ใคร ๆ ก็มักเรียกบริษัทแห่งนี้ว่า เป็นบริษัทที่จำหน่ายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์ แต่พวกเขาไม่ค่อยพึงพอใจกับคำนี้สักเท่าไร พวกเขาไม่ชอบคำว่า ‘การขายสินค้าผ่านทางไปรษณีย์’ หรือ ‘ธุรกิจขายแคตตาล็อก’ พวกเขานิยามตนเองว่าเป็นบริษัทที่ทำการตลาดทางตรง โดยมีความเชื่อว่า พวกเขาจะสร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน 

จุดเริ่มต้น 

บริษัท Felissimo ก่อตั้งเมื่อปี 1965 เป็นบริษัทที่นำสินค้าแปลกใหม่ หรือสินค้าครีเอทีฟมาขายในญี่ปุ่น 

เมื่อลูกชายคนโตเข้ามาบริหาร เขาเห็นโอกาสในการจำหน่ายสินค้าผ่านแคตตาล็อก ทางบริษัทเริ่มแจกแคตตาล็อกสินค้าฟรี ลูกค้าคนไหนสนใจก็โทรสั่งสินค้าได้ เมื่อบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จัก ทางบริษัทจึงเริ่มเปลี่ยนมาจำหน่ายแคตตาล็อกสินค้านั้นตามร้านหนังสือแทน 

คำว่า ‘Felissimo’ มาจากคำว่า ‘Felicity’ ที่แปลว่า มีความสุขมาก แต่ดัดแปลงคำแบบภาษาอิตาลี เพิ่ม Simo เข้าไป โดยแฝงความหมายว่า ‘ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยิ่งยวด’ 

ปรัชญาของบริษัท คือ สร้างความสุขที่ทุกคนจะมีความสุขไปด้วยกัน

จุดเด่นประการหนึ่งของ Felissimo คือ การทำ Subscription Model กล่าวคือ หากผู้อ่านสนใจสินค้าซีรีส์ไหน ก็สมัครคอร์สต่อเนื่อง เช่น ซีรีส์ตะกร้าจัดบ้าน ซีรีส์กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง อย่างซีรีส์ถ้วยน้ำชาลายดอกไม้ อาจมีระยะเวลา 5 ครั้ง เดือนแรกอาจเป็นถ้วยลายดอกไม้สีแดงมาส่ง เดือนถัดไปเป็นลายสีเหลือง สีเขียว สีฟ้า ไล่ไปจนครบ 5 ครั้ง นั่นทำให้ลูกค้ารู้สึกตื่นเต้นว่า เดือนนี้ตนเองจะได้รับสินค้าลายอะไร สีไหน ดีไซน์แบบไหน ยิ่งสะสมครบ ก็ยิ่งจัดเป็นเซ็ตสวยงาม 

เมื่อธุรกิจอีคอมเมิร์ซเริ่มเป็นที่นิยม Felissimo ก็หันมาจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ด้วยเช่นกัน 

เมื่อต้องทบทวนกลยุทธ์ใหม่

ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายสินค้าเก๋ ๆ ผ่านทางแคตตาล็อก ตลอดจนการให้ลูกค้าสมัครโปรแกรมซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภค แต่เมื่อระยะเวลาผ่านมา 40 ปี มีคู่แข่งรายใหม่ ๆ เข้ามา ทั้งจากบริษัทญี่ปุ่นเองและบริษัทต่างประเทศ ยิ่งเมื่อผู้บริโภคค้นหาและซื้อสินค้าทางอีคอมเมิร์ซได้อย่างคล่องแคล่ว สินค้า Felissimo อาจไม่ได้ดูแปลกใหม่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

สิ่งนี้สะท้อนในยอดขายของ Felissimo ที่ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ยอดขายช่วงปี 2010 เหลือเพียงแค่ 2 ใน 3 ของยอดขายเมื่อ 5 ปีก่อนเท่านั้น

