Farm to You คือคำนิยามที่มาของผลิตภัณฑ์ L’Occitane

เราต่อสายทางไกลถึงนักพัฒนาผลิตภัณฑ์มือหนึ่งของแบรนด์นี้ เพราะอยากรู้ความลับที่ทำให้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสัญชาติฝรั่งเศสเป็นที่นิยมและยอมรับจากทั่วโลก จนเกิดองค์ความรู้ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศฝรั่งเศสและมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

‘ธรรมชาติ’ คือคำตอบที่คนปลายสายให้กับเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ L’Occitane เองยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่วันที่ โอลิวิเยร์ โบซ์ซอง (Olivier Baussan) ก่อตั้งแบรนด์นี้ด้วยเครื่องกลั่นและรถตู้เล็กๆ หนึ่งคัน 

44 ปีให้หลัง L’Occitane ยังเชื่อในสิ่งนี้และปลูกฝังให้พนักงานทุกคนเชื่อในสิ่งเดียวกัน งานของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปไกลกว่าการหาวัตถุดิบ พัฒนาเป็นส่วนผสมที่มีประโยชน์ และผลิตออกมาเป็นสินค้าให้ซื้อขายแล้วจบ มันครอบคลุมไปถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรท้องถิ่นที่ปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 ราย ทำความรู้จัก เข้าใจ และเข้าไปพัฒนาแหล่งวัตถุดิบร่วมกับคนในท้องที่อย่างลาเวนเดอร์ เซดาร์ อิมมอคแตล และอัลมอนด์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแคว้นโพรวองซ์ (Provence) บ้านเกิดของแบรนด์ และเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายและยอดซื้อซ้ำอันดับ 1 ในตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ L’Occitane เชื่อว่า ผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องดีกับทั้งคนทำและคนใช้ ตั้งแต่ฟาร์มจนถึงผู้ใช้ และพวกเขาไม่ได้พัฒนาแค่สินค้าที่วางขายบนชั้น หากเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตและสังคมของผู้ที่อยู่เบื้องหลังที่ยั่งยืนด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนคนตาบอดโดยการระดมทุนและใส่อักษรเบรลล์ลงในบรรจุภัณฑ์ สร้างงานให้ผู้หญิงที่ผลิตเชีย บัตเตอร์ ในประเทศบูร์กินาฟาโซ และเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแรกๆ ที่ตระหนักถึงการลดพลาสติกในบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

และนี่คือเรื่องราวของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านั้น

French Skincare

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

ซาราห์ ปริกาซ (Sarah Pricaz) เริ่มทำงานที่ L’Occitane เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยเริ่มจากตำแหน่งดูแลยอดขายในส่วนของ Travel Retail แล้วค่อยเปลี่ยนมาทำแผนกการตลาดที่ต้องทำงานร่วมกับตลาดในหลายประเทศทั่วโลก จนเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้เข้ามาดูแลทีมการพัฒนาแบรนด์และผลิตภัณฑ์ในตำแหน่ง International Marketing Vice President

ส่วน ปาสกาล ปอร์เตส (Pascal Portes) คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เขาเคยทำงานในบริษัทเครื่องสำอางในฝรั่งเศสมา 2 ที่ ก่อนจะย้ายมาทำงานกับ L’Occitane เมื่อ 7 ปีก่อนในตำแหน่ง Innovation & Sustainable Sourcing Director เพื่อสร้างทีมที่มีความเชี่ยวชาญในการหาส่วนผสมใหม่ๆ โดยใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในกระบวนการต่างๆ

“หลังเรียนจบคณะบริหารธุรกิจ ฉันก็ตัดสินใจสมัครงานที่นี่ทันที” ซาราห์เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้น

เธอบอกว่า เหตุผลหลักเป็นเพราะบริษัทนี้ไม่ใช่บริษัทที่มุ่งเน้นเรื่องธุรกิจอย่างเดียว การกว้านซื้อไร่และสวนก็ไม่ใช่นโยบายที่บริษัทเลือกทำเมื่อต้องการวัตถุดิบจากธรรมชาติจำนวนมาก วิธีที่แบรนด์ทำ คือการร่วมทำงานกับเกษตรกรอิสระเพื่อพัฒนาวัตถุดิบต่างๆ โดยยังรักษาความสมดุลในระบบนิเวศไว้ให้ได้ดีที่สุด

