13 มิถุนายน 2565
11.96 K

The Cloud x สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

ลุงอ้วน กินกะเที่ยว’ เพจรีวิวอาหารแบบธรรมดา ๆ ของคุณลุงวัย 66 ปีที่มีผู้ติดตามมากกว่า 8 แสนคน ใครจะเชื่อว่าความสำเร็จนี้เริ่มต้นจากโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าเพียงเครื่องเดียว และการลงมือทำอย่างต่อเนื่องแบบไม่ย่อท้อนานนับสิบ ๆ ปี เพราะนี่คือยุคทองของโซเชียลมีเดีย เราเห็นคนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ รวมถึงคนเด่นคนดังจับจองเป็นผู้นำตามสื่อโซเชียล แต่นั่นไม่ใช่บทสรุปว่าโซเชียลมีเดียต้องเป็นของคนรุ่นใหม่เท่านั้น คนรุ่นเก่าหรือคนสูงวัยก็ทำสื่อโซเชียลให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน 

อนุสร ตันเจริญ วัย 66 ปี เจ้าของเพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูบ ‘ลุงอ้วน กินกะเที่ยว’ คือตัวอย่างของความสำเร็จ ลุงอ้วนมีผู้ติดตามมากกว่า 8 แสนคน มียอดวิวหลักหมื่น หลักแสน บางคลิปมียอดวิวทะลุล้าน เพจลุงอ้วนกินกะเที่ยว จึงไม่ธรรมดาแน่นอน ลุงอ้วนเป็นใคร? ทำไมลุงอ้วนชอบรีวิวอาหาร? ลุงอ้วนทำอย่างไรให้เพจเฟซบุ๊กและช่องยูทูบประสบความสำเร็จ? และอีกมากมายหลายคำถามชวนสงสัย

ทุกสิ่งที่เป็นคำถาม เราอาสาไปค้นหาคำตอบทั้งหมดจากชายสูงวัยนักรีวิวอาหารที่ต้องเรียกว่ามีความ ‘เก๋า’ ระดับตัวพ่อ ผู้มีตำนานชีวิตด้านการกินไม่น้อยหน้าใครแน่นอน 

ลุงอ้วน กินกะเที่ยว : นักรีวิวอาหารที่ใช้โนเกีย 3300 ทำรีวิวลง Pantip สู่ยูทูบเบอร์วัย 66

หนุ่มบางปะกง

“ผมเป็นคนบ้านนอกนะ เกิดริมแม่น้ำบางปะกง พ่อผมทำกิจการรถโดยสาร ผมอาศัยตามพ่อไปที่โน่นที่นี่ ได้กินอาหารตามท่ารถต่าง ๆ อาหารที่ผมชอบตอนเด็ก คือ เกี๊ยวน้ำ เคยกินแต่ก๋วยเตี๋ยว พอมากินเกี๊ยวน้ำ หมูเต็มคำมาก ความรู้สึกตอนนั้น โห สุดยอดมาก นี่คือของอร่อยที่จำได้”

ส่วนเรื่องขำ ๆ ของการกินอาหารอร่อยที่ลุงอ้วนจำได้ไม่เคยลืม คือ

“ย้อนไป 60 ปีเลยก่อน ครั้งหนึ่งมีญาติมาเยี่ยมที่บ้าน แล้วเขาเอาไส้กรอกมาให้กิน นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นไส้กรอก ผมอยากกินมาก พอเขาให้ก็กินเลย ตอนนั้นยังกินไม่เป็น แล้วมันมีพลาสติกหุ้ม ผมกัดปุ๊บ ยังคิดว่าทำไมมันเหนียวนะ แต่ผมก็ชอบนะ มันอร่อยดี” จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่ม นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์กินของอร่อยทั่วสารทิศ 

“ผมเรียนไม่เก่งตั้งแต่เด็ก พ่อแม่เลยมาฝากคนรู้จักที่ทำงานด้านส่งออก ผมไม่ได้เรียนมาเลย เริ่มต้นจากเป็นแมสเซนเจอร์เงินเดือน 700 บาท แล้วก็หัดพิมพ์ตอบเทเล็กซ์ สมัยก่อนมีแค่ 2 บรรทัด ผมนั่งดู แล้วตอบเป็นภาษาอังกฤษ แค่ตอบ Yes, No, Ok แค่นั้นแหละ ทำงานมาเรื่อย ๆ จนถึงวัยหนุ่ม ชีวิตผกผันหลายอย่าง จนมาทำงานด้านแลกเปลี่ยนเงินตรา ผมเป็นลูกจ้างเขา และทำของตัวเองด้วย

“อาชีพนี้ไม่มีอะไรมาก ผมขี่มอเตอร์ไซค์ไปเจอเขา คุณแลกผม ผมแลกคุณ สมัยก่อนไม่มีเทคโนโลยีเลยไม่มีแบงก์ปลอม ไม่เหมือนสมัยนี้ แบงก์จริงหรือปลอมดูไม่ค่อยออก แต่สมัยนั้นก็ต้องมีเทคนิคการดูแบงก์บ้าง ก็พอรอดได้ ผมทำงานนี้จนเบื่อ ก่อนช่วงโควิด-19 จะมาอีกนะ 

“ผมเลิกทำทุกอย่างเลย และคิดว่าหลังจากนี้จะไปเที่ยว” 

นี่คือจุดเริ่มต้น

ยุทธการล่าร้านอร่อย

ย้อนกลับไปช่วงวัยหนุ่ม นอกจากเรื่องการทำงานแล้ว สิ่งหนึ่งที่ลุงอ้วนทำควบคู่ไปด้วย คือการเสาะแสวงหาของอร่อยกินเป็นประจำทุกวันหยุด 

“สมัยนั้นผมดูนิตยสาร ดูหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ มีคอลัมน์ แม่ช้อยนางรำ ลงวันอาทิตย์ สมมติเขาลงวันนี้ รุ่งขึ้นอีกวันร้านแตกเลย ผมติดตามอ่านตลอด ถ้าเขาแนะนำแล้วร้านนั้นอยู่ใกล้ ๆ อ่านจบผมขับรถไปกินเลย กลายเป็นว่าทุกวันอาทิตย์ผมไปกินร้านอร่อย แต่ถ้าร้านที่เขาแนะนำไกลหน่อย อยู่ต่างจังหวัด ผมจะจดลิสต์ไว้ บอกเลยว่าผมไปเกือบทุกร้านที่เขาลง” 

นอกจากตามรอยแม่ช้อยนางรำแล้ว ยังมีร้านที่คนอื่นแนะนำ และร้านที่ลุงอ้วนเสาะหาด้วยเองด้วย ทั้งหมดนี้ทำเป็นกิจวัตรต่อเนื่องยาวนานนับสิบ ๆ ปี ประสบการณ์การกินของอร่อยของลุงอ้วนต้องยกให้เป็นระดับ ‘มืออาชีพ’ โดยเฉพาะเคล็ดลับหาร้านอร่อยที่ไม่เหมือนใคร

“ผมชอบเลือกร้านเก่า ๆ ที่มีตู้ไม้ มีคนยืนมุงเยอะ ๆ ประมาณนี้น่าจะอร่อย แค่ป้ายร้านก็มีความขลังแล้ว อีกแหล่งข้อมูลร้านอร่อยตามต่างจังหวัดของผมก็คือ พวกเจ้าของปั๊มน้ำมัน เจ้าของร้านอะไหล่รถยนต์ตามหัวเมืองต่าง ๆ ผมก็ถามเขาเลย เขาจะบอกร้านที่เขากินทุกวัน เพราะคนกลุ่มนี้เขาจะแสวงหาร้านอร่อยเป็นประจำอยู่แล้ว พวกนี้คือแหล่งข้อมูลส่วนหนึ่งของผม” ลุงอ้วนเฉลยลายแทง

โนเกีย 3300 สร้างตำนานโซเชียลมีเดีย

ลุงอ้วนไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่า ข้อมูลรู้ลึกรู้จริงเรื่องร้านอร่อยที่สะสมมานานกว่า 40 ปี วันหนึ่งจะกลายเป็นขุมทรัพย์มีค่าในโลกโซเชียล และทำให้ ‘ลุงอ้วน’ กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะเจ้าของเพจเฟซบุ๊กและยูทูบช่อง ‘ลุงอ้วน กินกะเที่ยว’ ขวัญใจสายกินทั่วประเทศ 