ทาง Felissimo ก็พยายามปรับบริการต่าง ๆ เช่น การเพิ่มสินค้าหมวด ‘Just One’ หรือซื้อเพียงแค่ครั้งเดียว แต่บริษัทก็พบว่า การทำเช่นนี้อาจไม่ได้ใช้จุดแข็งของบริษัทสักเท่าใด 

ทางออก คือ การตั้ง ‘ชมรม’

ในปี 2010 พนักงานกลุ่มหนึ่งคุยกันว่า อยากแก้ปัญหาแมวจรจัดที่โดนกำจัดทิ้ง เมื่อพูดคุยกัน ทุกคนก็รู้ว่า พวกเขารักแมวกันมาก ๆ พนักงานกลุ่มนี้จึงตั้ง ‘ชมรมแมว’ โดยร่วมกันคิดไอเดีย พัฒนาสินค้าสำหรับคนรักแมว เพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งไปบริจาคมูลนิธิ จะได้ช่วยเหลือเหล่าแมวเหมียวได้ 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.projectdesign.jp

เมื่อคนรักแมว คิดสินค้าเพื่อคนรักแมวด้วยกัน สินค้าจึงออกมาชวนอมยิ้มมาก ไม่ว่าจะเป็นหมอนกอดแมว หมอนข้างที่วางบนตักแล้วทรงคล้ายแมวหนุนตัก หรือที่นอนแมวที่ทำเป็นรูปทาร์ตผลไม้ หากแมว (สีครีม) ไปนอน ก็จะดูเหมือนทาร์ตน่าทานไปโดยปริยาย (น่าร๊ากกก! เอาเงินดิฉันไป!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

สินค้าจากชมรมแมวขายดิบขายดีเป็นอย่างมาก ทุกเดือนแฟนคลับแมวแมวก็จะตั้งตารอว่า มีสินค้าเกี่ยวกับแมวอะไรออกมาอีกบ้าง 

บริษัทจึงเริ่มเห็นทางสว่างว่า แทนที่จะจำหน่ายสินค้าตามหมวดสินค้า เช่น หมวดแฟชั่น หมวดของแต่งบ้าน ลองทำสินค้าตาม ‘ความสนใจ’ ของคน

ทุกวันพุธช่วงเช้า พนักงาน Felissimo จะรวมตัวกัน และช่วยกันคิดว่า ‘พวกเขาเอง’ อยากทำสินค้าธีมไหน สนใจอะไร 

ในปีถัดมา ก็เกิด ‘ชมรมสาวรัก DIY’ สำหรับสาว ๆ ที่ชอบทำงานฝีมือหรือตกแต่งห้องเอง ปัจจุบัน Felissimo มีชมรมเกือบ 30 ชมรมในบริษัท เช่น ชมรมนกน้อย ชมรมเต่าและทะเล ชมรมเวทมนตร์ (มีจำหน่ายชุดแม่มดน่ารัก ๆ สร้อยคอนำโชค กระเป๋าเครื่องสำอางที่หน้าตาเหมือนหนังสือเวทมนตร์)

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

พนักงานจัดอีเวนต์ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ของคนรักสิ่งต่าง ๆ ในชมรมนั้น โดยที่ตัวพนักงานเองก็สนุก มีความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ตนเองสนใจ และรู้เรื่องนั้น ๆ ดีอยู่แล้ว แถมได้ทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีเรื่องคุยกันถูกคอด้วย

สิ่งที่น่าสนใจ คือ เวลาตั้งชมรม พนักงานจะต้องตั้งเสาธง (Flag) หลักก่อน กล่าวคือ พวกเขาต้องการสร้างสังคมแบบไหน เช่น ชมรมแมว ต้องการสร้างสังคมที่มนุษย์กับแมวจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข โดยมุ่งมั่นที่จะช่วยแมวที่อาจโดนกำจัดได้

