The Cloud x British Council

แขกไปใครมา ถ้าได้ยินชื่อ Chiang Mai Design Week ก็เป็นอันรู้กันว่านี่คือเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ที่รวบรวมความสร้างสรรค์ของทั้งนักออกแบบ ช่างฝีมือ ศิลปิน รวมถึงผู้ประกอบการธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เอาไว้เป็นประจำทุกปี และใน ค.ศ. 2020 งานจัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘Stay Safe Stay Alive อยู่ดีมีสุข’ และเราก็ได้โอกาสไปเยี่ยมเยือนเทศกาลสุดสร้างสรรค์นี้ด้วย

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

พอสำรวจไปสักพัก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีนิทรรศการที่ดึงดูดความสนใจและกระตุกจิตเราเอาไว้ได้ด้วยกระจกที่ตั้งอยู่ตรงทางเข้าของงาน

นิทรรศการที่น่าสนใจนี้เกิดจากการร่วมมือของ British Council และ Fashion Revolution องค์กรที่สนใจเรื่องงานคราฟต์และเมืองสร้างสรรค์ ร่วมมือกับเครือข่ายปฏิวัติวงการแฟชั่นให้เป็นเรื่องยั่งยืน ที่ต้องการบอกทุกคนว่าเสื้อผ้า ภาวะโลกร้อน สังคม และเศรษฐกิจคือเรื่องเดียวกัน 

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่
ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

เราเลยขอดึงตัว เจ-ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ ตัวแทนจาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี ตัวแทนจาก Fashion Revolution มาพูดคุยกันถึงสิ่งที่พวกเขาทำ ทั้งนิทรรศการ Homegrown และกิจกรรม Circular Design Lab: Closing the Loops ที่จัดขึ้นเพื่อสื่อสารเรื่อง Circular Design ทางออกของโลกร้อนแก้ได้ด้วยการออกแบบหมุนเวียน 

01

โลกร้อน VS แฟชั่น

ตอบรับปีแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม British Council ร่วมมือกับ Fashion Revolutionในงาน Chiang Mai Design Week เพื่อรณรงค์ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านแฟชั่น 

“British Council ทำงานด้านงานหัตถกรรมกับเครือข่ายช่างฝีมือและผู้ประกอบการมาตลอด โดยใน ค.ศ. 2021 ทางสหราชอาณาจักรและอิตาลีจะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม The 26th session of the Conference of the Parties (COP26) ซึ่งเป็นการประชุมภาคีของประเทศที่ลงนามในอนุสัญญาด้านการเปลี่ยนสภาพทางภูมิอากาศที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ เราเลยอยากสื่อสารว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำ” เจกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของงาน

ส่วนทางอุ้ง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายประจำประเทศไทย ก็เริ่มแนะนำตัวว่า Fashion Revolution เป็นเครือข่ายนักออกแบบที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศอังกฤษ ซึ่งตระหนักถึงผลกระทบของแฟชั่นที่มีต่อสิ่งแวดล้อมกับสังคม เรื่องแรงงาน รวมถึงเรื่องความเป็นธรรมในห่วงโซ่การผลิต ทำให้โครงการนี้ค่อยๆ ขยายไปเป็นกลุ่มอาสาสมัครทั่วโลก สิ่งที่กลุ่มนี้ทำคือสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ ผู้บริโภค และทุกคนที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนเรื่องแฟชั่นยั่งยืน ตัวอย่างคือกิจกรรมอย่างนิทรรศการและเวิร์กช็อปในงาน Chiang Mai Design Week 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

ความร่วมมือระหว่าง British Council และ Fashion Revolution เกิดขึ้นในระดับสากลมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรในประเทศไทยอยากมาร่วมมือกันสื่อสารกับคนไทยรุ่นใหม่ เรื่องการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ผ่าน Circular Design หรือการออกแบบหมุนเวียน

ก่อนพูดถึงการแก้ปัญหา เราควรเข้าใจปัญหาเรื่องโลกร้อนกันก่อน ว่าทำไมการออกแบบ แฟชั่น หรือแม้กระทั่งเสื้อผ้า ถึงมีผลกระทบต่อสภาพอากาศมากมายขนาดที่เราต้องหยิบยกขึ้นมา 

“ในไทยตอนนี้ เวลาเราพูดถึงโลกร้อน เราก็จะนึกถึงแต่หลอดพลาสติก ถุงพลาสติก เพราะมันง่ายและเห็นชัดเจนว่าคือขยะ แต่สิ่งที่เราทุกคนไม่ได้มองว่ามันเป็นขยะ แท้จริงมันเป็นขยะปริมาณมหาศาลบนโลกก็คือเสื้อผ้า” อุ้งเอ่ย

“จริงๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่า เราทุกคนมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศ ทั้งวิธีการที่เราแต่งตัว หรือของที่เราใช้ในแต่ละวัน ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย เมื่อวานนี้มีคนมายืนดูนิทรรศเราแล้วบอกว่า อ้าว ไม่เห็นรู้เลยว่าการซื้อกางเกงยีนส์ตัวหนึ่งใช้น้ำตั้งสามพันเจ็ดร้อยกว่าลิตรเลยเหรอ อุตสาหกรรมแฟชั่นจึงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียต่อโลกในเชิงสิ่งแวดล้อมมากที่สุด” เจกล่าวเสริม