“ก่อนมาทำเพจ ทำช่องยูทูบ ผมเริ่มต้นครั้งแรกที่เว็บพันทิปก่อนนะ ผมสมัครเป็นยูสเซอร์ แล้วก็อ่านกระทู้ คนชอบมาถามว่า ที่โน่นที่นี่ มีอะไรอร่อย มีคนถามหาว่าร้านอร่อยตรงนั้นย้ายไปไหนแล้ว ถ้าผมรู้ ผมก็ไปตอบคอมเมนต์ พอนาน ๆ เข้าก็เลยลองตั้งกระทู้เองบ้าง เพราะผมกินอยู่แล้วทุกวัน

“แต่ต้องหัดถ่ายภาพเอง สมัยนั้นยังไม่มีกล้องดิจิทัล กล้องคอมแพ็กผมก็ยังไม่มี ผมมีแต่มือถือโนเกียรุ่น 3300 ซิมการ์ดก็ไม่มี ภาพก็คุณภาพไม่ดี กล้องถ่ายได้ 2 – 3 หมื่นพิกเซลก็ถือว่าหรูแล้ว พอผมถ่ายเสร็จปุ๊บ ก็ต้องเสียบสายเข้าคอมฯ ลูกชาย ไปแอบใช้ของเขา แป๊บเดียวเองไวรัสเข้าทันที ต้องยกตู้คอมฯ ไปซ่อม ซ่อมกันทุกวัน วันหนึ่งลูกให้โน้ตบุ๊กเก่า ๆ ผมมา ก็เริ่มดีขึ้นเลย เสียปุ๊บก็ยกง่ายหน่อย”

คอมพิวเตอร์ยุคนั้นถือเป็นความรู้ใหม่มากสำหรับทุกคน คนสูงวัยหลายคนยอมถอดใจตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรียนรู้ แต่นั่นไม่ใช่ลุงอ้วน ผู้ยอมสู้หัวชนฝาจนเอาชนะคอมพิวเตอร์ได้ในที่สุด 

“สมัยก่อนคอมพิวเตอร์ไม่มีภาษาไทย ถึงขนาดต้องมีโรงเรียนสอน ต้องเรียนศัพท์คอมพิวเตอร์กันเลย แค่ผมจะ Copy ไป Paste ยังทำไม่เป็น ผมเลยเลี้ยงกาแฟช่างคอม คอยถามเขาว่าทำอย่างไร เขาก็จะบอก” 

การใช้คอมพิวเตอร์ในยุคก่อนไม่ง่าย แต่ไม่ว่ายากแค่ไหนก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความพยายามของลุงอ้วนผู้ไม่ยอมแพ้ต่อการเรียนรู้ ในที่สุดกระทู้แรกของลุงอ้วนก็โพสต์ลงเว็บบอร์ดพันทิปสำเร็จ

“ผมตั้งกระทู้เล่าว่า วันนี้ฉันไปกินอะไร ผมลงทุกวัน เพราะกินทุกวัน สมัยก่อนพันทิปต้องบีบภาพให้เล็ก ใช้เวลามาก พอมีกล้องดิจิทัลช่วยบีบภาพได้ คราวนี้ง่ายเลย ผมเริ่มคล่อง ทำไวขึ้น”

“รีวิวนี้ทำเพื่อให้ทราบว่า ร้านอยู่ไหน ขายอะไร สถานที่ บรรยากาศ ราคาเท่าไร และขอให้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” – นี่คือประโยคเริ่มต้นของการรีวิวที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนของลุงอ้วน 

สไตล์การเขียนไม่เน้นพรรณนายืดยาว ถ้าเป็นนักมวยต้องเรียกว่าปล่อยเฉพาะหมัดตรงเข้าเป้าเท่านั้น กระทู้ไม่ยาวแต่ได้สาระครบถ้วนที่ทุกคนอยากรู้ นี่คือเอกลักษณ์เฉพาะตัวของลุงอ้วน

ลุงอ้วน กินกะเที่ยว : นักรีวิวอาหารที่ใช้โนเกีย 3300 ทำรีวิวลง Pantip สู่ยูทูบเบอร์วัย 66
ลุงอ้วน กินกะเที่ยว : นักรีวิวอาหารที่ใช้โนเกีย 3300 ทำรีวิวลง Pantip สู่ยูทูบเบอร์วัย 66

เลือกแต่ร้านอร่อยที่ต้องกลับมากินซ้ำ

“การเลือกร้านรีวิว อย่างแรกต้องยูนีก เป็นร้านเก่าแก่ ถ้าเป็นร้านใหม่ ผมไม่เอา นอกจากว่าร้านนั้นมีเรื่องราว เช่น เจ้าของร้านมีประวัติ ไม่ก็ฉีกแนวไปเลย อย่างพิซซ่าทรัฟเฟิล แต่ปัญหาคือคนเข้าไม่ถึง ผมเคยลงนะ อย่างร้านระดับมิชลิน คิดว่าคนต้องดูมาก แต่กลับไม่มีคนดู ถ้าลงร้านลูกชิ้นปลาริมถนนอย่างเจ๊เฮียง เข้าไปคุยถึงครัว กลับมีคนดูมากมาย ผมเลยเลือกร้านที่คนเข้าถึงได้ ไม่ใช่แพงมาก ๆ” 

ยุคบุกเบิกของการรีวิว 

การรีวิวร้านอาหารในยุคแรกไม่ใช่เรื่องง่าย การยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพอาหาร ถ่ายภาพร้านค้า ถ่ายบรรยากาศในร้าน ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่และชวนสงสัยว่าลุงคนนี้ถ่ายไปทำอะไร

โดยเฉพาะเจ้าของร้านอาหารจะรู้สึกข้องใจมากเป็นพิเศษ 

“10 ปีที่แล้ว ผมไปกินที่ไหนก็ถ่ายรูป สมัยก่อนยังไม่มีคนถ่ายรูปรีวิวแบบนี้นะ เขามองว่าไอ้นี่ทำอะไร เขาถามว่าลื้อถ่ายไปทำไม ผมก็บอกว่าส่งให้ลูกดู ลูกอยากเห็น พอดีเขาอยู่อเมริกา ผมพูดแบบนี้

“ยิ่งไปร้านก๋วยเตี๋ยวนี่ถ่ายยากที่สุด ผมก็ถ่ายจานผม พอกินเสร็จ จ่ายเงิน รีบลุกขึ้นออกนอกร้านเลย ไม่กล้าไปยืนนาน ๆ ยุคแรก ๆ คนยังไม่รู้จักการรีวิว แต่เดี๋ยวนี้ผมไปกินเฉย ๆ ถ้าไม่ถ่ายรูป เจ้าของร้านจะมาบอก เฮียอ้วน ลื้อทำไมไม่เอากล้องมาถ่าย เดี๋ยวอั๊วจะขอแต่งหน้าหน่อย”

ลุงอ้วน เริ่มเป็นที่รู้จักของคนในเว็บไซต์พันทิป 

ใครอยากหาร้านอร่อย ๆ ก็ต้องอ่านรีวิวของลุงอ้วนที่มีข้อมูลครบจบในกระทู้เดียว 

“ผมเป็นหนึ่งในรุ่นนั้นที่ทุกคนรู้จักชื่อนะ แต่ถามว่าชื่อลุงอ้วนดังไหม ผมไม่รู้ ไม่มีอะไรวัด นอกจากลงในกลุ่มแล้วมีคนอ่าน ลงแล้วมีคนคอมเมนต์ พันทิปมีกดหัวใจกัน บางคนลงภาพแทบตาย คนกดถูกใจ 10 คน มันท้อ คนคอมเมนต์ 3 คน ก็ท้อนะ ส่วนตัวผมตั้งใจทำในระดับหนึ่ง กระทู้ผมถ้ามีคนมากดหัวใจ 100 – 200 มีคอมเมนต์ 20 – 30 คน นี่ถือว่าหรูแล้วล่ะ” ลุงอ้วนเล่าฟีดแบ็กของนักรีวิวยุคบุกเบิก

สิ่งที่คู่กับสังคมโซเชียลมีเดียคือ ‘ดราม่า’