นอกจากนี้ Felissimo กำหนดเงื่อนไข 3 ประการ คือ หนึ่ง สิ่งนั้นมีโอกาสพัฒนาเป็นธุรกิจได้ สอง มีความเป็นเอกลักษณ์ สาม เป็นประโยชน์แก่สังคม ถึงจะสร้างเป็นชมรมได้ (แค่ความชอบอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ) 

เมื่อพนักงานได้ทำในสิ่งที่พวกเขารัก

มีพนักงานกลุ่มหนึ่ง ชอบไปดูละครเวที ดูคอนเสิร์ต ซึ่งหลายครั้ง ก็ต้องไปต่างจังหวัดไกล ๆ พวกเธอเคยใช้กระเป๋าลาก แต่ลากขึ้นลงรถไฟ ก็ไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไร พวกเธอจึงออกแบบกระเป๋าขนาดมหึมา ที่สะพายหลังได้ ใส่รองเท้าอีก 1 คู่ ชุด เสื้อผ้า เครื่องแต่งหน้า แท่งไฟนีออนได้

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : style.nikkei.com

ส่วนชมรมมิวเซียม เป็นการรวมตัวของพนักงานที่ชอบไปชมงานนิทรรศการ ก็ออกแบบสินค้าสำหรับคนที่รักการไปมิวเซียม เช่น รองเท้าที่เหมาะกับการไปดูงานแกลเลอรี่ศิลปะ เดินนาน ๆ ก็ไม่เมื่อย ส้นรองเท้าเป็นยาง เดินแล้วเสียงไม่ดังรบกวนผู้อื่น ตัวสายรูปตัว T ที่ยึด ทำให้รองเท้าเกาะกับเท้าได้ง่าย ส้นสูงเพียง 3.5 เซนติเมตร ก็กำลังพอเหมาะกับการทำให้ขาดูยาว แต่ไม่เมื่อยเมื่อเดินนาน ๆ (อยากได้!!!) 

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : note.com

ส่วนสินค้าที่มีประโยชน์เชิงอารมณ์ เช่น กระเป๋าเครื่องสำอางที่รูปทรงคล้ายพัดของเจ้าหญิงยุคเฮอัน

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
เจ้าหญิงยุคไหน ๆ ก็ต้องสวยงาม
ภาพ : note.com

สำหรับคนทั่วไป เมื่อเห็นสินค้าเหล่านี้แล้วอาจรู้สึกเฉย ๆ แต่สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมนั้น ๆ หรือมีไลฟ์สไตล์ตรงกับสมาชิกชมรม ก็จะรู้สึกถูกใจ และค่อย ๆ เข้ามาอยู่ในวงของ Felissimo ในที่สุด

สินค้าที่คนอยากซื้ออย่างต่อเนื่อง

นอกจากสินค้าจากชมรมต่าง ๆ แล้ว Felissimo ยังคงรักษาเป้าหมายในการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เมื่อบริษัทมีจุดเริ่มต้นจาก Subscription Model ทำอย่างไรให้ลูกค้ารักและอยากซื้อสินค้าจาก Felissimo อย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บริษัทคิดเสมอในการพัฒนาสินค้า ตลอดจนแบรนด์ใหม่ ๆ 

ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์​ You + More ซึ่งหากออกเสียงไว ๆ ก็จะกลายเป็นคำว่า ‘Humour’ นั่นเอง 

คอนเซ็ปต์แบรนด์ คือ สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานให้กับชีวิตประจำวันที่ผู้คนคุ้นชิน

ยกตัวอย่างเช่น หมอนข้างหัวไชเท้าน้อย เวลาโอบกอด จะเหมือนอุ้มเด็ก แต่หน้าตาเป็นหัวไชเท้า น่ารักน่าเอ็นดู

Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
Felissimo บริษัทขายสินค้าสร้างสุขที่อยู่รอดได้เพราะการตั้งชมรมของพนักงาน
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หรือร่มเทมปุระ ที่ปลอกเป็นเปลือกกุ้งทอด ส่วนตัวร่ม เป็นลายกุ้ง ด้ามจับ ก็ทำเป็นหางกุ้ง (ฮ่า ๆ ๆ) 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ภาพ : www.felissimo.co.jp

เป็นแบรนด์ที่ชวนอมยิ้มสมชื่อ 🙂 

ส่วนอีกแบรนด์ ชื่อ 1/d (อ่านว่า Once a day) คอนเซปต์ คือ ‘The housekeeping brand that makes daily living easy.’ ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย ทำพื้นที่ให้สะอาด แทนที่จะเก็บกวาดเมื่อสกปรก 

แบรนด์นี้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สเปรย์ทำความสะอาดห้องน้ำ สบู่ขัดอ่างล้างจาน แปรงล้างขวด ผ้าขนหนูแห้งไว เป็นตัวช่วยที่จะทำให้บ้านสะอาดอย่างง่ายดาย และที่สำคัญ บรรจุภัณฑ์ดูเรียบง่าย ไม่กินที่ ยิ่งใช้เป็นเซ็ต ก็จะยิ่งดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้บ้านดูเป็นระเบียบ เพียงแค่จากการวางขวดเท่านั้น 

Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สเปรย์ทำความสะอาด
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
สบู่ขัดอ่างล้างจาน 
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
แปรงอเนกประสงค์
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ผ้าขนหนูแห้งไว
Felissimo แบรนด์แฟชั่นญี่ปุ่น บริษัทสร้างความสุขที่ทุกคนจะสุขไปด้วยกันซึ่งขับเคลื่อนด้วยไอเดียจากเกือบ 30 ชมรมของพนักงานในบริษัท
ถุงมือแอลกอฮอล์
ภาพ : www.felissimo.co.jp

หากมองชีวิตประจำวันของเรา 

ในการดำเนินธุรกิจ อาจมีช่วงเวลาที่ธุรกิจไปได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป โมเดลความสำเร็จนั้น อาจไม่เหมาะกับบริบทในยุคใหม่ 

Felissimo ได้ลองผิดลองถูก จนพบว่า สิ่งที่พวกเขาปรับเปลี่ยนได้ คือ การออกสินค้าแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ชีวิตและไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน พวกเขายังคงมุ่งมั่นในการสร้างแฟนคลับ ทำให้ลูกค้าชื่นชอบและผูกพันกับ Felissimo ซึ่งแนวคิดนี้ สะท้อนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างชมรม ตลอดจนการคิดสินค้าที่ผู้บริโภคอยากกลับมาซื้อบ่อย ๆ อย่างน้ำยาทำความสะอาดนั่นเอง

ค้นหาให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจควรรักษา อะไรคือสิ่งที่ธุรกิจต้องเปลี่ยนแปลง 

“ผมคิดว่า หลักคิดแบบ Economy of Scale หมดยุคสมัยไปแล้ว สิ่งที่สำคัญในอนาคต คือ เศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ เราจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างไร นั่นต่างหาก เป็นสิ่งสำคัญต่อการอยู่รอดของธุรกิจ”คาซึฮิโกะ ยาซากิ ประธานรุ่นที่ 3 

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Makoto Marketing

หลักสูตรการตลาดแบบจริงใจสไตล์ญี่ปุ่น

ระหว่างที่ดิฉันนั่งอ่านใบสมัคร The Cloud School หลักสูตรริเน็นรุ่นที่ 5 อยู่ พบว่าผู้สมัครหลายท่านทำงานด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรม มานั่งนึกดูดี ๆ ดิฉันเขียนบทความใน The Cloud มา 4 ปีแล้ว แทบไม่เคยเขียนถึงบริษัทออกแบบเท่าไหร่เลย 

