ลองจินตนาการว่าสนามหญ้านี้คือผืนป่าใหญ่ คุณครูและน้องหนูทั้งหลายจะออกไปผจญภัยล่าสมบัติกัน เราเดินเข้าป่า บนฟ้ามีนก 5 ตัว บนต้นไม้มีนกเกาะอยู่อีก 2 ตัว กิ่งไม้ตรงนี้มีรังผึ้ง หอยทากคืบคลานอยู่บนพื้นดิน วันนี้อากาศร้อนมาก เราต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ ก็ต้องไปหาลำธาร แล้วเราก็เดินลึกเข้าไป ลึกเข้าไปในป่ากว้าง ผ่านสุมทุมพุ่มไม้ ผ่านเนินดิน ผ่านหินผา

“อ้าว เข็มทิศหายไปไหนแล้ว หลงป่าแล้วสิ ทำยังไงดี”

“ถ้าอยู่ในป่าแล้วมีเฮลิคอปเตอร์มาตามหาคงไม่เจอพวกเรา”

แล้วเราก็เห็นว่าตรงนั้นมีแสงจ้า เลยเดินตามแสงออกไปดูกัน มีทุ่งโล่งอยู่ตรงหน้า ถ้าอยู่ตรงนี้เฮลิคอปเตอร์คงมองเห็นเราง่ายกว่า แต่เราอยากให้เฮลิคอปเตอร์เห็นพวกเราง่ายขึ้นอีก

“งั้นเราไปหากิ่งไม้ใหญ่ ๆ มาทำสัญลักษณ์กันเถอะ”

แล้วเด็กก็หยิบกิ่งไม้มาวางเรียงกัน H-E-L-P ตัวใหญ่ปรากฏบนพื้นหญ้าที่มองจากฟากฟ้าก็รู้ว่านี่คือการขอความช่วยเหลือ

ฉันดูคุณครูและเด็กวัยอนุบาลพูดคุยเป็นภาษาอังกฤษกันฉะฉานเล่นบทบาทสมมติครั้งนี้ แล้วคิดตามว่าพวกเขาได้เรียนรู้อะไรไปแล้วบ้าง… พลศึกษา คณิตศาสตร์ ธรรมชาติวิทยา ภาษาอังกฤษ และการเอาตัวรอด

ที่สำคัญ พวกเขาดูสนุกกันมาก และนี่คือกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียนหิ่งห้อย

อิสระที่จะสนุก

“เราไม่รู้ว่าเด็กเขาอยากเรียนหรือเปล่า แต่ถ้าให้เขาได้มีประสบการณ์ ความรู้สึก ความทรงจำดี ๆ นั่นคือความสนุกเหมือนเขาได้เล่น แต่จริง ๆ คือเขาได้เรียน แล้วเราก็ทำให้ทุกอย่างมันเป็นเนื้อเดียวกัน”

แม่จูน-วรัญญา สุนทรแต ผู้ก่อตั้งและผู้ออกแบบการสอนในโรงเรียนหิ่งห้อยบอกกับฉัน เราอยู่ในบ้าน 2 ชั้นหลังย่อมที่พื้นที่ภายในเต็มไปด้วยสื่อการสอน ของเล่น และหนังสือภาพ หลังบ้านมีบ้านไก่ บ่อน้ำ และสวนผัก หน้าบ้านเป็นสนามหญ้าที่มีเครื่องเล่นกับเนินเขาจำลองขนาดเล็กอยู่มุมหนึ่ง และที่ว่างกว้างขวางให้เด็กเล่นอะไรก็ได้ตามแต่จินตนาการจะพาไป

ข้อความ HELP ยังคงอยู่ที่พื้นหญ้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาทักษะชีวิต (Life Skills) หรือเทคนิคเอาตัวรอดในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

“เด็กที่นี่จะรู้ว่าหนีไฟยังไง เจอคนจมน้ำต้องหากิ่งไม้ยื่นให้ก่อนกระโดดลงไปช่วย เจอผู้ร้ายในห้างจะหลบซ่อนตัวแล้วส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือยังไง”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเด็ก ๆ เพิ่งได้เรียนวิชา Magic Monday ที่มาจากปัญหาคนเกลียดกลัววันจันทร์ คาบแรกจึงเป็นชั่วโมงต้องมนต์ให้พวกเขาได้ถือไม้กายสิทธิ์ สวมหมวกพ่อมดแม่มด ร่ายคาถาลงในหม้อ ทำอาหารวิเศษกันท่ามกลางควันพวยพุ่ง เหมือนอยู่ในโรงเรียนอนุบาลฮอกวอตส์สาขาประเทศไทย