ทั้ง British Council และ Fashion Revolution จึงพยายามสร้างความตระหนักรู้ว่า เราทุกคนควรหันกลับมามองว่าเราบริโภคเสื้อผ้าได้อย่างไรบ้าง 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

02

Circular Design 

จากสถิติ คนเราใส่เสื้อผ้าแค่ 1 ใน 4 ของบรรดาเสื้อผ้าที่เราครอบครองอยู่ ของที่เราเก็บไว้แม้ไม่สปาร์กจอยมีปริมาณมากเกินไป

อุ้งบอกความจริงอันน่าตกใจกับเราต่อไปอีกว่า “แค่ในตู้เสื้อผ้าเรา เสื้อที่เราไม่ได้ใส่ก็เยอะมากแล้ว และในองค์รวมของอุตสาหกรรมแฟชั่นเองก็มีผลต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบรวมกันทั้งโลกมากกว่าสายการบินทุกประเทศรวมกันอีกนะ เพราะเดี๋ยวนี้อุตสาหกรรมแฟชั่นมันผลิตข้ามโลกแล้ว ทำให้เราศูนย์เสียคาร์บอนเยอะมาก ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตและการขนส่งไปก็เยอะ แล้วอย่างการปลูกฝ้ายก็ใช้สารเคมีมหาศาล ไหนจะการฟอกย้อมอีกที่ทำให้เกิดน้ำเสียลงสู่ธรรมชาติอีก”

เมื่อลองคิดภาพตามแล้ว วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทำให้เกิดน้ำเสียถึง 1 ใน 5 ปริมาณน้ำเสียในโลกเลยทีเดียว แค่กางเกงยีนส์หนึ่งตัว ต้องใช้น้ำในการผลิตเท่ากับปริมาณที่คนใช้ดื่มกินถึง 3 ปี 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“สุดท้ายเป็นเรื่องของพลาสติกด้วย เพราะนอกจากฝ้ายแล้ว เส้นใยที่เป็นที่นิยมคือโพลีเอสเตอร์ใยสังเคราะห์ โดยหกสิบเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าบนโลกเป็นโพลีเอสเตอร์ ซึ่งทุกครั้งที่เราซักผ้า จะมีไมโครไฟเบอร์หรือเส้นใยพลาสติกเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ไหลจากท่อระบายน้ำลงไปสู่ทะเล และมันก็จะวนกลับมาหาเราในจานข้าว”

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องไมโครพลาสติกในปลาทูหรือในสัตว์น้ำกันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยที่หารู้ไม่ว่าส่วนหนึ่งของไมโครพลาสติกเหล่านั้นมาจากเสื้อผ้าของเราเอง

“มีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของเสื้อผ้าเก่าที่ได้รับการรีไซเคิล ที่เหลือกลายเป็นขยะหมดเลย พอมันถูกฝังกลบอยู่ที่บ่อขยะ หมักหมมไปก็เกิดแอโรบิกแบคทีเรีย (Aerobic Bacteria) ซึ่งทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน ทุกอย่างในระบบอุตสาหกรรมแฟชั่นทำให้เกิดผลกระทบต่อโลกจริงๆ” 

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมทางเข้าของนิทรรศการถึงมีกระจกตั้งไว้ เพราะทางผู้จัดงานต้องการให้เหล่าคนบนโลกอย่างเรา ลองสำรวจตัวเองดูว่าเสื้อผ้าของเราฝากอะไรไว้กับโลกบ้าง 

แล้วทางออกสำหรับปัญหาเรื่องเสื้อผ้าที่มีต่อโลกร้อนคืออะไร 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

เจตอบว่า “งานคราฟต์นี่แหละที่เป็นทางออกของปัญหา เพราะงานคราฟต์ล้วนแต่มาจากธรรมชาติ ทั้งฝ้ายหรือเส้นใยจากธรรมชาติ สีจากธรรมชาติ ใช้แล้วอยู่ในระบบได้นาน แต่หลายคนยังไม่รู้ เพราะคนรุ่นใหม่อาจยังไม่ได้เชื่อมไปถึงงานคราฟต์ ไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน จะเข้าถึงได้ยังไง หรืออาจจะยังมีภาพจำของงานคราฟต์ที่ดูเชย มันก็เลยเป็นเป้าหมายร่วมกัน ว่าเราอยากนำเสนอให้คนเมืองหรือคนรุ่นใหม่ได้รู้จักแล้วก็เข้าใจงานหัตถกรรมดีไซน์ทันสมัยมากขึ้น

“รวมถึงการนำเสนอเรื่อง Circular Design หรือการออกแบบที่เลียนแบบวงจรชีวิตของธรรมชาติ ปกติแล้วเส้นทางของเสื้อผ้ามักถูกมองเป็นเส้นตรง เริ่มต้นจากผลิต ใช้ แล้วก็ทิ้ง แต่แนวคิด Circular คือความพยายามที่พอใช้เสร็จ มันกลับเข้ามาสู่ดินหรือย่อยสลายได้มากที่สุด นำกลับมารีไซเคิลให้ได้มากที่สุด

