หลายคนรู้จัก ฟาโรส ในฐานะยูทูเบอร์อารมณ์ดี เจ้าของรายการ ไกลบ้าน ที่พาเราไปท่องโลกผ่านการพบปะคนไทยในต่างแดน พร้อมตะลอนทัวร์แบบตามใจฉัน แทรกด้วยเกร็ดความรู้และมุมมองแสบๆ คันๆ ตามสไตล์ของคนที่จากบ้านมาไกล

ยังไม่นับอีกหลายรายการที่คลอดตามมา ทั้ง ช่างเชื่อม ฟังให้ ไล่มาถึงรายการล่าสุดอย่าง People You May Know

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าทุกรายการที่ฟาโรสทำ มีแก่นสำคัญคือการเอาความรู้มาย่อยให้สนุกและเข้าถึงง่าย

สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือฟาโรสมีอาชีพหลักเป็นครูสอนภาษา

หลังเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เธอค้นหาตัวเองด้วยการลองทำทุกอย่างที่ขวางหน้า ตั้งแต่การเป็นไกด์นำเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เป็นล่ามแปลภาษา ไปจนถึงการเป็นผู้ช่วยจิตรกร ก่อนจะพบว่าสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขมากที่สุด คือการสอนหนังสือ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เมื่อตกผลึกแล้วว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการคืออะไร ฟาโรสตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทสาขา Linguistics and English Language Teaching ที่ University of Leeds แล้วกลับมาทำตามความฝันที่ตั้งใจไว้

ย้อนไปในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักในฐานะยูทูเบอร์ เธอคือ ‘พี่ฟา’ แห่ง Farose Academy โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษที่ฟาโรสเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้สอน ภายใต้สโลแกนว่า “คิด เข้าใจ ไม่ท่องจำ” ซึ่งถือว่าล้ำยุคพอสมควรเมื่อ 8 ปีที่แล้ว

ในบทสนทนาต่อไปนี้ เราชวนฟาโรสย้อนไปในวันที่เริ่มหลงใหลมนต์เสน่ห์ของภาษา เรื่อยมาถึงช่วงเวลาที่ทุ่มเทชีวิตกับการสอน หลายสิ่งที่เธอเล่าล้วนสะท้อนมุมมองที่แหลมคม โดยเฉพาะประเด็นการศึกษา ขณะเดียวกันก็เปิดเปลือยให้เห็นว่าเธอกลายมาเป็น ‘ฟาโรส ไกลบ้าน’ ได้อย่างไร ผ่านความเนิร์ด ความกลัว และตัวตนลึกๆ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน 

ดิสนีย์ที่รัก

ย้อนไปตอนเด็กๆ อะไรที่ทำให้คุณหลงใหลหรือชื่นชอบในการเรียนภาษา

เมื่อก่อนเรายังไม่รู้ตัวว่าชอบภาษา รู้แค่ว่าชอบดูการ์ตูนดิสนีย์ค่ะ (หัวเราะ)

ด้วยความเป็นเด็ก เราไม่ได้สนใจหรอกว่าชอบเรียนวิชาอะไร เราสนใจแค่สิ่งที่มันสนุก มันบันเทิง เหมือนเด็กทุกคนแหละ แต่เราเพิ่งมารู้เมื่อตอนโตแล้วว่า สิ่งที่ดิสนีย์ทิ้งไว้ให้คือทักษะด้านภาษา

เวลาดูการ์ตูนดิสนีย์ เราดูทั้งสองภาษา พอถึงเวลาเรียน โดยเฉพาะช่วงมัธยม เรากลายเป็นคนแรกๆ ที่เข้าใจสิ่งที่ครูสอน ทั้งที่เราก็เรียนมาเท่าๆ กับคนอื่น เพื่อนก็งงว่าเราไปรู้มาจากไหน มองย้อนไปถึงรู้ว่า อ๋อ เพราะเราเคยมี Input มาก่อน ตั้งแต่ตอนที่ชอบดูหนังดิสนีย์ ถึงเวลาที่อาจารย์สอนปุ๊บ รูปประโยคแบบนี้ แกรมมาร์แบบนี้ เราเก็ตทันที เช่น “It looks like…” พอได้ยินประโยคขึ้นต้นแบบนี้ สมองเราจะจำว่า look ต้องมี s โดยอัตโนมัติ เพราะเคยได้ยินจากในเพลงมาแบบนี้ ตัวละครมันพูดแบบนี้ จำได้โดยที่ไม่ต้องท่อง

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

พอเรียนภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจมากกว่าคนอื่น ทำให้รู้ว่าฉันน่าจะมาทางนี้แล้วแหละ แล้วไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษอย่างเดียว เราเริ่มสนใจใคร่รู้ในภาษาอื่นๆ ด้วย ซึ่งมาจากการ์ตูนอีกแล้ว เช่น ทำไมตัวละครตัวนี้ถึงชื่อ Belle แล้วทำไมมันไม่เขียนว่า Bel หรือ Bell ทำไมต้องมีตัว e เพิ่มเข้ามา ก็ได้คำตอบว่ามันคือภาษาฝรั่งเศส ทำให้ยิ่งอยากรู้ต่อไปอีกว่าภาษาฝรั่งเศสคืออะไร พอขึ้นมอปลายเลยเลือกเรียนศิลป์-ฝรั่งเศส

นอกจากการ์ตูนดิสนีย์ที่ช่วยจุดประกาย มีปัจจัยอื่นอีกไหม

สิ่งที่จุดประกายเราคือ Entertainment ตอนเด็กเราดูดิสนีย์ พอโตขึ้นก็เริ่มสนใจฮอลลีวูด ยุคนั้นยังมีแฮนด์บิล เป็นโปสเตอร์ใบเล็กๆ ที่แจกหน้าโรงหนัง เราตามเก็บหมดเลยนะ สะสมจริงจัง ทุกวันนี้ยังเก็บไว้อยู่เลย ช่วงมอสองถึงมอสามเริ่มสนใจหนังฝรั่ง เริ่มรู้จักว่าออสการ์คืออะไร ต่อยอดสั่งสมเรื่องภาษามาเรื่อยๆ 

แล้วอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนล่ะ มีส่วนช่วยแค่ไหน

มีค่ะ ที่จำได้ดีคืออาจารย์สอนฝรั่งเศสช่วงมอปลาย อาจารย์ทุ่มกับเรามากๆ ตอนนั้นเราอยากไปฝรั่งเศสมาก ปรึกษาอาจารย์ว่าอยากไป แต่ไม่มีเงิน ทำยังไงได้บ้าง อาจารย์บอกว่ามีทุนอยู่ เป็นทุนที่รัฐบาลฝรั่งเศสให้เด็กไทยไปเที่ยวฝรั่งเศสหนึ่งเดือน ลองดูมั้ย

พอเห็นว่าเราสนใจ อาจารย์ก็หอบหนังสือมาให้หนึ่งถุงใหญ่ๆ เป็นถุงโรบินสันสีเขียวๆ ในนั้นคือแบบฝึกหัดภาษาฝรั่งเศสห้าสิบกว่าเล่ม อาจารย์บอกให้ลองเอาไปฝึกทำดู แล้วค่อยมาว่ากัน

ตอนนั้นเราเพิ่งเรียนมอสี่ สายศิลป์-ฝรั่งเศส มาแค่หนึ่งเทอม แต่ด้วยความที่อยากไปมาก เราก็ฝึกทำ ทำอยู่ประมาณสองสัปดาห์จนครบทุกเล่ม ถึงเวลาก็ไปบอกอาจารย์ว่าเสร็จแล้วค่ะ อาจารย์ไม่เชื่อ เลยให้เราลองทำข้อสอบดู ปรากฏว่าเราทำได้ ผ่าน พออาจารย์เห็นว่าเราตั้งใจจริงๆ ก็เลยสอนให้ฟรี สอนนอกเวลาช่วงปิดเทอม นั่งติวตั้งแต่เช้าถึงเย็น ติวอยู่เป็นเดือน จนถึงเวลาสอบก็ไปสอบ ปรากฏว่าได้ที่สามของประเทศ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

ก็คือได้ไปฝรั่งเศส

ไม่ได้ไป เพราะเขาให้แค่สองทุน (หัวเราะ)

ทุกวันนี้ยังเป็นโจ๊กที่เอามาแซวกันอยู่ว่าดวงมันจะไม่ได้ไป แล้วมันเหมือนเป็นปมสืบเนื่องมาว่าทำไมเราถึงไปฝรั่งเศสบ่อยที่สุด นี่คือคำตอบ มันคือการเติมเต็มความอยากในวัยเด็ก ครั้งหนึ่งตอนฉันยังไม่มีเงิน ฉันเคยพยายามแล้วแต่มันไม่ได้ พอวันหนึ่งฉันไปเองได้แล้ว ฉันไปไม่หยุดเลย เคยลองนับอยู่ว่ากี่ครั้งแล้ว แรกๆ ก็นับได้ สักพักเริ่มนับไม่ไหวแล้วค่ะ

ตอนนั้นพอรู้ผลว่าได้ที่สาม อดได้ทุน คุณรู้สึกยังไง

ความรู้สึกแรกคือสงสารอาจารย์ ไม่ได้นึกถึงตัวเองเลย สงสารอาจารย์มากๆ เพราะเขาทุ่มเทกับเรามาก เราเรียนอยู่ที่ราชบุรี ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นไม่มีคนฝรั่งเศสที่เป็น Native เลย สิ่งที่อาจารย์ทำคือขับรถพาเราไปหาอาจารย์ของอาจารย์อีกที เป็นอาจารย์ฝรั่งเศส สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เพื่อขอให้ช่วยติวให้เรา เพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เขาสอนมันไม่พอ

พอผลออกมาได้ที่สาม เรานึกถึงอาจารย์ก่อนเลย กลัวอาจารย์เสียใจ แต่เขาบอกว่าไม่เป็นไร เพราะยังไงความรู้ก็ติดตัวไปกับเรา เราติวตอนมอสี่ พอเรียนจบปีนั้นเราเก่งกว่าเพื่อนในห้องแล้ว ความรู้ฝรั่งเศสเทียบเท่ามอหกโดยปริยาย สิ่งที่เราพยายามทำหลังจากนั้นคือช่วยติวให้เพื่อน เหมือนเรานำหน้าไปก่อนแล้ว เราช่วยเขาได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้ตัวว่าชอบสอนหนังสือ 

กำเนิด Farose Academy 

คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในฐานะยูทูเบอร์จากรายการ ไกลบ้าน แต่อีกด้านหนึ่งคุณก็มีงานหลักคือการเป็นติวเตอร์ ควบคู่กับการเป็นผู้บริหาร Farose Academy อยากทราบว่าคุณเริ่มสนใจอาชีพนี้อย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่

เราเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ พอจบปุ๊บก็อยากหางานทำ ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากทำอะไร แต่ด้วยความที่ไม่รู้และความอยากรู้ ทำให้เราลองทำทุกอย่าง เป็นไกด์พาเที่ยวก็เคยลองมาแล้ว แล้วก็พบว่าไม่ชอบเท่าไหร่ จากนั้นก็เคยเป็นล่ามอยู่ช่วงหนึ่ง ชอบนะ แต่มันเป็นจ๊อบ ไม่ได้มีมาประจำ งานแปลก็เคยทำบ้าง เคยเป็นแม้กระทั่งผู้ช่วยศิลปิน ไปช่วยเขานั่งทาสี (หัวเราะ)

พอได้ลองทำหลายอย่าง แล้วทบทวนว่าตกลงเราชอบอะไรมากที่สุด พบว่าจริงๆ แล้วเราชอบการสอนหนังสือ เราชอบแววตาท่าทางของคนที่เราสอน แล้วเขาเข้าใจ ก็เลยเริ่มสอนหนังสือแบบจริงจังมากขึ้น จุดเริ่มต้นเหมือนติวเตอร์ทั่วไปเลย คือเริ่มจากหาโต๊ะนั่ง แล้วก็ติวกัน สักพักเริ่มเข้าห้องใหญ่ ไปคุยกับทางโรงเรียนที่เขามีห้องอยู่แล้ว ติวไปติวมา คนเริ่มเยอะขึ้นๆ จนขยายไปถึงห้องขนาดร้อยยี่สิบคนในช่วงเวลาไม่นาน

แล้ว Farose Academy เกิดขึ้นตอนไหน

ช่วงที่สอนไปได้สักระยะ เรามีโจทย์ในใจว่าอยากเรียนต่อปริญญาโท ตอนแรกอยากเรียนประวัติศาสตร์ อยากลงลึกในเรื่องที่เราสนใจ แต่พอเริ่มทำงานไปสักพัก รู้สึกว่าสายการสอนก็น่าสนใจ ทั้งที่ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อน ประสบการณ์จากการสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ทำให้เกิดคำถามบางอย่างขึ้นมา คือเราสัมผัสได้ว่าเด็กไทยเก่ง แต่ส่วนใหญ่มักไปไม่สุด โดยเฉพาะในสายภาษา สุดท้ายเลยเลือกเรียนต่อด้านการสอนภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ ที่ University of Leeds