นั่งนึก ๆ ดู ก็นึกถึงบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งดิฉันเรียกในใจว่า บริษัทรับออกแบบ ‘ความสุข’ เป็นบริษัทที่ทำให้ลูกค้าที่บรีฟงาน ผู้บริโภค ตลอดจนพนักงาน ยิ้มกันแก้มปริทีเดียว 

Orange & Partners 

ทำไมถึงตั้งชื่อบริษัทว่า Orange 

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

ช่วงระหว่างกลางคืนกับกลางวัน มีดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ส่องแสง

ช่วงระหว่างกลางวันกับกลางคืน ก็มีดวงอาทิตย์กำลังตกดิน 

ในช่วงจังหวะระหว่างกาลเวลาที่ไม่แน่ชัดนัก แต่ท้องฟ้ากลับค่อย ๆ เปลี่ยนสี ภาพตรงหน้า ปรากฏเป็นท้องฟ้าถูกย้อมเป็นสีส้ม 

สำหรับพวกเราแล้ว สีส้ม จึงเป็นสีของ ‘ความไม่แน่ชัด’ และ ‘ความประทับใจ’ 

ส่วนคำว่า Partners มาจากหลักคิดว่า บริษัทต้องการเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า 

นี่คือที่มาของบริษัทรับออกแบบความสุขที่ชื่อ ‘Orange & Partners’ 

บริษัท Orange & Partners ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยคุณ Kundo Koyama นักเขียนบทและนักวางแผนชื่อดัง (เป็นหนึ่งในคนที่มีส่วนสร้างหมีคุมะมง และเป็นผู้เขียนบทหนังเรื่อง The Departures

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

คุณ Koyama บอกว่า บริษัทเขาสรุปไว้ได้ด้วย 2 คำ คือ Surprise และ Happiness 

ในเว็บไซต์ของบริษัทเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาปรารถนาจะเป็นพื้นที่แห่งความรัก ที่สร้างประโยชน์ให้กับโลก 

ลักษณะงานของที่นี่คือ งานออกแบบวางแผนการสื่อสาร ให้คำปรึกษาด้านแบรนด์ และให้คำปรึกษา เช่น มีบริษัทแห่งหนึ่งต้องการทดลองสร้างโรงแรมเพื่อรองรับตลาด Long Stay ทาง Orange & Partners ก็ช่วยออกแบบแนวคิดของโรงแรมนี้ให้อยู่กึ่งกลางระหว่างการพักสั้น ๆ กับการอยู่ระยะยาว 

Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
Orange & Partners บริษัทรับออกแบบความสุขแบบเซอร์ไพรส์ของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง
ภาพ : www.orange-p.co.jp

แขกพักที่นี่นานเท่าใดก็ได้ อาจจะมา Workcation ที่นี่ วันธรรมดา ทำงาน วันหยุด ก็ออกไปเดินเที่ยวในเมืองบ้าง คุยกับคนในเมืองบ้าง ทุกห้องมีห้องครัวและมีเครื่องซักผ้าอยู่ตรงพื้นที่ส่วนกลาง ได้ทำงานที่สงบ ๆ และได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ในท้องถิ่นด้วย 

อีกโครงการหนึ่ง คือ การออกแบบเครื่องประดับให้แบรนด์เก่าแก่ของเยอรมัน ชื่อ GROSSE ทาง Orange & Partners วางแนวคิดเครื่องประดับนี้เป็น ‘การทบทวน 1 ปีที่ผ่านมา และตัดสินใจเส้นทางในอนาคต’ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.orange-p.co.jp
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.grosse-onlineshop.com


สร้อยนี้มีชื่อว่า ‘Dear Future” แฝงความหมายถึงตัวฉันในอนาคต ในล็อกเก็ต มีคำ 5 คำให้เลือก ได้แก่ Faith (ฉันจะสร้างศรัทธา) Calm (ฉันจะใช้ชีวิตอย่างสงบ) True (เป็นตัวของตัวเอง รักตัวเอง) Luck (พบโชคดี) Leap (เติบโตอย่างก้าวกระโดด) เป็นเครื่องประดับที่ทุกครั้งที่สวมใส่ ก็จะนึกถึงภาพตนเองในอนาคต 