“การคิดแบบครบวงจรมาจากแนวคิดเรื่อง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ถ้าต้องการทรัพยากรที่เพียงพอต่อความต้องการคนบนโลก เราต้องใช้โลกถึงสองใบด้วยระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นเส้นตรง แต่ Circular Design สามารถตอบโจทย์เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ แค่เราเปลี่ยนวิธีการบริโภคให้มันหมุนเวียน ก็มีส่วนช่วยในแนวทางที่ดีกับโลกได้” อุ้งกล่าวเสริม

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

03

Homegrown 

“เราตั้งชื่อนิทรรศการว่า Homegrown เพราะเรานึกถึงคำว่า Eco ซึ่งรากศัพท์มาจากคำว่า Home ที่แปลว่าบ้าน ดังนั้น เลยเลือกคำนี้มาใช้เป็นคอนเซปต์ของงานว่า ถ้าเราได้กลับมาเชื่อมโยงกับบ้าน กับชุมชน และกับธรรมชาติ อีกครั้ง ก็จะตอบโจทย์เรื่องโลกร้อนได้ ไอเดียหลักก็คือการออกแบบหมุนเวียน โดยเริ่มจากที่บ้าน ปลูกใกล้บ้าน พอย่อยสลายก็กลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง” อุ้งบอกกับเราเช่นนั้น

นิทรรศการนี้บอกเล่าตั้งแต่ผลกระทบของแฟชั่นที่มีผลต่อสภาวะโลกร้อน ทั้งปัญหาจากการบริโภค Fast Fashion รวมถึงเสนอทางแก้ไข ว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนจะช่วยให้เราไม่ฝากภาระไว้กับโลกในภายหลัง

“อุ้งได้ทุนของ British Council ไปเรียนที่อังกฤษเรื่องการออกแบบหมุนเวียนประมาณหนึ่งสัปดาห์กับเพื่อนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหกประเทศ พอเราคนเอเชียเข้าไปดู งานคราฟต์ที่เขามองว่าเป็นทางออก มันเหมือนภูมิปัญญาที่เราทำอยู่แล้วนี่ (หัวเราะ) เพราะมันเป็นสิ่งดั้งเดิมที่เราทำอยู่ มันมีความเป็นพุทธมากเลยนะ วัฏจักรของชีวิตที่ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน วันหนึ่งมันต้องย่อยสลายกลับไปสู่ดิน แล้วเป็นประโยชน์ต่อชีวิตใหม่ๆ ต่อไป แล้วตอนนี้มันกลายเป็นอนาคตของวงการออกแบบ ที่นักออกแบบทั่วโลกกำลังหันกลับมามองวิถีของงานคราฟต์กัน” 

การคิดแบบ Circular Design แตกต่างจาก Eco-design ที่เราเคยได้ยิน ตรงที่เป็นกระบวนการคิดให้ครบลูป ตั้งแต่เริ่มออกแบบจนจบ ว่าเมื่อหมดอายุขัยของสิ่งของชิ้นนี้แล้ว มันจะกลับไปเป็นอะไรได้ 

“ถ้าเกิดระบบ Circular หลายๆ ที่ในเมืองไทย ก็จะเกิดความยั่งยืนของชุมชนของแต่ละเมือง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราไม่ต้อง นำเข้าผ้า แต่ถ้าชุมชนปลูกได้เอง ช่างฝีมือและช่างเย็บตัดเย็บได้เอง ความเข้มแข็งของชุมชนจะเกิดตามมา” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

อุ้งเล่าว่า เกือบทุกแบรนด์เสื้อผ้าในนิทรรศการเป็นแบรนด์ที่ทำงานกับชุมชนจริงๆ ไม่ได้เป็นนักออกแบบที่ทำแล้วก็จบ แต่เป็นนักออกแบบที่เข้าไปทำงานกับชุมชนหรืออยู่ในชุมชนอยู่แล้ว เช่น กลุ่มไทลื้อ วานีตา ภูคราม FolkCharm เพื่อเป็นตัวอย่างว่า นี่แหละคือตัวอย่างแฟชั่นที่รักษ์โลกที่เราควรสนับสนุน

เจผู้ลงไปสัมผัสกลุ่มนักออกแบบในโครงการนี้เล่าสิ่งที่น่าสนใจของแต่ละแบรนด์ให้ฟังว่า 

