ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ความช้าที่ยาวนาน มิตรภาพจึงยาวไกล

2 ปีที่แล้วผมพบ อาจารย์ Keibo Oiwa โดยบังเอิญ เมื่อครั้ง สาทิช กุมาร มาพูดที่เชียงใหม่ เราทักทายกันหลังจบงาน อาจารย์เคโบะเล่าให้ผมฟังว่า เขาเคยเจอเพื่อนผู้เฒ่าปกาเกอะญอคนหนึ่งที่ญี่ปุ่น เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วในพิธีบวชป่าที่เกาะ Yaku-shima เขาไม่แน่ใจว่าผมจะรู้จักรึเปล่า ผมรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะคนที่เขาพูดถึงคือ พะตีจอนิ โอ่โดเชา พ่อตาของผมนั่นเอง

เราคุยกันต่ออีกสักพัก ผมรู้สึกว่าต้องให้สองคนนี้พบกันอีกครั้งให้ได้ ผมเชิญชวนให้อาจารย์ชาวญี่ปุ่นขึ้นดอยกับผม เขาไม่รีรอรีบเก็บกระเป๋าและเดินทางไปด้วยกันในเย็นวันนั้นเลย

เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึงบ้านของพะตีจอนิ โอ่โดเชา เขาเดินมาจับมือต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เวลากว่า 20 ปีอาจน้อยเกินไปที่จะพรากความทรงจำของคนสองคน ค่ำคืนนั้นกลายเป็นการระลึกความหลังอย่างออกรส ผมรับหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมบทสนทนาอันยาวนานในค่ำคืนก่อนจะแยกย้ายไปนอน หลังจากการพบกันในครั้งนั้น มิตรภาพก็ถูกรื้อฟื้น และอาจารย์เคโบะก็ตัดสินใจกลับมาเชียงใหม่พร้อมนักเรียนของเขา

ปกาเกอะญอ

 

ครูที่ชื่อสล็อต

อาจารย์เคโบะมีชื่อจริงว่า Tsuji Shin’Ichi เป็นนักมานุษยวิทยา นักเขียน นักสิ่งแวดล้อม เคยใช้ชีวิตในอเมริกาเหนือกว่า 15 ปี เขารู้จักชนเผ่าพื้นเมืองในแคนาดาเป็นอย่างดี และเขายังทำวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อย่างสล็อตมายาวนาน เขาพบว่าสล็อตเป็นสัตว์ที่อ่อนน้อม ห่วงใยต่อระบบนิเวศอย่างมาก มันเป็นสัตว์กินพืช ถ่ายใต้ต้นไม้และกลบเพื่อบำรุงรากของต้นไม้ที่พวกมันอาศัย อาจารย์เคโบะดูมีความสุขทุกครั้งที่พูดถึงเจ้าสล็อตผู้เชื่องช้า

หลังจากกลับจากแคนาดา เขารับงานสอนที่ Meiji Gakuin University สาขาวิชา International Studies นอกเหนือจากการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย เขาก่อตั้ง Sloth Club เพื่อรณรงค์ให้คนในสังคมตื่นตัวต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และใตร่ตรองถึงความงามของความช้า เขาเขียนหนังสือหลายเล่ม หนึ่งในนั้นคือ Slow is beautiful ในปี 1996

อาจารย์เคโบะเชื่อและรู้สึกว่าการพานักศึกษาจากญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศโลกที่หนึ่งมายังหมู่บ้านเล็กๆ บนดอย เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ที่นั่น เขาบอกกับผมว่า เด็กรุ่นใหม่ที่เดินทางมาครั้งนี้พกน้ำมาจากญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว เพราะความกังวล รักสะอาด จนเกินพอดี การสัมผัสดินด้วยเท้าเปล่า การก่อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ยากไปแล้วสำหรับคนที่เกิดในเมืองใหญ่อย่างโตเกียว

เมื่อหน้าที่ของครูคือการชี้ทางให้นักศึกษา ทริปนี้จึงถือกำเนิดเกิดขึ้น และนักศึกษาบางคนอาจคิดว่ากำลังเดินผ่านประตูมิติของโดราเอมอนอยู่

 

คนขี้เกียจ มีกิน

ปกาเกอะญอ

เช้าวันแรกเรานัดแนะกันที่บ้านพะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าผู้เกิดในคืนที่ทหารญี่ปุ่นกลับจากพม่าเพื่อเข้าเมืองหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พะตีจอนิเชื่อว่าขวัญของเขาเดินทางมากับคนญี่ปุ่น เขาจึงอยากไปญี่ปุ่นให้ได้ และท้ายที่สุดก็ได้ไปเหยียบประเทศของโนบิตะอย่างหนำใจถึง 4 ครั้งเข้าให้แล้ว

เรานั่งล้อมวง น้องๆ ยังดูง่วงๆ เพราะเพิ่งเดินทางมาจากภูฏาน พี่แซวะจึงเสิร์ฟกาแฟ Lazyman ร้อนๆ ที่เขาปั้นมากับมือ พลับ อะโวคาโด้ กล้วยในสวนก็สุกให้เราได้กินพร้อมกันพอดี