เพราะให้ความสำคัญกับธรรมชาติ ทำให้คนฝรั่งเศสขึ้นชื่อเรื่องการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า การแต่งตัว หรือการใช้ชีวิตที่ดูเป็นธรรมชาติ แบบที่เราเรียกกันว่า Effortless หรือการดูไม่พยายามมากเกินไป ด้วยความตั้งใจนี้ แบรนด์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสัญชาติฝรั่งเศสจึงโด่งดังไปทั่วโลก 

“ฉันอาจจะพูดแทนแบรนด์ฝรั่งเศสทั้งหมดไม่ได้ แต่สำหรับแบรนด์เรา แรงบันดาลใจในการสร้างสิ่งต่างๆ มาจากธรรมชาติและพื้นที่ที่เราปลูกวัตถุดิบเหล่านั้น เราให้ความสำคัญกับคนโดยการแนะนำธรรมชาติให้คนรู้จัก ซึ่งทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น” 

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

ปาสคาลเสริมต่อว่า สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ คือการค้นหาคุณสมบัติพิเศษของวัตถุดิบนั้น และหาให้ได้ว่ามันจะทำให้เครื่องสำอางหรือสกินแคร์ดีขึ้นอย่างไร ซึ่งในโพรวองซ์มีพันธุ์ไม้ฝรั่งเศสถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด สำหรับพวกเขาเลยเป็นเหมือนสวนอัศจรรย์ที่ทำให้มีโอกาสในการค้นพบวัตถุดิบดีๆ มากขึ้น 

Farm to You

เมื่อทุกอย่างต้องมาจากธรรมชาติ ‘เวลา’ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด การพัฒนาผลิตภัณฑ์หนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบสามารถใช้เวลาสั้นเพียง 24 เดือน หรือต่อเนื่องยาวไปถึง 5 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าวัตถุดิบที่ใช้จะยังเหมือนเดิมเมื่อถึงฤดูกาลเก็บผลผลิตต่อไป

“ขั้นแรกของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คือทดลองปลูกพืชพรรณ ดอกไม้ หรือผลไม้” ปาสคาลเริ่มเล่าให้ฟังถึงงานของเขา “จากนั้นใช้ความรู้และประสบการณ์หาความเป็นไปได้และประโยชน์ที่พืชหรือวัตถุดิบเหล่านั้นมีต่อผิว เมื่อได้ไอเดียตั้งต้นแล้ว เราจะดูประกอบกับความต้องการของตลาดในตอนนั้น โดยทำงานร่วมกับทีมการตลาดของซาราห์ แล้วจึงหาแหล่งปลูกพืชพรรณที่ยั่งยืนเพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพตามต้องการ ต่อจากนั้น ผู้เชี่ยวชาญจะทำหน้าที่พัฒนาวัตถุดิบนั้นให้เกิดเป็นส่วนผสมที่ใช้งานได้จริง แล้วค่อยนำไปใส่ในเครื่องสำอางต่างๆ

“ที่สำคัญคือ เรามีผู้เชี่ยวชาญเรื่องปฐพีวิทยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนกนวัตกรรม ทำให้เราสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ระบบโครงสร้าง การปลูกพืช การพัฒนาส่วนผสม จนถึงผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ออกมา”

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

ฟังจากที่ปาสคาลเล่าแล้ว การทำงานของเขาก็เป็นลำดับขั้นตอนที่เข้าใจง่าย แต่จริงๆ แล้วทุกอย่างคือความท้าทาย การทำงานกับธรรมชาติไม่เหมือนการทำงานกับเคมี เคมีแน่นอนเสมอ ในขณะที่ในธรรมชาติมักมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น 

“สภาพอากาศที่ควบคุมไม่ได้ แมลงศัตรูพืช ว่ากันตามตรงมันเป็นความท้าทายที่ต้องนั่งลุ้นในทุกๆ วัน” เขาว่าอย่างนั้น

ความท้าทายอย่างที่สองคือความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และเกษตรกร จริงอยู่ที่งานของทั้งคู่คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้ออกสู่ท้องตลาด แต่แบรนด์ไม่ได้มองว่าเกษตรกรที่เข้าไปทำงานด้วยเป็นแค่ผู้ผลิต พวกเขาเป็นเหมือนหุ้นส่วน การรักษาความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างกันจึงเป็นอีกหน้าที่ที่ทั้งปาสคาลและซาราห์ตั้งใจทำเป็นอย่างมาก

“มันคือโลกสองโลกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง โลกแรกคือโลกของเกษตรกร ชาวไร่ ชาวสวน และอีกโลกหนึ่งเป็นของคนใส่เสื้อกาวน์สีขาวที่ทำงานในห้องแล็บ เราต้องหาวิธีการสื่อสารที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกัน เพื่อที่จะสร้างวัตถุดิบที่ดีที่นำไปพัฒนาได้จริง

“เรามีสัญญาธุรกิจระยะยาวระหว่างกัน และยังมีการให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติเมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ เช่น สภาพอากาศผันผวน เรื่องระบบนิเวศต่างๆ และยังมีการจัดตั้ง Fair Trade ในยุโรปอีกด้วย งานของเราจึงไม่ใช่การหาวัตถุดิบที่ดีหรือทำผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ออกมา แต่เราต้องพัฒนาท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน”

Almond Trees

วัตถุดิบที่ทีมของปาสคาลและซาราห์นำมาพัฒนาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส และมีแผนจะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ จากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยตั้งใจว่าจะใช้วัตถุดิบที่มีความหมายต่อสังคม เศรษฐกิจ และผู้คนในท้องที่นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในโพรวองซ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ นอกจากลาเวนเดอร์ที่รู้จักกันดีแล้ว ยังมีอัลมอนด์เป็นสัญลักษณ์ของท้องถิ่น

ย้อนไปในยุค 1950 ที่เกิดวิกฤตอุณหภูมิลดลงครั้งใหญ่ อากาศหนาวทำให้ต้นไม้ส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ล้มตายทั้งหมด ในตอนนั้นยังไม่มีนวัตกรรมหรืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น การเกษตรยังต้องทำด้วยมือ จนถึงหน้าหนาวใน ค.ศ. 1956 เกษตรกรส่วนใหญ่หันมาปลูกพืชที่ทนทานต่ออากาศและดูแลง่ายมากขึ้น ไร่อัลมอนด์ค่อยๆ หายไปจากโพรวองซ์ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ฌอง-ปิแอร์ จูแบรต์ (Jean-Pierre Jaubert) เกษตรกรที่เป็นพาร์ตเนอร์กับพวกเขาได้พยายามนำการปลูกอัลมอนด์กลับมา

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส
นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

“น้ำมันอัลมอนด์เป็นของขึ้นชื่อของโพรวองซ์ เราจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์จากของดีในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้ว เกิดเป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง คุณสมบัติเด่นของมันคือความเข้มข้นของโอเมก้า 9 และกรดโอเลอิก ช่วยในเรื่องความชุ่มชื้น ยกตัวอย่างเช่น Almond Shower Oil ที่จะเปลี่ยนเป็นโฟมเมื่อเราผสมน้ำเข้าไป กลิ่นก็หอมมาก ถ้าได้ลองดมจะหยุดใช้ไม่ได้เลย สินค้าขายดีลำดับต่อมาคือ Almond Milk Concentrate เป็นครีมทาผิวเพิ่มความชุ่มชื่น เนื้อครีมบางเบา ไม่หนักผิว ซึ่งน้ำมันอัลมอนด์เราใช้ทำอาหารด้วย เพราะมีรสชาติหวาน และในยุโรปก็ใช้น้ำมันอัลมอนด์บำรุงผิวทารกด้วย”

และเมื่อ 2 ปีก่อน L’Occitane ปลูกต้นอัลมอนด์ให้แก่พนักงานที่ทำงานเกิน 3 ปี ไอเดียมาจากประเพณีดั้งเดิมของโพรวองซ์ ทุกครั้งที่มีเด็กเกิดใหม่ในครอบครัว เขาจะปลูกต้นไม้ใหม่เพื่อเฉลิมฉลองการมาถึงของทารกคนนั้น นโยบายนี้ทำให้มีต้นอัลมอนด์ใหม่เกิดขึ้นมากกว่า 4,000 ต้น และทำให้แบรนด์ได้รู้จักเกษตรกรที่ปลูกอัลมอนด์คนอื่นๆ มากขึ้นด้วย

“ฉันมีหนึ่งต้น”

“ผมด้วย”