FolkCharm ทำงานกับชุมชนที่ปลูกฝ้ายออร์แกนิกที่จังหวัดเลย ตั้งแต่ปลูก ทอเป็นผืน จนตัดเย็บ ซึ่งทำให้เกิด Local Impact ในแต่ละที่ที่เขาไปทำงานด้วย เราเลยอยากให้เป็นตัวอย่างสำหรับนักออกแบบรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องนี้ ส่วนกลุ่มไทลื้อ นักออกแบบที่มาทำงานกับช่างทอเขาก็อยากให้เกิดขยะน้อยที่สุดในกระบวนการผลิต ปกติเวลาเราจะตัดชุดหนึ่งชุด ถ้าวางแพตเทิร์นตามปกติแล้วมันก็จะมีขยะที่เหลือ เขาเลยออกแบบแพตเทิร์นแบบที่ชาวบ้านนำมาขายได้ ทำให้ไม่มีเศษผ้าเหลือทิ้งเลย ไปจนถึงคิดวิธีการทอให้ทำออกมาแล้วเป็นแพตเทิร์นได้เลย ตรงนี้จะเป็นนวัตกรรมเชิงความคิดต่อไป เพราะฉะนั้น งานคราฟต์ท้องถิ่น งานที่ชาวบ้านทำมันปลอดภัย ไม่มีอะไรร้ายแรงสำหรับโลกนี้”

สุดท้ายปลายทางของงานนิทรรศการ เราจะพบโต๊ะที่จะให้ผู้ร่วมงานสามารถมานั่งใช้เวลาออกแบบเสื้อผ้าให้กับตุ๊กตา หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องเด็กๆ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คืออีกก้าวของนักออกแบบรุ่นใหม่ที่ใส่ใจโลก

“อุ้งตั้งโจทย์ Design Your Future Dress ให้คนที่พอเขาชมนิทรรศการจบแล้ว ถ้าเขาอยากได้โลกแบบไหน ก็อยากให้เขาออกแบบเสื้อผ้าแบบนั้น เรามีทั้งดอกไม้ใบไม้มาให้ลองสร้างสรรค์เป็นชุดดู พอคนได้มาลองทำงานศิลปะ เขาก็จะมาคุยกัน สุดท้ายแล้วเขาก็จะเข้าใจว่าเรื่องโลกร้อนและเรื่องสังคมเป็นเรื่องเดียวกัน” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

04

Circular Design Labs 

นอกจากนิทรรศการที่คนทั่วไปอย่างเราจะเข้าถึงและเข้าใจเรื่องแฟชั่นยั่งยืนได้แล้ว ยังมีอีกหนึ่งกิจกรรม คือเวิร์กช็อปสำหรับเหล่าช่างฝีมือและนักออกแบบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่อุ้งพัฒนามาจากการไปค่ายนักออกแบบกับ British Council เมื่อค.ศ. 2018

“เป็นเวิร์กช็อปเรื่อง Circular Design นี่แหละ แต่เราจะเน้นที่การแชร์กระบวนการคิดเพื่อความยั่งยืนกันมากกว่า เป็นค่ายที่อุ้งได้องค์ความรู้ที่ได้มาจากค่าย Circular Futures Lab ที่อังกฤษ ซึ่งตอนนั้นร่วมมือกับ Ellen MacArthur Foundation เป็นองค์กรที่ทำเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนระดับโลกจริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

“เขาตั้งโจทย์ให้นักออกแบบเลยว่า ทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานได้โดยไม่ทำร้ายโลก ปกติเราจะคิดว่าถ้าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ เราก็ต้องทำร้ายโลกใช่ไหม แต่สำหรับหลักการ Circular Design มันมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ เราก็ได้เรียนรู้กระบวนการคิดว่ามีหลักการอะไรบ้างตั้งแต่ต้นจนออกมา ซึ่งจะเหมือน Design Thinking แล้วผนวกหลักการความยั่งยืนเสริมเข้าไป”

ในกลุ่มสตาร์ทอัพที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและทำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย อาจรู้สึกว่า Design Thinking เป็นคำสามัญประจำกาย แต่สำหรับนักออกแบบยั่งยืน คำคำนี้อาจต่างออกไป

“จริงๆ Design Thinking ฮิตมากนะ คือการคิดโดยให้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง คิดว่าจะทำยังไงให้ตอบสนองความต้องการได้แล้วก็จบ มันแค่ตอบโจทย์สำหรับมนุษย์ แต่ Circular Design จะชวนให้เราคิดว่าจะตอบสนองความต้องการมนุษย์ยังไงโดยไม่ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น เสื้อหนึ่งตัวมีหลายวัตถุดิบที่มาประกอบกัน มีปัญหามากเวลารีไซเคิล เพราะว่าวัสดุทั้งธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ทำ เช่น ซิป กระดุม ปนกัน แต่ปัญหานี้แก้ได้โดยการใช้ Circular Design เพราะมันคือการคิดตั้งแต่ต้นว่าทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้ให้ถอดประกอบ แยกออกจากกัน รวมถึงแยกลงถังได้ คิดตั้งแต่เริ่มเลยว่าต้องไม่มีของเสียให้มากที่สุด รวมถึงคิดวัสดุใหม่ๆ เราเลยอยากมาแชร์ใน Chiang Mai Design Week ครั้งนี้ อยากจะแลกเปลี่ยนความรู้กับนักออกแบบรุ่นใหม่ๆ ดู” 

Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก
Homegrown นิทรรศการจาก Fashion Revolution ที่รันวงการแฟชั่นใหม่ด้วยการไม่ทำร้ายโลก