พะตีจอนิเริ่มต้นด้วยการเล่านิทานคนขี้เกียจ ต่อด้วยที่มาที่ไปของสวนคนขี้เกียจที่ครั้งหนึ่งเขาเคยปลูกพืชเชิงเดี่ยวเหมือนคนทั่วไป ทำไปได้สัก 10 ปีมีแต่หนี้แกเลยยอมแพ้และตัดสินใจปล่อยให้สวนรก พะตีจอนิเล่าติดตลกว่า โดนเมียว่าให้ว่าเป็นคนขี้เกียจ กระทั่ง 17 ปีให้หลังมีผลไม้ หน่อไม้ ให้เก็บกิน อีกทั้งไม้โตพอสร้างบ้านได้ ไม้ทำฟืน ไม้ไผ่ หวาย ก็ขายได้ และอื่นๆ รวมกันอีกกว่า 80 ชนิดกัน

ปกาเกอะญอ

แกบอกว่า เมียแกก็เริ่มเห็นดีเห็นงามหลังจากผ่านไป 17 ปี สวนคนขี้เกียจยังได้โลดแล่นบนหนังสือที่เขียนโดย สุวิชานนท์ รัตนภิมล มันจึงถูกพูดถึงในระดับหนึ่ง

หลังจากหันหลังให้พืชเชิงเดี่ยว พะตีจอนิร่วมคิดและเรียกร้องสิทธิของคนที่อยู่กับป่ากับชุมชนอื่นในประเทศไทยกว่า 30 ชุมชน ได้ร่วมแลกเปลี่ยนในวงเสวนาทั้งไทยและต่างประเทศมานักต่อนัก การเผชิญหน้ากับความกดดันจากแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน และการนำเอาวิชาของฝรั่งมาใช้จนเกินพอดี ก็สร้างปัญหาให้ชุมชนในเขตป่าไม่น้อย

การได้เรียนหนังสือแค่ 8 เดือนในโรงเรียนอาจทำให้เขาพูดภาษาไทยไม่ชัด ทว่ามันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการเดินทางเลยสักครั้ง นอกจากการถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ญี่ปุ่นกักตัวข้อหาแต่งตัวด้วยชุดชนเผ่าและมีย่ามใบโต น่าสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมายในครอบครอง แต่สุดท้ายก็รอดมาได้หลังจาก 2 ชั่วโมงในห้องแคบๆ

ผู้เฒ่าเล่าต่อว่า คนปกาเกอะญอเรียกโลกใบนี้ว่า ‘ห่อโข่’ แปลว่า ‘ที่ร้องไห้’ เราเกิดมาปุ๊บร้องไห้ปั๊บ พอโตขึ้นต้องมีอะไรมาทำให้ร้องไห้จนได้ และการร้องไห้ครั้งสุดท้ายคือเมื่อถึงวาระที่เราหรือใครคนใดคนหนึ่งต้องจากโลกนี้ไป นี่คือธรรมชาติที่อยู่ในตัวเราทุกๆ คน

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฆ่าฟันกันให้ตายเพียงเพราะเชื่อต่างกัน ต้องการมีอำนาจที่มากกว่า อยากมีสิทธิมากกว่าคนอื่น อยากใช้ทรัพยากรมากกว่าคนอื่น หรือต้องการเงินทองผลประโยชน์

พระพุทธเจ้าและพระเยซูสอนเรามามากว่า 2,000 ปี แต่ดูเหมือนโลกไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่บางทีเราอาจต้องใช้เวลาอีก 2,000 ปีเพื่อจะข้ามพ้นไปจากความขัดแย้งที่พูดมา ผู้เฒ่าหัวเราะแบบขำๆก่อนได้เวลาอาหารเที่ยงพอดี

 

ช้าช้า

ปกาเกอะญอ

การเรียนรู้ในวันนี้คือการทำสมาธิ สอนโดย ประชา หุตานุวัตร ผู้ใช้แนวทางพุทธในการจัดการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเองและสังคม การนั่งสมาธิอาจเป็นสิ่งที่ยากสำหรับน้องๆ หลายคน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง การสังเกตลมหายใจและความคิด พอถึงช่วงเดินสมาธิ ผมสังเกตเห็นว่าน้องหลายคนดูผ่อนคลาย บางคนมองไปบนฟ้า บนเขา ต้นไม้ ท่วงท่าในการเดินที่เนิบช้า และดูเป็นมนุษย์ที่สงบ เรียบง่าย ต่างกับจังหวะฝีก้าวในโตเกียวที่เราได้เห็นอย่างชัดเจน

Moari แลกเปลี่ยนกับพวกเราว่า การต้องอยู่กับภาระ การเรียน ความเร่งรีบมากมาย เหมือนกับเรากำลังอยู่ในสังคมที่เข็นครกขึ้นสู่ยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า การได้มาที่นี่เขาเปรียบว่าตัวเองกำลังโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือน้ำ การได้สัมผัสธรรมชาติทำให้เขาได้รู้สึก สัมผัส ถึงความเรียบง่ายตรงไปตรงมาของตัวเขาเองและคนรอบข้างด้วย