“เราจะมีคอนเทนต์อะไรก็ตามที่เป็นแรงผลักดันให้เขาอยากเข้าไป แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเรา เป็นแค่วิธีการเข้าถึงการเรียนรู้ แต่ว่าข้างหลังบ้านต่างหากที่ใช่” แม่จูนเล่า

ฉันมองหาวิชาคณิตศาสตร์ ทักษะภาษา และรายชื่อวิชาอื่นที่คุ้นเคยในตารางสอน แต่ก็ไม่มีอะไรเช่นนั้น เพราะเด็กโรงเรียนหิ่งห้อยจะได้เรียนเลขจากการคำนวณจำนวนเมล็ดที่ปลูกในสวน แล้วเรียนภาษาจากการจดบันทึกการเติบโตของมัน หรือที่แม่จูนนิยามว่า Explain, Explore และ Express ให้เด็ก ๆ มีอิสระในการสนุกเอง เรียนรู้เอง เติบโตเอง โดยมีคุณครูช่วยวางจังหวะการเรียนรู้ไม่ให้การเติบโตนั้นเคว้งคว้างไร้ทิศทาง มีแกนหลักในการเรียนคือธรรมชาติ ศิลปะ และทักษะชีวิต ซึ่งถูกบูรณาการและแตกแขนงออกเป็นกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่ให้เด็กได้รับทั้งวิชาการควบคู่ความสนุก

ในวิชาทักษะชีวิต นอกจากเด็กกลุ่มหนึ่งที่ช่วยคุณครูเรียงกิ่งไม้ขอความช่วยเหลือแล้ว ยังมีเด็กบางคนวิ่งเล่นไปรอบ ๆ บางคนก็ขี่จักรยาน บางคนนั่งขุดดิน ฉันในฐานะผู้สังเกตการณ์ก็สงสัยว่าการเรียนการสอนนี้ไม่ได้บังคับให้เด็กทุกคนต้องมีส่วนร่วมหรือไร

“เราจะไม่บังคับเขา เด็กที่เรียนในสภาพแวดล้อมเดียวกัน เขาอาจจะใช้ประสาทสัมผัสที่ต่างกัน บางคนชอบลงมือทำ บางคนขอแค่รับฟัง แล้วเราก็เห็นว่าแต่ละคนเติบโตไปในทางของตัวเอง”

การเรียนที่นี่มอบให้เด็กเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่ใช่การตามใจและปล่อยให้สนุกไปวัน ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคุณครูที่จะกำหนดจังหวะการสอน ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนตามเด็ก โดยยังรู้ว่าจะต้องพาพวกเขาไปตรงไหน วันนี้เขาอาจยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ ก็รอให้เขาพร้อม หรือสร้างสถานการณ์ให้เขาพร้อม ให้เขามีอิสระที่จะได้สนุกกับการเรียนโดยไม่ต้องไปบังคับ

“จูนเชื่อว่าทุกคนมีพลังวิเศษเป็นของตัวเอง เราต่างคนต่างที่มา มาอยู่รวมกัน แต่ว่าเด็กน้อย ๆ เขาเรียนรู้ที่จะเติบโตไปแตกต่างกัน แล้วเราอยู่ตรงนี้เพื่อทำหน้าที่ให้พวกเขามั่นใจว่าแสงสว่างของพวกเขาคืออะไร ให้เขาพบแสงสว่างของตัวเอง เลยตั้งชื่อว่า ‘โรงเรียนหิ่งห้อย’ ”

ระหว่างนั้น เด็กหญิงคนหนึ่งขี่จักรยานล้มลงแล้วร้องไห้ เด็กหญิงรุ่นพี่อีกคนวิ่งเข้าไปประคองและพาไปปฐมพยาบาล ในขณะที่คุณครูยืนมองอยู่ข้าง ๆ ไม่เข้ามาประคบประหงม ไม่ช่วยเหลือ และมอบความไว้วางใจให้พวกเขาจัดการกันเอง เหตุการณ์บนสนามหญ้าก็เป็นเหมือนโลกย่อส่วนที่พวกเขาต้องเติบโตไปเผชิญ เพราะในทุกความสนุกของชีวิตยังคงมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น แต่ในชีวิตจริงไม่อาจมีคุณครูมาคอยปกป้องดูแล และนี่แหละคือวิชาทักษะชีวิตที่พวกเขาได้รับ

