ทางเข้าหมู่บ้านถูกปิดเป็นคำรบสาม ชาวบ้านผลัดเปลี่ยนเวรยามกันไปเฝ้าตรวจตราคนเข้าออกเพื่อความปลอดภัยของชีวิต หลายคนกำลังกักตัวที่บ้านหรือในสวน ถ้าโลกต้องการให้เราพบกันน้อยลง นี่คงเป็นโอกาสที่เราจะได้พบกับธรรมชาติให้มากขึ้น

ผมนัดกับ แทะ-นิรักษ์พัน แปรดำรงค์กุล คุณพ่อลูกสองผู้ที่หลงใหลในเฟิร์นมาหลายปีแล้ว แทะน่าจะเป็นหนึ่งในคนรุ่นใหม่บนดอยที่รู้จักเฟิร์นดีมากคนหนึ่ง ทั้งในตำราและภูมิปัญญาแบบผู้เฒ่าสมัยก่อน เขาสารภาพว่าเขาห่างเหินกับเฟิร์นมาสักพักแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ การมาพักช่วงสั้นๆ ในสวนใกล้กับป่า น่าจะทำให้ความรักที่มีต่อเฟิร์นของเขาผลิบานอีกครั้ง

สวนและนาที่ห่างออกจากหมู่บ้านไปไกลจึงสงบเงียบ เสียงรถบนถนนดังไกลๆ ให้ได้ยินแต่ไม่รบกวนอะไร กระท่อมหลังเดิมของพ่อตาของแทะยังคงแข็งแรง หญ้าและต้นไม้กลับมาเขียวอีกครั้งหลังจากฝนหลงฤดูร้อนพัดกระหน่ำไปเมื่อไม่นาน

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เราเดินทางไปถึงที่พักก็เย็นพอดี หลังจากปลดกระเป๋าและนั่งพักผ่อนบนแคร่ใต้ถุนกระท่อมพอหอมปากหอมคอ แทะก่อฟืนหุงข้าว น้ำซุปมันฝรั่งกับไข่เจียวและข้าวดอยร้อนๆ เป็นมื้อเย็นที่พอเหมาะพอดีสำหรับเรา

เมื่อถึงฤดูเพาะปลูก กระท่อมกลางนาเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองสำหรับการมาพักชั่วคราว โดยเฉพาะคนที่นาอยู่ไกลบ้าน การมีกระท่อมไว้นอนพักค้างคืน มีเตาไฟสำหรับทำอาหาร ช่วยประหยัดเวลาได้มากพอสมควร 

กระท่อมไม่มีไฟฟ้า นอกจากไฟจากกองฟืนและแสงจันทร์ลางๆ หิ่งห้อยบรรทุกตะเกียงเรืองแสงพากันไปฟังจิ้งหรีดที่กำลังร้องเพลงลูกทุ่งประสานเสียงกับเหล่าเขียดในท้องนา ฟังไกลๆ ก็เพราะดี ลมพัดเย็นสบาย เสียงกล่อมนอนจากธรรมชาติทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนหลับไป

เฟิร์น สิ่งมีชีวิตที่เป็นมากกว่าความสวยงามในราวป่า

เช้าแล้ว ตื่นมาเตรียมมื้อเช้ากินกันก่อนเดินเท้าเข้าป่า ก้าวเท้าออกไปไม่ทันไร แทะชี้ให้ดู ‘กิ๊โข่ดอ’ หรือย่านลิเภา เฟิร์นเถาที่คนปกาเกอะญอนำมาใช้ประกอบพิธีกินข้าวใหม่หลังเก็บเกี่ยว การนำเถาของย่านลิเภามาพันหม้อหุงข้าว ครกกระเดื่อง เสาเตาไฟ หรือ ‘เส่อกิ๊เต่อ’ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เพื่อแสดงออกถึงการสำนึกรู้คุณต่อสิ่งของที่ช่วยให้การดำรงชีวิตดำเนินไปอย่างสะดวกราบรื่น นอกจากนี้ เถาของย่านลิเภาที่พันรอบข้าวสิ่งของต่างๆ นั้น เป็นการบอกกล่าวให้เราดูแลข้าวของให้ดี เพื่อที่เราจะมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เถาของย่านลิเภาเปรียบเสมือนเชือกที่พันและผูกเราไว้กับข้าว ให้เรายึดเหนี่ยวชีวิตไว้กับข้าวปลาอาหารให้มั่น เมื่อคนสมัยโบราณไม่มีภาษาเขียน การจดบันทึกความหมายของธรรมชาติจึงถูกเล่าผ่านพิธีกรรม เมื่อพิธีกรรมเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่ผิดมากนักถ้าหากจะบอกว่าเฟิร์นคือพืชศักดิ์สิทธิ์ ชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี เชื่อว่าเฟิร์นก้านดำมีพลังรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ

‘กิ๊โข่ดอ’ มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยขับนิ่ว แก้เจ็บคอ ลดอาการปวดหลัง โดยนำเหง้า ราก และลำต้น มาต้มน้ำกิน ส่วนยอดอ่อนยังใช้ประกอบอาหารได้ เช่น ลวกจิ้มกินกับน้ำพริก เป็นต้น

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ภูมิปัญญาปกาเกอะญอเรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

เดินขึ้นเขาใต้ร่มไม้ใหญ่ ลำธารสายเล็กมีน้ำไหลช้าๆ ครอบครัวเฟิร์นหลายชนิดกำลังรอให้เราไปทำความรู้จัก แทะ พลิกใบของต้น ‘โดะเก่โข่ง’ หรือเฟิร์นกีบแรด เพื่อดูสปอร์ที่เรียงชิดติดกันเป็นแนวยาวตามขอบใบด้านใน เมื่อจังหวะและเวลาพร้อม สปอร์เหล่านี้ก็จะออกเดินทางกลายเป็นต้นเฟิร์นต่อไปในอนาคต

เหง้าของกีบแรดเป็นยาสมานแผลที่ดีมากชนิดหนึ่ง หากเราโดนหนามเกี่ยวหรือของมีคมบาด ให้ใช้เหง้าของกีบแรดทา จะทำให้แผลหดตัว ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

มีเฟิร์นหลายชนิดที่หน้าตาคล้ายกันมากจนมือใหม่อย่างผมอาจแยกไม่ออก แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับผู้รักเฟิร์น แทะบอกได้ทันทีว่าต้นเฟิร์นที่ยืนสง่าบนหินที่มีเหล่ามอสปกคลุมใต้ต้นนั้นชื่อว่า ‘ต้นห่อทีหล่า’ เฟิร์นที่เป็นตัวชูรสในการทำอาหารของคนบนดอยมาช้านาน ซึ่งเด็กๆ รุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักแล้ว 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

‘โปล่ แปล ดอ’ หรือผักกูด น่าจะเป็นเฟิร์นที่ทุกคนรู้จักดี แต่ใครรู้ว่าเฟิร์นชนิดนี้มีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

นอกจากนี้มีเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ชอบชิมเหล้า ‘โท’ หรือ โชน ที่ชูใบเป็นตัว V ก้านยาวๆ ของโชนถูกนำมาใช้เป็นหลอดดูดสำหรับชิมเหล้าของเหล่าบรรดาแม่บ้าน โดยการริดใบออกให้เหลือแต่ลำต้นยาวประมาณหนึ่งศอก จากนั้นให้เอาไปซุกในผงขี้เถ้าที่ยังมีความร้อนอยู่ ความร้อนจากผงขี้เถ้าจะทำให้ไส้ข้างในหดตัว ทำให้เราดึงไส้ออกได้อย่างง่ายดาย เพียงเท่านี้ก็จะได้หลอดดูดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไว้ใช้งานต่อไป 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