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เรามีความตั้งใจตั้งแต่ก่อนไปเรียนแล้วว่า เดี๋ยวกลับมาแล้วเราจะเปิดโรงเรียนสอนเอง เพราะเราต้องการพื้นที่ที่เราสามารถดีไซน์ทุกอย่างได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พอเรียนจบกลับมา ปรากฏว่าวิธีคิดเกี่ยวกับการสอน รวมถึงการวางหลักสูตรต่างๆ มันเปลี่ยนหมดเลย

เปลี่ยนยังไง

ถ้าย้อนไปตอนเรียนจบปริญญาตรี เราซึมซับความเป็นเด็กอักษรฯ มาเยอะ คืออยากพูดทุกอย่างที่ฉันรู้ ฉันจะโชว์ว่าฉันรู้อะไร ฉันอยากให้เด็กรู้สึก ว้าว! ว่าฉันรู้สิ่งนี้ ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่เคยสัมผัสมา ก็มักชื่นชอบหรือตื่นเต้นเมื่อเจออาจารย์ที่เก่งๆ รู้นั่นรู้นี่เยอะ ฉะนั้น การสอนหลังจากช่วงที่เรียนจบปริญญาตรีมาจะเป็นการสอนแบบพ่นไฟ พูดๆๆ เล่าให้ฟังว่าอันนี้มันเป็นแบบนี้นะ เธอรู้ไหมว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น คิดว่าการสอนที่ดีคือการพยายามบอกหรือถ่ายทอดทุกอย่างที่เรารู้

แต่การไปเรียนต่อด้านนี้ ทำให้เข้าใจว่าการสอนไม่ใช่การบอกทุกอย่างที่เรารู้ และผู้สอนก็ไม่ใช่คนที่เอาความรู้มาขาย เพราะคุณไม่ได้รู้ทุกอย่าง หน้าที่คุณคือการช่วยจุดประกายให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้ แล้วตั้งคำถามกับความรู้นั้นต่างหาก

จากที่เคยเป็นสายพ่น ฉันจะโชว์ภูมิว่าฉันรู้เรื่องนี้ ก็เปลี่ยนใหม่เป็นการถามกลับ พยายามตั้งคำถามให้เขาคิด ช่วงปีแรกที่เพิ่งเปิดสอนแล้วใช้วิธีแบบนี้ มีความเหนื่อยเหมือนกัน เราจะไม่เข้าใจว่าทำไมถามแล้วเด็กไม่ตอบ ชวนคุยแล้วไม่มีใครตอบสนองเท่าไหร่ เด็กจะเคยชินกับวิธีคิดที่ว่า เขาห้องมาปุ๊บ ฟัง จด เธอพูดให้ฉันฟังสิ เธอเป็นติวเตอร์นะ จะถามอะไรเยอะแยะ เฉลยมาเลย ฉันอยากจด ผ่านไปสักพักถึงเริ่มจูนกันได้ ทำต่อเนื่องถึงปีที่สามจึงเริ่มเข้าที่

การสอนของฟาโรสต่างจากที่อื่นยังไง

สโลแกนของฟาโรสคือ “คิด เข้าใจ ไม่ท่องจำ” ทุกคอร์สของ Farose Academy ต้องเรียนแบบ In Context หรืออิงกับบริบททั้งหมด เราไม่มีการสอนให้ท่องศัพท์เป็นคำๆ เพราะเราเชื่อว่าเวลาคนรับคำศัพท์เข้ามาในหัว ถ้าเขาท่องจำเป็นคำๆ เขาอาจจำได้เป็นร้อยคำพันคำก็จริง แต่พอถึงเวลาที่ต้องเอาไปใช้ เขาจะงง ใช้ไม่เป็น เพราะไม่เห็นบริบท

ยกตัวอย่างง่ายๆ เคยไหม เวลามีคนถามว่าคำนี้แปลว่าอะไร เราตอบได้ รู้ความหมาย แต่พอให้เขียนเป็นประโยคปุ๊บ เริ่มไม่แน่ใจว่าเขียนยังไง ปัญหาคือการเรียนการสอนภาษาแบบเดิม มาจากความเชื่อที่ว่าถ้ารู้คำศัพท์เยอะๆ แล้วภาษาเราจะดี แง่หนึ่งก็ใช่ การรู้ศัพท์เยอะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าให้ดีกว่านั้น มันต้องรู้บริบทด้วย ถึงจะเอาไปสื่อสารหรือใช้งานได้จริง 

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

คอร์ส Vocaburary ที่ฟาโรสตั้งชื่อคอร์สว่า News feed วิธีคือให้เด็กอ่านข่าว เราแบ่งข่าวเป็นหมวดๆ เช่น หมวด Accident ก็ให้อ่านตั้งแต่ข่าวเจ้าหญิงไดอาน่า จนถึงข่าวผับซานติกาไฟไหม้ เพื่อที่เขาจะได้เห็นชุดคำในหมวดนี้ เช่น เสียชีวิต นำส่งโรงพยาบาล ผู้บาดเจ็บ อ่านบ่อยๆ จนเห็นว่ามันใช้ยังไง สอนแบบนี้โดยเปลี่ยนหมวดไปเรื่อยๆ เช่น Disaster, Technology, Environment เป็นต้น

วิธีแบบนี้มีประโยชน์ยังไง

ต้องเข้าใจก่อนว่าเราไม่มีทางสอนให้ทุกคนรู้คำศัพท์ทุกคำบนโลกนี้ได้ ฉะนั้น สิ่งที่เขาควรมีคือชุดเครื่องมือบางอย่างในการรับมือกับศัพท์ที่เขาไม่รู้ นั่นคือการเดา ซึ่งการจะเดาได้ หมายความว่าเขาต้องอ่านบริบทเป็น นี่คือวิธีการของฟาโรส คือให้เครื่องมือบางอย่างกับเขา เพื่อให้เขาเอาไปต่อยอดได้

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า เด็กไทยเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ประถมจนจบมัธยมรวม 12 ปี แต่ยังใช้งานหรือสื่อสารไม่ได้ คุณมองว่าปัญหาเกิดจากอะไร

ส่วนตัวคิดว่าโจทย์ของการเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียน ถ้าวัดจากช่วงเวลาที่เราเติบโตมา เป้าหมายของมันคือการสอบ ไม่ใช่การนำไปใช้ เราไม่ได้มีความรู้สึกว่าฉันเรียนภาษาอังกฤษเพื่อจะได้ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ฉันเรียนเพื่อสอบ นี่คือปัญหาสำคัญ พอเรียนเพื่อสอบ การสอนก็จะเป็นไปเพื่อให้เด็กสอบได้ ไม่ใช่สอนเพื่อให้เด็กใช้งานเป็น

ประเด็นต่อมา ถามว่าข้อสอบของเราเป็นยังไง ข้อสังเกตที่ชัดสุดคือไม่มี Speaking ไม่มีการสอบพูด พอไม่มีสอบ เด็กก็ไม่ได้ฝึก ง่ายๆ แค่นี้เลย ถ้าคุณถามว่าทำไมเด็กเรียนแล้วพูดไม่ได้ เพราะโจทย์ในข้อสอบมันไม่มีให้พูด ในขณะที่ข้อสอบระดับสากล เช่น IELTS จะมีฟัง พูด อ่าน เขียน สมมติคุณเรียนอังกฤษมาทั้งชีวิต แต่ยังพูดไม่ได้ ถึงเวลาถ้าคุณอยากสอบ IELTS ได้ คุณก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้คุณพูดได้ ถูกไหม ถ้ามองในแง่การออกข้อสอบ จะเห็นภาพแบบนี้

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

ถามต่อไปอีกว่า แล้วทำไมข้อสอบของไทยถึงทำไม่ได้ ก็เพราะการสอบ Speaking มันใช้ทรัพยากรเยอะ คนสอบเป็นแสน แล้วไม่สามารถใช้การสอบแบบ Paper-based แทนได้

ข้อต่อมา สังเกตว่าข้อสอบของเราจะเน้น Reading ค่อนข้างเยอะ ในมุมคนสอนก็ต้องคิดแล้วว่า ทำยังไงให้เด็กอ่านได้ วิธีก็คือให้ท่องศัพท์ กับท่องแกรมมาร์ ดังนั้นการสอนภาษาอังกฤษของบ้านเราจึงเน้นแค่สองอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่รับประกันว่าคุณจะพูดได้ สื่อสารได้ นี่คือภาพรวมที่เราเห็น โจทย์มันผิดตั้งแต่แรก

การฝึกทักษะภาษา คุณต้องเริ่มจากการฟังก่อน ถ้าฟังแล้วเข้าใจ คุณถึงจะพูดออกมาได้ ต่อมาคืออ่าน ถ้าคุณอ่านแล้วเข้าใจ คุณถึงจะเขียนออกมาได้ การฟังช่วยให้พูดเก่ง การอ่านช่วยให้เขียนเก่ง แต่ระบบการสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย มาถึงก็สอนเขียน สอนท่องศัพท์ สอนแกรมมาร์ กลับหัวกลับหางไปหมด

ฟาโรสไม่ใช่คน แต่คือคอมมูนิตี้ 

สังเกตว่าช่วงหลายปีมานี้ เด็กรุ่นใหม่ๆ มีความตื่นตัวมากขึ้น กล้าแสดงออกและตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัวมากขึ้น ในฐานะผู้สอนคุณพบความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างไหม

ปีนี้เป็นปีที่แปดเข้าปีที่เก้าของ Farose Academy แน่นอนว่าธรรมชาติของเด็กเปลี่ยนไป ทำให้เราเจอปัญหาเหมือนกัน 

ส่วนตัวเราเชื่อว่างานทุกงาน อาชีพทุกอาชีพ มีอายุของมัน เราเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ แล้วว่า เราคงสอนหนังสือตลอดไปไม่ได้ เพราะเคยเห็นตัวอย่างว่าอาจารย์บางคนที่เก่งมากๆ พอสอนไปนานๆ มันเริ่มมีช่องว่างบางอย่าง ไม่ใช่เขาไม่เก่ง แต่เขาอาจไม่เหมาะแล้ว ไม่ทันยุคสมัยแล้ว

ช่วงหลังมานี้ เราคุยกับตัวเองบ่อยมากว่า อาจได้เวลาที่ต้องเปลี่ยนงานใหม่แล้ว ช่วงนี้แหละคือช่วงเปลี่ยนผ่าน งานของ Farose Academy เราเริ่มถอยมาเป็นคนดูภาพรวม แล้วฝึกน้องรุ่นใหม่ๆ ให้มาทำหน้าที่สอนแทนมากขึ้น

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เหตุผลที่ถอยออกมาคืออะไร

เรายอมรับอย่างหนึ่งว่า เวลาคุยกับเด็กรุ่นใหม่ๆ เรารู้สึกว่าจูนไม่ค่อยติดแล้ว เริ่มคุยกับเขาไม่ค่อยรู้เรื่องแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องเศร้าอะไร สิ่งที่สังเกตเห็นคือเราถอดรหัสบางอย่างไม่เหมือนกับที่น้องเขาถอดแล้ว เรามีแว่นตาคนละอัน ใช้เลนส์คนละชุดกัน ดังนั้นวิธีการของเราคือเทรนคนอายุใกล้ๆ เด็กให้มาสอนแทนเรา ทดลองมาสักระยะแล้ว ปรากฏว่าผลตอบรับดี เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจไว้

อีกด้านหนึ่งคือเราเริ่มเบื่อ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นเครื่องจักร ในการสอนคอร์สสดหนึ่งรอบ เราจะรันทุกอย่างตามที่เราเซ็ตเอาไว้ เช่น ในหกชั่วโมง ต้องสอนได้ตามนี้ เปิดคอร์สมาเด็กจะงง จบคอร์สไปเด็กจะแฮปปี้ ตอนที่ทำก็มีความสุขนะ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่าฉันเหมือนนางโชว์ ถึงเวลาก็ออกมาเพอร์ฟอร์มซ้ำๆ ฉันไม่อยากปล่อยให้ตัวเองเป็นแบบนี้แล้ว ฉันเชื่อว่าในหัวฉันยังมีความสร้างสรรค์บางอย่างที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่านี้

ที่บอกว่ามีเริ่มมีช่องว่างกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ลองยกตัวอย่างให้ฟังได้ไหม

ยกตัวอย่างง่ายสุด คือเราไม่อินกับทวิตเตอร์ รู้สึกว่าไม่ใช่แนว ขณะที่เด็กทั้งห้องเล่นทวิตเตอร์กันหมด แค่นี้คุณก็ไม่ควรสอนหนังสือแล้วนะ นี่คือสิ่งที่เราบอกตัวเอง

ข้อแรกคือเราจะมี Reference ไม่เหมือนกันแล้ว วิธีสื่อสาร การตัดคำ หรือการรวบใจความให้เหลือประโยคสั้นๆ มันไม่เหมือนกันแล้ว ให้คนที่อายุไล่ๆ กัน สื่อสารแบบเดียวกัน เป็นคนสอนดีกว่า ปีที่แล้วเราสอนสดด้วยตัวเองแค่สองรอบเท่านั้น จากเมื่อก่อนที่สอนเองเกือบตลอดเวลา