“เขาจะรู้สึกว่าเขาโตขึ้นแล้วนะเมื่อเขาได้ทำแผลให้เพื่อน จูนไม่เคยรู้ว่ากระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้น เราไม่ได้วางแผนไว้ แต่พอเราได้เรียนรู้ ก็คิดว่าดีนะที่เราไม่รีบเข้าไปก่อน มันดีที่เด็กจะวิ่งเอากระปุกยาไปให้เพื่อน มันทำให้เขาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“แต่ถ้าถึงขั้นเลือดออกเยอะ ๆ นี่ เราก็ต้องวิ่งเข้าไปเหมือนกัน”

ห้องเรียนธรรมชาติ

“จูนเชื่ออย่างยิ่งว่าพอไปปลายทาง คุณไม่มีทางไปบอกเด็กว่าเขาต้องแยกขยะนะ ต้องรักผึ้งนะ เพราะถ้าเขาไม่ได้ผูกพันมาตั้งแต่แรก มันไม่มีทางที่เขาจะอยากอนุรักษ์ แล้วจะไปคัดแยกขยะตอนอยู่มัธยมแล้วมันก็ได้แค่ผิวเผิน มันไม่ได้อยู่ในหัวใจเขา นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่อยากให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้วิชาธรรมชาติ เพราะยิ่งเขาได้เชื่อมโยงตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิต เขาจะผูกพันอย่างแท้จริงและเติบโตไปเคียงข้างกัน เขาจะไม่มีวันทำให้พืชนั้นตาย ไม่มีวันเด็ดดอกไม้ ไม่มีวันพ่นสารเคมีใส่สิ่งที่เขากำลังจะกิน เพราะเขารู้แล้วว่าสิ่งนั้นมันจะกลับมาถึงเขา

“เด็ก ๆ ที่นี่ แค่เขาเห็นคนทิ้งขยะลงพื้น เขาก็จะไปเก็บขึ้นมาแล้ว เพราะเขารู้ว่าแค่สองมือของเขาส่งผลยังไงกับโลกได้บ้าง”

บนชั้นข้างหน้าต่างห้องเรียนมีผีเสื้อน้อยอยู่ในตู้กระจกเคียงข้างดักแด้ของเพื่อนร่วมสายพันธุ์ พวกมันมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเป็นไข่ แล้วเติบใหญ่เป็นหนอน ดักแด้ และสยายปีกเตรียมโบยบินที่สุด ในชั้นเรียนบ่ายวันนี้ เด็ก ๆ กำลังจะไปปล่อยผีเสื้อออกสู่โลกกว้าง หลังจากที่พวกมันหมดหน้าที่ปลูกความรักต่อธรรมชาติในหัวใจ ปลุกความอยากรู้อยากเห็น และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ อยากวาดรูปผีเสื้อ อยากประดิษฐ์ปีกผีเสื้อมาสวม อยากรู้จักวงจรชีวิตของมัน อยากรู้จักการผสมเกสร อยากรู้จักดอกไม้ อยากสื่อสารเรื่องราวของมัน และอยากปกป้องดูแลบ้านหลังใหญ่ของผีเสื้อให้เป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับพวกมันรวมถึงสรรพสัตว์อื่น ๆ

“จริงอยู่ว่ากรุงเทพฯ คือเมืองของตึก แต่แค่เปิดประตูออกไปก็จะมีธรรมชาติบางอย่างแวดล้อมอยู่ตรงนั้นแล้ว เราไม่ต้องพาตัวเองเข้าป่า แต่ก็จะรื่นรมย์กับธรรมชาติเล็กน้อยรอบตัวได้ และพอเด็ก ๆ อินกับวิชาธรรมชาติในโรงเรียน ทุกอย่างที่เขามองเห็นก็จะเป็นเรื่องนั้น บางคนเอากลับไปสอนคุณพ่อคุณแม่ บางคนจะเอาผีเสื้อไปเลี้ยงต่อที่บ้าน ถ้าเขาเจอหอยทากก็ถ่ายรูปส่งมา เขาอินเพราะทุกวิชาทำงานกับหัวใจของเขา”