ส่วน ‘ก่าบอชือ’ กูดเกี๊ยะ เป็นเฟิร์นที่แม่ไก่จะรู้จักดี ทุกครั้งที่แม่ไก่ออกไข่ เจ้าของไก่จะไปตักกูดเกี๊ยะมาใส่ในรังไก่เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่แตกและเป็นที่นอนนุ่มๆ ของแม่ไก่

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

บ้านของเฟิร์น

แทะเล่าว่าเราพบเห็นเฟิร์นได้บนดิน บนหิน ในน้ำ และบนต้นไม้ เฟิร์นยังเป็นบ้านของสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างแมงมุม กิ้งก่า ตุ๊กแกหางเฟิร์น ตั๊กแตน หนอน และสัตว์ตัวอื่นๆ ที่พรางตัวเพื่อหลบภัย เช่นเดียวกับพวกเราทุกคนที่พึ่งพาพืชชนิดนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฟิร์นเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ เช่นเดียวกับสัตว์อย่างเสือ ลิง กระทิง นกหัวขวาน ที่ไหนยังมีเฟิร์น อย่างน้อยๆ เราก็พอคาดเดาได้ว่าป่าแห่งนั้นยังคงเป็นป่าที่มีชีวิต มีน้ำมีลำธารที่สะอาด และมีสิ่งมีชีวิตอื่นอาศัยอยู่ในนั้น ซึ่งเท่ากับว่าเราจะยังมีชีวิตที่ดี เพราะ ‘ขวัญ’ ยังอยู่กับเรา ผมเพิ่งเข้าใจว่าการที่เราซื้อต้นไม้มาไว้ที่บ้านคือการเรียกขวัญกลับมานี่เอง

เฟิร์นช่วยรักษาความชุมชื้นให้หน้าดิน ช่วยยืดหน้าดินไม่ให้พังทลายยามฝนหลาก ไม่เพียงแค่ร่างกายของเราที่ต้องการต้นไม้ หากแต่จิตใจของเราก็ต้องการพลังจากต้นไม่ไม้น้อยไปกว่ากัน ทุกครั้งที่เข้าป่าหรือได้นั่งใต้ร่มไม้เราจึงรู้สึกร่มเย็น เฟิร์นจึงทำหน้าที่เป็นสมุนไพรที่รักษาทั้งร่างกายและเยียวยาจิตใจของเราได้เป็นอย่างดี

หลังจากเดินป่าเรียนรู้เรื่องเฟิร์นกับแทะทั้งวัน มุมมองที่มีต่อเฟิร์นของผมเปลี่ยนไป เราอาจจะเคยรู้สึกกับต้นไม้ใบหญ้าว่าเป็นเพียงวัชพืช จนกระทั่งเราได้พาตัวเองไปสัมผัสกับต้นไม้ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งเราคิดว่าไกลตัวกลับมีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด สิ่งที่แวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับสุขทุกข์ของเรา คนสมัยก่อนเชื่อว่าขวัญของเราเดินทางมากับต้นไม้ ขวัญและกำลังใจจึงเติบโตขึ้นในป่าและกลับคืนสู่ป่าเช่นเดียวกัน 

เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า
เดินป่ากับคนรักเฟิร์น เรียนรู้ ภูมิปัญญา ปกาเกอะญอ เรื่องพืชที่บอกความสมบูรณ์ของป่า

แทะตั้งใจสร้างพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับเฟิร์น เขาอยากถ่ายทอดเรื่องราวให้เด็กๆ และผู้ที่สนใจ เขากำลังลงมืออย่างช้าๆ แต่มีความหวังว่า สักวันหนึ่งพื้นที่เล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมา จะทำให้เราได้กลับมาสนใจเรื่องราวของเฟิร์นและความเกี่ยวข้องของเรากับธรรมชาติ