05

ความร่วมมือของคนต่อแฟชั่น

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ความตระหนักรู้ที่เรามีคือขั้นแรก สิ่งที่เราควรทำในลำดับถัดไป คือการร่วมด้วยช่วยโลกผ่านเรื่องง่ายๆ อย่างแฟชั่น

 “อุ้งว่าการสนับสนุนแฟชั่นยั่งยืน คือการเลือกแบรนด์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคมในทางบวก อย่างแบรนด์ที่เรานำเสนอซึ่งช่วยสนับสนุนชุมชน เพราะนักออกแบบขายความคิดสร้างสรรค์ได้ เหมือนเราซื้องานศิลปะ มันจะเก๋และแตกต่างนะ เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อเล่าเรื่องได้ คนเดี๋ยวนี้อาจรู้สึกว่าใส่แบรนด์เนมไม่เก๋เท่าใส่งานคราฟต์อีกแล้ว” 

“ผู้บริโภคก็ค่อยๆ ลดการซื้อและใช้ซ้ำได้มากขึ้น เพราะเสื้อตัวหนึ่งมีอายุอยู่ได้ยี่สิบห้าปีขึ้นไป อย่างช่างฝีมือท้องถิ่น เขาก็ใส่เสื้อที่เขาทอเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ คนละแนวความคิดกับ Fast Fashion เลย เพราะงานคราฟต์ ยิ่งเก่ายิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งนุ่ม คุณค่าจะมากขึ้นตามเวลา มันวาบิซาบิ มันเก๋

“ประเทศอื่นๆ มองงานคราฟต์ว่าเป็นงานศิลปะที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน แต่ของไทย เรามักเข้าใจว่างานคราฟต์เป็นงานชาวบ้าน เลยชอบต่อราคากัน ซึ่งตรงนี้ทำให้เกิดการลดทอนคุณค่าของงาน ตัวช่างเองก็รู้สึกไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ผู้บริโภคสามารถกำหนดทิศทางการผลิต ให้เขามีกำลังใจในการทำ และทำให้เขามีความภาคภูมิใจในการสร้างชิ้นงานมากขึ้นด้วย” เจเอ่ยเสริม

ปฏิวัติแนวคิดเรื่องเสื้อผ้าให้กลายเป็นคำว่าหมุนเวียนมากกว่าใช้แล้วทิ้ง ผ่านมุมมอง เจ-พัชรวีร์ ตันประวัติ จาก British Council และ อุ้ง-กมลนาถ องค์วรรณดี จาก Fashion Revolution กับนิทรรศการและกิจกรรมในเทศกาลงานออกแบบแห่งเชียงใหม่

นอกจากการอุดหนุนเหล่าช่างฝีมือชุมชนแล้ว อุ้งเสนอว่า ยังมีอีกหลากหลายทางเลือกที่เราในฐานะผู้บริโภคปัจจัย 4 อย่างเสื้อผ้าทำได้ทันที

“การคิดเรื่องเสื้อผ้ายั่งยืน ไม่ใช่แค่ว่าเราต้องซื้อเสื้อผ้าจากแบรนด์ยั่งยืนเท่านั้น จริงๆ แล้วมีทางเลือกมากกว่านั้น สเต็ปที่ง่ายที่สุด คือการกลับมาดูว่าตู้เสื้อผ้าของเรามีอะไรอยู่บ้าง และคิดว่าเราจะนำมา Mix and Match ใหม่ๆ ได้ยังไง

“เสื้อผ้าที่เราไม่ได้ใส่แต่เก็บไว้มากมาย ก็เพราะเราเบื่อแล้วหรือหาวิธีแมตช์ใหม่ๆ ไม่ได้แล้วนั่นเอง สาเหตุก็คือเราซื้อเสื้อผ้าตามเทรนด์มันก็เลยจะเก่าเร็ว ถ้าเราสามารถแมตช์ลุคใหม่ๆ ได้ก็ช่วยให้เราไม่ต้องซื้อเพิ่มอีก ซึ่งสิ่งนี้ในต่างประเทศเขาเรียกกันว่า Capsule Wardrobe เหมือนเป็นชาเลนจ์ว่าในหนึ่งเดือนเราจะแต่งตัวให้ได้สามสิบวัน สามสิบลุค ด้วยเสื้อผ้าแค่สิบสองชิ้น ซึ่งเป็นไอเดียสนุกๆ ที่ผู้หญิงทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“หรือถ้าใครเราอยากได้เสื้อใหม่ ก็อาจจะไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่มาแลกกันดูไหม ซึ่งอันนี้ก็เป็นกิจกรรมที่ Fashion Revolution กำลังทำ คือเราจะชวนคนเอาเสื้อผ้าในตู้มาแลกกัน”

นอกจากการแลกเปลี่ยนเสื้อผ้า ยังมีการเช่ายืมซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ของวงการแฟชั่นที่กำลังเกิดขึ้นด้วย ส่วนเสื้อผ้าเก่าๆ ก็น่าลองซ่อมแซมและดัดแปลงก่อนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย

เอาล่ะ เมื่อได้ไอเดียดีๆ ในการเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นยั่งยืน คุณก็เข้าร่วมได้ง่ายๆ อย่ามัวรอช้าอยู่เลย มาเริ่มปฏิบัติการรันวงการแฟชั่นพร้อมการรักษาโลกใบนี้ไปพร้อมกันกันเถอะ

Writer

ฉัตรชนก ชโลธรพิเศษ

ชาวนนทบุเรี่ยน ชอบเขียน และกำลังฝึกเขียนอย่างพากเพียร มีความหวังจะได้เป็นเซียน ในเรื่องขีดๆ เขียนๆ สักวันหนึ่ง

Photographer

ชัยวัฒน์ ทาสุรินทร์

โด้เป็นช่างภาพดาวรุ่งจากสาขาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นที่รักของเพื่อนๆ และสาวๆ ถึงกับมีคนก่อตั้งเพจแฟนคลับให้เขา ชื่อว่า 'ไอ้โด้ FC'

Crafting Futures

ความสวยงามของงานคราฟต์ที่ไม่ถูกทำให้เป็นแค่กระแส

The Cloud x British Council

Carol Sinclair has run a successful ceramic design business for over 30 years. She is truly an artist but knows she can be more.

Years of experience and meeting many people from all over the world has given her extensive knowledge of the craft business, and she is passing this on to all handicraft artisans. Whether they live in Scotland, Afghanistan, or Thailand, makers and small business entrepreneurs face the same challenges.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

The board member of Applied Art Scotland have collaborated with the British Council in Thailand many times through Crafting Futures to strengthen the craft sector around the globe. Carol has presented workshops for local designers and artisans in Thailand and does not hesitate to share the lessons she has learnt and the tools she believes will lead to a successful creative path.

Do you consider yourself to be a businesswoman or an artist?

A bit of both, I think. I’ve been a business adviser for probably 18 years. I love working with other makers. I came to Thailand in 2014 and worked for the British Council in different ways, as a freelance artist or a project facilitator for different projects. After a while, I looked for different ways to work in Thailand because I enjoyed it so much. 

I recently worked with Applied Art Scotland; a charity set up more than 25 years ago. It runs projects and exhibitions in the craft business for makers to promote each other. We all want to make it easier for one another.

How can you be good at both the commercial and artistic sides of the craft business? Most local makers here know how to make beautiful things, but few know how to run a business.

Every maker I know has this problem because they have so many different jobs to do. They must have the necessary skills and take the time to learn how to make things, as well as have the ability to design and try different styles to find something that works. Then they have to be able to sell it and speak to customers, and also know about marketing. 

I think it’s the same for every small business. For craft, in particular, we need people driven by love. Highly passionate people focus on their materials and skills. But it takes time. How can a craft person find the time to do all these different jobs? It’s difficult. One has to be quite disciplined, and sometimes admit that there is not enough time.

The work I have been doing for all these years involves people needing to work out how to manage their time, how to make the business as straightforward as possible, and how to make it reflect the things they feel passionate about. It’s not about separating the creative part from the business. It’s about finding ways to be creative in marketing. It’s about making it efficient and enjoyable.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

Back when you just started your ceramic business, did society embrace craft like nowadays?

In my experience, this is the best time ever to be a craft person. There is a greater understanding of craft, but I am not familiar with the educational system in Thailand. Back in Scotland, one of the problems we have is that craft education is being lost. I studied ceramics for four years to get better and better and obtained a degree in ceramics. Now, there are no longer any degree courses in Scotland for ceramics. Students can do ceramics as part of something else, but can’t dedicate themselves to study ceramics anymore. They have to go to another part of the world. 

Although craft education is in decline, the interest in craft is growing. The demand from the public to learn about craft is bigger than it’s ever been. It provides lots of opportunities for makers to earn a living, not just from making and selling products but also from teaching. I’ve noticed that there is a much greater demand for teaching craft in Thailand too. Nothing beats being taught face-to-face.

Craft is something everybody should be able to experience. Especially when we become more digital, hand-making and hand skills are actually very important. One thing I think is really important is for school children to be taught craft. The problem in Scotland is that we have also lost craft education in primary school. Children grow up never having a chance to try craft. Crafting skills are completely transferable, so even if someone never becomes a professional craft person, the skills gained are really useful in everyday life. There are stories in Scotland about surgeons who didn’t do craft at school, being sent by the university to make jewellery, to learn how to make things by hand. If someone were to operate on me, I would like them to have very good hand skills. (laugh)

Over the years, I’ve seen many people develop a career in craft later in life. They might have another career first and then finally get the chance to do something they always wanted to do. People come to craft in many stages.

What do Scottish and Thai makes have in common?

Passion – people are very clear about what they want to do. They tend to really care about the environment as well, and often work with natural materials. They care about their communities. Many craft people run social enterprises because they not only want to benefit themselves but the community as well. Craft people are very generous and kind and like to share. They want to support one another, and I like being part of that.

Which qualities do Thai makers lack?

Thai entrepreneurs understand how to sell, but maybe sometimes they don’t tell their stories very effectively. I try to help them understand all the different parts of their stories people will be interested in. It’s not about teaching them to do things differently, but teaching them a little bit about doing it more effectively and telling their stories in a more effective way, and sometimes presenting their work.