ทุกวันศุกร์ นักเรียนโรงเรียนหิ่งห้อยจะได้ไปสวนรถไฟ เพื่อให้พื้นที่สีเขียวได้เยียวยาหัวใจของชีวิตเด็กเมือง และทุกเดือน โรงเรียนจะจัดกิจกรรมแคมปิง ซึ่งเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ผู้ปกครองเองก็จะได้โอบกอดธรรมชาติและเปิดใจเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกหลาน พร้อมสร้างคอมมูนิตี้ของผู้ใหญ่ที่มีหัวใจแบบเดียวกัน เดือนนี้ก็จะมีกิจกรรมพาครอบครัวไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในฤดูกาลที่ผีเสื้อป่าออกมาผสมพันธุ์ ต่อเนื่องจากที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องของผีเสื้อในโรงเรียน 

การออกแบบหลักสูตรการสอนของแม่จูนจะสัมพันธ์กับช่วงเวลาและฤดูกาลต่าง ๆ ในธรรมชาติ และนำมาหาธีมที่เข้ากัน อย่างช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาจะเป็นเรื่องวงจรชีวิตของผีเสื้อ เทอมก่อนหน้าเป็นการเติบโตของเมล็ดพืช แล้วบูรณาการออกไปสู่ศาสตร์แขนงอื่น ๆ

“ธรรมชาติรอบตัวจะสอนเราได้ดี เพราะว่ามันมีฤดูกาลที่บอกว่าเมื่อใบไม้ร่วงแสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลง เราก็ต้องปรับตัว ถ้าเขาเชื่อมโยงไปเรื่อย ๆ ก็จะสังเกตเห็น ”

“แต่ว่าธรรมชาติในตัวเราเองก็จะสอนเราเหมือนกัน หรือว่าธรรมชาติของผู้อื่นก็สำคัญมาก ๆ เช่นเดียวกัน ซึ่งเราต้องปรับตัวยอมรับและทำความเข้าใจ”

ธรรมชาติของฉัน ธรรมชาติของเธอ

นิยามคำว่า ‘ธรรมชาติ’ ของโรงเรียนหิ่งห้อย รวมเอามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย หากมีเด็กที่ชอบนั่งเงียบ ๆ ในขณะที่เด็กคนอื่นจับกลุ่มกันวิ่งเล่น คุณครูก็จะเข้าใจและเคารพธรรมชาติของเขา และรอจังหวะที่เขาพร้อมจะเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้ได้ใส่วัตถุดิบที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของเด็กให้อยากเข้ามาสนุกด้วยกันอยู่แล้ว เช่น นิทาน การเล่น

“เคยมีเด็กที่โดนบังคับให้เขียนการบ้าน 3 หน้าทุกวันมาจากโรงเรียนเก่า ตอนรู้จักเขาจะ 6 ขวบแล้วแต่ไม่ไว้ใจใคร ไม่เขียนอะไร ไม่แตะต้องอะไรเลย ก็พับเก็บหลักสูตรที่ใช้สอนคนอื่น แล้วหาหลักสูตรใหม่ให้เขารู้สึกมั่นใจในตัวเองและมีความสุขกับการเรียน ให้เขาเรียนในห้องรุ่นน้อง พอเขาได้เป็นพี่โตในห้องน้อง ๆ ก็คอยปกป้องน้อง ๆ เขาก็มีความมั่นใจมากขึ้น พูดเสียงดังฟังชัด เขียนได้ อยู่กับคนอื่นได้ กล้าลองถูกลองผิด สนิทกับคุณครู และรักคุณครูมาก”

ฉันเข้าใจว่าประสบการณ์ชีวิตของผู้ใหญ่ทำให้คุณครูเปิดใจยอมรับธรรมชาติของเด็กได้ไม่ยาก แต่เมื่อลองย้อนประสบการณ์วัยเด็กของตัวเองที่การถูกล้อเลียนปมด้อยนี้อยู่คู่ชีวิตนักเรียนมาตั้งแต่จำความได้ แม้โลกปัจจุบันจะเปลี่ยนไปมากแล้ว แต่ฉันยังรู้สึกว่าการทำความเข้าใจธรรมชาติของคนที่แตกต่างนี้ก็ช่างดูเป็นเรื่องลึกซึ้งเหลือเกินสำหรับเด็กวัยอนุบาล

“นั่นมัน Hurting Word นี่”