Alex ลูกครึ่งญี่ปุ่นเปอร์โตริโก เป็นผู้เข้าร่วมอีกคนที่มีความอยากรู้อยากเห็นมากทีเดียว เขาบอกว่า เขารู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่า เขาไม่มีความสุขมากนักในโตเกียวเพราะชีวิตเร็วเกินไปสำหรับเขา ที่ญี่ปุ่นการหยุดเรียนตอนปี 2 ปี 3 เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยครั้ง ตอนนี้ เขาจึงตัดสินใจหยุดเรียน 1 ปีเพื่อคิดทบทวนและใตร่ตรองว่าเขาต้องการอะไรกันแน่

กลางคืนเราล้อมวงผิงไฟ คืนนี้เราโชคดีที่ฝนอนุญาตให้เราก่อไฟผิงกันได้ แถมก้อนเมฆก็ใจดีเผยแสงดาวที่อวดแสงระยิบ ผู้มาเยือนมีเพลงโอกินาว่าขับขานเคล้าควันไฟพร้อมกับเหล้าบ๊วยคนละจอกพอลื่นคอ ผู้เฒ่าเล่าชีวิตให้คนหนุ่มสาวฟัง เผื่อเขาจะได้เก็บไปคิดในวันข้างหน้า

อาจารย์เคโบะบอกผมว่า เราคาดหวังอะไรในตัวน้องไม่ได้เลย สิ่งที่เราทำได้คือหว่านเมล็ดไปเรื่อยๆ อาจจะมีใครในนี้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอย่างมีสติ ใส่ใจคนรอบข้างและธรรมชาติมากขึ้น

ที่ญี่ปุ่นการทำงานหนักจนตาย ซึ่งเรียกว่า Karochi Syndrome หรือโรคบ้างาน กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ มีคนอาศัยคนเดียวตามลำพังมากขึ้น ในสังคมที่พลุกพล่านคนไม่น้อยกลับรู้สึกโดดเดี่ยว เหงา สิ่งเหล่านี่ไม่ใช่สิ่งที่โลกอยากให้เกิดกับเรา มันคือความผิดพลาดที่เกิดจากการที่เราคิดว่าเราดีไม่พอ เก่งไม่พอ มีไม่พอ เราจึงทำมากทำเยอะจนโลกปั่นป่วนไปหมด การได้มีเวลาขี้เกียจคือของขวัญดีๆ นี่เอง (ผมเห็นด้วยมากครับ) และมันคือทางออกด้วย เขาปิดท้าย

ปกาเกอะญอ ปกาเกอะญอ

 

ห่อโข่ บนโลกที่ร้องไห้เราทุกคนคือเพื่อนกัน

เริ่มดึกแล้วกองไฟยังให้ไออุ่น อาจารย์เคโบะขอให้เจ้าบ้านแชร์บทเพลงที่แกเคยได้ยิน เพลงนี้ไม่ดังมาก เพราะดึกแล้วเราจึงร้องเบาๆ แต่ผมอยากให้ทุกคนได้ยินอยู่นะ

 

บนห่อโข่ โลก นานมาแล้ว ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง เป็นของเรา

สิ่งมีชีวิต น้อยใหญ่ ต้นไม้ ลำธาร ต่างมีชีวิตป็นของตัวเอง

ธรรมชาติคือผู้มอบชีวิต เราหลงลืมไปรึยัง

จงดูแล ต้นไม้ของเรา หัวเผือกเมล็ดข้าว ให้รักษา

ผู้แก่พร่ำเตือน ผู้เฒ่าพร่ำสอน น้ำและแผ่นดินคือบ้าน

ดูแลดีแล้ว จะมีข้าวกิน จะมีผ้าคลุมกาย

ถึงเวลาแล้ว เงินทอง ไม่อาจเป็นสิ่งให้เรายึด

เทียนไขขี้ผึ้ง กับตอข้าว ปกป้องขวัญของเราทุกคน

อยู่กับแสงสว่างและไมตรีรัก

เดินไปด้วยกัน บนโลกใบเดียวเท่านั้นที่เรามี

หากความรักผลิใบ ความห่วงใยออกผล

จะมีน้ำนิ่ง มีความสงบในแผ่นดิน

เพราะโลกมี ตอข้าว และแสงเทียน

 

เพลงจบแล้ว แสงไฟมอดลง ดาวยังคงส่องแสง เมฆยังคงเคลื่อนไป เที่ยงคืนแล้วไม่มีอะไรที่สหายสล็อตและคนขี้เกียจต้องทำ นอกจากการพาตัวเองเข้านอน

ไม่มีฝันดีให้ฝันถึง เพราะเราจะตื่นมาทำความจริงที่เราทำได้ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพียงเล็กน้อยเท่านั้นพอ

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load