ผู้คนในพันทิปเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องการโต้เถียงทางความคิด ใครกินอะไรอร่อย เราอาจอ่านเจอว่าคนในพันทิปเห็นต่างจากนั้น การแนะนำร้านอาหารอร่อยของลุงอ้วนก็ไม่มีข้อยกเว้น กระแสดราม่าถาโถมเข้าใส่ลุงอ้วนเป็นประจำเช่นกัน แต่ที่ดุเดือดสุดน่าจะเป็นกระทู้ 4,000 คอมเมนต์ 

“ผมมีดราม่าเยอะเลย ไปหาอ่านกันเองเหอะ” ลุงอ้วนหัวเราะ

“พันทิปสมัยนั้นเขาเรียกดราม่า ว่า ‘มาม่า’ ผมไปรีวิวร้านอาหารร้านไหนก็ตาม ผมจ่ายเงินเองตลอด ไม่เคยไปขอกินฟรี ยกเว้นเจ้าของร้านคะยั้นคะยอจริง ๆ ผมระวังเรื่องนี้มาก เพราะผมเคยมีดราม่าครั้งใหญ่ มีคนมาเขียนด่าผม คนโต้กันไปโต้กันมาจนถึง 4,000 คอมเมนต์ เป็นเรื่องที่พวกเขาไปเจอผมในงานหนึ่งแล้วไม่เชื่อว่าผมจ่ายเงินเอง จนกระทั่งสุดท้ายต้องมาขอโทษผม เพราะผมจ่ายเองจริง ๆ 

“จากทัวร์ลงผม กลายเป็นไปลงคนพวกนั้น พอถึง 4,000 คอมเมนต์ ผมขอปิดกระทู้เอง สมัยนั้นเวลามีเรื่องโต้กัน วิธีประลองกำลังกันของพันทิปก็คือ ใครมีคนกดให้หัวใจมากกว่ากัน ถ้าเถียงกันแล้วพวกเรามีคนกดหัวใจมากกว่าเราก็ชนะ สมมติเราได้ 800 ดวง พวกนั้นได้ 200 ดวง ก็แสดงว่าเราชนะ” 

จากพันทิปก้าวสู่เฟซบุ๊กและยูทูบ ยอดผู้ติดตามพุ่งจนหยุดไม่อยู่

“ผมมาเปิดเพจเฟซบุ๊กเพราะลูกชาย” คุณพ่อเล่าจุดเริ่มต้น

 “แต่ก่อนผมคิดว่าลูกชายไม่รู้ว่าผมเล่นพันทิป เพราะลูกชายผมไปเรียนที่บอสตัน ประเทศอเมริกา แต่ตอนหลังเขามาบอกว่า ‘รู้นะ ป๊าน่ะเป็นลุงอ้วนในพันทิป’ ซึ่งผมไม่เคยบอกลูกเลยนะ ลูกชายบอกให้มาทำเพจในเฟซบุ๊ก ผมก็ยังไม่ทำ จนเขาตั้งเฟซบุ๊กให้ มีทั้งเพจส่วนตัวและเพจลุงอ้วน กินกะเที่ยว ตั้งห้องให้เรียบร้อย เขาบอกว่าป๊าลงตรงนี้เลย เราต้องมีบ้านของตัวเอง ตอนผมลงเฟซบุ๊กก็ยังพ่วงกับพันทิป ตอนนั้นคิดขึ้นเองนะ ว่าเราเอาลิงก์พันทิปมาลงในเฟซบุ๊กด้วย คนที่มาดูเฟซจะได้คลิกดูไปด้วย”

“ช่วงหนึ่งต้องเริ่มทำคลิป ผมก็ทำไม่เป็น ก็เรียนรู้จากกูเกิลนี่แหละ เรียนเอง ทำเอง ตัดเอง ใช้ของ Kinemaster ผมลงซาวนด์ก็ไม่เป็น เราไม่รู้ว่ามีลิขสิทธิ์ไหม เราอยากได้เพลงนี้ ผมก็เปิดจากมือถือ เอาผ้าคลุมมือถือแล้วอัดเสียง ทำเป็นแบกกร็าวนด์ ผมทำง่ายแบบนี้แหละตอนแรก ๆ”

ข้อดีของลุงอ้วนคือพร้อมเรียนรู้และพัฒนาทุกอย่างให้ดีขึ้นอยู่เสมอ โชคดีที่ลูกชายหาทีมงานมาช่วยดูแล ทำให้ลุงอ้วนเข้าใจวิธีทำคลิปอย่างมืออาชีพ ไม่นานนักคลิปลุงอ้วน กินกะเที่ยว ก็พัฒนาจนได้มาตรฐาน ที่เด็ดกว่าคือการพูดแนะนำร้านและถ่ายคลิป เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ 

“ผมเป็นคนพูดไม่มีสคริปต์ ถ้ามีสคริปต์ผมตกม้าตาย นกแก้วน่าจะพูดคล่องกว่าผม ผมท่องไม่ได้ แนวผมคือพูดสั้น ๆ อย่าไปวิชาการเยอะ การเขียนคอนเทนต์ ใครมาเขียนแบบผมก็คงไม่ได้ เพราะผมเขียนแบบไม่มีหลักสูตร พูดจากที่ผมเห็น ไม่ต้องบรรยายอะไรมากมาย สั้น ๆ พูดตรง ๆ ไปเลย 

“ส่วนร้านที่ผมเลือกมาลง ถ้าไม่อร่อย ผมไม่เอามาลง แต่คนเราชอบไม่เหมือนกันนะ ผมกินอะไรแล้วรู้สึกว่าประมาณ 60 – 70 เปอร์เซ็นต์ถือว่ากินได้ ก็ลงได้ ที่สำคัญต้องไปกินจริง ๆ และผมไม่เคยโทรไปนัดร้านก่อนเลยว่าผมจะไป แค่โทรถามว่าร้านเปิดไหม ผมไม่มี Fake แล้วร้านก็ไม่ต้อง Fake ไปถึงไม่เคยไปบอกว่าเชฟค่อย ๆ ทำแบบนี้นะ เดี๋ยวจะถ่ายนะ ไม่มีเลย ผมไปก็ถ่ายอย่างที่เห็น ภาพมันอาจโดดไปโดดมาบ้าง บางคนจะกินอะไร เขาจะต้องม้วนให้สวยก่อน ค่อย ๆ ง้างเข้าปาก แต่ผมไม่เลย”

อีกจุดเด่นของช่องยูทูบลุงอ้วน กินกะเที่ยว คือ ตามถ่ายถึงก้นครัวทุกร้าน 

ซึ่งส่วนใหญ่ร้านจะไม่อนุญาต แต่ลุงอ้วนทำได้!

“หลายร้านที่ผมไป เขาบอกเข้าไม่ได้ พอผมถามว่า ขอคุยด้วยได้ไหม เขาบอกไม่มีเวลา คุณมาปกติเถอะ แต่พอเห็นหน้าผม คุยกัน 2 นาที เขาชวนเลย ‘ลุงอ้วน กินข้าวด้วยกันนะ’ ก่อนหน้านี้ ไม่เอา ๆ ไม่ถ่าย ๆ พอเห็นหน้า โอเค จริง ๆ ผมไม่รู้จักเขา แต่บางร้านอาจรู้จักผม หลังจากผมลงแล้ว เขาก็รู้จักว่าผมคือใคร มันมีผลต่อร้านเขามาก เรียกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ที่ผมลง ช่วยยอดขายเขามาก ถึงกับมีคนบอกว่า ‘ลุงอ้วนลงรีวิวร้านให้ทีไร เจ้าของโคตรเหนื่อยเลย’ ผมก็ภูมิใจที่ได้ช่วยเขา” ลุงอ้วนเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ร้านที่ยังไม่ดังหรือเพิ่งเปิดได้ไม่นาน มีโอกาสได้ลงเพจลุงอ้วน กินกะเที่ยว บ้างไหม 

“ถ้าใครบอกให้ช่วยแนะนำร้านให้หน่อย ผมจะลงเพจส่วนตัวให้ แต่ถ้าผมไปชิมแล้วอร่อยจริง ผมจะลงเพจลุงอ้วน กินกะเที่ยว ให้ ลงให้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าบางร้านผมไปกิน มันไม่อร่อย ผมจะบอกเขาว่า ทำให้อร่อยได้ไหม คือผมทำไม่ได้ แต่ผมแนะนำได้ เพราะผมกินมาเยอะ” 