เด็ก ๆ จะตอบสนองเช่นนี้เมื่อมีเด็กสักคนพูดอะไรที่ไม่เหมาะสมขึ้นมา แม้พวกเขาจะยังไม่เข้าใจเรื่องการบูลลี่ แต่เขารู้ว่าคำเหล่านั้นมันทำให้หัวใจใครเจ็บปวด เมื่ออยู่ในสังคมที่แต่ละคนใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นเช่นนี้ เด็ก ๆ จึงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงรูปลักษณ์หรือพูดเปรียบเทียบผลงานกัน เพราะเขารู้ว่าคำพูดของเขาอาจทำร้ายใคร

แต่ในโลกใบใหญ่นี้ไม่ได้ใจดีกับทุกคนเสมอไป กระบวนการเรียนรู้จึงทำให้เขาเข้าใจธรรมชาติของตัวเอง เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยจากเรื่องเลวร้ายในสังคมที่เขาไม่มีทางหลีกเลี่ยงเมื่อเติบโตไป ในวันหนึ่งที่เขาอาจเสียใจกับ Hurting Word ที่บางคนมอบให้ แต่เวลาผ่านไป เขาจะเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น

“มีคนมาบอกว่างานศิลปะของเด็กคนนี้ไม่สวย เขาก็เสียใจ แต่พอผ่านไปอีกครึ่งปี เขาก็กล้าที่จะบอกว่าคนเรามองความสวยไม่เหมือนกัน คนอื่นอาจจะมองว่าไม่สวย แต่เราคิดว่ามันสวยนะ”

ที่ประตูหลังอาคารเรียนมีบอร์ดแปะรูปเด็ก ๆ พร้อมคำบรรยายที่ฉันอ่านแล้วชอบมาก นี่มันเนื้อหา Self-love ที่ผู้ใหญ่อย่างฉันต้องบากบั่นไปลงเวิร์กช็อปหาคอร์สบำบัดเพื่อเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง แต่คงดีกว่าที่จะถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็กตัวน้อย

“ผมชอบจมูกของผม เพราะมันทำให้ผมได้กลิ่นคุกกี้”

“หนูชอบปากของหนู เพราะหนูยิ้มสวย”

“ผมชอบเท้าตัวเอง เพราะผมใช้มันขี่จักรยานได้”

“หนูชอบผมของหนู เพราะมันนิ่มมาก ๆ ”

ฉันถามแม่จูนว่าสอนเรื่องยาก ๆ เช่นนี้ให้เด็ก ๆ เข้าใจได้อย่างไร คำตอบที่ได้คือ ‘กระบวนการละคร’

เล่นละครแล้วย้อนดูตัว

แม่จูนใช้ชีวิตวัยเด็กในบ้านสวนที่จังหวัดชุมพร เติบโตมากับผืนป่า ขุนเขา ทะเล น้ำตก แม่น้ำ ลำคลอง ในยุคที่ละแวกนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ และต้องเดินเท้า 10 กิโลเพื่อไปโรงเรียน แต่เธอมีบ้าน มีธรรมชาติ มีความฝัน และมีครอบครัวที่พร้อมสนับสนุนความฝันนั้น

“ตั้งแต่ 2 ขวบกว่าก็รู้ตัวว่าชอบเต้นและอยากเป็นนักแสดง พ่อแม่มีมอเตอร์ไซค์คันเดียวก็ไปส่งทุกที่เลย ลูกอยากจะไปซ้อมการแสดงก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไป 20 – 30 กิโลเมตร ต่อให้เขาลำบาก แต่เขาก็บอกว่านี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาทำให้ได้ รู้สึกว่าเรามีความสุขแม้ไม่ได้มีความสบาย มีพ่อแม่ให้ความรักทุกวัน ตื่นมาก็มีผลไม้วางอยู่รอบตัว เดินออกไปตรงไหนก็เล่นได้

“สิ่งนี้ทำให้จูนรู้สึกไว้วางใจโลกใบนี้ เหมือนจักรวาลมันโอบอุ้มเรา ต่อให้จะล้มหรือว่าเสียใจ แต่ว่าพอลมพัดผ่านมันก็จะผ่านไป”

จบมัธยมปลาย แม่จูนจากลาบ้านสวน หอบความฝันและพลังบวกที่ธรรมชาติมอบให้มาเรียนศิลปะการแสดง เธอสนใจการใช้ละครเพื่อการพัฒนาและการศึกษาเป็นพิเศษ เมื่อจบออกมาก็ใช้กระบวนการละครเพื่อบำบัดเยียวยาหัวใจเด็กตามมูลนิธิ สานสัมพันธ์คนในชุมชนด้วยละคร จนกระทั่งมีลูกชาย น้องกานติ จึงมาเปิดโรงเรียนสอนการแสดงสำหรับเด็กของตัวเอง ไปพร้อมกับเอาการละครมาใช้สอนน้องกานติแบบ Homeschool