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’
‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เพราะอะไรคุณถึงไม่อินกับทวิตเตอร์

โดยส่วนตัวเราไม่ได้เชื่อถือในแพลตฟอร์มนี้เท่าไหร่ รู้สึกว่าเป็นที่ที่ใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่เด็กเขาเชื่อถือ พอเขาเชื่อถือ แปลว่าอะไรก็ตามที่โผล่มาในนั้น เขามีแนวโน้มจะเชื่อว่าจริงก่อนเลย เคยพยายามฝึกเล่นอยู่พักใหญ่ ไม่ใช่ไม่เคยลอง อย่างอินสตาแกรมก็เหมือนกัน เมื่อก่อนเราก็ไม่เล่น แต่หัดเล่นเพราะอยากรู้จักน้องๆ เล่นไปเล่นมา ปรากฏว่าสนุก ชอบ แต่ทวิตเตอร์นี่ไม่รอดจริงๆ

อาจเพราะเราเคยโดนโจมตี โดนดิสเครดิตในทวิตเตอร์ เราเคยโดนเอารูปวันที่จัดงานคริสต์มาสให้เด็กๆ เป็นช็อตที่เราเอาสติกเกอร์ไปแปะใกล้ๆ บริเวณเป้ากางเกงของน้องคนหนึ่งบนเวที ช็อตนั้นเป็นช็อตที่เราเล่นกัน น้องที่อยู่ในงานวันนั้นก็รู้ ทุกคนรู้ รูปนั้นเป็นรูปที่เราลงไอจีเองด้วยซ้ำ ลงโดยที่ไม่ได้คิดอะไร ปรากฏว่าสี่ปีต่อมา มันถูกใครก็ไม่รู้ขุดมาโพสต์ในทวิตเตอร์ว่านี่คือ Sexual Harassment ซึ่งไม่ใช่การตั้งคำถามด้วย แต่คือการ Attack เลย แปะป้ายเลย เหมือนมีผู้ไม่หวังดีตั้งใจมาโจมตีเรา

ตอนแรกที่เห็นโพสต์นี้ เราคิดว่าเดี๋ยวคงมีคนมาช่วยอธิบายแหละมั้ง สามร้อยกว่าคนที่อยู่ตรงนั้น จะไม่มีใครช่วยอธิบายอะไรเลยเหรอว่านั่นคืองานเลี้ยง นั่นคือหน้าเวที นั่นคือกิจกรรมที่ทุกคนกำลังจอยกัน มันไม่มีทางกลายเป็นเรื่องอนาจารได้ ปรากฏว่าไม่มี นั่นคือจุดสำคัญที่อาจทำให้เรารู้สึกว่า ฉันคงเล่นทวิตเตอร์ต่อไม่ได้แล้ว มันคือโลกที่ทุกคนปิดหน้าแล้วพร้อมจะด่าสาดใส่กัน มีแต่พลังลบออกมา มันคือช่องทางที่เด็กรู้สึกสบายใจที่สุด แต่เรากลับรู้สึกไม่สบายใจที่สุด

พอเลิกเล่นปุ๊บ เหมือนเราตัดขาดการสื่อสารกับเด็กรุ่นนี้ซึ่งส่วนใหญ่เล่นทวิตเตอร์ไปโดยปริยาย เริ่มรู้สึกชัดขึ้นว่า เรากับเด็กอาจคุยกันคนละภาษาแล้ว

แล้วเวลาที่คุณสอนคอร์สสดกับเด็กรุ่นใหม่ๆ มีความรู้สึกแบบเดียวกันไหม

โหย ถามดีมากเลย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว ที่บอกว่าทั้งปีเราสอนสดแค่สองรอบเท่านั้น ต้นตอมันมาจากจุดนี้แหละ พอเจอเหตุการณ์ในทวิตเตอร์ปุ๊บ ถึงเวลาสอนเราก็เริ่มเกร็ง ไม่ค่อยเล่นอะไรเยอะเหมือนแต่ก่อน เด็กก็จะเงียบๆ กันทั้งห้อง จนกระทั่งสอนไปประมาณครึ่งคอร์ส เราเปิดอกคุยกันเลยว่า พี่ยอมรับเลยนะว่านี่ไม่ใช่ฟาโรสในแบบที่ควรจะเป็น สารภาพว่าเราไม่กล้าเล่นอะไรแล้ว เพราะไม่รู้ว่ามันจะทำให้ใครอึดอัดหรือไม่โอเคหรือมั้ย ถ้าเล่นแล้วมันดันไป Offend ใครคนใดคนหนึ่ง ในทางใดทางหนึ่ง เดี๋ยวคุณก็เอาไปโพสต์ในทวิตเตอร์อีก

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

หลังจากเปิดใจกัน ก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย น้องๆ ก็เข้าใจว่าทำไมเราถึงเลือกที่จะไม่ทำให้คลาสมันมีสีสันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พอจบคลาสวันนั้น น้องหลายคนก็เดินเข้ามาหาเรา บอกว่าพี่เล่นกับหนูได้นะ ไม่ต้องคิดมาก เราบอกว่าพี่ก็อยากเล่นนะ แต่พี่กลัว ร้อยคนก็ร้อยความคิด เราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วใครคิดอะไรอยู่

อีกด้านหนึ่ง พอเราขยับมาทำยูทูบมากขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น เหมือนมีหมวกอยู่สองใบ ยิ่งต้องระวัง เราไม่รู้ว่าถ้าเผลอพูดหรือทำอะไรไม่ดี มันจะนำไปสู่อะไรอีกหรือเปล่า

พอคุณเริ่มถอยออกมาจากการสอน แล้วปั้นน้องรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน มีปัญหาอะไรไหม ผลตอบรับเป็นยังไง

ช่วงแรกๆ ก็มีปัญหากับทีมงานเหมือนกัน เพราะเขาจะมองว่า พี่ไม่สอนไม่ได้นะ ชื่อนี้มันคือพี่ แต่เราไม่เชื่อแบบนั้น เราเชื่อว่าถึงเวลานี้ ชื่อนี้มันคือสถานที่ คือคอมมูนิตี้ที่แยกออกมาจากตัวเรา โจทย์ของเราจึงเป็นการหาคนรุ่นใหม่ๆ มาสอนแทน

ความโชคดีคือเราสามารถหาคนที่เก่งมากๆ มาสอนได้ เราให้โจทย์เขาไปว่า อย่าพยายามเป็นฉัน ขอให้เป็นตัวเอง เราเชื่อว่าทุกคนมีเสน่ห์ไม่เหมือนกัน แค่ยึดหลักการร่วมกันบางอย่างไว้ แค่นั้นพอ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

หลังจากผ่านช่วงหนึ่งปีแรก ตอนสรุปงานประจำปีเราบอกทุกคนเลยว่า พวกเราทำได้แล้วนะ เราเปลี่ยนฟาโรสให้ไม่ยึดกับบุคคลคนเดียวได้แล้ว ตอนนี้มันกลายเป็นคอมมูนิตี้อย่างแท้จริงแล้ว

ตัวชี้วัดที่บอกว่าสำเร็จแล้ว เปลี่ยนผ่านได้แล้ว คืออะไร

เราจะมีเซอร์เวย์ที่รวบรวมคำถามตอนที่น้องๆ สมัครเรียนเข้ามา พอครบปีก็มาไล่ดูว่ามีคำถามอะไรบ้าง เราพบว่าช่วงแรกๆ ยังมีคนถามอยู่พอสมควรว่าพี่ฟาไม่สอนแล้วเหรอคะ ทำไมถึงเป็นพี่คนนี้มาสอน แต่พอเวลาผ่านไป คำถามแบบนี้ไม่มีแล้ว แสดงว่ามันเกิดความเข้าใจใหม่แล้ว คนรับรู้แล้วว่าพี่ฟาสอนแค่ในออนไลน์เป็นหลัก

มุ่งสู่พรมแดนใหม่ 

ขยับมาเรื่องการทำยูทูบกับพอดแคสต์บ้าง รู้สึกยังไงตอนตัดสินใจว่าจะหันมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

ไม่รู้คนอื่นเป็นกันไหม เวลาเปลี่ยนงานใหม่ มันเหมือนเรากลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง เพราะมันบังคับให้ต้องเรียนรู้อะไรใหม่ๆ พาร์ทนี้คือพาร์ตที่ชอบที่สุด

เราเป็นคนที่ไม่ชอบทำอะไรแบบเดิมๆ อยู่แล้ว พอได้ลองอะไรใหม่ๆ มันตื่นเต้น เฮ้ย อันนี้คืออะไร เขาทำกันยังไง อย่างการทำยูทูบ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เราตื่นมาแล้วอยากทำเลย แต่เริ่มจากการที่เราสนใจเรื่องการตัดต่อ อยากรู้ว่าเขาทำกันยังไง ก็เลยให้น้องคนหนึ่งมาช่วยสอน แล้วเอาฟุตเทจที่เคยถ่ายเก็บไว้มาลองทำดู สุดท้ายก็กลายเป็นรายการขึ้นมาได้

ล่าสุดเราทำพอดแคสต์ ยิ่งรู้สึกว่ามีอะไรอีกเยอะที่ยังไม่รู้ ยกตัวอย่างอันหนึ่ง ตลกดี ช่วงแรกๆ เราไปอัดที่สตูดิโอของเพื่อน อัดเสร็จก็ตัดต่อนิดหน่อย แล้วเอาไปปล่อยเลย ปรากฏว่ามีคนคอมเมนต์ว่าเสียงไม่ดัง ทั้งที่เราก็เช็กแล้วว่ามันดัง ได้ยินปกติ เป็นแบบนี้อยู่สามสี่คลิป มีคนเข้ามาคอมเมนต์ว่าเสียงไม่ดังทุกคลิปเลย

พอไปเช็กว่าเป็นเพราะอะไร เราถึงรู้ว่าเวลาอัดเสร็จ ต้องส่งไฟล์ให้ Sound Engineer ทำ Master ก่อน คุณภาพถึงจะออกมาดี นี่คือเรื่องเบสิกที่เราไม่รู้จริงๆ คิดว่าอัดเสร็จปุ๊บใช้ได้เลย คนอื่นอาจมองว่าเป็นความรู้ที่เล็กน้อย แต่สำหรับเรานี่คือความรู้ที่ยิ่งใหญ่มาก (หัวเราะ)

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’
‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เวลาเจอคอมเมนต์ เช่น มีคนมาเสนอให้ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้ คุณแคร์แค่ไหน ตามใจตัวเองหรือตามใจคนดูมากกว่ากัน

เราไม่ค่อยชอบทำตามใคร เวลามีคนรีเควสต์อะไรมา เราจะเฉยๆ คอนเทนต์ส่วนใหญ่จะมาจากตัวเราเป็นหลัก ฉันคิดของฉันเอง ฉันอยากทำแบบนี้ แล้วมันก็จะแป้ก เพราะคนไม่อยากดู (หัวเราะ)

แต่จะบอกว่าไม่ฟังคนอื่นเลยก็ไม่ใช่ เรามีแนวทางของเรา ส่วนคนดูก็มีสิทธิ์เสนอสิ่งที่เขาอยากเห็น มาเจอกันคนละครึ่งทาง การหาจุดกึ่งกลางระหว่างเรากับคนดูถือเป็นความท้าทายเหมือนกัน

เป้าหมายหรือตัวชี้วัดในการทำคอนเทนต์ของคุณคืออะไร

เรามีเป้าหมายส่วนตัวที่ตั้งไว้ ถ้าย้อนไปตอนสอนหนังสือ มันเป็นความตั้งใจที่จะช่วยจุดประกายให้คนด้วยความรู้รูปแบบใหม่ๆ การทำคอนเทนต์ลงยูทูบหรือพอดแคสต์ก็เช่นกัน

สำหรับเราความรู้ไม่มีคำว่าตายตัว ความรู้ไม่ใช่สิ่งที่คนนั้นคนนี้พูดแล้วถูกเสมอ เรามักเห็นความรู้บางชุด จากคนบางคน ที่พูดปุ๊บถูกปั๊บ ซึ่งเราไม่เห็นด้วย เรารู้สึกว่าความรู้เป็นสิ่งที่ถกเถียงกันได้ ปรับเปลี่ยนลื่นไหลได้ตลอดเวลา แล้วสิ่งที่ว่ามานี้มันเคยถูกถ่ายทอดผ่านห้องเรียนที่เราสร้างขึ้นมา พอวันหนึ่งเราถอยออกมา ภารกิจเดิมยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนมาสู่การทำช่องของเรา เป็น Edutainment ที่ได้ความรู้แต่ก็ไม่เครียดจนเกินไป เบาสมองแต่ก็ไม่ตลกจนเกินไป พยายามบาลานซ์ทั้งสองด้านให้พอดี

ผลลัพธ์ที่ได้คือ เรากลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเลิกสอนหนังสือ ตรงกันข้าม เรายังคงทำงานแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนช่องทาง เปลี่ยนรูปแบบใหม่ หันมาคุยกับคนกลุ่มใหม่ๆ บ้าง