รับมือเกรียนคีย์บอร์ดแบบสุขุมลุ่มลึก

ตลอดหลาย 10 ปีที่รีวิวร้านอาหาร ปัจจุบันมียอดแฟนเพจกว่า 8 แสนคน ยอดผู้ติดตามช่องยูทูบกว่า 180,000 คน และยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต 1 ล้านคนคงอยู่ไม่ไกล ยอดผู้ติดตามถือเป็นกำลังใจที่ทำให้ลุงอ้วนมีความสุขในการรีวิว อย่างที่รู้กัน โลกโซเชียลใช่จะมีแต่ด้านสวยงาม ด้านมืดที่โหดร้ายนั้นก็หนักหนาพอกัน ขนาดลุงอ้วนในวัย 66 ปี ถือเป็นผู้อาวุโส ก็ยังไม่ได้รับการยกเว้นเช่นกัน

“ผมเจอมาเยอะ มีเมนต์ ‘ไอ้แก่..แ-กอย่างนี้เดี๋ยวก็ตายห่-’ ผมมองไปนิดหนึ่ง แล้วกดบล็อก ลบ แค่นี้จบ ไม่ต้องตอบคอมเมนต์ ยิ่งตอบ ยิ่งยาว เขาเมนต์อะไรที่ไม่ดี เช่น ถ่ายเห็นแต่รูจมูก ถ่ายทำห่-อะไร ผมก็เขียนตอบว่า ขอโทษนะครับ ผมถ่ายเองคนเดียวครับ ผมต้องถือกล้องมือขวา ถือตะเกียบมือซ้าย มุมกล้องทะแยงเลยเห็นรูจมูก ขอโทษนะครับ เท่านั้นเอง เขาเขียน ขอโทษนะลุง พอเราเขียนดี เขาขอโทษทันที อย่าไปด่ากับเขา ผมต้องใช้วิธีพูดความจริง บางคนก็มาเมนต์ ‘ลุง รายการอะไรก็ไม่รู้ ราคาก็ไม่เขียน’ ผมก็ตอบไปว่า ขอโทษนะครับ คุณช่วยเอานิ้วสไลด์แล้วขึ้นไปดูข้างบนสิ ผมเขียนไว้ตัวเบ้อเริ่มเลย

“วิธีรับมือกับโซเชียลของผม คือ เวลาเขาด่า ต้องนิ่ง หรือไม่ก็บล็อกและลบไปเลย วิธีสุดท้ายคือปิดเครื่องแล้วนอนสัก 3 วัน สบายใจเลย ผมเจอทุกวันนะ ถ้าเขาไม่เบา เดี๋ยวแฟนคลับจัดการกันเอง”

ในฐานะหนึ่งในผู้สูงวัยที่ประสบความสำเร็จในด้านการทำสื่อโซเชียล ลุงอ้วนมีคำแนะนำสำหรับคนสูงวัยท่านอื่นที่คิดอยากทำบ้าง แต่ยังกลัว ๆ กล้า ๆ ที่จะเริ่มต้นบ้างหรือเปล่า

“ผมแนะนำว่า ทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่เราชอบ ยกตัวอย่าง ถ้าคุณอยู่บ้านแล้วชอบปลูกต้นไม้ เริ่มต้นง่าย ๆ พอตื่นตอนเช้า ก็เอาเมล็ดต้นไม้มาเพาะ แล้วคุณก็ถ่ายภาพทุกวันเลยนะ เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่คุณถนัดก่อน หลายคนอาจคิดว่าแล้วจะลงสตอรี่อะไรทุกวัน แค่ปลูกพืชเมล็ดเดียว มันก็ยังมีเรื่องซื้อกระถางอีก คุณก็ถ่ายรูปและบรรยายลงไปสิ พออีก 2 วันต้นไม้ใกล้จะงอกก็บรรยายต่อ วันที่ 3 ออกมาแล้วหนึ่งใบ คุณก็บรรยายต่อเรื่อย ๆ จนงอกมาหนึ่งต้น แต่มีแมลงกินต้นไม้ ฉันจะทำไงเนี่ย 

“ทุกอย่างเป็นคอนเทนต์ได้หมด ขอให้ทำเป็นกิจวัตร ที่สำคัญ ต้องทำในสิ่งที่รักและสิ่งที่รู้” 

คุยกับ ลุงอ้วน-อนุสร ตันเจริญ เจ้าของเพจ ลุงอ้วน กินกะเที่ยว ถึงเรื่องราวสูงวัยหัวใจโซเชียล รีวิวธรรมดาอย่างไรให้โลกจำ

ความสำเร็จที่ได้จากความไม่คาดหวัง

คำถามที่ทุกคนอยากรู้ คือ ทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จเหมือนลุงอ้วน ที่มีทั้งผู้ติดตามมากมายและยังสร้างรายได้จากการทำสื่อด้วย

“ก่อนอื่นเลยนะ ทำแล้วอย่าหวัง ขอให้ทำเพื่อความสุข ผมทำมาไม่เคยคิด ไม่เคยหวังแม้แต่นิดเดียว ไม่มีเลย ทำด้วยความสนุก ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงตรงนี้ เพื่อน ๆ ยังบอกว่า ‘เอ็งมาดังตอนแก่’ ตอนนี้ออกจากบ้านจะมีคนทัก ‘หวัดดีลุงอ้วน ผมเป็นแฟนเพจนะ’ เดินเยาวราช ร้านอาหารกว่า 90 เปอร์เซ็นต์รู้จักผม มาขอถ่ายรูป ผมเป็นคนง่าย ๆ ขอถ่ายรูปได้ ใครเจอทักได้หมด 

“ส่วนเรื่องรายได้มันก็มี แต่อย่าเอาเป็นอาชีพ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ให้คิดแบบนี้ บางทีเด็กรุ่นน้องทำได้ 3 เดือน มาถามว่า ลุงทำอย่างไรให้ได้เงิน ผมบอก ทำแบบผมสิ ทำมา 10 ปี ปีที่ 11 เพิ่งได้เงิน คุณทำ 3 เดือนจะเอาเงินตรงไหน ผมทำมาเกือบ 20 ปี ตั้งแต่พันทิป ผมว่าอย่าไปหวัง แล้วทุกอย่างมันจะมาเอง ทำของเราให้มีความสุข ทุกวันนี้ผมคิดว่าจะทำคอนเทนต์ยังไงให้ปัง ๆ ให้คนดูเยอะ ๆ แต่ไม่ได้คำนึงถึงว่าทำอย่างไรให้ได้เงิน เพราะผมไม่ได้ทำเหมือนคนอื่นที่เขาทำเป็นอาชีพ”

ถ้าติดตามช่องยูทูบ จะเห็นลุงอ้วนกินอาหารได้อร่อยจริง ๆ ไม่มีอาหารชนิดไหนที่ไม่กล้ากิน จนผู้สูงวัยท่านอื่นอดสงสัยไม่ได้ว่ามีเคล็ดลับดูแลตัวเองอย่างไร ให้กินอาหารทุกอย่างอย่างมีความสุข

“ผมตรวจสุขภาพปีหนึ่ง 2 – 3 ครั้ง ตรวจหมดทุกโรค เป็นคนระวังสุขภาพมาก หมอจะดูว่าค่าตัวไหนสูง ผมก็ต้องระวังตัวเอง ผมถามหมอว่า ผมอยากกินหมูหัน กินเป็ดปักกิ่งได้ไหม หมอบอกกินได้ แต่อย่ากินเยอะ นาน ๆ ครั้งหนึ่ง ไม่ได้ห้าม แล้วผมกิน ผมก็รู้ลิมิตตัวเอง ถ้าใครเห็นผมในเฟซบุ๊กหรือในช่องยูทูบ เห็นสั่งมากินเยอะมาก คือผมสั่งมาเพื่อให้คุณเลือกว่าจะกินอะไร ผมน่ะกินคำเดียว ผมไม่ใช่สายกินจุ ผมอยู่สายกินอร่อย กินอย่างละคำ แล้วก็ห่อไปให้แม่บ้านกิน ให้เด็กกิน เก็บเข้าตู้เย็น”