“เราเรียนละครมา เรียนกระบวนการ มีวิชา Theatre in Education พูดถึงการพาคนเข้าไปมีส่วนร่วมแล้วให้เขาเดินใน Journey ของตัวเองเข้าไปสู่ผลลัพธ์ แล้วก็ค้นพบว่าพอเราเป็นนักการละคร เป็นคนลงมือปฏิบัติ ทุกอย่างที่เกิดจากประสบการณ์ตรงและมีความรู้สึกร่วมกับมัน ก็จะเกิดเป็นความทรงจำที่ถาวร”

แต่เส้นทางการเรียนรู้นั้นต้องมีเพื่อนร่วมทาง แม่จูนจึงสร้างกลุ่มผู้ปกครองที่ทำ Homeschool มานัดเจอทำกิจกรรมกับลูก ๆ ร่วมกันที่สวนรถไฟอาทิตย์ละ 3 วัน โดยใส่เอาความอบอุ่นจากธรรมชาติที่ตัวเองได้รับมาตลอดในวัยเด็กลงไปในกิจกรรม แล้วพบว่าผู้ปกครองหลายคนก็เชื่อในสิ่งเดียวกัน จนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้จัดกิจกรรมข้างนอกไม่ได้ เธอจึงเปิดโรงเรียนที่นำเทคนิคการละครมาใช้บูรณาการผ่านบทบาทสมมติเป็นเครื่องมือส่งต่อสาระไปให้เด็ก ๆ มีน้องกานติเป็นนักเรียนคนแรก มี ปะป๊าโรบิ้น สามีชาวเยอรมันผู้เติบโตมากับการเดินป่าและถูกหล่อหลอมมาจากการละครเช่นกันเป็นลมใต้ปีก มีครอบครัวและเพื่อนสนิทมาช่วยกันลงเงินลงแรงเลื่อยไม้ ตอกตะปู ทาสี วาดรูป สร้างโรงเรียน มีกัลยาณมิตรชาว Homeschool จากคณะสวนรถไฟมาช่วยสนับสนุนและกลายมาเป็นผู้ปกครองของนักเรียนรุ่นแรก ทั้งยังมาช่วยสอนในบางวิชาตามความถนัดของแต่ละคน

แม้ไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมาย แต่อุดมการณ์จากกลุ่มคนพลังบวกที่เชื่อในสิ่งเดียวกันนี้ก็ทำให้โรงเรียนหิ่งห้อยเกิดขึ้น เพื่อส่งต่อความเชื่อนั้นผ่านธรรมชาติและการละครไปสู่เด็ก ๆ

“เด็กเขาชอบเล่นบทบาทสมมติกันอยู่แล้ว มันทำให้เขามั่นใจกับการมีคนมาดู มีสมาธิตั้งแต่ต้นจนจบ ฝึกการทำงานเป็นทีม แล้วมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดดขึ้นมา”

“ถ้าวันนี้มีเด็กแย่งของกัน เราก็จะเอาหนังสือขึ้นมา 1 เรื่อง ให้เขาเล่นบทบาทเป็นตัวละครในเรื่อง ตัวละครตัวนี้เขาทำตัวแบบนี้ เด็กเขาก็จะคิดแล้วว่าเหมือนที่เพื่อนทำเมื่อกี้เลย ทำให้เขามองเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่ปกตินะ ถ้าเราไปบอกว่ามันผิดให้เขาขอโทษเลย กระบวนการเรียนรู้ก็จะจบลง แต่พอเขาได้เรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ เขาก็จะเกิดประสบการณ์ร่วมเข้าไปถึงหัวใจของเขา”

บทเรียนในวันโลกเปลี่ยน

เพราะการละครอยู่คู่กับเด็กชาวหิ่งห้อย เด็ก ๆ เจนฯ อัลฟาวัยอนุบาลกลุ่มนี้จึงคิดบทละคร เขียนสตอรีบอร์ดได้ แล้วไปเก็บถุงพลาสติกมาประกอบละครสิ่งแวดล้อมที่กำกับเอง แสดงเอง ถ่ายทำ ตัดต่อกันเอง เพื่อสื่อสารประเด็นที่พวกเขาสนใจ