นอกจากนี้ หากสั่งซื้อทางออนไลน์ จะมีช่องให้เขียนจดหมายหาตนเองในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ทางระบบจะจัดส่งจดหมายฉบับนี้ให้ผู้ซื้อ สมคอนเซ็ปต์ Dear Future 

ความเชื่อของบริษัท

บริษัท Orange & Partners มีความเชื่อว่า งานคิดไอเดียและวางแผนกลยุทธ์นั้น เป็นบริการให้ใครสักคน ขณะเดียวกันก็แฝงความปรารถนาดีด้วย งานที่ดี จะทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจหรือตื่นเต้น และกลายเป็นการส่งต่อความรู้สึกร่วม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ได้

งานวางแผนที่ดี จะช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น อย่างกรณีโรงแรมข้างต้น นักท่องเที่ยวก็ได้มาเที่ยว พัก ทำงาน เรียนรู้วัฒนธรรมเก่าแก่ คนในชุมชนก็รู้สึกภูมิใจในเมืองตนเอง มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนกับคนต่างถิ่นบ้าง 

นอกจากนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า ผลงานของพวกเขาจะทำให้ผู้คนทั่วโลกรู้สึกอบอุ่นได้ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ

ปณิธานของ Orange & Partners คือการสร้างโลกที่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ (ดี ๆ) และมีความสุข ผ่านงานสื่อสาร และเป็นพื้นที่แห่งความรักที่สร้างประโยชน์ให้กับโลกนี้ 

บริษัทนี้จึงไม่รับงานที่เป็นงานครีเอทีฟ แต่ดังเปรี้ยงปร้างแค่ระยะเวลาสั้น ๆ พวกเขาต้องการสร้างผลงานที่ทำให้ผู้คนรู้สึกประทับใจและอยู่ในความทรงจำของผู้คน เช่น การสร้างแบรนด์หรือการออกแบบโรงแรมที่อยู่ร่วมกับท้องถิ่นได้ 

การสร้างทีมที่จะไปสร้างเซอร์ไพรส์

ถึงตรงนี้ บริษัท Orange & Partners ดูเป็นบริษัทที่คิดดี ทำดีอย่างจริงจังมาก แต่จริง ๆ แล้ว บรรยากาศในการทำงาน มีแต่ความสมัครสมานกลมเกลียวและเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ 

ที่นี่มีการจัดอีเวนต์ต่าง ๆ บ่อยมาก ทั้งการไปชมดอกไม้ การไปเที่ยวด้วยกัน การอบรม ตลอดจนปาร์ตี้สังสรรค์ต่าง ๆ 

แต่สิ่งหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด และทำมาตลอดตั้งแต่ตั้งบริษัทใหม่ ๆ คือ การเซอร์ไพรส์วันเกิดเพื่อนพนักงาน

ในช่วงแรก มีพนักงานเพียง 7 คน ทุกคนก็ช่วยกันคิดไอเดียเซอร์ไพรส์เจ้าของวันเกิดเวียนกันไป ปัจจุบัน แม้พนักงานจะมีจำนวนมากขึ้นเป็นเกือบ 30 คน พนักงานทุกคนก็ยังแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบเซอร์ไพรส์อยู่ 

ยกตัวอย่างการเซอร์ไพรส์ซาโตชิน พนักงานชายแผนกบัญชี

วันหนึ่งหลังประชุมเสร็จ บอร์ดบริษัทท่านหนึ่งบอกซาโตชินว่า “ซาโตชิน มีลูกค้าขอให้ออก Invoice แบบด่วนสุด ๆ ผมกดเข้าระบบไปแล้ว ฝากคุณช่วยทำเอกสารต่อนะ” 

ซาโตชินก็ตาลีตาเหลือกไปเปิดคอม แต่พอดูรายการที่ต้องออกใน Invoice แล้ว ช่องรายละเอียดเขียนว่า 