The Best Part

เราถามถึงความสนุกในงานของพวกเขาก่อนกล่าวคำลาในค่ำวันนั้น แน่นอนว่ามันคือความท้าทายที่ต้องต่อสู้กับข้อจำกัดและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ โปรเจกต์ที่ซาราห์กำลังทำในตอนนี้ คือลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกให้มากที่สุด โดยเริ่มจากการใช้ Refill Package ที่ลดการใช้พลาสติกได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และทีมของเธอกำลังหาวิธียกเลิกการใช้พลาสติกโดยสิ้นเชิง

ส่วนทีมปาสคาลเองก็กำลังพยายามลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต ฟังดูแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะน้ำเป็นส่วนผสมที่สำคัญมากในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ความท้าทายคือทำยังไงให้ได้ผลิตภัณฑ์เดิม คุณสมบัติอย่างเดิม และประสิทธิภาพเหมือนเดิม โดยไม่ต้องใช้น้ำแม้แต่น้อย

นักพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติของ L'Occitane ผู้อยู่เบื้องหลังความงามแบบคนฝรั่งเศส

กลายเป็นว่า เป้าหมายของทั้งคู่และแบรนด์ไปไกลเกินกว่าการผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ลูกค้า พวกเขาต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต เห็นนักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ และเกษตรกร ทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน อย่างสินค้ากลุ่มอัลมอนด์ที่เป็นการร่วมมือตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ครองใจผู้ใช้ของแบรนด์มาตลอด 10 ปี

แล้วรางวัลของการทำงานหนักของทั้งคู่คืออะไร

“รางวัลของการทำงานของผม คือทุกครั้งที่ได้รู้ว่าวัตถุดิบที่ผมเจอ ส่วนผสมที่พัฒนา ผลิตภัณฑ์ที่เราทำขึ้น ส่งผลที่ดีต่อคนใช้และคุ้มค่า และทุกคนรู้ว่าผลิตภัณฑ์เราดีและมีที่มายังไง” ปาสคาลตอบด้วยรอยยิ้ม

ในขณะที่ซาราห์นิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเล่าให้เราฟังว่า เธอเองเป็นลูกเจ้าของสวนที่เลือกสมัครงานที่ L’Occitane ทันที่เมื่อเรียนจบเพราะเชื่อในเป้าหมายของบริษัทนี้ และเธอคิดถูก เพราะ 15 ปีต่อมาเธอก็ยังทำงานที่นี่

“ฌอง-ปิแอร์ จะเกษียณเร็วๆ นี้ และลูกสาวจะรับช่วงต่อไร่อัลมอนด์ของเขา”

นั่นคือคำตอบเธอ ที่เราไม่ต้องการการขยายความต่อ

Writer

พิมพ์อร นทกุล

อดีตเด็กบัญชี เชื่อในบทสนทนาที่ดี และมีความสุขกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ส่วนใหญ่พบว่าตัวเองรักหมามากกว่าคน

Photographer

มณีนุช บุญเรือง

ช่างภาพสาวประจำ The Cloud เป็นคนเชียงใหม่ ชอบแดดยามเช้า การเดินทาง และอเมริกาโน่ร้อนไม่น้ำตาล

The Master

เรื่องราวเบื้องหลังความเชี่ยวชาญของคนทำงานระดับมืออาชีพ

8 มิถุนายน 2564
4 K

รถราทั้งชนิดมากล้อน้อยล้อเคลื่อนตัวขวักไขว่ไปมา ส่งเสียงเครื่องยนต์กึ่งดังกึ่งเบาเข้าหูเราอย่างไม่ทิ้งช่วง ป้ายสีฟ้าบอกว่านี่คือหัวถนนทรงสวัสดิ์ บริเวณแยกจุดตัดกับถนนทรงวาด

ความพลุกพล่านของผู้คน สัญลักษณ์แห่งความเรืองรองในอดีตของย่านการค้าสำคัญ ตอนนี้บางตาลงมากจนน่าใจหาย ย่ำเท้าไม่นานก็พาตัวเองมาอยู่ตรงข้ามตึกแถวสูงสามชั้นกว้างหนึ่งคูหา ฟอนต์โลหะคำว่า ‘จิรวัฒน์’ สะท้อนพรายแดดวับทันทีที่เงยคอชม ราวกระซิบให้รู้ว่า Google Maps พาเรามาถึงร้านรับทำฉลุแผ่นป้ายโลหะสำหรับพ่นสีทาสีเจ้าเก่าได้อย่างไร้ข้อบกพร่อง