ในวันที่ปัญหาโลกร้อน โลกรวน โลกเดือด เข้าจู่โจมดาวดวงนี้จากฝีมือมนุษย์ หัวใจที่รักในธรรมชาติอาจยังไม่พอ วิชาที่ฟังดูเป็นทางการอย่าง Environmental & Sustainability จึงออกแบบขึ้นมาเพื่อเชื่อมโยงเด็ก ๆ เข้ากับปัญหาและแนวทางการเยียวยาโลกใบนี้ที่เขาจะต้องพึ่งพาอาศัยไปอีกนาน

“เราอยู่ในห้องแอร์ ก็จะไม่รู้ว่าเพื่อนของเราอีกหลายคนกำลังเดือดร้อน แต่เราไม่พูดแบบนี้เพราะเด็ก ๆ เขาไม่เข้าใจหรอก เราเอาโมเดลเต่าทะเลชุบน้ำมันแล้วให้เขาขัด ให้เขารู้ปัญหาที่เต่ากำลังเจอ พาเขาไปให้เห็นว่าทะเลมันร้อนจริง ๆ ทำไมพะยูนถึงอยู่ไม่ได้ มีปลาตายจริง ๆ ออกไปเก็บขยะกันจริงจัง แล้วก็สอนต่อว่าต่อให้เก็บด้วยมือของเราแค่นั้น ขยะก็ไม่หมด แต่ถ้าบอกต่อหลาย ๆ คนจะได้ช่วยกันเก็บ”

เด็กจะเห็นว่าทุกอย่างที่เกิดในโรงเรียนหิ่งห้อยต้องไม่สูญเปล่า น้ำแอร์ที่หยดลงมาคืออาหารของต้นไม้ เศษอาหารที่เขากินเหลือก็คืออาหารของต้นไม้ นกบินลงมาช่วยกินแมลงที่กินต้นไม้ที่พวกเขาปลูก ผึ้งมาช่วยผสมเกสรให้มีต้นไม้ใหม่ ถ้าโลกนี้ไม่มีผึ้งก็อยู่ไม่ได้ พอเข้าใจว่าธรรมชาติคือการรักษาสมดุลและพึ่งพาอาศัยกัน ก็เข้าใจแก่นของความยั่งยืนโดยไม่ต้องรู้จักคำยาก ๆ เนื้อหายาก ๆ

เมื่อจบแต่ละเทอม จะมีกิจกรรมเปิดบ้านขายของกัน เด็ก ๆ จะเอาของมาขาย มีการทำโลโก้แปะจริงจัง นี่เป็นส่วนหนึ่งของวิชา Market Project ที่เด็กจะรู้จักว่าอะไรขายได้ ถ้าใช้ศัพท์หรูหน่อยก็คือ Demand กับ Supply จากวิชาเศรษฐศาสตร์ที่กว่าฉันจะรู้จักก็เข้าชั้นมัธยมปลาย แต่คุณจูนเชื่อว่าทักษะชีวิตเพื่อเอาตัวรอดในโลกปัจจุบัน คือต้องรู้จักเรื่องเงินทองด้วย

หนึ่งในวิชาที่ฉันทั้งประหลาดใจและประทับใจ คือวิชา Global Citizen ศัพท์ยากที่ผู้ใหญ่หลายคนยังฉงนกับความหมาย แต่เด็ก ๆ ได้รู้จักการเป็นพลเมืองโลกตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ซึ่งที่จริงก็คือวิชา Geography แต่เพิ่มเติมการมีส่วนร่วมกับโลกที่เขาไม่ใช่แค่ผู้อาศัย แต่เป็นเจ้าบ้านที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาบ้านของเขา

“วิชามันไม่เหมือนสำหรับเด็กอนุบาล แต่ว่าด้วยกระบวนการเรียนรู้จะทำให้เขาเข้าใจ

“เด็กเขาพร้อมที่จะเปิดรับ เขาชอบที่ตัวเองได้รู้ ได้เข้าใจเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ อันนั้นคือลักษณะนิสัยของเด็กเลย เขาไม่ได้คิดว่าตัวเขาเป็นเด็ก เพราะงั้นเราก็ให้โอกาสและให้ความไว้วางใจ ปล่อยให้เขาเติบโตไปตามความสามารถของเขาเอง”