The challenges faced by Thai makers are no different to those of Scottish makers. Sometimes it’s about not telling the world everything but trying to tell people something easy to understand which makes sense to them so they can easily connect with it.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor
“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

Can you give some examples?

When I ran my own ceramic tile business, I had at least 20 different designs. When I did a trade show, I was so desperate to show everybody everything I did – all the things I was excited about. People would come to see what I was selling and became confused. They couldn’t see what they wanted because it was too busy. So I learnt that actually it was much better to present a simpler story, full of passion and something I enjoyed, rather than try to tell customers every single thing that excited me. 

So the major issue is marketing?

Yes, marketing is storytelling. It’s also about building a relationship with customers. One piece of business advice I have learnt along the way is that it takes 12 times as much effort to create a new customer, as it does to maintain existing customers. Taking time to build relationships with customers encourages them to come back again and again in the coming years. 

How can you make people believe in your brand?

At home, movement is slow, like slow-cooked food, making things takes time and skills. The appreciation of that sometimes comes from the way stories are told. Again, I have an example of my own experience. When I had just started making ceramic tiles, I thought about the price I would pay for the materials and set the selling price. When I presented my products, people would tell me they were expensive. I thought “Oh, okay” and immediately reduced the price, even though the tiles were handmade and took a long time to produce. 

I thought the customer knew best. But eventually, when I took the time to work out how long they would take to make, how much material was involved, and all the different processes, I should actually have been charging double for my tiles.

I was very nervous when I presented my tiles again. They all said, “That’s very expensive”, customers always think that. Now I can tell them that actually, it’s not expensive, but very good value for money because this tile is hand-painted, I had to fire it many times, and also do various other things to it, and they then understood. They would say, “Okay” and buy twice as many, because they understood the value. This is an example of storytelling – it’s not just about the product, but the story of how it got there and what goes into making it. 

Things that take time need to cost more money but are very good value for money because something well-made will last a long time. It’s an investment. Marketing and storytelling all come together. All the work I do with craft people have the same theme, whether in Afghanistan, Mexico, Thailand, or Scotland. It’s about getting customers to understand what it takes to produce a beautiful item. 

Did you learn that from your own experience or somewhere else?

I have learnt a lot from my own experience. When I got the chance to become a business adviser and trainer I was keen to share my own experiences. Then I worked with all sorts of creative people; musicians, dancers, makers, etc. and realised one of our common challenges was having enough time to do things well. 

As makers, most of us prefer to sit there and create beautiful objects. It’s nice to talk to people, and lovely to feel enthusiastic in a market where people find beautiful objects. They start to learn stories and meet the people who made the products. Connecting to a customer is a fantastic feeling. But it’s such a great feeling just to sit and make things. It’s relaxing and therapeutic. So sometimes we have to push ourselves to the next level. 

How long did it take you to understand these lessons and be able to teach others?

I learnt along the way, but I have a lot more to learn. When I first came to Thailand as a business adviser, I never told people what to do, I just helped them decide for themselves what to make and ask them to set a target. Once they find the answers, it’s much easier to travel in one direction efficiently. People want to buy products that come from the heart.

Which Thai makers have you taught? 

Many of the people I taught in the craft field in 2014 have gone on to become craft superstars. It’s amazing to see them running very successful businesses and becoming curators, like PiN metal art, Thaniya, Mann Craft, and Varni. They were selected to join the craft showcase in London. I’ve been working with some of the most amazing people over the years. To see them grow and build their businesses is very satisfying.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor
“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor
“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

What did you teach them?

I can’t take full responsibility for their fame and fortune. They continue to work hard. But the training was different from what they had been used to. Rather than telling them what they must do, I asked them to do things like draw pictures of their customers and asked them to work together and decide what they wanted to do. It’s a different kind of approach which is more common now. At the time it was quite different from other training sessions. 

As confidence grew in the value of their work, they started to make decisions and push the business forward in the direction they wanted. To be successful, I think it’s very important for a person to take hold of their business. Making people think about their choices is the theme we tried to create, so we made a Digital Craft Toolkit. It’s a free web application. Anybody can use it however and whenever they want. They just need to register to use it.

What is inside the Digital Craft Toolkit?

We developed the toolkit into four sections; the first involves setting goals so people can sit back and think about what they want to do before getting caught up with all sorts of practicalities. If a person knows what they want to do, and is very clear about the goal, then it is much easier to get there. 

The second section deals with developing products. We have a great fun tool called a product randomiser. It will throw out conditions randomly like place, colour, or occasion. We want people to loosen up their way of thinking. They start to have fun with suggestions on how they might develop their products. We have tried to bring a game style into this toolkit to invigorate thinking, instead of dry business subjects. 

The third section is about people telling a story, understanding who their customers are. There is an exercise on attracting customers to help craft people identify customers, not just old ones but to go out there and find the perfect customer. Connecting to people who really understand the craft person’s passion. 

The final section is about money. Money is really important, and craft persons need to know that by selling their work, they are making enough money to obtain a profit and can continue. 