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ
เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ประตูเหล็กบานเลื่อนเอกลักษณ์ของร้านค้ายุคเก่าเปิดกว้างออก เผยให้เห็นผืนสังกะสีฉลุอักษรหลากภาษาหลายสิบแผ่น ห้อยเรียงรายเป็นจังหวะตลอดสองฟากผนัง โต๊ะกลางร้านมีกลุ่มชายวัยกลางคนสวมแว่นตา มือขวาจับค้อน มือซ้ายถือสิ่ว สายตาเล็งไปที่สังกะสีแผ่นบาง แล้วตอกค้อนลงบนสิ่วอย่างไม่ปรานีปราศรัย ไม่นานก็เกิดเป็นแบบอักษรช่องว่างบนโลหะดั่งใจหมาย

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

เรามีนัดกับ อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทรุ่นสองวัย 59 ผู้สืบทอดเทคนิคการฉลุลายบนโลหะแห่งร้านจิรวัฒน์ เจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง ที่ทำตั้งแต่แผ่นฉลุโลหะ สังกะสี สำหรับทาสีหรือพ่น เพื่อบอกข้อความบนวัสดุต่างๆ ทั้งกระสอบข้าว ผืนผ้าใบ ลังไม้ โลงศพ ไปจนถึงรถเมล์ รถแท็กซี่ รถของหน่วยงานราชการ และมีลูกค้าอยู่เกือบทั่วทั้งประเทศ

ยิ่งเมื่อได้รู้ว่าร้านจิรวัฒน์กำลังมีโปรเจกต์สนุกๆ ร่วมกับ Lohameka Studio แบรนด์เครื่องประดับสุดเก๋ ในงาน Made in Charoenkrung 2 จัดขึ้นโดย Creative Economy Agency (CEA) ก็ยิ่งเร้าให้เรารีบมาคุยกับทายาทรุ่นสองท่านนี้

เถ้าแก่อนันต์ยิ้มรับคำโอภาปราศรัยจากผู้มาเยือนด้วยอารมณ์แจ่มชื่นเหมือนพระอาทิตย์ตอนบ่ายวันนั้น เขาเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทรงกลมสุดคลาสสิกสมกับเป็นเจ้าบ้านมืออาชีพ พร้อมต่อบทสนทนาเคล้าเสียงฉลุโลหะอย่างฉะฉานชัดเจน

จากบางแคสู่เจริญกรุง

“ตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2510”

นายช่างมากฝีมือคู่สนทนารีบอธิบายรับทันควันเมื่อเราเริ่มซักไซ้ที่มาที่ไป

ร้านจิรวัฒน์เริ่มต้นจากความคิดก้าวหน้าของพ่อเถ้าแก่อนันต์ ชัยวัฒน์ จิรกิตตยากร เจ้าของรุ่นแรก หนุ่มชาวบางแคผู้ข้ามฟากมายังฝั่งพระนครเพื่อทำงานเลี้ยงตัวด้วยอาชีพช่างฉลุในร้านของพี่สาวและพี่เขย ย่านตลาดน้อย เมื่อสะสมทักษะและทุนรอนมากพอ จึงขยับขยายออกมาเปิดกิจการของตัวเองในย่านเจริญกรุง บนหัวถนนทรงสวัสดิ์ หยิบเอา ‘จิร’ พยางค์แรกของนามสกุลมาผสมกับ ‘วัฒน์’ พยางค์สุดท้ายของชื่อตัว ได้ ‘จิรวัฒน์’ ชื่อร้านความหมายมงคล เดิมตั้งอยู่ห้องคูหาถัดไปทางสี่แยก แต่ด้วยพื้นที่คับแคบ เลยย้ายมาที่นี่แทน

“พ่อคงเห็นว่าตรงนี้เป็นแหล่งค้าข้าวและผลผลิตทางการเกษตร ถ้ามาเปิดร้านยังไงก็มีงานจ้างทำแผ่นโลหะไว้พ่นสีตีกระสอบแน่ๆ