จริงทีเดียวที่มีคนกล่าวไว้ว่าสุขภาพที่ดีคือความมั่งคั่ง ถ้าโลกของเรามีสุขภาพที่ดี นั่นแสดงว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกล้วนคือผู้ที่มั่งมี อาจไม่ใช่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง แต่ความรุ่มรวยที่เต็มไปด้วยความร่มเย็น สันติสุข ที่เราได้มีโอกาสแบ่งปันซึ่งกัน แบ่งปันพื้นที่ให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงบ้านของต้นเฟิร์นด้วย 

ถึงตอนนี้ใครที่กำลังมองหาต้นไม้สักต้นมาไว้ที่บ้าน คงไม่ลืมหยิบเฟิร์นกลับมาด้วยสักต้น เพื่อที่ขวัญและกำลังใจจะกลับมา ในวันที่พวกเราหลายๆ คนต้องกักตัวที่บ้าน ไม่ได้เดินทางเหมือนเช่นเคย

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

Lazy Man College

เรื่องราวการอยู่ร่วมกันของชาวปกาเกอะญอกับธรรมชาติ

ฤดูร้อนมักทำให้เราคิดถึงป่า ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ที่ปัดเป่าคลายร้อนให้กายและใจของเราได้เป็นอย่างดี เราจึงนัดกันออกเดินทางไปไกลออกไปจากเชียงใหม่ไม่มากนัก มีบทกวีที่ยังคงเดินทางเงียบๆ กลางหุบเขาริมแม่น้ำเงาซึ่งไหลผ่านจังหวัดตากและแม่ฮ่องสอน เราจะได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนเก่า ป่านนี้คงโตขึ้นเยอะ และพวกเขาต้องมีอะไรสนุกแบ่งปันกับเราอย่างแน่นอน

แม่น้ำเงา

9 โมงเช้าวันจันทร์ เราออกเดินทางจากเชียงใหม่บนทางหลวงหมายเลข 108 ก่อนจะลดความเร็วเลี้ยวขวาที่อำเภอฮอด มุ่งหน้าสู่อำเภอแม่สะเรียง และเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 105 ที่เราต้องนั่งคุยกันในรถอีกนาน กว่าจะเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง

เครื่องยนต์ 4 ล้อคันแกร่งพาเราเลาะเลี้ยวเข้าป่า ขึ้นดอยลงเขา ขวามือของเรา นักเดินทางชื่อแม่น้ำเงากำลังสวนทางกับเราอย่างช้าๆ โครงการถนนคอนกรีตกำลังฉาบทาถนน เครื่องจักรกำลังขุดเซาะไหล่เขา ปรับดินเกลี่ยทางเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางของคน ความเร็วนี้เองเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญที่มนุษย์ไล่กวดมาช้านาน แต่เราก็ยังไม่ค่อยแน่ใจนักว่าความเร็วจะพาเราไปที่ใด

ถนนลูกรังกำลังหยอกล้อกับล้อรถที่เหยียบย่ำให้ฝุ่นคลุ้ง จนรถคันหลังต้องชะลอความเร็ว เพื่อวิสัยในการมองเห็นที่ไม่เป็นอันตรายต่อการขับขี่ ส่วนเด็กแว้นและผู้ใหญ่ไม่แว้นบนเบาะรถมอเตอร์ไซค์ อาจจะกลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลืองได้เมื่อเดินทางถึงบ้าน 

นานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นฝุ่นบนถนนที่หนาท่วมล้อรถหลายนิ้ว เวลาเต้นของฝุ่นผงออร์แกนิกบนถนนกำลังจะหมดลง เพราะแผ่นคอนกรีตที่มาล่าอาณานิคมบนไหล่เขากำลังเคลื่อนประชิดใกล้เข้ามาทุกที 

มองทะลุผ่านกระจกออกไปจากห้องโดยสารแคบๆ ฝุ่นผงเหล่านั้นก็ไม่ได้ต่างไปชีวิตคนชายขอบ คนจนที่ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ที่เมื่อไหร่ 

