่ในปัจจุบันคุณจักร์ยังคงมีแผนการร่วมกับ PAVA architects ในการขยายพื้นที่พิพิธภัณฑ์ โดยเน้นไปที่นิทรรศการเกี่ยวกับวัฒนธรรมยาสูบแต่ดั้งเดิมในเชียงใหม่ รวมไปถึงการปรับโรงบ่มเก่าในพื้นที่ให้เป็นโรงงานช็อกโกแลตในอนาคต

ค่ะ, ถ้าถึงเวลานั้นจริง คิดว่านี่คงจะเป็นโรงงานช็อกโกแลตที่น่าอยู่ที่สุดแห่งหนึ่งก็ว่าได้

การเปลี่ยนผ่านจากโรงยาสู่โรงแรมและคาเฟ่ในโครงการ Kaomai Estate 1955 พื้นที่ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ได้อย่างร่มรื่นและรื่นรมย์
 

รางวัลการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม จากองค์การ UNESCO ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Awards For Cultural Heritage Conservation) มีจุดประสงค์หลักเพื่อยกย่องโครงการภาคเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในการบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างอันเป็นมรดกทรงคุณค่าในภูมิภาค

รางวัลนี้ยังมุ่งส่งเสริมให้เจ้าของพื้นที่ร่วมดำเนินโครงการอนุรักษ์ร่วมกับภาคชุมชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบอิสระหรือเป็นรูปแบบการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยโครงการที่ได้รับรางวัลจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักเกณฑ์ต่างๆ และมีการใช้ปฏิบัติ เช่นการเข้าใจและคงไว้ซึ่งความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่นั้น การประสบความสำเร็จด้านเทคนิคในการอนุรักษ์ และการสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมและนโยบาย

หมวดรางวัลการออกแบบใหม่ในบริบทของมรดกทางวัฒนธรรม (Awards For New Design In Heritage Contexts) ได้ถูกริเริ่มขึ้นในปี 2005 รางวัลพิเศษในหมวดนี้เน้นการให้รางวัลกับโครงการที่มีการก่อสร้างใหม่ แต่มีการแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่มีความโดดเด่นและมีความสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมโดยรอบได้ดี

Writer

ไข่มุก แสงมีอานุภาพ

เลี้ยงแมวเป็นอาชีพ โดยมีงานอดิเรกคือรับออกแบบกราฟิก วาดภาพประกอบ และทำ Food Styling อ่อ… แล้วก็เขียนหนังสือด้วย ล่าสุดยังมีเวลาไปทำแบรนด์เสื้อผ้า ชื่อ www.instagram.com/wearfingerscrossed

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load