“แล้วก็เป็นตามคาด” เขาเฉลยพลางยิ้มกริ่ม ส่งแววตาภาคภูมิใจในตัวพ่อ

“สมัยนั้นงานชุกมาก พวกโรงสีมาสั่งกันทีสามสิบห้าสิบแผ่นสำรองเผื่อไว้เยอะ เพราะใช้บ่อยเลยพังง่าย เมื่อก่อนใช้กระสอบป่าน ไม่ใช่กระสอบพลาสติก เขาต้องให้เราฉลุแผ่นเหล็กไว้ทาสีบนกระสอบอยู่แล้ว งานอีกชนิดที่เข้ามาบ่อยคือสำหรับใช้พ่นบนผ้าใบและท่อแป๊บ แม้กระทั่งบริษัท Bangkok Cable ก็ทำงานให้เขามาตลอด”

เปลี่ยนมือ

เถ้าแก่อนันต์เติบโตท่ามกลางเหล่าช่างลูกจ้างมากฝีมือ ใช้ชีวิตวัยเด็กวิ่งซนในหมู่แผ่นสังกะสีแกะลายนับสิบนับร้อยอย่างไม่ประสา ว่าสิ่งเหล่านั้นคือขุมทรัพย์ทางปัญญาอันมีค่ายิ่ง พอเป็นวัยรุ่นก็ไม่ได้สนใจฝึกฝนวิชาเอาไว้แม้แต่น้อย

“จนกระทั่งช่วง มศ.1 – 2 อายุประมาณสิบหก สิบเจ็ด ผมเกเรมาก ชนิดที่ว่าโดดเรียนไปกับเพื่อนแบบถึงไหนถึงกัน พ่อเลยบังคับให้เรามาฝึกทำที่ร้าน เอามาไว้ใกล้หูใกล้ตา เดี๋ยวเถลไถลไปไหนต่อไหน พอได้มาลองทำจริงถึงเริ่มมีความคิดอยากเรียนรู้ทักษะนี้ติดตัวและสืบทอดเอาไว้เหมือนกัน”

เถ้าแก่อนันต์ ทายาท ‘จิรวัฒน์’ ร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุงที่ยังไม่มีใครสานต่อ

ช่างฉลุวัยหนุ่มเริ่มฝึกทักษะโดยใช้วิชาครูพักลักจำ มีแบบอักษร แผ่นสังกะสี ค้อน และสิ่ว หลากไซส์ เป็นอาจารย์คอยสั่งสอน ตามวิถีช่างฝีมือที่ต้องตั้งต้นเรียนรู้จากการลองผิดลองถูก ไม่มีใครมาจับมือทำเป็นหลักสูตรตายตัว

หลังหัดทำได้คล่องแคล่ว ทายาทช่างยังไม่ได้รับช่วงกิจการต่อในทันที เขาทำงานที่ร้านและไปช่วยงานเพื่อนที่เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน หลังคุณพ่อเสีย จึงมารับช่วงต่อเต็มตัว 10 กว่าปีนี้เอง

ร้านจิรวัฒน์หลังเปลี่ยนผ่านสู่มือทายาทรุ่นสอง ยังคงเป็นแหล่งรวมความชำนิชำนาญเช่นเดิม แถมเถ้าแก่อนันต์เพิ่มพูนทักษะใช้คอมพิวเตอร์ช่วยเขียนแบบตัวอักษร จึงพอจะทำงานได้สะดวกโยธินขึ้นมา

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก

4 ทศวรรษ คือช่วงเวลาที่เถ้าแก่อนันต์ลับเหลี่ยมลับคมวิชาฉลุเรื่อยมาตั้งแต่สมัยเป็นกามนิตหนุ่ม แม้ไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพจริงจังแต่เริ่ม แต่ทักษะที่เขามีก็ไม่เป็นสองรองใคร