“ความพยายามของซาโตชินในการช่วยให้ทุกคนทำงานได้ราบรื่น… Priceless”

“ความใจดีเหมือนคุณพ่อที่พร้อมให้คำปรึกษาเสมอ… Priceless”

“น้ำเสียงอันอบอุ่นนุ่มนวลของซาโตชิน… Priceless”

มีรายละเอียดยาวขนาดนี้ จากนั้น ก็มีวิดีโอฉายขึ้นมา เป็นภาพบอร์ดบริษัทท่านนั้นไปขอพรศาลเจ้าเพื่อให้ซาโตชินสอบวุฒิด้านบัญชีผ่าน และซื้อเครื่องราง (แน่นอนว่า ถ่ายโดยบอร์ดท่านนั้น) 

ส่วนเพื่อน ๆ คนอื่นก็เดินเอาแก้วที่มีลายวาดหน้าเหมือนของซาโตชินมาให้ เพราะเขาเป็นคนชอบดื่มสาเก 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.instagram.com/orange_and_partners

ส่วนการเซอร์ไพรส์ท่านประธานบริษัทนั้น ก็มีการเล่นใหญ่ไฟกะพริบเสมอ ๆ เช่น การสกรีนหน้าประธานบนรถหาเสียงและขับมาเซอร์ไพรส์ 

Orange & Partners บริษัทของ Kundo Koyama ผู้สร้างคุมะมง ที่จะทำงานให้ลูกค้า ผู้บริโภค และพนักงาน สุขจนยิ้มแก้มปริ
ภาพ : www.orange-p.co.jp

ส่วนอีกปีก็มีการฟอร์มทีม รวมพนักงานบริษัทในเครือทั้งหมด วิ่งผลัดกันจากจังหวัดโตเกียวไปยังจังหวัดนารา ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านประธาน เป็นระยะทางประมาณ 500 กิโลเมตร 

ท่านประธานซึ่งเปิดบ้านเลี้ยงฉลองทุกคนอยู่แล้วนั้น ก็ได้เห็นคลิปวิดีโอที่พนักงานทุกคนแบ่งหน้าที่กัน ผลัดกันวิ่ง แล้วนักวิ่งคนสุดท้ายก็วิ่งเข้ามาเอาของขวัญมาให้ท่านประธาน 

คุณ Kundo Koyama เชื่อว่า การเซอร์ไพรส์ใครสักคนนั้นต้องใช้พลังสูงมาก ต้องแคร์คนคนนั้นจริง ๆ ต้องแอบสังเกต คอยเข้าใจ และเดาว่าทำอย่างไรคนคนนั้นถึงจะดีใจ เขาจึงตั้งใจฝึกให้พนักงานมีทักษะเช่นนี้ ยิ่งสนุกกับการเซอร์ไพรส์ ก็ยิ่งทำงานได้ดี 

จากกิจกรรมเซอร์ไพรส์วันเกิด (ซึ่งมีแทบทุกเดือน เดือนละหลายครั้ง) นี้ ชาว Orange & Partners จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน สนุกกับการเล่น สนุกกับการทำงาน และแน่นอนว่า สนุกในการสร้างความสุขให้ลูกค้าและทุกคนที่เกี่ยวข้องนั่นเอง 

ความเชื่อที่ชัดเจน บวกกับการมีกิจกรรมที่ทำให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม และสนุกกับการทำให้ผู้อื่นมีความสุข ทำให้บริษัท Orange & Partners ค่อย ๆ เติบโต และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างวงจรความสุข (แบบเซอร์ไพรส์!) ให้เกิดขึ้นได้กว่า 16 ปี

www.orange-p.co.jp/english/

Writer

เกตุวดี Marumura

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้หลงใหลในการทำธุรกิจแบบยั่งยืนของคนญี่ปุ่น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์สอนการตลาดที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load