เราแวะพักที่อุทยานแห่งชาติแม่เงา มีเด็กนักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนกำลังเพลิดเพลินกับการเล่นน้ำ บ้างนอนแช่น้ำ บ้างกำลังฝึกว่ายท่าผีเสื้อ ส่วนคนที่เล่นน้ำมาพักหนึ่งก็ออกมานอนอาบแดดคลายหนาว เหล่าซือบางคนสนุกจนเกือบแยกไม่ออกว่าใครเป็นครู ใครคือนักเรียน

คาบเรียนนอกห้องสี่เหลี่ยมเป็นที่โปรดปรานของเด็กไม่น้อย ได้แต่หวังว่าน้องๆ จะมีคาบเรียนแบบนี้บ่อยๆ ในฤดูร้อน

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

แม่น้ำเงามีต้นทางจากอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนไหลข้ามพรมแดนสมมติเข้ามาในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอนและตาก เดินทางไปสมทบกับแม่น้ำยวมกับแม่น้ำเมย และไปบรรจบกับพี่ใหญ่อย่างโฃ่โกล หรือแม่น้ำสาละวินที่บ้านสบเมย มีบทธาของปกาเกอะญอ กล่าวไว้ว่า

“หากแม่น้ำเมยสามารถไหลทะลุผ่านโฃ่โกลได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะปรากฏให้เราเห็นอีกครั้ง”

ยังมีบทธาที่พูดถึงกิเลน ราชสีห์ ผู้มีลวดลายเหมือนต้นบุก พวกมันจะกลืนกินชีวิตผู้คน ทั้งยังชอบกินต้นไม้ ก้อนหิน ดินทราย ตลอดสายน้ำสาละวิน

หากใครเคยไปหมู่บ้านสบเมยแล้วมองลงไปที่แม่น้ำ 2 สายที่มาบรรจบกัน เป็นไปได้ยากมากที่แม่น้ำเล็กกว่า จะไหลทะลุผ่านพลังอำนาจของแม่น้ำที่ใหญ่กว่าอย่างโฃ่โกล

นักมวยบางคนอาจแบกน้ำหนักของคู่ชกที่ใหญ่กว่าและล้มคู่ต่อสู้ได้ แต่แม่น้ำเงาไม่ใช่นักมวย แม่น้ำเงาเป็นเพียงนักเดินทางที่บังเอิญไหลไปเจอกับหมุดหมายของบทกวีบทนั้น ถ้าความบังเอิญทำให้แม่น้ำเงาต้องคิดถึงการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ มันคงเป็นนักต่อสู้ตัวน้อยที่ไหลเย็นแต่ไม่ถอย

บ้านริมเงา 

ในที่สุดเราเดินทางมาถึงบ้านอุมโละ ตำบลแม่สวด อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อีกฟากฝั่งของแม่น้ำเงาที่ห่างไปไม่กี่สิบหลา เป็นอำเภอท่าสองยางเขตจังหวัดตาก คงมีเพียงฝูงนกนางแอ่นบนฟ้าที่บินมาทักทาย และบอกเราว่า ปีกบางๆ ของพวกมันเป็นอิสระจากพรมแดนสมมติของมนุษย์มานานแล้ว

อะไรบางอย่างดลใจให้เราจอดรถเพื่อแวะยืดเส้นยืดสายที่ร้านค้าเล็กๆ ข้างทาง เรานึกขึ้นได้ว่าเราควรมีอาหารมังสวิรัติติดไม้ติดมื้อเข้าไป เพราะเจ้าบ้านที่เราจะพักด้วยไม่กินเนื้อสัตว์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