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการพิมพ์ก็พัฒนารุดหน้ารวดเร็วชนิดที่ว่าไม่มีช่างฝีมือคนใดตามทัน เครื่องฉลุเลเซอร์ อำนวยความสะดวกได้เต็มประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง แต่ไม่มีเทคโนโลยีใดใส่กลิ่นอายของงานคราฟต์ทำมือ ผสมความพิถีพิถันลงไปในผลงานทุกชิ้น เหมือนร้านฉลุเจ้าเก่านี้ได้เลย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“สมัยที่รถเมล์ยังใช้เอกชนวิ่ง เขามาให้ผมฉลุแผ่นโลหะไว้พ่นบอกสายข้างตัวรถทั้งนั้น รถแท็กซี่ผมก็ทำให้ตั้งแต่สมัยเริ่มมีการจดทะเบียนรถแท็กซี่ ไปจนถึงตราหน่วยงานราชการที่เอาไว้พ่นติดรถหลวงของหน่วยงานต่างๆ เทศบาลท้องถิ่นนี่ลูกค้าเราแทบจะเกือบทั้งประเทศ แม้กระทั่งฉลุเป็นลายมังกรไว้พ่นข้างโลงศพคนจีนผมก็รับทำด้วยนะ” ช่างใหญ่ประจำย่านเล่าเรื่องราวอย่างฉะฉาน ชี้มือชี้ไม้ให้ดูบรรดาผลงานรอบด้าน ประหนึ่งเป็นถ้วยรางวัลแห่งชีวิต

“แต่ไม่มีจุดไหนที่เรียกว่าเป็นยุคทองอย่างจริงจังหรอก” เขาเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมขยายความ

“ผมก็ทำมาเรื่อยๆ เมื่อก่อนงานเยอะหน่อยเพราะว่าเขายังต้องใช้วิธีการพ่นแบบดั้งเดิม แต่ทุกวันนี้ซบเซาลงไปเยอะเหมือนกัน ตอน พ.ศ. 2540 โดนไปทีหนึ่งเพราะล้มกันหมด มาโควิดช่วงนี้ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมอีกทีหนึ่ง พอธุรกิจลูกค้าเขาไม่มีงาน ก็ไม่มาจ้างเรา”

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

เหล่าช่างฉลุแห่งจิรวัฒน์ยังคงนั่งโหมงานตลอดบ่ายวันนั้น ส่งเสียงระงมเติมรสให้บทสนทนาดังขึ้น ดังขึ้น แสงแดดเริ่มพาดตัวเข้าสู่ด้านในของร้านเรื่อยๆ บ่งบอกเข็มชั่วโมงที่กำลังเดินทางลงไป

งานที่ภายนอกดูตรงไปตรงมามากที่สุด ย่อมต้องมีจุดที่เวลาและประสบการณ์เท่านั้นจะอำนวยเคล็ดลับและทักษะให้คนทำได้

“ไม่มีงานไหนยากเป็นพิเศษหรอก มีแต่ความละเอียด” เขาปฏิเสธอย่างถ้อยที 

ไม่ใช่เพราะว่างานฉลุโลหะแบบนี้ง่ายดายปานกับปอกกล้วย แต่เป็นเพราะฝึกฝนจนเป็นกิจวัตรประจำวัน ไม่ต่างอะไรกับการกินข้าวอาบน้ำ ที่ทำให้เถ้าแก่อนันต์เห็นพื้นฐานอันซับซ้อนในงานฝีมือแขนงนี้

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

“พิมพ์แบบใส่กระดาษมาแปะทับบนแผ่นสังกะสี ฉลุตามลายแล้วไสให้เรียบเป็นอันเสร็จ มีแต่ใช้เวลามากหรือน้อยก็เท่านั้น” เถ้าแก่อธิบายขั้นตอนที่ดูเหมือนง่ายในประโยคเดียว 

“อย่างตราพระปรมาภิไธยหรือตราหน่วยงานราชการ มีรายละเอียดเยอะมาก ต้องนั่งทำเป็นวันๆ ลุกไม่ได้เลย มีของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลที่คิดว่าท้าทายหน่อย เขาจ้างให้แกะลายของกรมเพื่อไปทาสีบนแทงก์น้ำใหญ่ๆ เราต้องไปฉลุลาย ดัดโค้ง ทำงานที่ตรงไซต์นั้น”

คงต้องจบไป ผมปล่อยแบบธรรมชาตินี่แหละ

“งานนี้สอนให้อดทน มีความมานะ เพราะเราใช้เทคนิคอย่างคนรุ่นเก่ามาตลอด แทบไม่ใช่เทคโนโลยีมาช่วยเลย บางครั้งช่างต้องโหมทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่แปดโมงเช้ายันสี่ทุ่ม” ช่างฉลุผู้ช่ำชองเผยแง่งามอีกด้านของอาชีพ

“แต่ถ้าหมดผมก็คงต้องจบไป ปล่อยไปตามธรรมชาติแบบนี้แหละ มีงานเข้ามาก็ทำ ไม่มีงานเดี๋ยวก็นั่งมองหน้ากับช่างกันไปก่อน”