แม้ลุงอ้วนทำสื่อโซเชียลมายาวนานมาก บางคนอาจจะเบื่อ บางคนอยากจะหยุด แต่สำหรับผู้ชายวัย 66 คนนี้ ความรักในสื่อโซเชียลกลับไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่วันเดียว

“มันเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้ว อยู่ในชีวิต เลิกไม่ได้ หลายคนถามว่า ลุงเมื่อไรจะเลิก อายุเยอะ เหนื่อยนะ ผมถามคุณกลับไป คุณปลดเกษียณ คุณมีตังค์ คุณตื่นขึ้นมาคุณจะทำอะไร 

“คุณก็ต้องไปข้างนอก ไปเที่ยว จริงไหม ผมจะทำไปเรื่อย ๆ ต่อให้นอนติดเตียงก็จะทำ”

เกษียณแสนเกษม

ลุงอ้วนคือตัวอย่างของสูงวัยหัวใจโซเชียลอย่างแท้จริง แม้จะอยู่ในวัยเกษียณ แต่ยังคงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังกายและพลังใจที่จะสร้างสรรค์คอนเทนต์ใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ติดตามอยู่เสมอ 

ความลับหนึ่งที่แฟนคลับอาจยังไม่ทราบ คือ ลุงอ้วนชอบขับรถมาก เจ้าตัวสารภาพว่าสมัยหนุ่ม ๆ เคยเป็นทั้งนักแข่งและนักซิ่งมาก่อน ดังนั้นคอนเทนต์ใหม่ที่กำลังตามมา คือการขับรถเที่ยว 

“อย่าใช้คำว่านักแข่งรถเลย ให้ใช้คำว่า ‘วัยรุ่นชอบซิ่ง’ จะดีกว่า เป็นความชอบส่วนตัว ผมลงสนามบ้าง สมัยก่อนรถมันน้อย เกือบ 45 ปีแล้วนะ ผมนี่ใช้รถเก๋ง ล้อใหญ่เลย เรียกว่าออกรถล้อไม่ฟรีไม่ได้ แล้วก็มาอยู่วงการแข่ง แข่งสั้นแข่งยาว ลงสนามด้วย แต่ไม่ได้เป็นอาชีพ ที่ผมชอบจริง ๆ คือ การเดินทาง

“ผมเลยทำแคมเปอร์แวนมาคันหนึ่ง คลิปที่แนะนำมีคนดูเป็นล้านวิว คนอายุรุ่นเราหรือรุ่นลูก พอเห็นก็อยากให้พ่อทำบ้าง ทุกคนจะมาบอก ‘ลุง อยากซื้อให้พ่อบ้าง พ่ออายุน้อยกว่าลุงอีก’ หรือบางคนมาบอกว่า ‘ลุงทำให้มีกำลังใจ’ เพราะแคมเปอร์แวนเข้าถึงกลุ่มคนมากขึ้น ผมเอารถมือสองมาทำ ใช้งบประมาณ 6 – 7 แสนบาท ซึ่งมอเตอร์โฮมราคาประมาณ 2 – 3 ล้านบาท นั่นมันของเล่นเศรษฐี แต่แคมเปอร์แวนของผม ทำเสร็จแล้วมันกลายเป็นโอท็อปเลย ขับรถไปนอนที่ไหนก็ได้”

ใครยังไม่เคยชมคลิปนี้ แนะนำให้หาชมในช่องลุงอ้วน กินกะเที่ยว เป็นคลิปที่ให้ข้อมูลการทำรถบ้านชนิดข้อมูลครบถ้วนมาก และจากการขยายคอนเทนต์เรื่องขับรถแคมเปอร์แวนท่องเที่ยว ทำให้ลุงอ้วนได้กลุ่มผู้ติดตามกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้นมากมาย

ก่อนจบบทสนทนา เราขอวิธีปลุกพลังชีวิตของคนหลังเกษียณจากลุงอ้วนมาฝากทุกคน

“ไปเที่ยวสิ ตอนผมอยู่บ้านนะ จะขึ้นบันไดต้องโหนราว จะลงบันไดก็โอย ลุกก็โอย นั่งก็โอย แข้งขาไหล่เปลี้ยไปหมด แต่พอบอกว่าจะไปเที่ยวนะ ใส่รองเท้า เดินออกจากบ้าน ลากกระเป๋า 2 ใบ เรียกแท็กซี่ไปสนามบิน เครื่องไม่จอดงวงช้าง ต้องนั่งรถ หิ้วกระเป๋า ผมเดินไม่จับราวเลย ขึ้นเขา ลงเนิน ลงห้วย กระโดด ทำได้หมด พอวันสุดท้ายกลับบ้าน ค่อย ๆ หมดแรง รถจอดหน้าบ้านต้องเรียกเด็ก ๆ มาเอากระเป๋า

“สำหรับผมทุกวันนี้ไม่มีภาระ ไม่มีห่วง ห่วงอย่างเดียวคืออยากอยู่นาน ๆ เที่ยวนาน ๆ ชีวิตคนเราเหมือนสุภาษิตที่บอกว่า จงทำวันนี้ให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต คติของผมคือทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ตัวเองมีความสุข อย่าไปให้คนอื่นเดือดร้อน อย่าให้คนอื่นเสียหาย สมัยก่อนนะ ผมเห็นคนแก่ชอบสะพายกระเป๋า สวมหมวกใบหนึ่ง ขึ้นรถเมล์ ไปเที่ยว ผมเคยมอง ๆ จนทุกวันนี้ผมเริ่มสะพายกระเป๋าแล้วเว้ย ในกระเป๋ามีพาวเวอร์แบงก์ มีมือถือ โชคดีเรามีรถขับ เราก็ขับรถไป กินอะไรไปเรื่อย ๆ

“ผมสอนคนแก่หลาย ๆ คน ให้กดโลเคชันในไลน์ส่งให้ลูก ๆ มันง่ายมาก ลูกจะได้รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน ผมในวันนี้ไม่ต้องทำงาน อยากนอนก็นอน อยากกินก็กิน แต่ข้อสำคัญต้องมีปัจจัยให้พร้อม ไม่ใช่วันนี้ไม่มีจะกินแล้วก็จะนอน ไม่มีจะกินแล้วก็จะเที่ยว ลูกเราอาจซัพพอร์ตได้ ถ้าซัพพอร์ตไม่ได้ อย่าไปเรียกร้องว่า เฮ้ย จะเอาแบบลุงอ้วน ลุงอ้วนบอกให้ไปเที่ยว ก็ไม่ใช่ ต้องบาลลานซ์สมดุลทั้งพ่อแม่ลูก”

อายุไม่ใช่อุปสรรค เทคโนโลยีไม่ใช่กำแพงกั้น แต่คือบันไดที่จะพาคนทุกเพศทุกวัยก้าวไปสู่การใช้ชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ลุงอ้วน-อนุสร ตันเจริญ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ในโลกยุคโซเชียล คนหลังเกษียณทำอะไรก็ได้ ขอเพียงกล้าที่จะเริ่มต้นความฝันของตัวเอง 

แม้ความฝันอาจไม่เป็นจริงเสมอ.. แต่ขอให้ฝันเสมอว่าจะเป็นจริง

คุยกับ ลุงอ้วน-อนุสร ตันเจริญ เจ้าของเพจ ลุงอ้วน กินกะเที่ยว ถึงเรื่องราวสูงวัยหัวใจโซเชียล รีวิวธรรมดาอย่างไรให้โลกจำ

กดติดตามลุงอ้วนได้ที่

Facebook : ลุงอ้วน กินกะเที่ยว

YouTube : ลุงอ้วน กินกะเที่ยว

The Cloud Golden Week คือแคมเปญสนุก ๆ ที่ทีมงานก้อนเมฆขอประกาศลาพักร้อน 1 สัปดาห์ เนื่องในโอกาสฉลอง The Cloud ครบ 5 ปี เราเลยเปิดรับวัยอิสระ อายุ 50 ปีขึ้นไป ทั้งนักเขียน ช่างภาพ และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ เข้ามาประจำการแทนใน The Cloud Golden Week ขอเรียกว่าเป็นการรวมพลังวัยอิสระมา ‘เล่าเรื่อง’ ในฉบับของตนเองผ่านสื่อดิจิทัลบนก้อนเมฆ เพราะเราเชื่อว่า ‘ประสบการณ์’ ของวัยอิสระคือเรื่องราวอันมีค่า เราเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงตัวเลข ไม่ใช่ข้อจำกัดของการเรียนรู้

แคมเปญนี้เราร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจให้วัยอิสระกล้ากระโจนเข้าหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ออกมาพูดคุยกับเพื่อนวัยเดียวกัน พร้อมแบ่งปันเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยคุณค่า เพื่อเติมฟืนไฟให้กาย-ใจสดใสร่าเริง

นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมงาน The Cloud มีสมาชิกอายุรวมกันมากกว่า 1,300 ปี!