อยู่ๆ ก็มีสาวน้อยปรากฏตัวออกมาจากในร้าน จิเว เจ้าบ้านที่เราตั้งใจไปเยี่ยมนั่นเอง จิเวบอกว่าวันนี้แม่ชวนพี่ต้นโพธิ์และน้องๆ ตามไปรักษาผู้ป่วยอีกหมู่บ้านหนึ่ง ตอนบ่ายๆ ถึงจะกลับมา จิเวขอแม่มาอยู่เป็นเพื่อนเจ้าของร้านขายของ พวกเราจึงได้เช็กอินกับเจ้าบ้านตัวน้อยแบบไม่ได้นัดหมาย

พวกเราบางส่วนเดินตามหลังจิเว ที่พาเราไปรู้จักกับทางลัดกลับบ้าน เราเดินผ่านนาแปลงเล็กๆ ก่อนจะถึงริมแม่น้ำ

ตะไคร่สีเขียวในฤดูกำลังแหวกว่ายไปกับฝูงปลาตัวน้อย ก้อนหินใต้น้ำลื่น ถ้าเดินไม่ระวังก็อาจจะได้ว่ายน้ำข้ามฝั่งแทน แม่น้ำเงาไหลเย็นสบายใจ เช่นเดียวกับสองเท้าเปล่าเปลือยของจิเวที่เดินข้ามแม่น้ำอย่างสบายตีน เท้าคู่นั้นคงสนิทมักคุ้นกับจังหวะของแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างดี ถึงได้รับอนุญาตให้ข้ามฝั่งไปได้อย่างรวดเร็ว

ขึ้นจากฝั่งมาถึงสวนหลังบ้าน ต้นไม้ต่างถิ่นอย่างสะตอซึ่งเดินทางมาจากทางใต้ ออกใบรับหน้าร้อนให้ร่มเงาอย่างดี เช่นเดียวกับต้นมังคุดหน้าบ้านที่รอวันสุกให้เด็กปีนเล่นและเก็บผลกิน ต้นหม่อนมีผลสุกสีดำโน้มกิ่งลงมาเป็นซุ้มนำทางเข้าสู่ลานดินหน้าบ้าน หันซ้ายมีต้นลิ้นจี่ กล้วย ขนุน ก็ช่วยให้ความร่มรื่นเช่นกัน หันขวากลับมาต้นข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ก็มีให้เก็บไปปรุงอาหาร 

ถ้าเราเดินเข้าบ้านทางถนน เราจะเห็นหน้าต่างจากชั้นสองเปิดทิ้งไว้หนึ่งบานทักทายสายตาของเรา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวบ้านก่อนจะขึ้นบันไดไม้ เราจะพบข้อความภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ บางคำเริ่มเลือนลางจนเกือบจะอ่านไม่ออก ตัวหนังสือที่เขียนด้วยถ่านสีดำบนแผ่นไม้มีข้อความว่า

“DARK AGE IS COMING NOW POST CIVILIZATION IT IS NOT MY MISTAKE THAT YOU CANNOT UNDERSTAND”

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

สักพักใหญ่ๆ เจ้าบ้านอีกที่เหลืออีก 6 คนก็กลับมาถึง เราได้พบกับเพื่อนเก่าจนครบแล้ว ได้เวลาก่อฟืน หุงข้าว ทำอาหารกินกัน ฟ้ามืดลง นกแซงแซวคงเข้านอนแล้ว อากาศกำลังดี บทสนทนาล้อมรอบกองไฟสลับกับเสียงเพลงของคลีโพที่เด็กๆ ยังจำได้ จุดที่เราอยู่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ จึงไม่มีการไถหน้าจอเกิดขึ้นให้เรารู้สึกห่างเหินกัน

กอแปทะ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำเงาที่ยังสงบ โดยเฉพาะกลางคืน เราได้ยินเสียงของป่าและแม่น้ำได้ชัดเจน

ดาวบนฟ้าส่องสว่างให้เห็น ได้เวลาเข้านอนแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากัน

บทกวีวัยเยาว์

เช้าตรู่ของวันใหม่ อากาศกำลังดี เราทยอยตื่นมาทักทายเจ้าบ้านจนครบทั้งหมด 7 ชีวิต ต้นโพธิ์ พี่ชายคนโต ตามด้วย กันยา มาลี จิเว พรานป่า นาดิน และ แม่เก๋ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานด้วยความนับถือว่า บูญทูโม หรือ แม่บุญทอง

พี่เก๋ช่วยรักษาชาวบ้านด้วยภูมิปัญญาแบบองค์รวมที่ต่อชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ด้วยอาศัยองค์ความรู้ที่ร่ำเรียนมาเช่นการฝังเข็มควบคู่กับการใช้ยาสมุนไพร การปรับเรื่องการกิน การงดเว้นเนื้อสัตว์ และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพ คือความคิดความเชื่อของคนนั่นเอง

คนไข้หลายคนเปลี่ยนมากินอาหารมังสวิรัติและมีอาการดีขึ้น บางคนเจ็บป่วยรุนแรงแต่ก็หายราวกับปาฏิหาริย์ เพราะการปรับเปลี่ยนตัวเองทั้งเรื่องการกินและวิธีคิดซึ่งไม่ง่ายนัก รายที่ได้ผล เพราะเกิดขึ้นจากการเข้าใกล้ความตายจึงเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างเด็ดขาด

ควันในครัวลอยคลุ้ง เจ้าบ้านกำลังทำอาหารกันอยู่ การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การทำอาหารที่นี่ง่ายขึ้นมาก วันนี้มีผัดผัก น้ำพริก แกงเขียวหวานเจ และเมนูน่าสนใจสำหรับมื้อเช้าคือ น้ำพริกยอดข่า ที่จิเวตั้งใจให้เราได้ลิ้มลองฝีมือของลูกครัววัยกระเตาะ 

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

ข่าอ่อนหรือต้นข่าที่กำลังโผล่ขึ้นมาจากดิน ขมิ้น เกลือ พริก และตะไคร้ต้น คือเครื่องปรุงทั้งหมด นำหัวหรือต้นข่าอ่อนที่แกะเอาเฉพาะส่วนที่อ่อนไปต้มจนนุ่ม โขลกพริก ขมิ้น เกลือ ลูกตะไคร้ต้น แล้วนำไปผัดน้ำมันเติมน้ำเล็กน้อย ปรุงรสด้วยเกลือเล็กน้อย ก็จะได้นำพริกข่าอ่อนสูตรบ้านริมเงาไว้กินแก้หิวแล้ว

กินข้าวเช้าเสร็จเยี่ยมไร่ในเงาของพี่ต้นข้าว ลูกคนแรกของพี่เก๋และพี่ยอด ถ้าเด็กหญิงต้นข้าวในวันนั้นยังมีชีวิตป่านนี้ก็จะโตเป็นสาวอายุ 20 ปีพอดี

จิเวหยิบผ้าทอผืนเล็กฝีมือของพี่ต้นข้าวมาให้พวกเราดูก่อนจะเอามาโพกหัว พี่เก๋เล่าว่า ต้นขนุนที่เราได้กินเป็นต้นขนุนที่ต้นข้าวปลูกไว้เมื่อครั้งยังเด็กมาก ปีนี้มันออกผลดกให้นกหนูมาแบ่งไปกิน

บ้านไม้ในไร่ตีนเขามีบทกวีที่เขียนใส่กระดาษแปะติดตามผนังบ้าน ที่ตอนนี้ถูกรวบรวมและได้รับการตีพิมพ์ในชื่อ เมล็ดเล็กเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่อยู่ข้างใน โดยสำนักพิมพ์นาคร

จิเวและนาดินน้องเล็กพาพวกเราไปดูต้นน้ำเล็กๆ ที่เป็นน้ำดื่มน้ำใช้ของที่นี่ เขื่อนเล็กๆ มีใบไม้ทับถมปิดทางน้ำ จิเวใช้มือเก็บใบไม้ออก เราได้เห็นกุ้งต้นน้ำครอบครัวใหญ่ที่ดูแลต้นน้ำให้เด็ก