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

ถามว่าท้าทายไหม ท้าทายมาก เพราะถ้าย้อนกลับไปมองตัวเองสักแปดปีที่แล้ว เราเป็นคนที่ไม่ชอบออกสื่อเลย แต่ทุกวันนี้กลายเป็นว่าเราต้องเปิดเผยตัวเอง ต้องมีคนรู้จัก ต้องสูญเสีย Privacy บางอย่างไป จริงๆ เรามีมุมที่หวงแหน Privacy พอสมควร สังเกตว่าเราจะไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเองเท่าไหร่

แต่สิ่งที่ทำให้เราอยากทำต่อ คือฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมา เคยมีน้องคนหนึ่งส่งข้อความมาหา บอกว่าเป็นโรคซึมเศร้า ไปหาหมอ หมอแนะนำว่าให้ลองหาสิ่งที่ชอบ สิ่งที่สนใจ แล้วเผอิญได้มาดูช่องเรา ทำให้สนใจประวัติศาสตร์ ไปหาซื้อหนังสือมาอ่านตามที่เราบอก สุดท้ายมันช่วยให้เขาดีขึ้นได้

คุณเชื่อไหม มีคนส่งข้อความมาหาเรา บอกว่ารายการเราช่วยให้เขาดีขึ้นจากอาการซึมเศร้าแบบกรณีนี้ไม่ต่ำกว่าสี่ถึงห้าคน นี่คือสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่างานของเรามันมีคุณค่านี่หว่า ขนาดทำแบบกากๆ ตัดต่อโง่ๆ แต่มันมีประโยชน์สำหรับบางคน ฉะนั้น คนที่ไม่ชอบ คนที่โจมตี ไม่เป็นไร อย่างน้อยมันยังมีประโยชน์กับคนกลุ่มหนึ่ง เราจะทำต่อไป นี่คือความสุขแบบเดียวกันกับตอนเราสอนน้องๆ แล้วเห็นเขาเก่งขึ้น

คุณหาวัตถุดิบหรือไอเดียในการทำคอนเทนต์จากไหน

มาจากความเนิร์ดส่วนตัวล้วนๆ เลย ซึ่งเราไม่ได้เนิร์ดแบบนักวิชาการจ๋าๆ เรามีความเป็นลูกผสม พูดเล่นพูดจริงได้ รู้นั่นนิด รู้นี่หน่อย อาศัยว่ามีเพื่อนเก่งๆ เยอะ แล้วใช้ประโยชน์จากเพื่อนอีกที (หัวเราะ) ซึ่งทุกคนก็แฮปปี้นะ เขารู้สึกว่า Farose Channel เป็นเหมือนที่รวมพล เป็นพื้นที่ที่เขาจะได้นำเสนออะไรบางอย่าง บางคนไม่มีโอกาสได้พูดหรือออกสื่อเท่าไหร่ ทั้งที่เป็นคนเก่งมาก มีความรู้เยอะมาก ความสนุกเลยอยู่ที่ว่า ถ้าคนนี้เก่งเรื่องนี้ งั้นชวนมาทำอันนี้ดีกว่า

อย่างรายการพอดแคสต์ People You May Know ก็มาจากตอนที่นั่งกินข้าวกับเพื่อน แล้วมันชวนคุยแต่เรื่องนี้ คุยจนเรารู้สึกว่าทำไมมึงเนิร์ดจังวะ มา มาจัดรายการคุยกันเลยดีกว่า (หัวเราะ) คนไหนชอบคุยเรื่องอะไร จัดเลย ตามเรื่องที่เขาสนใจ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

มีคนชอบถามว่า ทำไมพี่ฟามีคนมาชวนคุยเยอะจังเลยคะ ไม่จบไม่สิ้นสักที นี่ก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าในชีวิตเรา มีคนที่เป็นเนิร์ดในแต่ละด้านเยอะมาก ทุกวันนี้ในลิสต์ก็ยังไม่หมด ยังเชิญมาคุยได้เรื่อยๆ

ถ้าให้นึกย้อนไป คอนเนกชันกับคนเหล่านี้มาจากไหน

อาจเพราะเราเป็นคนชอบคุย เจอใครคุยได้หมด แต่ถามว่าเจ๊าะแจ๊ะไหม ก็ไม่นะ บางมุมเหมือนจะหยิ่งด้วยซ้ำ แต่เราชอบคุย ชอบศึกษา เราสนใจในความแตกต่าง อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร ทำอะไร เรียนอะไรมา

ถามว่าทำไมถึงรู้จักคนเยอะ คิดว่าตอนเรียนก็มีส่วน เราเป็นสายกิจกรรม พอทำกิจกรรมเยอะ เราเลยไม่ได้รู้จักแค่เพื่อน แต่รู้จักไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องที่ห่างกันหลายปี อาจารย์ที่คณะอักษรฯ เคยบอกเราว่า เธอรู้ตัวไหมว่าเธอเป็นคนที่รู้จักคนในคณะกว้างที่สุดแล้ว นับตั้งแต่รุ่นแก่กว่าเธอขึ้นไป จนถึงรุ่นถัดลงไปข้างล่าง บางคนห่างกันสิบปียังรู้จักเลย

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

ห่างกันสิบปี ตอนเรียนไม่น่าจะทันกัน แล้วไปรู้จักกันทางไหน

อ๋อ เรานึกคำตอบออกแล้ว เราเป็นคนแก่แดดมาตั้งแต่เด็ก (หัวเราะ) ชอบคุยกับรุ่นพี่ อยู่มอสามแต่ชอบคุยกับมอหก พออยู่ปีหนึ่ง ก็อยากคุยกับปีสี่ พอรู้จักพี่ๆ เขาก็แนะนำคนนั้นคนนี้ต่อไปเป็นทอดๆ

สมัยนั้นยังไม่ได้คิดหรอกว่าวันหนึ่งจะได้มาทำ Farose Channel อย่างตอนไปเรียนที่อังกฤษ แล้วเราจะไปเที่ยวปารีส ก็ถามไปในกลุ่มของคณะว่ามีใครอยู่ปารีสไหมคะ รุ่นพี่ก็ช่วยกันชี้เป้า นี่ไง เจ๊คนนี้อยู่ปารีส เดี๋ยวไปรับน้องหน่อย พอไปถึงก็เจอเจ๊ป้อง (หนึ่งในตัวละครสำคัญของรายการ ไกลบ้าน) มารอรับที่ลูฟว์ เพื่อจะพาเราไปกินข้าว ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน

บ้านไม่ใช่สถานที่ แต่คือผู้คน

ในฐานะที่ทำรายการ ไกลบ้าน คุณนิยามคำว่า ‘บ้าน’ ว่ายังไง

ถ้าเอาความรู้สึกจริงๆ คำว่าบ้านสำหรับเรา ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างเลย แต่คือการได้อยู่กับผู้คนที่เข้าใจ จะเป็นที่ไหนก็ได้ ถ้าตอนนี้ก็คือที่กรุงเทพฯ เรามีเพื่อนพี่น้องที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีอะไรก็ช่วยเหลือกัน เรารู้สึกว่านี่คือบ้าน

ส่วนอนาคต ถ้ามีโอกาสได้ไปอยู่ต่างแดน เราคงต้องการเงื่อนไขข้อนี้ข้อเดียว ขอแค่มีคนที่เข้าใจแล้วอยู่ด้วยกันได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเวลาเราไปปารีสหรือไปซานฟรานซิสโก เราถึงไปอยู่นานมาก

หลักๆ คือเรื่องคน ต่อให้ที่ที่เราไปจะสวยแค่ไหน แต่ไม่มีคนที่อยู่ด้วยกันแล้วเข้ากันได้ ความสวยมันก็แค่นั้น

อย่างปารีสที่ไปบ่อย เพราะมีพี่น้องที่ถูกคอกันรักใคร่กันมา อาศัยอยู่ที่นั่นกันหลายคน ซานฟรานฯ ก็เหมือนกัน ถามว่าบ้านสำหรับเราคืออะไร บ้านคือผู้คน ผู้คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

 เวลามีคนถามว่าฟาโรสเป็นคนที่ไหน คุณจะตอบว่า…

(นิ่งคิด) ราชบุรี

เราเกิดที่หาดใหญ่ เรียนประถมที่สุไหงโกลก มัธยมย้ายไปราชบุรี พอปีหนึ่งก็ขึ้นมาอยู่กรุงเทพฯ จนถึงทุกวันนี้

แม้ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด เราจะอยู่กรุงเทพฯ นานที่สุด แต่ช่วงเวลาที่ราชบุรีคือช่วงที่เราเปลี่ยนจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องเคลียร์ตัวเองในหลายๆ เรื่อง เราเป็นใคร เราชอบอะไร ทุกอย่างมันชัดเจนที่นั่น แล้วเวลาคุยกับเพื่อนบนโต๊ะอาหาร เหตุการณ์ที่ราชบุรีจะถูกยกมาพูดถึงมากที่สุด ช่วงที่เรียน รด. ก็ราชบุรี ช่วงที่อ่านหนังสือหนักๆ เพื่อจะสอบให้ติด ก็ราชบุรี ช่วงเวลาของความล้มเหลวพ่ายแพ้ ก็ราชบุรี เพื่อนฝูงบริวารก็อยู่ราชบุรี ทุกอย่างมันรวมอยู่ที่นั่น

ถ้าจะมีอีกที่ที่เป็นบ้าน ก็คือคณะอักษรฯ ตอนสอบเข้ามา เราติดคณะนี้คนเดียว เป็นเด็กเนิร์ดๆ คนหนึ่งจากต่างจังหวัด ส่วนเพื่อนๆ ก็กระจัดกระจายกันไป ด้วยความที่เข้ามาคนเดียว แอบกลัวเหมือนกันว่าจะอยู่ไม่รอด ทำให้เราต้องพยายามผูกมิตรกับคนจำนวนมาก แล้วเพื่อนที่เราเจอส่วนใหญ่ในคณะอักษรฯ ก็น่ารักมาก

กลุ่มเพื่อนฝูงที่เราคบหา ดูง่ายๆ จากคนที่เห็นในช่องฟาโรสแปดสิบถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นเด็กอักษรฯ ทั้งนั้น เวลาเจอคนกลุ่มนี้ แม้จะนั่งอยู่ที่ปารีสหรือที่ไหน แต่ Vibe จะเหมือนเรากลับไปอยู่ที่คณะ

‘ฟาโรส’ จากเด็กราชบุรีที่ฝันอยากไปเมืองนอก สู่การเป็นติวเตอร์และยูทูเบอร์ ‘ไกลบ้าน’

เหมือนจะได้คำตอบชัดขึ้นแล้วว่าทำไมคุณถึงรู้จักคนเยอะ

ใช่ แง่หนึ่งมันคือความกลัวด้วย กลัวว่าถ้าฉันอยู่คนเดียวคงไม่รอด ฉันต้องอยู่กับเพื่อน ฉันต้องผูกมิตรกับทุกคน

คำถามสุดท้าย แอบสงสัยมานานแล้วว่า ชื่อ ‘ฟาโรส’ มาจากไหน

มาจากค่าย รด. ตอนมอหก (หัวเราะ) มีช่วงที่ครูฝึกเรียกให้นักศึกษาหญิงออกไปข้างหน้า แล้วให้แนะนำตัวเป็นมิส… มาจากประเทศอะไรก็ว่าไป เราเป็นคนสุดท้าย แทบไม่เหลือประเทศอะไรให้เล่นแล้ว ก็เลยนึกถึงอียิปต์ “มิสฟาโรส จากประเทศอียิปต์ค่ะ” ครูฝึกก็งงว่าฟาโรสคืออะไร เราอธิบายว่า ฟาโรส คือฟาโรห์เพศเมียค่ะ คิดขึ้นมาสดๆ ตอนนั้น เฮฮากันไป

พอเข้าปีหนึ่งที่จุฬาฯ มีงานรับน้องก้าวใหม่ ต้องเขียนป้ายชื่อ ตอนแรกจะใช้ชื่อ ณัฏฐ์ แต่รุ่นพี่ถามว่ามีชื่ออื่นไหม ชื่อที่มันไม่ซ้ำกับใคร เราเลยบอกไปว่า “ฟาโรสค่ะ” อย่างไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นก็ใช้ชื่อนี้มาตลอด

Writer

Avatar

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และ The101.world ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการฝึกหัด ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ

Photographer

Avatar

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

คนคุย

บทสัมภาษณ์คนคุ้นหน้าในแง่มุมที่อาจไม่คุ้นนัก

ใครไม่ติสต์, Soundtiss 

วลีที่สาว ๆ ผู้ชื่นชอบการแต่งหน้าทุกคนต้องคุ้นหู เพราะ ตู่-สวรินทร์ ศรีบุญมา บิวตี้บล็อกเกอร์ เจ้าของเสียง มาพร้อมกับยอดผู้ติดตามเหยียบล้านคนบนยูทูบ เธอปรากฏตัวบนหน้าจอด้วยรอยยิ้มสดใส พูดคุยกับคนดูอย่างเป็นมิตร ประหนึ่งสาวที่อยากเนรมิตใบหน้าเพื่อนสนิทให้สวยเช้ง