Writer

กันทิมา ว่องเวียงจันทร์

อาชีพหลักคือนักเขียน อาชีพที่รักคือนักเลี้ยงแมว ทำงานสิ่งพิมพ์มาจนครบทุกประเภท ปัจจุบันอายุขึ้นเลข 5 แต่ชีวิตยังคงเริงร่าราวโลกนี้ไม่มีคำว่า ‘แก่’

Photographer

ฤทธิไกร ตุลวรรธนะ

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้สนใจสารพัดช่าง

Page Maker

คุยกับเหล่านักทำเพจน่าสนใจในโลกออนไลน์

27 มิถุนายน 2565
407

สุนัขเผลอกินกระดูกทำอย่างไร วัคซีนแมวควรฉีดตอนไหน มีอะไรบ้าง เชื่อว่าบรรดาทาสคงเคยเสิร์ชหาข้อมูลเหล่านี้บนอินเทอร์เน็ตเพื่อคลายสงสัย

แต่นกลูกป้อนควรกินอาหารที่อุณหภูมิเท่าไหร่ ซังข้าวโพดเหมาะสำหรับการเลี้ยงเม่นแคระหรือไม่ ให้หนูแกสบี้กินแต่ผักสดได้ไหม

ในอดีต ค้นหาคำถามเหล่านี้ไป ก็อาจได้คำตอบจากแอดมินกลุ่มหรือเจ้าของฟาร์ม มากกว่าหมอผู้เชี่ยวชาญสัตว์พิเศษ เพราะจำนวนหมอมีน้อยกว่าความต้องการ และใช่ว่าหมอทุกคนจะมีช่องทางการสื่อสารเป็นของตนเอง

นสพ.กฤตชัย ฉัตรเจริญสุข หรือ หมอหมู เจ้าของเพจ ‘Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด บอกกับเราว่า เขาเริ่มต้นแบบคนไม่มีความรู้เรื่องการทำเพจ หวังเพียงเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องให้กับคนเลี้ยงสัตว์พิเศษเท่านั้น ในฐานะคนรักสัตว์เหมือนกันที่คลุกคลีกับความแปลกมาตั้งแต่แมลง ปูนา ยันกิ้งก่าทะเลทราย

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

aka หมอสัตว์ประหลาด

“หมอทำคอนเทนต์ไม่เป็นหรอก ไม่มีเวลาทำโปสเตอร์ ไม่มีคนช่วยทำด้วย เราทำง่าย ๆ ไลฟ์สด คุยกันเหมือนเพื่อน อาการนกเป็นแบบนี้คืออะไร ให้ความรู้ที่คนเข้าใจผิดแล้วทำให้คุณภาพชีวิตสัตว์แย่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมต้องมีเพจหมอสัตว์ประหลาด”

ท่ามกลางยุคสมัยที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดทั้งจริงและเท็จ หมอหมูเสนอแนะว่า การที่คุณหมอหรือโรงพยาบาลสัตว์ที่มีความชำนาญออกมาให้ความรู้ ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อตัวคนเลี้ยง เพราะคุณภาพชีวิตสัตว์จะดีขึ้นแน่นอน

แรกเริ่ม หมอหมูให้ความรู้เรื่องนกเพียงอย่างเดียว เพราะความชอบส่วนตัว ต่อมาเริ่มมีเรื่องราวของสัตว์พิเศษชนิดอื่น จากการตระเวนรักษาแบบพาร์ตไทม์ตามโรงพยาบาลสัตว์ต่าง ๆ จนก้าวใหม่ของชีวิตนำพาให้หมอหมูเปิด ‘โรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนีย’ ย่านมีนบุรีเป็นของตัวเอง ภาระงานที่หนักขึ้นจึงทำให้มีเวลาไลฟ์สดน้อยลงตามไปด้วย

สำหรับหมอ การไลฟ์สดไม่ใช่แค่นั่งเล่าเรื่องให้ฟัง แต่ต้องมีเวลาทำการบ้าน เตรียมข้อมูลอย่างดี มีการพิสูจน์หลักฐาน เพราะเป็นการถาม-ตอบโดยทันทีกับคนเลี้ยงที่ร้อนใจ และหมอเองก็ทราบว่า คำแนะนำจากปากหมอแต่ละครั้ง อาจกระเทือนถึงคนอื่นบ้างไม่มากก็น้อย เช่น อันตรายที่เกิดจากอาหารบางยี่ห้อ อาจส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ

แต่อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องราวในเพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด จะเต็มไปด้วยศัพท์วิชาการ ปัญหาการผ่าตัด หรือรูปสัตว์ที่ไม่น่าดู หมอหมูเองก็ไม่อยากลงรูปที่เครียดเกินไป ตลอดการเดินทางร่วม 2 ปีของเพจนี้ เขาจึงลงรูปน่ารักขำขันของเด็ก ๆ ให้ได้ยิ้มประจำวันมากกว่า 

แม้ยอดไลก์หลักหมื่นจะดูน้อยในสายตาใครหลายคน แต่หมอหมูก็คร่ำหวอดในวงการสัตว์ชนิดพิเศษ จนผู้คนรู้จักเขาในนาม ‘หมอสัตว์ประหลาด’ มากกว่าชื่อจริงของเขาเสียอีก

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ส่วนที่มาที่ไปของ aka หมอสัตว์ประหลาด เป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องถามให้หายข้องใจ หมอหมูเล่าให้ฟังว่า เขาไม่ใช่คนตั้งชื่อ

“เราเลี้ยงสัตว์เยอะมากตั้งแต่เด็ก ที่บ้านคือสารพัดสัตว์ เพื่อนที่รู้จักกันมานานชอบบอกว่าเราเอาสัตว์ประหลาดมาเลี้ยงอีกแล้ว ทั้งตั๊กแตน จิ้งหรีด กบ ปู ปลากัด กระรอก ฯลฯ งั้นก็ชื่อหมอสัตว์ประหลาดไปเลย มันสะท้อนภาพตัวเราออกมาได้ชัดที่สุดว่า ไอ้คนนี้มันชอบเลี้ยงสัตว์หลาย ๆ อย่าง”

สมัยนั้น หมอหมูเลี้ยงสัตว์โดยไม่มีข้อมูลอะไรเลย แม้แต่ข้อมูลของสุนัขและแมวก็ยังหาแทบไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์เอ็กโซติกอื่น ๆ พอโตขึ้นมาหน่อย ข้อมูลของเพื่อน 4 ขาก็มีเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป แต่ข้อมูลของสัตว์พิเศษ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์น้ำ สัตว์ปีก หรือแมลง ยังคงหายาก

ถ้ากำลังคิดว่า อ๋อ เพราะเหตุนี้ที่ทำให้หมอหมูตัดสินใจเรียนสัตวแพทย์โดยทันทีล่ะก็ ผิดถนัด

เขาคว้าปริญญาใบแรกจากการเรียนเศรษฐศาสตร์ แล้วต่อโท MBA บริหารธุรกิจเป็นปริญญาใบที่สอง ประกอบอาชีพเพาะฟาร์มสัตว์เลี้ยงอีกนานนับสิบปี ก่อนค้นพบว่าเพื่อนร่วมทางที่อยู่กับเขามาตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่แตกและไม่เคยห่างหายไปไหน คือสัตว์ตัวน้อยใหญ่