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

เด็กๆ เดินฝ่าหนามในป่าอย่างชำนาญ ไม่มีริ้วรอยขีดข่วนให้เห็นก่อนจะไปปีนต้นหมากให้พี่ๆ ดู ก่อนจะกลับเข้าหมู่บ้าน พี่คลี และ พี่เอก แซ็กป่า เล่นเพลงให้เด็กๆ และพี่เก๋ฟัง ก่อนเสียงร้องจะเงียบลงเหลือเพียงเสียงกีตาร์และทำนองของแซกโซโฟนที่นุ่มนวล เราแต่ละคนเลือกอ่านบทกวีที่แปะไว้ อ่านไปพร้อมกับเสียงดนตรีบรรเลง บทกวีบางบทมีใจความว่า

“ฉันคือบทกวี

เมล็ดจากต้นธารเถื่อน

หยั่งรากดิน

ต้น กิ่ง ก้าน ใบ หยั่งฟ้า

ไม่ใช่คำกวี ไม่ใช่หน้ากระดาษ

ไร้อักษร ไร้ภาษา

เมล็ดเล็กๆ ที่ห่อหุ้มป่าใหญ่

อยู่ในฉัน

อยู่ในเธอ”

ตอนบ่ายเด็กๆ พาเราไปเล่นน้ำกันที่สะพานแขวนไม่กว้างมาก มีรถมอเตอร์ไซค์สัญจรไปมา ทำให้สะพานโยกโคลงเคลง จิเวโดดลงน้ำที่ความสูงไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พรานป่าว่ายน้ำไปรับพี่สาวก่อนจับมือกันขึ้นจากน้ำ

โรคขาดธรรมชาติคงไม่เกิดขึ้นกับเด็กที่นี่ เด็กๆ ใช้ร่างกายมือและเท้าอย่างเต็มประสิทธิภาพ เด็กๆ ทุกคนเรียนรู้การหุงข้าว ตัดฟืน ทำอาหาร ขุดดิน เก็บผัก ทักษะการใช้ชีวิตที่ได้รับการบ่มเพาะจาก พ่อ แม่ พี่ และฤดูกาลที่แตกต่างกัน ทำให้เด็กๆ ก้าวเท้าเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ

เวลา 2 วันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนพวกเราจะกลับ จิเวใช้เวลาว่างหลังจากไปเล่นน้ำ ทอผ้าผืนเล็กเป็นที่ระลึกให้พี่โอม แทนมิตรภาพที่ได้ถักทอขึ้นมาด้วยความตั้งใจ

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต
เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

บุญทูโมจะยังอุทิศชีวิตท่องเที่ยวเยียวยาผู้คนต่อไป เช่นเดียวกับเด็กๆ ที่จะเติบโตต้อนรับความเปลี่ยนของชีวิตอย่างไม่หยุดนิ่งเคียงคู่แม่เงา ถนนคอนกรีตแข็งแรงกำลังหลั่งไหลเอาสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่บทกวีก็จะเดินทางและมีชีวิตของพวกเขาต่อไป

ขอคาราวะดวงวิญญาณของ วีระศักดิ์ ยอดระบำ ต้นข้าว ขอบคุณพี่เก๋และบทกวีทั้ง 6 หน่อที่ดูแลพวกเราอย่างดี ขอบคุณพี่โอม พี่โอ๋ คลีโพ เอก แซ็กป่า นุ น๊อต ที่ดูแลกันตลอดการเดินทาง

สวัสดีวันสงกรานต์

เพื่อนเก่า แม่น้ำเงา และบทกวีวัยเยาว์ การพักผ่อนช่วงฤดูร้อนที่ทำให้เห็นการเติบโตของชีวิต

Writer & Photographer

โอชิ จ่อวาลู

นักการภารโรงที่ Lazy man College ผู้กำลังหัดเขียนเล่าเรื่อง

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load