ปีที่ผ่านมาชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงไม่ขาดสาย เมื่อตู่ลุกขึ้นมาสวมบทบาทเป็นคนอื่น แปลงโฉมตัวเองอย่างสิ้นเชิง ด้วยการแต่งหน้าแฟนซีตามตัวละครจากหนังและการ์ตูนดัง 

หากเหมือนแค่หน้าตา เธอก็คงไม่แตกต่างจากช่างแต่งหน้าทั่วไป 

สิ่งที่ทำให้พิเศษและโดดเด่นกว่าใคร คือการที่เธอเรียนรู้ลักษณะตัวละครจนเก็บเอาไปฝัน ศึกษาการเคลื่อนไหวทุกท่วงท่า ตกแต่งฉากหลังราวกับถ่ายที่เดียวกัน จากทักษะศิลปะที่สั่งสมมาจากวัยเยาว์ และเธอทำมันด้วยความรัก

เราเดินทางมาถึงบ้านที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเด็กสาว ทักทายตากับยายที่เธอเรียกว่าพ่อแม่ เพื่อนั่งลงคุยกับตู่เวอร์ชันแต่งหน้าเบาบางที่สุด ตั้งแต่วันที่เธอเล่นเสริมสวยกับยาย จนถึงตอนตายที่ขอให้เอาเครื่องสำอางใส่โลง

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Fantastic Baby

ทุก ๆ คน รวมถึงตัวคุณเอง เรียกคุณว่า Soundtiss คิดว่าตัวเองเป็นคนติสต์ไหม

เราไม่รู้จักคำจำกัดความของคำว่าติสต์ด้วยซ้ำ

แล้วมาจากไหน

จริง ๆ ชื่อนี้มันเกิดตอนที่เราเป็นเด็กแก๊ง (หัวเราะ) 

ช่วงนั้นทุกคนจะชอบ Southside, Thaitanium ต้องเดินสยาม ใส่เสื้อแก๊ง แล้วเราชื่อตู่ไง เพื่อนก็บอกว่า “ชื่อนี้ไม่เก๋เลย!”

เลยเปลี่ยนเป็น

Soundtiss 

เราชื่อ สวรินทร์ เพื่อนเลยเอาคำว่า เสา เป็น ‘ซาวนด์’ เพราะว่ามึงชอบร้องเพลงนี่ มึงชอบวาดรูปด้วย ก็เป็นอาร์ติสต์ แล้วก็เอาคำว่า ‘ซาวนด์’ กับ ‘ติสต์’ มารวมกัน ซึ่งเพื่อนคนนั้นที่ตั้งชื่อให้ก็มีชื่อเสียงอยู่ใน TikTok เหมือนกันคือ Pizza Movie เป็นคนรีวิวหนัง เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย เก๋ เพราะว่าชอบโดนล้อชื่ออยู่แล้วตั้งแต่เด็ก 

ชื่อตู่มีอะไรให้น่าล้อในตอนนั้น

ทุกคนจะมองว่าตู่เป็นชื่อของผู้ชาย แต่จริง ๆ เราเกิดมาชื่อ ฟีน งงไหม แล้วอยู่ดี ๆ แม่ก็เปลี่ยนให้เป็นชื่อตู่ เพราะเพลง อะไร ๆ ก็ตุ๊ดตู่ มันดัง เขาก็เลยตั้งชื่อนั้นให้เรา (หัวเราะ)

เล่าเรื่องชีวิตตอนเป็นเด็กแก๊งให้ฟังหน่อย

โห เป็นช่วงชีวิตที่พ่อแม่หวงมาก ไม่ยอมให้ออกไปเที่ยว แต่สมัยนั้นสเตตัส BB ต้องบอกว่า “OTW Siam Paragon” “OTW เซ็นลาด” แล้วเป็นยุคที่เน็ตไอดอลโด่งดังมาก เราอยากเป็นหนึ่งในนั้น อยากเป็นคนดังเหมือนเขาบ้าง เราก็เลยลองไปดู ตอนนั้นทุกคนต้องแต่งตัวสีดำ ใส่เสื้อแขนกุด ใส่เสื้อวง เจอกันแล้วเดินไปเรื่อย ๆ 

แล้วเราก็งงกับเพื่อนว่า แค่นี้หรอ นี่หรอคือเด็กแก๊ง (หัวเราะ) หลังจากนั้นเราก็ เอ๊ะ มันไม่ใช่ทางของเรา ก็เลยเฟด ๆ ออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวของฉันเองดีกว่า 

อย่าบอกนะว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการกรีดอายไลเนอร์

ต้องบอกว่ากรีดมาก่อนเป็นเด็กแก๊งอีก 

ถามจริง

ใช่ เพราะตอนเด็ก ๆ เรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ ต้องไปประกวด ไปรำ ไปแสดง ต้องแต่งหน้าเองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว คือแอบเขียนคิ้วไปโรงเรียนตั้งแต่ ม.2 

ห๊า

(หัวเราะ) เราทาแป้งพัฟเลย 

ตอนนั้นแต่งหน้าตามใคร

คนแรกที่รู้สึกว่าอยากแต่งหน้าตามคือ PONY Makeup เพราะเราเคยทำงานขายหนังสือที่ธรรมศาสตร์ แล้วร้านข้าง ๆ ก็เอาหนังสือของ PONY Makeup มาวาง เรารู้สึกว่า เฮ้ย คนเกาหลีเขาแต่งหน้าสวยจังเลย เราอยากแต่งหน้าแบบเขา แต่ไม่มีเงินซื้อหนังสือเล่มนั้น 300 กว่าบาท แพงมาก เลยไปนั่งดูแล้วก็เอามือถือถ่ายรูปกลับมาอ่านที่บ้าน (หัวเราะ) ฝึกตาม เริ่มเปิดยูทูบ ซึ่งเมื่อก่อนก็ลำบากเพราะว่าไม่มีคอมพ์ มือถือก็ไม่ได้มีเน็ตดีขนาดนั้น ต้องไปยืมคนอื่น

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

อะไรมาก่อนกันระหว่างการชอบแต่งหน้ากับชอบศิลปะ

จริง ๆ ต้องบอกว่าชอบศิลปะก่อน ตั้งแต่เกิดมาคือเราได้ยินอยู่แล้วว่าพ่อแม่เราจบช่างศิลป์ ลาดกระบังฯ ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบวาดรูปเหมือนกัน แต่จำได้ตอนเด็ก ๆ เลยก็คือจะวาดรูปให้เพื่อนในห้องตลอด เวลามีการบ้านวิชาวาดรูป เพื่อนก็จะ “วาดให้หน่อย” (หัวเราะ) จนกระทั่งโตขึ้นมานิดหนึ่ง แม่เห็นว่าเราชอบแสดงออกก็เลยส่งไปเรียนร้องเพลง เลยได้มาอีกความสามารถหนึ่ง 

พอขึ้นมัธยมฯ ก็ไปเรียนเอกร้องเพลงที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ แต่เราโตมาในสังคมที่ไม่รู้ว่าการไปติววาดรูปคืออะไร เช่น คนที่เขาไปสอบศิลปากร บางคนติวมาตั้งแต่ ม.1 คือเราอยู่แต่กับการประกวดร้องเพลง จน ม.6 ถึงลองศึกษาดูว่า ถ้าเราอยากต่อมหาลัยวาดรูปต้องมีอะไรบ้าง โอ้โห รู้ตัวช้ามาก

ซึ่งเราติวน้อยมาก เพราะว่าตอนนั้นก็เริ่มทำงานแล้ว อยากหาเงิน แล้วก็บังเอิญ (เสียงสูง) เป็นปีแรกที่เขาใช้ 9 วิชาสามัญยื่น แจ๊กพอตสุด ๆ แล้วคะแนนปฏิบัติก็ออก เราผ่าน แต่พอ 9 วิชาสามัญออกปุ๊บ ฉันได้เกินครึ่งมา 3 คะแนน (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่า กูไม่น่าจะรอดละ เลยเลือกมาสอบนิเทศศิลป์ใกล้บ้านที่สวนสุนันทาฯ 

เห็นในทวิตเตอร์ช่วงวันเด็กที่คุณเล่าว่า “เคยประกวดวาดรูป แต่อาจารย์ไม่ให้รางวัล เพราะวาดสวยกว่าคนอื่น” 

เป็นคำถามที่คาใจมาตลอด 

ทุกคนในชั้นเรียนรู้อยู่แล้วว่าเราชอบวาดรูป พอมีประกวดวันแม่ก็เลยลองวาดรูปดู เราก็ตั้งใจวาดมาก ทุกคนบอกว่า “ยังไงก็ชนะ” “วาดสวยมากเลย” แล้วพอวันที่เขาประกาศ เราเห็นรูปเราแปะอยู่ แต่ไม่ได้อยู่ตรงที่ประกาศรางวัล หรือเขาไม่รู้ว่าเราส่งประกวด ก็เลยเดินไปถามอาจารย์ว่า หนูส่งไปแล้วทำไมหนูไม่ได้ เขาบอกว่า “ก็วาดสวยเกินคนอื่นน่ะ…” อ้าว!

เหมือนว่าถ้าไปแปะมันจะแปลกแยกจากคนอื่นเกินไป เขาบอกว่า “ให้รางวัลคนอื่นเขาบ้าง” อ้าว! 

แล้วทำยังไง 

ก็โอเค ตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไร แต่พอโตมาถึงรู้ว่า เฮ้ย มันแย่เหมือนกันนะ ถ้าเราเป็นคนจิตใจอ่อนไหว ถ้าวันนั้นเราตั้งใจวาดมาก ๆ อยากได้รางวัลเพื่อไปอวดคุณแม่ เราคงเสียใจมาก หรือถ้าเรามีลูกแล้วลูกเราเจอแบบนั้น เราก็คงวีนครูเลยว่า เป็นอะไรจ๊ะ (หัวเราะ) 

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยไหมในชีวิตของคุณ

น่าจะมีแค่เหตุการณ์นี้แหละ เพราะเรียกว่าเป็นเด็กที่อยู่เป็น (หัวเราะ) บ้านจะมียายเป็นครูสอนภาษาไทย ทุกคนจะเรียบร้อยมาก ยายสอนวิธีการวางตัวกับผู้ใหญ่ ยิ่งเราเรียนนาฏศิลป์อีก เดินเข้าหาครูต้องคลานเข่า 

แต่เป็นเด็กที่แต่งหน้าทาคิ้วตั้งแต่ ม.2

ใช่ เราแอบทำทุกอย่างแต่อาจารย์ไม่เคยว่า เพราะเราทำเนียนมาก เช่น เราอยากผูกโบผิดระเบียบ อาจารย์มาปุ๊บ ถอด อาจารย์ไปปุ๊บ ติด ที่ผ่านมาไม่ใช่คนเรียบร้อยแต่แค่อาจารย์จับไม่ได้แค่นั้นเลย 

ทำไปเพราะอยากสวย หรือต้องการมีอิสระในการแสดงตัวตน

เราอยากเท่ อยากสวย แต่ตอนเด็กเราไม่ได้เข้าใจ ถูกปลูกฝังว่าเป็นกฎก็ต้องทำตามสิ ไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่ เราเลยโอเค ไม่ตั้งคำถามก็ได้ แอบทำไปแล้วกัน

พอโตมาถึงรู้สึกว่า ทำไมถึงห้ามฉันใส่ถุงเท้าพื้นดำ ทั้ง ๆ ที่ถุงเท้าพื้นขาวมันซักยาก ขอสวยนิดหนึ่งได้ไหม บางคนไปโรงเรียนแล้วอย่างน้อยมีสีแก้มมีสีปากนิดหนึ่งให้ดูน่ารัก มีชีวิตชีวาในการเรียนมากขึ้น มันเป็นจริง ๆ นะวันไหนที่เราลุกขึ้นมาแต่งตัว เราจะรู้สึกว่ามีพลังในการทำงานมากขึ้น

ขอ 1 อย่างในหน้าที่ต้องมีก่อนออกจากบ้าน

ลิปสติก เคยทดลองการออกจากบ้านแบบขี้เกียจมาหลายรอบแล้ว เขียนคิ้วอย่างเดียวไม่ได้ค่ะ

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

ONE OF A KIND

ช่วงนี้ที่คุณเริ่มแต่งหน้าเหมือนตัวละครมากมาย ถือว่าเป็นช่วงที่พีกที่สุดของ Soundtiss รึเปล่า

สุด ๆ ช่วงนี้พีกสุด ๆ คนเริ่มแคปไปแชร์ว่า “โอ๊ย Soundtiss แต่งหน้าเหมือนทุกคนเลย” อาจเพราะเรามีความสุขกับมันมากขึ้น มีทีมมากขึ้น สนุกกับการทำงาน แฟนก็เป็นตากล้อง ทีมตัดต่อก็เก่งมาก ๆ เรามีเลขา มีน้องฝึกงานเป็น Stylist เป็น Content Creator มาอีก แบบว่า Dream Team มาก ๆ 

ในฐานะที่ตอนนี้พุ่งขึ้นสุดกราฟ วิจารณ์การแต่งหน้าของ Soundtiss เมื่อ 6 ปีที่แล้วหน่อย