นั่นคือตอนที่เขากลับไปเป็นนักศึกษาอีกครั้งในวัย 28 ปี

เปิดเทอม

‘จุดเปลี่ยนชีวิต’ คือ วันที่แมวของเขาล้มป่วยเป็นโรคช่องท้องอักเสบ หมอบอกว่าคงอยู่ได้ไม่ถึง 1 สัปดาห์ เขาทำทุกวิถีทาง ศึกษาข้อมูล สั่งยาราคาแพงจากต่างประเทศ จนยื้อชีวิตน้องแมวได้นานถึง 2 เดือน แต่กฤตชัยกลับคิดว่า หากมีความรู้มากกว่านี้ ทำเต็มที่มากกว่านี้ เหตุการณ์อาจไม่ลงเอยแบบนี้ก็เป็นได้

“จากบรีดเดอร์ เรากลับไปเรียนปริญญาตรีสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 ปี ในขณะที่น้อง ๆ คนอื่นอายุ 18 ระยะเวลาเรียน 6 ปีเท่ากัน

“เราจอดรถอยู่หน้าอาคารเรียนตั้งแต่เที่ยงยัน 4 โมงเย็น เห็นเด็ก ๆ ใส่ชุดนักเรียนไปรายงานตัว คิดเลยว่าถ้าจะต้องอยู่กับน้อง ๆ พวกนี้อีก 6 ปี เราคิดถูกไหม ใครก็บอกว่าเราบ้า แล้วจะเอาเวลาที่ไหน เพราะมันต้องเรียนฟูลไทม์ เช้าจนเย็น ต้องไปฝึกงานตามศูนย์ต่าง ๆ ฟาร์มก็ยังทำอยู่ แต่เป้าหมายของเราคือเป็นหมอที่รักษาสัตว์ชนิดพิเศษ มันชัดเจนมาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวขาเข้าไปเรียน”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี
เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะเป็นหมอหมูได้อย่างทุกวันนี้ จากการเริ่มต้นช้ากว่าใคร ต้องพยายาม ขวนขวาย เสียสละมากขึ้นเพื่อให้เป็นดังใจหวัง การเรียนการสอนสัตวแพทย์ในไทยก็มุ่งเน้นไปที่สัตว์ 2 ประเภทคือ หนึ่ง ปศุสัตว์ เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย สุกร ไก่ สอง คือ สัตว์เล็กที่ได้รับความนิยมอย่างสุนัขและแมว เท่ากับว่าใครสนใจสัตว์พิเศษ ก็ต้องไปศึกษาต่อหรือหาประสบการณ์จากการทำงานเพิ่มเติมอีกหลายปี

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้หมอหมูไม่เหนื่อยยากเกินไป คือความหลงใหลสัตว์เอ็กโซติกที่สอนกันไม่ได้

“การจะเป็นหมอรักษาสัตว์ชนิดหนึ่งได้ดีและรู้จริง ต้องมีความชอบเป็นพื้นฐาน จะเอาแค่ความคิดว่า หมอนกมีน้อยเลยอยากเป็น มันไม่เพียงพอ มันขาดความอิน

“เพราะความอินจะทำให้เราศึกษาค้นคว้าตั้งแต่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ ช่วยให้คนที่เป็นหมอมีความอยากรู้ มีความพยายาม บางทีแค่ได้ยินเสียงนกในโรงพยาบาล เราอยู่ในห้องตรวจ ก็บอกได้เลยว่าเป็นนกชนิดอะไร ใครเอาซันคอนัวร์ กรีนชีค นกอเมซอน แอฟริกันเกรย์ มารักษา มันเป็นความรู้สึกที่เราอธิบายไม่ได้ 

“บางคนคิดว่าเราบ้าหรือประหลาด แต่มันเป็นความหลงใหลของเรา แค่ได้ยินเสียงก็บอกได้แล้ว ซึ่งคนที่ชำนาญกว่านี้ เขาบอกได้ด้วยซ้ำว่าเป็นนกเพาะพันธุ์หรือนกป่า”

เริ่มเรียนหมอตอนอายุ 28 สู่เพจ Dr.monsters หมอสัตว์ประหลาด ผู้อาสาทำปากใหม่ให้นกฟรี

หลังผ่านความยากลำบากมามาก เราถามหมอหมูว่า จำครั้งแรกที่สวมเสื้อกาวน์สีขาวในฐานะสัตวแพทย์ได้ไหม คาดหวังคำตอบว่าคนที่ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อให้ได้มาคงต้องประทับใจไม่รู้ลืม แต่หมอหมูตอบตรงกันข้าม

เขาไม่ได้มองว่าความเป็นหมอขึ้นอยู่กับเสื้อกาวน์หรือเครื่องแบบอื่นใด วันที่มีความหมายกับชีวิตกลับเป็นวันแรก ๆ ที่เริ่มงาน คนไข้ของเขาคือแมวตัวหนึ่งกับคุณป้าที่ร้องไห้ฟูมฟาย เพราะกลัวว่าก้อนเนื้อที่นมแมวจะเป็นมะเร็งร้าย

“พอหมอตรวจ สรุปว่าน้องเป็นเต้านมอักเสบ เราบอกให้คุณป้าใจเย็น ๆ ฉีดยาให้น้อง เอายาไปกิน 1 สัปดาห์ต่อมา คุณป้าเข้ามากอดเราและร้องไห้ที่น้องหายแล้ว ซึ่งสิ่งที่เราทำไม่มีอะไรซับซ้อนเลย ก็แค่เต้านมอักเสบ แต่คุณค่าในเรื่องของจิตใจมันมหาศาลมาก เรารู้สึกมีค่าที่ทำให้สัตว์และเจ้าของได้พ้นทุกข์ ยิ่งอยากเป็นหมอที่ดี”

คืนปากให้หนูหน่อย

ยอมรับว่าตกใจในตอนแรกที่ทราบว่าหมอหมูทำงานได้เพียง 5 ปี แต่ความอินจากแววตาและเรื่องราวความพยายามอย่างหนัก ทำให้หมอหมูเป็นชื่อแรก ๆ ที่คนเลี้ยงนกมักนึกถึงเมื่อนกมีอาการเจ็บป่วย โดยเฉพาะกับปากนก

ขออธิบายคร่าว ๆ ถึงตัวโครงการที่พาให้เราได้รู้จักกับหมอสัตว์ประหลาดอย่าง ‘#คืนปากให้หนูหน่อย’ สำหรับคนที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์หรือไม่รู้ว่าจะงอยปากของนกสำคัญอย่างไร

นกใช้ปากเหมือนที่เราใช้มือ ใช้หยิบจับอาหาร สัมผัส ปีนป่าย ถ้านกไม่มีปาก ก็เหมือนอยู่โดยปราศจากมือ เจ้าของต้องคอยป้อนอาหารเหลวให้กินไปตลอดชีวิต ตัวนกเองก็ทรมาน เจ้าของก็มีภาระให้ต้องเหนื่อยเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในการทำปากนกสูงมาก คล้ายกับการทำรากฟันเทียมในคน หมอหมูจึงสร้างโครงการนี้ขึ้นมาเพื่อคืนปากให้นกโดยไม่คิดเงินสักบาท ไม่รับบริจาคหรือตั้งกองทุน เลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในแบบทันตกรรมของคนทั้งหมด เคสหนึ่งใช้เวลาพักฟื้นอยู่ที่อเมโซเนียนาน 7 – 10 วัน เหมือนแอดมิทอยู่โรงพยาบาลก็ว่าได้ เพื่อให้นกทุกตัวที่ปากมีปัญหา ได้กลับไปใช้ชีวิตปกติสุขอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต
เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

“เมื่อก่อนไม่คิดว่าจะมีเยอะ คิดว่ามีนิดเดียว แต่กลายเป็นว่าเคสเยอะมาก ต่อคิวกันยาว 6 เดือน คนที่พานกมาทำปาก เขาร้องไห้ เสียใจมาก พอวันที่เขาได้น้องกลับ ก็ร้องไห้อีก เพราะดีใจมาก

“เคสกลับไปแล้ว เรายังนั่งยิ้มอยู่คนเดียว ดูคลิปจากแม่ ๆ ว่าเด็ก ๆ ใช้ชีวิตยังไง เปลี่ยนไปแค่ไหน หมอได้คำอวยพร ได้กำลังใจเยอะมาก เวลาเราทำงานเหนื่อย พอเจอความรู้สึกแบบนี้มันหายเหนื่อยนะ งานเรามีค่ามากกว่าเงินที่ได้เสียอีก เหมือนเป็นพลังให้เราได้ช่วยต่อไปเรื่อย ๆ