ระหว่างที่คู่สนทนาใช้น้ำเสียงเรียบนิ่ง สิ้นหวังปนเศร้า ก่อนเปลี่ยนเป็นเสียงเจือหัวเราะในลำคอเบาๆ พอให้บทสนทนาไม่แห้งแล้ง เรารู้สึกเสียดายอย่างจับใจ เมื่อได้รู้ว่าเถ้าแก่ไม่มีแผนส่งต่อทักษะอันน่าทึ่งแขนงนี้ให้ใคร อีกใจก็ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของโลกไม่ได้เช่นเดียวกัน

ลึกๆ เราเชื่อว่ายังมีกลุ่มคนที่หลงใหลในเสน่ห์ และเห็นคุณค่าของงานคราฟต์ทำมืออย่างการฉลุแผ่นป้ายโลหะของร้านจิรวัฒน์เสมอ และเชื่อยิ่งกว่าว่าคนเหล่านี้พร้อมช่วยเหลืออุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยมากฝีมือเจ้านี้ให้คงอยู่ เป็นหลักฐานแสดงความเรืองรองของงานช่างโลหะไทยได้อีกนาน

หวังว่าพวกเขาคงจะเดินทางมาพบกันในเร็ววัน

เข็มนาฬิกาบอกเวลาบ่ายคล้อยเต็มที บทสนทนาดำเนินมาถึงช่วงท้าย เราชิงรบเร้าให้เถ้าแก่โชว์เหนือฉลุสังกะสีให้เห็นก่อนคราวอำลามาถึง

“ได้ มาสิ” นายช่างตอบรับ แล้วลุกขึ้นเดินฉับไปคว้าเก้าอี้ตัวกลม วางลงท่ามกลางหมู่ช่าง นั่งลงจัดท่าทางทะมัดทะแมง สวมแว่นตาเติมความแม่นยำ มือขวากำค้อนแม่นมั่น ยกขึ้นกระแทกเข้ากับแท่งสิ่วไซส์จิ๋วที่ประจำอยู่บนร่องรอยแนวฉลุ เสียงโลหะกระทบกันดังทีแล้วทีเล่า จนออกมาเป็นตัวอักษรตามแบบ

สองมือของเขาจับผลงานขึ้นมาใกล้หน้าเพื่อตรวจทานความเรียบร้อยอีกครั้ง ก่อนบ่ายหน้าไปหาเพื่อนร่วมงานแล้วหัวเราะออกมาพร้อมกันอย่างมีความสุขโดยไม่ได้นัดหมาย

อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์
อนันต์ จิรกิตตยากร ทายาทร้านฉลุโลหะเจ้าสุดท้ายในเจริญกรุง เจ้าของผลงานแผ่นทาสีกระสอบข้าวยันข้อความบอกทางข้างรถเมล์

ร้านจิรวัฒน์

รับฉลุป้ายโลหะสำหรับใช้ทาสีหรือพ่นสีทับลงบนพื้นผิววัสดุเจ้าสุดท้ายแห่งเจริญกรุง 

ที่ตั้ง : เลขที่ 363 ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ (แผนที่)

วัน-เวลาทำการ : วันจันทร์-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

โทรศัพท์ : 0 2266 8669

วันนี้เทคนิคระดับเซียนจากร้านจิรวัฒน์ได้โคจรมาเจอกับกลเม็ดการดีไซน์เครื่องประดับสุดเก๋จากแบรนด์นักออกแบบรุ่นใหม่ Lohameka Studio ร่วมกันต่อยอดของดีสุดเก๋าประจำย่านเจริญกรุงให้คงอยู่ต่อไปในโครงการ Made in Charoenkrung 2 โดย Creative Economy Agency (CEA) ทำผลิตภัณฑ์ที่ระลึกเฉพาะผู้เขาร่วมงาน Bangkok Design Week 2021 ติดตามงานออกแบบทั้งหมดของโครงการเมดอินเจริญกรุงได้ที่ madein.myneighbour

Writer

นิรภัฎ ช้างแดง

beautiful and bittersweetly

Photographer

เธียรสิน สุวรรณรังสิกุล

ผู้ที่หาความสุขจากสิ่งรอบๆ ตัว

อ่านต่อ

Loading...

End of content

No more pages to load