โอ้โห หน้าเทามาก 

พูดเลยว่าไม่ได้ตั้งใจหน้าเทา แต่ว่าเขาไม่ขายรองพื้นสีเข้มให้เรา 

สมัยก่อนด้วยความที่เราเป็นเด็กและไม่มีทางเลือก เราก็รับทุกงานเลยค่ะ แล้วเป็นช่วงที่ทุกคนต้องตัวขาวและเขาทำรองพื้นสีเดียว เราก็รีวิวด้วยสีเดียวนั้น (หัวเราะ) ไอ้เรื่องทรงคิ้ว การแต่งตามันยังเป็นในเรื่องของยุคสมัย ความนิยม แต่เรื่องหน้าเทาเนี่ยมันเหนือกาลเวลา 

มองเห็นพัฒนาการอะไรในตัวของน้อง Soundtiss คนนั้นจนถึงปัจจุบัน

หน้าไม่เทาแล้ว เลือกสีรองพื้นตรงเป๊ะ แล้วก็มีสติมากขึ้น เสพสื่อมากขึ้น คิดเยอะมากขึ้น วิธีการแต่งหน้าก็พัฒนาขึ้น

การแต่งหน้าเชิงคอสเพลย์หรือแต่งหน้าเหมือนคนอื่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนไหน

เริ่มจากการที่เราดูบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่เขาแต่งหน้าเป็นคนอื่น แล้วเรารู้สึกว่า โอโห เขาแต่งเหมือนจัง เราจะทำได้เปล่าวะ

ครั้งแรกที่แต่งคือเป็น Wonder Woman เพราะเราชอบคาแรกเตอร์นี้มากเลย เราอยากเป็นแบบเขา ก็เลยกลับบ้านมาแล้วลองแต่งดู ตอนแรกก็แต่งหน้ากรีดอายไลเนอร์ปกติ แต่ตอนนั้นไม่ได้ถ่ายคลิป เลยลองแต่ง ๆ ดู เริ่มวาดตาสองชั้นปลอม เอ๊ะ! มันก็คืออยู่นะ ต่อมาก็ลองแต่งเป็น คาร่า (Cara Delevingne) บวกกับเริ่มดูอนิเมะ โคตรเซียนโรงเรียนพนัน แล้วก็คิดว่าคาแรกเตอร์นางเอกมันเริ่ด อยากคอส ลองสอนคอสเพลย์ดูบ้างละกัน เผื่อใครหลาย ๆ คนอยากแต่งคอสแต่ไม่รู้ว่าต้องแต่งยังไง โชคดีที่เราชอบวาดรูป เอามาปรับใช้กับการแต่งหน้าได้ค่อนข้างดี 

แต่มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน มากขึ้นหลายเท่า

ที่สุด (หัวเราะ) ปกติตั้งกล้องถ่ายที่บ้านก็จบแล้ว แต่พอเราเริ่มเล่นใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ก็ต้องเช่าฉาก เช่าสถานที่ เช่าชุด เช่าวิก แต่ถามว่าคุ้มไหม ก็คุ้มค่ามาก เพราะเรารู้สึกว่าคนดูได้อะไรกลับไปเยอะขึ้น ถ้าลูกค้าเขามาจ้างเรา เขาก็จะมีความมั่นใจว่าเราต้องทำผลงานออกมาได้ดีมากแน่ ๆ เหมือนเป็นการสร้างมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา 

ช่วยเล่าแบบละเอียดให้หน่อยว่าที่ต้องเสียทั้งเงินและเวลามากขึ้น มันมากขนาดไหน

อย่างล่าสุด อวตาร เรามีแพลนอยู่แล้วว่าจะแต่งเป็นอวตาร หนึ่ง คือยกทั้งทีมไปดู (หัวเราะ) น้อง Stylist พี่อ๊อด เรา เลขาทุกคนเข้าไปอยู่ในโรง เป็นการดูหนังที่เหมือนทำการบ้านส่งอาจารย์ เตรียมแว่นแบบชัดสุด ๆ เข้าไปนั่งดูหน้า ดูตา ดูลักษณะ ดูลายบนหน้าเขา 

ออกจากโรงปุ๊บก็มาประชุมกันต่อว่าแต่งเป็นคนนี้ดีไหม แต่หน้าเขาเรืองแสงนะ กูจะเป็นสิวไหมเนี่ย แต่ไม่เป็นไร สู้ ก็เลยสั่งสีเรืองแสงประมาณ 10 กระปุกจากทุกร้าน พี่อ๊อดก็ซื้อไฟ Blue Light เพื่อเอามานั่งเทสต์ นั่งจุด ว่าไหนคือสีที่ถูกต้องที่สุด 

ลงทุนมาก

แล้วก็ต้องมานั่งแพลนว่าเราจะแต่งอะไรบ้าง ออกแบบฉากหลังที่เราจะใช้ หาซื้อไฟ ซื้อฉาก ไปแบกต้นไม้มา แล้วการพ่นสี Body Paint ก็ยากมาก ต่อให้เราวาดรูปเก่งหรือแต่งหน้าเป็นอยู่แล้ว ก็เลยให้น้องพรีมพร้อมที่เคยฝึกงานด้วยเข้ามาช่วย ต้องจ้างช่างทำผมอีก เพราะว่าน้องคีรี ผมยาวถึงกลางหลัง แล้วคอนแทคเลนส์ก็ต้องมานั่งดูสีตาเขา มันเป็นสีออกเหลืองที่ออกเขียวอีกทีหนึ่งนะ เราสั่งมาเยอะมาก เพื่อดูว่าอันไหนมันดีที่สุด 

กระบวนการทั้งหมดที่เล่ามา เพื่อคลิปกี่นาที

3 นาที (หัวเราะ)

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

แล้วเพื่อยอดวิวเท่าไร

ใน TikTok ยังโชคดีที่ขึ้นหลักล้านวิว แต่ในยูทูบไม่รู้ว่ากี่หมื่นวิวแล้ว ค่อนข้างน้อยนิดหนึ่ง เพราะ Target แคบ แต่งหน้าประหลาด ๆ คนก็ไม่รู้ว่าจะดูเพื่อแต่งตามไปทำไม แต่อีกหนึ่งคลิปที่เรารู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก ๆ คือแต่งหน้าเป็นตัวละครฆีบาโร ประมาณ 8 แสนวิวแล้ว 

พอตั้งมาตรฐานไว้สูงขนาดนี้ กดดันเวลาแต่งเป็นตัวละครต่อ ๆ ไปไหม

กดดันทุกรอบ (หัวเราะ) เครียดทุกรอบเลยว่า เราจะแต่งเหมือนเปล่าวะ คนติดภาพไปแล้วว่า Soundtiss ต้องแต่งเหมือน 

เราก็ออกมาอธิบายทุกรอบว่า ฉันไม่สามารถแต่งเหมือนได้ทุกคนนะ ฉันไม่ได้แต่งหน้าเหมือนเขา 100 เปอร์เซ็นต์หรอก แต่คนดูเราขี้อวย บางทีเราลงแค่หู เขาบอก “เหมือนมากค่ะ!” 

ยัง! 

(หัวเราะ)

เออ เราก็กดดัน แต่โชคดีที่คนดูเราน่ารัก เขาเข้าใจว่าเราไม่ได้แต่งเหมือน แต่ในเรื่องของการใช้สี เทคนิคการแต่งหน้า มันเหมือนจริง ๆ แล้วก็คาแรกเตอร์ที่เราสื่อออกมาหรือว่าท่าทางมันคล้ายกับคนนั้นจริง ๆ ก็เลยชื่นชม

จะบอกว่าทุกครั้งที่กำลังจะแต่งหน้าเป็นใครคนหนึ่ง เราจะเก็บไปฝันเลย เพราะจะดูคลิปเขาซ้ำ ๆ ก่อนนอนเพื่อเก็บดีเทล

รู้สึกอยากเอาชนะตัวเองไปเรื่อย ๆ ไหม

ใช่ เหมือนไม่ต้องสู้กับคนอื่น สู้กับตัวเองให้รอดก่อน (หัวเราะ) อันไหนทำได้ก็ทำ อะไรที่มันไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนี่ เรียกว่าทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ในตอนนั้นแล้ว

ในแวดวง Makeup Artist คนที่แต่งหน้าแนว ๆ คุณมีมากน้อยแค่ไหน

ก็มี แต่ว่ายังน้อยอยู่ หรืออาจจะมีเยอะกว่านี้แต่ไม่ได้ออกสื่อมาก เพราะเอาจริง ๆ ไม่ค่อยมีคนดูเท่าไร เราก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม แต่คงเพราะเป็นการแต่งหน้าที่ค่อนข้างจะแฟนซีมาก ๆ คนส่วนใหญ่ที่เขาไม่ได้เสพงานอาร์ตก็ไม่รู้จะดูทำไม แต่งตามไม่ได้

กลายเป็นว่าทุกวันนี้ที่เรามียอดวิวเยอะขึ้นมาจาก TikTok ส่วนใหญ่ก็เป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งและที่เหลือเป็นชาวต่างชาติหมดเลย 

ในเมื่อรู้ว่ามันยากขนาดนี้ ได้ยอดวิวไม่คุ้มกับค่าเหนื่อย ทำไมถึงยังตั้งใจที่จะผลิตงานบนเส้นทางนี้เหมือนเดิม

เพราะว่าเราชอบมันมาก (ลากเสียง) แล้วเราก็หาตรงกลาง ต้องบอกว่าไม่ใช่ทุกคลิปที่เราจะเล่นใหญ่เหมือนอวตาร คลิปที่เราตั้งกล้องถ่ายกับแสงธรรมชาติก็มีเยอะมาก เพื่อให้เข้าถึงคนดูทั่วไปที่เขาแต่งตามได้ 

อย่างคลิปที่เล่นใหญ่มาก ๆ บางทีเราก็ไม่อยากพูด ขายของไม่ได้ เราก็จะทำคลิปฟรีไปเลยเพื่อคืนกำไรให้กับคนดู แล้วก็เรียกคนดูใหม่ ๆ ที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามา เพราะพอคลิปเราไม่พูด ชาวต่างชาติก็จะเข้ามาดูได้

เคยคิดไหมว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้

ไม่คิดว่าจะมาถึงจุด ๆ นี้ ตอนแรกยังคิดอยู่เลยว่าโตไปฉันคงจะเป็นครูสอนร้องเพลงมั้ง

เพราะว่าตอนนั้นก็ยังรับจ้างสอนร้องเพลงแล้วก็สอนเปียโนเด็กด้วย วันนั้นก็ยังเริ่มต้นงง ๆ แค่รู้สึกว่าฉันอยากดัง ฉันอยากมีแสง ฉันอยากเป็นเน็ตไอดอล คิดแค่นั้นเลย

Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG
Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่เกิดมาแต่งหน้า ตายไปกับเครื่องสำอาง และเพลงของ BIGBANG

Flower Road

เครื่องสำอางอยู่ในชีวิตคุณมาแล้วกี่ปี

น่าจะอยู่มาตั้งแต่เกิด เพราะจำได้ว่าตั้งแต่อนุบาลหรือประถม ชอบเล่นแต่งหน้ากับยายที่บ้านเก่า แบบยายขอแต่งหน้าหน่อย ก็จะนั่งปัดแก้มทาตาให้เขา ส่วนมากเป็นแบบตาฟ้า แก้มชมพู ปากแดง แต่โชคดีที่ยายเห็นว่าเราชอบแต่งหน้า ต้องทำงาน ต้องไปประกวดร้องเพลง เขาก็ไปตลาดแล้วก็ซื้อเครื่องสำอางราคาหลักสิบมาให้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้นะ เพราะว่าบางอย่างมันดีจริง ๆ

คุณผ่านการทำงานอะไรมาบ้าง

โห จิปาถะมาก (ลากเสียง) เราโตมากับความรู้สึกว่าอยากมีเงินเยอะ ๆ เพราะเราอยากได้ของ แต่พ่อแม่เราไม่มีเงินซื้อให้ เราต้องหาเอง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าเศร้าหรืออะไร บวกกับการที่เราโตมาในสังคมที่เพื่อนก็ทำงานเหมือนกัน ออกไปรับงานรำ ออกไปรับงานเต้น ออกไปทำนู่นทำนี่ 

ตอนนั้นก็ไปประกวดร้องเพลง ไปขายหนังสือได้วันละ 300 ไปเต้นให้ค่ายโทรศัพท์ค่ายหนึ่ง บวกกับการที่เราเคยเรียนร้องเพลงหรือเคยเรียนการเป็น MC มาก่อน ก็เลยได้เป็น MC ครั้งแรกให้กับค่ายมือถืออันนั้น เริ่มรับงานพริตตี้ เคยไปยืนถือน้ำส้มแบบ ชิมได้นะคะ ชิมไหมคะ ลองได้นะคะ เราชอบทำงานมาก