“มีคนพูดเยอะแยะมากว่า ทำฟรีต้องใช้ของไม่ดีชัวร์เลย บอกเลยว่าไม่ใช่สำหรับหมอ เพราะเราอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ให้อะไรกลับคืนสู่สังคม”

หมอหมูเล่าว่า มีเจ้าของเดินทางมาไกลจากทั่วทุกภาคในประเทศ ขับรถมาจากเชียงใหม่ อุบลราชธานี หรือกระบี่ก็มี เจอเคสยาก ๆ จนนั่งคุยกับทีมว่าจะทำได้ไหมก็บ่อยครั้ง แต่ต้องลองดูสักตั้ง แก้โจทย์ปัญหาที่ว่ายากให้ทำได้ขึ้นมา สมกับความตั้งใจของพ่อแม่ที่อยากให้นกน้อยกลับไปหายดี สถิติตั้งแต่ทำมาจึงยังไม่มีเคสไหนที่ไม่ฟื้น

แต่ปัญหาหนึ่งที่พบเจอบ่อย คือ เจ้าของจะไม่กล้าเล่ารายละเอียดให้ฟังทุกอย่างเพราะกลัวหมอดุ ในมุมหมอคือยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อการรักษา การสร้างบรรยากาศที่ดีและพูดคุยตามประสาคนเลี้ยงสัตว์เหมือนกัน จึงเป็นทางออกของเรื่องนี้ที่หมอหมูใช้เป็นประจำ

ความใส่ใจของหมอสัตว์ประหลาดนี้เอง ทำให้เขาเป็นหมอที่ใช้เวลาตรวจนานและอธิบายยาวมาก หมอแต่ละคนมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไปก็จริง บางคนพูดเยอะ บางคนไม่ชอบพูด แต่หมอหมูเลือกที่จะให้ความรู้โดยไม่กั๊ก เพื่อให้เจ้าของกลับไปดูแลเด็ก ๆ ที่บ้านได้อย่างถูกวิธี

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

เรื่องไม่หมู

ก่อนที่หมอทุกคนจะรักษาสัตว์พิเศษ จะต้องรักษาสุนัขและแมวได้เป็นพื้นฐาน หัตถการบางอย่างของพวกมันใหญ่กว่าสัตว์เล็กจนคาดเดาไม่ได้ เช่น การแทงเส้นขนาดเล็กเท่าเส้นผมเพื่อเจาะเลือดนก ต้องใช้กล้องหรือแว่นขยายในการทำงาน ไม่มีโอกาสพลาดแม้แต่ครั้งเดียว พื้นที่การทำงานก็ค่อนข้างเล็ก ต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและสมาธิเป็นอย่างมาก วัสดุอุปกรณ์ก็ไม่เอื้ออำนวยทั้งหมด เพราะส่วนมากถูกออกแบบมาให้สุนัขและแมว

หมอจึงต้องรับบทเป็นนักประดิษฐ์ในหลาย ๆ เคส อย่างเต่าเดินไม่ได้ ก็ต้อง DIY ล้อให้สไลด์ไปแทน หรือปลาที่ตัวจม ไม่ลอยน้ำ ก็ต้องทำห่วงยางติดเอาไว้ที่หลัง แม้กระทั่งการประยุกต์ใช้ผ้าปิดปากที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน ทำเป็นเปลช่วยพยุงให้กับนกที่กำลังเข้าเฝือก พอมีเพจเป็นช่องทางในการสื่อสาร พ่อ ๆ แม่ ๆ ก็ทำตามได้สบาย

แต่การเป็นหมอย่อมไม่พบแต่ความสุขสมหวังเป็นธรรมดา ไม่ได้มีแต่รอยยิ้มหรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ เราขออนุญาตถามหมอหมูต่อว่า คนที่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตอย่างเขา รับมือกับความสูญเสียระหว่างทางอย่างไร

“เมื่อก่อนเรารู้สึกแย่มาก คนในสายงานนี้ต้องทำใจให้ได้ แต่ไม่ใช่ไม่มีหัวใจนะ เพราะว่าทุกครั้งเราต้องรู้ตัวว่า เราไม่ใช่เทวดาที่จะช่วยได้ทุกชีวิต แต่สำหรับทุกชีวิตที่รอดได้ เขาก็ควรจะต้องรอด

“ในบางกรณีที่เรามองว่า น้องสุขภาพดีพอที่จะวางยาสลบ แต่น้องกลับไม่ฟื้นขึ้นมา แบบนี้เหมือนฟ้าผ่าเราเลย ทั้งหมอ ทั้งทีม เรารู้สึกแย่มากทุกคน แต่ต้องบอกว่ามันเหมือนเครื่องบินตก เราไม่รู้ว่าเครื่องบินจะตกเมื่อไหร่ แต่ถ้าตกก็ตก ซึ่งมันก็ไม่ได้ตกบ่อย

“แต่พอเอาเข้าจริง ถ้าเป็นสัตว์ของตัวเองที่ต้องผ่าตัด หมอก็ให้คนอื่นทำให้นะ (หัวเราะ) หมอไม่ทำเอง เรากลัวมากเวลาเป็นลูกเรา รู้สึกประหม่าและกังวล ตัดสินใจเลยว่าถ้าเป็นลูกเรา ก็ให้รุ่นน้องหรือเพื่อนช่วยผ่าให้ที”

หมอหมูมองว่า ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้ระมัดระวังมากขึ้น มีหลายครอบครัวยินยอมให้ชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง กลายเป็นองค์ความรู้ช่วยเหลือสัตว์ตัวต่อ ๆ ไปได้ทันเวลา ปัจจุบันโรงพยาบาลสัตว์อเมโซเนียเองก็มีโครงการประสานงานกับมหาวิทยาลัย นำร่างน้องที่เสียชีวิตไปเป็นอาจารย์ใหญ่ให้นักศึกษาสัตวแพทย์ได้ใช้เรียน

“คนที่จะมาเป็นหมอรักษาสัตว์ ต้องมีจิตใจที่เมตตาก่อน ต้องมีความรู้สึกอยากช่วยเป็นที่ตั้ง เราก็มีคิดเรื่องเงินนะ แต่จุดยืนของเราคืออะไร เราอยากทำเพื่อธุรกิจ หรือคิดว่าเราอยากอุทิศตัว ช่วยทั้งเจ้าของและตัวสัตว์ มันเป็นคนละแบบ

“อาชีพเราไม่ได้เงินเยอะ ถ้าอยากได้ มีอีกหลายอาชีพที่ง่ายกว่า สบายกว่า อยากให้เข้ามาเป็นหมอเพื่อช่วยสัตว์จริง ๆ”

ก่อนจากกัน เราชวนให้หมอสัตว์ประหลาดผู้อุทิศตนทิ้งท้ายสั้น ๆ ว่า อะไรคือความพิเศษของสัตว์ชนิดพิเศษที่เขารักและหลงใหลมาทั้งชีวิต

“หมอก็ไม่รู้ใครให้คำจำกัดความคำว่า ‘เอ็กโซติก’ สำหรับหมอ มันก็ไม่ได้พิเศษกว่าสัตว์ชนิดอื่น ทุกสัตว์มีความน่ารักในตัวเองเหมือนกัน นกก็คือนก ปลาก็คือปลา กระรอกก็คือกระรอก กระต่ายก็คือกระต่าย อยากให้ใช้คำว่า ‘สัตว์เลี้ยง’ มากกว่าด้วยซ้ำ เพราะความพิเศษของพวกมัน ก็คือความธรรมดานี่แหละ”

เรื่องเล่าสัตว์แปลกของคนรักสัตว์ ผู้ผันตัวจาก ป.โท MBA มาเรียนสัตวแพทย์ตอนอายุ 28 เพื่อรักษาสัตว์ที่ผูกพันมาทั้งชีวิต

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

ปฏิพล รัชตอาภา

ช่างภาพอิสระที่สนใจอาหาร วัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย มีความฝันว่าอยากทำงานศิลปะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load