Forest School

สำหรับฉันซึ่งโตมาในช่วงเวลาที่โรงเรียนทางเลือกยังไม่ใช่ตัวเลือก การได้รู้จักโรงเรียนที่มีแนวคิดอย่างโรงเรียนหิ่งห้อยทำให้ฉันใจฟู และอยากย้อนเวลากลับไปเป็นเด็กที่มีโอกาสวิ่งเล่นพร้อมสนุกไปกับการเรียนรู้สักครั้ง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการศึกษาในประเทศไทยที่มุ่งเน้นวิชาการ อาจไปคนละทางกับการเรียนที่เน้นการบ่มเพาะ Soft Skills เช่นที่นี่ และความกังวลต่อมาของผู้ปกครองคือความยากหากต้องพาบุตรหลานกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบปกติ ทำให้คุณจูนนำหลักสูตรของโรงเรียนหิ่งห้อยไปยื่นขอ Certificate จากสถาบันในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีเอกสารรับรองการเรียนรู้อย่างเป็นทางการหากถึงคราวจำเป็น แม้ว่าระดับชั้นอนุบาลจะไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับที่ประเทศไทย

“เด็กรุ่นที่ 1 ของจูนไปเรียนต่อโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งก็เข้าได้ ครูชื่นชมว่าเขาดูมีความพร้อม โรงเรียนที่สหรัฐฯ สัมภาษณ์น้องกานติที่กำลังจะเข้าชั้นประถม แล้วน้องก็ได้ข้ามขั้นไประดับ Year 2 เลย เพราะเขามีพื้นฐานอยู่แล้ว”

โรงเรียนหิ่งห้อยในวันนี้ดำเนินกิจการมาแล้ว 3 ปี สร้างเด็กรุ่นใหม่ในวิถีทางแบบใหม่ที่ไม่ใช่ทั้งมอนเตสซอรี ไม่ใช่วอลดอร์ฟ แต่เป็นการบูรณาการที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง มีน้องกานติและนักเรียนปัจจุบันเป็นผู้การันตีความสำเร็จและความสุขในระบบการศึกษาที่พวกเขามีอิสระที่จะสนุก แต่คนส่วนใหญ่อาจไม่คุ้นเคย 

“สิ่งหนึ่งที่จูนตั้งเป้าหมาย คืออยากทำให้หลักสูตรนี้ถูกรับรองจากรัฐบาล ตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการยื่นเอกสาร ถ้ายื่นจดไป ที่นี่จะถูกเรียกว่า Forest School

“ถ้ามันเสร็จ ก็อยากให้มี Forest School ที่ต่างจังหวัดด้วย ที่แรกที่อยากไปเปิดคือที่บ้านที่ชุมพร เพราะรู้สึกว่าธรรมชาติมันเยอะมาก และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากทำตรงนี้”

แม่จูนเล่าถึงก้าวต่อไปของโรงเรียนหิ่งห้อย ซึ่งถึงแม้วันนี้จะยังเป็นเพียงทางเลือกเล็ก ๆ ที่มอบกระบวนการเรียนรู้ที่ทำงานกับหัวใจของเด็ก ๆ แต่ก็มีเพื่อนร่วมทางเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไปพร้อมกับความเปิดกว้างต่อทางเลือกใหม่ทางการศึกษาในสังคม

การเรียนการสอนของที่นี่ไม่ได้จำกัดแค่การเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่ผู้ปกครองที่เลือกทำ Homeschool ด้วยตัวเอง ส่งเด็กมาเรียนแค่ 3 วัน แล้วจัดการสอนเองได้ในเวลาที่เหลือ หรือชั้นเรียนช่วงปิดเทอมสำหรับเด็กทั้งในและนอกระบบที่มาสนุกกับหลักสูตร Forest School ไปด้วยกันได้ หรือแม้กระทั่งผู้ปกครองที่อยากออกแบบการสอนที่บ้านด้วยตัวเอง โรงเรียนหิ่งห้อยก็มีคลาสสำหรับผู้ใหญ่เพื่อสร้าง Homeschool Community ที่เป็นมิตร เพื่อบ่มเพาะเด็กในวันนี้ที่จะเติบใหญ่ในเส้นทางที่แตกต่างแต่งดงามในวันข้างหน้า 

Website : firefly-forest-school.com
Facebook : Firefly Forest School – โรงเรียนหิ่งห้อย

Writer

นิธิตา เฉิน

นิธิตา เฉิน

นักเล่าเรื่องและครีเอทีฟอิสระผู้อยากสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้สนุกและสร้างสรรค์

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์