แล้วมาเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ได้ยังไง

เพราะว่าตอนนั้นช่วงเรา ม.6 เราเสพพันทิป เสพบิวตี้บล็อกเกอร์เยอะมาก ๆ เสพ แพรี่พาย ดู PONY ดูพี่ นุ่น นพลักษณ์ ดูพี่ สายป่าน (Sp Saypan) เราชอบมากเลย แล้วเราก็ชอบแต่งหน้าลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของตัวเอง คนก็เริ่มถามว่า แต่งหน้ายังไง ใส่คอนแทคเลนส์อะไร เลยลองทำกระทู้รีวิวคอนแทคเลนส์ในจีบัน อยู่ดี ๆ ยอดแชร์ก็เยอะมาก จนมีคนทักมาบอกว่า “ลองทำยูทูบดูสิ เดี๋ยวส่งคอนแทคเลนส์ให้” 

เราก็เลย อะ ลองเปิดยูทูบ ลองเปิดเพจ แล้วก็เริ่มสอนแต่งหน้ามาตั้งแต่ตอนนั้น ซึ่งคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะตั้งชื่ออะไร ก็เลยใช้ชื่อ Soundtiss 

ช่วงแรก ๆ ที่ทำจับทางได้ไหม 

แรก ๆ คือเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่สามารถเป็นอาชีพได้หรือเปล่า

ทำไปเพราะว่าสนุก แล้วก็เริ่มมีสปอนเซอร์เข้ามา เราก็ ว้าว! ได้เงินด้วยหรอเนี่ย ช่วงนั้นก็ยังรับงาน MC พริตตี้อยู่ ตอนนั้นไปออกรายการ I Can See Your Voice ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองทำอาชีพอะไร ถ้าย้อนกลับไปดู เขาจะบอกว่าเราทำเคสขาย 

จริงหรอ

ใช่ เขาถามว่าเราทำอะไร เราก็บอกว่า ทำหลายอย่างเลย แต่ว่าไม่ได้ทำอะไรเป็นกิจจะลักษณะสักอย่าง ทำยูทูบด้วย แต่มีอยู่ 3 คลิป ก็เลยไม่รู้ว่าต้องพูดว่าทำยูทูบไหม เขาเลยเอาตอนที่เรานั่งวาดรูปในคอมพิวเตอร์เก่า ๆ ไปลงแทน

ตอนที่คิดว่างานนี้น่าจะเป็นอาชีพได้ อธิบายให้คนที่บ้านหรือคนรอบตัวฟังยังไง

เราไม่เคยบอกใครเลย (หัวเราะ)

ไม่เคยมีการมานั่งคุยกันว่า ฉันเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์แล้วนะ แม่กับพ่อคือไม่เคยมานั่งคุยกันเลยว่า เธอทำงานอะไร เขาแค่สงสัยว่าทำไมของมาส่งที่บ้านเยอะจัง สั่งอะไรมาหรือเปล่า เราก็อธิบายให้เขาฟังว่า อ๋อ เขาส่งมาเพื่อให้หนูรีวิวนะ หนูต้องลองสินค้า อธิบายให้เขาฟังแค่นี้ แล้วคนรอบตัวเราทุกคนก็น่ารัก ช่วยกันตลอด 

รู้ไหมว่าเพราะอะไร

ไม่แน่ใจเหมือนกัน คือพวกเราลำบากกันมามาก โตมาในสังคมที่ถ้าเจอคนที่มีพ่อแม่ครบ เราจะ Amazing (หัวเราะ) เพราะว่าในกลุ่ม ตู่ไม่มีพ่อ เพื่อนอีกคนก็ไม่มีแม่ อีกคนก็ไม่มีพ่อ อีกคนก็บ้านแตก เรารู้สึกว่านั่นคือปกติ ซึ่งมันก็คือปกติจริง ๆ แค่เวลาเราเล่าให้ใครฟัง เขาก็จะ ห๊ะ ไม่มีพ่อเหรอ เราก็แบบ…แล้วทำไม แปลกเหรอ เพื่อนเราก็ไม่มีนะ (หัวเราะ) 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

แม้กระทั่งมีคนมาพูดใส่เรื่องพ่อ คุณยังไม่รู้สึกอะไร เคยมีช่วงที่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือเปราะบางทางอารมณ์บ้างไหม 

ไม่เคยเปราะบางหรือไม่มั่นใจในตัวเองเลย ส่วนใหญ่จะเปราะบางกับคอมเมนต์มากกว่า 

เอาจริง ๆ ช่วงที่เราทำช่องของตัวเองไม่ค่อยเจอคอมเมนต์แย่ ๆ ในช่องของเราก็จะเป็น Community เพื่อนหญิงพลังหญิงแบบ “พี่ตู่สวยมากค่ะวันนี้” “โห พี่ตู่หุ่นแบบนี้ดีแล้วค่ะ ไม่ต้องลดนะคะ” แต่วันหนึ่งที่เราเริ่มไปออกช่องอื่น ๆ มากขึ้น Mass มากขึ้น คนดูมี Target เยอะมากขึ้น เริ่มมี Range อายุที่กว้างมากขึ้น เขาก็จะมีความ เอ๊ะ ทำไมผู้หญิงคนนี้ดูโหวกเหวกจัง ก็จะรู้สึกกับคอมเมนต์พวกนี้

แต่ถ้าถามว่าเคยไม่มั่นใจในตัวเองไหม บอกเลยว่าไม่เคย (หัวเราะ) น่าจะเป็นเพราะเพื่อนส่วนหนึ่ง เพราะเพื่อนมั่นหน้ามั่นใจทุกคน สมมติเพื่อนเราใส่บิกินีมา แล้วบอกว่า “มึง กูอ้วนเปล่าวะ” เพื่อนทุกคนจะหันไปบอกว่า “มึงไม่อ้วนค่ะ ใครบอกมึงอ้วน มึงบอกกูมาเลย มึงสวยมากวันนี้” (เท้าเอวชี้) เราเลยรู้สึกมั่นใจในทุกอย่างที่เราทำ 

พ่อแม่ของคุณมีส่วนช่วยให้มั่นใจในตัวเองมากน้อยแค่ไหน

ตู่เรียกว่าพ่อแม่ แต่จริง ๆ เขาเป็นตายาย ตอนนี้เขาอายุ 80 กันแล้วนะ เพราะฉะนั้นมันจะมี Generation Gap หนักมาก คือเขาจะไม่เคยบอกว่า “หนูสวยมาก” 

ไม่มีเลยหรอ

ไม่มี เขาก็ชื่นชมว่าไอ้ตู่มันเก่งนะ แต่ไม่ได้เป็นฟีลเหมือนแม่ลูกวัยรุ่นทั่วไป 

แล้วเด็กที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมกับพ่อแม่ที่อายุเยอะมาก มีปัญหาบ้างไหม

โอ๊ย มีเยอะแยะมากมาย ทุกวันนี้ยังทะเลาะกันอยู่เลย (หัวเราะ) เราหัวสมัยใหม่มาก ๆ เขาก็จะ Conservative สุด ๆ 

ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการทำงานเลย เขาปล่อยเราชิลล์มาก อยากเรียนอะไรก็เรียน ไม่ได้คาดหวังอะไร ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเองก็พอแล้ว แค่อย่าทิ้งเขาก็พอ แต่สิ่งหนึ่งที่มีความไม่เข้าใจก็คือเรื่อง ทำไมถึงไม่แต่งงาน ทำไมถึงไม่หมั้นหมาย ทำไมถึงต้องนอนห้องเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องพวกนี้ 

แล้วทำยังไง

โชคดีที่แม่เรามีความดื้อเป็นปกติของคนแก่ แต่ถ้าวันไหนเรามานั่งจับเข่าคุยกัน เขาจะฟัง เราจะเป็นคนสังเกตพ่อแม่ตัวเองว่าถ้าพูดตอนนี้อะวีนแน่ เหวี่ยงแน่ ต้องรอจังหวะดี ๆ เช่น ตอนกินข้าวหรือตอนที่อยู่กับคนอื่น เราจะพูดต่อหน้าคนอื่นเลยว่า “แม่ มันเป็น 1 2 3 4 นะ แม่เข้าใจไหม” แล้วคนอื่นก็จะแบบ “ใช่ ลูกมันพูดถูก” 

แต่ก็เป็นธรรมดาของคนแก่ที่อยู่บ้านแล้วจะมีความขี้น้อยใจ ขี้งอน ล่าสุดพ่อติดโควิด อายุเกือบ 80 ไม่เข้าใจคำว่ากักตัว 

คุณรับมือด้วยการ…

กรี๊ด  

ให้เขาไปกักตัวที่โรงพยาบาล 5 วัน ก็คือจะหนีออกจากโรงพยาบาล พอกลับถึงบ้าน แม่ฉันก็เป็นมะเร็ง พ่อฉันก็เดินไปหาแม่เลย

ไม่ได้สิ!

ไม่ได้ (ตะโกน) แม่ก็ร้องไห้ “ฮือ ทำไมไม่กักตัว” ตอนนี้เล่าเหมือนตลก แต่ตอนนั้นคือหัวจะระเบิด 

คิดสภาพ วันนั้นถ่ายชุดเซเลอร์มูนอยู่ข้างบน แล้วอยู่ดี ๆ พ่อก็เปิดประตูเข้ามาถามว่า “แม่ไปไหน!” ฉันก็เดินใส่ชุดเซเลอร์มูนไปบอกว่า “กลับไปกักตัวเดี๋ยวนี้!” 

นี่ให้แม่ไปอยู่อีกบ้านหนึ่งเลย เพราะว่าพ่อไม่กักตัว พ่อก็น้อยใจอีก บอกว่า “เราคบกันมาตั้งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทิ้งฉัน” ซีนอารมณ์มาก

เออ ก็จะเป็นฟีลนี้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการใช้ชีวิตเลย 

โชคดีที่เหมือนชีวิตจะมีอุปสรรคแต่ก็ไม่มีนะ

ใช่ คือเราไม่มีพ่อ แม่ก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น โชคดีที่ตายายถึงเขาจะดุมากและไม่ให้เราออกจากบ้านเลย แต่เราเป็นเด็กที่รับได้แล้วก็เข้าใจในความเป็นเขา 

ถ้าเราเติบโตมาในครอบครัวที่ญาติทุกคนเป็นคนรวย เราอาจจะโดนกดดันก็ได้ว่าเธอต้องมีธุรกิจ แต่ด้วยความที่ตายายเราไม่ได้มีอะไรให้อยู่แล้ว เขาแค่อยากให้เราใช้ชีวิตให้มีความสุข หาแฟนดี ๆ สักคน เขาต้องการแค่นี้ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ซึ่งเรื่องพวกนี้คนมีชื่อเสียงหลายคนเลือกจะไม่เล่าก็ได้ ทำไมคุณถึงเล่าให้ทุกคนฟังหมด โดยเฉพาะในทวิตเตอร์

จริง ๆ มีหลายเรื่องมากนะที่เราไม่ได้ทวีตลงไป แต่ส่วนใหญ่ที่ทวีตเราคิดแล้วว่าจะต้องมีคนเกิดเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกับเราแน่ ๆ เราชอบเวลาที่มีคนมาปรับทุกข์หรือมาพูดคุยกัน 

รู้สึกว่าต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของแฟนคลับหรือคนที่ติดตามเราอยู่ไหม

พูดยากมาก เพราะบางคนก็รู้สึกว่า ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีผิดมีถูกเหมือนทุกคน ส่วนตัวเรารู้สึกว่าควรจะมีตรงกลาง ไม่ใช่สูญเสียความเป็นตัวเองไปเลย ฉันก็กินเหล้า ฉันก็เที่ยว ฉันก็พูดคำหยาบ แต่ก็จะพยายามอยู่ในร่องในรอย ไม่สุดโต่งในการด่ากราดจนเกินไป 

แต่กว่าจะมาถึงตรงนี้ เห็นว่ามีช่วงหนึ่งที่ติดกินยาลดน้ำหนัก

ใช่ 

เพราะอะไรเด็กที่มั่นใจในตัวเองสุด ๆ ถึงไปถึงจุดนั้นได้

เพราะเข้าไปในโรงเรียนที่หันไปก็มีแต่คนขาว ๆ จัดฟัน ตาโต ทุกคนมัดผม ทุกคนผมยาว แต่เราหัวฟู ตรงข้ามทั้งหมด ก็เลยพยายามทำให้ตัวเองดูดีขึ้น พยายามทำให้เราตัวขาวขึ้นสุด ๆ ไปเลย จนวันหนึ่งเริ่มมีกระแสคนผิวแทนเข้ามา เราก็เลยหลุดจากตรงนั้น

ช่วงที่เข้าไปอยู่ในวังวนนั้น คุณหลงไปถึงขนาดไหน

โอ้โห ตอนนั้นประมาณ ม.3 ทำเพื่อให้ผู้ชายมาชอบเรา โทรมมาก เพราะกินยาลดความอ้วนแผงละ 100 บาทที่ตลาดนัด แล้วก็เบลอมาก เศร้าไปหมด รู้สึกดาวน์ กินข้าวไม่ลง ใจก็เต้นตึก ๆๆ เหมือนจะตายตลอดเวลา อกหัก ร้องไห้ เศร้า น้ำหนักลงไป 46 ผอมจนเพื่อนเจอแล้วบอกว่า “เฮ้ย ไปทำอะไรมา โทรมมาก” นี่ก็แบบ ฉิหายละ เราต้องหยุดกินยา น้ำหนักก็โยโย่มา 53 ตัวแตกเลย กลายเป็นว่าทุกอย่างใหญ่กว่าเดิม เราก็ทำใจ (หัวเราะ) ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่กินอาหารเสริมลดความอ้วนอีกเลย