What do people think of this free online class?

So far, people really like it. We did some training last August with over a hundred people. Some of them use the toolkit as a group. Others used it individually. People may want to look at a particular thing or go through the whole thing to create a very simple business plan. It’s quite fun to use. It’s a combination of the work we’ve been doing and the experience I have had with craft makers in other countries. 

Different countries are truly interesting; sometimes it’s a different environment, sometimes different materials, sometimes different languages but the challenges are always the same. How to get people to know the value of the things they do with their hands.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

What makes this Toolkit so practical?

We used Scottish developers to help us, but came to Thailand over a year ago to film some Thai makers. We asked them about running their businesses, and we also asked Scottish makers too, so the toolkit also has a series of short films showing makers we know with very good practices. So people can get inspiration from those who have actually done it. It’s one thing talking about business in theory, but seeing it in practice is so much more useful. Makers are very generous about sharing what they have learnt with other people. When a craft person feels overwhelmed they can watch the films and feel they can be successful too. 

We wanted to make sure that the toolkit was launched here in Thailand, and next year we want to introduce the toolkit in Scotland as well. We are interested in other Crafting Futures projects as well and might develop it in India and Argentina. We want to translate the toolkit and films of the makers to have examples for every country. Wherever a person is in the world, seeing examples from other countries is inspiring, and they will realise most things are the same. Makers feel globally connected and not so isolated when seeing examples of other countries. Even though makers may not speak the same language, they communicate with their hands, so get on very well together. 

 Wanita’s members also joined your workshop. Is teaching local artisans different from teaching designers?

It was one of the most emotional training sessions I have ever given. They want to share with the world that different religions can live happily together. It is such a big message for me to take home. There were no dry eyes on the last day, we all cried. I just realised how difficult life is for them, and if I can help a bit, that’s great. 

It’s amazing to see not just the products, but how happy the makers are. They have real joy and confidence. When we first met, they didn’t even look us in the eye. They were too shy and didn’t feel valued. This morning we hugged and said hello and were really happy to see each other, and that feels fantastic. They have real pride in what they’ve achieved. Their products are absolutely beautiful. The makers are highly skilled and the products have a lovely contemporary feel. They have been making these products automatically for years, now they give them new life. There’s an energy and passion they didn’t have for a while. 

We talked to one of the basket makers. When we first met him he had a very serious face. He was quite sad, and not selling his work and making money like he used to, but now he has a whole new invigorating product range which he is proud and very excited about. He feels very good, as can be seen through his body language. He stands tall.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

The Lipao group used to make beautiful, but time-consuming, baskets that were turned into handbags for traditional ceremonies. There were fewer and fewer markets so they needed to look for a new product. They now make smaller contemporary baskets, jewellery, cufflinks, headbands and hairpieces with a high level of original skills. The bamboo group and the sedge group made a nicely shaped basket. The pandan group made a well-considered collection; a beach set in colours representing the sky, sea and the surrounding nature.

“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor
“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor
“This is the best time to be a craft person” Business advice from Carol Sinclair, ceramic artist turned business counselor

The local artisans made a selective, cohesive collection of work people can really understand and buy. It’s about making a collection, not just some random pieces, to encourage customers to buy more than one, or come back again and again. It’s a way of gaining customers.

What is the problem with the craft market in Thailand? How can Thai craft makers fix it? 

There are many beautiful crafts in Thailand, but one’s eyes can become confused. There is so much indigo everywhere. How can craft people make their products stand out? It has to come from a very authentic place where makers feel pride and passion in what they do. 

How can the makers connect their stories for customers? When talking about the beach that gave them daily inspiration, their customers will want to go to the beach and be part of it. Makers should ask themselves, “What do you do well?” and “How are you different?” People often think a unique selling point is one thing, but it’s a combination of place, heritage, identity, materials, and modern thinking as well. It’s how all those things are brought together to tell a beautiful story in craft. 

If products are very popular, soon there will be copycats. What should makers do? 

That’s a hard one. When people see something they think is successful, they want to be part of that too, but that’s hardly likely to help anyone. The only thing a copycat can do is to make the product cheaper, which doesn’t really serve them well. It’s not their story but someone else’s. We have to explain to everybody that they need their own USP. It doesn’t make sense to copy others. Makers must strive to be unique and by continuing to keep moving, they will always have something to offer.

Crafting Futures supports the future of craft around the globe. This British Council programme strengthens economic, social and cultural development through learning and access. The Crafting Futures project supports practices and people, through research, collaboration and education. For more information, Click here. And Discover Wanita’s craft works from new collection at Facebook : WANITA

Let’s try Craft Toolkit!

Writer

ภัทรียา พัวพงศกร

บรรณาธิการและนักจัดทริปแห่ง The Cloud ที่สนใจตึกเก่า งานคราฟต์ กลิ่น และละครเวทีพอๆ กับการเดินทาง

Photographer

สโรชา อินอิ่ม

Freelance photographer ชอบความอิสระ ชอบเดินทางท่องเที่ยว บันทึกความทรงจำผ่านภาพถ่าย

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load