แล้วเขาชอบเราไหม

เขามาชอบเราตอน ม.ปลาย แต่เราไม่ได้ชอบเขาแล้ว เชิด! (หัวเราะ)

วังวนนั้นให้บทเรียนอะไรกับคุณบ้าง

เรารู้สึกว่าสวยแบบเป็นตัวเองดีที่สุดแล้ว 

คือไม่ผิดนะถ้าเราอยากสวยเหมือนใคร มี Role Model ได้ แต่ต้องเข้าใจพื้นฐานของเราด้วยว่ามันไปได้สุดมากแค่ไหน และอย่าไปก้าวก่ายคนอื่น เช่น สมมติเพื่อนเราบอกว่าอยากขาว เราก็จะบอกว่า “เฮ้ย จริง ๆ ผิวแทนสวยนะ แต่ถ้ารู้สึกว่าอยากขาวก็โอเค แล้วแต่ ถ้าสบายใจที่จะขาว”

ตอนนี้กลายเป็นเราต้องไม่ไปยัดเยียด Beauty Standard ของเราเองให้คนอื่น เพราะเราก็เจอบ่อยเหมือนกัน ถ้าอยากออกกำลังกาย อยากผอม ก็จะมีคนมาบอกว่า “เฮ้ย ไม่ต้องผอมหรอก ผอมไม่ได้แปลว่าสวยนะ” เราก็รู้สึกว่า อ้าว แล้วไปว่าคนผอมทำไม 

อยากบอกทุกคนที่ยังอยู่ในวังวนของ Beauty Standard ว่าเอาที่ตัวเองสบายใจ อยากสวยแบบไหนก็สวยแบบนั้นแหละ ไม่ต้องไปนั่งฟังคนอื่นว่าเธอต้องสวยแบบนี้นะ เธออย่าผอมนะสมัยนี้เขาต้องอวบ เธออย่าขาวนะสมัยนี้เขาต้องผิวแทน ถามตัวเองดูว่าอยากเป็นแบบไหน แล้วก็ลุยเลย ไม่ผิด ไม่มีอะไรผิดทั้งนั้น

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Last Farewell

การได้เป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ ทำให้คุณเป็นตัวเองในแบบที่ชอบมากขึ้นไหม

เราได้เป็นทุกคนเลย (หัวเราะ)

การเป็นบิวตี้บล็อกเกอร์ทำให้เห็นความสวยงามมากขึ้น เพราะพอเราแต่งหน้าหลาย ๆ คน เราจะเห็นเสน่ห์บนหน้าตาทุกคนเลย เห็นว่า ตา จมูก ปาก เขาสวยแตกต่างกันนะ แต่ว่าเขาสวยทุกคน  

เราก็เคยรู้สึกนะว่าเราอยากไปฉีดปากเพิ่ม เคยอยากไปทำตา ซึ่งคนทำไม่ผิดนะ แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ดีแล้ว เพราะถ้าเราไปทำหน้าชัดแล้วอะ เราจะแต่งหน้าเป็นคนอื่นยากขึ้นแน่เลย งั้นเราก็เคารพกับหน้าเราแบบนี้แหละ (หัวเราะ)

อะไรคือเกณฑ์วัดว่านี่คือจุดที่ประสบความสำเร็จ

โห เราไม่รู้เลยว่าคำว่าประสบความสำเร็จคืออะไร เพราะคำว่าประสบความสำเร็จของแต่ละคนต่างกัน ของเราคือการแต่งหน้าเป็นคนนั้น แล้วมีคนบอกว่า “อุ๊ย แต่งเป็นคนนี้แน่เลย” แต่กับบางคนความสำเร็จของเขาอาจจะเป็นการทำแล้วได้ 10 ล้านวิว มันก็แล้วแต่คนมอง ไม่ได้มีบรรทัดฐานตายตัว บางคนที่เขายอด 10,000 Followers แต่เขารู้สึกประสบความสำเร็จก็มี 

รู้สึกยังไงที่อาชีพนี้พาให้คุณได้มีรถ มีบ้าน เป็นของตัวเอง

ดีใจมาก นี่เป็นความฝันตั้งแต่เด็กเลยว่า ฉันอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง 

เพราะตอนเด็ก ๆ เราจะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 3 คน จนช่วงที่เราทำงานก็ไม่มีห้องเป็นของตัวเองที่จะใช้ถ่าย ถ้าทุกคนย้อนกลับไปดู จะเห็นว่าข้างหลังเป็นราวตากผ้าแล้วเราก็เอาผ้ามาแขวน พอเริ่มมีอะไรมากขึ้น เราก็ไปขอห้องเก็บของทำงานได้ไหมจ๊ะ ทุกคนก็ต้องเอาของทั้งหมดออก เพื่อให้เราไปนั่งทำงานตรงนั้น แล้วก็ทำมาเรื่อย ๆ จนเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถได้ 

สมัยก่อนทำงานมาเท่าไรก็หมดเพราะว่าต้องใช้ จำได้เลยว่าตอนจ่ายค่าเทอมมหาลัย ประมาณ 15,000 มั้ง บัญชีเหลือเงิน 0 บาท (หัวเราะ) ตอนกดเงินออกมาน้ำตาจะไหลแบบ กูไม่มีเงินอีกแล้ว กูหามาตั้งนาน แต่ทำไรไม่ได้ นอกจากหาเงินใหม่ 

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

ถ้าตอนนี้ไปสมัครงานอีก แล้วเขาให้แนะนำข้อดีของตัวเองจะบอกว่า

เป็นคนมีสติมาก เป็นคนใจเย็น เป็นคนมีแพสชัน แล้วก็ชอบแก้ไขปัญหา 

เคยมีครั้งหนึ่งในชีวิตที่… แม่ป่วยเป็นมะเร็งใช่ไหม พี่สาวโทรมาแล้วก็บอกว่า “เนี่ย แม่อยู่ห้องผ่าตัดนะ 50 : 50 มีสิทธิ์เสียชีวิต” สิ่งที่เราทำก็คือลุกขึ้นมา โทรบอกญาติว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง 1 2 3 4 ในหัวคิดแล้วว่า ถ้าสัปดาห์หน้าแม่กูตายกูต้องทำยังไงต่อ กูต้องทำงานนี้ ๆๆ นะ กูต้องใช้ชีวิตแบบนี้ ๆๆ นะ 

ส่วนใหญ่เวลาเกิดอะไรขึ้นเราจะนึกถึง Worst Case ที่สุด อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น แล้วคิดว่าต้องแก้ไขปัญหายังไง เออ เราเป็นคนแบบนี้ 

แล้วก็เคยอยู่ในรถกระป๋องที่คนขับเขาหลับในเว้ย รถก็โยกไปมาในอุโมงค์ ทุกคนในรถกรี๊ด แต่เราหน้านิ่งมาก มีสติ แล้วเราก็หยิบมือถือขึ้นมาเพื่อพิมพ์ข้อความบอกแม่ว่ารักนะ

เป็นข้อดีจริงเหรอ

นั่นน่ะสิ เป็นข้อดีจริงไหมวะ แต่ก็ดีกับการทำงาน

แล้วการใช้ชีวิตล่ะ

ก็จะเป็นคนไม่ได้แสดงอารมณ์ของตัวเองเท่าไร เพราะรู้สึกว่าฉันต้องมีสติตลอดเวลามากเกินไป เช่น ตอนแม่ป่วย เราไม่ร้องไห้เลยเพราะรู้สึกว่าคนอื่นร้องแล้ว กูจะร้องไม่ได้ เดี๋ยวมันจะไปกันหมด เรากลายเป็นคนที่ต้องมีสติที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

เพราะไม่อยากอ่อนแอ

เคยอยู่ในจุดที่ไม่อยากให้คนอื่นมองว่าเราอ่อนแอ แต่หลัง ๆ ก็อ่อนแอไปเหอะ กูเป็นมนุษย์ (หัวเราะ) 

เมื่อก่อนแฟนไม่เคยเห็นเราร้องไห้เลย น้อยมาก หลัง ๆ เป็นประจำเดือน เริ่มเศร้าเริ่มร้องไห้เหมือนคนปกติแล้ว ที่ผ่านมาจะไปกลั้นน้ำตาทำไมวะ (หัวเราะ)

ถ้าเครื่องสำอางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เกิด คิดจะอยู่กับมันอีกไปถึงเมื่อไร

โอ๊ย ก็คงจนกว่าจะตาย ถ้าตายฝากเอาเครื่องสำอางใส่โลงไปด้วย (หัวเราะ) 

เมื่อวานเพิ่งบอกเพื่อนไปว่า “มึง ถ้ากูตายอะ อย่าลืมปัดแก้มสี Pansy Pop ให้กูนะ แล้วก็ปากอย่าลืมทาลิปของ Dior เบอร์ 000 ให้กูด้วย” เพื่อนก็บอกว่า “มึงลุกขึ้นมาแต่งเองเถอะ ถ้ามึงตายกูก็แต่งให้ได้ไม่สวยเท่ามึง” 

Soundtiss ออกแบบความตายของตัวเองไว้ว่ายังไงอีก

พูดตรงนี้กับคนสัมภาษณ์เลย 

ถ้าตายปุ๊บ ฝากบอกแม่ด้วยว่า ไม่ต้องเศร้า แล้วก็ฝากเปิดเพลง BIGBANG ในงานศพของฉันด้วย ยังไงสารก็ต้องไปถึง BIGBANG ว่าช่วยทำคอนเสิร์ตหน่อย ถ้ากูตายอย่างน้อยคนอื่นก็ต้องได้ดูคอนเสิร์ต BIGBANG วะ 

เราบอกเพื่อนตลอดว่างานศพกู ถ้าเป็นไปได้มึงเปิดเพลง BIGBANG ไปเลย มึงจัดปาร์ตี้ไปเลย อย่าคิดว่ากูตาย คิดว่า กูเนี่ยไปโลกใหม่ (หัวเราะ)

เป็นงานศพที่เปิดเพลง Last Farewell 

เออ! ถูกต้อง! 

เธอเศร้าได้ เธอร้องไห้ได้นะ แต่อย่าจมปลักกับการที่ฉันตายไป เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จากเป็นก็จากตาย เพราะฉะนั้น ถ้าฉันตาย อย่างน้อยทุกคนต้องได้สนุกที่สุด ปกติเพื่อนจะมาปาร์ตี้ที่บ้านตลอด ถ้ากูตายมึงก็จัดปาร์ตี้ส่งท้ายให้กูเลย เอาเบียร์มารดน้ำกูนะ (หัวเราะ) 

ทุกวันนี้คิดพินัยกรรมไว้ เพราะเรามีคติประจำใจว่า ใช้ชีวิตให้เหมือนเป็นวันสุดท้าย เราบอกรักแฟน กอดแฟนทุกวัน เพราะเจอมาเยอะมากกับการที่คนรอบข้างเสียไว ญาติพ่อเรานอนแล้วตาย ไหลไปเลย เราก็เลยพยายามใช้ชีวิตให้เหมือนวันสุดท้าย และก็บอกเพื่อนตลอดว่า ถ้ากูตาย มึงต้องแบ่งเงินแบบนี้นะ มึงเป็นพยานให้กูแล้ว 3 คน มึงเข้าใจไหม สมบัติกูต้องแบ่งยังไง พวกมึงฟังแล้วรู้เรื่องนะ (หัวเราะ) 

งั้นก่อนตาย คนสุดท้ายที่อยากแต่งหน้าเหมือนคือใคร

โอ้โห ฉิบหายแล้ว เหมือนตัวเองได้ไหม ขอแต่งหน้าเป็นตัวเองแล้วกันก่อนตาย ให้ทุกคนได้เห็นว่านี่คือหน้าฉัน 

แล้วก็ช่วยเอารูปนั้นน่ะไปแปะหน้าโลง เพราะตอนนี้หน้าโลงศพน่าจะไม่มีรูปที่เหมือนตัวเองแล้ว

คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG
คุยทุกเรื่องกับ Soundtiss บิวตี้บล็อกเกอร์ที่แต่งหน้าเหมือนทุกคนยกเว้นตัวเอง และแผนจัดงานศพที่ต้องมีเพลง BIGBANG

Writer

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

ชลลดา โภคะอุดมทรัพย์

นักอยากเขียน บ้านอยู่ชานเมือง ไม่ชอบชื่อเล่นที่แม่ตั้งให้ มีคติประจำใจว่าอย่าเชื่ออะไรจนกว่าหมอบีจะทัก รักการดูหนังและเล่นกับแมว

Photographer

Avatar

ผลาณุสนธิ์ ผดุงทศ

ช่างภาพที่โตมาจากเมืองทอง รักแมว ชอบฤดูฝน และฝันอยากไปดูบอลที่แมนเชสเตอร์

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load